Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    0 0

    30 ต.ค. 57 มติชนออนไลน์รายงานว่า ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ครั้งที่ 19 ได้มีวาระการประชุมพิจารณาให้ความเห็นชอบรายชื่อผู้ที่มีความเหมาะสมเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ  โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย เป็นประธานในการประชุม ทั้งที่ประชุมได้ใช้เวลาในการลงคะแนนลับเพียง 5 นาที โดยมีการแจกใบลงคะแนนที่มีรายชื่อผู้สมัครเป็นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 10 คน ในสัดส่วนของ สนช. ให้กับสมาชิกเลือกเพียง 5 คน ล่าสุดได้รายชื่อผู้ได้รับคัดเลือก ทั้ง 5 คนได้แก่

    1.นายดิสทัต โหตระกิตย์ 175 คะแนน
    2.นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ 167 คะแนน
    3.นายปรีชา วัชราภัย 149 คะแนน
    4.นายวุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ 126 คะแนน
    5.พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ 100 คะแนน คะแนน

    ส่วนผู้ที่ไม่ได้รับการคัดเลือกเป็น กมธ.ยกร่างฯ ได้แก่ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ได้ 85 คะแนน,นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน 67 คะแนน, นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง 37 คะแนน, นายนิวัติ ศรีเพ็ญ 26 คะแนน และนายประมุท สูตะบุตร 24 คะแนน

    ทั้งนี้เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ที่ผ่าน ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ได้ลงมติคัดเลือกกมธ.ยกร่างฯ 20 คน เรียบร้อยแล้ว(อ่านข่าวที่นี่)รวมแล้วตอนนี้มีกธม.ยกร่างฯทั้งหมด 25 คน จาก 39 คน ซึ่งในส่วนที่เหลือจะมาจากการประชุมร่วมและพิจารณาโดยคณะรัฐมนตรี และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) โดยมีสัดส่วนจากครม. 5 คน คสช. 5 คน และอีก 1 คน คือประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นอำนาจหน้าที่ของคสช. ในการเสนอ ทั้งนี้จะมีการประชุมเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบรายชื่อผู้ที่มีความเหมาะเป็นกมธ.ยกร่างฯ ในวันที่ 4 พ.ย. นี้


     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    27 ต.ค. 2557 โครงการปริญญาโท สตรี เพศสถานะ และเพศวิถีศึกษา วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเวทีเสวนาเรื่อง “ปรากฏการณ์เควียร์ เมื่อกะเทยเกณฑ์ทหาร กะเทยบวชพระ ท่านถามเควียร์เราตอบตรง” พระวรธรรมชี้การบวชไม่เกี่ยวกับเพศ ด้านตัวแทนทหารแจงกะเทยเกณฑ์ทหารไม่ได้แต่เป็นทหารอาชีพได้

    พระวรธรรม กล่าวว่า ในหลักศาสนาพุทธที่มีกฎข้อห้ามบุคคลที่ห้ามบวชคือ บัณเฑาะก์ (กะเทย) 5 ประการ  ได้แก่ 1.บัณเฑาะก์ ออรัลเซ็กส์ 2.บัณเฑาะก์ ถ้ำมอง 3.บัณเฑาะก์ ถูกตอน 4.บัณเฑาะก์ มีอารมณ์ ข้างขึ้น ข้างแรม (ขยายความ) และที่สำคัญที่สุดคือ 5.บัณเฑาะก์ ที่ไม่ชัดเจนในเพศ มีเพียงอวัยวะเป็นช่องขับถ่ายปัสสาวะเท่านั้น จะเห็นได้ว่าไม่มีกฎข้อห้ามไหนที่ระบุว่าเพศที่สามห้ามบวช นอกเหนือจากบุคคลที่ทำศัลยกรรมทางเพศที่ถือว่าผิดกฎข้อห้ามของหลักศาสนาพุทธ

    พระวรธรรม แสดงความเห็นว่า เรื่องเพศไม่ได้เกี่ยวกับการบวช เพราะทุกเพศควรมีสิทธิเท่าเทียมกัน สิ่งนี้คือใจความสำคัญ ที่ปัจจุบันยังถกเถียงกันว่า การบวชเป็นเรื่องของผู้ชาย อาตมาเห็นว่าไม่ว่าใครก็ตามสามารถบวชได้ การทำความดีเป็นเรื่องของจิตใต้สำนึกของแต่ละคน การบวชไม่ได้จำกัดว่าท่านต้องรักษาศีลได้ทุกข้อ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือท่านจะรักษาความดีได้เพียงใด

    พระวรธรรม กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีกรณีเพศที่สามจะขอบวชแต่พระไม่อนุญาตให้บวช แต่ก็จะเห็นได้ว่าถ้าบุคคลนั้นไปบวชในพื้นที่อื่นแล้วได้รับอนุญาตก็สามารถบวชเป็นพระได้  กรณีนี้จะเห็นได้ว่าการบวชต้องขึ้นอยู่กับพระที่เป็นผู้อนุญาตให้บวช

    พระวรธรรม กล่าวทิ้งท้ายว่า “การเรียกเขาว่าเพศที่สาม ก็เหมือนเราแบ่งแยกเขา อยากให้คิดว่าเขาก็เป็นมนุษย์เหมือนเรา มีสิทธิเท่าเทียมกับเรา”

    พ.ท. ปิยะชาติ ประสานนาม กล่าวถึงการเกณฑ์ทหารของกะเทยโดยยกตัวอย่างกรณีของน้องน้ำหวานซึ่งเกิดขึ้นในปี 2548 ที่ จ.ลพบุรี โดยขณะนั้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งในใบ สด.43 ว่าน้ำหวานมีอาการของการเป็น “โรคจิตอย่างถาวร” อ้างอิงตามกฎกระทรวงฉบับที่ 74  ทำให้มีการเรียกร้องความเป็นธรรมต่อศาลปกครอง กองทัพบก กรรมการณ์เกณฑ์ทหารจังหวัดลพบุรี และหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน  เพราะส่งผลต่อการสมัครเข้าทำงานของน้ำหวาน ต่อมา ในปี 2555 จึงมีการแก้กฎกระทรวงฉบับที่ 75 เพิ่มเติมไปในฉบับที่ 37 ที่ใช้มาตั้งแต่ 2516 โดยแก้ไขจากที่ใช้คำว่า “โรคจิตถาวร” เป็น “เพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด” รวมถึงกำหนดให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบก่อนปี 2555 ซึ่งถูกระบุว่าเป็น "โรคจิตถาวร" สามารถยื่นเรื่องที่หน่วยบัญชาการรักษาดินแดนและสัสดีในพื้นที่ได้ เพื่อที่จะได้รับการเยียวยาจากกองทัพต่อไป

    พ.ท. ปิยะชาติ กล่าวว่า ในการคัดเลือกทหารเกณฑ์ จะมีข้อห้ามสำหรับบุคคลที่มีการศัลยกรรมหรือแสดงออกว่าเป็นเพศที่สาม แต่กรณีของทหารประจำการหรือทหารอาชีพ เพศที่สามสามารถเข้าสมัครได้ โดยมีหลายตำแหน่งที่เหมาะสม อาทิ การเงิน ทหารธรรมนูญ สัสดี ทั้งนี้ ในการทำงานต้องสำรวมกิริยา ไม่แสดงออกในเวลาราชการ และต้องอยู่ในเกณฑ์การรับสมัครของกองทัพ สิ่งที่สำคัญคือ วุฒิการศึกษามัธยมปลายหรือปริญญาตรี และสัดส่วนของร่างกาย ถ้าบุคคลใดที่มีร่างกายสมบูรณ์ได้มาตรฐาน ก็จะได้รับการพิจารณาจากกองทัพ เพื่อคัดเลือกในรอบต่อไป

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    วันนี้ (30 ตุลาคม 2557) นายศุภณัฐ บุญสด นักกฎหมาย ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้เดินทางไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการเรือนจำฯ เรื่อง ขอให้ย้ายผู้ต้องขังคดีอาญาที่เกี่ยวจากเหตุทางการเมืองที่อยู่ตามแดนต่างๆในเรือนจำดังกล่าวให้ย้ายมาร่วมกันที่แดน 1 เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาตามหลักสิทธิมนุษยชน

    ในหนังสือได้ยกกรณีการเสียชีวิตของนายสุรกริช ชัยมงคล ผู้ต้องหาในกรณียิง นาย สุทิน ธราทิน แกนนำ กปท. เสียชีวิต ที่ แดน4 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2557ที่ผ่านมา

    โดยทางเจ้าหน้าที่เรือนจำฯได้รับหนังสือดังกล่าวไว้เป็นที่เรียบร้อย

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     

    เราควรตั้งคำถามอย่างจริงจังเสียทีว่า วาทกรรม “พระสงฆ์อยู่เหนือการเมือง” นั้น เป็นความจริงหรือเป็นเพียง “มายาคติ” หรือ “สภาวะหลอกตัวเอง” (เช่นเดียวกันกับการหลอกตัวเองในกรณีสำคัญมากอื่นๆ) ทั้งๆ ที่ชาวพุทธไทยมักยืนยันเสมอว่าพุทธศาสนาสอน “ความจริงอันประเสริฐ” หรือ “อริยสัจ” ที่ถือหลักการสำคัญว่า “ต้องรู้ความจริงของปัญหาและสาเหตุก่อน จึงจะนำไปสู่การแก้ปัญหาต่างๆ ได้จริง”

    ตัวอย่างทัศนะที่ว่า “พระสงฆ์อยู่เหนือการเมือง” ที่อ้างอิงความรู้ ข้อเท็จจริง หลักการมาสนับสนุนมากที่สุด น่าจะเป็นทัศนะของปราชญ์ทางพุทธศาสนาในยุคปัจจุบัน คือท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ซึ่งท่านยืนยันว่า “พระสงฆ์อยู่เหนือการเมือง” ทั้งในทางหลักการและข้อเท็จจริง ดังที่ท่านเขียนไว้ในหนังสือ “ขว้างก้อนอิฐมา พัฒนาเป็นแก้วมณี”[1]ว่า

    นักบวชพระภิกษุในประเทศไทย ถึงอย่างไรๆ ก็ไม่สามารถเป็นขุนนางแท้จริง ไม่อาจเข้าไปอยู่ในการเมืองได้จริง ไม่มีอำนาจบริหารการเมืองได้จริง ไม่เหมือนนักบวชของฝรั่ง ต่างกันไกลมาก เมื่อจัดประเภท ก็พูดได้ทำนองนี้ว่า โดยเทียบกับระบบนักบวชบาทหลวงฝรั่งเศสยุคศักดินานั้น นักบวชภิกษุในประเทศไทยอยู่ใน ระดับที่เหนือการเมืองชัดๆ (ถึงไม่เทียบ หลักก็บอกอยู่แล้ว) (น.16)

    จากข้อความนี้ แสดงว่าท่านเจ้าคุณกำหนดขอบเขตของ “การเมือง” แค่ว่า “ต้องมีตำแหน่งเป็นขุนนางจริง มีอำนาจบริหารการเมืองจริง เหมือนนักบวชฝรั่ง”  โดยท่านยกตัวอย่างการ “อยู่ในการเมือง” ของนักบวชฝรั่งเปรียบเทียบกับนักบวชไทยไว้อย่างละเอียด ผู้เขียนขอคัดมาให้อ่านดังนี้

    พูดถึงตะวันตก ดูตัวอย่างในฝรั่งเศส บาทหลวงยิ่งใหญ่เด่นในประวัติศาสตร์ คงไม่มีท่านใดเหนือคาร์ดินัลริเชลลู (Cardinal Richelieu) ซึ่งได้รับราชการเป็นอัครมหาเสนาบดีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 และเป็นผู้สร้างฝรั่งเศสให้เป็นประเทศยิ่งใหญ่ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ได้เป็นเป็นผู้บัญชาการรบ ปราบชาวโปรเตสแตนต์ฮูเกนอตส์ลงได้และเป็นผู้ชี้นำในการทำสงคราม 30 ปีแห่งยุโรป (1618-1648)

    ส่วนในเมืองไทย ที่ว่าวินัยของพุทธศาสนาเถรวาทช่วยรักษาไว้ เช่น ในสมัยรัชกาลที่ 1 กองทัพพม่ายกเข้ามา ได้เมืองนครศรีธรรมราชแล้ว จะไปตีเมืองพัทลุงและเมืองสงขลา คราวนั้นที่เมืองพัทลุง พระมหาช่วย ชักชวนชาวเมืองพัทลุงให้ต่อสู้ข้าศึกรักษาเมือง ยกเป็นกระบวนทัพจากเมืองพัทลุง มาตั้งค่ายสกัดอยู่ในทางที่พม่าจะยกลงไปนครศรีธรรมราช เมื่อเสร็จศึกพม่าแล้ว พระมหาช่วย แม้ว่าจะได้ช่วยประเทศชาติในยามร้าย แต่ท่านไม่ต้องการให้มีความมัวหมองทางพระวินัยที่ได้ไปในการศึกสงคราม ก็สมัครลาสิกขาเอง ส่วนทางบ้านเมืองมองเห็นคุณความดีของท่าน ก็ได้ตั้งอดีตพระมหาช่วยให้เป็นพระยาทุกขราษฎร์ (น.12-13)

    ผู้เขียนคิดว่า กรณีตัวอย่างนี้ตีความได้ 2 แบบ จะตีความแบบท่านเจ้าคุณก็ได้ว่า “วินัยของพุทธศาสนาเถรวาทรักษาไว้” จึงทำให้พระมหาช่วยลาสิกขา แล้วทางบ้านเมืองก็ตอบแทนในคุณความดีโดยตั้งให้เป็น “พระยาทุกขราษฎร์” หรือจะตีความอีกทางหนึ่งก็ได้ว่า ในทางข้อเท็จจริงวินัยพุทธศาสนาเถรวาทก็ป้องกันพระ(มหาช่วยเป็นต้น)ไม่ให้เข้าไปยุ่งกับการเมืองไม่ได้หรอก แม้กระทั่งการสงครามพระก็ยังสามารถจะไปชักชวนให้ประชาชนออกมาร่วมรบป้องกันบ้านเมืองก็ได้ (โดยไม่มีคณะสงฆ์หรือชาวบ้านที่นับถือพุทธอ้าง “วินัยสงฆ์เถรวาท” มาคัดค้าน ทัดทานไว้ได้) จากนั้นก็ลาสิกขาไปได้ดิบได้ดีในระบบการเมืองของฆราวาส

    ท่านเจ้าคุณยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า

    ในฝรั่งเศสยุคศักดินานั้น ฝ่ายศาสนาคือบาทหลวง (clergy) เป็นฐานันดรที่ 2 คู่กับฐานันดรที่ 1 คือขุนนาง (nobility) ทั้งสองพวกนี้ต่างก็แสวงหาทรัพย์อำนาจ เป็นเจ้าเมือง เจ้าที่ดิน เป็นต้น กดขี่ขูดรีด ทำให้ราษฎรเดือดร้อนชิงชัง จนในที่สุดจึงเกิดปฏิวัติฝรั่งเศสขึ้นใน ค.ศ. 1789 เพื่อล้มล้างฐานันดรทั้งสองนี้ และได้สถาปนาประชาธิปไตยสำเร็จ ด้วยความรุนแรงสูญเสียชีวิตเลือดเนื้ออย่างสยดสยอง แล้วได้เป็นเหตุให้มีหลักการแยกรัฐกับศาสนา (separation of church and state) ขึ้นในฝรั่งเศส…(น.13)

    หันมาดูเมืองไทย ยุคเดียวกันนั้น หลังเหตุการณ์ในอังกฤษมาจนถึงรัชกาลพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ที่ได้ปราบโปรเตสแตนต์เสร็จสิ้น คราวจะล่วงรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ครั้งนั้น เพราะเหตุที่พระสงฆ์ไทยเถรวาทไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอำนาจการเมือง สมเด็จพระสังฆราชจึงสามารถรับนิมนต์จากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช นำพระสงฆ์ผ่านกองทัพยึดอำนาจที่ล้อมวัง เข้าไปทำสังฆกรรมผูกสีมา และอุปสมบทข้าราชการผู้ใหญ่แล้วนำพระใหม่อดีตขุนนางมาอยู่ในวัดอย่างปลอดภัย โดยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการเมืองที่เขายึดอำนาจกัน ไม่เข้าไปยุ่งกับฝ่ายไหน (น.15)

    คำถามคือ กรณีบทบาทของ “สมเด็จพระสังฆราชที่รับนิมนต์จากสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนำพระสงฆ์ผ่านกองทัพยึดอำนาจที่ล้อมวัง เข้าไปทำสังฆกรรมผูกสีมา และอุปสมบทข้าราชการผู้ใหญ่แล้วนำพระใหม่อดีตขุนนางมาอยู่ในวัดอย่างปลอดภัย” นั้น  นี่เป็น “บทบาททางการเมือง” แบบหนึ่งที่เป็นการช่วยเหลือกลุ่มการเมืองอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่

    นี่ไม่ใช่แปลว่า การที่พระสงฆ์ (สมเด็จพระสังฆราช) แสดงบทบาทดังกล่าวนี้ได้ ย่อมชัดเจนว่าพระสงฆ์มี “ตำแหน่งแห่งที่”(position) ในระบบสังคมการเมืองแบบโบราณอย่างชัดเจน ภายใต้ระบบความสัมพันธ์ระหว่าง “อาณาจักร - ศาสนจักร”หรอกหรือ

    ท่านเจ้าคุณอธิบาย “หลักการ” ในการเสนอ “ความจริง” ของท่านว่า

    ...ที่ว่ามานี้แหละ เป็นเรื่องของความรู้ เป็นข้อมูลข้อเท็จจริง เราควรจะค้นคว้าแสวงหาความรู้นั้น เมื่อรู้แล้ว เราก็จะมองเห็น หลักเห็นเกณฑ์ที่จะวัดได้ แล้วหลักความจริงนั้นก็ตัดสินเองว่า ใคร และอย่างไร เหนือการเมือง หรือไม่เหนือการเมือง ในเรื่องที่เป็นความรู้ มีหลักให้ดูอย่างนี้ ก็ไม่ต้องไปมัวยุ่งกับความคิดเห็นของคน ...

    สังเกตว่า เวลาที่ท่านเจ้าคุณวิจารณ์คนอื่น ท่านมักจะใช้ข้อความทำนองนี้มากที่สุด หรือใช้เป็น “มาตรฐาน” เลยก็ว่าได้ คือข้อความนำนองว่า “เป็นเรื่องของความรู้ เป็นข้อมูลข้อเท็จจริง ...ไม่ต้องไปมัวยุ่งกับความคิดเห็นของคน”แต่ที่จริงสิ่งที่ท่านเจ้าคุณกำลังทำอยู่ก็หนีไม่พ้นเรื่อง “ความเห็น” เพราะท่านเจ้าคุณก็ใช้วิธีการนำข้อมูลความรู้เกี่ยวกับ “นักบวชฝรั่ง” มาเปรียบเทียบกับข้อมูลความรู้เกี่ยวกับ “นักบวชไทย” (ซึ่งเป็นข้อมูลเพียงบางส่วน) แล้วก็ให้ “ความเห็น” ว่า “นักบวชฝรั่งอยู่ในการเมือง แต่นักบวชไทยอยู่เหนือการเมือง” (แต่เป็น “การเมือง” ตามกรอบการนิยามหรือตาม “ความเห็น” ของท่านเจ้าคุณ)

    ผู้เขียนขอยกตัวอย่างการตีความ หรือการให้ “ความเห็น” ที่ต่างออกไป ต่อข้อมูลความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสมัยเก่ากับคณะสงฆ์ เช่นความเห็นของโดนัลด์ เค. สแวเรอร์ (Donald K. Swearer) ที่อธิบายว่าโดยทั่วไปแล้วสถาบันพุทธศาสนากับสถาบันกษัตริย์ในอุษาคเนย์ต่างมีความสัมพันธ์ในเชิงสนับสนุนกันและกัน พระบรมราชูปถัมภ์ที่มีต่อคณะสงฆ์แห่งพุทธศาสนามีลักษณะ “ต่างตอบแทน” กับการที่คณะสงฆ์ต้องสนับสนุนอำนาจอันชอบธรรมของสถาบันกษัตริย์ เขาอ้างถึงข้อสังเกตของไฮนซ์ บีเชิร์ต(Heinz Bechert) ว่า อำนาจทางศาสนาให้ความชอบธรรมแก่อำนาจทางการเมือง 6 วิธี คือ

    1. การสร้างเอกลักษณ์ผู้ปกครองในฐานะกษัตริย์แห่งโลกในตำนาน (พระเจ้าจักรพรรดิ)

    2. การให้เหตุผลสนับสนุนความสมบูรณ์แบบทางศีลธรรมและจิตวิญญาณแห่งความเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีอยู่ในตัวผู้ปกครอง

    3. การบรรยายภาพพจน์ “กษัตริย์ในอุดมคติ” ในฐานะเป็นผู้อุปถัมภ์และปกป้องพุทธศาสนา

    4.การให้เหตุผลแก่สิทธิอำนาจของผู้ปกครองว่าปกครองโดยธรรม กล่าวคือ “ราชธรรม”

    5. ยกย่องผู้ปกครองเป็นเทวราชา เป็นผู้วิเศษ เช่นเป็นเทพตามคติฮินดู กระทั่งเป็นพระพุทธเจ้า และ

    6. กษัตริย์ในอุษาคเนย์อาศัยการสนับสนุนควบคู่กันไปทั้งโดยพุทธศาสนาและลัทธิความเชื่ออื่นที่ไม่ใช่พุทธศาสนา[2]

    จะเห็นได้ว่า จากความสัมพันธ์ “ต่างตอบแทน” ระหว่างพระสงฆ์กับรัฐสมัยโบราณ เราสรุปอย่างสอดคล้องกับ “ข้อเท็จจริง” และอย่างมี “หลักการ” ไม่ได้ว่า “ตำแหน่งแห่งที่” ของคณะสงฆ์ “อยู่นอก” หรือ “อยู่เหนือ” ปริมณฑลของการเมืองแบบโบราณ

    แต่เราสามารถสรุปได้อย่างสอดคล้องกับ “ข้อเท็จจริง” และ “หลักการ” ของความสัมพันธ์ต่างตอบแทนนั้นเองว่า คณะสงฆ์อยู่ “ใน” การเมือง และอยู่ในการเมืองในตำแหน่งแห่งที่ซึ่งมีบทบาทเป็น “กลไก” สนับสนุนความชอบธรรมของอำนาจรัฐอย่างชัดเจน จะปฏิเสธความจริงนี้ได้ก็ต่อเมื่อเราสามารถลบสิ่งที่ท่านเจ้าคุณเรียกว่า “ความรู้ ข้อมูลข้อเท็จจริง” ทางประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนากับรัฐสมัยเก่า (อย่างน้อยนับแต่สมัยพระเจ้าอโศกเป็นต้นมา) ทิ้งไปได้เท่านั้น

    จริงอยู่พระสงฆ์ไม่ได้เป็นขุนนางแบบนักบวชคริสต์ (เพราะมีพื้นฐานความเชื่อ และกฎทางศาสนาต่างกัน) แต่พระสงฆ์ก็มีสมณศักดิ์ ชั้นยศซึ่งได้รับอภิสิทธิ์ต่างๆ จากรัฐสมัยเก่า เช่น ชนชั้นปกครองบริจาคทาส ที่ดินให้แก่พระสงฆ์ตามลำดับสูง ต่ำของสมณศักดิ์ และพระสงฆ์ก็มีหน้าที่สอนศีลธรรมตามความประสงค์ของชนชั้นปกครองด้วย[3]เป็นต้น

    อีกอย่าง การที่นักบวชคริสต์อ้างทฤษฎี “เทวสิทธิ์” (Divine Right) สนับสนุนความชอบธรรมแห่งอำนาจของกษัตริย์ ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่คณะสงฆ์อ้างทฤษฎีธรรมราชา โพธิสัตวราชา พุทธราชาสนับสนุนความชอบธรรมของอำนาจกษัตริย์ยุตโบราณในอุษาคเนย์

    จะว่าไปนักบวชคริสต์ถึงจะอ้างว่ากษัตริย์ใช้อำนาจในนามของพระเจ้า แต่เขาก็ไม่เคยอ้างกว่ากษัตริย์เป็นพระเจ้าเสียเอง เขายังยืนยันว่ากษัตริย์เป็นเพียง “มนุษย์” เหมือนคนทั่วไป ต่างแต่ใช้อำนาจในนามของ God เท่านั้น

    แต่ภายใต้ความสัมพันธ์ “ต่างตอบแทน” ในระบบความสัมพันธ์ที่เรียกว่า “อาณาจักร-ศาสนจักร” ระหว่างรัฐกับพุทธศาสนาผสมพราหมณ์ในยุคเก่านั้น ตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมการเมืองของคณะสงฆ์ก็คือตำแห่งของผู้สอนศีลธรรมซึ่งมีบทบาทสนับสนุนการปกครองโดยธรรม ตามอุดมคติทางสังคมการเมืองของพุทธศาสนานั่นเอง ฉะนั้น ในทางความเป็นจริงแล้วคณะสงฆ์จึงมีบทบาทถ่ายเท “ความเป็นศาสนา” ไปสู่ “รัฐ (กษัตริย์)” อย่างชัดเจน ด้วยการตีความพุทธศาสนาสนับสนุนความเป็นธรรมราชา โพธิสัตวราชา พุทธราชา กระทั่งเทวราชาของผู้ปกครอง

    ความเป็นธรรมราชา โพธิสัตวราชา พุทธราชา กระทั่งเทวราชาของผู้ปกครองนี่เอง คือสิ่งบ่งบอกความเป็น “รัฐพุทธศาสนาผสมพราหมณ์” ในระบบการเมืองยุคเก่า ถามว่าภายใต้รัฐเช่นนี้ คณะสงฆ์อยู่นอก หรืออยู่เหนือการเมืองอย่างไรหรือ

    นอกจากนี้ท่านเจ้าคุณ ยังเขียนว่า

    เอาง่ายๆ เวลานี้ ที่เมืองไทยอยู่ในระบบประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญก็บอกไว้ว่า ภิกษุสามเณร “เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง” นี่คือขาดหรือสูญเสีย(สละ)สิทธิพื้นฐานทางการเมือง ก็เป็นอันว่า ภิกษุสามเณรทุกรูป ไม่ว่าผู้ใหญ่ผู้น้อยขั้นไหน ก็ไม่มีบทบาทในการเมือง แค่เลือกตั้งก็ยังไม่ได้ แล้วจะไปทำอะไรในการเมือง เพราะฉะนั้น พระเณรจึงต้องศึกษาให้รู้และให้ความรู้อย่างดีแท้ ที่นำเขาได้ จึงจะสมกับที่เขาให้อยู่เหนือการเมือง ทั้งสามเณรและหลวงพี่ก็รู้ว่าพระเณรไม่อยู่ในการเมือง ถ้าจะเถียงกัน ก็ทำได้แค่ว่า หลวงพี่บอกมา เรานี่อยู่เหนือการเมืองนะ แต่สามเณรแย้งว่า ไม่ใช่ เราอยู่นอกการเมืองครับ เมื่อไม่อยู่ “ใน” ก็เถียงกันได้แค่ว่า “เหนือ” หรือ “นอก” ถ้าแน่กว่านั้น ก็ “นำ” การเมืองเลย (นำทางไปในธรรมและโดยธรรม อย่านำไปนอกธรรมด้วยอธรรม) (น.17)

    แปลว่า “อยู่ในการเมือง” ในบริบทสังคมการเมืองไทยปัจจุบันตามทัศนะของท่านเจ้าคุณ หมายถึง “อยู่ในการเมืองแบบการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย” เท่านั้น นี่เป็นมายาคติสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ท่านเจ้าคุณหรือชาวพุทธบ้านเราโดยทั่วไปมองไม่เห็น “ช้างในห้อง”[4]อันได้แก่การที่คณะสงฆ์ไทยอยู่ภายใต้โครงสร้างการปกครองสงฆ์ที่ถูกกำหนดขึ้นโดยอำนาจรัฐ ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ที่ใช้มาถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นโครงสร้างการปกครองสงฆ์แบบที่กำหนดขึ้นในสมัย ร.5 ทำให้พระสงฆ์ไทยที่มีตำแหน่งปกครองมีสถานะเป็น “เจ้าพนักงานของรัฐ” ตามกฎหมาย มีสมณศักดิ์ซึ่งเป็นฐานันดรศักดิ์อย่างหนึ่ง (ขุนนางพระ) ซึ่งทำให้คณะสงฆ์มีบทบาทสำคัญในฐานะเป็น “กลไก” สนับสนุนอุดมการณ์ทางการเมืองแบบอนุรักษ์นิยม

    นี่ไม่ใช่ “โครงสร้างแบบการเมือง” ของคณะสงฆ์ไทยที่ทำให้คณะสงฆ์ต้องเป็นกลไกสนับสนุน “การเมือง” ภายใต้อุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์มาโดยตลอดหรอกหรือ (และไม่ใช่โครงสร้างที่ก่อให้เกิด “ปัญหาการเมืองภายใน” ของคณะสงฆ์เองมาโดยตลอดหรอกหรือ)

    ภายใต้โครงสร้างดังกล่าวนี้ “ช้างตัวใหญ่ในห้อง” ที่ชาวพุทธบ้านเราแสร้งมองไม่เห็นคือ “ถ้าเป็นการเมืองแบบยุคเก่าหรือที่ตกทอดมาจากยุคเก่า เช่นการเมืองที่สนับสนุนอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พระสงฆ์ยุ่งได้เต็มที่ สนับสนุนอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมได้เต็มที่ ไม่ถือว่ายุ่งการเมือง”

    นี่คือมายาคติ “เหนือการเมือง” ที่ทำให้พระสงฆ์ไทยมีสถานะพิเศษ คือสถานะผู้ผลิตศีลธรรมสนับสนุนอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมและอ้างอิงใช้ศีลธรรมพุทธศาสนาตรวจสอบ ตัดสิน “นักการเมือง” ที่ประชาชนเลือกเท่านั้น โดยถือว่าศีลธรรมทางการเมืองแบบพุทธศาสนานั้น “สูงส่งกว่า” ศีลธรรมทางสังคมการเมืองสมัยใหม่ (สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค)

    ฉะนั้น ข้อเสนอของท่านเจ้าคุณที่ว่า“ถ้าแน่กว่านั้น ก็ “นำ” การเมืองเลย (นำทางไปในธรรมและโดยธรรม อย่านำไปนอกธรรมด้วยอธรรม)” คำถามอยู่ที่ว่า “ธรรม” ทางสังคมการเมืองในกรอบการตีความของคณะสงฆ์ไทยตามเป็นจริงนั้น สนับสนุนหรือเป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพ ความเสมอภาค และประชาธิปไตยกันแน่

    แท้จริงแล้ว สิ่งที่เราพึงตระหนักและเรียนรู้จากตะวันตกคือ สังคมตะวันตกนั้น นักบวชเขายอมรับความจริงแต่แรกว่าเขาเข้าไปยุ่งกับการเมืองตรงๆ เพราะเขาถือว่าการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในอำนาจทางการเมือง แต่เมื่อได้บทเรียนจาก “ยุคกลาง” สังคมตะวันตกถึงได้แยกบทบาทของรัฐกับศาสนาออกจากกัน โดยถือว่ารัฐต้องปกครองด้วยหลักการทางโลก เป็น “รัฐทางโลก” (secular state) ไม่เป็นรัฐศาสนาที่ปกครองด้วยหลักตามความเชื่อทางศาสนาอีกต่อไป

    แต่กรณีของไทยนั้น ทั้งๆ ที่ชาวพุทธเราชูการรู้ “ความจริง” และการแก้ปัญหาบนฐานของ “ความจริง”  แต่กลับสร้าง “มายาคติ” หรือ “สภาพการหลอกตัวเอง” ทำให้เราไม่มองความจริงทางประวัติศาสตร์และสภาพปัจจุบันอย่างตรงไปตรงมาและอย่างวิพากษ์วิจารณ์

    เลยแก้ปัญหาระบบสังคมการเมืองไทยอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้อย่างตะวันตก ก็อยู่กับมายาคติหรือสภาพเบลอๆ ไปเรื่อยๆ แบบบอกตัวเองไม่ถูกว่า รัฐไทยจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ประชาธิปไตย จะเป็นรัฐศาสนา-กึ่งกึ่งศาสนา หรือเป็นรัฐทางโลก

     

     

    อ้างอิง




    [1]พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), ขว้างก้อนอิฐมา พัฒนาเป็นแก้วมณี, (กรุงเทพฯ: พิมสวย, 2554)

    [2] Donald K. Swearer, The Buddhist World Southeast Asia, (New York : State University New York Press, 1995), p.64.

    [3]จิตร ภูมิศักดิ์, โฉมหน้าศักดินาไทย, (นนทบุรี, ศรีปัญญา, 2550), น.137

    [4]สำนวน “ช้างอยู่ในห้องแต่มองไม่เห็น” เป็นสำนวนฝรั่ง หมายถึงสิ่งที่น่าจะเห็นกันง่ายๆ โต้งๆ แต่กลับถูกมองข้าม (ดู ธงชัย วินิจจะกูล, สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง,เชิงอรรถ น.221)

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ร้องยุติการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม สหภาพแรงงานยื่นหนังสือขอเจรจากับนายจ้างดับเบิ้ลสตาร์อินดัสตรี้ให้รับพนักงานกลับเข้าทำงานทันที


    30 ต.ค. 2557 เวลา 10.30 น. นักสหภาพแรงงานจากสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมแห่งประเทศในกลุ่มกิจการเคมีภัณฑ์ พลังงาน เหมืองแร่ หรือ THAICEM ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนักกิจกรรมแรงงาน ร่วมกันยื่นหนังสือต่อบริษัท ดับเบิ้ลสตาร์อินดัสตรี้ ผู้ผลิตและจำหน่ายผ้าขนหนู ทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ  ตั้งอยู่ที่ถ.สุขสวัสดิ์ ซอย 84 อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ เพื่อเรียกร้องให้นายจ้างรับพนักงานที่ถูกเลิกจ้าง 2 คน คือ น.ส.คำผอง คำพิฑูรย์ และนายปัญญา กุระจินดา ซึ่งเป็นประธานและกรรมการของสหภาพแรงงานประชาธิปไตย กลับเข้าทำงานทันที ทั้งนี้ น.ส.คำผอง ทำงานให้แก่บริษัทมาเป็นเวลา 13 ปี และนายปัญญาทำงานมาแล้ว 2 ปี พวกเขาต้องการกลับเข้าทำงานเพราะมองว่าไม่ได้ทำอะไรผิด

    โดยหนังสือดังกล่าว มีเนื้อหาเรียกร้องให้นายกิตติพันธ์ ธรรมฉัตรพงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ดับเบิ้ลสตาร์ อินดัสตรี้ จำกัด เปิดการเจราจาภายใน 7 วันนับจากที่ยื่นหนังสือ ณ สำนักงานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางกรวย นนทบุรี หรือในบริษัท ตามที่นายจ้างเห็นสมควร

    สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมฯ ระบุว่า พยายามเรียกร้องให้นายจ้างที่เลิกจ้างพนักงานทั้งสองคน เจรจาหาข้อยุติปัญหาการเลิกจ้าง เนื่องจากเห็นว่าการเลิกจ้างพนักงานเป็นไปอย่างไม่เป็นธรรม ไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน และการเจรจาที่ผ่านมา ไม่มีนายจ้างตัวจริงที่มีอำนาจการตัดสินใจเข้าร่วมเจรจา ทั้งปฏิเสธการรับกลับเข้าทำงาน ทำให้ยุติปัญหาดังกล่าวไม่ได้ นับตั้งแต่มีการเลิกจ้างวันที่ 11 ม.ค. 57 เวลาได้ล่วงเลยมา 9 เดือนกว่าแล้ว ดังนั้นการเจรจาในครั้งต่อไป นายจ้างตัวจริงต้องเข้าร่วม

    อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่า เมื่อสหภาพแรงงานเดินทางถึงบริษัท ผู้จัดการฝ่ายบุคคลของบริษัทที่อยู่ ณ ป้อมยาม ไม่ยินยอมรับหนังสือ

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย ชวนทหาร ตำรวจ นักศึกษาร่วมเตะบอล หลังโดนห้ามจัดกิจกรรมรัวๆ เผยมีสันติบาลมาบันทึกภาพตอนเตะบอลด้วย


    ภาพจากเพจ LLTD 1, 2


    30 ต.ค. 2557 กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD) ชวนทหาร ตำรวจ นักศึกษาร่วมเตะบอล โดยโพสต์ภาพพร้อมข้อความ "ห้ามชูป้าย ฉันก็จะกินแซนวิช ห้ามฉันกินแซนวิช ฉันก็จะชูสามนิ้ว ห้ามฉันชูสามนิ้ว ฉันก็จะจัดเสวนา หากห้ามฉันจัดเสวนา. . . ก็ต้องมาเตะฟุตบอลกับฉัน"

    รังสิมันต์ โรม นักศึกษากลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีฯ ได้จัดกิจกรรมเตะบอล โดยประกาศผ่านเพจเฟซบุ๊กเชิญชวนเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเข้าร่วมกิจกรรรมด้วย สำหรับบรรยายกาศ มีการเตะบอลกันตามปกติ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล และตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรคลองหลวง มาบันทึกภาพ แต่ก็ไม่ทราบถึงจุดประสงค์ของการบันทึกภาพดังกล่าว

    เขาเล่าด้วยว่า หลังจากกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีฯ ถูกเชิญตัวไป สภ.คลองหลวง จากกรณีจัดเสวนา เรื่องความล่มสลายของเผด็จการในต่างประเทศ ทุกวันนี้ก็มีเจ้าหน้าตำรวจโทรมาถามเป็นระยะๆ ว่าจะมีการจัดเสวนาหรือกิจกรรมหรือไม่ และยังถามอีกว่าถ้ามีกลุ่มอื่นจัดเวทีเสวนาจะเข้าร่วมหรือไม่

    รังสิมันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตอนนี้จะจัดอะไรก็จัดไม่ได้ ต้องแจ้ง ต้องขออนุญาตตลอด ทั้งที่การจัดเวทีเสวนาควรได้รับเสรีภาพมากกว่านี้ พร้อมบอกด้วยว่า รู้สึกอึดอัด ก็เลยต้องมาเตะบอลแทน

    "อนาคตถ้าทหาร ตำรวจ อยากมาร่วมเตะกับเราก็ได้ พวกเรายินดี" ตัวแทนกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีฯ กล่าวทิ้งท้าย



     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    สำหรับวัยรุ่นที่โตในยุค 1990 คงคุ้นเคยกับคำว่า“อินดี้”เป็นอย่างดี  หากเราใช้ช่วงปีที่เกิดเป็นการแบ่ง“รุ่น”อย่างคร่าวๆอาจกล่าวได้ว่าอินดี้คือคนที่เกิดหลังสงครามเวียดนาม(ยุติในปี ค.ศ.1975) ฉะนั้นหากนับถึงปัจจุบันคนรุ่นนี้ก็อยู่ในช่วงวัยกลาง 30 ขึ้นไป  ที่จริงปรากฏการณ์ของรุ่นอินดี้เป็นที่สนใจศึกษาในงานวิชาการด้านวัฒนธรรมศึกษาและสังคมวิทยา ในแง่ของชนชั้นกับการผลิตและการบริโภควัฒนธรรมมาตั้งแต่ปลายยุค 1990  โดยส่วนใหญ่เป็นงานศึกษาในบริบทของสังคมตะวันตก  สำหรับงานศึกษานอกบริบทตะวันตกเพิ่งเริ่มมีในช่วงไม่ถึง 10 ปี สำหรับข้อเขียนสั้นๆชิ้นนี้ผู้เขียนจะกล่าวถึงคนรุ่นอินดี้ในเมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซียกับการผลิตวัฒนธรรมผ่านความหลากหลายของรูปแบบวัฒนธรรม(cultural forms)และความสัมพันธ์ของเศรษฐกิจของการดำเนินชีวิต(economic of life)

     (1)

    เมืองบันดุงอยู่ในชวาตะวันตก เกาะชวา เป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ของอินโดนีเซียรองจากจาการ์ต้าและสุราบายา บันดุงเป็นเมืองที่สร้างโดยดัชท์ อีสต์ อินเดีย (เนเธอแลนด์)ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18  และช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ดัชท์ อีสต์ อินเดีย เคยคิดจะย้ายเมืองหลวงจากจาการ์ต้ามาที่บันดุง ปัจจุบันเมืองบันดุงมีประชากรราว 2.4 ล้านคน ในจำนวนนั้นราว 1.5 ล้านคนเป็นคนวัยหนุ่มสาวที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี หากคุยกับคนอินโดนีเซียพวกเขาจะกล่าวถึงบันดุงในแง่ของเป็นเมืองของคน(ท้องถิ่น)รุ่นใหม่และทันสมัย ต่างไปจากจาการ์ต้าที่เป็นเมืองหลวงและเมืองการค้า  ยอร์คยาการ์ต้าเป็นเมืองเก่า ในขณะบาหลีเป็นเมืองท่องเที่ยว ขณะเดียวกันบันดุงก็เป็นเมืองแห่งการช็อปปิ้งแบบที่พ่อค้าหัวใสทำเสื้อยืดสกรีน “Bandung, You Never Shop Alone”ขายกันเต็มเมือง ด้วยเวลาเดินทางจากจาการ์ต้าไปบันดุงเพียงแค่ 3 ชั่วโมงกว่า ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์เมืองบันดุงจึงเต็มไปด้วยนักช็อปปิ้งมือเติบจากเมืองหลวง ย่านดาโก้และถนนเชียแฮมพลาสซึ่งมี Factory Outlet ของแบรนด์เนมดังนับ 10 แห่งจะเต็มไปด้วยลูกค้าที่มาจับจ่ายสินค้า แต่หากเราลัดเลาะจากย่านดาโกไปตามถนนเรียวและซอยเล็กซอยน้อยในถนนเรียว โลกของการช็อปปิ้งจะเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่งในทันที่ เพราะย่านนี้คือย่านของอินดี้

    (2)

    อินดี้และชุมชนการผลิตวัฒนธรรมในบันดุงเกิดขึ้นในช่วงกลาง ค.ศ. 1990 จุดเริ่มต้นของอินดี้มาจากดนตรี( พั๊งค์, เฮฟวี่เมตัลและอินดี้ป็อป)และสตรีทแฟชั่น วงดนตรีอินดี้ป็อปชื่อดังอย่าง Pure Saturday ออกอัลบั้มแรกในปี ค.ศ. 1996 งานรวมเพลงวงพั๊งค์ Bandung’s Burning ออกในปี ค.ศ. 1997 โดย Riotic Record ซึ่งต่อมาเริ่มออกแบบเสื้อผ้าในแบรนด์ Riotic พร้อมกับเปิด Distros ( Distributor Store) เป็นร้านที่ขายทั้งเสื้อผ้าแฟชั่นและเทปเพลงไปในตัว รวมทั้งใช้เป็นที่แสดงดนตรีในบ้างครั้ง ก่อนหน้านี้ ในปี ค.ศ.1996 UNKL347( ใช้ชื่อในตอนแรกเปิดว่า 347) แบรนด์เนมของสตีทแฟชั่นที่ถือว่าเป็นแรงบันดัลใจให้กับอินดี้รุ่นหลังๆ ก็ถือกำเนิดขึ้นจากกลุ่มวัยรุ่นสเก็ตบอร์ดที่คิดสนุกออกแบบเสื้อผ้าให้กับเพื่อนๆกันเอง การเชื่อมโยงของดนตรี(band)และแบรนด์สินค้า(brand)เกิดขึ้นผ่าน Distro ที่เป็นห้องแถวคูหาขนาดเล็กๆที่พวกวัยรุ่นใช้เป็นที่วางขายงานสินค้าแฟชั่นและงานเพลง  ต่อมาได้กลายเป็นการสร้างเครือข่ายการค้าระหว่างกลุ่ม Distro นับ 100 แห่งอันเป็นรากฐานสำคัญของการผลิตทางวัฒนธรรมในยุคเริ่มแรกของอินดี้ในบันดุง  

    Distro ได้กลายสถานที่ที่พวกวัยรุ่นบันดุงมาสุมหัวกันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  ที่สำคัญ Distro เหล่านี้เกิดขึ้นมามีนัยยะของการโต้ตอบกับ Factory Outlet ของสินค้าแบรนด์เนมจำนวนมากที่เกิดขึ้นในบันดุงเช่นกัน เนื่องจากบันดุงเป็นเมืองของอุตสาหกรรมสิ่งทอและการ์เมนต์เช่นเดียวกับอีกหลายๆเมืองในประเทศกำลังพัฒนาที่มีแรงงานราคาถูกเป็นจุดดึงดุดการลงทุนของบริษัทเสื้อผ้าและสิ่งทอข้ามชาติ  แต่โรงงานของสินค้าแบรนด์เนมเหล่านี้ไม่ได้สร้างนักออกแบบแฟชั่นท้องถิ่น Distro จึงได้กลายเป็นแหล่งบ่มเพาะและที่ที่สร้างโอกาสให้กับนักออกแบบแฟชั่นรุ่นใหม่ที่ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นล่าง  เราจะพบว่านักออกแบบแฟชั่นรุ่นใหม่จำนวนมากทั้งในบันดุงส่วนใหญ่ไม่ได้จบการศึกษาด้านออกแบบแฟชั่นหรือด้านศิลปินแต่อย่างใด  จำนวนหนึ่งเคยเป็นเด็กขายของใน Distro มาก่อน พวกเขาเรียนรู้การออกแบบด้วยตนเองจากแมกกาซีนในยุค 1990 และผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตในยุคกลาง 2000  พวกเขาเพิ่มทักษะการออกแบบด้วยการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ส่วนมากในช่วงแรกเรียนรู้สไตล์การออกแบบของแฟชั่นในกระแสนิยมในโลกตะวันตกแล้วก็ปรับและออกแบบเพิ่มให้เป็นในสไตล์ของตนเอง อาจกล่าวได้ว่า Distro เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของเมืองบันดุง เป็นแหล่งชุมนุมพบปะของกลุ่มคนในแวดวงดนตรี การออกแบบแฟชั่น ศิลปะและกิจกรรมวัฒนธรรมซึ่งเท่ากับเป็นทั้งศูนย์เรียนรู้และยังช่วยสร้างการขยายพื้นที่สร้างสรรค์ของงานด้านศิลปะและวัฒนธรรมให้กระจายตัวมากขึ้นมากขึ้น

    อาจกล่าวได้ว่า Distro คือพื้นที่ที่ก่อให้เกิดการอย่างแบบมีส่วนร่วม(active participant) และเปรียบเสมือนการสร้างชีวิตประชาธิปไตยทางวัฒนธรรมด้วยตนเองและเพื่อตนเองแบบกลุ่มอินดี้ที่เติบโตในยุคหลังเผด็จการซูฮาร์โต  ยิ่งในยุคหลังเศรษฐกิจตกต่ำในปี ค.ศ. 1997 การสื่อสารในชุมชนอินดี้ยิ่งเกิดมากขึ้นการเกิดขึ้นของนิตยสาร Ripple Magazine (ปี 1999 -2003)ช่วยเป็นช่องทางในการแนะนำสินค้าและดนตรีใหม่ให้กับชุมชนอินดี้ รวมทั้งการเกิดขึ้นของอาร์ทสเปซต่างๆเช่น If Venue, BTW SPACE ,Common Room และ Bandung Creative City Forum ได้ช่วยสร้างพื้นที่ทางการเมืองในชีวิตประจำวันของอินดี้ในบันดุงเป็นอย่างมากขึ้นนอกเหนือจาก Distro ในช่วงก่อนหน้านั้น

    (3)

    การเกิดขึ้นของอินดี้ในบันดุงยังเป็นช่วงรอยต่อของเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองของอินโดนีเซียจากการเป็นสังคมเผด็จ(ในยุคประธานาธิบดีซูฮาร์โต)สู่สังคมประชาธิปไตย ทั้งในแง่การเมืองเชิงโครงสร้างและการเมืองในชีวิตประจำวัน ในยุคเผด็จการซูฮาร์โตการจำกัดเสรีภาพของการใช้สื่อและการผลิตสื่อทั้งในส่วนของสื่อกระจายเสีย สื่อสิ่งพิมพ์และสื่อดนตรีมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก แม้จะเข้าสู่ยุคข้อมูลข่าวสารที่นำพาเอาคอมพิวเตอร์และระบบอินเตอร์เน็ตมาช่วยค่อยๆกะเทาะกำแพงขวางกั้น ข้อมูลข่าวสารระหว่าง “ท้องถิ่น”และ “โลก(ภายนอก)” แต่ในอินโดนีเซียในยุคนั้นยังไม่ใช่สิ่งที่เกิดได้ง่ายและรวดเร็วดังเช่นประเทศอื่นๆในแทบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นไทย มาเลเซียและสิงคโปร์ ที่เข้าถึงเทคโนโลยีในยุคข้อมูลข่าวสารได้ก่อนอินโดนีเซีย  ปี ค.ศ. 1997 การล้มสะลายของเผด็จการซูฮาร์โตอันมีปัจจัยสำคัญจากการคอรัปชั่นและเศรษฐกิจตกต่ำในเอเชีย  ประชาธิปไตยในอินโดนีเซียเบ่งบานพร้อมๆกับการเกิดขึ้นเปิดเสรีในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เยาวชนในอินโดนีเซียได้มีโอกาสเข้าถึงและเรียนรู้ปรากฏการทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นภายนอกมากขึ้น Distro เหล่านี้จะเสมือนเป็น “การรื้อสร้าง”และ “สร้างความหมายใหม่”ให้กับ“ความเป็นท้องถิ่น”ของบันดุง(locality)กับประเทศอินโดนีเซียและโลก หากเราเดินไปตาม Distro ต่างๆในย่านถนนเรียวผู้เขียนบอกได้เลยเราไม่มีทางเจอเสื้อยืดสกรีนแบบ I Love Bandung แน่นอน เสื้อยืดที่เราจะเจอจะเป็นเสื้อในสไตล์แบบโลโก้วงดนตรีร็อกต่างๆ(ทั้งวงท้องถิ่นและวงต่างประเทศ) สไตล์ฮิป ฮอป (หรือเสื้อในสไตล์แบบ global subculture) และอีกหลากสไตล์ที่ดูมีความ “ร่วม”กับวัฒนธรรมโลก นอกจากนี้ผู้เขียนมีโอกาสไปเยี่ยม Dsitro ของแบรนด์ Homeless Dawg ที่ตั้งอยู่ในชุมชนเขตชานเมืองบันดุง และพบว่าเขามีลูกค้าต่างชาติจำนวนมากมายเยี่ยมร้านของเขา(ที่เขายินดีเรียกว่าเพื่อน) ภายในร้านเขาตบแต่งด้วยรูปถ่ายของลูกค้าที่มาเยี่ยมร้าน พร้อมๆกันนั้นเขาก็เรื่องเล่ามากมายถึงเพื่อนเหล่านั้นที่ยังติดต่อกันอยู่ Distro เล็กๆเก่าๆแห่งนี้จึงเหมือนเป็นการย่อชุมชนโลกเข้ามาไว้ด้วยกัน

    แม้อินโดนีเซียจะมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นในยุคหลังปี 2000 แต่การผลิตทางวัฒนธรรมของอินดี้(ดนตรี, แฟชั่น, ศิลปะ)ส่วนใหญ่เป็นงานและ/หรือกิจกรรมที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของอินโดนีเซีย ดังนั้น การที่เยาวชนจำนวนมากในบันดุง (รวมทั้ง จาการ์ต้า ยอร์คยาจาร์ต้าและบาหลี)สร้างตัวตนจากพื้นที่ดนตรีจึงเป็นการสร้างตัวตนบนพื้นที่ที่เป็นอิสระจากการจัดการและควบคุมของรัฐ(ยุคหลังซูฮาร์โต)ค่อนข้างมาก แม้ว่าบ้างครั้งรัฐจะเข้ามาควบคุมในบ้างครั้งในแง่ของการเผยแพร่และการจัดการแสดงดนตรี(โดยเฉพาะกับแทรช เมตัล) แต่นั้นเป็นการควบคุมการใช้สื่อและการสื่อสาร แต่ไม่อาจควบคุมการรูปแบบทางวัฒนธรรมได้ทั้งหมด  การรวมกลุ่มและการสร้างสรรค์งานไม่ว่างานเพลง, แฟชั่นงาน, กราฟฟิค ยังคงดำเนินอยู่ พวกเขารวมกลุ่มและสร้างแนวร่วมที่อาจเรียกได้ว่ามีความเป็นชุมชน(Komunitas) แต่ชุมชนเหล่านี้ไม่ได้มีความยั่งยืนในตนเอง เพราะในขณะ UNKL347 ได้กลายเป็นสินค้าแบรนด์เนมยี่ห้อดังในตลาดแฟชั่นโลก ปัจจุบันมีสาขา 7 แห่งในเมืองใหญ่ๆทั่วโลก Riotic หนึ่งในตำนานอินดี้ของบันดุงกลับต้องปิด Distro ของตนเองไป( มีข่าวว่ากำลังเตรียมจะกลับมาเปิดอีกครั้ง) นักออกแบบแฟชั่นรุ่นใหม่ในบันดุงหลายคนเห็นว่า UNKL 347 กลายเป็นสินค้าโหล( mass product)และเกิดกระแส Anti-distro

    (4)

    ผ่านมา 20 ปีชุมชนอินดี้ในบันดุงกำลังก้าวเข้าไปสู่การเปลี่ยนแปลงอีกขั้นหนึ่ง แผนงานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของอินโดนีเซียที่ประกาศในปี ค.ศ.2011 อาศัยโมเดลจากเมืองบันดุง ผู้ว่าการรัฐบันดุงคนปัจจุบันริดวาน คามิล(เพิ่งได้รับเลือกเมื่อปี 2013)เป็นสถาปนิกและผู้ร่วมก่อตั้ง Bandung Creative City Forum ได้ให้การสนับสนุนแผนงาน Creative Bandung อย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะสนับสนุนให้บันดุงเป็นส่วนหนึ่งของแผนงาน Creative City ของ UNESCO  และอาจจะไม่น่าแปลกใจหากอินโดนีเซียมีนโยบายระดับชาติที่หนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างเต็มที่เพราะโจโค่ จาโควีได้เสียงสนับสนุนจากกลุ่มอินดี้จำนวนมากแปลกใจที่กุสตาฟแต่สำหรับกุสตาฟ อิสคันดาร์นักกิจกรรมวัฒนธรรมจาก Common Room Network เห็นว่าอินดี้ในบันดุงเป็น “ขบวนการคิดเอง ทำเอง”(DIY movement)ที่มีรากฐานมาจากวัยรุ่นชนชั้นล่าง  เขาเห็นว่าโครงการต่างๆของรัฐและองค์กรระหว่างประเทศที่กำลังจะเกิดกับอินดี้เป็นสิ่งที่ท้าทายของการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนอินดี้ในบันดุง  ซึ่งคงต้องตามดูกันต่อไป

    จริงๆแล้วปรากฎการณ์ของการเกิดและการเปลี่ยนแปลงของอินดี้ในบันดุง นั้นมีทั้งลักษณะเฉพาะและลักษณะร่วมกับอินดี้ที่เกิดขึ้นในเอเชียไม่ว่าจะเป็นในไทย ญี่ปุ่น ไต้หวัน มาเลเซีย ลาวฯลฯ คนรุ่นอินดี้ถือว่าเป็นส่วนสำคัญโลกาภิวัตน์ทางวัฒนธรรมและเสรีนิยมใหม่  ซึ่งยังเป็นประเด็นที่เรายังไม่ได้ศึกษากันมากนัก โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ปัจจุบันมีคนรุ่นหนุ่มสาวอยู่กว่า 100 ล้านคน ทั้งหมดนี้อาจจะไม่ใช่คนที่แสดงตัวตนร่วมในวัฒนธรรมอินดี้  แต่จำนวนหนึ่งแสดงตนอย่างแน่นอนเช่นในบันดุงที่ได้กล่าวมา

     

     


    [1]ส่วนหนึ่งของงานวิจัย Creative City and the Sustainable Life: A Study on the Making of Cultural Spaces in Osaka and Bandung โครงการปัญญาชนสาธารณะเอเชีย( 2013-2014) มูลนิธินิปปอน  

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    30 ต.ค. 2557 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม มีแนวคิดขอคนในฝ่ายตุลาการ หรือศาล มาเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี ทั้งที่ นายสราวุฒิ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ได้แถลงย้ำถึงจริยธรรมศาล ผู้พิพากษาว่า ไม่ควรไปเป็นที่ปรึกษาของรัฐมนตรี หรือข้าราชการการเมือง ว่า ตนขอให้รัฐบาลและรัฐมนตรีทุกกระทรวงตั้งหลักให้ดี ในการจะขอบุคคลจากศาล หรือผู้พิพากษามาเป็นที่ปรึกษาหรือคณะทำงาน เพราะที่สุดแล้วจะเป็นการทำลายระบบศาลและกระบวนการยุติธรรมไทยซ้ำเติมลงไปอีก เนื่องจาก คสช.ไม่ทราบถึงต้นตอความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ปี 2549 ที่ประชาชนไม่ไว้วางใจฝ่ายการเมือง ทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ จึงมีการออกแบบรัฐธรรมนูญให้ฝ่ายตุลาการซึ่งเป็น 1 ใน 3 อำนาจหลักในระบอบประชาธิปไตยไทย เข้ามาช่วยพยุงอำนาจของฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ

    นายนิพิฏฐ์ กล่าววต่อว่า ขณะนั้น มีการให้ฝ่ายศาลเข้ามาคัดกรองบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญในองค์กรอิสระเพื่อตรวจสอบฝ่ายการเมือง จนถูกเรียกว่า ยุคตุลาการภิวัฒน์ จนฝ่ายการเมืองไม่ยอม และสร้างวาทกรรมโจมตีฝ่ายตุลาการว่า ยุติธรรม 2 มาตรฐาน ที่สุดระบบการปกครองของไทย จึงพังระเนระนาดทั้งระบบ วันนี้รัฐมนตรีในรัฐบาลที่มาจาก คสช.ยังพยายามดึงเอาบุคลากรจากฝ่ายตุลาการเข้ามาในวังวนของการเมือง ทั้งที่ฝ่ายตุลาการได้ส่งสัญญาณชัดเจนแล้วว่า ไม่อยากเข้ามาเกี่ยวข้องอีก

    นายนิพิฏฐ์ กล่าวต่อว่า ขอย้ำเตือนไปยัง คสช.ว่า หากจะยังพยายามดึงบุคลากรจากฝ่ายตุลาการเข้ามาอีก ที่สุดจะเป็นการทำผิดซ้ำซ้อนและสร้างวิกฤติตุลาการรอบใหม่ขึ้น แม้กระทั่งนายพรเพชร วิชิตชลชัย อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ที่มาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา คสช.และประธาน สนช. เช่นวันนี้ ตนยังรู้สึกไม่สบายใจ และขอเตือนถึง สปช.หรือ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า ต้องเอาศาลหรือบุคลากรฝ่ายตุลาการออกจากกระบวนการ หรือวังวนทางการเมืองให้หมด ไม่เช่นนั้นเมื่อเกิดวิกฤติใดขึ้นจะไม่เหลืออำนาจใดไว้พยุง โดยเฉพาะฝ่ายศาลก็จะพังลงทั้งระบบ เพราะอำนาจหลักทั้ง 3 ควรจะทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน

    รองเลขาฯ ศาลยุติธรรม ย้ำประมวลจริยธรรมศาล ชี้ผู้พิพากษาไม่ควรเป็นขรก.การเมือง
    ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม นายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีการแต่งตั้งผู้พิพากษาไปเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี ผู้ชำนาญการประจำตัวสนช. และผู้เชี่ยวชาญประจำตัวสนช. ว่า ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม มาตรา 59 กำหนดว่า ข้าราชการตุลาการต้องไม่เป็นข้าราชการทางการเมือง ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 41 ระบุว่าสามารถยกเว้นได้นั้น แต่ผู้พิพากษามีประมวลจริยธรรมกำกับไว้อีกชั้นหนึ่งซึ่งสูงกว่ากฎหมายเพราะเป็นข้อห้ามเรื่องการไปประกอบวิชาชีพอย่างอื่นที่ผู้พิพากษาจะต้องปฏิบัติตาม แต่สุดท้ายแล้วก็อยู่ที่มติของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) เป็นหลัก หากมติ ก.ต. ไม่เห็นชอบในเรื่องดังกล่าว แม้ว่าจะมีการประกาศแต่งตั้งไปแล้วหรือโปรดเกล้าฯ แล้วก็ตาม แต่ผู้พิพากษาก็คงไม่สามารถไปรับตำแหน่งทางการเมืองได้ ซึ่งคงจะต้องรอดูความชัดเจนในที่ประชุม ก.ต. ในวันที่ 17 พ.ย.นี้

    นายสราวุธ กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันนายดิเรก อิงคนินันท์ ประธานศาลฎีกา ท่านก็ได้แสดงจุดยืนชัดเจนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา ว่าต้องมีความเป็นอิสระของสถาบันตุลาการและมีความเป็นกลาง ต้องปฏิบัติตัวตามระเบียบแบบแผนและประเพณีปฏิบัติของทางราชการ และประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทาง ก.ต. จะนำมาประกอบการพิจารณาด้วยทั้งหมด ซึ่งถ้าหากอยู่ในสถานการณ์ปกติไม่มีรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 41 ยกเว้นไว้ เรื่องดังกล่าวก็คงไม่สามารถทำได้อยู่แล้ว

     

    ที่มา:ไทยรัฐออนไลน์ และมติชนออนไลน์
     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 131 ตอนพิเศษ 218 ง. ได้เผยแพร่ ประกาศแต่งตั้ง ‘เทียนฉาย กีระนันทน์’ ประธาน สปช.  ‘บวรศักดิ์-ทัศนา’ นั่งรองประธาน สปช.
     
     
    30 ต.ค. 2557 ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 131 ตอนพิเศษ 218 ง. ได้เผยแพร่ ประกาศแต่งตั้ง ประธานและรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ เนื้อหาดังนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้ลงมติเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2557 เลือกสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ให้เป็นประธานและรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คือ

    1.นายเทียนฉาย กีระนันทน์ เป็นประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ
    2.นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่หนึ่ง
    3.นางสาวทัศนา บุญทอง  เป็นรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง
     
    อาศัยอำนาจตามความในมาตร 28 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557  จึงแต่งตั้งให้ผู้มีนามดังกล่าวเป็นประธานและรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 30 ต.ค. 2557 เป็นปีที่ 69 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
     
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานและรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติแล้ว ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกำหนดจัดพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ในวันที่ 3 พ.ย. 2557 เวลา 08.00 น. ณ บริเวณห้องโถง อาคารรัฐสภา 1
     
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    นพ.นิรันดร์ เชิญรองผอ.รมน. สุราษฎร์ ชาวคลองไทรฯ  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมรับฟังข้อเท็จจริงปัญหาข้อพิพาท และปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ชุมชนคลองไทร ด้านชาวบ้านถามทำไมทหารไม่เข้าตรวจสอบสิทธิ์นายทุนบ้าง

    30 ต.ค. 2557 ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้จัดการประชุมเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในชุมชนคลองไทรพัฒนา ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมถกปัญหาการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหาร ในกรณีข้อพิพาทที่ดิน ส.ป.ก. ซึ่งมี นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและการเมือง เป็นประธานในที่ประชุม โดยได้มีการเชิญพันเอกสมบัติ ประสานเกษม รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุราษฎร์ธานี  ชาวชุมคลองไทรพัฒนา และกลุ่มสหพันธ์เกษตรภาคใต้ (สกต.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมด้วย

    การเข้าให้ข้อเท็จจริงปัญหาความรุนแรง และร่วมถกปัญหาการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารในกรณีข้อพิพาทบนที่ดิน ส.ป.ก ครั้งนี้สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ที่มีผู้ไม่หวังดีได้ยิงปืนขมขู่ชาวบ้าน และทหารที่ประจำการอยู่ในชุมชนเมื่อวันที่ 28 ต.ค. ที่ผ่านมา (อ่านข่าวที่นี่)การประชุมครั้งนี้เกิดจากการเข้าร้องของชาวชุมชนในนามของ สกต. ต่อคณะกรรมการสิทธิฯ โดยการประชุมร่วมกันครั้งนี้ใช้เวลาราว 3 ชั่วโมง  

    ในที่ประชุมนายเพียรรัตน์ บุญฤทธิ์ สมาชิกสกต. ได้เล่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในชุมชน พร้อมทั้งได้ตั้งคำถามต่อการเข้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารตลอดช่วงเวลาที่ผ่าน โดยได้มีการถามถึงการเข้าตรวจค้นในพื้นที่โดยไม่มีคำสั่งที่เป็นลายลักษณ์อักษร และเพราะเหตุใดจึงมีการสั่งบังคับจากเจ้าหน้าที่ทหารให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ภายใน 7 วัน

    ด้านพันเอกสมบัติ ตอบข้อสงสัยนี้ว่า เนื่องจากช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก ดังนั้นการเข้าตรวจสอบ เข้าค้นที่ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ทหารไม่จำเป็นต้องมีหมายคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร และการเข้าตรวจค้นที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม เนื่องมาจากมีผู้ร้องเข้ามาว่า ชาวบ้านในชุมชนคลองไทรฯเข้าบุกรุกพื้นที่ของเขา จำนวนทั้งสิ้น 13 ราย จึงได้มีการนำกำลังเข้าตรวจสอบ  และเหตุที่มีคำสั่งให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ภายใน 7 วัน นั้นเป็นการสั่งเฉพาะผู้ที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่อย่างผิดกฎหมาย หากชาวบ้านในชุมชนคลองไทรสามารถยืนยันได้ว่าเข้ามาอย่างไม่ผิดกฎหมายก็ไม่ต้องกลัวอะไร

    อย่างไรก็ตาม นางเรวดี วิชิตยุทธภูมิ ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้ให้ข้อมูลว่า หลังจากที่กรมป่าไม้ได้ให้ที่ดินผืนนี้กับ ส.ป.ก. เพื่อจัดสรรให้กับเกษตรกรที่ยากจนต่อไป แต่ทางส.ป.ก. ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากบริษัทผู้เช่าอยู่เดิมไม่ยอมออกจากพื้นที่ จึงได้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีไปแล้ว จนถึงปัจจุบันคดียังอยู่ในขั้นฎีกา ซึ่งจะมีการพิจารณาคดีในวันที่ 11 พ.ย. 2557

    เรวดีให้ข้อมูลต่อไปว่า ปัจจุบันในพื้นที่ซึ่งมีข้อพิพาทเกิดขึ้นและมีปัญหาความรุนแรงนี้ มีคนอย่างน้อยสองกลุ่มหลักๆ ที่เข้าอยู่ในพื้นที่ โดยคนกลุ่มแรกคนชาวบ้านที่เข้าไปตั้งรกราก สร้างที่ทำกิน โดยได้รับความชอบธรรมจากมติครม. เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2546 ซึ่งรัฐอนุญาตให้ชาวบ้านที่ไร้ที่ทำกินอาศัยอยู่ในพื้นที่ไปก่อน จนกว่านายทุนจะออกจากพื้นที่และสามารถจัดสรรที่ดินทำกินได้ และคนกลุ่มที่สองคน กลุ่มผู้ที่ซื้อที่ดินต่อจากกลุ่มนายทุน ซึ่งในทางกฎหมายนั้นไม่สามารถทำการซื้อขายที่ดินได้ เพราะเป็นที่ดินของ ส.ป.ก. ฉะนั้นหากอ้างตามมติครม. ชาวชุมชนคลองไทรฯจึงมีความชอบธรรมในพื้นที่มากกว่า กลุ่มผู้ร้อง 13 ราย ที่ได้ร้องเรียนมายังเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งทางส.ป.ก เองก็ได้ทำการประกาศเตือนผู้ที่อาจจะหลงเชื่อการประกาศขายที่ดินอย่างเป็นทางการแล้ว

    ทั้งนี้ด้านนายวัชรินทร์ พุ่มจิตร์ นายอำเภอชัยบุรี ได้กล่าวว่าปัญหากรณีพื้นที่พิพาทระหว่างชุมชนกับบริษัทและผู้ที่ซื้อที่ดินต่อจากบริษัทนั้นเป็นปัญหาที่มีมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตามล่าสุดทางด้านผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฏร์ธานีได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาในกรณีดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ที่ผ่านมา และกำลังจะมีการประชุมร่วมกันเพื่อหาทางออกในวันที่ 3 พ.ย. นี้

    วัชรินทร์ กล่าวด้วยว่า ในการแก้ไขปัญหานั้นจะมีการดำเนินที่เป็นธรรมสำหรับทุกฝ่ายให้มากที่สุด จะไม่มีความเห็นโน้มเอียงเข้าข้างฝ่ายใด แต่จะพิจารณาไปตามหลักการและเหตุผล

    ด้านนายสุพจน์ กาฬสงค์ หนึ่งในชาวชุมคลองไทรฯ ได้เล่าถึงเหตุการณ์พร้อมทั้งตั้งข้อสงสัยว่า ก่อนหน้านี้ได้เกิดเหตุฆาตกรรมชาวบ้านในชุมชนไปถึง 3 ราย โดยรายแรกถูกยิงเมื่อปี 2553 และอีก 2 รายต่อมาถูกยิงเมื่อ 2555 แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครสามารถเอาผิดกับผู้ก่อเหตุได้ และหนึ่งในผู้ก่อเหตุยังเดินทางเข้ามาในชุมชนพร้อมกับเจ้าหน้าที่ทหารเมื่อวันที่ 16 ส.ค. และ 24 ก.ย. อีกด้วย และกล่าวต่อว่า เหตุใดทางเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งเข้ามาตรวจสอบ ตรวจค้นในชุมชน จึงมั่นใจว่าที่เข้ามาร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่ทหารเป็นผู้ที่เข้าอยู่ในพื้นที่อย่างถูกต้อง และทำไมจึงไม่มีการตรวจสอบสิทธิ์เข้าอยู่ในพื้นที่ของฝ่ายผู้ร้องบ้าง

    ต่อกรณีเหตุการณ์ฆาตกรรมชาวบ้าน 3 ราย ตัวแทนจากกรมสืบสวนคดีพิเศษซึ่งได้เข้าร่วมประชุมด้วยได้ให้ข้อมูลว่า ในกรณีการฆาตกรรมชาวบ้านทั้ง 3 รายนั้น จากข้อมูลของทีมสืบสวนที่ตนมีอยู่ยังไม่มีรายละเอียดในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ยังได้กล่าวว่ายินดีที่จะดำเนินการให้ โดยขอข้อมูลเบื้องต้นจากตัวแทนชาวชุมชนคลองไทรฯไว้ภายหลังจากเสร็จสิ้นการประชุม

    ด้านนพ.นิรันดร์ ได้ให้ความเห็นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหากรณีชุมชนคลองไทรฯ ในฐานะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่า การเข้าแก้ไขปัญหาของเจ้าหน้าที่ทหารนั้นควรมีการดำเนินการอย่างเป็นธรรมกับทุกๆฝ่าย และควรจะมีการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด และรอบด้าน เพื่อให้เกิดความเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย พร้อมทั้งขอให้เจ้าหน้าที่ทหารเร่งหามาตรการดูแลความปลอดภัยของคนในชุมชนคลองไทรฯ เพราะมีความกังวลว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากใกล้ถึงวันที่ ศาลฎีกาจะพิจารณาคดี

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ผู้บัญชาการทหารบก แจงสถานการณ์ยังไม่สงบจึงต้องคงกฏอัยการศึกไว้ก่อน เชื่อทุกฝ่ายเข้าใจ-ไม่ส่งผลกระทบชีวิตประจำวัน
     
    30 ต.ค. 2557  สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์รายงานว่า พลเอกอุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณายกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึกในบางพื้นที่ว่า ผู้บังคับบัญชาชั้นสูงมีความเข้าใจถึงข้อเรียกร้อง ในการขอให้ยกเลิกกฎอัยการศึก แต่เมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์ต่างๆ ในประเทศแล้ว มองว่า ยังมีความจำเป็นต้องใช้แนวทางที่จะทำให้มีความสงบมากที่สุด จึงยังคงต้องใช้กฎหมายพิเศษนี้ ซึ่งหากยกเลิกไป อาจจะทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย เชื่อว่าทุกฝ่ายเข้าใจ เพราะไม่ส่งผลกระทบในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้หากย้อนกลับไป 6 - 7 เดือนที่แล้ว จะเห็นว่าสถานการณ์ภายในประเทศมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีพยายามทำงานให้ดีที่สุด เพื่อเดินหน้าประเทศไทย จึงขอให้ทุกฝ่ายให้โอกาสและเวลา พร้อมทั้งให้กำลังใจในการทำงาน

    สำหรับการประกาศใช้ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2447 ทั่วราชอาณาจักร เริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อเวลา 3.00 น. ของวันที่ 20 พ.ค. 2557 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    พล.อ.ประยุทธ์ - ฮุน เซน ลงนามความเข้าใจ 3 ฉบับ หวังร่วมมือเศรษฐกิจ พัฒนาชายแดน ด้านภริยา พล.อ.ประยุทธ์ ชมศูนย์การสอนภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยภูมินทร์พนมเปญ และย้ำว่ารู้ภาษาไทยจะมีโอกาสทั้งเรียนต่อและทำงาน

    พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย และฮุน เซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชาร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ 3 ฉบับ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2557 (ที่มา: เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล)

     

    ประยุทธ์เยือนกัมพูชา ลงนามความเข้าใจ 3 ฉบับ หวังร่วมมือชายแดน-เศรษฐกิจการลงทุน

    30 ต.ค. 2557 - สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยรายงานว่า อภิสิทธิ์ จันทร์เต็ม ผู้สื่อข่าวสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ซึ่งร่วมเดินทางไปรายงานภารกิจนายกรัฐมนตรี รายงานจากราชอาณาจักรกัมพูชาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง เข้าพบและหารือข้อราชการเต็มคณะ กับ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ขอบคุณที่กัมพูชาเข้าใจและสนับสนุนรัฐบาลต่อสถานการณ์การเมืองไทย โดยเห็นว่า ความสัมพันธ์กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีมาก ซึ่งไทยประสงค์ที่จะเห็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ และพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ชายแดนและความเชื่อมโยงระหว่างกัน (connectivity) รวมถึงส่งเสริมสายสัมพันธ์ของประชาชนให้มีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีเป็นพื้นฐานที่มั่นคงในอนาคต พร้อมเสนอให้มีการจัดการประชุมระดับผู้นำประจำปีอย่างไม่เป็นทางการ (Annual Leaders’ Retreat) และใช้กลไกการประชุมคณะกรรมการร่วมด้านการพัฒนาพื้นที่ชายแดนและการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม (JCBD) ไทย-กัมพูชา ซึ่งไทยพร้อมจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งที่ 2 ที่เสนอให้จัดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม

    ขณะที่ด้านเศรษฐกิจ ได้เน้นย้ำความร่วมมือเพื่อการพัฒนาพื้นที่ชายแดน ที่ไทยมุ่งผลักดันให้มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ในส่วนที่ติดกับกัมพูชาที่จังหวัดสระแก้วและจังหวัดตราด และเสนอให้ตั้งคณะทำงานภายใต้กลไก JCBD ตลอดจนการพิจารณาปรับปรุงระบบการสัญจรข้ามแดนให้สะดวกรวดเร็ว ส่วนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม รวมถึงหารือเกี่ยวกับการเปิดจุดผ่านแดนถาวรที่บ้านหนองเอี่ยน-สตึงบท ซึ่งฝ่ายไทยอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้และการออกแบบรายละเอียด และโครงการสร้างสะพานรถไฟไทย-กัมพูชา เพื่อเชื่อมต่อบ้านคลองลึก – ปอยเปต

    ส่วนการค้าการลงทุนนั้น กัมพูชานับเป็นจุดหมายสำคัญของนักธุรกิจไทย ทั้งในแง่การเป็นตลาดสินค้า และแหล่งลงทุน จึงขอให้มีการเร่งขจัดอุปสรรคต่อความร่วมมือ ส่วนการจัดตั้งศูนย์รับซื้อผลิตผลการเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นความริเริ่มระหว่างการหารือกันที่นครมิลานนั้น ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการให้เกิดการหารือในระดับคณะทำงาน นอกจากนี้ ยังหารือความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว สกัดกั้นอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบตัดไม้

    นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณกัมพูชา ที่ส่งทีมเคลื่อนที่มาพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวกัมพูชาในไทย ขณะที่โครงการเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ไทยยืนยันความร่วมมือ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า จะต้องแก้ปัญหาผ่านการเจรจา ไม่ให้ปัญหาที่คั่งค้างเป็นอุปสรรคต่อความสัมพันธ์ เน้นการสร้างความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยว

    ภายหลังการหารือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ 3 ฉบับ จากนั้น นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมด้วยคณะ เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี ณ พระบรมมหาราชวัง และช่วงค่ำ นายกรัฐมนตรีกัมพูชาและภริยา เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรี

     

    ภริยา พล.อ.ประยุทธ์ เยี่ยมชมศูนย์การสอนภาษาไทยในพนมเปญ

    สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยรายงานด้วยว่า รองศาสตราจารย์ นราพร จันทร์โอชา ภริยานายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยภริยานายกรัฐมนตรีกัมพูชา เดินทางเยี่ยมชมศูนย์การสอนภาษาไทย ณ มหาวิทยาลัยภูมินทร์พนมเปญ พร้อมรับฟังรายงานความเป็นมาของศูนย์การสอนภาษาไทย

    โดยภริยานายกรัฐมนตรี แสดงความยินดีที่ภาษาไทยเป็นที่นิยมของนักศึกษา และขอบคุณรัฐบาลกัมพูชา และผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่ผลักดันให้มีการเปิดภาควิชาภาษาไทย ซึ่งเป็นภาษาของประเทศในอาเซียนภาษาแรก ที่เปิดสอนในมหาวิทยาลัยพนมเปญ ซึ่งการเรียนรู้ภาษาไทยจะช่วยให้มีโอกาสในการศึกษาต่อและการทำงาน ขณะเดียวกัน ประเทศไทยให้ความสำคัญกับภาษากัมพูชา ในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง ทั้งในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ชายแดนที่ติดต่อกับกัมพูชา นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรม และเพิ่มพูนความเข้าใจซึ่งกันและกัน อันนำไปสู่การพัฒนาเครือข่ายความสัมพันธ์ หรือการฑูตภาคประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

    ทั้งนี้ หลังการเยี่ยมชมแล้ว ภริยานายกรัฐมนตรี มอบอุปกรณ์การเรียนการสอนให้แก่ศูนย์การสอนภาษาไทย โดยมีผู้แทนนักศึกษา กล่าวขอบคุณภริยานายกรัฐมนตรี เป็นภาษาไทย จากนั้นภริยานายกรัฐมนตรี เดินทางออกจากโรงแรมที่พัก ไปยังพระราชวังเขมรินทร์ เพื่อเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี ร่วมกับนายกรัฐมนตรี

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ผลคำสั่ง คสช.64/2557 สั่งปราบปราม-หยุดยั้งการบุกรุกทำลายป่าไม้ อัยการส่งฟ้องคดีนายอาแม อามอ ลุงเผ่าอาข่า กล่าวหาบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน ศาลลำปางสั่งสืบเสาะข้อเท็จจริง ก่อนนัดพิพากษา 2 ธ.ค.นี้
     
    30 ต.ค. 2557 ที่ศาลจังหวัดลำปาง พนักงานอัยการจังหวัดลำปางได้ยื่นฟ้อง นายอาแม อามอ ชาวไทยภูเขากลุ่มชาติพันธุ์อาข่า ในข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่โป่ง อ.งาว จ.ลำปาง ภายหลังจากเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่อุทยาน และฝ่ายปกครอง ได้สนธิกำลังกันเข้าตัดฟันต้นยางพารา ทุเรียน และเงาะในพื้นที่ดังกล่าว ตามคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 64/2557 และได้ดำเนินคดีกับนายอาแม
     
    สำหรับคำฟ้องในกรณีนี้ ได้แยกเป็น 3 คดี ในข้อหาเดียวกัน คือฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ และพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ในการแผ้วถาง ก่นสร้าง เผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไมได้รับอนุญาต และยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต
     
    ในแต่ละคดีนั้น ได้ระบุถึงพื้นที่ที่ถูกบุกรุกต่างแปลงกันไป โดยทั้งหมดอยู่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่โป่ง รวมแล้วเป็นพื้นที่ 80 กว่าไร่ และเป็นค่าเสียหายต่อรัฐราว 4.6 ล้านบาท
     
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังพนักงานอัยการสั่งฟ้อง นายอาแมได้ถูกควบคุมตัวไปยังเรือนจำใต้ถุนศาล จากนั้นเจ้าหน้าที่ศาลได้สอบถามคำให้การของจำเลย โดยไม่ได้มีการนำตัวขึ้นมายังห้องพิจารณาคดีแต่อย่างใด และจำเลยได้รับสารภาพตามข้อกล่าวหา โดยไม่ได้มีทนายความอยู่ด้วย รวมทั้งไม่ได้มีล่ามในระหว่างการสอบถาม มีแต่เพียงการให้เจ้าหน้าที่เชิญญาติคนหนึ่งลงไปร่วมสอบถามในช่วงท้าย โดยนายอาแมมีปัญหาในการอ่านและสื่อสารภาษาไทย
     
    จากนั้น ศาลได้สั่งให้มีการสืบเสาะ โดยให้พนักงานคุมความประพฤติได้ดำเนินการสืบเสาะข้อเท็จจริง ทั้งพฤติการณ์ของจำเลย และข้อเท็จจริงของการใช้ที่ดินดังกล่าว พร้อมนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 2 ธ.ค. 2557 ก่อนที่ญาติของนายอาแมจะใช้โฉนดที่ดินและหลักทรัพย์เช่า จำนวนรวม 300,000 บาท เป็นหลักทรัพย์ในการยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่งต่อมาศาลอนุญาตให้ประกันตัว
     
    นายอาแม อามอ (รูปภาพจากเพจ พลิกฟื้นผืนดินไทย)
     
    ทั้งนี้ นายอาแม อามอ อายุ 71 ปี เป็นชาวไทยภูเขากลุ่มชาติพันธุ์อาข่า มีอาชีพทำนาทำไร่อยู่ที่บ้านห้วยน้ำตื้น ต.ปงเตา อ.งาว จ.ลำปาง จากคำบอกเล่าของนายอาแมและลูกชาย นายอาแมได้ทำนาข้าวและปลูกข้าวโพดในพื้นที่ราว 30 ไร่ มาเป็นเวลามากกว่า 30 ปี ก่อนที่จะหันมาปลูกยางพาราตามนโยบายส่งเสริมของรัฐบาลตั้งแต่เมื่อ 11 ปีก่อน จนต้นยางโตพอที่จะกรีดได้แล้ว รวมทั้งยังปลูกทุเรียนและเงาะในพื้นที่ที่ครอบครองและใช้ประโยชน์ดังกล่าวด้วย โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็เคยมีการมาตรวจดูพื้นที่ แต่ไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ
     
    จนกระทั้งมีการประกาศใช้คำสั่งคสช.ฉบับที่ 64/2557เรื่องการปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ (ลงวันที่ 14 มิ.ย.57) ในวันที่ 14 ก.ค. 57 เจ้าหน้าป่าไม้ของอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท อ.งาว ได้มีการดำเนินการติดป้ายประกาศทวงคืนหลายพื้นที่ในบริเวณอุทยาน เนื่องจากเป็นพื้นที่เตรียมการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูสภาพป่า
     
    จากนั้นในวันที่ 22 ก.ค.57 ได้มีการสนธิกำลังทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง รวมแล้วหลายร้อยนาย เข้าตัดฟันยางพาราจำนวนกว่า 3,200 ต้น ต้นทุเรียน 208 ต้น และต้นเงาะอีกหลายสิบต้น ทั้งต่อมาได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาต่อนายอามอในการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน
     
    ป้ายประกาศทวงคืนพื้นที่บริเวณอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท
     
    สำหรับพื้นที่ป่าแม่โป่งนั้น ได้มีการประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติมาตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2522 ตามกฎกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฉบับที่ 866 ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507
     
    อนึ่ง คำสั่งคสช.ฉบับที่ 66/2557ได้ระบุด้วยว่าการดำเนินการใดๆ ในการปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ต่างๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้นๆ ก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ ยกเว้นผู้ที่บุกรุกใหม่ จะต้องดำเนินการสอบสวน และพิสูจน์ทราบ เพื่อกำหนดวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกค้านทดลองพืชจีเอ็มโอในแปลงเปิด-พาณิชย์ จนกว่าไทยจะมีกฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพ พร้อมให้ตั้งคณะกรรมการระดับชาติ ภายใต้สภาพัฒน์ฯ จัดทำยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาเกษตรยั่งยืน-เกษตรอินทรีย์ โดยประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง
     
     
    30 ต.ค. 2557 เวลา 13:00 น. ตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตร และกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดต่างๆ อาทิ นครสวรรค์ เชียงใหม่ มหาสารคาม ขอนแก่น ยโสธร สุรินทร์ สุพรรณบุรี ฉะเชิงเทราสงขลา พัทลุง เข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล และศาลากลางจังหวัดต่างๆ เพื่อให้เกิดการทบทวนนโยบายการทดทดลองการปลูกพืชจีเอ็มโอในแปลงเปิด และการอนุญาตให้มีการปลูกในเชิงพาณิชย์
     
    สำหรับเนื้อหาของจดหมายมีดังนี้ ตามที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานจัดทำยุทธศาสตร์เกษตรเป็นรายพืชเศรษฐกิจ 4 สินค้า (Roadmap) คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และอ้อย ได้ลงนามแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาและเตรียมการให้มีการปลูกทดลองพืชดัดแปรพันธุกรรม (GMOs: Genetically Modified Organisms) ในแปลงเปิด รวมไปจนถึงการปลูกในเชิงพาณิชย์นั้น
     
    องค์กรเกษตรกร องค์กรผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และองค์กรสาธารณประโยชน์ ซึ่งประกอบด้วย สภาเกษตรกรแห่งชาติ สมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่ายความมั่นคงทางอาหาร เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ มูลนิธิรักษ์ดิน รักษ์น้ำ (Earth Safe) กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมูลนิธิชีววิถี (BioThai) ซึ่งได้ติดตามการปลูกพืชดัดแปรพันธุกรรมในประเทศต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง พบว่า การปลูกพืชดัดแปรพันธุกรรมในเชิงพาณิชย์มีผลกระทบเชิงลบมากกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับดังนี้
     
     
    ประการแรก เทคโนโลยีในการผลิตพืชดัดแปรพันธุกรรมส่วนใหญ่อยู่ในความครอบครองของบรรษัทข้ามชาติเพียงไม่กี่บริษัท ตัวอย่างเช่น พืชดัดแปรพันธุกรรมสำคัญ 3 ชนิด ได้แก่ข้าวโพด ถั่วเหลือง และฝ้ายที่ปลูกในสหรัฐอเมริกามากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ มีบริษัทมอนซานโต้เป็นเจ้าของสิทธิบัตร การตัดสินใจเปลี่ยนเกษตรกรรมของประเทศไปใช้พืชดัดแปรพันธุกรรมจะทำให้ระบบเกษตรและอาหารของประเทศต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของบรรษัทขนาดใหญ่ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและอธิปไตยทางอาหารของเกษตรกร ผู้บริโภค และประเทศไทยโดยรวม
     
    ประการที่สอง ประชาชนและผู้บริโภคทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น ฯลฯ มีแนวโน้มต่อต้านผลผลิตและผลิตภัณฑ์ที่มาจากพืชดัดแปรพันธุกรรมมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ในประเทศเยอรมนี และฝรั่งเศส สูงถึง 78 เปอร์เซ็นต์ และ 84 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเอง มีประชาชนถึง 54 เปอร์เซ็นต์ที่ปฏิเสธอาหารดัดแปรพันธุกรรม และมีการเรียกร้องให้ติดฉลากสินค้าที่มาจากพืชดัดแปรพันธุกรรม นั่นแสดงให้เห็นว่าตลาดที่จะรับซื้อผลผลิตและผลิตภัณฑ์จากพืชดัดแปรพันธุกรรมกำลังลดลงเป็นลำดับ
     
    ประการที่สาม ขณะนี้ผลผลิตทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์อาหารของประเทศไทยถูกตีกลับเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศยุโรป และญี่ปุ่นเมื่อถูกตรวจสอบพบว่ามาจากพืชดัดแปรพันธุกรรม และหากอนุญาตให้มีการทดลองปลูกพืชดัดแปรพันธุกรรมในแปลงเปิดหรือปลูกในเชิงพาณิชย์ จะทำให้ประเทศคู่ค้าจับตาผลผลิตที่ส่งออกจากประเทศไทยมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการตรวจสอบและการจัดการเพิ่มขึ้นทั้งระบบ
     
    ประการที่สี่ ประเทศไทยไม่สามารถปลูกพืชดัดแปรพันธุกรรมร่วม (Coexist) ไปกับการพืชทั่วไปและการปลูกพืชในระบบเกษตรอินทรีย์ได้ เนื่องจากพื้นที่การเกษตรของเกษตรกรเฉลี่ยมีพื้นที่ขนาดเล็กประมาณ 15 ถึง 20 ไร่เท่านั้น ทำให้การแบ่งแยกพื้นที่ไม่ให้มีการปนเปื้อนทางพันธุกรรมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ทั้งนี้โดยไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงการปนเปื้อนทางพันธุกรรมจากการที่เกิดจากการผสมเกสรของแมลงหรือลม แม้แต่ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเกษตรกรมีพื้นที่การเกษตรขนาดใหญ่และมีระบบการจัดการที่ดีกว่ากลับพบว่าไม่สามารถควบคุมการปนเปื้อนได้ ดังกรณีข้าวโพดสตาร์ลิงค์ (2543) ข้าวลิเบอร์ตี้ลิงค์ (2549) และข้าวโพดวิปเทอร่า (2557) ต้องจ่ายค่าเสียหายรวมกันหลายหมื่นล้านบาท
     
    ในกรณีประเทศไทย การปนเปื้อนทางพันธุกรรมยังทำให้ยีนแปลกปลอมที่ได้รับการจดสิทธิบัตรโดยบรรษัทขนาดใหญ่ไปผสมปนเปื้อนกับทรัพยากรชีวภาพของประเทศ โดยไม่อาจเรียกคืนกลับมาได้ (Irreversible) ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ต่อทรัพยากรธรรมชาติของประเทศในระยะยาว
     
    ประการที่ห้า การปลูกพืชดัดแปรพันธุกรรมในเชิงพาณิชย์ทำให้มีการเพิ่มการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เนื่องจากมีผลเร่งกระบวนการวิวัฒนาการของศัตรูพืชเพื่อพัฒนาการต้านทานสารเคมีกำจัดศัตรูพืช อาทิ ทำให้เกิดวัชพืชที่ต้านทานสารเคมีกำจัดวัชพืช และแมลงที่ต้านทานสารเคมีกำจัดศัตรูพืช การศึกษาที่ใช้ข้อมูลของกระทรวงเกษตรสหรัฐเองพบว่าระหว่างปี 1996 ถึง 2011 มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้นถึง 183 ล้านกิโลกรัม
     
    ประการที่หก สำหรับคำกล่าวอ้างว่าเทคโนโลยีการดัดแปรพันธุกรรมสามารถทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นก็ไม่ได้เป็นความจริง เพราะพืชดัดแปรพันธุกรรมทั้งหมดที่มีการนำมาใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นเพียงการนำยีนที่ผลิตสารพิษและยีนที่ต้านทานสารเคมีปราบวัชพืชตัดต่อใส่ในพืชผลผลิตสูงที่ผสมพันธุ์โดยวิธีปกติเท่านั้น ไม่ได้เพิ่มศักยภาพของพืชในการเพิ่มผลผลิตแต่ประการใด งานศึกษาเชิงเปรียบเทียบล่าสุดยังพบด้วยว่าการปลูกข้าวโพดสายพันธุ์ทั่วไปของประเทศในสหภาพยุโรปยังได้ผลผลิตมากกว่าข้าวโพดดัดแปรพันธุกรรมในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย
     
    ประการที่เจ็ด แม้มีความพยายามในการผลักดันให้มีการปลูกพืชดัดแปรพันธุกรรมมาโดยต่อเนื่องตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันพื้นที่ปลูกพืชดัดแปรพันธุกรรมยังมีสัดส่วนเพียง 12 เปอร์เซ็นต์ของโลกเท่านั้น โดย 90 เปอร์เซ็นต์กระจุกตัวอยู่ในเพียง 5 ประเทศเท่านั้น ในระยะหลังอัตราการขยายตัวของพื้นที่ปลูกพืชดัดแปรพันธุกรรมเริ่มมีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน เนื่องจากปัญหาหลายประการดังที่ได้กล่าวแล้ว
     
    ประการที่แปด ประชาคมวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าการบริโภคผลิตภัณฑ์จากสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมจะปลอดภัยต่อสุขภาพและจะไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในระยะยาว ดังที่พบว่ามีงานศึกษาที่เป็นอิสระจำนวนหนึ่งได้รายงานผลการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบมาเป็นระยะ ในขณะที่สมาคมทางการแพทย์สำคัญๆ เช่น British Medical Association, German Medical Association , American Public Health Association, California Medical Association, American College of Physicians เป็นต้น เสนอแนะให้รัฐบาลบังคับติดฉลากสินค้าดัดแปรพันธุกรรม เพื่อติดตามความเสี่ยงระยะยาว
     
    ประการที่เก้า พืชดัดแปรพันธุกรรมที่ผลักดันให้มีการทดลองภาคสนามในประเทศไทย นับตั้งแต่ฝ้ายบีทีมอนซานโต้ มะละกอจีเอ็มโอต้านทานโรคไวรัสใบด่างจุดวงแหวนคอร์แนล และข้าวโพดจีเอ็มโอมอนซานโต้ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรที่มีต่างชาติเป็นผู้ครอบครอง ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีของเราเองแต่ประการใด การอนุญาตให้ปลูกทดลองในแปลงเปิดเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อที่จะได้ปลูกเชิงพาณิชย์เท่านั้น
     
    ประการที่สิบ ประเทศไทยสามารถเลือกแนวทางการพัฒนาการเกษตรที่ดีกว่า มีความเสี่ยงน้อยกว่า ผู้บริโภคให้การยอมรับมากกว่า โดยให้ความสำคัญกับการผลิตที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ อาทิเช่น การวิจัยเพื่อฟื้นฟูและใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ การส่งเสริมให้บริษัทท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชนพัฒนาการปรับปรุงพันธุ์โดยวิธีปกติจนสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพได้เอง ตัวอย่างกรณีของการพัฒนาเมล็ดพันธุ์และผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวาน เป็นต้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาเกษตรกรรมอินทรีย์ซึ่งเป็นแนวทางที่เกษตรกรรายย่อย ผู้ประกอบการภาคเอกชน ได้ผลักดันร่วมกันมานับแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 และล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ประกาศให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค
     
    ด้วยเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาแล้ว องค์กรซึ่งมีรายชื่อตามจดหมายนี้จึงขอเสนอต่อ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้โปรดทบทวนนโยบายและการดำเนินการเกี่ยวกับพืชดัดแปรพันธุกรรมดังต่อไปนี้
     
    หนึ่ง ขอให้ยับยั้งการอนุญาตให้มีการปลูกทดลองพืชจีเอ็มโอในแปลงเปิด จนกว่าประเทศไทยจะมีกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ ซึ่งกำหนดให้มีการชดเชยความเสียหายและรับผิดชอบกรณีที่เจ้าของหรือผู้ปลูกพืชดัดแปรพันธุกรรมทำให้เกิดการปนเปื้อนทางพันธุกรรมกับพืชทั่วไป พืชที่ปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ หรือทำให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรชีวภาพ/ทรัพยากรธรรมชาติในระหว่างที่ไม่มีกฎหมายข้างต้น ให้มีการอนุญาตในการปลูกทดลองพืชดัดแปรพันธุกรรมในโรงเรือนทดลอง หรือให้ห้องปฏิบัติการเท่านั้น
     
    สองขอให้แต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติ ภายใต้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัดทำยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนและเกษตรกรรมอินทรีย์ ทั้งนี้โดยให้มีตัวแทนของผู้ที่เกี่ยวข้องจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเครือข่ายเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่น องค์กรสาธารณประโยชน์ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการให้ยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรของประเทศสามารถเชื่อมโยงประสานกันโดยไม่ขัดแย้งกัน
     
    สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ ตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เกษตรกรยั่งยืน จากพื้นที่ 14 อำเภอในเชียงใหม่ ซึ่งมีสมาชิกกว่า 1,000 ครัวเรือน ได้ยื่นหนังสือผ่านทางนายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ โดยตัวแทนเกษตรกรรายหนึ่งกล่าวว่า อยากให้รัฐบาลมีการทบทวน ตัดสินใจเรื่องนี้ด้วยความรอบคอบ เพราะเมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรใช้เพาะปลูกกันทุกวันนี้เราก็ไม่รู้ว่ามันมาจากไหน ทั้งหมดต้องเป็นไปเพื่อรักษาอธิปไตยทางอาหาร และความยั่งยืนของเกษตรกร
     
     
    - ชมบรรยากาศการยื่นหนังสือที่ศาลากลาง จ.เชียงใหม่: http://youtu.be/_ad3lwXT6xU
    - ชมการเนื้อหาการเสวนา เดินหน้า GMO บรรษัทกำไร ประชาชนไทยล่มจม?: http://www.youtube.com/playlist?list=PLs7l-zYsBZRjRqsXy9OjD9h0Nvi4D4boT
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เครือข่ายประกันสังคมประกาศเดินหน้าปฏิรูปประกันสังคมเพื่อคนทำงาน สปช. ชี้หากรัฐบาลไม่ฟังเสียงผู้ประกันตน ถือว่าเป็นการลักไก่ไม่ชอบธรรม ด้าน สนช.เดินหน้าพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมต่อ ตอบหยุดไม่ได้เพราะคำสั่ง ครม.หากจะเบรกต้องให้รัฐมนตรีแรงงานดึงกลับไปสร้างการมีส่วนร่วมเองประกาศพรุ่งนี้ (31) เข้าพิจารณา เสนอตั้งนายมนัส โกศล และเครือข่ายอีก 6 คน เป็นกรรมาธิการ

    30 ต.ค. 2557 เครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) ประกอบด้วย 14 องค์กรด้านแรงงาน ราว 100 คน ชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเพื่อยื่นหนังสือต่อรองประธานสมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) นายสุรชัย เลี้ยงบุญชัย เพื่อให้ชะลอการนำร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม(ฉบับที่..)พ.ศ. ….ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเสนอเข้าวาระการประชุมของ สนช.

    นายมนัส โกศล ตัวแทนเครือข่ายฯ กล่าวว่า ด้วยทราบว่าสนช.มีการบรรจุร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่..) พ.ศ. …. (คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ) ในระเบียบวาระการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติครั้งที่ 19/2557 วันที่ 30 ตุลาคม 2557 ซึ่งมีสาระสําคัญส่วนใหญ่คล้ายกับร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม ฉบับคณะรัฐมนตรีเสนอก่อนยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนธันวาคม 2556 โดยผู้ที่เกี่ยวข้องกับประกันสังคมส่วนใหญ่ยังไม่มีส่วนร่วมในการพิจารณา เสนอแนะต่อร่างกฎหมายฉบับนี้ ในขณะที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติกําลังจะเร่งพิจารณา

    ในการนี้ เครือข่ายประกันสังคมคนทํางาน (คปค.) ได้ศึกษาร่างพระราชบัญญัติประกันสังคมฉบับดังกล่าวแล้ว จึงมีข้อเสนอต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติดังนี้

    (1) ควรชะลอเวลาในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ) และขอให้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากตัวแทนภาคประชาสังคมที่เกี่ยวของ ทั้งฝ่ายผู้ประกันตน (มาตรา 33, มาตรา 39 และมาตรา 40) ฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายสถานพยาบาล และหน่วยราชการต่างๆ เช่นกระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย

    (2) ด้วยร่างกฎหมายประกันสังคมดังกล่าวมีหลายประเด็นไม่สอดคล้องกับหลักการ 4 ประการ เพื่อการปฏิรูปประกันสังคม “หลักประกันเพื่อคืนความสุขสู่ประชาชน” ที่เครือข่ายประกันสังคมคนทํางาน (คปค.) เคยเข้าพบหารือกับรองประธานสภานิติบัญญัติ (นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย) เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2557 แม้บางประเด็นในร่างกฎหมายได้มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิม และสามารถที่จะปรับปรุงแก้ไขร่างกฎหมายประกันสังคมให้ดีไปอีกตามหลักการการปฏิรูปประเทศ โดยขอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้พิจารณาแต่งตั้งผู้แทนเครือข่ายประกันสังคมคนทํางาน (คปค.) ซึ่งประกอบด้วย 14 องค์กร เข้าร่วมในการพิจารณาร่างกฎหมายประกันสังคม

    (3) เนื่องจากกระบวนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ) ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ไม่มีร่างพระราชบัญญัติของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และเครือข่ายประกันสังคมคนทํางาน (คปค.) เข้าสู่การพิจารณาคู่ขนานไปด้วยกัน ทําให้การพิจารณาปรับปรุงแก้ไขร่างกฎหมาย อาจไม่มีข้อมูลและความเห็นรอบด้านและเป็นปัจจุบัน จึงขอให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมพิจารณาร่างกฎหมายประกันสังคมดังกล่าวด้วย ก่อนที่จะนําไปสู่การลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวให้ใช้บังคับต่อไป

    โดยทางนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับดังกล่าวยังไม่ได้เข้าสู่การประชุมเพื่อพิจารณา แต่จะเข้าสู่การพิจารณาในวันพรุ่งนี้ ซึ่งคงยับยั้งหรือชะลอการนำเข้าพิจาารณาไม่ได้ ด้วยทางคณะรัฐมนตรีมีมติให้นำเข้า หากเครือข่ายฯต้องการให้ชะลอต้องบอกให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานดึงร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมออกไปก่อนเพื่อรับฟังข้อเสนอ เมื่อมาสู่การพิจาณาของ สนช.ก็คงอยู่ที่ว่าสมาชิกสภาฯจะเห็นว่าอย่างไร ซึ่งทาง สนช.ก็จะมีการเว้นเรื่องระเบียบข้อบังคับเพื่อให้มีการปรับปรุงแก้ไขได้ในขั้นกรรมาธิการแรงงาน โดยได้เสนอให้มีนายมนัส โกศล เข้าไปเป็นตัวแทน และมีสัดส่วนของแรงงานอีก 6 คน ซึ่งก็ให้เสนอเข้ามาว่าเป็นใครบ้าง

    ทั้งนี้ในวันเดียวกันเครือข่ายฯได้ยื่นหนังสือต่อสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อให้ทราบว่าทางคณะรัฐมนตรีได้บรรจุร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมเข้า สนช.แล้ว และต้องการให้ สปช.สนับสนุนกระบวนการปฏิรูปประกันสังคมคนทำงานของแรงงานด้วยโดยมี นางสารี อ๋องสมหวัง นายวิทยา กุลสมบูรณ์ และนางสาวสุภัทรา นาคะผิว สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มารับหนังสือ

    โดยนางสารี อ๋องสมหวัง สมาชิก สปช.กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นผู้ประกันตนคนหนึ่งก็ได้เห็นถึงความเสียเปรียบของผู้ประกันตนในด้านสิทธิ สวัสดิการ การเข้าถึงสิทธิของกองทุน และเห็นถึงจุดอ่อนของการบริหารจัดการกองทุน และร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับนี้ยังขาดการมีส่วนร่วมจากผู้ประกันตน ด้วยสถานการณ์ที่มีการนำร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมเข้าสู่วาระการประชุมหากผ่านวาระที่ 1 การแก้ไขเพื่อนำเอาข้อเสนอของตัวแทนผู้ประกันตนที่มาร้องในวันนี้เข้าสู่การพิจารณาหลักการใหญ่คงไม่ได้แน่ด้วยสถานการณ์ที่ไม่ปกติของ สนช.

    สารี ระบุว่า เห็นด้วยกับการนำร่างออกมาเพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม ที่ทำได้คือการชะลอร่างกฎหมายฉบับนี้ไว้ก่อน เพื่อสร้างหลักการที่สอดคล้องกัน เพราะบางประเด็นก็ต้องปรับปรุงให้ดีกว่าเดิมที่มีอยู่ไม่ใช่ลดลง การที่นำร่างกฎหมายประกันสังคมเข้าโดยเร่งด่วนเช่นนี้ถือเป็นการลักไก่ประชาชนผู้ประกันตน

    นางสาวสุภัทรา นาคะผิว สมาชิก สปช. กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเองจะเข้าไปเป็นตัวแทนในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คิดว่าหลักการกระบวนการร่างกฎหมายของภาคประชาชนเพื่อสร้างแนวทางการมีส่วนร่วม โดยการล่าลายมือชื่อต้องทำได้จริง ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมที่ขบวนแรงงานร่วมกับภาคประชาชนช่วยกันลงลายมือชื่อนั้นดีอยู่ในหลักการแต่กลับไม่ได้รับการพิจารณา วันนี้เพียงที่จะนำหลักการมาเสนอต่อ สนช.ให้ชะลอร่างแล้วมาทำกระบวนการร่วมกันใหม่ ตนคิดว่า สนช.ต้องรับฟังข้อเสนอและนำร่างออกมาก่อน ช่วยกันพิจารณาอย่างมีส่วนร่วม

    จากนั้นก็มีการประกาศเจตนารมณ์โดยนางสาววิไลวรรณ แซ่เตีย รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ว่าตามที่เครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน 14 องค์กรได้ร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการปฏิรูประบบประกันสังคมนั้น บัดนี้ทางครม.ได้มีมติในการนำร่างกฎหมายประกันสังคมเร่งเข้าสู่การพิจารณา ซึ่งเห็นว่าเนื้อหายังไม่ใช่การปฏิรูปหรือก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ประกันตนอย่างแท้จริง หากต้องการปฏิรูปจริงต้องมีการเปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนได้มีส่วนร่วมปฏิรูปในครั้งนี้ด้วยการฟังเสียงผู้ประกันตน หากทาง สนช.ยังคงเดินหน้าพิจารณาร่างกฎหมายประกันสังคมฉบับนี้ ทางเครือข่ายฯจะร่วมพลังกันขับเคลื่อนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการปฏิรูประบบประกันสังคมต่อไปเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดต่อผู้ประกันตน
     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai