Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    ในช่วงที่ผ่านมากระบวนการยุติธรรมในบราซิลเริ่มมีการปรับเปลี่ยนทำให้บุคคลร่ำรวยหรืออยู่ในระดับสูงไม่สามารถลอยนวลจากความผิดที่ก่ออีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารระดับสูงของบรรษัทยักษ์ใหญ่ที่คอร์รัปชันหรือผู้พิพากษาที่เบ่งใส่ตำรวจจราจร


    24 พ.ย. 2557 สำนักข่าวโกลบอลโพสต์รายงานว่าเมื่อช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา พนักงานอัยการรัฐหลายคนในบราซิลเริ่มดำเนินการฟ้องร้องชนชั้นนำที่กระทำความผิด ทำให้ผู้สังเกตการณ์ประเทศบราซิลมีความหวังว่าบราซิลจะเริ่มเอาจริงเอาจังกับการดำเนินคดีกับผู้อยู่ในสังคมระดับสูง

    นับตั้งแต่ประเทศบราซิลเปลี่ยนแปลงเป็นระบอบประชาธิปไตยในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 1980 กลุ่มคนรวยและผู้มีอำนาจในบราซิลต่างก็กระทำความผิดต่างๆ แล้วยังลอยนวลอยู่ได้ โดยไม่เพียงแค่มีการทุจริตคอร์รัปชันแพร่กระจายไปทั่วเท่านั้น ความผิดต่างๆ เหล่านี้ยังไม่เคยถูกสอบสวนหรือมีการดำเนินการใดๆ เลย แต่จากเทรนด์ในบราซิลตอนนี้ดูเหมือนว่าเรื่องราวกำลังจะเปลี่ยนไป

    ชาวบราซิลใช้ 'แฮชแท็ก' ในทวิตเตอร์เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับคดีความต่างๆ 3 คดี ซึ่งทั้ง 3 คดีเกี่ยวพันกับชนชั้นนำในบราซิลทั้งสิ้น

    แฮชแท็กแรกคือ #Petrobras หรือกรณีบริษัทเปโตรบราส ซึ่งเป็นบริษัทด้านพลังงานของบราซิลซึ่งเป็นแบบกึ่งรัฐกึ่งเอกชน บริษัทนี้ไม่เพียงแค่มีเงินมหาศาลหลายพันล้านดอลลาร์เท่านั้นแต่ยังถูกกล่าวหาว่ามีการฟอกเงินและตั้งราคาสูงทำกำไรเกินจริง (profit-skimming) ทำให้อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเปโตรบราสและผู้บริหารระดับสูงของบริษัทก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในบราซิลตกเป็นผู้ต้องหา ถือเป็นการกล่าวหากลุ่มผู้บริหารและคนของรัฐบาลในบริษัทที่อำนาจมากในบราซิล ในตอนนี้มีผู้ถูกจับกุมแล้ว 27 ราย

    นอกจากนี้อัยการของบราซิลยังเปิดเผยอีกว่าเงินที่ยักยอกจากเปโตรบราสไปนั้นมีการนำไปใช้กับการรณรงค์ทางการเมืองรวมถึงพรรคแรงงานของประธานาธิบดีดิลมา รุสเซฟฟ์ ด้วย ซึ่งรุสเซฟฟ์และพรรคการเมืองอื่นๆ ก็คอยปฏิเสธข้อกล่าวหานี้โดยตลอด

    อย่างไรก็ตามรุสเซฟฟ์ยอมรับว่าคดีนี้มีความสำคัญในระดับที่อาจจะเป็นการเปลี่ยนประเทศได้จากการทำให้ 'การลอยนวล' เหนือความผิดหมดไป

    เปาโล โซเตโร ผู้อำนวยการสถาบันบราซิลที่ศูนย์วิลสันวูดโรว์ในวอชังตันดีซีกล่าวว่าคดีเปโตรบราสเป็นคดีที่สะท้อนคดีใหญ่อีกคดีหนึ่งก่อนหน้านี้ที่ชื่อ "คดีเมนซาเลา" (คดีเงินเดือนสูง) ที่มีการดำเนินคดีในปี 2555 ในคดีนั้นทำให้มีนักการเมือง 18 คนถูกตั้งข้อหาเรื่องซื้อเสียงและทำให้เสนาธิการทหารในสมัยของประธานาธิบดีลุลา ดา ซิลว่า ถูกปลดออกจากตำแหน่ง

    โซเตโรกล่าวถึงคดีเมนซาเลาว่าในตอนนั้นผู้คนคิดว่าเรื่องจะจบลงโดยมีการจัดสรรผลประโยชน์กันในหมู่ชนชั้นนำแล้วก็จบไป แต่กลายเป็นว่ามีคนถูกพิจารณาให้มีความผิด 25 คน มีบางคนถูกส่งเข้าคุก คดีเมนซาเลาจึงเป็นคดีที่ยุติความคิดที่ว่าการดำเนินคดีกับชนชั้นนำจะยุติลงที่การ 'แบ่งเค้ก' และลอยนวลเหนือความผิด

    โซเตโรกล่าวอีกว่าคดีเปโตรบราสก็เช่นเดียวกับกรณีเมนซาเลา มันเป็นสัญญาณว่าระบบยุติธรรมของบราซิลมีการเติบโตและเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเน้นย้ำในเรื่องหลักนิติธรรม

    คดีต่อมาที่ถูกกล่าวถึงคือ #EikeBatistaClasseMedia หรือ "คดีชนชั้นกลางไอเก บาติสตา" ซึ่งไอเก บาติสตา ถือว่าเป็นผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในบราซิลจากการจัดอันดับเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เขาสืบทอดกิจการต่อจากบรรษัทด้านเหมืองเงินและทอง รวมถึงการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่เมื่อปีที่แล้วมีการเปิดเผยว่าโครงการสำรวจนอกชายฝั่งของเขาล้มเหลว ทำให้บรรษัทของเขาล่มสลาย

    บาติสตาสูญเสียทรัพย์สินของเขาไปหลังจากที่หุ้นของบรรษัทเขาดิ่งลงฮวบฮาบ เมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมาเขากล่าวให้สัมภาษณ์ต่อหนังสือพิมพ์ในบราซิลว่าการสูญเสียของเขาทำให้เขากลับไปเป็นชนชั้นกลางด้วย "เสียงร่วงตุ้บขนาดใหญ่" ซึ่งคำๆ นี้กลายมาเป็นสิ่งที่ถูกล้อเลียนทั่วเว็บไซต์โซเชียลมีเดีย

    แต่บาติสตาเจอปัญหามากกว่านั้นเมื่อเขากำลังถูกสอบสวนเรื่องการซื้อขายหลักทรัพย์โดยอาศัยข้อมูลวงใน (insider trading) และยังถูกกล่าวหาว่าเทขายหุ้นของบรรษัทตนหลายล้านดอลลาร์เพื่อไม่ให้สูญเสียทางการเงินไปมากกว่านี้ แต่บาติสตาก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยพยายามชี้ให้เห็นว่าเขาสูญเสียไปหลายพันล้านในช่วงที่หุ้นตก

    ในวอลล์สตรีท คดีซื้อขายหลักทรัพย์โดยอาศัยข้อมูลวงในอาจจะเป็นสิ่งที่ดูธรรมดาไปแล้วแต่สำหรับในบราซิลคดีของบาติสตาเป็นเรื่องใหม่เพราะไม่มีใครเคยต้องเข้าคุกจากคดีแบบนี้มาก่อน

    เจมี คูเปอร์ ศาตราจารย์ด้านกฎหมายจากวิทยาลัยกฎหมายแคลิฟอร์เนียเวสเทิร์นในซานดิเอโก ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบกฎหมายอเมริกาใต้กล่าวว่า คดีของบาติสตาแสดงให้เห็นว่าบราซิลเริ่มมีการท้าทายเพื่อตรวจสอบบุคคลที่มีอำนาจด้วยวิธีการที่เป็นประชาธิปไตย แม้ว่าอาจจะยังสรุปให้ดูยิ่งใหญ่ไม่ได้แต่ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดี

    คดีที่สามคือคดี #Juiznaoedeus ที่แปลว่า "ผู้พิพากษาไม่ใช่พระเจ้า" คดีนี้มาจากการพยายามเอาตัวเองพ้นผิดของผู้พิพากษาคนหนึ่งทำให้มีผู้ทราบเหตุการณ์ไม่พอใจอย่างมาก และเป็นบทสะท้อนว่าสำหรับในบราซิลไม่ใช่แค่ชนชั้นนำที่มีชื่อเสียงเท่านั้นจะถูกตัดสินไม่ให้ลอยนวล แต่ผู้พิพากษาที่ทำความผิดเสียเองก็หนีไม่พ้น

    เรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นมาจากรายงานข่าวเกี่ยวกับผู้พิพากษาโจเอา คาร์ลอส เดอ เซาซา คอร์เรีย เขาถูกสั่งให้หยุดที่ด่านตรวจคนเมาแล้วขับที่ริโอเดอจาเนโร เขาขับรถโดยไม่มีใบขับขี่รวมถึงไม่มีป้ายทะเบียนทำให้ตำรวจจราจรชื่อลูเซียนา แทมบูรินี ออกใบสั่งแต่เซาซา คอร์เรีย ก็โต้ตอบด้วยความโมโหแล้วประกาศว่าเขาเป็นผู้พิพากษา แต่แทมบูรินีก้กล่าวตอบว่า "คุณอาจจะเป็นผู้พิพากษา แต่คุณไม่ใช่พระเจ้า"

    จากนั้นแทมบูรินีก็ถูกตัดสินดำเนินคดีข้อหา "ล่วงละเมิดผู้มีบรรดาศักดิ์" ซึ่งหมายถึงผู้พิพากษาและถูกสั่งปรับเป็นเงิน 2,000 ดอลลาร์ (ราว 65,000 บาท) แต่การลงโทษก็ยังอยู่ในขั้นตอนการอุทธรณ์ หลังจากที่สื่อรายงานเรื่องราวนี้แล้วก็มีการลงขันบริจาคเพื่อเป็นเงินต่อสู้คดีให้กับแทมบูรินีมากกว่า 27,000 ดอลลาร์ (ราว 886,000 บาท)

    นอกจากนี้ชาวบราซิลตามโซเชียลมีเดียก็เรียกร้องให้มีการดำเนินคดีกับ เซาซา คอร์เรีย ตามกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้ยังมีการล่ารายชื่อเพื่อเรียกร้องให้ปลดเขาออกจากตำแหน่ง สมาคมนักกฎหมายบราซิลสาขาริโอเดอจาเนโรยังได้เรียกร้องให้มีการสั่งพักงานเขาทันที แม้ว่าเซาซา คอร์เรีย จะยังไม่ถูกดำเนินการใดๆ ในตอนนี้แต่การตอบโต้จากสาธารณชน จากสื่อ และจากสมาคมนักกฎหมายก็แสดงให้เห็นว่าเขามีปัญหาแล้ว

     

    เรียบเรียงจาก

    Brazil's rich and powerful may no longer be above the law, Global Post, 20-11-2014
    http://www.globalpost.com/dispatch/news/regions/americas/brazil/141118/hashtags-brazilian-justice-cases-petrobras

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    25 พ.ย. 2557 –  มีรายงานว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้โปรยใบปลิวต้าน คสช. บริเวณห้องน้ำในตึกองค์กรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่(อ.มช.) หลังจากไม่สามารถจัดงานเสวนา "กินข้าวถกปัญหา กิจกรรมนักศึกษา ภายใต้กฏอัยการศึก"  ได้เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่หารและตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบเข้ามาเฝ้าจับตาอยู่บริเวณโดยรอบอาคารกว่า 30 นาย ซึ่งข้อความในใบปลิวระบุว่า “หยุดคุกคาม นักศึกษา” “Dictator get out” และ “No coup”  เบื้องต้นยังไม่มีการเข้าควบคุมตัวนักศึกษาแต่อย่างใด

    หนึ่งในผู้จัดกิจกรรมเสวนาให้ข้อมูลว่า วันนี้ตามเดิมจะมีการจัดเสวนาขึ้น โดยตั้งใจให้เป็นพื้นที่สำหรับนักศึกษามาพูดคุยกัน แต่ก็มีเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจนอกเครื่องแบบ เข้ามาบริเวณตึกอ.มช. จึงไม่สามารถจัดกิจกรรมได้ ขณะที่ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็ได้จัดกิจกรรมประดับธงตึก อ.มช. ซึ่งเข้าใจว่าเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจของนักศึกษา เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการจัดกิจกรรมลักษณะนี้มาก่อน แต่มาจัดวันเดียวกับวันที่จะมีการจัดเสวนา

     

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เทียนฉาย กีระนันท์ รับหนังสือจากสมาคมชาวนาไทย ขอให้รัฐออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ รักษาอาชีพกสิกรรมคู่ประเทศไทย คุ้มครองพันธุ์ข้าว-พืช-สัตว์ สนับสนุนชาวนาให้ดำรงชีพได้อย่างมีศักดิ์ศรี คุณภาพชีวิตดี

    25 พ.ย. 2557 - เว็บไซต์รัฐสภารายงานว่า เมื่อเวลา 13.30 น. บริเวณห้องโถง อาคารรัฐสภา 1 นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ  รับหนังสือจาก นายนิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน ว่าที่ประธานสหพันธ์สมาคมชาวนาไทย (สชท.) โดยได้รวบรวมข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อให้การแก้ปัญหาชาวนามีทิศทางชัดเจนในระยะยาว จึงขอยื่นข้อเสนอแนะ ต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ดังนี้

    1. รัฐพึงธำรงรักษาอาชีพการทำกสิกรรมไว้คู่กับประเทศไทย

    2. รัฐพึงคุ้มครองพันธุกรรมข้าว พืช และสัตว์ที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศไทย ส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือเกษตรชาวนาไทย ให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีความยั่งยืนในการประกอบสัมมาชีพเกษตรกรรม

    3. รัฐต้องออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องในข้อ 1 และ 2 และให้สามารถบังคับใช้ได้ภายใน 2 ปี

    โดยประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้กล่าวขอบคุณสหพันธ์สมาคมชาวนาไทย ที่ช่วยกันคิดและพิจารณา และเสนอแนะความเห็นต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ  ซึ่งข้อเสนอแนะดังกล่าวเป็นประโยชน์อย่างมากต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อจะได้นำมาเป็นกรอบกำหนดแนวทางในการปฏิรูปที่เกี่ยวข้องกับชาวนาต่อไป ทั้งนี้ประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับชาวนานั้นมีความหลากหลาย และถือเป็นโอกาสอันดีที่จะทำการปฏิรูปเพื่อจะได้แก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบ และเท่าเทียมต่อไป

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    หกเดือนรัฐประหารสืบชะตา
    เหล่าอีการุมทึ้งพิราบขาว
    ไล่ล่าแห่ประจานจับขึงราว
    บิดข่าวสารเบือนความจริงอ้างปรองดอง

    จับหนึ่งเพิ่มข้อหาหากฝ่าฝื
    แล้วจะคืนความสุขให้ไทยทั้งผอง
    คนเป็นคนแค่เห็นต่างถูกจำจอ
    ส่งฟ้องหนึ่งหนึ่งสองเป็นว่าเล่น

    ดีแต่ข่มดีแต่ขู่สร้างความกลัว
    ชั่วแต่พูดชั่วแต่พล่ามห้ามความเห็น
    คำสั่งห้ามเคลื่อนไหวบีบให้เซ็น
    ขู่เข็ญด้วยภัยมืดตามคุกคาม

    ไล่ผู้คนออกจากถิ่นที่อยู่
    ตู่ว่าปฏิรูปอยู่อย่าได้ถาม
    หากนอกลู่นอกยามต้องปราบปรา
    ชูสามนิ้วเข้าล้อมจับทั้งกรมกอง

    วาทกรรมปรองดองเคลือบยาพิษ
    ได้แต่ลิดรอนสิทธิชนทั้งผอง
    กฎอัยการศึกคงอำนาจไว้คะนอง
    คอยจับจ้องฟ้องข้อหาประชาชน

    ทบทวีนักโทษการเมืองจนล้นคุ
    นี้จะปลุกผู้คนล้นท้องถนน
    ทั้งสามัญชนผู้ไม่ยอมจำนน
    อีกผองชนให้ลุกตื่นจากฝันร้าย

    เหล่าพิราบถูกหักปีกแหว่งวิ่น
    แต่ยังโบยบินไม่สิ้นสูญสลาย
    ท่านฆ่าเราเกิดใหม่ใช่ตกตาย
    ปลุกสหายนกพิราบอีกร้อยพัน
    .................................................................

    “แม้แต่ระบอบเผด็จการทหารที่เข้มแข็งในฟิลิปปินส์ปี 1986 ก็ยังถูกโค่นล้มลงได้เมื่อประชาชนลุกฮือขึ้นและปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือ”

    #WeAreEverywhere #เราอยู่ทุกหนแห่ง
    …………………………………………………………….

    แถลงการณ์นกพิราบ lll

    เราขอเรียกร้องให้คณะรัฐประหาร คสช. นำโดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา

    1. ยกเลิกกฎอัยการศึก
    กฎอัยการศึกคือเครื่องมือคุกคามสิทธิเสรีภาพของนักศึกษาและประชาชน การใช้กฎอัยการศึกปิดปากผู้คนรังแต่จะทำให้สังคมไทยตกอยู่ในวงจรความขัดแย้งรุนแรงไม่สิ้นสุด เราเชื่อว่ากระบวนการปรองดองจะเกิดขึ้นได้ตราบที่ความยุติธรรมบังเกิด ตราบที่ผู้คนได้แสดงออกซึ่งความคิดความเห็นที่แตกต่างอย่างมีเสรีภาพ

    2. ปล่อยนักโทษการเมือง
    ให้พวกเขาได้มีสิทธิสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมปกติ หยุดนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร ประชาชนมิใช่เชลยศึก พวกเขาเพียงแสดงออกซึ่งความเห็นต่าง พวกเขามิใช่อาชญากรที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ

    3. คืนอำนาจให้ประชาชน
    เราเห็นว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติในสังคมที่แตกต่างหลากหลาย วิธีจัดการความขัดแย้งตามกลไกประชาธิปไตยคือการที่คนทุกคนมีหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงเท่าเทียมกันโดยถ้วนหน้า ขอให้เราได้เดินหน้าสู่การปฏิรูปประเทศด้วยกันโดยถ้วนทั่ว เพราะเราเป็นประชาชนของประเทศนี้เท่าๆ กับท่าน

    จากฉันถึงเธอ
    ในห้วงเวลา 6 เดือนหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557
    25 พ.ย. 2557

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ เตือนอีก 10 ปี ไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ถ้าไม่หลุดกับดักรายได้ปานกลางจะเป็นชาติ "แก่ก่อนรวย" พร้อมฉาย 3 ภาพ เมืองไทยอีก 30 ปี ระบุ 4 กุญแจเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตที่พึงปรารถนาต้องมีทุนมนุษย์คุณภาพสูง จัดสรรเงินทุนก่อให้เกิดผลิตภาพ รัฐมีประสิทธิภาพ ระบบเศรษฐกิจเปิดกว้าง

    สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

    แบบจำลองภาพเศรษฐกิจไทยใน 3 ทศวรรษข้างหน้า

    25 พ.ย. 2557 - ในงานสัมมนาวิชาการทีดีอาร์ไอ ประจำปี 2557 เรื่อง ประเทศไทยในสามทศวรรษหน้า : สี่ความท้าทายเพื่อการเติบโตอย่างมีคุณภาพ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2557 สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ กล่าวเปิดประเด็น โดยระบุว่า

    "ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อทำให้รัฐบาล ธุรกิจและประชาชนไทยสนใจเฉพาะปัญหาระยะสั้นมากกว่าปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้พ้น “กับดักรายได้ปานกลาง” การปฏิรูปการศึกษาและการรักษาสิ่งแวดล้อม

    ไทยจะเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ในปี 2025 และในอีก 30 ปีไทยจะมีคนสูงอายุถึง 36% หากไม่สามารถหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ทัน ไทยจะกลายเป็นประเทศแรกๆ ในเอเชียที่ “แก่ก่อนรวย” และ “แก่โดยไม่มีสวัสดิการเพียงพอ” เพราะกองทุนประกันสังคมจะมีปัญหาจนถึงขั้นล้มละลายในประมาณปี 2045 หากไม่มีการปฏิรูปอย่างทันการณ์

    ที่ผ่านมา ไทยเน้นพัฒนาอุตสาหกรรมโดยไม่พัฒนาเทคโนโลยี เน้นส่งออกไปยังตลาดโลกโดยกดค่าแรงให้ต่ำเพื่อให้แข่งขันได้ และไม่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมอย่างเพียงพอ การพัฒนาจึงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและปัญหาสิ่งแวดล้อมมาก ในอนาคต ไทยจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปรับไปสู่ยุทธศาสตร์พัฒนาใหม่ ที่เน้นสร้างมูลค่าเพิ่มบนฐานนวัตกรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และรักษาสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น"

    สมเกียรติ อภิปรายว่า เพื่อให้เห็นถึงภาพอนาคตเศรษฐกิจไทยใน 3 ทศวรรษหน้า และความท้าทายต่างๆ บทความนี้จะยกตัวอย่างภาพสถานการณ์ที่เป็นไปได้ (possible scenario) 3 ภาพคือ

     

    ภาพสถานการณ์ 1 “ประเทศไทยไปเรื่อยๆ”

    การพัฒนาในภาพสถานการณ์นี้คล้ายกับแนวทางในปัจจุบัน แต่อัตราการเติบโตเฉลี่ยจะลดลงเหลือ 3.55% ต่อปี ซึ่งทำให้คนไทยมีรายได้ต่อหัว 17,000 ดอลลาร์ในปี 2045 และหลุดพ้นจากระดับรายได้ปานกลางในปี 2036 หรือหลังจากเข้าสู่สังคมสูงอายุสมบูรณ์กว่าทศวรรษ

    ไทยจะมีแรงงานในระบบเพิ่มขึ้นเป็น 60% ในปี 2045 และในปีนั้น ดัชนีความเหลื่อมล้ำ (Gini coefficient) จะอยู่ที่ระดับ 0.37 ซึ่งต่ำกว่าปัจจุบันเล็กน้อย จากแรงกดดันให้มีการกระจายรายได้ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาประเทศในแนวทางเดิมจะทำให้ไทยยังมีปัญหาสิ่งแวดล้อมต่อไป นอกจากนี้ การคาดการณ์ว่าไทยจะพ้นระดับรายได้ปานกลางในปี 2036 นั้นยังมองโลกแง่ดีเกินไป เพราะไม่ได้พิจารณาปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น หากมีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกอย่างรุนแรง การเปลี่ยนผ่านจะล่าช้าออกไป 2 ปี หากรัฐบาลดำเนินนโยบายประชานิยม โดยใช้เงินปีละ 1 แสนล้านบาท จะทำให้เปลี่ยนผ่านล่าช้าออกไป 4 ปี หากเกิดวิกฤติอัตราแลกเปลี่ยน หรือวิกฤติธนาคาร การเปลี่ยนผ่านจะล่าช้าออกไป 2 ปี และ 4 ปีตามลำดับ และหากเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง การเปลี่ยนผ่านก็จะล่าช้าออกไปอีก ดังนั้น ในกรณีที่การบริหารความเสี่ยงผิดพลาด ไทยจะไม่พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางแม้ใน 3 ทศวรรษหน้า

     

    ภาพสถานการณ์ 2 สู่ “ประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้า”

    เศรษฐกิจไทยจะถูกขับเคลื่อนจากการยกระดับผลิตภาพในภาคอุตสาหกรรมจากการนำเอาระบบการผลิตแบบลีนมาใช้อย่างกว้างขวาง การทำ R&D การออกแบบและพัฒนาแบรนด์สินค้า ตลอดจนการย้ายการผลิตมูลค่าเพิ่มต่ำไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

    คนไทยจะมีรายได้ต่อหัว 23,700 ดอลลาร์ในปี 2045 จากอัตราการเติบโตเฉลี่ย 4.6% ต่อปี ซึ่งทำให้พ้นระดับรายได้ปานกลางในปี 2028 หรือหลังจากเข้าสู่สังคมสูงอายุสมบูรณ์เล็กน้อย อุตสาหกรรมจะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นเป็น 64% ของ GDP และมีแรงงานในระบบเพิ่มเป็น 67% อย่างไรก็ตาม การเน้นพัฒนาอุตสาหกรรมจะทำให้มีปัญหาสิ่งแวดล้อมและความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น เพราะประโยชน์ตกอยู่กับเจ้าของทุน

    ในภาพนี้ รัฐบาลต้องมีนโยบายที่เหมาะสมเช่น เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้มีคุณภาพสูง พัฒนาวิศวกรและช่างเทคนิค รณรงค์ให้ภาคเอกชนเพิ่มผลิตภาพและสร้างนวัตกรรม ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลไม่ควรดึงดูดแรงงานข้ามชาติทักษะต่ำเข้ามาในไทย เพราะจะทำให้อุตสาหกรรมพึ่งพาแรงงานราคาถูกต่อไป

     

    ภาพสถานการณ์ 3 สู่ “ประเทศเกษตรทันสมัยและบริการฐานความรู้”

    การพัฒนาเศรษฐกิจไทยจะเน้นการพัฒนาภาคเกษตรดั้งเดิมให้เป็นภาคเกษตรทันสมัย โดยใช้เครื่องจักร เทคโนโลยี ทำวิจัยและพัฒนา บริหารการผลิตรองรับการผลิตอาหารปลอดภัย และการพัฒนาภาคบริการให้เป็นบริการฐานความรู้ โดยเปิดเสรีภาคบริการ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและพัฒนาแรงงานให้มีทักษะทั่วไปที่มีคุณภาพสูง

    รายได้ต่อหัวของคนไทยในปี 2045 จะสูงขึ้นถึง 28,400 ดอลลาร์ โดยมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 5.2% ต่อปี ทำให้ไทยพ้นระดับรายได้ปานกลางในปี 2028 ภาคบริการมีมูลค่าเพิ่มเป็น 59.3% ของ GDP โดยเป็นบริการฐานความรู้ 30.8% ในขณะที่ภาคเกษตรเล็กลงเหลือ 3.8% ของ GDP ในภาพนี้ ดัชนีความเหลื่อมล้ำจะลดลงเหลือ 0.33 เนื่องจากรายได้ของแรงงานเพิ่มขึ้น และจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลดลง เนื่องจากใช้พลังงานต่ำกว่าอุตสาหกรรม

    ในภาพนี้ รัฐบาลจะต้องไม่มีนโยบายอุดหนุนราคาสินค้าเกษตรมากจนเกษตรกรมุ่งผลิตสินค้าในเชิงปริมาณ โดยไม่สนใจคุณภาพ และต้องไม่คุ้มครองบริการที่ผูกขาด ซึ่งก่อให้เกิดต้นทุนสูงต่อเศรษฐกิจ

     

    เมื่อเปรียบเทียบประเทศไทยในปี 2045 ใน 3 ภาพสถานการณ์ (ดูตารางประกอบ) จะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประเทศเกษตรทันสมัยและบริการฐานความรู้ น่าจะเป็นภาพที่พึงปรารถนาที่สุดเพราะจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงสุด ซึ่งทำให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางในปี 2028 หลังจากเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ไม่กี่ปี ขณะที่มีความเหลื่อมล้ำและสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

    อย่างไรก็ตาม โครงสร้างเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งมีสัดส่วนของภาคอุตสาหกรรมใน GDP ในระดับสูง จะทำให้การเปลี่ยนสู่ภาพสถานการณ์ที่ 2 ง่ายกว่าในระยะสั้น ดังนั้น ภาพที่น่าจะเกิดขึ้นคือส่วนผสมของภาพสถานการณ์ที่ 2 และ 3 โดยมีจุดเชื่อมที่สำคัญคือ การพัฒนาบริการธุรกิจที่รองรับอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ซึ่งจะเชื่อมต่อระหว่างภาคเศรษฐกิจทั้งสาม

    การเปลี่ยนผ่านไปสู่อนาคตที่พึงปรารถนาดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อปัจจัย 4 ด้านเกิดขึ้นคือ มีทุนมนุษย์คุณภาพสูง การจัดสรรเงินทุนก่อให้เกิดผลิตภาพ รัฐมีประสิทธิภาพและระบบเศรษฐกิจเปิดกว้าง

    โครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปจะทำให้สังคมไทยในอนาคตมีความหลากหลาย และซับซ้อนกว่าปัจจุบันมาก อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านจะก่อให้เกิดความขัดแย้ง เพราะผลประโยชน์ ความเชื่อ และคุณค่าของคนแต่ละกลุ่มจะแตกต่างกันมากขึ้น การป้องกันและระงับความขัดแย้งจากการเปลี่ยนผ่านจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากรัฐที่ควรเป็นผู้ป้องกันและระงับความขัดแย้ง มีลักษณะรวมศูนย์อำนาจ บริหารอย่างแยกส่วน ไม่เปิดกว้าง และไร้วินัย

    การเปลี่ยนผ่านจะเกิดขึ้นได้อย่างราบรื่นจึงจำเป็นต้องมีภาครัฐที่เปิดกว้าง มีวินัยและกระจายอำนาจ ขณะที่ยังสามารถประสานนโยบายภาพรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นความท้าทายที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนผ่านของไทยในอีก 3 ทศวรรษคือ การปฏิรูปภาครัฐ

    ประเทศไทยในปัจจุบันและประเทศไทยในปี 2045 ในภาพสถานการณ์ต่างๆ

    ดัชนี

    ประเทศไทย 2014

    ประเทศไทยไปเรื่อยๆ

    อุตสาหกรรมก้าวหน้า

    เกษตรทันสมัย-บริการฐานความรู้

    อัตราการเติบโตเฉลี่ย (% ต่อปี)

    5.94

    3.55

    4.59

    5.21

    รายได้ที่แท้จริงต่อหัว ($)

              5,480

               17,016

         23,736

             28,402

    ปีที่พ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง

     

    2036

    2028

    2028

    สัดส่วนมูลค่าเพิ่ม

     

     

     

     

      - เกษตรกรรม

    12.3

    4.4

    3.1

    3.8

      - อุตสาหกรรมการผลิต

    37.9

    49.9

    63.8

    37.0

      - บริการ

    49.8

    45.8

    33.1

    59.3

    ดัชนีความเหลื่อมล้ำ (Gini coefficient)

    0.39

    0.37

    0.42

    0.33

    มูลค่าเพิ่มต่อหน่วยการปล่อย CO2 ($ ต่อตัน)

    1,109

    3,584

    3,901

    5,464

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    25 พ.ย.2557 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เข้าพบประธานอนุกรรมาธิการกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อหารือเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ...  ระบุมีเนื้อหาบางมาตราลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบของประชาชน และไม่เป็นไปตามมาตรฐานกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

    ปริญญา บุญฤทธิ์ฤทัยกุล ผู้อำนวยการ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และคณะ เดินทางเข้าพบพลตำรวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการตำรวจ และคณะอนุกรรมาธิการกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อหารือเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ โดยเฉพาะประเด็นที่ร่างกฎหมายเปิดช่องให้มีการตีความอย่างกว้างขวาง ที่อาจนำมาซึ่งการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบของประชาชน และข้อกังวลเกี่ยวกับการเอาผิดทางอาญากับผู้จัดการชุมนุมและผู้เข้าร่วมการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ รวมถึงยังมีการนิยามหรือใช้ถ้อยคำที่มีมีความหมายคลุมเครือ ไม่ชัดเจน ไม่แน่นอน และอาจเกิดปัญหาการตีความและใช้บังคับกฎหมาย

    ผู้อำนวยการ แอมเนสตี้ฯ ประเทศไทยกล่าวว่า “เรามีความกังวลอย่างยิ่งว่าในมาตรา 7 และมาตรา 12 (1) และ 18 (1) ที่ใช้คำว่า ‘ความสะดวก’ นั้นเปิดโอกาสให้มีการตีความและการใช้อำนาจอย่างกว้างขวาง เพื่อจำกัดการชุมนุมโดยสงบ ซึ่งอำนาจดังกล่าวไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ด้านสิทธิมนุษยชน อีกทั้งข้อกังวลโดยเฉพาะในเนื้อหาของมาตรา 7 ที่ระบุว่า การชุมนุมโดยสงบอาจถูกตีความว่า ‘ไม่เป็นการชุมนุมสาธารณะโดยสงบ’ และเป็นเหตุนำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีและการใช้กำลังของตำรวจได้ เพียงเพราะเหตุที่ว่าการชุมนุมนั้นเป็นเหตุให้มีการ ‘กีดขวางมิให้ประชาชนใช้ทางหลวงหรือทางสาธารณะได้ตามปกติ’...”

    ผู้อำนวยการ แอมเนสตี้ฯ กล่าวด้วยว่า การชุมนุมขนาดเล็กอย่างสงบ เช่น การชุมนุมบนถนนหรือตามจัตุรัสในเมืองย่อมทำให้เกิด “การขัดขวางการใช้ประโยชน์ตามปรกติ” ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่เมื่อกำหนดข้อกำหนดเช่นนี้ย่อมเปิดโอกาสให้ทางการสั่งห้ามหรือยุติการชุมนุมได้โดยง่าย แม้จะเป็นการชุมนุมโดยสงบก็ตาม ในทำนองเดียวกัน คำว่า “การขัดขวาง” มีความหมายที่กว้างมาก และอาจถูกใช้โดยพลการเพื่อยุติการชุมนุมโดยสงบ

    ทางด้าน พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ รองประธานกรรมการ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า การปฏิบัติตามร่างกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้กฎหมายต้องอาศัยดุลยพินิจส่วนตัวของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก เช่น เมื่อ “แจ้ง”ล่วงหน้าภายใน 24 ชั่วโมง แล้วก็ต้องรอการ “เห็นชอบ”เพื่อพิจารณาว่าผู้จัดการชุมนุมสามารถจัดได้หรือไม่ ในทางปฏิบัติจริงจึงอาจตีความได้ว่า ผู้จัดการชุมนุมต้อง ‘ขออนุญาต’ จากเจ้าหน้าที่ก่อนเพื่อจัดการชุมนุมหรือไม่ จึงไม่ใช่แค่เพียงการ ‘แจ้งล่วงหน้า’  ซึ่งอาจผิดไปจากเจตนารมณ์ของการแจ้งการจัดชุมนุมล่วงหน้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ชุมนุมและผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง

    รองประธานกรรมการ แอมเนสตี้ฯ กล่าวว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวอาจทำให้ประชาชนทั่วไปและเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายเกิดความสับสน เพราะประชาชนและเจ้าหน้าที่อาจมีความเข้าใจในตัวบทกฎหมายและตีความแตกต่างกัน เจ้าหน้าที่แต่ละคนอาจบังคับใช้กฎหมายในระดับมาตรฐานที่แตกต่างกัน และทำให้ประชาชนบางส่วนอาจปฏิเสธดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ผู้ใช้กฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างยิ่งต่อการสร้างบรรทัดฐานเพื่อการบังคับใช้กฎหมายในอนาคต

    ด้านพลตำรวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวภายหลังการพูดคุยว่า จะนำข้อห่วงใยและเอกสารรายงานของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ไปมอบให้นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและคณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป ทั้งนี้เห็นว่าเป็นเรื่องดีที่มีตัวแทนหน่วยงานต่างๆ มาร่วมแสดงความคิดเห็นในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพราะรัฐบาลต้องการกฎหมายที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และสามารถให้การคุ้มครองทั้งผู้ชุมนุมและผู้ดูแลการชุมนุมด้วย

    นอกจากนี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ยังมีข้อเสนอแนะต่อต่อร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ... โดยแบ่งเป็นข้อเสนอแนะในภาพรวม 5 ประการ ได้แก่

    1. ถอนการประกาศการเลี่ยงพันธกรณีตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่รัฐไทยได้แจ้งไปยังองค์การสหประชาชาติเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2557

    2. ประกันว่าจะมีการนำข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ระบุถึงการปกป้อง คุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชน ระบุในรัฐธรรมนูญฉบับที่จะมีการจัดทำขึ้นใหม่

    3. ประกันว่ากฎหมายภายในประเทศทุกฉบับจะมีเนื้อหาสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนของไทย

    4. ยกเลิกข้อกำหนดใดๆ ที่ประกาศตามกฎอัยการศึก ซึ่งส่งผลกระทบในทางเสียหายต่อสิทธิมนุษยชน

    5. กระตุ้นให้มีการยกเลิกประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติทุกฉบับที่จำกัดสิทธิมนุษยชนโดยรวม และจำกัดสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบเป็นการเฉพาะ

    และข้อเสนอแนะต่อร่าง พ.ร.บ.ดังนี้

    1. เปลี่ยนถ้อยคำในมาตรา 7 และมาตราอื่นๆ ที่จำกัดสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ โดยให้เหลือเงื่อนไขการจำกัดสิทธิเท่าที่กระทำได้ตามข้อ 21 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

    2. ประกันว่า โดยการประกาศใช้กฎหมาย ระเบียบ และคำสั่งใดๆ การจำกัดสิทธิต้องได้รับการตีความอย่างแคบทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ และเป็นไปตามหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน

    3. เปลี่ยนถ้อยคำในมาตรา 11 เพื่อตัดเงื่อนไขที่อาจตีความให้ต้องขออนุญาตก่อนจัดการชุมนุม

    4. จำกัดเงื่อนไขของผู้จัดการชุมนุมให้เหลือเพียงการแจ้งล่วงหน้า กรณีที่การชุมนุมนั้นอาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายในระดับหนึ่ง

    5. ให้ตัดเนื้อหาใดๆ ที่มีข้อกำหนดให้ลงโทษทางอาญาหรือทางปกครอง ทั้งที่เป็นโทษจำคุกหรือค่าปรับ กรณีที่ผู้จัดการชุมนุมไม่ได้แจ้งล่วงหน้าก่อนการชุมนุม

    6. ให้ตัดเนื้อหาใดๆ ที่มุ่งเอาผิดทางอาญากับผู้จัดและผู้ประท้วง โดยคำนึงว่าควรใช้กฎหมายอาญาทั่วไปกับผู้ประท้วง เช่นเดียวกับที่ใช้กับบุคคลอื่นๆ

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ผลสำรวจมูลค่าตลาดดิจิทัลคอนเทนต์ประเทศไทย แอนิเมชั่น-เกม-อีเลินนิ่ง มูลค่าการบริโภครวม 1.4 หมื่นล้านบาท ส่งออกอยู่ที่ 926 ล้านบาท โดยส่งออกแอนิเมชั่นมากสุดคิดเป็นร้อยละ 81 แต่ยังเป็นงานรับจ้างผลิต คาดสิ้นปี 57 ตลาดเกมจะโตร้อยละ 26

    25 พ.ย. 2557 - สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ซิป้า) ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) แถลงผลการสำรวจมูลค่าตลาดดิจิทัลคอนเทนต์ของประเทศไทยประจำปี 2556 ประมาณการปี 2557 และคาดการณ์ปี 2558  โดยนางสุวิมล เทวะศิลชัยกุล รักษาการผู้อำนวยการ ซิป้า กล่าวว่า การสำรวจตลาดดิจิทัลคอนเทนต์แบ่งเป็น 3 สาขาย่อย คือแอนิเมชั่น เกม และอีเลิร์นนิ่ง เป็นกิจกรรมที่ซิป้าให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามความก้าวหน้าตลอดจนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของอุตสาหกรรม โดยในปีนี้เป็นปีแรกที่ได้ร่วมงานกับทีดีอาร์ไอในการสำรวจอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ของไทย  

    สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอและ เสาวรัจ รัตนคำฟู นักวิชาการอาวุโส ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่าการสำรวจตลาดดิจิทัลคอนเทนต์ในปีนี้นับเป็นการสำรวจปีแรกโดยทีดีอาร์ไอ คณะผู้วิจัยจึงมุ่งเน้นการกำหนดวิธีการสำรวจให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยการดำเนินการในปีนี้เริ่มจากการสำรวจข้อมูลปีที่ผ่านมา (2556) และได้มีการประมาณการมูลค่าตลาด ณ สิ้นปีนี้ (2557) รวมทั้งการคาดการณ์การเติบโตของตลาดในปีหน้า (2558)   ทั้งนี้ ในการสำรวจ คณะผู้วิจัยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากสมาคมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ของประเทศไทย ได้แก่ สมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย (TACGA) สมาคมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย (DCAT) และสมาคมอีเลิร์นนิ่งแห่งประเทศไทย (e-LAT)

    จาตุรนต์ ศานต์ตระกูล นักวิจัยอาวุโส กล่าวรายงานผลการสำรวจตลาดดิจิทัลคอนเทนต์ไทยในปี 2556 ที่ผ่านมา ว่า อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยมีมูลค่าการบริโภคในแต่ละสาขาดังนี้ แอนิเมชั่น 3,968 ล้านบาท เกม 4,352 ล้านบาท และอีเลิร์นนิ่ง 6,448 ล้านบาท  ทั้งแอนิเมชั่นและเกมเป็นสาขาที่มีการบริโภคคอนเทนต์จากต่างประเทศเกินกว่าครึ่งของมูลค่าการบริโภคโดยรวม ส่วนอีเลิร์นนิ่งในปีนี้เป็นการสำรวจเฉพาะภาครัฐ ซึ่งมีมูลค่าการบริโภคเท่ากับ 6,448 ล้านบาท

    ในด้านการส่งออกนั้น ประเทศไทยมีการผลิตดิจิทัลคอนเทนต์เพื่อการส่งออกรวมทั้งสิ้น 926 ล้าน โดยเป็นการส่งออกแอนิเมชั่นร้อยละ 81 ส่วนมากเป็นงานรับจ้างผลิต ร้อยละ 92 ตัวอย่างเช่น งานแอนิเมชั่นที่มีรูปแบบเป็นเรื่องราวต่อเนื่อง (animated story content) และ งานรับจ้างผลิตเทคนิคพิเศษเฉพาะช็อต (Visual effects หรือ VFX) เป็นต้น  สำหรับเกมแม้จะมีสัดส่วนการส่งออกไม่มากนักคือร้อยละ 19 ของมูลค่าการส่งออกรวม แต่มีข้อสังเกตคือเป็นการส่งออกงานที่มีทรัพย์สินทางปัญญาเป็นของตนเองถึงร้อยละ 57

    ในด้านอัตราการเติบโตคาดว่า ณ สิ้นปี 2557 เกมเป็นสาขาที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดคือร้อยละ 26 โดยเฉพาะโมบายเกมและออนไลน์เกม  และน่าจะเติบโตต่อเนื่องถึงร้อยละ 30 ในปี 2558 สำหรับแอนิเมชั่น คาดว่าสิ้นปี 2557 จะมีอัตราการเติบโตร้อยละ 4 และปี 2558 น่าจะเติบโตได้มากกว่าร้อยละ 4 เนื่องจากการแข่งขันในธุรกิจโทรทัศน์ที่เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ โดยเฉพาะธุรกิจดิจิทัลทีวีที่มีการแข่งขันสูงมาก อย่างไรก็ตามมูลค่าที่เติบโตในส่วนของแอนิเมชั่นเกิดจากการนำเข้าคอนเทนต์จากต่างประเทศเป็นหลัก

    กล่าวโดยสรุป ตลาดดิจิทัลคอนเทนต์ไทยมีการนำเข้าเพื่อบริโภคคิดเป็นมูลค่าสูง อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตไทยยังมีโอกาสอีกมากในตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดการผลิตงานที่มีทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง หากภาครัฐช่วยเร่งสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพในการผลิตงานดิจิทัลคอนเทนต์

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พร้อมใช้อำนาจตามมาตรา 44 รธน.ชั่วคราว ให้ผู้บริหาร อปท. ที่กำลังจะหมดวาระต้นปี 58 รักษาการตำแหน่งเดิมต่อไป โดยยังไม่จัดเลือกตั้ง และจะไม่ใช้วิธีคัดคนนอกเข้ามาทำหน้าที่แบบก่อนหน้านี้ เพราะจะทำให้เกิดความขัดแย้ง

    พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (กลาง) ร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อ 25 พ.ย. 2557 (ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย)

    25 พ.ย. 2557 - มติชนออนไลน์รายงานว่า วันนี้ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวถึงการสั่งการของนายกรัฐมนตรีในการประชุม ครม. ครั้งที่ 11/2557 โดยกล่าวว่า นายกรัฐมนตรี กล่าวถึง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)จะมีการหมดวาระ และจะมีการเลือกตั้งประมาณต้นปี 2558 ประมาณ 1,000 กว่าตำแหน่ง โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า พร้อมที่ใช้อำนาจในรัฐธรรมนูญมาตรา 44 ให้ผู้ที่หมดวาระดำรงตำแหน่งลงนี้รักษาการตำแหน่งเดิมต่อไป จะไม่คัดสรรเอาคนนอกเข้าไปทำหน้าที่ เหมือนที่เคยมีคำสั่ง คสช. ออกมาก่อนหน้านี้เพราะเกรงว่าจะเกิดความขัดแย้ง

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     

    25 พ.ย.2557 ในวันพรุ่งนี้ (26 พ.ย.) ที่ห้องพิจารณาคดี 611 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เวลา 09.30 น. ศาลอุทธรณ์ จะมีคำพิพากษาคดี จอน อึ๊งภากรณ์ และพวกรวม 10 คน บุกเข้าไปชุมนุมบริเวณภายในอาคารรัฐสภา

    ลำดับเหตุการณ์ของคดีดังกล่าวเกิดขึ้น เนื่องจากเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2550 มีการชุมนุมคัดค้านของเครือข่ายภาคประชาชนที่บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา ต่อการทำหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ตั้งขึ้นโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ซึ่งทำรัฐประหารในปี 2549 โดยภาคประชาชนเห็นว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติรีบพิจารณาผ่านร่างกฎหมายจำนวนมากอย่างเร่งด่วนโดยขาดการส่วนร่วมจากประชาชน  โดยเฉพาะการผ่านกฎหมายสำคัญหลายฉบับ เช่น พระราชบัญญัติความมั่นคง พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ฯลฯ 

    ต่อมามีประชาชนจำนวนมากปีนข้ามรั้วเข้าไปภายในรัฐสภาเพื่อขอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติขณะนั้น รับฟังข้อเรียกร้องของประชาชน  และนำมาสู่การฟ้องคดีอาญา โดยพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง จอน  อึ๊งภากรณ์ กับพวกรวม 10 คน  เป็นจำเลยต่อศาลอาญาในข้อหาบุกรุกรัฐสภา  ยุยงให้ประชาชนละเมิดต่อกฎหมาย และชุมนุมมั่วสุมเกิน 10 คนโดยเป็นแกนนำ (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362 มาตรา 116(3) มาตรา 215 วรรคสามตามลำดับ)  ศาลรับฟ้อง เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.4383/2553 เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2553 

    โดยศาลอาญานัดสืบพยานโจทก์ (ฝ่ายพนักงานอัยการ)  และจำเลยทั้งสิ้นรวม  51 ปาก  โดยเริ่มสืบพยานนัดแรกตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์  2555 และสิ้นสุดการสืบพยานในวันที่ 7 มีนาคม 2556 ในช่วงการสืบพยานมีกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชน และผู้ร่วมสังเกตการณ์คดีทั้งภายในและจากต่างประเทศเข้าร่วมฟังการพิจารณาคดี 

    เมื่อวันที่ 28 มี.ค.2556  ศาลอาญามีคำพิพากษา “ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 7 และที่ 8  คนละ 2 ปี  ปรับคนละ 9,000 บาท  จำคุกจำเลยที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 และที่ 10  คนละ 1 ปี  ปรับคนละ 9,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา  มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา 78  คนละหนึ่งในสาม  คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 7 และที่ 8  คนละ 1 ปี  ปรับคนละ 6,000 บาท  จำคุกจำเลยที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 และที่ 10  คนละ 8 เดือน  ปรับคนละ 6,000 บาท  ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสิบเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและจำเลยทั้งสิบกระทำความผิดไปโดยมีเจตนาปกป้องผลประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นสำคัญ  โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี”

     

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ม.ทักษิณร่วมกับองค์กรสิทธิมนุษยชนจัดสัปดาห์สิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 3 ระหว่าง 24-27 พ.ย.นี้ ผู้จัดย้ำรัฐบาลต้องให้เสรีภาพ ปชช.มีส่วนร่วมปฏิรูปและแสดงความคิดเห็นโดยไม่ถูกจับกุม พร้อมเสนอยกเลิกกฎอัยการศึก

    25 พ.ย.2557 ที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ อ.เมือง จ.สงขลา จัดงานสัปดาห์สิทธิมนุษยชน ขึ้นระหว่างวันที่ 24-27 พ.ย.นี้ โดยการการจัดงานครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนให้กับนักศึกษา องค์กรร่วมจัดประกอบไปด้วย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย โดยในงานมีการจัดนิทรรศการ จัดฉายภาพยนตร์ และกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน

    การจัดงานในปีนี้ ผู้จัดเน้นการเคารพสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน การเปิดรับความคิดเห็นต่าง การหยุดการจับผิดและคุกคามประชาชน

    โดยภายใต้กฎอัยการศึก ชาวบ้านและชุมชนถูกกดดันและจำกัดเสรีภาพขึ้นหลายครั้ง โดยเฉพาะในภาคใต้ หลายกิจกรรม คนทำงานถูกทหารจับกุมและนำไปปรับทัศนคติหลายครั้ง ดังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ การเดินรณรงค์ปฏิรูปพลังงานของ “ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน” ผู้เข้าร่วมกิจกรรมถูกจับกุมหลายสิบคน หรือแม้แต่วิทยุชุมชนในพื้นที่ภาคใต้ถูกปิดหลายร้อยสถานี โดยได้รับการเปิดเผยจากชาวบ้านที่จัดรายการวิทยุชุมชนว่า หากสถานีวิทยุชุมชนได้ปรับคลื่นกระจายเสียงตามเงื่อนไขแล้ว ก่อนจะได้รับต่ออนุญาตเปิดสถานี ต้องยอมรับเงื่อนไขของทหารด้วยว่า จะไม่จัดรายการที่เกี่ยวกับการเมือง ศาสนา และความขัดแย้ง รวมไปถึงต้องส่งสคริปต์ หรือเทปรายการให้ทหารตรวจสอบก่อนออกอากาศอีกด้วย นับเป็นครั้งแรกที่สื่อวิทยุชุมชนถูกจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกเต็มรูปแบบ

    ทางคณะผู้จัดงานสัปดาห์สิทธิมนุษยชนได้ตระหนักถึงบรรยากาศอึมครึมทางการเมืองในปัจจุบัน การจัดงานสัปดาห์สิทธิมนุษยชนครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิด “คืนสิทธิ์ คืนสุข (ศุกร์) ประชาชน” นัยเพื่อคืนประชาธิปไตยให้กับประชาชน ไม่ใช่การพูดและบังคับให้ประชาชนเชื่อฟัง ดังอย่างที่ผู้นำพูดออกอากาศสดทุกวันศุกร์ ดังนั้นการคืนวันศุกร์ให้กับประชาชนก็คือการคืนพื้นที่ความหลากหลายทางความคิด โดยไม่ถูกจับกุม  คืนบรรยากาศเสรีภาพประชาธิปไตยกลับคืนสู่ประชาชน

    รศ.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ กล่าวว่า สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนและผู้คนในสังคมที่จะต้องได้รับการปกป้องคุ้มครอง แม้ในสถานการณ์ที่เปราะบางของบรรยากาศทางการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่สังคมไทยและสังคมการเมืองกำลังเรียกร้องประชาธิปไตยขึ้นมาใหม่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคำนึงถึงการเปิดพื้นที่สำหรับการมีส่วนร่วมของประชาชน ผู้คนในสังคม อย่างไม่เลือกที่รักมักที่ชัง การเลือกปฏิบัติ ปิดกั้นการแสดงออก ปิดหู ปิดตา รังแต่จะเพิ่มความขัดแย้ง ชิงชังให้บาดลึก ร้าวฉานในสังคมเพิ่มมากขึ้น ในสถานการณ์ของการสร้างประชาธิปไตยครั้งใหม่ ต้องสร้างหลักประกันเรื่องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานการแสดงออก การสะท้อนปัญหาและความต้องการของประชาชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องยกเลิกกฎหมายพิเศษ โดยเฉพาะ “กฎอัยการศึก” และหยุดจับจ้องจับผิดผู้ที่คิดต่าง

    วัฒนา นาคประดิษฐ์ ผู้ประสานงานมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม กล่าวถึงการแนวทางที่ของรัฐบาลจะจัดพื้นที่ให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็นได้ โดยให้สถาบันทางการศึกษาแห่งหนึ่งเป็นผู้ดำเนินการว่า การที่จะมีพื้นที่ให้คนที่คิดต่างกับรัฐบาลเป็นเรื่องดี แต่ไม่จำเป็นต้องมีคนกลาง เพราะว่ารัฐบาลรู้จักแต่ละกลุ่มองค์กรเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักศึกษาที่ขอนแก่น อย่างกลุ่มดาวดิน หรือกลุ่มพี่น้องเขื่อนปากมูนที่อุบลราชธานี กลุ่มต่อต้านเหมืองโปแตซที่อุดรธานี หรือกลุ่มชาวบ้านกฎหมายที่มาเรียกร้องเรื่องกฎหมาย 4 ฉบับ

    “รัฐบาลรู้จักคนเหล่านี้อยู่แล้ว รัฐบาลสามารถเปิดเวทีพูดคุยกับพวกเขาได้เลย และควรเป็นท่าทีที่รัฐบาลพร้อมจะแก้ไขปัญหาร่วมกับชาวบ้าน ไม่ควรเป็นท่าทีที่เห็นนักศึกษาและชาวบ้านเป็นศัตรู เชื่อว่าสังคมจะปฏิรูปได้จริงก็ต่อเมื่อท่าทีที่คุยกันนั้นพร้อมจะแก้ไขปัญหาได้จริงๆ แต่หากจะใช้วิธีการแก้ไขปัญหาโดยมีคนกลาง ก็ควรเป็นสถาบันที่เข้าใจมิติของชาวบ้านและชุมชนด้วย”  ผู้ประสานงานมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมกล่าว

    ผรัณดา ปานแก้ว รักษาการผู้อำนวยการสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า การแสดงความคิดเห็น การชุมนุมของประชาชนเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ และต้องได้รับการเคารพจากรัฐ รวมถึงต้องปฏิบัติอย่างเคารพสิทธิมนุษยชนของชุมชน การบังคับใช้กฎหมายภายใต้กฎอัยการศึกต้องคำนึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรม เช่น ต้องได้รับการแจ้งข้อกล่าวหา ได้รับสิทธิปรึกษาทนายความ มีการติดต่อญาติทันทีที่ถูกควบคุมตัว

    รักษาการผู้อำนวยการสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ยังเรียกร้องด้วยว่า ให้ยกเลิกกฎอัยการศึก เนื่องจากเป็นอุปสรรคต่อการแสดงความคิดเห็นของประชาชน และการดำเนินคดีต้องขึ้นศาลทหาร ทำให้กระบวนการต่อสู้ทางกฎหมายไม่เป็นไปตามปกติ รวมทั้งผู้ที่ถูกกล่าวหาไม่มีสิทธิในการต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่

     

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    พล.อ.ประยุทธ์ เผยฟัง 'เดช พุ่มคชา' แสดงความเห็นเรื่องปฏิรูปเข้าท่า ชี้หากจัดประชุม-ต้องคิดเรื่องแก้ไขปัญหา ไม่ใช่จัดเพื่อด่า คสช. ย้ำเรื่องนักศึกษาเคลื่อนไหว-จะไม่ลงโทษใคร และเมื่อจัดเวทีแล้วก็ขอให้ส่งตัวแทนเข้ามา อย่าให้เอาใจยาก เปิดเวทีมาแล้วก็คุยกันไป พร้อมถามพวกต่อต้าน "ความรู้สึกช้าไปหรือเปล่า" อย่ามาต่อต้านกันวันนี้เลย

    คลิป พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แถลงข่าวโดยตอนหนึ่งกล่าวถึงการทำกิจกรรมของนักศึกษา

    การแถลงข่าวหลังประชุมคณะรัฐมนตรีโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. (ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย)

    วันนี้ (25 พ.ย.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงหลังประชุมคณะรัฐมนตรี โดยตอนหนึ่งกล่าวถึงเรื่องแนวทางเปิดเวทีให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็นว่า "เท่าที่ฟังเมื่อวานมีการประชุมของสภาชุมชน ใช่ไหม ก็มีท่านที่มีหนวดเครา อะไรต่างๆ (หมายถึง เดช พุ่มคชา) ผมก็เข้ามานั่งฟังนะ ทนอยู่ ฟังหลายนาทีเหมือนกัน ดีนะ เขามีเหตุผลของเขา เขาคิดในแง่ของประชาชน แต่จะทำอย่างไรนำมาสู่การปฏิบัติให้ได้ ผมสั่งไปแล้ว บอกให้ไปรับเรื่องมาด้วย"

    "คือถ้าประชุมในสถานที่แล้ว นี่คือปัญหาแล้วจะแก้อย่างไร ไม่ใช่ประชุมแล้วด่า คสช. ด่ารัฐบาล แบบนี้ไม่ได้ มันผิด มันผิดด้วยสถานการณ์นะ แล้วก็ในเมื่อบางอย่างเราขอร้องกันแล้ว ก็ต้องขอกัน จะเห็นว่าเราไม่ได้มาลงโทษใครเด็ดขาดในเรื่องเหล่านี้เลย เห็นใจผมบ้างสิ ผมรับหมดนะ ไม่ว่าจะเป็นประชุมธรรมศาสตร์ ผมก็บอกให้ไปรับเรื่องมา ประชุมสภาประชาชน ผมก็บอกว่าให้ไปรับเรื่องมา แถมผมบอกว่าให้ไปเปิดเวทีให้นักศึกษากับนักวิชาการ ส่งตัวแทนเข้ามาแล้วเข้ามา ถ้าอย่างนี้เขามา และถ้าไม่เข้ามาก็อย่าไปเรียกข้างนอก หรือเข้ามาแล้วถูกบังคับอีกไม่ได้อีก แหมมันเอาใจยากจริงๆ โว้ย นะ ก็เปิดมาแล้วก็คุยกันไป แล้วสรุปมาเป็นเอกสารมา แต่จะมาโน้นนี้ มาว่าความรู้สึกช้าไปหรือเปล่านะ อย่ามาต่อต้านกันวันนี้เลย"

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    กสม.แถลงกรณีห้าม จนท.ตั้งครรภ์ละเมิดสิทธิมนุษยชน
     
    คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ กสม. ได้ออกแถลงการณ์กรณีหน่วยงานในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ได้ติดประกาศว่า "ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม ถึง วันที่ 31 ธันวาคม 2557 เจ้าหน้าที่ผู้หญิงทุกท่านให้กินยาคุมกำเนิด (ห้ามท้อง) ถ้าท้องให้ลาออกไปเลย" ซึ่งก่อนหน้าที่ทางโรงพยาบบาลได้ออกมาชี้แจงว่าไม่ได้ออกประกาศดังกล่าว นอกจากนี้ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้ส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ลงพื้นที่ให้ข้อมูลด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อสาธารณชน
     
    ทั้งนี้ กสม. ได้ชื่นชมกระทรวงแรงงาน ที่ได้นำข้อมูลความรู้เกี่ยวกับ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เรื่องห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นผู้หญิงเพราะเหตุตั้งครรภ์ และข้อมูลข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมกันนี้ กสม. เห็นว่าการเลิกจ้างด้วยเหตุนี้ จะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ควรให้สิทธิแก่สตรีในการตัดสินใจอย่างอิสระ
     
    อย่างไรก็ตาม หากประชาชนหรือผู้พบเห็นบุคคลใดถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน สามารถร้องเรียนมายัง 1777 เพื่อจะได้ดำเนินการพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง และนำไปสู่การสร้างสังคมให้มีความเสมอภาค 
     
    (ไอเอ็นเอ็น, 19-11-2557)
     
    ขสมก.เรียกร้องค่า "ขับรถดี"
     
    นายวีระพงษ์ วงแหวน ประธานสหภาพ แรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (สร.ขสมก.) กล่าวเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า สร.ขสมก.จะเรียกร้องให้พิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้วย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสภาวะทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้นเช่น กัน
     
    "ตามปกติอัตราเงินเดือนของข้าราชการและรัฐวิสาหกิจจะมีช่องว่าง ที่ใช้เปรียบเทียบกันอยู่ หากข้าราชการปรับขึ้น รัฐวิสาหกิจก็ต้องปรับด้วย แค่มีการประกาศจะขึ้นเงินเดือนก็ทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ จะปรับราคาขึ้นแล้ว" นายวีระพงษ์กล่าว
     
    นายวีระพงษ์กล่าวว่า สำหรับอัตราเงินเดือนเริ่มต้นที่ สร.ขสมก.เคยเสนอให้ปรับขึ้นก่อนหน้านี้คือ 9,040 บาทต่อเดือน จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 6,800 บาทต่อเดือน ขณะเดียวกันจะขอเพิ่มค่าฝีมือให้กับพนักงานขับรถ ขสมก.ที่ขับรถดีอีก 3,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเคยเสนอเรื่องนี้ไปยัง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อพิจารณาแล้ว
     
    นายวีระพงษ์กล่าวว่า ขสมก.เป็นรัฐวิสาหกิจที่ให้บริการขนส่งสาธารณะ เงินเดือนจะไม่มาก เช่นเดียวกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และบริษัท ขนส่ง จำกัด (บ.ข.ส.) โดยเมื่อพิจารณาจากอัตราเงินเดือนที่ได้รับจะต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันด้วยซ้ำ ส่วนค่าทำงานเกินเวลา 8 ชั่วโมง จะได้รับประมาณ 60-80 บาทต่อชั่วโมงเท่านั้น แตกต่างจากรัฐวิสาหกิจอื่นที่ได้ค่าล่วงเวลา 3 เท่าของการทำงานปกติ
     
    (ประชาชาติธุรกิจ, 19-11-2557)
     
    เผยอุตสาหกรรมยานยนต์ต้องการแรงงานอีกเพียบ
     
    มล.ปุณฑริก สมิติ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน(กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากการศึกษาแนวทางการพัฒนากำลังแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ พบว่าในช่วง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2558 – 2562 มีความต้องการแรงงานในกลุ่มผู้ประกอบการยานยนต์ 63,025 คน ในกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ 200,555 คน
     
    หากแยกความต้องการตามระดับการศึกษาพบว่า มีความต้องการในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสบการณ์หรือผ่านการฝึกฝีมือ ร้อยละ 55 รองลงมา ระดับอาชีวศึกษา ร้อยละ 25 ระดับปริญญาตรีสายวิศวกรรมศาสตร์ คือ วิศวกรรมเครื่องกล ไฟฟ้า อิเล็คทรอนิคส์ เมคคาทรอนิกส์และอุตสาหการ ร้อยละ 15 และระดับปริญญาตรีในสายอื่นๆ เช่น บริหารธุรกิจ ร้อยละ 5
     
    มล.ปุณฑริก กล่าวอีกว่า กพร.มีแผนพัฒนากำลังคนในด้านอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ โดยจะพัฒนาแรงงานให้ได้ 800 คน ทั้งพนักงานที่ทำงานในสถานประกอบการ นักศึกษาที่กำลังจะจบการศึกษาด้านยานยนต์ในระดับปวช. ปวส. ในสาขาที่เกี่ยวข้อง และในระดับวิทยากร ในสาขาต่างๆ อาทิ กลึงซีเอ็นซี กัดซีเอ็นซี เครื่องวัดละเอียด การเชื่อมแมกซ์ ระบบไฮโดรลิกส์ โดยเริ่มอบรมตั้งแต่เดือนตุลาคม 2557 เป็นต้นไปซึ่งจะอบรมทั้งภาคทฤษฏีและปฏิบัติ มีระยะเวลาการอบรม 2 – 5 วัน
     
    โดยจะร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการอาชีวะศึกษา สถาบันการศึกษาต่างๆ ผู้ประกอบการด้านยานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ จัดอบรมทั้งในสถาบันพัฒนาทรัพยากรบุคคลระดับกลางและสูงในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งตั้งอยู่ที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 1 สมุทรปราการเป็นเจ้าภาพหลักและบางส่วนจะอบรมในสถานประกอบการ เนื่องจากมีอุปกรณ์ในการฝึกครบถ้วน
     
    “การพัฒนาบุคลากรด้านนี้ต้องเริ่มตั้งแต่การจัดทำหลักสูตร การพัฒนาครู การเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาและการฝึกงานในสถานประกอบการจริงเพื่อให้นักศึกษามีประสบการณ์ในสถานการณ์จริง มีทักษะสอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ รวมทั้งความร่วมมือในลักษณะของเครือข่ายระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกมีความรู้อย่างรอบด้านจากอุปกรณ์ที่ทันสมัยในสถานประกอบการ”
     
    ทั้งนี้ยอดการผลิตรถยนต์ในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2.5 ล้านคัน ต่อปี มีกำลังแรงงานที่เกี่ยวข้องจำนวน 700,000 คน โดยไทยตั้งเป้าหมายว่าในปี 2563 จะผลิตรถยนต์ให้ได้ 3.5 ล้านคัน ทำให้ต้องเพิ่มกำลังแรงงานอีก 200,000 คน 
     
    (มติชนออนไลน์, 20-11-2557)
     
    "อมรา" ชี้เศรษฐกิจ-ละเมิดสิทธิมนุษยชน ปัญหาใหญ่ระดับชาติ เหตุนายทุนข้ามชาติไม่เหลียวแลสิทธิแรงงาน
     
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) คณะอนุกรรมการด้านสิทธิและสถานะบุคคล และสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ และแรงงานข้ามชาติ ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมกับมูลนิธิเพื่อนหญิง มูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน มูลนิธิรักษ์ไทย มูลนิธิเตรียมชีวิต มูลนิธิเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต แรงงานหอการค้าจังหวัดสมุทรสาคร สำนักงานประกันสังคมจังหวัดสมุทรสาคร สำนักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรสาคร สำนักงานคุ้มครองแรงงานและสวัสดิการแรงงานจังหวัดสมุทรสาคร และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ได้จัดเวทีเสวนาทางวิชาการ เรื่อง "ประเทศไทยจะก้าวไปทางไหนกับการปฎิรูปประกันสังคม กรณีสถานะของแรงงานข้ามชาติ" โดยมีนางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านสิทธิและสถานะบุคคล และสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์และแรงงานข้ามชาติ กล่าวบรรยายพิเศษเรื่อง "ทิศทางประกันสังคมไทย สู่ประชาคมอาเซียน(AEC)
     
    โดยนางอมรา กล่าวตอนหนึ่งว่า เมื่อพูดถึงแรงงานข้ามชาติ ต้องรวมไปถึงคนไทยด้วย เพราะเราอาจข้ามชาติไปทำประเทศอื่นได้ เมื่อประชาคมอาเซียนเปิด รั้วไม่มี แรงงานเหล่านี้ก็ไปๆมาๆ ทุกคนก็เป็นแรงงานข้ามชาติได้หมด ในมิติของการเปิดประชาคมอาเซียน ต้องมองเรื่องแรงงานกันใหม่ เพราะต่อไปคำว่าแรงงานข้ามชาติจะหมดไป แต่จะกลายมาเป็นแรงงานอาเซียนแทน ดังนั้น ประชาคมอาเซียนต้องร่วมมือกันเรื่องแรงงาน โดยมีกลไกที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน 3 อย่างที่ควรเกิดขึ้น คือ คณะกรรมาธิการด้านอาเซียนสังคม คณะกรรมาธิการอาเซียนด้านผู้หญิงและเด็ก ซึ่งคณะกรรมาธิการทั้งสองคณะนี้เกิดขึ้นแล้ว แต่คณะกรรมาธิการอาเซียนด้านแรงงานข้ามชาติ ยังไม่ยอมเกิด เกิดยากมาก เพราะเวลาเราพูดถึงอาเซียน มักจะบอกว่าเราเป็นอันหนึงอันเดียวกัน แต่เมื่อมาดูมิติด้านแรงงานแล้วไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเลย อย่างไรก็ตาม ตนหวังว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้
     
    "เราต้องติดตามดูว่าเมื่อเกิดเป็นประชาคมอาเซียนแล้ว ข้อตกลงแรงงานจะเป็นอย่างไร กรรมาธิการด้านแรงงานจะเป็นอย่างไร แรงงานข้ามชาติต้องได้รับการคุ้มครองดูแล ระบบประกันสังคมของแต่ละประเทศจะดูแลแรงงานที่ไม่มีสัญชาติของประเทศนั้นๆได้มากน้อยแค่ไหน แรงงานข้ามชาติที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยหรือประเทศต้นทางที่ส่งแรงงานข้ามชาติเข้ามามีความร่วมมืออะไรบ้าง เพื่อให้เเกิดความคุ้มครองแรงงานให้ได้รับสิทธิประโยชน์เข้าถึงประกันสังคม การคุ้มครองแรงงาน ไม่ถูกเอาเปรียบ ต้องให้การสนับสนุนแรงงานข้ามชาติด้วยการให้ความคุ้มครองทางสังคมที่เข้มแข็ง จึงถือเป็นมาตรฐานสำคัญที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดของภูมิภาคได้"นางอมรา กล่าว
     
    นางอมรา กล่าวต่อว่า ทุกประเทศในอาเซียนต้องตระหนักใน 3 เรื่อง ได้แก่ ประเทศสมาชิกอาเซียนควรร่วมมือทำความตกลงด้านประกันสังคมเพื่อคุ้มครองดูแลแรงงานและพลเมืองอาเซียนให้เป็นไปตามทิศทางเดียวกัน แรงงานข้ามชาติควรได้รับความคุ้มครองดูแลทางสังคมและประกันสังคมอย่างเท่าเทียมจากประเทศนั้นๆ และกลุ่มประเทศอาเซียนควรขยายความคุ้มครองทางสังคมโดยขยายระบบประกันสังคมไปสู่แรงงานนอกระบบให้ครอบคลุม ซึ่งขณะนี้สังคมโลกยอมรับว่าปัญหาทางสังคมที่มีอยู่เกิดขึ้นจากเศรษฐกิจ และปัญหาสิทธิมนุษยชน เนื่องจากนายทุนข้ามชาติมักไม่ดูแลเรื่องประกันสังคมของแรงงานในพื้นที่ ดังนั้น เห็นควรว่ารัฐมีหน้าที่ต้องคุ้มครองให้ทุกคนไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิ เอกชนต้องเคารพสิทธิมนุษยชนมีหน้าที่ดูแลไม่ละเมิดสิทธิ และสุดท้ายรัฐและเอกชนต้องเยียวยาหากมีการละเมิดสิทธิอย่างครอบคลุม
     
    (กรุงเทพธุรกิจ, 20-11-2557)
     
    ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย รอเข้าพบ รมว.แรงงาน 28 พ.ย. หารือปรับขึ้นค่าแรงงานตามเงินเฟ้อ 320 บาท
     
    นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) เปิดเผยกับ รายการ ไอ.เอ็น.เอ็น. โฟกัสเศรษฐกิจ ว่า ส่วนตัวขอแสดงความยินดีการปรับขึ้นเงินเดือนของข้าราชการตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ขณะที่ค่าจ้างของแรงงานไทยนั้นเบื้องต้นได้ยื่นหนังสือถึง พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แล้ว เพื่อขอเข้าพบในวันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พร้อมหารือเรื่องปรับขึ้นค่าแรงตามอัตราเงินเฟ้อ คือ ปรับขึ้นเป็น 320 บาท
     
    ทั้งนี้ อยู่ระหว่างรอตอบรับจากทางกระทรวงแรงงานว่าจะให้เข้าพบในวันดังกล่าวหรือไม่ ส่วนผลสำรวจของ คสรท. ที่ระบุว่าค่าแรงที่เหมาะสมคือ 460 บาทต่อวัน เพื่อให้แรงงานมีรายได้เลี้ยงครอบครัวได้ด้วยนั้น คงต้องดูถึงผลกระทบกับภาคธุรกิจด้วย 
     
    (ไอเอ็นเอ็น, 20-11-2557)
     
    จ.ตาก ขาดแคลนแรงงานกว่า 1 แสนคน วอน รง.ดัน กม.ให้ต่างด้าวเข้าทำงานเช้าเย็นกลับ
     
    พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อติดตามความคืบหน้าการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ และรับฟังข้อเสนอแนะการดำเนินการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จากผู้ประกอบการเมื่อเร็วๆ นี้ทางกลุ่มผู้ประกอบการในจังหวัดตาก มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าว 5 ข้อ ได้แก่ 1. ให้สามารถจ้างแรงงานต่างด้าวในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ 2. ให้เร่งดำเนินการตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ได้แก่ การจ้างแรงงานต่างด้าวแบบเดินทางเช้ามา - เย็นกลับ/การเดินทางไป - กลับ ที่มีช่วงระยะเวลาสั้น/การทำงานตามฤดูกาล (ภาคเกษตรกรรม) 3. การจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวทั้งระบบ 4. กำหนดกรอบระยะเวลาการผ่อนผันที่ให้แรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายทำงานได้ ให้ชัดเจน หลังจากนั้น ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เช่น การนำเข้าแรงงานต่างด้าวอย่างถูกต้องตามกฎหมาย การกำหนดมาตรการเพื่อไม่ให้แรงงานต่างด้าวเคลื่อนย้ายไปสู่กิจการอื่นๆ หรือพื้นที่ชั้นใน 5. ให้นำเงินค่าธรรมเนียมการอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวส่วนหนึ่งอยู่ในจังหวัดที่อนุญาตให้แรงงานต่างด้าวทำงาน เพื่อใช้ในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวโดยไม่ต้องรอส่วนกลางจัดสรรงบประมาณ
           
    รมว.แรงงาน กล่าวอีกว่า จังหวัดตากมีปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และภาคเกษตรกรรม ดังนั้น สถานประกอบการจึงได้จ้างแรงงานต่างด้าวมาทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมีนายจ้าง/สถานประกอบการ จำนวน 19,300 ราย มีความต้องการจ้างแรงงานต่างด้าว จำนวน 126,851 คน เฉพาะในอำเภอแม่สอด ต้องการจ้างแรงงานต่างด้าว จำนวน 73,590 คน โดยล่าสุด จังหวัดตาก มีการจ้างแรงงานต่างด้าวที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ จำนวน 26,403 คน ที่นำเข้ามาตาม MOU จำนวน 3,110 คน และมีแรงงานต่างด้าวที่ยื่นจดทะเบียน ณ ศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ จำนวน 45,083 คน โดยเป็นแรงงานต่างด้าวที่มายื่นจดทะเบียน ณ ศูนย์ฯ อำเภอแม่สอด จำนวน 30,264 คน ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานในประเภทกิจการผลิตหรือจำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูป เกษตรและปศุสัตว์ กิจการต่อเนื่องการเกษตร งานบริการทั่วไป ส่วนการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวใน จ.ตาก นั้น ขณะนี้มีแรงงานพม่าผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้ว 7,836 คน
     
    (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 21-11-2557)
     
    หนุนให้นักโทษใช้กำไลข้อเท้า-ทำงานภาคประมง
     
    พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เข้าหารือกับ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เกี่ยวกับแนวทางแก้ปัญหาค้ามนุษย์ โดยเสนอให้ส่งผู้ต้องขังไปทำงานในเรือประมง เพื่อลดปัญหาการใช้แรงงานค้ามนุษย์ว่า ข้อเสนอดังกล่าวเป็นการลดปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำ โดยจะให้ผู้ต้องขังที่ใกล้พ้นโทษ หรือพักการลงโทษ มีโอกาสหาลู่ทางทำมาหากิน เตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัว เนื่องจากภาคประมงถือว่ามีปัญหาการใช้แรงงานมาตลอด อีกทั้งคนไทยไม่นิยมทำ
     
    ดังนั้น หากผู้ต้องขังรายใดที่มีความรู้ความเข้าใจงานประมงและสมัครใจทำงานในเรือก็จะได้ประโยชน์ทั้งในแง่ของการมีอาชีพทำให้รู้สึกกลมกลืนกับสังคมก่อนพ้นโทษ ขณะที่ภาคประมงก็ไม่ต้องใช้แรงงานเถื่อน จึงประสานงานกับปลัดกระทรวงแรงงานและอธิบดีกรมการจัดหางานเพื่อวางแนวทางผลักดันให้เกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ ย้ำว่าการค้ามนุษย์คือการบังคับใช้แรงงาน แต่แนวทางการให้ผู้ต้องขังใช้แรงงานในเรือประมงต้องเน้นสมัครใจเท่านั้น หรือหากทำแล้วไม่ถนัดก็สามารถเปลี่ยนใจกลับขึ้นฝั่งได้
     
    พล.ต.อ.ชัชวาลย์ ได้เดินทางตรวจเยี่ยมการทำงานของกรมคุมประพฤติ โดยมี นางกรรณิการ์ แสงทอง อธิบดีกรมคุมประพฤติ ให้การต้อนรับ พร้อมนำเยี่ยมศูนย์ควบคุมการติดตามด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ของเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ ( Electronic Monitoring : EM) หรือกำไลข้อเท้า ซึ่งกรมคุมประพฤติเพิ่งจะจัดซื้อลอตใหม่ 3,000 เครื่อง โดยใช้งบ 74 ล้านบาท โดยกำไลข้อเท้าลอตนี้ ได้เปลี่ยนมาใช้ระบบจีพีเอสแทนการใช้เครื่องควบคุมติดตั้งที่บ้านเพื่อลดระบบทำงาน ซึ่งการใช้งานล่าสุด จะขยายพื้นที่เพิ่มจากเดิมเฉพาะ กทม. และปริมณฑล ไปยังต่างจังหวัดอีก 22 จังหวัด ประกอบด้วยนนทบุรี อุบลราชธานี ขอนแก่น ปทุมธานี สมุทรสาคร พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา สมุทรปราการ อุดรธานี สกลนคร เชียงใหม่ เชียงราย นครสวรรค์ พิษณุโลก นครปฐม เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และสงขลา
     
    พล.ต.อ.ชัชวาลย์ กล่าวว่า กำไลคุมประพฤติ เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามควบคุมพฤติกรรมผู้กระทำผิดได้โดยไม่ต้องคุมขัง เน้นใช้กับคดีที่ส่งผลกระทบกับสังคม เช่น คดีเมาแล้วขับ โดยเครื่องมือสามารถกำหนดเงื่อนไขการเดินทาง การห้ามเข้า-ออกพื้นที่ รวมถึงจำกัดระยะเวลาออกนอกพื้นที่ได้ ทำให้ผู้กระทำผิดไม่สามารถออกไปก่อเหตุซ้ำได้
     
    (ไอเอ็นเอ็น, 22-11-2557)
     
    เตือนคนหางานที่ประสงค์จะเดินทางไปทำงานที่ประเทศเกาหลี
     
    นายคมสัน พัวศรีพันธุ์ จัดหางานจังหวัดพะเยา เปิดเผยว่า ได้รับเบาะแสจากคนหางานว่ามีสาย นายหน้าจัดหางานชักชวนคนหางานให้สมัครไปทำงานประเทศเกาหลีใต้โดยแอบอ้างว่า สมัครงานผ่านบริษัทจัดหางานที่ถูกต้องตามกฎหมาย และจะให้เดินทางเข้าประเทศเกาหลีใต้ในลักษณะนักท่องเที่ยวและอยู่ลักลอบทำงาน โดยเรียกเก็บเงินค่าบริการและค่าใช้จ่ายคนละ 150,000 บาท ทำงานเกษตร ค่าจ้างเดือนละ 30,000 –40,000 บาท ทั้งนี้คนหางานที่ประสงค์จะเดินทางไปทำงานที่ประเทศเกาหลีจะต้องสมัครเข้ารับการทดสอบความสามารถภาษาเกาหลีเพื่อสมัครไปทำงานสาธารณรัฐเกาหลี ตามระบบการจ้างแรงงานต่างชาติ หรือ EPS และเมื่อสอบผ่านจึงจะสามารถสมัครเพื่อไปทำงานที่ประเทศเกาหลีได้ ดำเนินการโดยสถาบันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เกาหลี ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงแรงงานเกาหลี โดยมีกรมการจัดหางานเป็นหน่อยงานดูแลรับผิดชอบในการจัดส่งเท่านั้น และการลักลอบไปทำงานโดยการเดินทางไปในลักษณะนักท่องเที่ยวนั้น คนหางานอาจถูกระงับการเดินทางจากด่านตรวจคนหางานได้หรือหากสามารถเดินทางเข้าประเทศเกาหลีและอยู่ลักลอบทำงานได้อาจประสบกับปัญหาภาวะยากลำบากในต่างประเทศ และไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน 
     
    สำนักงานจัดหางานจังหวัดพะเยา จึงขอแจ้งเตือนคนหางานหากต้องการสมัครไปทำงานต่างประเทศ โปรดตรวจสอบตำแหน่งงานจากสำนักงานจัดหางานจังหวัด หรือขอรับคำปรึกษาก่อนตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศ ได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดพะเยา หมายเลขโทรศัพท์ 054-887263 หรือที่เว็ปไซด์ www.doe.go.th/phayao 
     
    (สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์, 23-11-2557)
     
    เผยธุรกิจขายปลีก-ส่ง ขาดแรงงานมากสุด
     
    นายนคร ศิลปอาชา ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักเศรษฐกิจการแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้รายงานเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเปรียบเทียบกับค่าจ้างจริง ซึ่งจากการสำรวจพบว่า ปี 2557 มี 17 จังหวัดที่มีค่าจ้างจริงเฉลี่ยต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท จังหวัดที่มีค่าจ้างจริงเฉลี่ยสูงที่สุดทั้งปี 2556 และ 2557 คือ ภูเก็ต รองลงมาคือ กรุงเทพฯ ส่วนจังหวัดที่มีค่าจ้างจริงเฉลี่ยต่ำที่สุดในปี 2556 คือ นราธิวาส และปี 2557 คือ ศรีสะเกษ จังหวัดที่มีมาตรฐานการครองชีพสูงมากขึ้น ซึ่งอยู่นอกปริมณฑลและเป็นเมืองอุตสาหกรรม คือ ชลบุรี ระยอง และปราจีนบุรี ส่วนผลสำรวจข้อมูลความต้องการและการขาดแคลนแรงงานของสถานประกอบการ ปี 2557 พบว่า ความต้องการแรงงานในกิจการขายส่ง ขายปลีกมากสุดอยู่ที่ร้อยละ 22.92 รองลงมาคือ ก่อสร้างร้อยละ 8.38 และที่พักแรมและบริการด้านอาหารร้อยละ 7.30 ตามลำดับ
           
    ส่วนระดับการศึกษาที่ต้องการแรงงานมากที่สุดคือ ต่ำกว่า ม.3 อยู่ที่ ร้อยละ 23.04 รองลงมาคือ ป.ตรีและสูงกว่า ร้อยละ 22.53 และ ม.3 อยู่ที่ ร้อยละ 16.74 ตามลำดับ ขณะที่ทักษะฝีมือที่ต้องการมากที่สุดคือ แรงงานมีฝีมือร้อยละ 45.42 รองลงมาเป็นแรงงานกึ่งฝีมือร้อยละ 28.44 และแรงงานไร้ฝีมือ ร้อยละ 24.97 ตามลำดับ
           
    ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจและแนวโน้มเดือนตุลาคม 2557 พบว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวแต่ค่อนข้างช้าและไม่ชัดเจนในทุกภาคส่วนโดยอุปสงค์ภาคเอกชนมีบทบาทมากขึ้นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่บางส่วนถูกรั้งไว้ด้วยราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ ภาระหนี้ในครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวเป็นลำดับ ความต้องการที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องตามความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น สะท้อนจากอัตราการจองซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ที่ปรับตัวดีขึ้น ส่วนเสถียรภาพในประเทศ อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำ อัตราเงินเฟ้อลดลงตามราคาพลังงานและอาหารสด ขณะที่เสถียรภาพต่างประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลจากการขาดดุลบริการ รายได้ และเงินโอนตามการส่งกลับกำไรและเงินปันผล ส่วนดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายขาดดุล โดยรวมดุลการชำระเงินขาดดุล ส่วนสถานการณ์การจ้างงานกันยายน 57 มีผู้ว่างงาน 118,680 คน อัตราการขยายตัว ร้อยละ10.28 อัตราการเติบโตของผู้ประกันตนมาตรา 33 เดือนตุลาคม 57 อยู่ที่ร้อยละ 2.29
           
    ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวต่อว่า ขอให้สำนักงานคณะกรรมการค่าจ้าง นำรายงานสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจแรงงานสรุปเป็นรายงานสำหรับผู้บริหาร โดยจะรายงานเป็นรายเดือน หรือรายไตรมาสนั้นจะต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการค่าจ้างก่อน เพื่อเสนอนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับทราบด้วย
     
    (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 24-11-2557)
     
    แรงงาน 2.8 ล้านยังไม่ได้ 300 บาท
     
    นางชุตินาฏ วงศ์สุบรรณ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะสังคมไทยไตรมาส 3 ปี 57 ว่า มีผู้ว่างงาน 326,616 คน หรือ 0.84% เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ที่มีอัตราการว่างงาน 0.77% โดยผู้ว่างงานเป็นกลุ่มที่เคยทำงานมาก่อน 171,117 คน เพิ่มขึ้น 14.6% เป็นการเลิกจ้าง 15,968 คน และลาออก 128,971 คน ทั้งนี้ เพราะจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ผู้ประกอบการชะลอการขยายกิจการและการจ้างงาน ส่วนค่าจ้างแรงงานและเงินเดือนภาคเอกชนยังไม่รวมค่าล่วงเวลา และผลประโยชน์ตอบแทนอื่น เพิ่มขึ้น 11.4% อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีแรงงานที่ทำงานเต็มเวลา แต่ได้รับค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่า 300 บาทอยู่ 2.8 ล้านคน ในจำนวนนี้ 64.4% มีการศึกษาต่ำกว่าประถมศึกษา และ 21% มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
     
    สำหรับมีประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังคือการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 58 ที่มีแนวโน้มดีขึ้น จะทำให้ต้องการแรงงานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแรงงานระดับล่างและแรงงานกึ่งฝีมือ ที่ปัจจุบันยังมีคุณลักษณะไม่ตรงกับความ ต้องการของตลาด ดังนั้น จะต้องเร่งเพิ่มสัดส่วนการศึกษาสายอาชีวะกับสายสามัญให้อยู่ที่ 45:55 ภายในปี 58 พัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงความ ต้องการของตลาด วางแผนการใช้แรงงานต่างด้าวอย่างเป็นระบบ และเพิ่มผลิตภาพแรงงานโดยใช้เทคโนโลยีในการผลิตมากขึ้น
     
    นอกจากนี้ ยังได้ติดตามการผิดนัดชำระหนี้เชื่อภายใต้การกำกับและบัตรเครดิต ซึ่งพบว่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ 90,157 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.8% คิดเป็น 2.7% ต่อสินเชื่อรวม ขณะที่สินเชื่อภายใต้การกำกับผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือน เพิ่มขึ้น 48.9% มูลค่า 14,644 ล้านบาท คิดเป็น 4.7% ของสินเชื่อภายใต้การกำกับรวม สำหรับยอดคงค้างชำระบัตรเครดิตเกิน 3 เดือนเพิ่มขึ้น 28.1% มูลค่า 8,153 ล้านบาท คิดเป็น 2.9% ของสินเชื่อภายใต้การกำกับรวม “แม้การผิดนัดชำระหนี้ยังไม่ส่งสัญญาณความเสี่ยงต่อภาพรวม แต่ต้องเฝ้าระวัง เพราะสินเชื่อกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจกระทบทั้งความเชื่อมั่นในสถาบันการเงินและคุณภาพชีวิตของครัวเรือน เพราะเป็นสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เมื่อเกิดหนี้เสียเพิ่มขึ้นมาก อาจทำให้สถาบันการเงินต้องกันสำรองเงินเพิ่ม”
     
    ขณะเดียวกัน สศช.ยังเฝ้าระวังผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและผู้พยายามฆ่าตัวตาย ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยปี 55 มีผู้พยายามฆ่าตัวตาย 21,195 คน และเพิ่มขึ้นเป็น 43,500 คนในปี 56 ซึ่งเกิดจากปัญหาด้านการสื่อสารและความสัมพันธ์ในครอบครัว ปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาเจ็บป่วยเรื้อรัง
     
    (ไทยรัฐ, 25-11-2557)
     
    แนะปรับสวัสดิการแรงงานไทย เน้น "ปั๊มบุตร-คลอดลูก-เงินสำรองยังชีพ"
     
    ผศ.ดร.วิชัย โถสุวรรณจินดา ผู้บริหารโครงการปริญญาเอกสาขานโยบายสาธารณะและการจัดการ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต เปิดเผยว่า จากการศึกษาด้านสวัสดิการแรงงานของ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน และประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศต้นแบบ พบว่า หลายประเทศเน้นสวัสดิการการคลอดบุตรและเลี้ยงดูบุตร เพื่อส่งเสริมให้ประชากรมีบุตรเพิ่มขึ้น การส่งเสริมสวัสดิการออมเงินผ่านกองทุนประกันสังคม และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพื่อให้แรงงานมีเงินไว้ใช้ในยามเกษียณจากการทำงาน และการรักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วยและบาดเจ็บจากการทำงาน
           
    ผศ.ดร.วิชัย กล่าวอีกว่า จากผลการศึกษามีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล กระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องปรับปรุงสวัสดิการแรงงานและระบบประกันสังคมเพื่อส่งเสริมให้ประชากรมีบุตรและรองรับสังคมผู้สูงอายุของไทยโดยในเรื่องสวัสดิการการคลอดบุตรและเลี้ยงดูบุตรนั้นควรเพิ่มวันลาคลอดจาก 90 วัน เพิ่มเป็น 120 วัน โดยได้รับค่าจ้างและรัฐบาลจัดสรรงบอุดหนุนการเลี้ยงดูลูก และสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 100 คนขึ้นไปมีสถานเลี้ยงเด็ก รวมทั้งสถานประกอบการต้องให้โอกาสแรงงานชายลางานเพื่อช่วยภรรยาเลี้ยงดูบุตร ได้ 15 วันโดยได้รับค่าจ้าง
           
    ทั้งนี้ ในส่วนของสวัสดิการออมเงิน รัฐบาลจะต้องปรับปรุงกฎหมายโดยให้ทุกสถานประกอบการต้องมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและให้นายจ้างจ่ายเงินเข้ากองทุนร้อยละ 10 ของค่าจ้างและลูกจ้างจ่ายร้อยละ 5 ของค่าจ้างหรือตามกำลังที่ลูกจ้างจะจ่ายได้ ขณะเดียวกัน สำนักงานประกันสังคมจะต้องขยายอายุเกษียณจาก 55 ปี เป็น 60 ปีและค่อยทยอยเพิ่มเป็น 65 ปี และเพิ่มอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคมในส่วนของเงินสิทธิประโยชน์กรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพจากปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 3 เพิ่มเป็นร้อยละ 8 ภายในเวลา 5 ปี แรงงานจะได้มีเงินเพียงพอไว้ใช้จ่ายในยามเกษียณ ซึ่งควรอยู่ที่เดือนละ 5 พันบาท ไม่ใช่เดือนละ 3 พันบาทเช่นปัจจุบัน ซึ่งไม่พอใช้จ่าย รวมทั้งส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุหากเกษียณแล้วยังจ้างงานต่อไปนายจ้างจ่ายค่าจ้างร้อยละ 80 และกองทุนประกันสังคมหรือรัฐบาลจ่ายร้อยละ 20
           
    นอกจากนี้ การรักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วย หรือบาดเจ็บจากการทำงานควรยุบรวมกองทุนเงินทดแทนเข้ากับกองทุนประกันสังคม เพื่อให้แรงงานใช้สิทธิประโยชน์กรณี เจ็บป่วย/บาดเจ็บจากการทำงานได้อย่างคล่องตัวและนายจ้างไม่ต้องกังวลกับการถูกปรับต้องเพิ่มอัตราเงินสมทบ หากลูกจ้างเจ็บป่วย/บาดเจ็บจากการทำงานเพิ่มขึ้น
     
    (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 25-11-2557)
     
    ก.แรงงาน คาดปี 58 ศูนย์ Smart Job Center ช่วยลดตัวเลขผู้ว่างงานเขต กทม.- ปริมณฑล ได้ร้อยละ 10
     
    พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (รมว.รง.) กล่าวในระหว่างเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ด้านแรงงาน ว่า กระทรวงแรงงานมีแนวคิดที่จะเป็นเอเยนต์หางานให้กับคนไทยมีโอกาสได้งานทำอย่างเต็มรูปแบบโดยผ่านศูนย์ Smart Job Center ซึ่งจะใช้ทรัพยากรกระทรวงแรงงานที่มีอยู่อย่างเต็มที่ร่วมกัน การสร้างศูนย์ดังกล่าว แต่ถ้าทำดีตึกสวยงามแต่ไม่มีใครมาหา นั่นคือสิ่งที่ต้องคิด การต้อนรับการให้บริการบรรยากาศต้องอบอุ่น คือโจทย์ที่ผู้เกี่ยวข้องต้องร่วมกันคิด ทั้งนี้ คนไทยต้องมีงานทำ แต่ปัจจุบันคนไทยบางส่วนอาจเข้าไม่ถึงการมีงานทำ เนื่องจากอาจไม่มีการบริหารจัดการเหมือนต่างประเทศที่มีเอเยนต์จัดหางาน กระทรวงแรงงานจึงต้องเข้ามาทำบทบาทเสมือนเอเยนต์รวมทั้งสร้างค่านิยมการใช้แรงงานให้ถูกต้อง
           
    พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ประเด็นสถานการณ์ด้านแรงงานต่างชาติ มอบหมายให้กรมการจัดหางาน วิเคราะห์ลักษณะและศักยภาพของแรงงานต่างชาติ ชาติต่างๆ ที่ต้องการจะเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยประเด็นที่จะวิเคราะห์ ได้แก่ ความเหมาะสมกับลักษณะงานประเภทใด นิสัยใจคอ อารมณ์ วัฒนธรรม ทั้งนี้การวิเคราะห์ต้องครอบคลุมทุกมิติไม่ใช่เฉพาะด้านแรงงานเท่านั้น
           
    นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กล่าวว่า คาดว่า เมื่อเปิดศูนย์ Smart Job Center จะมีส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มผู้หางานระดับกลางถึงระดับสูงได้ โดยได้มีการกำหนดเป้าหมาย โดยคาดว่าจะมีการขยายศูนย์ ไปยังปริมณฑล ทั้งนี้ ใน 2558 จะสามารถลดตัวเลขผู้ว่างงานในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ลงร้อยละ 8 - 10 จากตัวเลขผู้ว่างงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน สำหรับความก้าวหน้าของศูนย์ Smart Job Center ได้มีการรับมอบแปลนปรับปรุงอาคารจากสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงานเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดยได้มีการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ รวมถึงการเตรียมบุคลากรโดยซักซ้อมความเข้าใจขั้นตอนการปฏิบัติงาน และจัดเตรียมสื่อประชาสัมพันธ์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้พร้อมที่จะให้บริการประชาชนตามกำหนดการเปิดศูนย์ ล่าสุดมีการดำเนินการไปแล้วกว่า 50% เบื้องต้นจะมีพิธีการเปิดศูนย์ฯ ได้ ในวันที่ 19 มกราคม 2558
     
    (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 25-11-2557)
     
    คร.เล็งตรวจวัดแร่ใยหิน เฝ้าระวังโรคในโรงงาน
     
    เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ที่โรงแรมเอเชีย ภก.วิทยา กุลสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้จัดการแผนงานพัฒนาวิชาการและกลไกคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ (คคส.) กล่าวในการประชุมเรื่อง "เร่งเอเชียขจัดภัยใยหิน หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และสังคม" ว่า มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2554 เห็นชอบยุทธศาสตร์สังคมไทยไร้แร่ใยหิน และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถยกเลิกการนำเข้า การผลิต และการใช้แร่ใยหินได้อย่างจริงจัง ซึ่งผลจากการประชุมครั้งนี้จะรวบรวมให้หน่วยงานที่มีอำนาจออกนโยบายกำหนดมาตรการยกเลิกการใช้แร่ใยหินในไทย
     
    นพ.นพพร ชื่นกลิ่น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวว่า หลักฐานที่เกิดขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เป็นที่แน่ชัดว่าต้องยกเลิกแร่ใยหิน แต่ยังติดปัญหากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์ และข้ออ้างที่เกี่ยวข้องกับการเปิดการค้าเสรี แต่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ยืนยันว่าต้องยกเลิกใช้อย่างเด็ดขาด ซึ่งปัจจุบันมีโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้แร่ใยหินร่วมในการผลิต 100 แห่ง และมีโรงงานที่ใช้แร่ใยหินเป็นหลักในการผลิต 20-30 อุตสาหกรรม ซึ่ง คร.จะประสานไปยังกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงานและผู้ประกอบการ ในการตรวจวัดแร่ใยหินที่กระจายในอากาศภายในโรงงาน เพื่อให้คำแนะนำในการลดอันตรายให้ต่ำที่สุด รวมทั้งการใช้เครื่องป้องกัน ซึ่งจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกระบุว่า ในอนาคตจะมีผู้ป่วยเกิดขึ้นประมาณ 100,0000 รายต่อปี ส่วนไทยคาดว่าจะมีผู้ป่วยประมาณ 5,000-10,000 คน ซึ่งต้องสร้างระบบติดตาม เพื่อให้แรงงานได้รับการตรวจรักษา โดยใน 3 ปีข้างหน้าต้องมีการเก็บข้อมูลผู้ที่ได้รับผลกระทบ
     
    (ASTV ประชาติธุรกิจ, 25-11-2557)
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ถาวร เสนเนียม-สาทิตย์ วงศ์หนองเตย-เอกนัฏ พร้อมพันธุ์-สุริยะใส กตะศิลา-แซมดิน เลิศบุศย์ ให้ข้อเสนอต่อการร่างรัฐธรรมนูญ โดยย้ำระบบพรรคการเมืองต้องปลอดซื้อเสียง ขจัดนายทุนพรรค ยกเลิก ส.ส.บัญชีรายชื่อ ให้ศาลมีอำนาจตัดสินการเลือกตั้งแทน กกต. ใช้ระบบแต่งตั้ง ส.ว. ประชาชนฟ้องคดีคอร์รัปชั่นได้และปลอดอายุความ

    ที่มา: เว็บไซต์รัฐสภา

    25 พ.ย. 2557 - เว็บไซต์รัฐสภา รายงานว่า ระหว่างเวลา 09.30 - 12.00 น. วันนี้ (25 พ.ย.) ที่ห้องประชุมงบประมาณ ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 3 บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งทีประชุมได้รายงานความคืบหน้าในการทำงานของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยในวันนี้เป็นการการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากพรรคการเมืองต่างๆ และกลุ่มที่มีความคิดเห็นแตกต่างทางการเมืองในหัวข้อ "จะยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรเพื่อให้สังคมไทยมีอนาคตที่ดีเพื่อส่งมอบให้ลูกหลานได้อย่างไร"

    โดยที่ประชุมได้เชิญคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทางเป็นประมุข (กปปส.) มีนายถาวร เสนเนียม นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ นายสุริยะใส กตะศิลา และ ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ เป็นผู้แทนในการเข้าประชุม

    ทั้งนี้ในเว็บไซต์ไทยพีบีเอสได้เผยแพร่คำแถลงของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ซึ่งเป็นผู้เสนอต่อคณะกรรมาธิการ มีรายละเอียดดังนี้

    000

    วันนี้ กปปส. มาให้ข้อเสนอแนะกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเราเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูป เราหวังว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งเราหวังว่า การที่ กมธ.ได้เชิญเรามาให้ความคิดเห็น ไม่ใช่เป็นเพียงพิธีกรรมเท่านั้น แต่จะมีการทำอย่างจริงจัง จากนี้ต่อไป เราจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของมวลมหาประชาชนในการติดตามการทำงานของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญและรวมไปถึงหน่วยงานที่ทำหน้าที่ผลักดันการปฏิรูป จากนี้ต่อไปเราจะตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด ซึ่งประกอบด้วยแกนนำกปปส.ทั้ง 5 คนที่มาเสนอความคิดเห็นในวันนี้ ซึ่งประกอบด้วย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย, นายถาวร เสนเนียม, นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์, เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ และนายสุริยะใส กตะศิลา จะขอความร่วมมือกับกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญให้แถลงความคืบหน้าในการร่างรัฐธรรมนูญต่อสาธารณชนเป็นระยะๆ

    ส่วนข้อเสนอเกี่ยวกับการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ กปปส.จะเสนอให้กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญในวันนี้  ได้แก่  หลักสำคัญที่ต้องอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ คือ ต้องระบุว่า ประเทศไทยต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข, ต้องมีระบบถ่วงดุลอำนาจ 3 ฝ่าย คือ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ รวมไปถึงองค์กรอิสระ อย่างชัดเจน, ต้องขจัดการผูกขาดอำนาจ-การรวมศูนย์อำนาจที่หน่วยราชการ และกระจายอำนาจไปสู่ประชาชน, รัฐธรรมนูญต้องปฏิบัติใช้ได้จริง

    กปปส. ได้รวบรวมความคิดเห็นจากมวลมหาประชาชนตลอดระยะเวลา 204 วันที่ในช่วงที่มีการชุมนุม และได้ข้อสรุปในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ มานำเสนอให้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญในวันนี้  กล่าวคือ

    พรรคการเมือง

    หัวใจสำคัญของการออกแบบระบบการเมืองหรือการเลือกตั้ง คือ การกำจัดกระบวนการทุจริตคอรัปชั่น ทุจริตการเลือกตั้ง ซื้อสิทธิ์ขายเสียงในทุกระดับ ตั้งแต่นายทุนเข้ามาซื้อเสียง ซื้อ ส.ส. เข้าพรรค จากนั้น ส.ส.ก็ใช้เงินไปซื้อเสียงของประชาชนในการเลือกตั้ง พอเข้ามาอยู่ในอำนาจก็ใช้เงินใช้ผลประโยชน์แทรกแซงระบบราชการ การทำงานขององค์กรอิสระ และฝ่ายตุลาการ เราต้องทำให้พรรคการเมืองเป็นพรรคของประชาชน ประชาชนเป็นเจ้าของพรรค ไม่ใช่นายทุน ต้องระบุให้ชัดว่า พรรคการเมืองต้องมีฐานสมาชิกหรือประชาชนผู้ลงทะเบียนเป็นเจ้าของพรรคไม่ต่ำกว่า 5 เปอร์เซนต์ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด และต้องคำนึงตามสัดส่วนของภูมิภาคด้วย  ต้องกำหนดชัดเจนว่า พรรคการเมืองต้องได้รับเงินสนับสนุนเพื่อนำไปทำกิจกรรมของพรรคจากผู้ที่ลงทะเบียนเป็นเจ้าของพรรคอย่างเหมาะสม พอเพียง ต้องเปิดโอกาสให้เจ้าของพรรคได้สนับสนุนพรรคอย่างโปร่งใส เช่น การบริจาคเงินผ่านภาษี ซึ่งในปัจจุบันที่ให้ผู้เสียภาษีสนับสนุนพรรคการเมืองปีละ 100 บาทนั้นไม่พอเพียง ต้องกำหนดใหม่ตามสัดส่วนไม่เกิน 5 เปอร์เซนต์ของจำนวนเงินที่เสียภาษี  หรือ บริจาคเงินเป็นก้อนได้แต่ต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่จ่ายในแต่ละปี

    รัฐธรรมนูญต้องกำหนดชัดเจนว่า กรรมการบริหารพรรคจะต้องถูกเลือกโดยเจ้าของพรรค และเจ้าของพรรคจะมีส่วนร่วมในการคัดเลือกตัวผู้สมัครของพรรคลงเลือกตั้งในทุกระดับ

    ระบบการเลือกตั้ง-ยกเลิกสส.บัญชีรายชื่อ

    ในส่วนของระบบการเลือกตั้ง ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่า โทษของผู้ที่กระทำความผิดในการซื้อขายเสียงจะต้องถูกเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง และเพิกถอนสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต นอกจากนี้ กปปส.ยังได้เสนอให้ถอนอำนาจ "กึ่งตุลาการ" ออกจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อจากนี้ อำนาจการให้ใบเหลืองใบแดง ควรจะเป็นหน้าที่ของศาล อาจจะมีการตั้งศาลเฉพาะ หรือ สาขาของศาลขึ้นมาทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ

    ต้องการให้ยกเลิกระบบสส.บัญชีรายชื่อ เพราะกปปส.เห็นว่า ส.ส.บัญชีรายชื่อไม่ได้ทำหน้าที่และไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมย์เดิม แต่ระบบ ส.ส.บัญชีรายชื่อกลับเป็นช่องทางให้นายทุนเข้ามาครอบงำกิจการของพรรค และไม่มีความยึดโยงกับประชาชน

    อำนาจหน้าที่ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา  กปปส.เห็นว่าจะต้องคัดสรร ส.ว.จากอาชีพต่างๆ เพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย และเป็นที่ปรึกษาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

    การกระจายอำนาจ-เลือกตั้งผู้ว่าฯ

    กปปส.เสนอให้ยุบราชการส่วนภูมิภาค กระจายอำนาจการบริหาร รวมถึงงบประมาณไปสู่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น จัดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมกับการบริหารท้องถิ่นของตนเอง

    การแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชัน

    กปปส.เสนอให้ประชาชนถือว่าเป็นผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องร้องเองได้ ให้คดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอรัปชันไม่มีอายุความ และจะต้องเพิ่มโทษกับผู้ที่มีความผิดฐานทุจริตคอรัปชัน คือ ตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต รวมทั้งเสนอให้มีการปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ ให้มีการผ่าโครงสร้างตำรวจ ลดการรวมศูนย์อำนาจของตำรวจไว้ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระจายอำนาจของตำรวจไปสู่จังหวัด ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการให้คุณให้โทษ การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในพื้นที่ได้

    ลดความเหลื่อมล้ำ-ปฏิรูปพลังงาน

    การปฏิรูปความเหลื่อมล้ำ ต้องสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้ประชาชนทุกประเทศในทุกระดับ เช่น โอกาสในการเข้าถึงที่ดินทำกิน สาธารณสุข การศึกษาฟรีตลอดชีพ

    การปฏิรูปพลังงาน ต้องเปลี่ยนจากการผูกขาดเพื่อแสวงหากำไรสูงสุด มาเป็นแนวคิดว่าพลังงานเป็นทรัพยากรของประเทศไทย ต้องถูกบริหารเพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ และประชาชน

    ทั้งหมดนี้เป็นข้อเสนอโดยย่อที่กปปส.จะเสนอต่อกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ  เราหวังว่าการปฏิรูปครั้งนี้จะประสบความสำเร็จ เราหวังว่าการปฏิรูปและการร่างรัฐธรรมนูญ ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วม รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปประเทศไทยที่ประชาชนมีส่วนร่วม

    ในส่วนของการลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้น กปปส.ไม่มีความขัดข้อง แต่ก่อนจะไปถึงขั้นนั้น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญและรัฐบาลต้องหาหนทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด จะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความชอบธรรม ขอย้ำว่าสิ่งที่สำคัญมากกว่าการทำประชามติ คือ การทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการบ้านที่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปต้องชี้แจงประชาชนให้ได้ว่าจะเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างไรภายใต้กฎอัยการศึกที่มีอยู่ในปัจจุบัน

    วันนี้แม้ว่ามวลมหาประชาชนจะไม่ได้ออกมาชุมนุม แต่ก็ยังติดตามและคาดหวังว่าการปฏิรูปจะสำเร็จได้ เราไม่อยากให้การต่อสู้ของเราสูญเปล่า

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    อดีตสมาชิกองค์การและสโมสรนิสิตนักศึกษา จากหลากหลายมหาวิทยาลัย ออกจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้ สโมสร/สภา/องค์การ นิสิตนักศึกษา มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ปกป้องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่กำลังถูกลิดรอนจากรัฐบาลเผด็จการทหาร

    25 พ.ย.2557 อดีตสมาชิกองค์การและสโมสรนิสิตนักศึกษา จากหลากหลายมหาวิทยาลัย รวมลงชื่อจดหมายเปิดผนึกถึง สโมสร/สภา/องค์การ นิสิตนักศึกษา มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ “ได้โปรดปกป้องนักศึกษาของพวกท่าน” โดยเรียกร้องให้องค์กรนักศึกษาทั่วประเทศตระหนักถึงความสำคัญในการเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่กำลังถูกลิดรอนจากรัฐบาลเผด็จการทหาร และแสดงบทบาทท่าทีในการปกป้องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ในการแสดงออกทางการเมืองมิให้ถูกแทรกแซงจากอำนาจรัฐที่พยายามปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของนักศึกษา เพราะการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของนักศึกษาเป็นหน้าที่หลักของกลุ่มองค์กรข้างต้น ที่ได้รับความไว้วางใจผ่านการเลือกตั้งเข้ามาเป็นตัวแทนของพวกเขา

    โดยมีรายละเอียดดังนี้

    จดหมายเปิดผนึกถึง สโมสร/สภา/องค์การ นิสิตนักศึกษา มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ: ได้โปรดปกป้องนักศึกษาของพวกท่าน

     

    จากการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เข้าทำการควบคุมอำนาจการปกครอง และใช้ระบบเผด็จการทหารในการบริหารประเทศ ผ่านมาร่วม 6 เดือน และเป็นที่ปรากฏโดยทั่วไปว่ามีการการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่ออย่างกว้างขวาง ไม่เว้นแม้แต่ในรั้วมหาวิทยาลัย ที่มีการเรียกตัว จับกุม ข่มขู่ กดดัน อาจารย์และนิสิตนักศึกษาของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพียงเพราะพวกเขาแสดงออกในทางที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ทั้งที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่แสดงออกได้ตามระบอบประชาธิปไตย ดังเช่นที่บางกลุ่มองค์กรก็เคยออกมาต่อต้านและแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลก่อนๆหน้า

    ทั้งนี้องค์การนักศึกษา หรือสโมสรนิสิตนักศึกษาในประเทศไทยก่อตั้งขึ้นด้วยจุดมุ่งหมายในการเป็นสื่อกลางของนักศึกษาในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ รวมถึงเป็นกระบอกเสียง และองค์กรสำคัญในการปกป้องสิทธิของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่มีบทบาทสำคัญยิ่ง ทั้งยังเป็นองค์กรของเหล่าปัญญาชนในการชี้นำสังคมรวมถึงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบอบประชาธิปไตย แต่ในปัจจุบันองค์กรเหล่านี้กลับไม่ได้ทำหน้าที่ในการปกป้องสิทธิของนักศึกษาแต่อย่างใด และยังคงมีการคุกคามนักศึกษาทั้งภายในและนอกมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    อดีตสมาชิกองค์การและสโมสรนิสิตนักศึกษา จากหลากหลายมหาวิทยาลัยที่มีรายชื่อข้างต้น ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการแสดงจุดยืนประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่ประชาชนและนิสิตนักศึกษาทุกคนพึงมี จึงขอเรียกร้อง ไปยังสโมสร/สภา/องค์การ นิสิตนักศึกษาทั่วประเทศ ดังนี้

    1.   ขอเรียกร้องให้ สโมสร/สภา/องค์การ นิสิตนักศึกษาของมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมทั้งสหพันธ์ สมาพันธ์ เครือข่ายองค์การ/สโมสรนิสิตนักศึกษาทั้งหลายไม่ว่าจะมีชื่อเรียกอย่างใด โปรดจงตระหนักถึงความสำคัญในการเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่กำลังถูกลิดรอนจากรัฐบาลเผด็จการทหาร ซึ่งเป็นรัฐบาลที่ชิงอำนาจรัฐมาด้วยความไม่ชอบธรรม การปล่อยให้บรรยากาศอันไม่เป็นประชาธิปไตยนี้เกิดขึ้นต่อไป มีแต่จะทำให้มหาวิทยาลัยที่ควรเป็นสถาบันอุดมศึกษาถูกลิดรอนเสรีภาพทางวิชาการลงไป เห็นได้ชัดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่มีการห้ามจัดงานเสวนาทางวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมหลายๆงาน

    2.   ขอเรียกร้องให้ สโมสร/สภา/องค์การ นิสิตนักศึกษาของมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมทั้งสหพันธ์ สมาพันธ์ เครือข่ายองค์การ/สโมสรนิสิตนักศึกษาทั้งหลายไม่ว่าจะมีชื่อเรียกอย่างใด แสดงบทบาทท่าทีในการปกป้องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ในการแสดงออกทางการเมืองมิให้ถูกแทรกแซงจากอำนาจรัฐที่พยายามปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของนิสิตนักศึกษา เพราะการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของนิสิตนักศึกษาเป็นหน้าที่หลักของกลุ่มองค์กรข้างต้น ที่ได้รับความไว้วางใจผ่านการเลือกตั้งเข้ามาเป็นตัวแทนของพวกเขา

    เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กลุ่มองค์กรนักศึกษาทั้งหลายจะเห็นประโยชน์และนำข้อเรียกร้องของเราไปพิจารณา

     

    ด้วยจิตคารวะ

    รักษ์ชาติ วงศ์อธิชาติ อดีตอุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (2554)

    ยรรยง ผิวผ่อง อดีตนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น (2551)

    ศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตนายกสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2553)

    เจนวิทย์ เชื้อสาวถี อดีตประธานกรรมาธิการฝ่ายการเมือง สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (2553)

    ปรัชญา นงนุช อดีตประธานสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (2555)

    วณัฐ โคสาสุ อดีตประธานฝ่ายการเมืองและการมีส่วนร่วม องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (2552)

    ณัชฎา คงศรี อดีตนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (2551)

    ปกรณ์ อารีกุล อดีตกรรมการบริหารสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (2552)

    อนุธีร์ เดชเทวพร อดีตอุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (2551)

    พีระพล เวียงคำ อดีตอุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (2551)

    พรชัย ยวนยี อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (2554)

    อุลัยรัตน์ ชูด้วง อดีตรองเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศ ฝ่ายนักศึกษา (2550)

    อิทธิพล หอมเกษร อดีตรองนายกองค์การนิสิตมหาวิทยาลัยบูรพา ฝ่ายวางแผนและพัฒนา (2553)

    ธิวัชร์ ดำแก้ว อดีตกรรมการบริหารสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศ (2552)

    โชคชัย หลาบหนองแสง อดีตนายกองค์การบริหาร องค์การนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์ (2547)

    มูฮำหมัดอาลาดี เด็งนิ อดีตรองเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศ (2550)

    ธรรมชาติ กรีอักษร อดีตเลขาธิการสภานักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ (2554)

    ศราวุฒิ  เรือนคง ประชาสัมพันธ์ สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (2555)

    พัทธนิตย์ สุวรรณประดับ ประธานสภานักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (2554)

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    มติ ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.หอพัก ใช้กับผู้กำลังศึกษาไม่เกิน ป.ตรี-อายุไม่เกิน 25 ปี กำหนดให้หอพักชายและหอพักหญิงไม่ปะปนกัน กำหนดหลักเกณฑ์เรียกเก็บค่าเช่า การทำสัญญาเช่า การขอใบอนุญาต-การเพิกถอนใบอนุญาต และการตั้งคณะกรรมการส่งเสริมกิจการหอพัก สังกัด พม.

    พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 25 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล (ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย)

    26 พ.ย. 2557 - ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวานนี้ (25 พ.ย.) ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีนั้น ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม เว็บไซต์รัฐบาลไทยมีการเผยแพร่ผลการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยหนึ่งในเรื่องที่มีการเห็นชอบคือร่าง "พ.ร.บ.หอพัก พ.ศ. ...." โดยมีรายละเอียดดังนี้

    000

    คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาและปรับแก้ไขให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับในปัจจุบันแล้ว และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา โดยให้แก้ไขร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวให้สอดคล้องกับร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับ ..) พ.ศ. .... (แบ่งส่วนราชการในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

    ทั้งนี้ ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์สำรวจจำนวนหอพักที่เข้าเกณฑ์และได้รับผลกระทบจากร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวและสร้างความเข้าใจกับผู้ประกอบการก่อนร่างพระราชบัญญัติจะมีผลใช้บังคับ

    สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

    1. กำหนดให้หอพัก หมายความว่า สถานที่ที่รับเฉพาะผู้พักตามพระราชบัญญัตินี้เข้าพักอาศัยโดยมีการเรียกเก็บค่าเช่า โดยผู้พักได้แก่ ผู้ซึ่งอยู่ในระหว่างการศึกษาในสถานศึกษาทั้งของรัฐและของเอกชนที่จัดการศึกษาในระบบตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติในระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรีและอายุไม่เกินยี่สิบห้าปี

    2. หอพักที่อยู่ภายใต้บังคับแห่งร่างพระราชบัญญัตินี้ คือ หอพักสถานศึกษาซึ่งได้แก่ หอพักที่ผู้ประกอบกิจการหอพักเป็นสถานศึกษา และหอพักเอกชนซึ่งได้แก่ หอพักที่ผู้ประกอบกิจการเป็นบุคคลทั่วไป

    3. กำหนดให้หอพักมี 2 ประเภท คือ หอพักชายและหอพักหญิง เพื่อป้องกันมิให้มีการปะปนกันระหว่างผู้พักชายและผู้พักหญิง ทั้งนี้ ไม่ได้ตัดสิทธิผู้ประกอบกิจการหอพักที่จะสร้างหอพักชายและหอพักหญิงอยู่ในบริเวณเดียวกันแต่ต้องแยกอาคารและใบอนุญาตประกอบกิจการหอพักออกจากกัน

    4. กำหนดหลักเกณฑ์การรับผู้พัก ดังนี้

    4.1 หอพักสถานศึกษาสามารถรับผู้พักซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือระดับอุดมศึกษาได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้พักจะศึกษาอยู่ในสถานศึกษานั้นหรือไม่ก็ตาม รวมทั้งได้กำหนดข้อยกเว้นให้หอพักสถานศึกษาสามารถรับบุคคลทั่วไปเข้าพักเป็นการชั่วคราวได้ในระหว่างปิดภาคการศึกษาที่ไม่มีผู้พัก

    4.2 หอพักเอกชนกำหนดให้รับผู้พักได้เฉพาะผู้ซึ่งอยู่ในระหว่างการศึกษาในระดับอุดมศึกษา เนื่องจากผู้พักดังกล่าวสามารถดูแลตนเองได้พอสมควร

    5. กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการหอพักต้องทำสัญญาเช่าเป็นหนังสือระหว่างผู้ประกอบกิจการหอพักและผู้พักตามแบบที่คณะกรรมการส่งเสริมกิจการหอพักกำหนด เพื่อให้สัญญาเช่าหอพักมีมาตรฐานเดียวกัน

    6. กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเรียกเก็บเงินค่าเช่าล่วงหน้าและเงินประกันไว้ในกฎหมายให้ชัดเจนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบกิจการหอพักและผู้พัก

    7. กำหนดให้ผู้ประสงค์จะประกอบกิจการหอพักสถานศึกษาและหอพักเอกชนต้องขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการหอพักจากนายทะเบียน คือผู้บริหารองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้งในเขตพื้นที่ที่หอพักตั้งอยู่ เพื่อให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ที่กำหนดให้โอนอำนาจในการกำกับดูแลการประกอบกิจการหอพักให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยได้กำหนดให้บรรดาค่าธรรมเนียม ค่าปรับ และรายได้อื่น ๆ เกี่ยวกับการประกอบกิจการหอพักตามพระราชบัญญัตินี้ ตกเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

    8. กำหนดให้ใบอนุญาตประกอบกิจการหอพักสถานศึกษาใช้ได้ตลอดไปโดยไม่มีอายุ แต่จะสิ้นผลเมื่อผู้ประกอบกิจการหอพักถูกเพิกถอนใบอนุญาตให้จัดตั้งสถานศึกษาหรือเลิกกิจการ แล้วแต่กรณี และในกรณีผู้ประกอบกิจการหอพักดังกล่าวประสงค์จะประกอบกิจการหอพักต่อไป ให้ดำเนินการยื่นคำขอรับใบอนุญาตเป็นหอพักเอกชน สำหรับใบอนุญาตประกอบกิจการหอพักเอกชนให้มีอายุห้าปีนับแต่วันที่ออกใบอนุญาต

    9. กำหนดให้หอพักสถานศึกษาได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการประกอบกิจการหอพัก และอาจได้รับสิทธิในการได้รับลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีเงินได้เป็นกรณีพิเศษจากการประกอบกิจการหอพักโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามประมวลรัษฎากรหรือได้รับลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีป้าย หรือภาษีอื่นใดในทำนองเดียวกัน สำหรับหอพักเอกชนที่ได้รับการประกาศเกียรติคุณจากคณะกรรมการส่งเสริมกิจการหอพักอาจได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรและการสนับสนุนด้านการเงินหรือวัสดุอุปกรณ์เช่นเดียวกับหอพักสถานศึกษา เพื่อเป็นการจูงใจให้ผู้ประกอบกิจการหอพักเอกชนเข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามพระราชบัญญัตินี้มากยิ่งขึ้น

    10. กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการหอพักต้องจัดให้มีผู้จัดการหอพักเพื่อทำหน้าที่ควบคุมดูแลหอพัก รวมทั้งกำหนดหน้าที่ของผู้ประกอบกิจการหอพักจัดการหอพัก

    11. กำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมกิจการหอพัก เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลและส่งเสริมกิจการหอพักโดยให้สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ รับผิดชอบเกี่ยวกับงานธุรการของคณะกรรมการและของคณะอนุกรรมการ

    12. กำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการหอพักของนายทะเบียนไว้ เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดแก่ผู้พัก โดยกำหนดเหตุที่จะเพิกถอนใบอนุญาตไว้เพียง 2 กรณีคือ 1. หอพักไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงเกี่ยวกับการอนุญาตให้ประกอบกิจการหอพัก หรือ 2. ผู้ประกอบกิจการหอพักขาดคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้

    13. กำหนดบทเฉพาะกาล

    13.1 กำหนดให้ใบอนุญาตหรือการอนุญาตใด ๆ ที่ได้ให้ไว้ตามพระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2507 ที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ใช้ได้ต่อไปจนกว่าจะสิ้นอายุหรือถูกเพิกถอน

    13.2 โดยที่ร่างพระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติห้ามผู้ใดใช้คำว่า “หอพัก” ในสถานที่ของตนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการหอพัก ซึ่งอาจกระทบต่อผู้ที่ใช้คำดังกล่าวอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ จึงกำหนดให้บุคคลดังกล่าวเลิกใช้คำว่า “หอพัก” ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai