Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    หลังจากเมื่อปีที่แล้วประชาชนส่วนหนึ่งในฮ่องกงพากันประท้วงใหญ่เป็นเวลาหลายเดือนเพื่อต่อต้านแผนการเลือกตั้งจากทางการจีนที่ไม่ได้ให้เสรีกับการลงสมัคร ล่าสุดทางการฮ่องกงเผยแผนเลือกตั้งใหม่แต่ก็ยังผูกติดอยู่กับทางการกลางจีน ทำให้แกนนำ น.ศ. โจชัว หว่อง เผยว่าอาจจะมีการประท้วง "ยึดครองย่านใจกลาง" อีกครั้ง

    24 เม.ย. 2558 รัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกงเปิดเผยแผนปฏิรูปการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 เม.ย. ที่ผ่านมาโดยจะมีการให้โหวตข้อเสนอปฏิรูปดังกล่าวผ่านสภาภายในช่วงกลางปีนี้ ซึ่งในปีที่แล้วแผนจัดการเลือกตั้งจากทางการจีนทำให้เกิดการประท้วงใหญ่ "ออคคิวพายเซ็นทรัล" หรือ "ยึดครองย่านใจกลาง" ในย่านต่างๆ ของฮ่องกงเป็นเวลาหลายเดือนเนื่องจากไม่พอใจที่ทางการจีนต้องการคัดเลือกผู้ลงสมัครให้

    แชนนอน เทียซซี ผู้เขียนบทวิเคราะห์ในเดอะพิลโพลแมตระบุว่าข้อเสนอปฏิรูปใหม่นี้ระบุให้การเลือกตั้งผู้ว่าการฮ่องกงที่จะมีขึ้นในปี 2560 เป็นไปโดยผู้ลงสมัครชิงชัยในการเลือกตั้งทั้งหมด 3 คนจะต้องได้รับการรับรองจากคณะกรรมการประจําสภาประชาชนแห่งชาติ (NPCSC) อย่างน้อยครึ่งหนึ่งจากคณะกรรมการทั้งหมด 1,200 คน ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าคณะกรรมการเหล่านี้จะคัดเลือกแต่เฉพาะผู้ลงสมัครที่เข้าข้างทางการกลางของจีนมากกว่าผู้ลงสมัครที่มีลักษณะสนับสนุนประชาธิปไตย

    ก่อนหน้านี้คณะกรรมการจากทางการจีนจะเป็นผู้ลงคะแนนโหวตเพื่อแต่งตั้งผู้นำเขตบริหารพิเศษฮ่องกงซึ่งเป็นพื้นที่ๆ กลับเป็นส่วนหนึ่งของจีนในปี 2540 โดยมีข้อตกลงร่วมกับอังกฤษซึ่งเป็นอดีตเจ้าอาณานิคมของเกาะนี้ให้ฮ่องกงมีอิสระในการบริหารและมีสิทธิเสรีภาพมากกว่าเมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ ของจีน

    ขณะที่เหลียงชุนอิง ผู้ว่าการเกาะฮ่องกงกล่าวว่าข้อเสนอนี้เป็น "ก้าวสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยในฮ่องกง" แต่กลุ่ม ส.ส.ที่สนับสนุนประชาธิปไตยพากันประท้วงคัดค้านแผนการปฏิรูปด้วยการเดินออกจากห้องประชุมนำเสนอแผนการ

    บทบรรณาธิการของสื่อเซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ระบุว่า สิ่งที่จะทำให้ประชาธิปไตยฮ่องกงก้าวหน้าได้ต้องมีการเลือกตั้งแบบหนึ่งคนหนึ่งเสียงรวมถึงมีการสนับสนุนจากฝ่ายประชาธิปไตยด้วย แต่ข้อเสนอล่าสุดนี้กลับดูเหมือนเป็นแผนการแบบเดิมของทางการจีน

    อย่างไรก็ตาม ร่างข้อเสนอปฏิรูปดังกล่าวยังต้องการคะแนนเสียงสนับสนุนจาก ส.ส.เพิ่มเติมอย่างน้อย 4 เสียงเพื่อให้มีคะแนนเสียง 2 ใน 3 ถึงจะมีการรับรองข้อเสนอ บทวิเคราะห์ในเดอะดิพโพลแมตระบุว่าถ้าหากกลุ่ม ส.ส.หนุนประชาธิปไตย 27 คนโหวตต้านข้อเสนอนี้ตามที่วางแผนเอาไว้ก็อาจจะทำให้การเลือกผู้นำคนต่อไปของฮ่องกงในปี 2560 กลับไปเป็นแบบแต่งตั้งโดยคณะกรรมการ

    แต่ผู้คนจำนวนมากก็ไม่เชื่อว่าการยอมรับการปฏิรูประบบเลือกตั้งฮ่องกงโดยทางการจีนจะดีไปกว่าการไม่ได้เลือกอะไรเลย โดยผลโพลล์บนเว็บไซต์ของเซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ซึ่งจัดทำตั้งแต่ปีที่แล้วระบุว่าร้อยละ 90 ของผู้ตอบแบบสอบถามไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอปฏิรูปที่ให้อำนาจการคัดเลือกผู้สมัครโดยทางการจีน

    ทั้งนี้ ยังมีผู้ประท้วงอีกหลายร้อยคนรวมตัวกันหน้าสภา พวกเขาพากันโบกธงชาติจีนเพื่อแสดงการสนับสนุนข้อเสนอปฏิรูปดังกล่าวโดยบอกว่าเป็นการทำให้ฮ่องกงก้าวต่อไปข้างหน้า ขณะที่ผู้ประท้วงอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีขนาดเล็กกว่าพากันถือร่มสีเหลืองซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของขบวนการประชาธิปไตยในฮ่องกง พวกเขาพากันเรียกร้องให้มี "การเลือกตั้งที่ทั่วถึงอย่างแท้จริง" ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่ต้องการให้คณะกรรมการจากทางการกลางคัดเลือกผู้แทนให้แต่ต้องการให้มีสิทธิในการเสนอชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งและมีการลงคะแนนโดยเสรี อีกทั้งยังเรียกร้องให้เหลียงชุนอิงลาออกจากตำแหน่ง

    กลุ่มผู้ประท้วงฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยให้สัมภาษณ์ต่อสื่ออัลจาซีราว่าพวกเขาวางแผนจะจัดชุมนุมอีกในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ โดยโจชัว หว่อง ผู้นำกลุ่มนักเรียนนักศึกษาในฮ่องกงกล่าวว่าอาจจะมีการประท้วง "ยึดครองย่านใจกลาง" อีกครั้งแบบเดียวกับการประท้วงในปีที่แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้กลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยบอกว่าการเลือกตั้งที่มีการจัดหาผู้ลงสมัครโดยทางการจีนเป็น "ประชาธิปไตยเทียม"

     

    เรียบเรียงจาก

    Hong Kong election candidates to be screened, Aljazeera, 22-04-2015
    http://www.aljazeera.com/news/2015/04/hong-kong-electoral-reform-150422042614835.html

    Hong Kong's Election Reform Plan Sparks Debate, Protests, The Diplomat, 23-04-2015
    http://thediplomat.com/2015/04/hong-kongs-election-reform-plan-sparks-debate-protests/

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    'บวรศักดิ์' ไม่ยอมรับหรือปฏิเสธชัดเจนถึงข้อเสนอการเลื่อนเลือกตั้งและการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทย ด้าน 'วิษณุ' ชี้เนื้อหาร่าง รธน.ยาวเกินไป หากจะเลื่อนเลือกตั้งต้องแก้รัฐธรรมนูญ

     
    24 เม.ย. 2558 เว็บไซต์ Thai PBSรายงานว่านายบวรศักดิ์  อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวยืนยันถึงการทำหน้าที่่ตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดไว้และเป็นไปตามโรดแมปของ คสช. ซึ่งหากจะมีการปรับเปลี่ยนต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว และย้ำว่าหากเห็นว่าเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญมีข้อบกพร่อง ก็ขอให้สะท้อนความเห็นเข้ามาประกอบการพิจารณาและดำเนินการปรับแก้ต่อไป โดยไม่ตอบรับหรือปฏิเสธข้อเสนอต่อกรณีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไป
     
    "กมธ.ยกร่างฯ และ สปช.มีหน้าที่ต้องทำตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งเป็นโรดแมปที่เขียนอยุ่ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ว่าวันที่ 23 ก.ค.นี้ ต้องเสนอร่างสุดท้ายต่อ สปช. และ 6 ส.ค. สปช.ต้องลงมติ สปช.จะรับหรือไม่รับเป็นอำนาจของ สปช." นายบวรศักดิ์ ระบุ
     
    ขณะที่นายอลงกรณ์ พลบุตร เลขานุการ วิป สปช. ระบุชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการเลื่อนการเลือกตั้งออกไป โดยเห็นว่าเป็นผลเสียมากกว่าผลดี จึงควรเดินตามโรดแมปเพื่อให้บ้านเมืองคืนสู่ครรลองประชาธิปไตย
     
    "ข้อเสนอดังกล่าวอาจเป็นข้อเสนอเชิงประชดประชัน ผมเห็นว่าการทำให้ประเทศชาติสงบเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปหรือการเลือกตั้งที่จะมาถึง ผู้ที่เสนออันได้แก่ บรรดาพรรรคการเมืองใหญ่อย่างน้อย 2 พรรค  กลุ่มการเมืองใหญ่ 2 กลุ่ม มีบทบาทสำคัญในการทำให้เรื่องนี้เป็นจริง" นายอลงกรณ์กล่าว
     
    ทั้งนี้นายบวรศักดิ์จะลงนามในหนังสือพร้อมแนบร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกส่งถึง คสช. ครม. สนช. พรรคการเมือง และสื่อมวลชนในวันที่ 26 เมษายนนี้ เพื่อขอความเห็นจากทุกฝ่ายว่าข้อบัญญํติใดของร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นปัญหา หากคงไว้จะเกิดความวุ่นวายเพื่อสรุปรวมประกอบการทบทวนปรับปรุงแก้ไขในช่วง 60 วันสุดท้ายของการยกร่างรัฐธรรมนูญ และในระหว่างวันที่ วันที่ 1 - 6 มิถุนายนนี้ กรรมาธิการยกร่างฯ จะเชิญทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง ทั้ง คสช. สนช. พรรคการเมือง เข้าให้ความเห็นอย่างเป็นทางการอีกด้วย
     
    สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อภิปรายเสนอแนะและขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกถึงภาคที่ 4 เรื่องการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองแล้ว ยังคงเหลือบทเฉพาะกาล ซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายของร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมด และยังคงเหลือกรอบเวลาในการพิจารณาอภิปรายอีก 2 วัน ถึงวันที่ 26 เมษายนนี้ วิป สปช.ยืนยันว่าจะบริหารจัดการเวลาให้สามารถปิดการอภิปรายได้ในเวลา 21.00 น. ของวันที่ 26 เมษายนนี้
     
     
    'วิษณุ' ชี้เนื้อหาร่าง รธน.ยาวเกินไป
     
    ด้านสำนักข่าวไทยรายงานว่านายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้รายงานพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถึงความคืบหน้าที่จะเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาเล่าประสบการณ์การแก้ปัญหาวิกฤติการเมืองในประเทศ  โดยล่าสุดได้ข้อสรุปที่จะเชิญผู้แทนจากประเทศฝรั่งเศสและเยอรมันนี มาประมาณ 3-4 คน ระหว่างนี้รอการตอบรับบุคคลและนักวิชาการที่จะมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ภายในเดือนพฤษภาคม ซึ่งความจริงแล้วมีหลายประเทศที่อยู่ในความสนใจเชิญมาเล่าประสบการณ์แต่ติดเงื่อนไขห่วงเวลาที่จำกัด
     
    รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าสำหรับการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในส่วนของ ครม. ซึ่งตนมีส่วนรับผิดชอบ และในส่วนของ คสช. ได้มีการหารือในรายละเอียดเกี่ยวกับเนื้อหาในขั้นต้นแล้ว และได้ข้อสรุปว่าจะต้องหารือกันอีกครั้งเพื่อให้ได้ข้อสรุปร่วมกัน ผนึกความเห็นของ ครม.และ คสช. ร่วมกัน ยื่นต่อกรรมาธิการยกร่างฯ เพื่อให้ข้อเสนอแนะมีน้ำหนักมากขึ้น
     
    “ร่างรัฐธรรมนูญ ที่ กรรมาธิการยกร่างฯ มา 315 มาตรา นั้น จำนวนมาตราไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่ความสำคัญอยู่ที่เนื้อหา ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีจำนวนมาตรามากเกินไป สามารถที่จะตัดทอนเนื้อหาบางส่วนออกได้ 20-30 มาตราซึ่งจะเสนอต่อกรรมาธิการยกร่างฯ ต่อไป  โดยนำส่วนที่ตัดออกไปเขียนไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญแทนได้ เช่น รัฐธรรมนูญที่ประเทศอินเดีย มีมาตราน้อย แต่เนื้อหาในบางมาตรามีมากถึง 5 หน้า” นายวิษณุ กล่าว
     
    ต่อข้อถามว่าพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้มีการทำประชามติ และยอมให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไป  นายวิษณุ กล่าวว่า พร้อมรับฟังข้อเสนอ แต่ยังไม่ตัดสินใจ ในขณะนี้ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หากรัฐบาลตัดสินใจทำประชามติ ทำให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไป  ก็จะมีกลุ่มการเมืองออกมาแสดงความคิดเห็นตำหนิรัฐบาล ว่าไม่เดินตามโรดแมปที่สัญญาไว้กับประชาชน
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    รายการคืนความสุข พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่ามาตรา 44 เป็นเพียงเครื่องมือที่อำนวยความสะดวกในการแก้ปัญหา พร้อมกับเรียกร้องให้ประชาชน "อย่ากังวล" กับการใช้มาตรา 44 ให้มากนัก

     
     
    24 เม.ย. 2558 เว็บไซต์ Thai PBS รายงานว่าในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่าเรื่องการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวในการแก้ปัญหาเร่งด่วนต่างๆ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเรื่องการทำประมงผิดกฎหมาย IUU ซึ่งส่งผลให้คณะกรรมาธิการยุโรปตัดสินใจให้ "ใบเหลือง" ประเทศไทยเพื่อส่งสัญญาณเตือนให้ไทยเร่งแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง ซึ่งนายกฯ ยืนยันว่ามาตรา 44 เป็นเพียงเครื่องมือที่อำนวยความสะดวกในการแก้ปัญหา พร้อมกับเรียกร้องให้ประชาชน "อย่ากังวล" กับการใช้มาตรา 44 ให้มากนัก
     
    รัฐบาลยกเลิกการใช้กฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 1 เม.ย.2558 โดยให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวแทน ซึ่งบางกลุ่มมองว่าเป็นการให้อำนาจทหารอย่างกว้างขวางมากกว่าเดิม แต่นายกฯ ได้ยืนยันมาโดยตลอดว่าจะให้อำนาจตามมาตรา 44 อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้มาตรา 44 ในการแก้ปัญหาเร่งด่วน เช่น การตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบินของไทยไม่ผ่านมาตรฐานขององค์การการบินระหว่างประเทศ (ICAO) การโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในกระทรวงศึกษาธิการเพื่อแก้ปัญหาการบริหารงานในกระทรวงและคณะกรรมการที่สำคัญ และล่าสุดเตรียมการที่จะใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ไขปัญหาการจัดการการทำประมงผิดกฎหมาย ภายหลังจากที่อียูให้ใบเหลืองไทยเนื่องจากเห็นว่าไทยยังมีมาตรการที่ไม่ดีพอในการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (Illegal, unreported and unregulated fishing หรือ IUU)
     
    ทั้งนี้นายกฯ ได้แจกแจงเรื่องการใช้มาตรา 44 ว่าการแก้ปัญหา IUU ถือว่าเป็นวาระแห่งชาติ  โดยมีการใช้มาตรา 44 เพื่อบูรณาการการแก้ปัญหาเท่านั้น รัฐบาล คสช.เข้ามาโดยที่รู้ว่ามีปัญหานี้อยู่แล้ว พอยกเลิกกฎอัยการศึกไปก็มีมาตรา 44 มาใช้แทน ซึ่งก็คือกฎอัยการศึกเดิมที่เอามาใช้บางข้อเพื่อให้เกิดการบูรณาการ เพื่อรวบทุกอย่างให้ทำได้โดยเร็ว ไม่ติดขัดและนำไปสู่การปฏิบัติได้เลย แต่ในระยะยาวต้องใช้กฎหมายในการดำเนินการไม่ใช่เอามาตรา 44 ไปแก้ทุกเรื่อง เอามาตรา 44 ไปแก้ไขปัญหามะนาวแพง แก้ปัญหาเศรษฐกิจ หรือปัญหา ICAO ลดระดับมาตรฐานการบินไม่ได้ ปัญหาเหล่านี้ต้องแก้ทั้งระบบ มาตรา 44 เป็นการอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ทหารไปช่วย
     
    ส่วนเรื่องที่อียูให้ใบเหลืองไทยเรื่องการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายนั้น ประเทศไทยต้องยอมรับ โทษใครไม่ได้ และต้องแก้ไขให้ได้ซึ่งรัฐบาลนี้พยายามแก้เต็มที่ โดยใช้มาตรา 44 เพื่อให้ทำงานได้ แต่ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะแก้ไขได้เสร็จภายใน 6 เดือน ขณะนี้ยังมีเรือประมงมาขึ้นทะเบียนไม่ครบ ผู้ประกอบการยังจ้างแรงงานโดยไม่ถูกกฎหมาย การแก้ปัญหาเรื่องนี้จึงต้องขึ้นอยู่กับการร่วมมือของทุกฝ่าย และยังขึ้นอยู่กับการประเมินของคนอื่น
     
    การที่อียูให้ใบเหลืองเป็นเรื่องที่คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว เพราะไทยมีปัญหามาก ลำพังแค่การจดทะเบียนเรือประมงอย่างเดียวก็ใช้เวลามากแล้ว การที่อียูให้เวลาเพียงไม่กี่เดือนจึงไม่น่าจะแก้ปัญหาได้หมด อย่างไรก็ตาม ต่อไปนี้จะให้มีการตั้งศูนย์ต่างๆ ตามท่าเรือต่างๆ ให้มีทหารตำรวจไปเฝ้าเรือเข้า-ออกท่า ถ้าออกไปแล้วไม่กลับ ไม่รายงาน ลูกเรืออยู่ไหนไม่รู้ ถือเป็นความผิด นอกจากนี้ยังต้องมีการแก้ไขกฎหมายประมง กำหนดให้มีการติดตั้ง GPS และ VMS เพื่อติดตามตำแหน่งของเรือ รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ควบคุมประมงชายฝั่ง ซึ่่งถ้ารอกฎหมายปกติจะดำเนินการไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องใช้มาตรา 44 ไปทำเมื่อตั้งศูนย์ฯ ได้แล้วก็ใช้กฎหมายปกติดำเนินการกับผู้กระทำความผิด
     
    นายกฯ กล่าวว่ากรณีของการให้ใบเหลืองนั้น ไม่ควรมองว่าอียูมาจับผิดประเทศไทย เพราะเป็นมาตรการที่เขาใช้กับทุกประเทศ แต่ยอมรับว่าเป็นมาตรการที่หนักพอสมควร ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขมานาน ทั้งนี้ระหว่างการไปประชุมที่ประเทศอินโดนีเซียได้หารือกับประธานาธิบดีอินโดนีเซียในเรื่องนี้ซึ่งผู้นำอินโดนีเซียก็ยินดีสนับสนุนไทยในการแก้ปัญหาภาพรวมของการประมงอาเซียน รวมทั้งหารือถึงเรื่องเรือประมงไทยที่ไปทำความผิดอยู่ที่อินโดนีเซียว่าจะนำกลับมาดำเนินคดีตามกฎหมายได้อย่างไร
     
    "มาตรา 44 อย่าไปกังวลกันมากนักเลย สนใจอยู่นั้นแหละพอเลิกกฎอัยการศึกก็มา 44 อีกแล้ว จาก 44 จะไปอะไรอีกล่ะ รู้สึกมันไม่ไว้ใจกันเลยนะ" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
     
    การปรับย้ายข้าราชการส่วนใหญ่เป็นไปตามวาระคือเดือนเมษายนและตุลาคม แต่สำหรับข้าราชการที่มีคดีผิดกฎหมายหรือพบว่าทุจริตก็ต้องเอาออกจากหน้าที่ตรงนั้นก่อน ซึ่งการเอาออกจากหน้าที่นั้นค่อนข้างยากเพราะมีกฎหมายของ กพ.อยู่ จึงต้องใช้มาตรา 44 มาอำนวยความสะดวกให้การสอบสวนเป็นไปอย่างรวดเร็ว สะดวก เจ้าหน้าที่ไม่อึดอัด ดังนั้นจึงไม่ใช่การเอามาตรา 44 มาปราบโกง แต่เอามาใช้เพื่ออำนวยความสะดวก ส่วนการปราบโกงนั้นให้ใช้กฎหมายปกติ
     
    ส่วนการการสร้างความปรองดองนั้น นายกฯ กล่าวว่าใช้มาตรา 44 มาสร้างความปรองดองไม่ได้เพราะเป็นเรื่องของความยินยอมของแต่ละคน
     
    "ฝ่ายที่ขัดแย้งกันจะยอมรับการปรองดอง คือพูดจากัน เลิกทะเลาะกัน ไม่ใช้กำลังต่อกันหรือไม่ แต่ถ้ามีความผิดอยู่แล้ว จะให้เอามาตรา 44 ไปแก้ให้ปรองดอง ให้เลิกกัน ให้ยกโทษความผิด ผมทำให้ไม่ได้ เข้าใจซะด้วยนะ เขาเรียกว่าถ้าใช้แบบนั้นเป็นการใช้มาตรา 44 ในทางที่ผิดนะ" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
     
    นายกฯ ได้กล่าวถึงการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 6 และ 7/2558 เรื่องการปรับเปลี่่ยนผู้บริหารและคณะกรรมการชุดต่างๆ ในกระทรวงศึกษาธิการว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาในกระทรวงจึงต้องปรับเปลี่ยนองค์กร ผู้ปฏิบัติงาน ผู้บริหารงาน และดูแลทุกอย่างให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยโดยตั้งคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา (Super Board) เพื่อมาช่วยขับเคลื่อนงานด้านการศึกษา ประกอบด้วยผู้มีความรู้ในเชิงบริหารและทางการศึกษามาพูดคุยและให้คำแนะนำ
     
    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่าตนติดตามฟังสมาชิกสปช.ให้ความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญทุกวัน และย้ำให้ทุกฝ่ายช่วยทำให้รัฐธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูป ถ้ารัฐธรรมนูญเป็นสากลอย่างเดียวหรือเป็นแบบเดิมจะปฏิรูปได้หรือไม่ อยากให้มีการฟังความเห็นจากหลายฝ่ายรวมทั้งจากต่างประเทศด้วย เพราะที่ผ่านมาเป็นการคิดกันเอง เถียงกันเอง ทะเลาะกันเองมาตลอด เลียนแบบเขาบ้าง ไม่ใช่คิดเองทำเอง แล้วทะเลาะกันเองอยู่แค่นี้
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    กิจกรรม "เดินอาเซียน" ในการประชุมภาคประชาสังคมอาเซียนวันสุดท้ายที่มาเลเซียเป็นเจ้าภาพ นับเป็นกิจกรรมส่งท้ายที่ภาคประชาสังคมทั่วอาเซียนประกาศข้อเรียกร้องของพวกเขา รวมไปถึงหลายเรื่องที่พวกเขาแทบไม่สามารถนำเสนอได้ในบ้านเกิด-กระทั่งเป็นเรื่องต้องห้าม ตั้งแต่ สิทธิ LGBT - เรียกร้องปล่อยตัวนักศึกษาพม่า จนถึงผู้ต้องหา ม.112 - ตามหาสมบัด สมพอน จนถึงการตามหา "บิลลี่ พอละจี" - การเรียกร้องประชาธิปไตยในลาวและไทย จนถึงการหารือถึงอนาคตของปาตานี

    24 เม.ย. 2558 - ในการประชุมภาคประชาสังคมอาเซียน (ACSC/APF 2015) ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 22 - 24 เม.ย. นั้น เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ซึ่งเป็นการจัดงานวันสุดท้ายนั้น ในพิธีปิดของการประชุม ภาคประชาสังคมในอาเซียน 11 ประเทศ ซึ่งรวมถึงผู้เข้าร่วมประชุมจากติมอร์ตะวันออกด้วย ได้ร่วมกัน "เดินอาเซียน" หรือ "ASEAN Walk" จากสถานที่จัดงานคืออาคารพรรคสมาคมชาวจีนแห่งมาเลเซีย (Wisma MCA) มุ่งไปทาง ถนนอังปังใกล้ตึกแฝด KLCC และมีการกล่าวปิดการประชุมที่ลานกว้างริมถนนอัมปัง ย่านใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์

    ขบวน "ASEAN Walk" หลังปิดการประชุมภาคประชาชนสังคมอาเซียน (ASCS/APF 2015) ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2558

    อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการประชุมภาคประชาสังคมอาเซียน ที่มาเลเซียปีนี้ ไม่มีกระบวนการร่างแถลงการณ์ร่วมกันในการประชุมใหญ่ แต่เปลี่ยนเป็นการติดตามข้อเรียกร้องของภาคประชาชนในรอบหลายปีที่ผ่านมาแทน รวมทั้งติดตามกรอบวิสัยทัศน์ 10 ปี ของอาเซียนที่จะเริ่มขึ้นหลังปี 2015 ดังนั้น ในช่วงที่มีกิจกรรม "เดินอาเซียน" หรือ ASEAN Walk กลุ่มประชาสังคม กลุ่มทางสังคมต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างจึงชูป้ายผ้า และตะโกนคำขวัญที่กลุ่มของพวกเขาต้องการรณรงค์ และส่งเสียงไปยังสังคมอาเซียน เช่น มีผู้ร่วมกันเรียกร้องให้ติดตามคนที่หายสาบสูญอย่าง สมบัด สมพอน นักพัฒนาอาวุโสชาวลาว สมชาย นีละไพจิตร ทนายด้านสิทธิมนุษยชนจากประเทศไทย และเรียกร้องให้ปล่อยตัว สมยศ พฤกษาเกษมสุข นักสิทธิแรงงานชาวไทย ที่ถูกตัดสินจำคุกคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

    นอกจากนี้ชาวกะเหรี่ยงจากลุ่มน้ำแก่งกระจาน ที่มาร่วมกิจกรรมวันสุดท้ายดังกล่าว ยังเชิญชวนผู้ที่ร่วมเดินอาเซียนจากประเทศต่างๆ ติดป้ายชื่อ "บิลลี่" ที่หน้าอกเสื้อ เพื่อสื่อถึง "บิลลี่" พอละจี รักจงเจริญ นักต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนแห่งลุ่มน้ำแก่งกระจาน ที่หายตัวไปครบรอบ 1 ปีด้วย

    นอกจากนี้มีชาวมาเลเซียถือป้ายต่อต้านการบังคับใช้ภาษีสินค้าและบริการ หรือ GST ที่ประกาศใช้อัตราใหม่ร้อยละ 6 ทำให้ราคาสินค้าในมาเลเซียเพิ่มสูงขึ้น ป้ายต่อต้านโทษประหารชีวิต ขณะที่ป้ายผ้าที่ผู้เข้าร่วมชาวไทยได้เตรียมไว้ให้ผู้เข้าร่วมจากประเทศต่างๆ เขียนข้อความลงในป้ายผ้าก็ปรากฏข้อความหลากหลายตั้งแต่การเรียกร้องประชาธิปไตยในไทย สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ เสรีภาพของกลุ่มความหลากหลายทางเพศ ต่อต้านการสร้างเขื่อน ฯลฯ

     

    ขบวน "ASEAN Walk" หลังปิดการประชุมภาคประชาชนสังคมอาเซียน (ASCS/APF 2015) ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2558

    ด้านนักศึกษาพม่าที่มาร่วมงานประชาสังคมอาเซียน ได้เชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมการเดินจากประเทศต่างๆ ร่วมกันตะโกนคำขวัญ "ปล่อยนักศึกษาพม่า" เพื่อเรียกร้องให้ทางการพม่าปล่อยตัวนักศึกษาที่ถูกจับกุม หลังตำรวจพม่าสลายการชุมนุมของกลุ่มนักศึกษาที่เรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายการศึกษาฉบับใหม่ที่มีผลลิดรอนสิทธิการรวมกลุ่มของนักศึกษา และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการศึกษาในพม่า

    เช่นเดียวกับนักศึกษาจากปาตานี ได้ตะโกนคำขวัญ "Free Patani" และป้ายผ้าสนับสนุนให้ชาวปาตานี มีสิทธิในการกำหนดใจตนเองหรือ "Self-determination"

    ขณะที่เครือข่ายแรงงานจากกัมพูชาได้ตะโกนคำขวัญปกป้องสิทธิแรงงานข้ามชาติ และตะโกนคำขวัญ "ไชโย กัมพูชา" "ไชโย ภาคประชาชนอาเซียน" "ไชโย ประชาธิปไตย" เพื่อให้กำลังใจภาคประชาสังคมกลุ่มต่างๆ ที่ร่วมกันเดินรณรงค์

     

     

     

    ขบวน "ASEAN Walk" หลังปิดการประชุมภาคประชาชนสังคมอาเซียน (ASCS/APF 2015) ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2558

    ในส่วนของเจ้าภาพมาเลเซีย เป็นผู้ตั้งขบวนหน้าสุด นำขบวนโดย มาเรีย ชิน อับดุลลาห์ คณะกรรมการจัดงานอาเซียนภาคประชาชน (ACSC/APF 2015) และประธานแนวร่วมเพื่อการเลือกตั้งที่สะอาดและเป็นธรรม (Bersih 2.0) ซึ่งรณรงค์ให้มีการปฏิรูประบบการเลือกตั้งมาเลเซีย นอกจากนี้มีคณะกรรมการจัดการประชุมอาเซียนภาคประชาชนร่วมเดินด้วย นอกจากนี้มีเครือข่ายปกป้องแม่น้ำซาราวัก จากรัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย ได้ประกาศต่อต้านโครงการสร้างเขื่อนในรัฐซาราวัก มีการถือป้ายกระดาษ เขียนข้อความ "หยุดตัดสินใจแทนพวกเรา" ทั้งนี้ประชากรในรัฐบนเกาะบอร์เนียว ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันออกของมาเลเซีย เกรงว่าชาวบ้านที่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนจะได้รับผลกระทบต่อการดำรงชีวิต

    ขณะเดียวกันนักศึกษามาเลเซีย นักกิจกรรมแรงงาน และผู้สนับสนุนพรรคสังคมนิยมมาเลเซีย (PSM) ได้ถือป้ายต่อต้านรัฐบาลทหารในไทย และตะโกนคำขวัญขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

    นอกจากนี้กิจกรรมเดินอาเซียน ยังเปิดโอกาสให้กลุ่มทางสังคมที่ไม่สามารถทำกิจกรรมได้ภายในประเทศได้ส่งเสียงของพวกเขา โดยนักกิจกรรมพลัดถิ่นชาวลาว ได้ชูธงชาติลาวสมัยรัฐบาลราชอาณาจักรลาว โดยพวกเขาได้ตะโกนคำขวัญเรียกร้องให้ลาวมีประชาธิปไตย ไม่เอาเขื่อนในแม่น้ำโขง และตามหาสมบัด สมพอน นักพัฒนาชาวลาวที่หายตัวไปกว่า 2 ปี

    ขบวน "ASEAN Walk" หลังปิดการประชุมภาคประชาชนสังคมอาเซียน (ASCS/APF 2015) ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2558

    เช่นเดียวกับกลุ่มรณรงค์สิทธิ LGBT ในนาม ASEAN SOGIE Caucus หรือ คณะประชุมเพื่อสิทธิมนุษยชนในการส่งเสริมสิทธิความหลากหลายทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ และการแสดงออกทางเพศ ได้เดินรณรงค์สิทธิทางเพศเช่นกัน นอกจากนี้ในระหว่างการเดินขบวน พวกเขายังได้เชิญชวนกลุ่มประชาสังคมจากประเทศต่างๆ มาประกาศข้อเรียกร้องของแต่ละกลุ่มในการเดินขบวนของพวกเขาด้วย

    สำหรับพิธีปิดการประชุมภาคประชาสังคมอาเซียน (ASCS/APF 2015) ได้เชิญผู้แทนเยาวชนจากสภาเยาวชนติมอร์ตะวันออก มาเรีย ฟิโลเมนา ซัวเรส อลอรันเตส และ เอเคพี ม็อคตัน รองเลขาธิการสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน เป็นหนึ่งในผู้กล่าวปิดงาน

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    24 เม.ย.2558 ที่ห้องศรียานนท์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) นำแถลงผลการดำเนินงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในรอบ 6 เดือน โดยมี พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์, พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ, พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา, พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.อำนาจ อันอาตม์งาม ที่ปรึกษา (สบ 10), พล.ต.ท.จิตต์เจริญ เวลาดีวงณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร.ร่วมแถลง โดยมี ผู้แทน กต.ตร.กทม. สมาคมผู้ประกอบการวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ อาสาสมัครเหยี่ยวเวหา อาสาสมัครมูลนิธิต่างๆ ร่วมรับฟังกว่า 100 คน

    พล.ต.อ.อำนาจกล่าวถึงผลงานด้านการปกป้อง เทิดทูนและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ การรักษาความมั่นคงของชาติ และแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร.รับผิดชอบ ดังนี้

    จัดการคดีหมิ่นฯ เสร็จกว่า 200 คดี

    เรื่องการปกป้องสถาบันฯ ถือเป็นภารกิจที่มีความสำคัญสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดนโยบายในเรื่องนี้ไว้ 5 ด้าน คือ

    1. การรณรงค์ เทิดทูน เสริมสร้างจิตสำนึกของประชาชนให้มีความจงรักภักดีต่อสถาบันฯ

    2. ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางสื่อสมัยใหม่ เฝ้าระวังการสื่อสารข้อมูลที่ผิดกฎหมาย การสืบสวนหาข่าว การปิดช่องทางการกระทำผิด ทั้งเครือข่ายออนไลน์และเว็บไซต์ต่างๆ รวมถึงป้องกันไม่ให้ใช้ช่องทางเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐกระทำผิด

    3. เมื่อตรวจพบการกระทำผิดก็มีการสืบสวนดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด ตอนนี้ปิดเว็บไซต์ที่ใช้กระทำผิดไปแล้วจำนวน 25,069 เว็บไซต์ เพื่อยุติการแพร่กระจายของข่าวสาร
           
    4. เร่งรัดดำเนินคดีรายบุคคล ในปีที่ผ่านมามีคดีที่ค้างอยู่ทั้งสิ้น 443 คดี ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว 239 คดี ส่วนคดีที่อยู่นอกเหนือความรับผิดชอบได้ส่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษและอัยการสูงสุดรวม 76 คดี มีคดีที่อยู่ระหว่างการสอบสวน 128 คดี

    นอกจากนี้ยังมีการพัฒนากลไกการถวายความปลอดภัยให้มีประสิทธิภาพสูงสุด มีการทบทวนมาตรการการปฏิบัติของหน่วยปฏิบัติ พัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้และบุคลากร บูรณาการการปฏิบัติระหว่างหน่วยงานทั้งภายในและภายนอก พร้อมปรับปรุงระเบียบที่เกี่ยวข้องรวมทั้งทบทวนซ้อมแผนปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

    5. การส่งเสริมโครงการพระราชดำริหลายโครงการโดยมีกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนเป็นหน่วยงานรับผิดชอบร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง       

    1 พ.ค.นี้ พ.ร.บ.ชุมนุม เข้าวาระ 2 และ 3

    เรื่องนโยบายด้านความมั่นคงนั้น ขณะนี้ยังมีสถานการณ์ความขัดแย้งของกลุ่มต่างๆ ปรากฏอยู่ มีความเคลื่อนไหวทางด้านความคิด การจัดกิจกรรม การรวมกลุ่มสร้างพลังในการต่อรอง การก่อกวน การใช้ความรุนแรงซึ่งเป็นสถานการณ์ภายในประเทศเป็นหลัก สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ตลอดเวลา โดยเฉพาะสถานการณ์ด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองต่างๆ การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ การเคลื่อนไหวของกลุ่มเกษตรกร พลังงาน สาธารณูปโภค และสิ่งแวดล้อม ด้วยการชุมนุมต่างๆ ตลอดจนการเคลื่อนไหวในสังคมออนไลน์ การก่อกวน รวมถึงการก่อการร้ายในประเทศที่อาจได้รับผลกระทบจากสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางและกลุ่มหัวรุนแรงต่างๆ

    “สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เสนอกฎหมาย พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การใช้เสรีภาพในการชุมนุม กำหนดหน้าที่ของผู้รับผิดชอบผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งแนวทางการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมตามหลักสากลและภายใต้กรอบกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยขณะนี้กฎหมายอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภาซึ่งจะเข้าสู่วาระที่ 2 และ 3 ในวันที่ 1 พ.ค.นี้” พล.ต.อ.อำนาจกล่าว
           
    ยอดคนเจ็บ-ตาย 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ลดลง

    เรื่องความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้นั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติพยายามขจัดเงื่อนไขปัจจัยที่แทรกซ้อนที่กลุ่มผู้หลงผิดนำไปใช้สร้างสถานการณ์หรือการแสวงหาแนวร่วมในทุกระดับ ผลการปฏิบัติที่สำคัญในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา พบว่า จากเดิมในห้วงเวลาเดียวกันมีเหตุเกิดขึ้น 496 เหตุ เป็นเหตุเกี่ยวกับการก่อความไม่สงบ 325 เหตุ แต่ในรอบปีนี้เกิดเหตุ 286 เป็นเหตุเกี่ยวกับการก่อความไม่สงบ 132 เหตุ ในภาพรวมเหตุเกิดลดลง การก่อความไม่สงบก็ลดลงเช่นกัน

    ในส่วนประชาชนผู้บาดเจ็บเดิมบาดเจ็บ 201 คน ปัจจุบันในปีนี้มีผู้บาดเจ็บ 127 คน เสียชีวิตเดิม 182 ปัจจุบัน 129 คน ทหารเดิมได้รับบาดเจ็บ 120 คน ปัจจุบัน 36 คน เสียชีวิต 40 คน ปัจจุบัน 4 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจเดิมบาดเจ็บ 43 คน ปัจจุบัน 17 คน เสียชีวิตเดิม 22 คน ปัจจุบัน 4 คน

    รวบรวมคดีค้ามนุษย์ลงระบบฐานข้อมูล

    เรื่องการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ แยกคดีออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรก คดีที่เกิดเมื่อปี 2556 ประมาณ 1,400 คดี ปี 2557 ประมาณ 280 คดี ปี 2558 ประมาณ 60 คดี ในกลุ่มคดีทั้งหมดมีการรวบรวมจัดลงระบบฐานข้อมูลสารสนเทศ CMIS เพื่อเป็นแนวทางในการสืบสวนขยายผลหากเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ สำหรับยุทธศาสตร์การจัดการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการค้าประเวณี ได้เน้นย้ำให้มีการปฏิบัติอย่างจริงจัง และมีผลเป็นที่น่าพอใจ เป้าหมายสำคัญคือจะไม่มีการบังคับค้าประเวณีในลักษณะการค้ามนุษย์ในสถานบริการทั่วประเทศโดยเด็ดขาด ส่วนในเรื่องแรงงานผิดกฎหมาย โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องแรงงานประมงได้มีการบูรณาการร่วมกับกระทรวงแรงงาน โดยจะทำให้แรงงานเหล่านั้นเข้ามาอยู่ในระบบ การเร่งรัดการจดทะเบียน มีการบูรณาการกับหน่วยงาน ตร.ที่เกี่ยวข้อง ทั้ง สตม.และ ปคม.ด้วย ส่วนเรื่องการจัดระเบียบขอทานจะร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีการระดมกวาดล้างเพื่อเข้าไปช่วยเหลือดูแล มีการจัดการให้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หากเป็นคนไทยจะมีการสนับสนุนสงเคราะห์ช่วยเหลือ หากเป็นต่างด้าวจะมีการดำเนินคดีและผลักดันกลับประเทศ ในส่วนการป้องกันและปราบปรามเรื่องชาวโรฮิงญาซึ่งมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง แม้ว่าข้อเท็จจริงการอพยพย้ายถิ่นของชาวโรฮิงญาจะเป็นในลักษณะที่ผ่านจากประเทศไทยทางด้านชายทะเลเพื่อไปยังประเทศอื่นๆ ต่อไป

    ที่ผ่านมามาตรการการสกัดกั้นได้ผลอย่างน่าพอใจ ในการทำงานเราจะพิจารณาจุดเสี่ยงต่างๆ อย่างเช่น การค้าประเวณี จุดเสี่ยงที่สำคัญคือชายแดนติดกับประเทศลาว ที่ จ.หนองคาย ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ให้ ปคม.ไปจัดการ มีการสืบสวนขยายผลพบว่ามีการนำผู้หญิงจากประเทศลาวเข้ามาทำงานตามสถานบริการและค้าประเวณี ส่วนที่ 2 แรงงานผิดกฎหมาย ส่วนใหญ่มาจากทางพม่าผ่านพรมแดนทางบก ด้าน จ.ตาก เรื่อยมาจนถึง จ.กาญจนบุรี ตร.ได้เจ้าหน้าที่ สตม.ไปดำเนินการ มีผลการจับกุมมีการขยายผลถึงเครือข่ายค้ามนุษย์ ส่วนเรื่องขอทานส่วนใหญ่มาจากประเทศกัมพูชาด้าน จ.สระแก้ว ได้มอบให้กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชนดำเนินการ มีการดำเนินการจับกุม สุดท้ายในส่วนของผู้อพยพย้ายถิ่นฐานชาวโรฮิงญา ได้มีการสั่งการและแต่งตั้งคณะทำงาน ได้มีการสั่งการเป็นพิเศษมีการสืบสวนสอบสวนขบวนการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา มีการยึดทรัพย์ เรื่องสุดท้ายคือการบูรณาการร่วมกันทำงานกับหน่วยที่เกี่ยวข้อง และได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างดี

    ครึ่งปีคดียาเสพติด 1.5 แสน ยึดยาบ้า 26 ล้านเม็ด

    พล.ต.อ.พงศพัศกล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีการจัดตั้งศูนย์ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ทำหน้าที่กำกับดูแลด้านนโยบาย มาตรการในการดำเนินการ รวมถึงการติดตามประเมินผล และทำงานร่วมกันกับหน่วยงานอื่นอย่างบูรณาการ สำหรับการดำเนินการมีการกำหนดมาตรการสำคัญ 7 ด้าน ได้แก่ 1. การสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด 2. การปราบปรามจับกุมกลุ่มการค้า 3. การหยุดยั้งการแพร่ระบาด 4. การสืบสวนสอบสวนคดียาเสพติด 5. ระบบด้านการข่าว 6. การตรวจสอบยึดและอายัดทรัพย์สอนของขบวนการค้ายาเสพติด และ 7. การดำเนินการกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

    สำหรับในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมาสามารถจับกุมยาเสพติด 150,919 คดี ผู้ต้องหา 160,634 คน สามารถตรวจยึดของกลางยาบ้า 26,227,741 เม็ด ไอซ์ 597.26 กก. เฮโรอีน 24.33 กก. กัญชาแห้ง 8,725.74 กก. โคเคน 7.39 กก. กระท่อม 36,778.62 กก. ฝิ่น 236.74 กก. ยาแก้ไอ 606.27 กก. ดำเนินการยึดทรัพย์ผู้ค้ายาเสพติด 1,173 ราย มูลค่าทรัพย์สินที่ยึดได้ 504.07 ล้านบาท ขณะที่การสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันยาเสพติด มีโครงการครู D.A.R.E.เข้ามาเสริมสร้างทักษะชีวิตป้องกันยาเสพติดให้กับนักเรียนชั้น ป.6 จำนวน 11,220 ห้องเรียน มีนักเรียนเข้ารวมโครงการ 287,150 คน

    พัฒนาศูนย์แจ้งเหตุ 191

    พล.ต.อ.วรพงษ์กล่าวถึงผลงานการนำเทคโนโลยีมาเพื่อพิทักษ์รับใช้ประชาชนในทุกมิติว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการทำงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งระบบ POLIS ที่มีใช้มาอย่างยาวนาน ในรอบ 6 เดือน ได้มีการพัฒนาระบบที่สำคัญ คือ ระบบการพัฒนาศูนย์แจ้งเหตุ 191 ซึ่งมีความสำคัญเป็นบริการขั้นพื้นฐาน เป็นช่องทางที่ให้ประชาชนได้แจ้งเหตุอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปในที่เกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว ลดทอนความสูญเสียชีวิตของประชาชน ใครอยู่จังหวัดไหนโทร.ติดจังหวัดนั้น และให้ผู้การเป็นผู้ดูแล อีกทั้งทางรัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณให้จ้างคนมาทำหน้าที่รับแจ้งเหตุ โดยขณะนี้มีอัตรากำลังพลที่ทำหน้าที่ตรงนี้เป็นตำรวจ 1,416 นาย บุคคลภายนอกอีก 518 คน แต่ติดปัญหาเรื่องของงบประมาณที่ไม่สามารถจัดจ้างบุคคลภายนอกได้ จึงแก้ปัญหาโดยการใช้ตำรวจทำหน้าที่ไปก่อน ทั้งนี้ เราพัฒนาระบบจนเทียบเท่ามาตรฐานสากล กล่าวคือ เมื่อมีสายเรียกเข้าสามารถรับสายได้ภายใน 4 วินาที ตำรวจสายตรวจสามารถไปถึงที่เกิดเหตุได้ภายใน 5 นาที ในกรณีที่เป็นเขตชุมชน และ 15 นาที นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบสารสนเทศสถานีตำรวจ หรือระบบไครม์ (CRIMES) เข้ามาช่วยในการสืบสวนหาคนร้ายได้อย่างรวดเร็ว และมีการเชื่อมโยงไปยังข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ ทั้งส่วนของตำรวจ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่วนสิ่งที่จะมีการพัฒนาต่อไป คือ ระบบยืนยันตัวบุคคลด้วยใบหน้า (Face Recognition) ของ สตม.ซึ่งจะใช้วิธีการเดียวกับการแท็กเพื่อนในเฟซบุ๊ก หากพบข้อมูลผู้ที่อยู่ในแบล็กลิสต์อยู่ในฐานข้อมูลของ สตม.หรือของทุกหน่วย เมื่อได้ภาพมาใหม่ระบบจะนำมาเปรียบเทียบให้ ซึ่งระบบนี้ได้มีการทดลองแล้ว นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีการเฝ้าระวังผู้บุกรุกซึ่งจะมีการนำมาใช้อย่างต่อเนื่องต่อไป

    คดีป่าไม้เกือบ 3,000 คดี

    พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติกล่าวถึงผลงานด้านการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่า ที่ผ่านมาตำรวจได้มีการบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันการประทำผิดเกี่ยวกับการตัดไม้ทำลายป่า การบุกรุกป่าและที่สาธารณะ การลักลอบค้าสัตว์ป่า และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งมีผลการจับกุมผู้ต้องหาทำลายป่า 2,758 คดี ผู้ต้องหา 1,622 คน คดีการค้าสัตว์ป่า พันธุ์พืชหวงห้าม 265 คดี ผู้ต้องหา 235 คน คดีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 108 คดี ผู้ต้องหา 110 คน และคดีบุกรุกป่าและที่สาธารณะ 1,920 คดี ผู้ต้องหา 602 คน

           
           

     

    เรียบเรียงจาก เว็บไซต์ASTV-ผู้จัดการ

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    รายงานจากโกลบอลโพสต์ ระบุ สื่อในอังกฤษมีการเตรียมความพร้อมอย่างละเอียดถี่ถ้วนเกี่ยวกับการถ่ายทำพิธีสวรรคตของพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ที่ทรงมีพระชนมพรรษา 89 พรรษาแล้ว รวมถึงสมมุติสภาพการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นหลายรูปแบบ โดยเตรียมการมาเป็นเวลา 30 ปีแล้ว


    24 เม.ย. 2558 สำนักข่าวโกลบอลโพสต์รายงานว่าสื่อในประเทศอังกฤษมีการซ้อมพิธีการสวรรคตของพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร อย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อปี จากคำกล่าวอ้างของผู้เข้าร่วมซ้อมพิธีการดังกล่าวผู้ไม่ประสงค์ออกนาม

    อดีตพนักงานของสื่อบีบีซีเปิดเผยว่าทุก 6 เดือนจะมีการประชุมเพื่อเตรียมพร้อมในเรื่องที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น โดยมีการจัดสมมุติสภาพการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นหลายรูปแบบ รวมถึงกรณีที่เกิดอุบัติเหตุเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดพระโอรสยิงปืนโดนเจ้าชายฟิลิปพระสวามีตอนที่ทรงออกล่าสัตว์ โดยมีการตระเตรียมความพร้อมการดำเนินพิธีสวรรคตอย่างเข้มงวดว่าจะมีการตั้งกล้องตรงจุดใด มีต้นไม้และกิ่งไม้ตรงจุดใดหรือสายเคเบิลในจุดใดบ้าง ซึ่งมีการตระเตรียมความพร้อมเช่นนี้มาเป็นเวลาราว 30 ปีแล้ว

    พระราชินีอลิซาเบธที่ 2 ทรงมีพระชนมพรรษา 89 พรรษา เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมา เมื่อปีที่แล้วสำนักพระราชวังอังกฤษประกาศว่าพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 จะทรงมอบหมายพระกรณียกิจให้เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ผู้เป็นพระราชโอรสมากขึ้น ซึ่งทางสำนักพระราชวังระบุว่าเป็น "การสืบทอดพระราชอำนาจอย่างราบรื่น"

    สำนักพระราชวังอังกฤษให้สัมภาษณ์ต่อสื่อเดลี่มิลเรอร์ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของการส่งไม้ต่อให้กับอีกรุ่นหนึ่ง มันจะไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบกระทันหันแต่จะเป็นกระบวนการแบบค่อยเป้นค่อยไป

    อย่างไรก็ตามสำนักข่าวโกลบอลโพสต์ระบุว่าเรื่องการซ้อมพิธีการเป็นเรื่องที่ไม่มีการพูดคุยเปิดเผยกันอย่างกว้างขวางนัก แต่ก็มีการเตรียมการมาหลายสิบปี


    เรียบเรียงจาก

    The British media rehearses the queen's death at least once a year, Globalpost, 22-04-2015
     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0



    คล้ายดั่งฝุ่นคลุ้งในสายลม               
    ปลิวเคว้งทับถม
    ถนนสายเก่ามอซอ

    ชีวิตบัดซบเกินพอ                         
    ตรากตรำทุกข์ท้อ
    ประทังแค่ให้ผ่านวัน

    เขาเผลอละเมอวาดฝัน                   
    ลูกน้อยยิงฟัน
    กับชุดนักเรียนจรัสตา

    ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า               
    หุงข้าวหุงปลา
    อาหารเต็มโต๊ะบริบูรณ์

    หรุบตาทอดถอนอาดูร                     
    หนี้สินเพิ่มพูน
    ความจริงดุจมีดทิ่มแทง

    หยิบเชือกผูกโยงทะมัดทะแมง           
    เงยหน้าอาบแสง
    ปลิดชีพบนราวสะพาน...

    .......

    คล้ายดังฝุ่นคลุ้งในสายลม               
    ปลิวเคว้งทับถม
    ถนนชีวิตมอซอ

    ไม่นานเรื่องเศร้าเก่าก่อ                   
    เวียนเศร้าใหม่ทอ
    ดาษดื่นธุลีชีวิต

    กระนั้น!
    เพื่อนเอ๋ยฉุกคิดสักนิด                     
    อย่ายอมลิขิต
    เปรียบค่าเป็นเพียงผงคลี

    สังคมฟอนเฟะย่ำยี                         
    ล้มลุกอีกที
    สติฝ่าก้าวหยัดยืน

    แม้ต่างเจ็บปวดเกินฝืน                     
    หลากทุกข์ข่มกลืน
    บนแดนสยามเมืองยิ้ม!

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ดิอิโคโนมิสต์เขียนบทความวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดว่า ขณะที่มีการอ้างไม่ให้เกิด "เผด็จการรัฐสภา" แต่ก็มีการให้อำนาจองค์กรอิสระและวุฒิสภาอย่างล้นเกินเสมือนการ "เร่ขาย" เผด็จการแบบอื่นเข้ามาแทน โดยให้องค์กรเหล่านี้ทำตัวเหมือน "พี่เลี้ยงเด็ก" สำหรับนักการเมือง

    25 เม.ย. 2558 นิตยสารดิอิโคโนมิสต์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของไทยที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการอภิปราย โดยระบุว่ารัฐธรรมนูญที่อ้างว่าได้รับอิทธิพลจากระบบการเลือกตั้งของเยอรมนีจะไม่สามารถรักษา "บาดแผลทางการเมือง" ของประเทศไทยได้ แต่จะยิ่งทำให้แย่ลงกว่าเดิม

    ดิอิโคโนมิสต์มองว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีการพยายามกีดกันพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคที่ฝ่ายผู้มีอำนาจสถาปนาไม่ชอบ โดยมีการส่งเสริมระบบ ส.ส. แบบสัดส่วน ทำให้พรรคการเมืองใดก็ตามเอาชนะเสียงข้างมากได้ยาก บีบให้ต้องมีการจัดรัฐบาลผสมและเปิดโอกาสให้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งถ้า ส.ส. ไม่ได้รับเสียงสนับสนุนมากพอ อีกทั้งยังให้อำนาจวุฒิสภาครอบงำสภาล่างและมีการลดจำนวนส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งลง

    ดิอิโคโนมิสต์วิจารณ์อีกว่ายังมีองค์กรอิสระอีกจำนวน 10 องค์กรหรือมากกว่านั้นที่คอยทำตัวเป็น "พี่เลี้ยงเด็ก" ของนักการเมือง รวมถึง 'สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ' ที่อ้างว่าเพื่อใช้ลงโทษ "การทำผิดจริยธรรม" ดิอิโคโนมิสต์ชี้ว่าคำว่า "การทำผิดจริยธรรม" นี้เองมักจะเป็นคำกล่าวอ้างที่นำมาใช้อ้างกับทุกอย่างรวมถึงใช้อ้างตอบโต้คนวิจารณ์รัฐบาลด้วย นอกจากนี้ยังมีองค์กรอิสระที่มีพรรคพวกของเผด็จการทหารซ่องสุมกับอยู่เพื่อคอยใช้อำนาจชักจูงรัฐบาลในอนาคต

    "เจ้าหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่อ้างว่าพวกเขาต้องการป้องกันไม่ให้เกิด 'เผด็จการรัฐสภา' แต่พวกเขาก็ 'เร่ขาย' เผด็จการในรูปแบบอื่นแทน" ดิอิโคโนมิสต์ระบุในบทความ

    รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะเป็นฉบับที่ 20 ของไทย แต่ดิอิโคโนมิสต์ก็วิจารณ์ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ล้าหลังอย่างมากเมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญสมัยปี 2540 เนื่องจากมีโอกาสให้อำนาจกับกองทัพยาวนานมาก มีวรรคหนึ่งซึ่งจำกัดอำนาจราชวงศ์ในการแทรกแซงความวุ่นวายทางการเมืองที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งดิอิโคโนมิสต์มองว่าอาจเป็นเพราะเกรงว่าจะเป็นการอ่อนข้อให้กับศัตรูของพวกกลุ่มผู้มีอำนาจสถาปนา

    ดิอิโคโนมิสต์ระบุว่าในช่วงที่ยังรอการประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญนี้มีแม้ว่ากองทัพจะยอมลดข้อเสนอที่เลวร้ายบางอย่างลงเนื่องจากถูกวิจารณ์จากประชาชนแต่กองทัพก็มีท่าทางเผด็จการมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็เผชิญปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย


    เรียบเรียงจาก

    A baby-sitters’ charter, The Economist, 25-04-2015
     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    องค์การนักศึกษาและสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ออกแถลงการณ์ เดินหน้ากดดัน กมธ. วิสามัญร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ของ สนช. ให้มีตัวแทนนักศึกษาเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยด้วย ขอแรงชาวธรรมศาสตร์ร่วมลงชื่อสนับสนุน 28 เม.ย. นี้

     
    เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2558 ที่ผ่านมาองค์การนักศึกษาและสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ออกแถลงการณ์ร่วมเรื่อง "ผลการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. .... สภานิติบัญญัติแห่งชาติ" โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
     
    แถลงการณ์ร่วมองค์การนักศึกษาและสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
     
    เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. .... สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
     
    ตามที่สภานักศึกษา และองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ยื่นแถลงการณ์ต่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. .... สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2558 อันมีเนื้อหาเสนอเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการฯ พิจารณาดังต่อไปนี้
     
    1. ขอให้ตัวแทนประชาคมธรรมศาสตร์ได้เข้าไปมีส่วนร่วมรับฟังและเสนอแนะแนวความคิดเห็นต่อกรรมาธิการฯ
     
    2. ขอให้แก้ไขเนื้อหาในมาตรา 20 ของร่างพระราชบัญญัติฯ ให้มีตัวแทนนักศึกษาเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย จำนวน 2 คน คือนายกองค์การนักศึกษา และประธานสภานักศึกษา
     
    3. ขอให้มีการแก้ไขเนื้อหาในมาตรา 21 ของร่างพระราชบัญญัติฯ ให้มีการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ โดยให้มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละไม่เกิน 3 ปี ติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ
     
    ในวันที่ 10 เมษายน 2558 คณะกรรมาธิการได้มีหนังสือเชิญมาถึงให้อนุญาตเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการฯ โดยคณะกรรมาธิการได้พิจารณาเล็งเห็นว่าการมีส่วนร่วมของนักศึกษาต่อการพิจารณานั้นมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งเพื่อประกอบการพิจารณา โดยให้ไปร่วมประชุมเพื่อชี้แจงแสดงความคิดเห็นตามที่ได้แถลงไว้ใน ข้อ 2 และ ข้อ 3 ในวันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2558 (วันนี้) เวลา 14.00 นาฬิกา ซึ่งสภานักศึกษาและองค์การนักศึกษา ก็ได้เข้าไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการโดยสรุปได้ดังต่อไปนี้
     
    1. ในการที่ได้เสนอให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยได้มีผู้แทนจากนักศึกษาจำนวน 2 คน ด้วยสภามหาวิทยาลัยเป็นองค์กรที่บทบาทสำคัญในการบริหารมหาวิทยาลัยอันมีผลกระทบโดยตรงต่อตัวนักศึกษา และในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯเมื่อครั้งปี 2556 ที่นักศึกษาได้เข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่ในการประชุมครั้งที่ 3 จนถึงครั้งสุดท้าย คณะกรรมาธิการก็ได้มีมติให้แก้ไข โดยเพิ่มนายกองค์การนักศึกษาและประธานสภานักศึกษาเข้าไปในกรรมการมหาวิทยาลัย อีกทั้งในสภามหาวิทยาลัยต่างประเทศหลากหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วหรือในประเทศที่มีสภาพเศรษฐกิจการพัฒนาพอกับเรา อาทิ ฝรั่งเศส ฟินแลนด์ บราซิล โปรตุเกส เดนมาร์ก อุรุกวัย ปารากวัย เปรู เวเนซุเอลา ต่างก็มีตัวแทนนักศึกษานั่งเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยด้วยกันทั้งสิ้น เหนือไปกว่านั้นแล้วในสภามหาวิทยาลัยต่างประเทศบางประเทศมีนักศึกษาเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยถึงครึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด ในเมื่อประเทศของเราที่ความต้องการจะปฏิรูปการศึกษาในหลาย ๆ ด้าน สภานักศึกษาและองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เห็นว่าการที่มีตัวแทนนักศึกษาอันเป็นประชาคมส่วนใหญ่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และได้รับผลกระทบโดยตรง เข้าเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยเพื่อให้ได้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ กำหนดบทบาทการบริหารและพัฒนามหาวิทยาลัยไปพร้อมกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง แต่ในร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวนักศึกษากลับมิได้เข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางการบริหารและพัฒนามหาวิทยาลัยแต่อย่างใด
     
    2. ในการที่ได้เสนอให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละไม่เกิน 3 ปี ติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ ด้วยกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีอยู่ทั้งสิ้น 15 คน จากทั้งสิ้น 27 คนนั้น เป็นตำแหน่งที่มีส่วนสำคัญในการบริหารมหาวิทยาลัย ในการต่อไปที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ (ออกนอกระบบ) การบริหารมหาวิทยาลัยจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารให้ทันต่อสมัยสังคม โดยปัจจุบันสภาพสังคมของเรามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วแม้เวลาจะผ่านไปเพียง 5-6 ปีก็ตาม การบริหารจึงต้องอาศัยองค์ความรู้ใหม่ๆเข้ามาในการบริหาร อีกด้วยระบบการบริหารมหาวิทยาลัยในอนาคตมิใช่การบริหารในลักษณะของราชการอีกต่อไป แต่จะมีลักษณะที่แปลกใหม่ไปจากเดิมเป็นอย่างยิ่ง วาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการมหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิจึงควรมีการกำหนดวาระ เพื่อให้เกิดการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนการบริหารมหาวิทยาลัย หาใช่กรรมการฯ ผู้คุณวุฒิจะดำรงตำแหน่งได้ยาวนานจนถึง 10 ปี 20 ปี 30 ปี หรือ 40 ปี
     
    และเมื่อได้มีการอภิปรายให้ความเห็นต่อคณะกรรมาธิการฯ ก็ปรากฏในภายหลังว่า การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติจนเสร็จสิ้นลงแล้ว โดยไม่ได้รั้งรอเพื่อรับฟังการเสนอความคิดเห็นจากนักศึกษา ตามที่ประธานคณะกรรมาธิการได้ให้คำมั่นว่า หากมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนักศึกษา ก็จะเชิญนักศึกษาเข้าร่วมเสนอความคิดเห็น ดังนั้น เมื่อการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ได้มีการพิจารณาครบถ้วนทุกรายมาตราแล้ว การเสนอความคิดเห็นของนักศึกษาก็ย่อมเปล่าประโยชน์ และเป็นเพียงแบบพิธีของการมีส่วนร่วมเท่านั้น หาได้ปรากฏความจริงใจที่ซื่อตรงต่อคำมั่นดังกล่าวแต่ประการใด 
     
    ถึงอย่างไรก็ตาม สภานักศึกษาและองค์การนักศึกษาขอยืนยันที่จะต่อสู้เรียกร้องตามเจตนารมณ์ที่ได้แถลงไว้ตามเดิมทุกประการ ในการนี้ สภานักศึกษาและองค์การนักศึกษาจึงขอเรียนเชิญนักศึกษา คณาจารย์ พนักงาน และประชาคมธรรมศาสตร์ทุกภาคส่วนเข้าประชุมหารือต่อกรณีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กำลังออกนอกระบบ และร่วมลงชื่อสนับสนุนในวันอังคาร ที่ 28 เมษายน 2558 เวลา 17.00 นาฬิกา (โดยสถานที่จะแจ้งให้ทราบภายหลัง) เพราะเราเล็งเห็นว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยของเราชาวประชาคมธรรมศาสตร์ทุกๆคน แล้วนำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป
     
    องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    23 เมษายน 2558
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    บึ้มข้างทางโดนเด็ก 3 คน วางบึ้มทหาร-กู้ได้ 2 ลูก สลด! ยิง 2 สาวเสียชีวิต ด้านสมาคมผู้หญิงฯ ออกแถลงการณ์ 2 ฉบับประณาม ขอให้ทุกฝ่ายปกป้องผู้หญิงและเด็ก ให้ผู้หญิงบทบาทในกระบวนการสันติภาพ กอ.รมน.ชี้เป็นพฤติกรรมสุดโต่ง แต่จะใช้สันติวิธีจัดการ แม่ทัพสั่งย้ายผู้การทหารพรานกรณีโต๊ะชูด รุนแรงคล้อยหลัง กอ.รมน.แถลงสถานการณ์ดีขึ้นในรอบ 6 เดือน

     
    เพียงวันเดียวเกิด 4 เหตุ เจ็บ 8 ตาย 2
     
    วันที่ 24 เมษายน 2558 เกิดเหตุรนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ถึง 4 เหตุการณ์ ทั้งวางระเบิดและลอบยิง มีผู้บาดเจ็บ 8 ทั้งชาวบ้านและทหาร ตาย 2 คนเป็นผู้หญิงชาวอาข่า
     
    โดยเริ่มจากเวลา 05.30 น. คนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามเอชเค 33 ยิงถล่มบ้านนายอำนวย แก้วยอด อายุ 45 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านควนหรัน เลขที่ 109 ม.10 บ้านควนหรัน ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลา แต่กระสุนปืนไปถูกรถยนต์มิตซูบิชิ ปาเจโรที่จอดอยู่หน้าบ้าน 3 นัด จนกระจกแตก ส่วนผู้ที่อยู่ในบ้านปลอดภัย ที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนปืน M16 ตกอยู่ 14 ปลอก จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ไม่สงบที่เกิดเหตุรุนแรงพร้อมกันหลายจุดในวันเดียวกัน
     
     
    บึ้มข้างทางโดนเด็ก 3 คน
     
    เวลา 08.15 น.คนร้ายลอบวางระเบิดริมถนนทางเข้าหาดเสด็จ ม.1 ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ทำให้ชาวบ้านได้รับบาดเจ็บ 4 ราย ได้แก่ 1. นายมูอารีรัน ลายอเงาะ 2. ด.ญ.อูนาเดีย ลายอเงาะ 3. ด.ช.ไมฮาดี ลายอเงาะ และ 4. ด.ช.นาซาฮี ลายอเงาะทั้งหมดเป็นพ่อลูกกัน โดยถูกสะเก็ดระเบิดบาดเจ็บเล็กน้อย เหตุเกิดขณะทั้งหมดขับขี่รถจักรยานยนต์พ่วงข้างจะไปออกกำลังกายที่หาดเสด็จ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบระเบิดอีกลูกหนัก 10 กิโลกรัม ห่างจากจุดแรกประมาณ 60 เมตร เจ้าหน้าที่ใช้เครื่องแรงดันน้ำพลังสูงยิงทำลาย
     
    หลังเหตุการณ์นายณัฐพงศ์ ศิริชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เดินทางไปเยี่ยม 4 ราย โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ และได้มอบกระเช้าเยี่ยมและเงินช่วยเหลือเยียวยาแก่ทั้ง 4 ราย รวม 60,000 บาท
     
     
    วางบึ้มทหาร-กู้ได้ 2 ลูก
     
    เวลา 08.30 น.เกิดเหตุระเบิดบนถนนหมายเลข 4092 มายอ-ทุ่งยางแดง ม.1 ต.มายอ อ.มายอ จ.ปัตตานี ทำให้เจ้าหน้าที่ อส.มายอ บาดเจ็บเล็กน้อย 4 นาย ได้แก่ 1.จ.ส.อ.ทองจันทร์ เจิมทอง 2.สท.อุดร จินดาพงษ์ 3.อส.อาริ มีสา เเละ 4.อส.มะสะกรี ตาเห เกิดเหตุขณะ อส.ทั้ง 4 นาย กำลังลาดตระเวนเส้นทางโดยรถหุ้มเกราะ
     
    ต่อเวลาประมาณ 10.30 น. ขณะชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ตชด.ที่ 44 เข้าตรวจสอบเหตุระเบิดดังกล่าว พบระเบิดแสวงเครื่องอีก 2 ลูก ซุกไว้ใต้คอสะพานห่างจากจุดแรก ประมาณ 100 เมตร เจ้าหน้าที่จึงนำสายไฟที่เชื่อมต่อกับระเบิดลากยาวเข้าป่าประมาณ 150 เมตรพร้อมดึกสายไฟจนเกิดระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แรงระเบิดทำให้เกิดหลุมกว้าง 3 เมตร ลึก 1 เมตร คอสะพานได้รับความเสียหาย และมีชิ้นส่วนถังแก๊สปิกนิกและชิ้นส่วนระเบิดกระจายไปทั่วบริเวณ
     
     
    สลด!ยิง 2 สาวชาวอาข่าเสียชีวิต
     
    เหตุต่อมาเกิดขึ้นเวลา 15.00 น. คนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนพก ขนาด 9 มม. ยิงราษฎรเสียชีวิต 2 ราย ชื่อนางมูเซอะ มาเยาะ อายุ 48 ปี และนางสาวบูยือ มาเยาะ อายุ 17 ปี ชาวอาข่า อยู่บ้านเลขที่ 71 ม.5 ต.บ้านช้าง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ขณะขับขี่รถจักรยานยนต์เดินทางกลับบ้าน มาตามถนนสาย 410 หน้ามัสยิดดารุลอามาน บ้านกาโสด ม.5 ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา
     
     
    สมาคมผู้หญิงฯออกแถลงการณ์ 2 ฉบับประณาม
     
    ด้านสมาคมผู้หญิงเพื่อสันติภาพ ออกแถลงการณ์ประณามผู้ก่อเหตุระเบิด เด็ก ผู้หญิงและผู้บริสุทธิ์ทันทีเช่นกัน ต่อกรณีคนร้ายลอบวางระเบิดบริเวณทางเข้าหาดเสด็จ ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย ซึ่ง เด็ก 3 ราย และเป็นผู้หญิง 1 รายว่าเป็นการกระทำที่โหดร้าย ไร้ซึ่งมนุษยธรรม ขัดต่อทั้งหลักการสากลและหลักศาสนา พร้อมกับมีเรียกร้อง 5 ข้อ
     
    ต่อมาหลังเกิดเหตุฆ่า 2 สาวชาวอาข่า ทางสมาคมผู้หญิงเพื่อสันติภาพได้ออกแถลงการณ์อีกฉบับ เรื่องประณามผู้ก่อเหตุยิงสตรีเสียชีวิต โดยระบุว่า เป็นการกระทำรุนแรงและไร้มนุษยธรรม ไม่อาจหาคำบรรยายใด ๆ กับการกระทำต่อเพศแม่เช่นนี้ ทำกับผู้หญิงไม่มีอาวุธและไม่มีทางสู้ ทั้งยังเป็นเพียงชาวบ้านธรรมหาเช้ากินค่ำ ถือว่าโหดร้าย ไร้ซึ่งมนุษยธรรม ขัดต่อทั้งหลักการสากลและหลักศาสนา โดยมีเรียกร้องเดียวกันกับแถลงการณ์ฉบับแรก
     
     
    ให้ปกป้องผู้หญิงและเด็ก ให้มีบทบาทในกระบวนการสันติภาพ
     
    สำหรับข้อเรียกร้องทั้ง 5 ข้อ มีดังนี้
     
    1.ให้ทุกฝ่ายที่ใช้อาวุธเคารพและปกป้องชีวิตผู้หญิงและเด็กตลอดจนเป้าหมายอ่อนแออื่นๆ 
    2.ขอให้มีการตั้งกรรมการพิเศษขึ้นมาค้นหาความจริงและหามาตรการคุ้มครองให้ความเป็นธรรมรวมทั้งเยียวยา
    3.ให้มีการเสวนาระหว่างคนต่างศาสนาเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
    4.ขอให้มีกรรมการกาชาดระหว่างประเทศช่วยปกป้องคนเหล่านี้รวมถึงบุคคลากรทางแพทย์
    5.เพิ่มสัดส่วนให้ผู้หญิงมีบทบาทในการแก้ปัญหาภาคใต้รวมทั้งในกระบวนการสันติภาพ
     
    “สมาคมผู้หญิงเพื่อสันติภาพ (We Peace) ขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งหมด และขอประณามการกระทำใดๆอันเป็นการทำร้ายและก่ออาชญากรรมต่อผู้หญิงและเด็ก อีกทั้งขอเรียกร้องให้รีบเร่งดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อนำผู้กระทำผิดที่แท้จริงมาลงโทษอย่างเร่งด่วน เพื่อลดความเคลือบแคลงและสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินชีวิตอย่างปกติสุขของคนในพื้นที่ให้กลับคืนมา” แถลงการณ์ระบุ
     
     
    กอ.รมน.ชี้สุดโต่ง แต่จะใช้สันติวิธีจัดการ
     
     
    ต่อมา เวลา 10.00 น.พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์/โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค4 สน.) เปิดแถลงข่าวทันทีกรณีมีเหตุการณ์รุนแรงหลายจุดในช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า พล.อ.อุดมเดช สีตะบุตร ผู้บัญชาการทหารบก/รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ได้รับทราบสถานการณ์แล้ว และได้กำชับให้ กอ.รมน.ภาค 4 สน. เร่งคลี่คลายสถานการณ์และดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บอย่างเร่งด่วน ส่วนแม่ทัพภาคที่ 4/ ผอ.รมน.ภาค 4 ก็ได้สั่งการให้ควบคุมสถานการณ์รวมทั้งรวบรวมวัตถุพยานต่างๆ เพื่อติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุโดยเร็วที่สุด
     
    พ.อ.ปราโมทย์ แถลงว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความพยายามก่อเหตุโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลกระทบกับเด็กซึ่งถือเป็นพฤติกรรมแบบสุดโต่ง และไร้มนุษยธรรมที่สมควรต้องได้รับการประณามอย่างกว้างขวาง และไม่อยากให้มองว่าเป็นการกระทำในวันสำคัญเชิงสัญลักษณ์ เพราะกลุ่มคนดังกล่าวพร้อมก่อเหตุทุกครั้งที่มีโอกาส เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือในระบอบอำนาจรัฐ ทำลายระบบเศรษฐกิจ และสร้างความหวาดกลัว โดยไม่เคยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน
     
    “กอ.รมน.ภาค 4 สน.จะไม่ใช้ความรุนแรงในการตอบโต้อย่างเด็ดขาดและยังคงแก้ปัญหาโดยใช้สันติวิธี ตามแนวทางการเมืองนำการทหาร ด้วยการติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุในครั้งนี้มาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งจะเร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อไป” พ.อ.ปราโมทย์ กล่าว
     
     
    ย้ายผู้การทหารพรานกรณีโต๊ะชูด
     
    พ.อ.ปราโมทย์ เปิดเผยด้วยว่า พล.ท.ปราการ ชลยุทธ แม่ทัพภาคที่ 4 มีคำสั่งให้ พ.อ.พิเชษฐ์ ชุติเดโช ผู้บังคับการกรมทหารพราน 41 ไปช่วยราชการที่มณฑลทหารบก 42 เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2558 ที่ผ่านมา เป็นเวลา 1 ปี หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่บ้านโต๊ะชูด ต.พิเทน อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี มีผู้เสียชีวิต 4 ราย เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา
     
    ในส่วนของคดีอาญา ทางพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นต่อตำรวจ 3 นาย และทหาร 3 นายแล้ว แต่ไม่ได้ควบคุมตัวแต่อย่างใด โดยแยกสำนวนออกเป็น 3 คดีได้แก่ 1.คดีชันสูตรพลิกศพ 2.คดีผู้ตายถูกกล่าวหา 3.คดีพยายามฆ่า 
     
     
    รุนแรงคล้อยหลังกอ.รมน.แถลงสถานการณ์ลด
     
    ก่อนหน้านี้เพียงวันเดียว คือวันที่ 23 เมษายน 2558 พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ ร่วมแถลงข่าวว่า การขับเคลื่อนการแก้ปัญหาชายแดนใต้ที่ผ่านมาทำให้มีพัฒนาการดีขึ้นตามลำดับ 
     
    โดยพ.อ.ปราโมทย์ แถลงว่าสถานการณ์และการสูญเสียในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมาลดลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเปรียบเทียบกับห้วงเวลาเดียวกันของปี 2557 กล่าวคือ มีเหตุการณ์รวม 305 เหตุการณ์ ลดลงร้อยละ 61.63 และการสูญเสียทั้งบาดเจ็บและเสียชีวิตรวม 339 ราย ลดลงร้อยละ 47.44 ในขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐสามารถปฏิบัติงานและบังคับใช้กฎหมายได้ในทุกพื้นที่ ส่วนราชการปกติเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหามากยิ่งขึ้น
     
    นายอับดุลฮาลิม มินซาร์ ผู้อำนวยการสำนักประสานนโยบายการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ร่วมแถลงด้วยว่า ศอ.บต. จัดติวเข้ม ภาค ก.ให้ครูนอกระบบ เพื่อสอบบรรจุเป็นข้าราชการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในตำแหน่งครูผู้ช่วย เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ประธานบอร์ดสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล หารือนอกรอบกรณีใช้มาตรา 44 แก้ปัญหาการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา พร้อมเสนอการปรับส่วนต่างกำไรผู้ค้าใหม่ จาก 5.60 บาท เป็น 10 บาท ก่อนเสนอนายกพิจารณาต่อ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนเป็นต้นไป

     
     
    25 เม.ย. 2558 สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยรายงานว่านายสมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร ในฐานะประธานคณะกรรมการ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยเมื่อวันที่ 24 เม.ย. ที่ผ่านมาว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เตรียมประกาศใช้กฎหมายมาตรา 44 แก้ปัญหาการจำหน่ายสลากกินแบ่งเกินราคา 80 บาท ว่าเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่สามารถทำได้ โดยเตรียมหารือกันนอกรอบในการประชุมบอร์ด สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเมื่อวันที่ 24 เม.ย. ตนเองได้เสนอให้มีการปรับราคาส่วนต่างของกำไรผู้ค้า จาก 5 บาท 60 สตางค์ เป็น 10 บาท ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนเป็นต้นไป ตามการบังคับใช้กฎหมายกินแบ่งรัฐบาลฉบับใหม่ ก่อนเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป พร้อมยอมรับการปรับส่วนต่างกำไรดังกล่าวแม้จะทำให้เงินเข้ารัฐบาลน้อยลง แต่จะช่วยลดปัญหาการจำหน่ายสลากเกินราคาได้
     
    ประธานบอร์ดสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวต่อถึงกรณีการจำหน่ายสลากออนไลน์ และการจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ ว่าสามารถใช้ มาตรา 44 ได้ โดยทั้ง 2 ช่องทางการจำหน่ายนี้ ถือเป็นอีกกลไกหนึ่งที่สามารถจำหน่ายสลากในราคาที่กำหนดได้ ในส่วนของการจำหน่ายสลากออนไลน์ ขึ้นอยู่กับความพร้อม อย่างไรก็ตามจะยังไม่มีการหารือในที่ประชุมบอร์ดในวันที่ 24 เม.ย.
     
    นอกจากนี้การจำหน่ายสลากแบบรวมชุด เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ราคาสลากขายเกินราคา ในประเด็นนี้ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 เข้าไปแก้ไข เพราะมีเงื่อนไขกำหนดอยู่ในสัญญาโควต้าจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลอยู่แล้ว ว่าให้จำหน่ายปลีกเท่านั้น และสามารถยกเลิกโควต้าจำหน่ายได้ทันทีหากพบมีการจำหน่ายสลากแบบรวมชุด แต่ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ไม่เข้มงวด จึงทำให้มีการจำหน่ายแบบรวมชุด อย่างไรก็ตามยังคงจัดสรรโควต้าการจำหน่ายสลากกินแบ่งให้กับผู้พิการตามเดิม แต่จะมีความเข้มงวดในการส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบมากขึ้น หากพบว่าไม่จำหน่ายในพื้นที่ที่ระบุไว้ในสัญญาหรือไม่ติดบัตรผู้พิการก็สามารถสั่งยกเลิกโควต้าการจำหน่ายในทันที
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    "พุทธะอิสระ" ยื่นหนังสือให้แก้ไขร่างรธน. ม.151 ม.156 ม.157 ที่เกี่ยวกับการเสนอร่าง พ.ร.บ.ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระบุไม่เห็นด้วยเพราะแสดงถึงอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร รัฐสภา รวมถึงนายกที่มีผิดไปจากจารีตประเพณีการปกครองของประเทศซึ่งมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้าน "บวรศักดิ์" พร้อมปรับลดจำนวนมาตราในร่าง รธน. โบ้ยบอก จนท.พิมพ์ผิด ปมร่างรธน. แยกพนักงานสอบสวนออกจาก ตร.

     
     
    (ที่มาภาพ: สำนักข่าวไทย)
     
    25 เม.ย. 2558 สำนักข่าวไทยรายงานว่าหลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ยื่นหนังสือต่อนายบวรศักดิ์ อุวรรโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และนายเทียนฉาย กีระนันท์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) เสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 151 มาตรา 156 มาตรา 157 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเสนอร่างพระราชบัญญัติต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการตรากฎหมายลักษณะดังกล่าว เพราะแสดงถึงอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร รัฐสภา รวมถึง นายกรัฐมนตรี ที่มีผิดไปจากจารีตประเพณีการปกครองของประเทศ ซึ่งมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
     
    พระพุทธอิสระ ยังเสนอแนวทางปฏิรูปพุทธศาสนา อีก 14 ข้อ อาทิ ตรวจสอบทรัพย์สินของวัด เจ้าอาวาส และพระสงฆ์ทุกรูป ไม่เว้นแม้แต่กรรมการมหาเถรสมาคม ตรวจสอบพฤติกรรมของมหาเถระสมาคม กำหนดบทลงโทษแก่ผู้ที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในพระพุทธศาสนา ให้มีความผิดทั้งแพ่งและอาญา คัดสรรคณะสงฆ์จากส่วนภูมิภาคที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาปกครองคณะสงฆ์สูงสุดในส่วนกลาง เป็นต้น
     
    ขณะที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า บทบัญญัติในมาตราดังกล่าว ได้เขียนเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญทุกฉบับในอดีต ไม่ได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงและเป็นไปตามธรรมเนียมประเพณี ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยืนยันไม่ได้มีการลดพระราชอำนาจแต่อย่างใด
     
     
    "บวรศักดิ์" พร้อมปรับลดจำนวนมาตราในร่าง รธน.
     
    นอกจากนี้สำนักข่าวไทยยังรายงานว่านายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงข้อเสนอของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่เสนอให้ตัดจำนวนมาตราในร่างรัฐธรรมนูญ ออกไป 20-30 มาตรา ว่า กรรมาธิการยกร่าง พร้อมรับฟังความเห็น ซึ่งต้องดูความชัดเจนในคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ จาก คณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อน ว่าประเด็นใดต้องการให้ปรับลด  แต่อยากให้ทุกฝ่ายดูที่ความเหมาะสมและความจำเป็นที่ต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมากกว่าที่จะดูจำนวนมาตรา เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้เพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการปฎิรูปและการสร้างความปรองดอง หากจะให้นำบางเรื่องบัญญัติไว้ในกฎหมายลูก ก็สามารถทำได้  แต่ก็กังวลว่าอาจจะเกิดความล่าช้า อย่างที่เคยเกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญปี 2550
     
    นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า กรรมาธิการยกร่างฯ ดำเนินการตามกรอบเวลาที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวกำหนดไว้อย่างดีที่สุด จึงไม่ขอแสดงความเห็นว่าควรจะมีการขยายเวลาการเลือกตั้งออกไป ตามข้อเรียกร้องของพรรคการเมืองหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ต้องไปถามความเห็นจากพรรคการเมืองที่เสนอ เพราะหากจะมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ต้องไปแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวก่อน เพราะขณะนี้ทุกอย่างเป็นไปตามโรดแมปที่วางไว้
     
     
    โบ้ย บอก จนท.พิมพ์ผิด ปม ร่างรธน.แยกพนักงานสอบสวนออกจาก ตร.
     
    ด้านมติชนออนไลน์รายงานว่านายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงบทบัญญัติในมาตรา 282(8) ที่กำหนดให้แยกพนักงานสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ว่า เนื่องจาก กมธ.ปฏิรูปกฏหมายและกระบวนการยุติธรรม สปช.ส่งข้อเสนอแนะแนวทางปฏิรูปตำรวจมาให้ล่าช้า และเมื่อส่งมาก็มีมา 2 ความเห็น คือ เสนอให้พนักงานสอบสวนมีอิสระในการทำงาน แต่ไม่แยกออกจากสตช.กับ เสนอให้แยกงานสอบสวนออกจาก สตช.โดยความเห็นดังกล่าวที่ส่งมาลงนามโดยนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปกฏหมายฯ ซึ่งยืนยันว่า ในส่วนนี้ กมธ.ยกร่างฯ มีมติเห็นว่า พนักงานสอบสวนควรมีอิสระแต่ต้องไม่แยกออกจาก สตช. ซึ่งในการพิจารณาในวันดังกล่าว ตนกับนางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ เลขาฯ กมธ.ยกร่างฯ ติดภารกิจไม่อยู่ในที่ประชุม ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่พิมพ์เนื้อหาร่างในที่ประชุมอาจไม่มีความชำนาญ จึงเขียนผิดมติ กมธ.ยกร่างฯ และอาจเป็นความผิดพลาดของตนที่ไม่ได้อ่านทวนอีกครั้ง หลังจากนี้ กมธ.ยกร่างฯ จะนำกลับไปแก้คำผิดให้เป็นไปตามมติที่ประชุม กมธ.ยกร่างฯ ต่อไป
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    กระทรวงมหาดไทยเนปาลแจ้งยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดจากแผ่นดินไหวขนาด 7.9 ริกเตอร์ที่เกิดขึ้นในสายวันนี้ว่าอยู่ที่ 688 คนแล้ว ด้านกระทรวงการท่องเที่ยวเนปาลแจ้งว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 8 คน จากหิมะถล่มบนยอดเขาเอเวอเรสต์เพราะแผ่นดินไหว

     
     
    ที่มาภาพ: สำนักข่าวไทย
     
    25 เม.ย. 2558 สำนักข่าวไทยรายงานว่าเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยเนปาลเผยกับสำนักข่าวต่างประเทศเมื่อเวลา 18.34 น.วันนี้ตามเวลาในไทยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นช่วงสายวันนี้เพิ่มขึ้นเป็น 688 คนแล้ว เฉพาะในกรุงกาฐมาณฑุมีผู้เสียชีวิต 181 คน ด้านเจ้าหน้าที่กระทรวงการท่องเที่ยวเผยว่า แผ่นดินไหวทำให้หิมะถล่มกลบเบสแคมป์บางส่วน ซึ่งเป็นจุดพักของนักไต่เขาที่ต้องการพิชิตยอดเขาสูงที่สุดในโลกแห่งนี้ ขณะนี้ได้รับแจ้งแล้วว่ามีผู้เสียชีวิต 8 คน ล่าสุดมีรายงานจากเขตปกครองตนเองทิเบตของจีนว่า มีผู้เสียชีวิต 1 คนจากแผ่นดินไหวเนปาล
     
    แผ่นดินไหวครั้งนี้ถือว่ารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เนปาลเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ขนาด 8 ริกเตอร์เมื่อ 81 ปีก่อน ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตทั้งในเนปาลและรัฐพิหารของอินเดียประมาณ 10,800-12,000 คน
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    "ยังมีความตื้นเขินอย่างที่สุด ไม่เข้าใจหลักการการประกันสิทธิพื้นฐานสุขภาพให้กับประชาชน มองเห็นคนไม่เท่ากัน ต้องการลดทอนสวัสดิการพื้นฐานของประชาชนให้เหลือเพียงการสังคมสงเคราะห์อนาถาเท่านั้น.."

    กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ เสนอให้คนรวยเสียสละไม่ใช้สิทธิ์ 30 บาทรักษาทุกโรค เพื่อทำกุศลให้คนจน ในรายการคืนความสุขฯ

    อมธ.-กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย แจ้งยกเลิกจัดเสวนา “จอมพลสฤษดิ์ และมรดกที่ประกอบสร้างจากยุคพัฒนา” เหตุได้รับแจ้งให้เปลี่ยนหัวข้อและเนื้อหา มิเช่นนั้นจะไม่ได้รับอนุญาตให้จัด

    26 เม.ย.2558 องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(อมธ.)และกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD) ระบุขอยกเลิกการจัดกิจกรรมเสวนาสาธารณะ “จอมพลสฤษดิ์ และมรดกที่ประกอบสร้างจากยุคพัฒนา” โดยชี้แจงเหตุผลและรายละเอียดของการเตรียมการจัดกิจกรรมดังกล่าวดังนี้

    ในครั้งแรก ทางผู้จัดมีความตั้งใจที่จะจัดกิจกรรมตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2558 โดยได้ขออนุญาตใช้สถานที่กับทางมหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2558 แต่ไม่ได้รับอนุญาตโดยให้เหตุผลว่ากิจกรรมจะต้องได้รับอนุญาตจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เสียก่อน ทางผู้จัดจึงทำหนังสือขออนุญาตจัดกิจกรรมไปยัง คสช.ในวันเดียวกัน แต่กว่าที่จะได้รับอนุญาตก็ล่วงเลยจากวันที่กำหนดไว้แล้ว จึงต้องเลื่อนการจัดกิจกรรมออกไปก่อน

    ต่อมา ทางผู้จัดกำหนดจัดกิจกรรมดังกล่าวในวันที่ 26 เมษายน 2558 โดยได้ทำหนังสือขออนุญาตจัดกิจกรรมไปยัง คสช. อีกครั้งเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2558 หลังจากนั้นได้รับแจ้งจากทางมหาวิทยาลัยในบ่ายวันที่ 20 เมษายน 2558 ว่าได้รับอนุญาตแล้วและให้ไปรับหนังสืออนุญาตที่สถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม เมื่อไปติดต่อที่สน. ดังกล่าวในวันที่ 22 เมษายน 2558 กลับได้รับแจ้งว่ายังไม่ได้รับหนังสืออนุญาต คาดว่าจะได้รับภายในสัปดาห์นั้น แต่เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2558 กลับได้รับแจ้งให้เปลี่ยนหัวข้อและเนื้อหาการเสวนา มิเช่นนั้นจะไม่ได้รับอนุญาตให้จัด ทางผู้จัดจึงต้องยกเลิกการจัดกิจกรรมในที่สุด

    สาเหตุที่เลือกหัวข้อนี้ เพราะผู้จัดได้มีโอกาสอ่านงานเขียนของอาจารย์ทักษ์ เฉลิมเตียรณ ชื่อ "การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ (Thailand: The politics of Despotic Paternalism)" จึงได้รู้ว่าในยุคของจอมพลผ้าขาวม้าแดงรายนี้ ได้สร้างมรดกตกทอดทั้งทางการเมือง ระบบเศรษฐกิจ และวิธีคิดต่างๆมากมายต่อประเทศไทยจนสืบทอดมาถึงปัจจุบันอย่างที่เราเป็นกัน หลายคนที่เกิดไม่ทัน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เราไม่รู้เลยว่าหลายสิ่งที่ได้เกิดจากยุคดังกล่าว ยังคงอยู่และฝังตัวหยั่งรากลึกจนกลายเป็นรากฐานวิธีคิดของคนในสังคมไทย จนเรามิได้รู้ตัวเลยว่าเป็นสิ่งที่เพิ่งถูกประกอบสร้างขึ้นเมื่อกึ่งศตวรรษนี้เอง อีกทั้งคนที่เกิดทันยุคทันสมัย หรือห่างจากยุคสมัยนั้นไม่มากนักก็ยังมีภาพความเข้าใจที่ไม่แม่นยำนัก

    และนอกจากนี้ ในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลกช่วงสงครามเย็นนั้น ประเทศไทยเราได้มีโอกาสพัฒนาอย่างก้าวกระโดด โดยที่หลายคนมิได้สงสัยเลยว่าทำไมประเทศไทยจึงก้าวไปได้ไกลกว่าเพื่อนบ้านในยุคนั้น ซึ่งนี่จะเป็นประเด็นที่ได้ทำให้เรามีความเข้าใจต่อจุดยืนของประเทศเราเองท่ามกลางสังคมโลกได้อย่างดีขึ้น และจะเป็นผลดีต่อการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (AEC) เนื่องจากเป็นที่รู้กันดีว่าในภูมิภาคนี้ มีหลายชาติรวมถึงประเทศไทยที่ยังคงมีภาพความเข้าใจต่อประเทศอื่นๆที่ไม่เป็นผลดีและไม่ถูกต้องนักต่อการพัฒนา ดังคำที่เราได้โปรยเอาไว้ในคำเชิญร่วมงานเสวนาว่า “ไม่เรียนรู้อดีต ก็จะไม่เข้าใจปัจจุบัน และไม่เท่าทันอนาคต”

    ผู้จัดเป็นเพียงกลุ่มนักศึกษาที่ต้องการเพิ่มพูนความรู้ให้แก่ตนเองและผู้อื่น หากแต่ไม่ได้มีทรัพยากรมากเพียงพอที่จะอำนวยการจัดกิจกรรมทุกอย่างได้เอง จึงต้องขอพึ่งพามหาวิทยาลัย ด้วยหวังว่ามหาวิทยาลัยจะดำเนินการตามภารกิจของตนให้สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่แห่งวิชา แต่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็ไม่ปกป้องคุ้มครองเสรีภาพทางวิชาการ อันเป็นหัวใจของมหาวิทยาลัยไว้ กลับมอบอำนาจตัดสินใจให้บุคคลภายนอกเข้ามาแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างง่ายดาย ผู้จัดในฐานะนักศึกษามหาวิทยาลัยจึงรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง

    อย่างไรก็ตาม ผู้จัดเห็นว่า หากกิจกรรมนี้ได้มีขึ้น จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะเป็นอย่างมาก ดังนั้นผู้จัดจะพยายามหาช่องทางในการจัดกิจกรรมดังกล่าว ขอให้ทุกท่านโปรดติดตามต่อไป

    ทั้งนี้ตามกำหนดการเสวนาเดิมที่มีการเผยแพร่นั้นจะจัดขึ้น ในนวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2558 เวลา 13.00 - 16.30น. ณ ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์ ชั้น3 อาคารเอนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ดำเนินการการโดย อ.ธร ปีติดล จากคณะเศรษฐศาสตร์ มธ.

    โดยมี วิทยากรร่วมเสวนา ประกอบด้วย  ด้านประวัติศาสตร์  อ.ศุภวิทย์ ถาวรบุตร จากคณะศิลปศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ มธ. ด้านรัฐศาสตร์ อ.พวงทอง ภวัครพันธุ์ จากคณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ม.จุฬาฯ และด้านเศรษฐศาสตร์  อ.อภิชาต สถิตนิรามัย จากคณะเศรษฐศาสตร์ มธ.
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai