Are you the publisher? Claim this channel


Embed this content in your HTML

Search



Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    เสวนา ‘ความมั่นคงของชาติกับอนาคตสันติภาพชายแดนใต้’ ‘พล.ต.นักรบ’ ยัน คสช.สั่งเดินหน้าการพูดคุยสันติภาพ คาดกระบวนการชัดขึ้นหลังมีรัฐบาลใหม่ เผยเตรียมร่างโรดแมปเปิดเวทีหารือทั่วประเทศ ด้าน ‘ศรีสมภพ’ ย้ำการพูดคุยสันติภาพเปลี่ยนสถานการณ์ในพื้นที่ เน้นย้ำประชาชนต้องมีส่วนผลักดัน
     
     21 ส.ค. 2557 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2557 วิทยาลัยประชาชน (People’s College) จัดเสวนาสาธารณะในหัวข้อ ‘ความมั่นคงของชาติกับอนาคตสันติภาพชายแดนใต้’ ที่ห้องประชุมศรีวังสา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยมี พล.ต.นักรบ บุญบัวทอง รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานการปฏิบัติที่ 5 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และ ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ร่วมอภิปราย
     
    พล.ต.นักรบ กล่าวระหว่างการเสวนาว่า ขอยืนยันกระบวนการสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังเดินหน้าต่อไป เพราะจากประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 98/2557 เรื่องการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 96/2557 เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อดำเนินการสร้างกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ ในขณะที่นโยบายบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ระบุให้มีการส่งเสริมการพูดคุย ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการยกร่างฉบับใหม่ที่จะต้องมีการระบุให้ชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม และคาดว่าจะแล้วเสร็จเร็วๆ นี้ ซึ่งนโยบายฉบับปัจจุบันก็มีการระบุถึงการส่งเสริมให้มีการพูดคุยสันติภาพ เพียงแต่ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีรัฐบาลที่เป็นทางการ จึงทำการเปิดตัวยากมาก
     
    “ผมคิดว่าอีก 2 สัปดาห์ จะมีรัฐบาลอย่างเป็นทางการ เมื่อมีรัฐบาลแล้ว คิดว่าสามารถที่ดำเนินการกระบวนการสันติภาพได้ชัดเจนขึ้น โดยเปิดพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนในพื้นที่เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมกับกระบวนสันติภาพมากที่สุด พร้อมทั้งมีการเดินสายพบปะกับประชาชนทั่วประเทศ เพื่อทำความเข้าใจในเรื่องกระบวนการสันติภาพ ที่สำคัญหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงจะร่าง Roadmap กระบวนการสันติภาพของรัฐบาลและนำไปรับฟังความเห็นของประชาชน” พล.ต.นักรบ เปิดเผย
     
    นายทหารจาก กอ.รมน. กล่าวยอมรับว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจะต่อต้านเรื่องการพูดคุยกับฝ่ายตรงกันข้าม แต่ก็เป็นธรรมชาติของกลุ่มที่ดูแลเรื่องความมั่นคง หากสังเกตฝ่ายความมั่นคงจะคัดค้านเรื่องการพูดคุยเนื่องจากมองประเด็นปัญหาเป็นเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก กังวลว่าหากดำเนินการไม่ดีแล้วจะเกิดผลกระทบตามมาและฝ่ายตนเองจะต้องรับผิดชอบ แต่หากสังเกตให้ดี ท่าทีของฝ่ายความมั่นคงจากที่เคยแข็งกร้าวในเรื่องนี้ก็กลับเริ่มเปลี่ยนท่าที สำหรับตนนั้นตลอด 1 ปีที่ผ่านมาก็เฝ้าสังเกตการณ์มาโดยตลอด และเห็นว่าแม้ว่าจะเริ่มต้นได้ดี แต่กระบวนการถือว่าเร็วเกินไป ปัญหาใหญ่คือความเข้าใจเกี่ยวกับการพูดคุยเพื่อสันติภาพว่าในขั้นตอนแรกจำเป็นต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจก่อนเป็นลำดับแรก ตนเห็นว่าที่ผ่านมาหนึ่งปีนั้นไม่ได้ล้มเหลว แต่ก็ถือว่าเดินไปได้ไม่ได้ดีมากนัก
     
    “ปัญหาคือเรื่องการสื่อสารที่ไม่สื่อว่าขั้นตอนควรเป็นเช่นไร รัฐควรสื่อสารกับคนทั้งประเทศว่าเห็นด้วยหรือไม่กับกระบวนการสันติภาพที่ภาคใต้ ซึ่งเชื่อว่าคนส่วนใหญ่เห็นด้วยอยู่แล้ว เราจึงจะสามารถดำเนินการได้ ควรเปิด Roadmap ให้ทราบกันทั่วไป เพื่อสร้างความเชื่อมั่น สื่อสารว่าเรากำลังอยู่ในขั้นที่หนึ่ง คือการสร้างความเชื่อมั่น ในขั้นนี้ก็อาจจะมีขั้นที่ 1.1 1.2 ไปจนถึง 1.100 ซึ่งต้องใช้เวลา จะข้ามแต่ละขั้นก็ต้องมีตัวชี้วัดชัดเจน หากผมเป็นคนที่อยู่กรุงเทพฯ แล้วมีการเซ็นต์สัญญาพูดคุย คนกรุงเทพฯคิดว่าปัญหาภาคใต้จบแล้ว แต่ความจริงคือไปคุยเพียงครั้งแรกนั้นเพื่อไปสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจได้อย่างไร หากขั้นแรกยังไม่สำเร็จ จะสร้างขั้นสองต่อไปก็ยังไม่ได้”
     
    พล.ต.นักรบ กล่าวต่อว่า ขั้นตอนต่อจากนั้นคือการลงนามในข้อตกลงว่าจะเดินหน้าพูดคุยหรือการเจรจากันต่อ ในตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าจะออกมาอย่างไร จะออกมาเป็นการกระจายอำนาจ การปกครองตนเอง หรือแยกเป็นเอกราชก็ยังไม่แน่นอน เพราะยังไม่มีการตั้งประเด็นว่าจะเป็นไปในรูปแบบใด เพราะเราต่างก็ไม่รู้ว่าระบบการเมืองแบบใดดีที่สุดหรือเหมาะสมกับพื้นที่มากที่สุด หลังจากนั้นจึงเป็นขั้นตอนของการร่าง Roadmap ว่าจะเดินต่อไปอย่างไร
     
    พล.ต.นักรบ เปิดเผยอีกว่า สำหรับแผนที่เดินทาง หรือ Roadmap ที่หน่วยงานความมั่นคงจะจัดทำขึ้นนั้นจะยกร่างโดยเอาประสบการณ์การสร้างกระบวนการสันติภาพจากหลายประเทศ เช่น ไอร์แลนด์เหนือ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นต้น มาเป็นรูปแบบในการดำเนินการกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ กอ.รมน. อาจจะยกร่างขึ้นมาก่อนแล้วนำมาปรับแก้หลังจากรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้ว
     
    “ผมขอเรียนว่าเราเดินต่อไป แต่ขณะนี้รัฐไทยยังไม่พร้อม เราขอเตรียมการดีไซน์รูปแบบและวิธีการทำงานก่อน เพราะตอนนี้รัฐบาลยังไม่ได้อยู่ในสถานะปกติ การเปิดเวทีพูดคุยกับต่างประเทศก็ค่อนข้างยาก เพราะติดที่เรื่องประสานงาน”
     
    นายทหารจาก กอ.รมน. กล่าวว่า ความท้าทายและความเสี่ยงที่กระบวนการซึ่งกำลังดำเนินอยู่นี้คือความหวาดระแวงที่แต่ละฝ่ายมีอยู่ เนื่องจากไม่มีการสร้างความไว้วางใจไว้ก่อนที่จะมีการลงนาม ในขณะที่ฝ่ายไทยเองก็ยังระแวงรัฐบาลมาเลเซียอยู่ ส่วนฝ่ายขบวนการในพื้นที่เองก็ไม่รู้จักผู้นำของกลุ่มตัวเองและมีความเสี่ยงที่จะมีการปฏิวัติภายในองค์กร ซึ่งประเมินได้จากการที่พวกเขาพยายามสื่อสารผ่านยูทูปเพื่อมุ่งสร้างความเข้าใจให้ตรงกันกับทุกกลุ่ม นอกจากนี้ ความเสี่ยงที่สำคัญอีกประการคือการเร่งการพูดคุยให้เร็วมากเกินไปเหมือนกับการพูดคุยครั้งที่ผ่านมา
     
    พล.ต.นักรบ กล่าวต่อว่า ความเสี่ยงที่จะทำให้การพูดคุยไม่ประสบความสำเร็จยังอยู่ที่เอกภาพของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งมักจะมีความขัดแย้งกันเอง การแก้ไขปัญหานี้คือการสร้างเอกภาพทางความคิด กล่าวคือทำอย่างไรให้คิดต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาให้เหมือนกันทั่วประเทศ ซึ่งจุดนี้แนวนโยบายฉบับใหม่ที่กำลังยกร่างอยู่จะช่วยได้ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเอกภาพทางการบริหารที่จะต้องแก้ไขให้ได้
     
    ส่วนการพูดคุยสันติสุขจะใช้กรอบการลงนามฉันทมติทั่วไปว่าด้วยกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพที่ลงนามระหว่างรัฐไทยกับขบวนการ BRN เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 หรือไม่นั้นต้องให้ผู้ที่เกี่ยวในระดับสูงเป็นผู้ตัดสินใจ แต่ตนมองว่ากรอบดังกล่าวยังมีประโยชน์อยู่ เนื่องจากมีการระบุว่าการพูดคุยต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ หากทำกรอบการพูดคุยขึ้นมาใหม่อาจมีปัญหาตามมา
     
    ด้าน ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวว่า การพูดคุยสันติภาพในรอบปีที่ผ่านมา แม้จะมีการหยุดชะงักไปแต่ก็ส่งผลอย่างมากต่อสถานการณ์ในพื้นที่ เนื่องจากมีการสร้างบรรยากาศที่เอื้อให้กลุ่มที่มีความเห็นต่างจากรัฐได้มาพูดคุย ซึ่งอยู่ในกรอบคิดที่ทาง สมช. ได้ระบุไว้ในนโยบาย และเป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนสันติภาพที่มีพลวัตในพื้นที่ ทำให้ผู้คนเริ่มคิดหาทางออกได้โดยไม่ฆ่ากัน
     
    ขณะนี้เรากำลังอยู่ในขั้นตอนของการพูดคุยสันติภาพซึ่งเป็นขั้นตอนของการเตรียมการสู่การเจรจาสันติภาพในอนาคต ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานเพียงใด แต่ที่รู้แน่ชัดคือกระบวนการสร้างสันติภาพนั้นมีช่องทางอยู่หลากหลาย การเปิดพื้นที่ทางการเมืองในช่องทางเหล่านั้นก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดเครือข่ายหนุนเสริมสันติภาพที่จะทำงานเมื่อถึงคราวที่กระบวนการหยุดชะงัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และประชาชนกลุ่มต่างๆ ร่วมกันผลักดันมาตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา
     
    “การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมมีความสำคัญมาก หากขาดโครงข่ายรองรับการพูดคุยสันติภาพ จะทำให้การพูดคุยไม่ราบรื่น ไม่ยั่งยืน ต้องมีการดำเนินการจากล่างขึ้นบน จากบนลงล่าง” ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าว
     
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

  • 08/21/14--01:34: แบรด อดัมส์ (chan 1234661)
  • “เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ศาลไทยยกคำร้องขอประกันตัวของผู้ที่รอการไต่สวนในคดี ‘ดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์’ การปฏิเสธไม่ให้ประกันตัวอย่างเป็นระบบต่อผู้ต้องหาคีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนี้ดูเหมือนเป็นความตั้งใจที่จะลงโทษพวกเขาตั้งแต่ยังไม่ได้ไต่สวนด้วยซ้ำ”

    20 ส.ค.57 ผอ.ฝ่ายเอเชีย ของฮิวแมนไรท์วอทซ์

    21 ส.ค.2557 สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน มูลนิธิผสานวัฒนธรรม สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติยุติการคุกคามเสรีภาพในการแสดงออก ยกตัวอย่างกรณีเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวเครือข่ายประชาชน 11 จังหวัดภาคใต้ 11 คนซึ่งเดินรณรงค์เรื่องการปฏิรูปพลังงานไปยังค่ายเสนาณรงค์ วานนี้ ด้วยเหตุผลว่าชุมนุมเกิน 5 คน และกรณีการห้ามจัดกิจกรรมของแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ในประเด็นความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ที่ จ.เชียงใหม่

    เนื้อหาแถลงการณ์ มีดังนี้

    แถลงการณ์
    เรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติยุติการคุกคามเสรีภาพในการแสดงออก

    ตามที่เจ้าหน้าที่ทหารได้ดำเนินการควบคุมตัวเครือข่ายประชาชน 11  จังหวัดภาคใต้จำนวน 11 คน ไปยังค่ายเสนาณรงค์โดยอ้างว่าเป็นการชุมนุมซึ่งเกินกว่าห้าคน เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2557 ซึ่งประชาชนกลุ่มดังกล่าวได้ร่วมกันเดินเท้าจากอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาสู่กรุงเทพมหานครเพื่อรณรงค์สร้างความเข้าใจต่อการปฏิรูปพลังงานในนามของ “ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน” อันเป็นวันที่สองของกิจกรรม  นอกจากนี้ยังพบว่าหลายกิจกรรมซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมืองก็ไม่สามารถจัดได้เช่นเดียวกัน ดังเช่น กิจกรรม Light up Night ค่ำคืนสิทธิมนุษยชน ตอนสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสราเอล-ปาเลสไตน์ในกาซ่า ซึ่งแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยได้วางแผนจัดงานในวันที่ 17 สิงหาคม 2557 แต่กลับได้รับการแจ้งจากหน่วยทหารในจังหวัดเชียงใหม่ให้ระงับกิจกรรมดังกล่าวเนื่องจากเป็นการละเมิดต่อประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 7/2557 ซึ่งห้ามชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คน

    สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) และองค์กรข้างท้ายนี้เห็นว่าพฤติกรรมในการคุกคามต่อการจัดกิจกรรมของประชาชนของเจ้าหน้าที่ทหารมีลักษณะเป็นการละเมิดต่อพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนและอาจก่อให้เกิดผลกระทบดังต่อไปนี้

    1. บุคคลย่อมมีสิทธิในการแสดงความเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง มีสิทธิในเสรีภาพแห่งการแสดงออก สิทธินี้รวมถึงเสรีภาพที่จะแสวงหา รับและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและความคิดทุกประเภท ตามข้อ 19 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีในการปฏิบัติตาม ดังนั้นการที่เจ้าหน้าที่ทหารห้ามประชาชนในการจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งการเดินเท้าของขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน การจัดกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนของแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล หรือกิจกรรมอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน ย่อมเป็นการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนดังกล่าว

    2. การห้ามกิจกรรมต่างๆ ของเจ้าหน้าที่ทหารนั้นนอกจากจะเป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก อันเป็นสิทธิเสรีภาพสำคัญในระบอบประชาธิปไตยแล้ว อีกนัยหนึ่งคือการจำกัดสิทธิของประชานในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้วยเช่นเดียวกัน กล่าวคือการห้ามแสดงออกนั้นไม่ได้มีผลกระทบเพียงผู้ที่ถูกห้ามกิจกรรมแต่ยังส่งผลต่อความรับรู้ของประชาชนอื่นๆ ซึ่งอาจจะได้จากการกิจกรรมนั้นด้วย

    3. นอกจากนี้การห้ามกิจกรรมดังกล่าว ยังส่งผลเป็นการสร้างความหวาดกลัวต่อประชาชนกลุ่มอื่นที่ต้องการแสดงออก หรือต้องการนำข้อเสนอของตนสู่สาธารณะ อันเป็นผลให้ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียง แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในสังคม แต่กลับถูกจำกัดไว้เฉพาะกลุ่ม หรืออาจทำได้เพียงยื่นข้อเสนอต่อผู้มีอำนาจหน้าที่เท่านั้น

    สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) และองค์กรข้างท้ายนี้ เห็นว่าเสรีภาพในการแสดงออก สิทธิในการรับรู้ข่าวสาร และสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง เป็นสิทธิเสรีภาพซึ่งได้รับรองในรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยมาตลอด และเป็นเสรีภาพที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในภาวะที่ประชาชนไม่มีตัวแทนในการนำเสนอปัญหาไปยังรัฐสภาโดยตรง การใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อนำข้อเสนอไปสู่การถกเถียง หรือนำไปสู่การปฏิรูปประเทศจึงจำเป็นอย่างยิ่งและไม่อาจละเลยได้หากผู้มีอำนาจต้องการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนจึงขอเรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติและเจ้าหน้าที่ทหารในสังกัดยุติการคุกคามประชาชนในการจัดกิจกรรม การแสดงออกอันเป็นการยืนยันว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเคารพพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน

    ด้วยความเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน
    สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
    มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
    สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน
    มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     

    รายการ ‘คุยหนังอาเซียนกับฟิล์มกาวัน’ กลับมาพบกับท่านผู้ชมอีกครั้ง หลังจากห่างหายกันไประยะหนึ่ง ครั้งนี้แนะนำภาพยนตร์จากประเทศเวียดนาม เรื่อง ‘Owl and the sparrow’ ซึ่งเป็นภาพยนตร์ดราม่า นำเสนอแง่มุมและภาพชีวิตอันเปลี่ยวเหงาของคนในสังคมเวียดนามปัจจุบัน ผ่านละครสามตัว คือ Thuy เด็กหญิงกำพร้าวัย 10 ปี, Lan พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน และ Hai ผู้ดูแลสวนสัตว์ ทั้งสามบังเอิญมาพบกันและเกิดผูกพันท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองไซ่ง่อน

    พบกับชนม์ธิดา อุ้ยกูล และจิรัชฌา อ่อนโอภาส จากกลุ่มฟิล์มกาวัน จะมาแนะนำภาพยนตร์และสนทนากับ อาจารย์มรกตวงศ์ ภูมิพลับ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวียดนาม และอาจารย์ประจำศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงสภาพสังคมเวียดนามปัจจุบันที่สะท้อนผ่านภาพยนตร์ และความเปลี่ยนแปลงของภาพยนตร์เวียดนามที่เดิมมักยึดโยงกับเรื่องราวของสงครามและวีรบุรุษของชาติ มาเป็นการสะท้อนสภาพปัญหาสังคมของเวียดนามยุคใหม่ เช่น คนเร่ร่อน ความเหงาและโดเดี่ยวของคนเวียดนามในเมืองใหญ่ รวมถึงเสรีภาพของผู้ผลิตภาพยนตร์เวียดนามในการนำเสนอเรื่องราวต่างๆ และกระแสความนิยมภาพยนตร์ไทยในประเทศเวียดนาม

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    21 ส.ค.2557 กรณีมีการรณรงค์ผ่านเว็บ change.org เรียกร้องให้บริษัท Line ถอดสติกเกอร์พระพุทธเจ้าออกจากสติกเกอร์สโตร์ โดยระบุว่า เป็นการไม่ให้ความเคารพในพระพุทธเจ้า อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของขาวพุทธทั่วโลก นพ.พรชัย พิญญพงษ์ ประธานองค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (ย.พ.ส.ล.) กล่าวว่า ได้รับการร้องเรียนจากเครือข่ายชาวพุทธ ในกรณีที่มีบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งได้นำภาพพระพุทธเจ้ามาทำเป็นสติ๊กเกอร์ไลน์ล้อเลียนในอิริยาบถต่างๆ อาทิ กางแขนกางขา ยกนิ้ว ซึ่งมีลักษณะคล้ายสติ๊กเกอร์ที่ออกแนวล้อเลียนขำขัน หรือติดตลก โดยใช้ชื่อว่า BUDDHA, The Mask Revolution และ Saint Young Men ซึ่งสร้างความสะเทือนใจต่อชาวพุทธที่พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง ย.พ.ส.ล.จึงรณรงค์คัดค้านเรื่องดังกล่าวผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งผลปรากฏว่า ทางบริษัทไลน์ประเทศไทยแจ้งกลับมาว่า ได้มีการยกเลิกการขายสติ๊กเกอร์ในประเทศไทยแล้ว พร้อมถอดออกจากคลังสติ๊กเกอร์ด้วย

    นพ.พรชัย กล่าวต่อไปว่า ทาง ย.พ.ส.ล.ยังได้รณรงค์เชิญชวนชาวพุทธทั่วโลกได้ร่วมกันลงชื่อในเว็บไซต์ Change.org หรือกดไปที่ลิงก์ http://goo.gl/8Iw76w เพื่อคัดค้านการทำสติ๊กเกอร์ที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะรูปพระพุทธเจ้าที่เป็นที่ศรัทธาของชาวพุทธทั่วโลก เนื่องจากต้นทางการผลิตสติ๊กเกอร์ไลน์มาจากประเทศญี่ปุ่น ถึงแม้จะยกเลิกการขายในประเทศไทย แต่บริษัทไลน์ก็อาจจะมีการส่งสติ๊กเกอร์พระพุทธเจ้าขายไปทั่วโลกแล้ว จึงต้องให้ชาวพุทธทั่วโลกที่เห็นสติ๊กเกอร์ดังกล่าวช่วยกันแจ้งกลับไปยังบริษัทไลน์ในประเทศของตนให้ช่วยดำเนินการอย่างประเทศไทย เพื่อเป็นการปกป้องพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ ยังฝากถึงประชาชนหากเจอกรณีที่นำภาพที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนามาดูหมิ่นอย่างไม่เหมาะสม ก็ช่วยกันแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้ช่วยแก้ไขปัญหาให้เกิดความเหมาะสมต่อไป

    ทั้งนี้ สติ๊กเกอร์ดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นสติ๊กเกอร์ใน LINE Creator Sticker ซึ่งเป็นระบบที่เปิดให้ผู้ใช้ส่งสติ๊กเกอร์ที่ออกแบบเองขึ้นไปขายได้ โดยจะมีทีมงานตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง ส่วนสติ๊กเกอร์ชุด Saint Young Men เป็นสติ๊กเกอร์จากการ์ตูนชื่อเดียวกัน เกี่ยวกับการพักร้อนของพระพุทธเจ้าและพระเยซู
     

     


     

     

     

    ที่มา:เนชั่นทันข่าว

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    จากกรณี เมื่อวันที่ 27 พ.ค 57 นายวรวุฒิ เทือกชัยภูมิ นักศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม 1 ใน 6 คน ซึ่งถูกเรียกเข้ารายงานตัวหลังจัดกิจกรรมต่อต้านรัฐประหารของ คสช. (รายละเอียด อ่านที่นี่) ความคืบหน้าล่าสุด มีรายงานข่าวแจ้งว่าเขาได้รับหนังสือคำสั่งเรียกรายงานตัวอีกครั้งจากกองกับการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย เจังหวัดมหาสารคามเมื่อวันที่ 19 ส.ค. ผ่านมายังอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อให้นายวรวุฒิเข้ารายงานตัวในวันนี้ (21 ส.ค.) เวลา 10.00 น. ที่หอประชุมจังหวัดมหาสารคาม กองกำกับรักษากองกำลังรักษาความสงบฯ นายวรวุฒิ กล่าวถึงสาเหตุที่ถูกเรียกไปรายงานตัวว่า ไม่แน่ใจว่าจะเป็นการให้ข้อมูลการเรียกครั้งก่อนกับสื่ออนไลน์หรือไม่ เนื่องจากหนังสือคำสั่งครั้งนี้อ้างเหตุผลว่า “เพื่อให้มาตรการเรื่องความสงบในจังหวัดมหาสารคามเป็นไปด้วยความเรียบร้อย” นอกจากมีหนังสือคำสั่งแล้ว เจ้าหน้าที่ทหารยังมีการโทรศัพท์ติดต่อโดยตรงมายังเขา รวมถึงติดต่อมายังครอบครัวเพื่อให้เขาเข้าไปรายงานตัว

    “มีการส่งหนังสือคำสั่งมา 3 ครั้ง และยังมีการเรียกตัวโดยที่ไม่มีคำสั่งประมาณ 5 ครั้ง มีการขอให้ออกนอกพื้นที่ เราก็ไม่ออกนอกพื้นที่ เพียงบอกว่าจะไม่เคลื่อนไหวทางการเมือง ก็ไม่มีปัญหาอะไร สำหรับคำสั่งครั้งล่าสุดที่เรียกตัวเข้าไปพบ คงจะไม่ไป เพราะถ้าไปในพื้นที่การควบคุมของทหาร เราไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะมีความปลอดภัยแค่ไหน” วรวุฒิกล่าว

    นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า หลักฐานที่ทหารยืนยันว่าเขาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหารนั้นเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดของทางมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และผู้ที่พาทหารมาเชิญตัวในครั้งแรกก็คือเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย ส่วนอาจารย์ที่คณะที่ก็เพียงแต่ให้คำปรึกษาเท่านั้น 
     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    สธ.ยันยังไม่พบผู้ป่วยติดเชื้ออีโบลาในไทย ล่าสุด มีเพียงหญิงรายหนึ่งที่เพิ่งกลับจากประเทศไลบีเรียซึ่งมีเชื้ออีโบลา และกังวลใจจึงขอเข้าระบบคัดกรอง ย้ำ 'อยู่ระหว่างการสอบสวนโรค' เท่านั้น

    21 ส.ค.2557 เมื่อเวลา 18.30 น. ที่ศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวกรณีมาตรการเฝ้าระวังโรคอีโบลา ว่า ขณะนี้มีหญิง อายุ 48 ปี ซึ่งทำงานอยู่ที่ประเทศไลบีเลีย ​ได้เดินทางมาจากประเทศไลบีเรีย ​วันที่ 18 ส.ค. เปลี่ยนเครื่องที่ประเทศเคนยา และ​มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ วันที่ 19 ส.ค.​ ในระหว่างการเดินทางมีอาการปวดหัว และมีผื่นขึ้น แต่ไม่มีไข้ เมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทย ได้ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเอกชน โดยแพทย์วินิจฉัยเบื้องต้นว่า เป็นลมพิษ จากนั้นได้เข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง แต่ก็ยังมีความกังวล จึงได้โทรแจ้งสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 เจ้าหน้าที่จึงได้ไปรับตัวมายังสถาบันบำราศนราดูร เพื่อเฝ้าระวัง โดยแพทย์ได้ตรวจสอบเบื้องต้น ไม่พบไข้  ซึ่งเป็นอาการบ่งชี้ของโรคอีโบลา แต่ตามมาตรฐานการเฝ้าระวัง​ จึงได้จัดให้เป็นผู้ที่อยู่ในระหว่างสอบสวนโรค ไม่ใช่ผู้ต้องสงสัยว่าป่วย

    "ตามมาตรฐานการเฝ้าระวังโรค นอกจากติดตามอาการของหญิงรายดังกล่าว กรมควบคุมโรค ยังได้ติดตามผู้ใกล้ชิดอีก 13 ราย ซึ่งมีทั้งผู้ที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน ญาติผู้ใกล้ชิด และพนักงานในโรงแรมที่หญิงรายดังกล่าวเข้าพัก ซึ่งกระบวนการทั้งหมด เป็นมาตรฐานการเฝ้าระวังโรค ไม่อยากให้ประชาชนแตกตื่นหรือเข้าใจผิด ซึ่งการเปิดเผยถือเป็นการทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในระบบเฝ้าระวัง" นพ.ณรงค์ กล่าว

    นพ.ศุภมิตร ชุณสุทธิวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารรสุข กล่าวว่า ความจริงแล้วหญิงรายดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องเข้ากระบวนการด้วยซ้ำ เพราะไม่มีอาการไข้ ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ของโรค แต่เพื่อความสบายใจและทำให้มาตรการเฝ้าระวังเข้มงวด จึงได้รับตัวหญิงรายดังกล่าวมาทำการติดตาม สอบสวนโรคอย่างใกล้ชิด โดยแพทย์ได้ตรวจสอบไม่พบว่ามีไข้แต่อย่างใด ส่วนผื่นที่พบขึ้นตามตัวเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ ซึ่งเบื้องต้นตามผลการตรวจของโรงพยาบาลเอกชน ว่า เป็นเพียงลมพิษ นอกจากนี้ จากการสอบสวนประวัติการสัมผัสก็ไม่พบประวัติสัมผัสกับคนที่มีอาการไข้ ที่ประเทศไลบีเรีย แต่อย่างใด ทั้งนี้ ตามมาตรฐานแม้หญิงรายดังกล่าว ไม่ได้ป่วยด้วยโรคอีโบลา แต่กระทรวงสาธารณสุข จะมีการตรวจเชื้อเพื่อยืนยันโรคตามหลักมาตรฐานด้วย

    ด้าน นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้การแพร่ระบาดของโรคมี 4 ประเทศ คือ กินี เซียร์ราลีโอน ไลบีเรีย และเมืองลากอส ประเทศไนจีเรีย ส่วนกรณีผู้ต้องสงสัยชาวเวียดนามและพม่า 3 ราย กระทรวงสาธารณสุขกำลังประสานกับทั้ง 2 ประเทศอย่างใกล้ชิด และจะแจ้งประชาชนทันทีเมื่อได้รับผลการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ ในการวินิจฉัยผู้ป่วยสงสัยโรคอีโบลา จะใช้เกณฑ์ที่กำหนดไว้เป็นมาตรฐาน รวมถึงการมีไข้สูงถึง 38 องศาเซลเซียส และมีประวัติเดินทางมาจากพื้นที่ระบาดของโรค เป็นต้น


    ที่มา:มติชนออนไลน์และ เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    21 ส.ค. 2557 เว็บ Hfocus ซึ่งเป็นเว็บข่าวในวงการสาธารณสุข รายงานว่า มีหนังสือจากกระทรวงการคลังเลขที่ กค 0806.1/10855 วันที่ 19 สิงหาคม 2557 ลงนามโดย นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ส่งถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรื่องแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) โดยระบุว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แต่งตั้งบอร์ด อภ.ชุดใหม่ ดังมีรายชื่อต่อไปนี้

    1.พลโทศุภกร สงวนชาติศรไกร ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ฝ่ายส่งกำลังบำรุง  ประธานกรรมการ

    กรรมการได้แก่

    2.นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)    

    3.นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)

    4.นายรักษเกชา แฉ่ฉาย รองเลขาธิการผู้ตรวจการแผ่นดิน                                         

    5.นางญาใจ พัฒนาสุขวสันต์ ผอ.สำนักกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) (เป็นกรรมการผู้แทนกระทรวงการคลัง)

    6.ภก.สุนทร วรกุล อดีตรองผอ.อภ. 

    7.ศ.ภญ.ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ คณบดีคณะการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต

    8.นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย ผู้ตรวจราชการสธ.

    9.นายอัษฎางค์ เชี่ยวธาดา อธิบดีอัยการ สำนักงานการบังคับคดี สำนักงานอัยการสูงสุด กรรมการ

    10.ศ.ดร.อัญญา ขันธวิทย์ ศาสตราจารย์ในสาขาวิชาการเงินและการธนาคารระดับ 11 และกีรติยาจารย์แห่งมาหวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    11.นส.โสภาวดี เลิศมนัสชัย กรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

    12.พล.ร.ต.หญิงพิมพ์ใจ ไชยเมืองราช ผู้ชำนาญการกองทัพเรือ

    ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค.57 เป็นต้น อย่างไรก็ตามในบอร์ด อภ.ชุดใหม่นี้นั้น นพ.สุวัช เซียศิริวัฒนา ยังคงเป็นบอร์ด อภ.ด้วย เนื่องจากเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เริ่มแล้วประชุมวิชาการนานาชาติ CCPP ‘การสื่อสาร ความขัดแย้งและกระบวนการสันติภาพ: ภูมิทัศน์ความรู้จากเอเชียและจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย’ ผู้เชี่ยวชาญด้านสันติภาพและการสื่อสารร่วมเป็นองค์ปาฐก
     
     
    21 ส.ค. 2557 ที่อาคารนานาชาติ วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) รศ.ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล อธิการบดี ม.อ.ปัตตานี เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ “เรื่อง การสื่อสาร ความขัดแย้งและกระบวนการสันติภาพ: ภูมิทัศน์ความรู้จากเอเชียและจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย” (Communication, Conflicts and Peace Processes :Landscape of Knowledge from Asia and the Deep South of Thailand) หรือ CCPP โดยมีนักศึกษา สื่อและนักวิชาการทั้งจากส่วนกลางในในพื้นที่ รวมทั้งภาคประชาสังคม เข้าร่วมจำนวนมาก
     
    รศ.ดร.ชูศักดิ์ กล่าวว่า ในขณะที่การศึกษาเกี่ยวกับปัญหารากเหง้าและแรงขับเคลื่อนที่นำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงมีจำนวนมาก ทั้งมิติการเมือง วัฒนธรรม และภาคประชาสังคม แต่การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการสื่อสารค่อนข้างมีจำกัด ทั้งที่ความรู้ด้านนี้มีความสำคัญต่อกระบวนการสันติภาพในเอเชียและจังหวัดชายแดนภาคของประเทศไทย จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุมนานาชาติครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยยกระดับความเข้าใจและเห็นหนทางคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้น
     
    การประชุมวิชาการนานาชาติครั้งนี้ จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 21- 22 สิงหาคม 2557 จัดโดย คณะวิทยาการสื่อสาร วิทยาลัยอิสลามศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี ร่วมกับ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ ม.อ.ปัตตานี สถาบันสันติศึกษา ม.อ.หาดใหญ่ และศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch)
     
    จุดเด่นๆ ของการประชุมวิชาการนานาชาติครั้งนี้ ในวันแรกได้แก่ การปาฐกถาพิเศษ เรื่อง จากระเบิดถึงป้ายผ้า ? การเปลี่ยนยุทธวิธีการต่อสู้ด้วยอาวุธสู่การไม่ใช้อาวุธโดย ศ.ดร.Stein Tønnesson สถาบันวิจัยสันติภาพแห่งกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์
     
    Stein Tønnesson
     
    ศ.ดร.Stein Tønnesson เป็นนักวิจัยและนักประวัติศาสตร์ชาวนอร์เวย์ สนใจศึกษาวิจัยด้านความขัดแย้งระหว่างประเทศในเขตทะเลจีนใต้ รวมทั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเวียดนามและการสร้างชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบัน เขาดำรงตำแหน่งหัวหน้าโครงการวิจัยด้านสันติภาพในเอเชียตะวันออก ที่มหาวิทยาลัย Uppsala ประเทศสวีเดน เขายังเป็นรองบรรณาธิการด้านเอเชียของวารสาร Journal of Peace Research และได้รับเชิญเป็นผู้วิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งและสันติภาพในสื่อมวลชนระดับสากล
     
    ตามด้วยการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง ระหว่างสองทางเลือกอันเป็นหายนะ : การใช้ศักยภาพของสื่อใหม่เพื่อเปลี่ยนผ่านความขัดแย้ง (Between Scylla and Charybdis : Harnessing the Potential of New Media for Conflict Transformation) โดย Sanjana Yajitha Hattotuwa ศูนย์ศึกษานโยบายทางเลือก ประเทศศรีลังกา
     
    Sanjana Hattotuwa
     
    สำหรับ Sanjana Hattotuwa เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะเป็นคนรุ่นใหม่ที่ทำงานด้านสื่อภาคพลเมืองและสื่อใหม่อย่างแข็งขัน เขายังเป็นผู้มีบทบาทในการออกแบบและใช้เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ รวมทั้งการศึกษาระบบนิเวศของสื่อมวลชนเพื่อสร้างสันติภาพ การลดความขัดแย้งผ่านสื่อออนไลน์ และการแปรเปลี่ยนความขัดแย้งไปสู่สันติภาพ
     
    เขาเป็นนักวิจัยอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายสื่อของศูนย์ศึกษานโยบายทางเลือก ประเทศศรีลังกา นับตั้งแต่ปี 2549 ถึงปัจจุบัน เขาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษของมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสันติภาพในเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อีกทั้งยังทำงานขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการข้อมูลข่าวสารในภาวะวิกฤติและการรักษาสันติภาพให้กับองค์การสหประชาชาติอีกด้วย
     
    ในปี 2553 เขาเป็นชาวศรีลังกาคนแรกที่ได้รับรางวัลจาก TED Fellowship และรางวัลด้านผู้ประกอบการข่าวสารและความรู้จากมูลนิธิ Ashoka ทั้งสองรางวัลดังกล่าวยืนยันถึงความทุ่มเทของเขาในการเป็นผู้ริเริ่มใช้พลังของสื่อภาคพลเมืองและสื่อใหม่ในการติดตามสถานการณ์ความรุนแรง การสร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ     
     
    Jake Lynch
     
    ส่วนไฮไลท์ของงานวันที่สอง ได้แก่ การปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “วารสารศาสตร์สันติภาพเพื่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง” โดยรองศาสตราจารย์ ดร.Jake Lynch ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความขัดแย้งและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย
     
    Associate Professor Dr. Jake Lynch เป็นผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาความขัดแย้งและสันติภาพแห่งมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เขาทุ่มเทเวลากว่าสิบปีเพื่อการศึกษา พัฒนาองค์ความรู้ในสาขาวิชาวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพ (Peace Journalism) รวมทั้งมีประสบการณ์ด้านการรายงานข่าวเพื่อสันติภาพทางสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง
     
    ผลงานทางวิชาการที่นักวิจัย นักวิชาการและนักศึกษาด้านการสื่อสารเพื่อสันติภาพในประเทศไทยรู้จักกันดี เช่น Debates in Peace Journalism (Sydney University Press, 2008); Peace Journalism (with Annabel McGoldrick, Hawthorn Press, Stroud, UK, 2005) และบางบทความใน Handbook of Peace and Conflict Studies (Oxford, 2007)
     
    จากนั้นเป็นการเสวนาในหัวข้อ เสวนาเรื่อง “บนเส้นทางสันติภาพ : ชายแดนใต้/ปาตานีในสถานการณ์ใหม่” Open discussion : On the (Peace) Road Again. Pa(t)tani in New Conditions
     
     
    หมายเหตุ:
     
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    แกนนำเครือข่ายผู้ปลูกและผลิตลำไยพอใจผลการหารือที่กรุงเทพฯ เผยแม่ทัพภาคที่ 3 เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีก 23 ส.ค.นี้ อีกครั้ง เตรียมใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กับผู้ประกอบการที่กดราคาลำไย สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเตรียมแก้ปัญหาปีหน้า ชดเชยให้เกษตรกรโค่นลำไยอายุเกิน 20 ปี แก้ปัญหาล้นตลาด

     
    21 ส.ค. 2557 แกนนำเครือข่ายผู้ปลูกและผลิตลำไยภาคเหนือรายหนึ่งที่ได้เข้ากรุงเทพไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ที่ผ่านมานั้น ได้เปิดเผยว่าหลังการหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้วนั้น ได้ข้อสรุปร่วมกันว่าจะมีการนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 23 ส.ค. นี้ โดยให้แม่ทัพภาคที่ 3 สั่งการให้กับจังหวัดเชียงใหม่นำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดร่วมหารือกำหนดทิศทางราคาลำไยให้ได้ราคาตามที่เคยทำข้อตกลงกันไว้  และหาก "ล้ง" หรือผู้ประกอบการรับซื้อลำไยรายใหญ่ไม่ปฎิบัติตามอีกก็จะใช้มาตรการทางกฎหมาย โดยใช้จะบังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 อย่างเข้มงวด
     
    แกนนำเครือข่ายผู้ปลูกและผลิตลำไยภาคเหนือรายนี้ยังระบุว่ามั่นใจกับการใช้มาตรการทางกฎหมาย และในขณะนี้ได้แจ้งให้กับสมาชิกงดเก็บลำไย 2 วันเพื่อรอการประชุมในวันที่ 23 ส.ค. นี้ก่อน ซึ่งประมาณการว่าลำไยที่เหลือของเกษตรกรน่าจะเหลือประมาณร้อยละ 30 และยังติงว่าที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐประเมินตัวเลขกันเองเป็นข้อมูลที่ไม่แน่นอน
     
    ด้านสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 6 ระบุถึงสถานการณ์ผลผลิตลำไยปี 2557 ว่าจากการติดตามสถานการณ์ การเก็บเกี่ยวผลผลิตลำไยในฤดูของ 8 จังหวัดภาคเหนือ โดยศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจผลไม้ภาคเหนือ ของสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ ล่าสุดมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตและออกสู่ตลาดไปแล้ว จำนวน 407,672 ตัน คิดเป็นร้อยละ 76.80 ของผลผลิตทั้งหมด 530,802 ตัน
     
    ในส่วนของสถานการณ์ราคาลำไยที่ตกต่ำในปีนี้ ขณะนี้กำลังเตรียมมาตรการไว้รองรับในปีหน้า ได้แก่ ให้เกษตรกรเข้าร่วมลดพื้นที่การผลิต โดยให้ตัดต้นลำไยที่มีอายุมากกว่า 20 ปี และจะมีการชดเชยให้บางส่วน นอกจากนี้ จะมีการทำสวนต้นลำไยใหม่ ใช้เวลา 2 ปี ถึงจะเก็บผลผลิตได้ จะแบ่งสัดส่วนออกนอกฤดูออกเป็นร้อยละ 40 ส่วนร้อยละ 60 ในฤดูนั้น จะรับสมัครเกษตรกรทำลำไยคุณภาพ เกรดเอเอ และ เกรดเอปริมาณไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ให้สหกรณ์ดูความเข้มแข็งของกลุ่ม ให้มีฝ่ายการตลาด ให้สหกรณ์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน มีทุนดำเนินการสร้างโรงอบเอง โดยจะมีการเสนอไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถ้าเป็นไปได้จะขอห้องเย็น เพื่อสำรองเก็บผลผลิตลำไย ขอให้กระทรวงพาณิชย์เปิดตลาดใหม่ เพื่อหาการซื้อขายล่วงหน้ามาให้วิสาหกิจชุมชน
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ‘Sanjana’ นักเคลื่อนไหวด้านสื่อในศรีลังกา ชี้ปาตานีมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่สันติภาพ และการสื่อสารกับสันติภาพต้องไม่แยกออกจากกัน ย้ำเสรีภาพการสื่อสารจะนำไปสู่ฉันทามติในเรื่องต่างๆ แม้รัฐบาลไม่ชอบ
     
     
    21 ส.ค. 2557 เวลา 10.40 น. Sanjana Yajitha Hattotuwa นักเคลื่อนไหวทางด้านสื่อสารมวลชนและหัวหน้าหน่วยสื่อ ศูนย์นโยบายทางเลือก (Centre for Policy Alternatives) ประเทศศรีลังกา ร่วมแสดงปาฐกถาพิเศษ เรื่อง ระหว่างสองทางเลือกอันเป็นหายนะ: การใช้ศักยภาพของสื่อใหม่เพื่อเปลี่ยนผ่านความขัดแย้ง (Between Scylla and Charybdis : Harnessing the Potential of New Media for Conflict Transformation) ในงานประชุมวิชาการนานาชาติ เรื่อง การสื่อสาร ความขัดแย้ง และกระบวนการสันติภาพ : ภูมิทัศน์ความรู้จากเอเชียและจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย (Communication, Conflicts and Peace Processes :Landscape of Knowledge from Asia and the Deep South of Thailand) หรือ CCPP ที่วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ. ปัตตานี)
     
     
    ปาตานีมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่สันติภาพ
     
    ซานจานา (Sanjana) เริ่มต้นว่า ปาตานีมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่สันติภาพได้ หน้าที่ของผมก็คือ การกระตุ้นสังคมให้รู้สึกว่า ต้องการเปลี่ยนผ่านไปสู่สันติภาพ ด้วยการใช้วิธีการสื่อสารผ่านสื่อหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่”
     
    จากนั้น ซานจาน่าเริ่มอธิบายหัวข้อดังกล่าว โดยยกกรณีปัญหาความขัดแย้งในประเทศศรีลังกาซึงเทคโนโลยีและการสื่อสารมีส่วนช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งในประเทศว่า ศรีลังกาจมอยู่ในความขัดแย้งมานานหลายปี จึงมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการพูดถึงความขัดแย้งและจัดการความขัดแย้งนั้น การใช้สื่อเป็นสิ่งที่เหนื่อยยาก แต่ได้ผลในการที่ทำให้มีการแลกเปลี่ยนมุมมองจากหลายฝ่ายในเรื่องกระบวนการสันติภาพ
     
    “วันนี้ผมดีใจที่เห็นภาคใต้ของไทยให้ความสนใจในเรื่องการสื่อสารเพื่อสันติภาพ ผมสงสัยว่าทำไมงานวิชาการครั้งนี้ ถึงแยกออกเป็น 3 ส่วน ระหว่างความขัดแย้ง การสื่อสารและสันติภาพ ทั้งที่จริงทั้ง 3 เรื่องดังกล่าวต่างก็มีความเชื่อมโยงกันอย่างยิ่งในการเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งไปสู่สันติภาพ”
     
    สำหรับกระบวนการสร้างสันติภาพในความหมายของซานจานา คือ “การใช้ชีวิต” โดยเขาระบุว่า ประเทศศรีลังกามีการใช้ระเบิดพลีชีพในอัตราที่สูงที่สุดในโลก ฉะนั้นการเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งไปสู่สันติภาพ ก็คือ การสื่อสาร พูดคุยระหว่างผู้คนในประเทศที่เกิดความขัดแย้งนั้นๆ นอกจากนั้น เราจะต้องดึงคนที่พูดคุยสื่อสารกันในสื่อ ออกมาเจอกันในทางกายภาพด้วย
     
     
    หนุนเหยื่อร่วมแก้ไขความขัดแย้งโดยใช้เทคโนโลยีสื่อสาร
     
    นักเคลื่อนไหวทางด้านสื่อสารกล่าวว่า ทุกวันนี้ ทุกคนต่างใช้โซเชียลมีเดียในการสื่อสาร โดยใช้เทคโนโลยี และเราสามารถเห็นโลกในแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนเลย เราไม่เคยเห็นข้อมูลข่าวสารของโลกกว้าง แต่สื่อใหม่ทำให้เราเห็น และสามารถสร้างข้อมูลของเรามาแบ่งปันต่อให้คนอื่นๆ รอบโลกได้อ่าน
     
    ผู้ที่เป็นเหยื่อของความขัดแย้ง ไม่เพียงแค่เป็นเหยื่อ สามารถทำหน้าที่เป็นตัวแสดงในการแก้ไขความขัดแย้งได้ด้วย ด้วยการใช้เทคโนโลยีในการเขียนเล่าเรื่องราวของตัวเอง เสนอเรื่องราวเพื่อให้ได้ข้อคิดเห็นหลากหลายมาช่วยจัดการความขัดแย้งนั้นๆ
     
    “โทรศัพท์มือถือสามารถใช้เป็นพยานหลักฐาน ต่อเหตุการณ์ความขัดแย้งต่างๆ ได้ แค่เป็นโทรศัพท์ที่อยู่ในมือเรา”
     
     
    เสรีภาพการสื่อสารจะนำไปสู่ฉันทามติแต่ถูกเซ็นเซอร์โดยรัฐ
     
    ซานจานา กล่าวต่อมาว่า หลังจากปี 2009 ศรีลังกาได้รับสันติภาพ หลังสงครามสิ้นสุดลง เรากำลังมีอนาคตที่ค่อนข้างสดใส เนื่องจากเรามีความเบิกบานแบบนี้ แต่เราต้องตระหนักด้วยว่า ความขัดแย้งและความเกลียดชังยังคงอยู่ในจิตใจของใครหลายคน เราจะต้องศึกษาศิลปะของการเปลี่ยนผ่านความขัดแย้ง โดยไม่ต้องเข้าเรียนเรียนวิชาการเปลี่ยนความขัดแย้งถึงในมหาวิทยาลัย เพียงแต่ค่อยๆ เรียนรู้ในสังคม หรือจากเพื่อนบ้าน
     
    เราต้องทำความเข้าใจเรื่อง New Media ตลอดเวลา เพราะสื่อใหม่นั้นมีอะไรใหม่ๆ ให้เรียนรู้ให้ท้าทายตัวเราอยู่ตลอดเวลา เราต้องการใช้สื่อในการสืบค้นงานวิจัย และแบ่งปันเรื่องราวความจริง
     
    แต่การใช้สื่อใหม่ ก็เป็นการท้าทายต่อรัฐบาลของศรีลังกา โดยมีการถกเถียงกันว่า การมีเสรีภาพทางการสื่อสารนั้นจะนำไปสู่ฉันทามติที่ดีต่อเรื่องต่างๆ แต่รัฐบาลศรีลังกาไม่คิดเช่นนั้น ในทางกลับกันรัฐบาลพยายามหาทางที่จะเซ็นเซอร์ข้อมูลบางอย่างที่คิดว่าเป็นภัยต่อรัฐบาล
     
    เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่หล่อหลอมทัศนคติของเราได้ด้วยเช่นกัน ทั่วโลกมีการเข้าเฟสบุ๊ค และทวิตข้อมูลกันจำนวนหลายล้านคน กว่า 100 ล้านเทราไบต์ต่อวัน เป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่า คนทั่วทุกมุมโลกกำลังตื่นตัวที่จะเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ โดยการส่งผ่านข้อมูลจำนวนมากนี้
     
     
    แนะแนวทางนักสันติภาพ ติดตามข้อมูลในโลกการสื่อสาร
     
    ซานจานา ตั้งคำถามต่อมาว่า แล้วนักสันติภาพต้องทำอย่างไรกับการเคลื่อนย้ายข้อมูลที่มากมายขนาดนี้บ้าง
    ประการแรก เขามองว่า นักสันติวิธีต้องดูว่า มีประเด็นอะไรบ้างที่เขาคุยกันในสื่อ คนมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อเหตุการณ์นั้นๆ มีการระบุหรือเปล่าว่าใครเป็นผู้กระทำต่อเหตุการณ์ความขัดแย้งนั้นๆ
     
    ซานจานา เล่าว่า ที่ผ่านมาในสื่อใหม่ของศรีลังกาจะให้ความสำคัญกับการพูดถึงเรื่องพุทธศาสนา อัตลักษณ์ของมุสลิม บทบาทหญิงชาย ความแตกแยกระหว่างชุมชนสิงหลกับชุมชนทมิฬ ซึ่งเป็นการพูดถึงหลากหลายแง่มุม เมื่อมีคนพูดถึงขึ้นมา เราก็จะใช้สื่อในการสืบค้นย้อนหลังไปว่า เมื่อ 10 หรือ 20 ปีที่แล้วมีภาพถ่ายหรือข้อมูลใดบ้างที่พูดถึงเรื่องพวกนั้น
     
    ทั้งหมดนี้ ซานจานาพยายามจะชี้ให้เห็นว่า การใช้สื่อเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเขาเชื่อว่า ทุกคนสามารถผลิตข้อมูลได้ และใช้ข้อมูลผ่านสื่อเป็น ไม่ว่าจะเป็นคนที่ใช้ภาษาใดก็ตาม เมื่อก่อนเราไม่มีทางทราบความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสงคราม หรือการสู้รบต่างๆ แต่ปัจจุบันเรารู้ทันข่าว เช่น ข่าวความขัดแย้งในตุรกี หรือการลุกฮือที่อาหรับกรณีอาหรับสปริงได้อย่างรวดเร็ว
     
    “เราสามารถใช้สื่อในการช่วยเหลือการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นได้แน่นอน”
     
    ซานจานา กล่าวด้วยว่า นิวยอร์กไทม์ เคยพาดหัวข่าวและพูดถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำในปาตานี ชุมชนหรือคนยากจนมักใช้สื่อในการค้นหาอย่าง google เพื่อหาข้อมูลด้านสุขภาพ ด้านการศาสนา การเล่นเกมส์เป็นส่วนใหญ่ แตกต่างกันกับระดับชนชั้นกลางและกลุ่มคนรวยที่ใช้เทคโนโลยีสืบค้นหาข้อมูลด้านที่พักร้อน ร้านอาหารและภัตตาคารระดับหรู แต่เป็นการชี้ให้เห็นว่า ทุกระดับต่างก็มีการใช้เทคโนโลยี
     
    ในประเทศอินโดนีเซีย จำนวนข้อความที่ถูกส่งผ่านสื่อ แสดงให้เห็นว่า ทุกวันนี้ประเทศอินโดนีเซียกำลังประสบปัญหาด้านความมั่นคงทางอาหาร
     
     
    Big Data เป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์
     
    ซานจานา กล่าวว่า เหล่า Big Data สามารถเก็บข้อมูลที่ผู้คนถกเถียงกันมากที่สุด และทำให้เราเห็นว่า ประเทศศรีลังกาเจอกับปัญหาอะไรบ้าง ผู้คนเกลียดชังเรื่องอะไร ข้อมูลไหนที่ตั้งขึ้นแล้วไม่มีคนตอบ เราจะนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ ข้อมูลที่ถูกส่งผ่านสื่อจะเป็นประโยชน์ต่อเราในการนำมาวิเคราะห์ได้ อีกทั้งเป็นประโยชน์ในการเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งไปสู่สันติภาพได้ หรืออาจเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการต่อสู้ก็เป็นได้
     
    ยกตัวอย่าง การเลียนแบบรูปการชูมือสามนิ้ว อันเป็นรูปที่แสดงสัญลักษณ์ของการต่อต้าน หลายประเทศอาจจะไม่รู้ว่า ประเทศไทยเกิดปัญหาอะไร แต่ที่ทราบได้คือมีความไม่ปกติในประเทศไทย โดยสัญลักษณ์ชูมือสามนิ้วคนไทยเองก็สืบเลียนแบบมาจากภาพยนตร์ที่ถูกแชร์ผ่านสื่อเช่นกัน
     
    คำถามของ ซานจานา ก็คือ ถ้าเราไม่ติดตามเรื่องสัญลักษณ์พวกนี้ เราจะเป็นนักสันติวิธีได้อย่างไร?
     
     
    ยันต้องใช้สื่อและเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านสู่สันติภาพ
     
    ซานจานาจบการปาฐกถาครั้งนี้โดยกล่าวว่า “ผมไม่คิดว่าสถาบันต่างๆ ที่ทำงานด้านสันติภาพ จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับด้านเทคโนโลยี ที่แย่ที่สุดในเอเชียก็คือ การกลัวศาสนาอิสลาม ในช่วงที่มีความขัดแย้งและความรุนแรงในศรีลังกา มีการปิดกั้นข้อมูลทางสื่ออินเตอร์เน็ต แต่ปรากฏว่ามีผู้คนเข้าค้นหาข้อมูลใน google เพิ่มขึ้น 30% ซึ่งนั่นมีส่วนช่วยในการทำความเข้าใจมากขึ้น”
     
    “เรื่องของสื่อไม่สามารถแบ่งแยกออกจากเรื่องสันติภาพ และสังคมการเมืองได้แล้ว ตอนนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจกับเรื่องการใช้สื่อ และการใช้เทคโนโลยีที่การเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งสู่สันติภาพให้ได้
     
    ซานจานา กล่าวว่า ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นผู้ที่กุมข้อมูลต่างๆ ไว้จำนวนมาก หากเราไม่ได้เป็นแบบนั้น เราก็คงต้องขอพึ่งพาข้อมูลจากผู้ที่กุมข้อมูล ซึ่งเป็นข้อเสียเปรียบของนักสันติวิธี ทุกวันนี้สังคมต้องการข้อมูลที่ชัดเจนและสั้นๆ ต้องทำงานอย่างรวดเร็ว จะพึ่งพาข้อมูลที่นักวิชาการผลิตออกมาเท่านั้นคงไม่เพียงพอ หากเราจะพูดถึงเรื่องสันติภาพให้สังคมรับรู้และแลกเปลี่ยนกันนั้น
     
    ซานจานา ยังกล่าวถึงปีศาจสองตัวจากเทพนิยายกรีก ซึ่งมาจากการมองว่า การที่จะก้าวไปข้างหน้าได้นั้นต้องเดินทางไปสองทางพร้อมๆ กัน คือ ทางที่ศึกษาความขัดแย้ง และทางที่จะใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนผ่านความขัดแย้ง
     
    “เราอย่าไปคิดว่ารัฐบาลจะเซ็นเซอร์ข้อมูลที่ไม่เป็นมิตรกับรัฐบาล เพราะแท้ที่จริงรัฐบาลอาจจะไม่สามารถเซ็นเซอร์ได้ทุกย่าง ข้อมูลและความจริงที่เรากุมไว้สามารถที่จะส่งต่อได้”
     
    ซานจานา กล่าวทิ้งทายว่า เครื่องมือเทคโนโลยีที่อยู่ในกระเป๋าของพวกเรา จะมีส่วนในการนำพวกเราไปสู่สังคมที่มีความเท่าเทียมกันได้ในอนาคต
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    วานนี้ (21 ส.ค. 2557) เอบีซีนิวส์ รายงานว่า แนนซี ไรท์โบล และน.พ. เคนท์ แบรนท์เลย์ อาสาสมัครแพทย์ชาวอเมริกันที่ติดเชื้อไวรัสอีโบลาจากไลบีเรีย ออกจากโรงพยาบาลแล้ว

    โดยทั้งคู่ได้ผ่านการตรวจเชื้อทั้งทางเลือดและปัสสาวะว่ายังมีเชื้อไวรัสอีโบลาอยู่หรือไหม ซึ่งแนนซีได้ผ่านการตรวจและออกจากโรงพยาบาลไปตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา ขณะที่นายแพทย์เคนท์ ออกจากโรงพยาบาลอีมอรี ในแอตแลนตาวานนี้

    รายงานข่าวระบุว่า น.พ.เคนท์ วัย 33 ปี เป็นมนุษย์คนแรกที่รับการฉีดเซรุ่ม ZMapp ซึ่งเป็นเซรุ่มสำหรับสร้างภูมิต้านทานเชื้อไวรัสอีโบลาก่อนที่จะถูกนำตัวไปรักษาต่อที่สหรัฐอเมริกา โดยเอบีซีระบุว่าเขาอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้รับการฉีดเซรุ่มดังกล่าว ขณะที่แนนซี ก็ได้รับการฉีดเซรุ่มดังกล่าวและอาการดีขึ้นเช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม น.พ.บรูซ ริบเนอร์ ผู้อำนวยการแผนกผู้ป่วยติดเชื้อ ของโรงพยาบาลอีมอรี ให้สัมภาษณ์ถึงประสิทธิภาพของ ZMapp ว่า เขายังไม่สามารถยืนยันได้ว่าในทางทฤษฎีแล้วเซรุ่มดังกล่าวทำงานอย่างไร และมันให้ผลในทางส่งเสริมการรักษา หรือไม่มีผลอะไร หรืออาจจะส่งผลให้คนไข้ฟื้นตัวช้ากว่าที่ควรจะเป็นก็ได้

    อาสาสมัครสาธารณสุขทั้งสองราย ติดเชื้ออีโบลาเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ขณะที่พวกเขาทำงานอาสาดูแลผู้ติดเชื้ออีโบลาในเมืองมอนโรเวีย ประเทศไลบีเรีย พวกเขาถูกนำตัวไปรักษาต่อที่สหรัฐอเมริกาในวันเสาร์ที่ 2 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยมีประชาชนบางส่วนไม่เห็นด้วยที่จะนำตัวอาสาสมัครทางการแพทย์ทั้งสองคนเข้าประเทศ เนื่องจากกังวลเรื่องการระบาดของเชื้ออีโบลา

    อย่างไรก็ตาม ทั้งสองอาจจะยังต้องมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อต่อไปอีกเป็นปี ซึ่งเป็นอาการที่แพทย์คาดว่าจะเกิดขึ้นกับผู้ที่เคยติดเชื้อไวรัสดังกล่าว

    สำหรับสถานการณ์ในไทย วานนี้ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวกรณีมาตรการเฝ้าระวังโรคอีโบลา ว่า ขณะนี้มีหญิง อายุ 48 ปี ซึ่งทำงานอยู่ที่ประเทศไลบีเลีย ​ได้เดินทางมาจากประเทศไลบีเรีย ​วันที่ 18 ส.ค. เปลี่ยนเครื่องที่ประเทศเคนยา และ​มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ วันที่ 19 ส.ค.​ ในระหว่างการเดินทางมีอาการปวดหัว และมีผื่นขึ้น แต่ไม่มีไข้ เมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทย ได้ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเอกชน โดยแพทย์วินิจฉัยเบื้องต้นว่า เป็นลมพิษ จากนั้นได้เข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง แต่ก็ยังมีความกังวล จึงได้โทรแจ้งสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 เจ้าหน้าที่จึงได้ไปรับตัวมายังสถาบันบำราศนราดูร เพื่อเฝ้าระวัง โดยแพทย์ได้ตรวจสอบเบื้องต้น ไม่พบไข้  ซึ่งเป็นอาการบ่งชี้ของโรคอีโบลา แต่ตามมาตรฐานการเฝ้าระวัง​ จึงได้จัดให้เป็นผู้ที่อยู่ในระหว่างสอบสวนโรค ไม่ใช่ผู้ต้องสงสัยว่าป่วย

    "ตามมาตรฐานการเฝ้าระวังโรค นอกจากติดตามอาการของหญิงรายดังกล่าว กรมควบคุมโรค ยังได้ติดตามผู้ใกล้ชิดอีก 13 ราย ซึ่งมีทั้งผู้ที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน ญาติผู้ใกล้ชิด และพนักงานในโรงแรมที่หญิงรายดังกล่าวเข้าพัก ซึ่งกระบวนการทั้งหมด เป็นมาตรฐานการเฝ้าระวังโรค ไม่อยากให้ประชาชนแตกตื่นหรือเข้าใจผิด ซึ่งการเปิดเผยถือเป็นการทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในระบบเฝ้าระวัง" นพ.ณรงค์ กล่าว

    นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้การแพร่ระบาดของโรคมี 4 ประเทศ คือ กินี เซียร์ราลีโอน ไลบีเรีย และเมืองลากอส ประเทศไนจีเรีย ส่วนกรณีผู้ต้องสงสัยชาวเวียดนามและพม่า 3 ราย กระทรวงสาธารณสุขกำลังประสานกับทั้ง 2 ประเทศอย่างใกล้ชิด และจะแจ้งประชาชนทันทีเมื่อได้รับผลการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ ในการวินิจฉัยผู้ป่วยสงสัยโรคอีโบลา จะใช้เกณฑ์ที่กำหนดไว้เป็นมาตรฐาน รวมถึงการมีไข้สูงถึง 38 องศาเซลเซียส และมีประวัติเดินทางมาจากพื้นที่ระบาดของโรค เป็นต้น

     



     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ‘ครูหยุย’ มั่นใจสนช.โหวต ‘ประยุทธ์ ’ นั่งนายกฯ ไม่ขัด รธน.ชี้เป็นสิทธิยื่นค้าน อยู่ที่ผู้ตรวจฯ ตัดสิน หลังโพสเฟสบุ๊กแจง 3 เหตุผลพร้อมโชว์ภาพถ่ายกับว่าที่นายกฯ คนใหม่ ด้าน ปธ.สนช. เผย รธน.ไม่กำหนดกรอบเวลาสรรหา ครม. เชื่อแถลงนโยบายตามประเพณี เลี่ยงตอบปมเลือกนายกฯ ไม่มีความหลากหลาย
     
    21 ส.ค.2557 ผู้จัดการออนไลน์รายงานว่านายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า หลังจากที่ สนช.ลงมติเห็นชอบให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดำรงตำแหน่งนายกฯ แล้ว ขั้นตอนต่อไปเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการทางธุรการ มีหนังสือกราบบังคมทูลไปยังสำนักราชเลขาธิการ เพื่อดำเนินการตามกระบวนการต่อไป เบื้องต้นคาดว่าหนังสือดังกล่าวจะส่งไปยังสำนักราชเลขาธิการได้ภายในวันนี้ (21 ส.ค.)
     
    หลังจากเมื่อมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แล้ว ขั้นตอนต่อไปนายกฯ จัดตั้งคณะรัฐมนตรี โดยเป็นเรื่องที่นายกฯ ต้องจัดตั้งคณะรัฐบาลขึ้นมา ซึ่งตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีรัฐมนตรีจำนวน 35 คน และเมื่อได้รายชื่อแล้วต้องนำความกราบบังคมทูลฯ ขั้นตอนสำคัญหลังจากได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ครม.แล้ว ก่อนที่ ครม.จะเข้าทำหน้าที่ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่ แต่กรอบเวลาการสรรหา ครม.ในรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ รวมถึงการแถลงนโยบายต่อสภาด้วย แต่เข้าใจว่า ครม.คงจะแถลงนโยบายตามธรรมเนียมประเพณี
          
    ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะที่เป็นประมุข สนช. มองว่าฝ่ายบริหารควรให้ความสำคัญต่อกระบวนการในสภา เช่นการถามกระทู้อย่างไร นายพรเพชรกล่าวว่า ปัญหานี้ยังไม่เกิดขึ้น ไว้รอดูก่อน เมื่อถามถึงประเด็นการตรวจสอบนายกฯ ในอนาคต ประธาน สนช.กล่าวว่า สนช.ก็ตรวจสอบตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญ เช่น ตั้งกระทู้ถาม แต่ สนช.ไม่มีอำนาจลงมติไม่ไว้วางใจ ถามต่อว่าส่วนตัวกังวลต่อคำครหาที่ สนช.ถูกมองว่าถูกจัดตั้งมาแล้วทำให้การเลือกนายกฯ ไม่มีความหลากหลาย ประธาน สนช.กล่าวว่า ตนไม่ตอบขอให้คอยดูต่อไปบทบาทของ สนช.ต่อไป
     
    ต่อข้อถามถึงกรณีที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เตรียมยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ตรวจสอบความหลากหลายของ สนช. นายพรเพชรกล่าวว่า ตนไม่ขอตอบคำถามของบุคคลภายนอกที่แสดงความเห็นออกมา โดยขอความกรุณาสื่อมวลชนอย่านำคำพูดพูดบุคคลอื่นมาถาม ตนจะไม่ตอบ
           
     
    ‘ครูหยุย’ มั่นใจสนช.โหวต ‘ประยุทธ์ ’ นั่งนายกฯ ไม่ขัด รธน.

    ด้านเนชั่น breakingnewsรายงานวันเดียวกันว่า นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกรณีที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เตรียมยื่นร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยถึงกรณีที่ สนช.เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อาจเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน ว่า เป็นสิทธิในฐานะประชาชนที่จะยื่นร้องให้วินิจฉัยได้อยู่แล้ว ส่วนจะส่งต่อไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่ก็อยู่ที่ดุลยพินิจของผู้ตรวจการแผ่นดิน
     
    อย่างไรก็ตาม นายวัลลภ แสดงความเห็นว่า การที่สมาชิก สนช.มีมติเลือก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ นั้น คงไม่ใช่เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่เป็นสิ่งที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้ที่ประชุม สนช.ดำเนินการมากกว่า เพราะการเลือกบุคคลเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว ฉบับปี 2557 เป็นหน้าที่ของ สนช.ที่ต้องดำเนินการ อีกทั้ง กระบวนการหรือขั้นตอนของการเลือกในที่ประชุม ไม่ว่าการเสนอชื่อที่มีจำนวนผู้รับรองถูกต้อง หรือการลงมติก็ออกเสียงโดยเปิดเผยนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องทุกประการแล้ว ดังนั้นหากอ่านและตีความรัฐธรรมนูญตามตัวอักษรก็คงไม่น่าจะมีปัญหา
     
     
    เหตุผล 3 ข้อ ของ ‘ครูหยุย’ เลือก ‘ประยุทธ์’ เป็นนายกฯ พร้อมโชว์รูปร่วมเฟรม
     
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2557 ก่อนการลงมติของ สนช. นายวัลลภ ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ ‘ครูหยุย มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก’ มีเนื้อหาดังนี้ 
     
    ถ่ายภาพกับว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย

    พรุ่งนี้ ชัดเจนแน่นอน

    เหตุผลที่ผมเลือก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายก

    1.สานต่องานที่ทำได้อย่างดีตลอดสามเดือนที่ผ่านมา
    2.ประสานงานได้ดีกับ สนช./คสช./สปช.
    3.กล้าที่จะทำงานเชิงรุก กล้าตัดสินแก้ปัญหา
     
     
    อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเวลา 11.00 น.วันนี้ (21 ส.ค.2557) ไม่พบภาพและข้อความในเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวแล้ว
     
     
    ระทึกรถโอบี NBT ไฟลุกระหว่างประชุม สนช.
     
    ผู้จัดการออนไลน์รายงานด้วยว่า ระหว่างที่มีการประชุม สนช.เพื่อสรรหานายกรัฐมนตรีอยู่นั้น ได้เกิดเหตุระทึกเมื่อรถส่งสัญญาณถ่ายทอดสดของสถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) ที่จอดอยู่ภายในรัฐสภาเพื่อถ่ายทอดการประชุม สนช.ระบบภายในรถขัดข้อง เกิดประกายไฟขึ้นใต้ท้องรถ ทำให้เจ้าหน้าที่ประจำรถแตกตื่น จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำถังดับเพลิงเข้าควบคุมเพลิง
     
    เบื้องต้นได้รับความเสียหายเล็กน้อยและไม่สามารถใช้งานได้ ทั้งนี้รถถ่ายทอดสดของสถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทยมีมูลค่ากว่า 25 ล้านบาท
     
     
    ที่มา: เรียบเรียงจาก ผู้จัดการออนไลน์, เนชั่น breakingnews
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    หลังจากที่กลุ่มกบฏไอซิสเผยแพร่ภาพการสังหารโหดนักข่าวชาวอเมริกันผู้ทำข่าวสงครามกลางเมืองซีเรีย สมาคมนักเขียนสากลหรือพีอีเอน (PEN) สาขาสหรัฐฯ แสดงความเสียใจและวิจารณ์การกระทำของไอซิสต่อการสังหารนักข่าวผู้มีอุดมคติต้องการสร้างสันติภาพ


    20 ส.ค. 2557 จากเหตุการณ์ที่กลุ่มกบฏไอซิส (ISIS) ในอิรักสังหารนักข่าวชื่อเจมส์ โฟลีย์ โดยมีการบันทึกและเผยแพร่ภาพการสังหารนักข่าวอย่างโหดเหี้ยมโดยอ้างว่าเพื่อแก้แค้นที่สหรัฐฯ โจมตีประเทศอิรัก กลุ่มสมาคมนักเขียนสากลหรือพีอีเอน (PEN) สาขาสหรัฐฯ ได้แสดงความเสียใจรวมถึงวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มไอซิสต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

    PEN ระบุว่าการสังหารนักข่าวชาวอเมริกัน โดยอ้างว่าเพื่อแก้แค้นที่สหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อประเทศอิรักเป็นสิ่งที่ฟังดูขัดแย้งในตัวเอง เนื่องจากโฟลีย์เป็นนักข่าวที่เคยทำงานในซีเรียช่วงที่เกิดสถานการณ์สงคราม และเป็นผู้มีแนวคิดว่านักเขียนควรจะ "ใช้อิทธิพลที่ตนเองมีในการสร้างความเข้าใจและความเคารพต่อกันและกันในทางระหว่างประเทศ"

    นอกจากนี้โฟลีย์ยังมีแนวคิดว่านักเขียนควรมีหน้าที่ขจัดความเกลียดชังทั้งในด้านเชื้อชาติ, ชนชั้น และความขัดแย้งระหว่างประเทศ อีกทั้งยังควรมีอุดมคติในการสร้างโลกที่มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสันติ

    ไดแอน โฟลีย์ มารดาของเจมส์ เขียนข้อความหลังเกิดเหตุการณ์ว่า เธอรู้สึกภาคภูมิใจในตัวลูกชายเนื่องจากเขาได้อุทิศชีวิตเพื่อเปิดเผยให้โลกรู้ถึงความทุกข์ยากของประชาชนชาวซีเรีย อีกทั้งยังได้เรียกร้องให้กลุ่มที่ลักพาตัวคนอื่นไว้ชีวิตตัวประกันของพวกเขา เพราะตัวประกันเหล่านั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ และพวกเขาก็ไม่สามารถควบคุมการดำเนินนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ อิรัก หรือซีเรีย หรือของประเทศใดในโลกได้

    เจมส์ โฟลีย์ เป็นนักข่าวและช่างภาพอิสระ เขาทำงานให้กับสื่อโกลบอลโพสต์จนกระทั่งถูกจับตัวไปในวันที่ 22 พ.ย. 2555 ที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรียขณะกำลังทำข่าวสงครามกลางเมือง

    กลุ่มกบฏไอซิส หรือกลุ่มกบฏรัฐอิสลามแห่งอิรักและซีเรียเป็นกลุ่มติดอาวุธที่ชาติตะวันตกและสหประชาชาตินิยามให้เป็นกลุ่มก่อการร้าย กลุ่มไอซิสมีบทบาทในการเข้าร่วมทำสงครามกลางเมืองในซีเรีย มีแนวคิดทางศาสนาแบบสุดโต่งที่ใช้ความรุนแรงทั้งกับเป้าหมายที่เป็นทหารและเป้าหมายที่เป็นพลเรือนทั่วไป วิกิพีเดียระบุว่ากลุ่มไอซิสมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มอัลเคด้าจนกระทั่งในช่วงต้นปี 2557 แม้แต่กลุ่มอัลเคด้าก็ประกาศตัดความสัมพันธ์กับกลุ่มไอซิสโดยอ้างว่ามีความโหดเหี้ยมและ "ดึ้อรั้น" มากเกินไป


    เรียบเรียงจาก

    PEN Mourns James Foley, PEN, 20-08-2014
    http://www.pen.org/blog/pen-mourns-james-foley

    ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
    http://en.wikipedia.org/wiki/Islamic_State_of_Iraq_and_the_Levant
    http://en.wikipedia.org/wiki/James_Foley_(photojournalist)

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ศ.ดร.Stein Tønnesson กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน CCPP ฉายภาพแนวโน้มความขัดแย้งในเอเชียที่ลดลง จำนวนสงครามและความตายน้อยกว่าอดีต เกิดสันติภาพมากกว่าในทวีปอื่นๆ แต่เหตุใดการต่อสู้ในชายแดนใต้จึงยังมีการใช้ความรุนแรงแม้จะมีอัตราในการชนะต่ำ
     
    ศ.ดร.Stein Tønnesson
     
    21 ส.ค. 2557 เวลาประมาณ 09.20 น. ศ.ดร.Stein Tonnesson นักวิชาการที่ศึกษาวิจัยความขัดแย้งในประเทศเวียดนาม และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากสถาบันวิจัยสันติภาพแห่งออสโล กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “จากระเบิดถึงป้ายผ้า? การเปลี่ยนยุทธวิธีการต่อสู้ด้วยอาวุธสู่การไม่ใช้อาวุธ” ในงานประชุมวิชาการนานาชาติ เรื่อง "การสื่อสาร ความขัดแย้ง และกระบวนการสันติภาพ : ภูมิทัศน์ความรู้จากเอเชียและจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย" (Communication, Conflicts and Peace Processes :Landscape of Knowledge from Asia and the Deep South of Thailand) หรือ CCPP ที่วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ. ปัตตานี)
     
    ศ.ดร.Stein นำเสนอผลงานวิจัยการรวบรวมสถิติการต่อสู้ในทวีปเอเชียในรูปแบบที่ใช้ความรุนแรงและสันติวิธี ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ได้ตอกย้ำถึงสถิติจากทั่วโลกว่า การต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรงประสบผลสำเร็จมากกว่าการใช้ความรุนแรง และตั้งคำถามมากมายว่าเหตุใดกลุ่มต่อสู้ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงใช้ความรุนแรงในการต่อสู้
     
    ดร.Stein ได้นำข้อคิดเห็นต่างๆ จากพื้นที่ความขัดแย้งจากพื้นที่ต่างๆ สู่สาธารณะ เริ่มการปาฐกถาด้วยการให้ข้อสังเกตถึงปัญหาความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้ว่า มี 3 ประเด็น คือ 1.ความขัดแย้งระหว่างไทยกับประเทศกัมพูชา 2. ความขัดแย้งทางการเมืองในกรุงเทพฯ และ 3.ความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
     
     
    เหตุใดในชายแดนใต้ยังใช้ความรุนแรง
     
    ดร.Stein ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงยังมีการใช้ความรุนแรงอยู่? แต่อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลา 10 ปีของความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ถือว่ามีการเสียชีวิตน้อยกว่า หากเปรียบเทียบกับความรุนแรงในตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงที่มีสงครามระหว่างปี 1960 - 1970 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดสงครามครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ผู้คนมากมายถูกฆ่าตาย
    ศ.ดร.Stein ยกคำกล่าวสุนทรพจน์ของดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศมาเลเซียที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่เมื่อ 2 ปีที่แล้วว่า ภายหลังจากญี่ปุ่นยุติสงคราม ประเทศอื่นๆ อย่างอินโดนีเซีย เวียดนาม และพม่าซึ่งมีความรุนแรงที่ยืดเยื้อต่างก็พยายามจะหยุดสงครามเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เนื่องจากรัฐบาลแต่ละประเทศมีการใช้นโยบายที่ก่อให้การพัฒนา และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้ความรุนแรงลดลง
     
     
    ภูมิภาคนี้มีสันติภาพมากขึ้น
     
    ศ.ดร.Stein ยังกล่าวถึงข้อมูลจากหนังสือเล่มหนึ่งที่กล่าวถึงความสลับซับซ้อนของความมั่นคงที่ค้นพบ ซึ่งมีข้อมูลที่น่ายินดีว่า แม้ขณะนี้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีกลุ่มต่อสู้โดยใช้ความรุนแรงบ้างก็ตาม แต่มีสถิติการก่อสงครามเกิดขึ้นเพียงปีละ 25 ครั้ง และมีการเสียชีวิตจากการต่อสู้โดยใช้อาวุธปีละ 1,000 คน ซึ่งหากเปรียบเทียบสถิตินี้กับในอดีตถือว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสันติภาพมากขึ้น
     
    คำถามที่น่าสนใจของ ดร.Stein ก็คือ เหตุใดภูมิภาคใหญ่อย่างเอเชียมีสงครามจำนวนมาก แต่หากเปรียบเทียบกับจำนวนคนซึ่งมากกว่าทวีปอื่นๆ ถือว่ามีคนเสียชีวิตจากสงครามน้อย ที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจาก สมดุลของอำนาจ วัฒนธรรมทางการเมืองของจีน และมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านหลักนิติรัฐมากขึ้น แต่ละประเทศมุ่งเน้นพัฒนาด้านเศรษฐกิจ เหล่านี้เป็นขีดความสามารถของรัฐ ที่สามารถกดดันผู้ต่อต้านไม่ให้เกิดสงครามนั่นเอง
     
    สำหรับกลุ่มที่ก่อเหตุความขัดแย้ง ศ.ดร.Stein ก็ได้ศึกษาว่า กลุ่มเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างไรบ้าง โดยการวิจัยเกี่ยวกับลัทธิของอำนาจของประชาชน งานวิจัยดังกล่าว มีสมมติฐานซึ่งบ่งบอกว่า เมื่อสงครามยุติลงก็ไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งจะลดลง แต่ความขัดแย้งได้เปลี่ยนรูปแบบต่างหาก มีการเจรจาที่ประสบความสำเร็จและไม่สำเร็จ
     
    ศ.ดร.Stein ได้ยกกรณีตัวอย่างการเจรจาสันติภาพในที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาที่ประเทศเกาหลีเมื่อปี ค.ศ. 1991 ซึ่งถือว่าล้มเหลว เพราะหลังจากนั้นมีการแยกประเทศเป็นเกาหลีใต้และเกาหลีเหนือ หรือปี ค.ศ.2005 ที่มีการเจรจาสันติภาพที่อาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย ถือว่าเป็นการเจรจาประสบความสำเร็จ เพราะทำให้ความขัดแย้งลดลง และเกิดการพัฒนามากขึ้น ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวนับว่า ส่งผลต่อพื้นที่อื่นๆ ด้วย
     
     
    การต่อสู้ด้วยอาวุธมีต้นทุนสูงขึ้น
     
    ศ.ดร.Stein ยกเหตุผลว่าเหตุที่การต่อสู้โดยใช้อาวุธไม่ประสบความสำเร็จนั้น เนื่องมาจากการต่อสู้ในปัจจุบันต้องใช้ต้นทุนของการใช้อาวุธมากขึ้น และมีการเปลี่ยนแปลงของสังคม เช่น สังคมกลายเป็นสังคมเมืองมากขึ้น มีการสร้างถนนทำให้การคมนาคมสะดวกสบายมากขึ้น ดังนั้นกลุ่มกบฏจึงมีต้นทุนสูงขึ้นตามมาด้วย
     
    ข้อสรุปการต่อสู้ที่ไม่ใช้อาวุธมีอัตราที่ประสบสำเร็จมากกว่าการใช้อาวุธ ด้วยเหตุผลที่ทำให้เกิดการแบ่งแยกทางความคิด กล่าวคือ หากกลุ่มต่อสู้ใช้อาวุธรัฐมักจะตอบโต้โดยอาวุธในการปราบปราม ในขณะที่กลุ่มที่ไม่ใช้ความรุนแรง รัฐอาจเห็นใจมากกว่า อย่างกรณีการต่อสู้ของพลังประชาชนในเมืองมนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ที่ต่อสู้ต่อต้านประธานาธิบดีมาร์กอส ถือเป็นประสบความสำเร็จของประชาชนเลยทีเดียว
     
    อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.Stein ให้ความกระจ่างว่า การต่อสู้ที่ไม่ใช้ความรุนแรงก็ไม่ได้หมายถึงการไม่ใช้ความรุนแรงเสียทั้งหมด เพราะมีการใช้ยุทธวิธีที่ผสมผสานกัน อย่างกรณี เสื้อเหลือง เสื้อแดงในประเทศไทย มีการใช้ยุทธวิธีและกลยุทธ์ต่างๆ มากมาย เพื่อดึงมวลชนและเพื่อให้รัฐบาลเชื่อ การต่อสู้ดังกล่าวก็มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิต หรือมีกรณีกลุ่มเสื้อดำ และผลสุดท้ายก็เกิดการเกิดรัฐประหารในท้ายที่สุด
     
    ศ.ดร.Stein ให้ข้อสังเกตอีกว่า ภายหลังจากสงครามและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในอินโดจีน พม่า หรืออินโดนีเซีย หลายประเทศก็เกิดความสงบสุข โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซียภายหลังจากซูฮาร์โต้หมดอำนาจลง มีนักวิจัยและนักวิชาการหลายคนต่างเขียนหนังสือและบทความเกี่ยวกับความรุนแรงที่ผ่านมา แต่กลับไม่มีหนังสือเล่มไหนที่พูดถึงว่าทำไมอินโดนีเซียจึงมีสันติภาพมากขึ้น
     
     
    คำถาม คำถาม คำถาม ต่อชายแดนใต้
     
    สิ่งที่น่าสนใจสำหรับปาฐกถาของ ศ.ดร.Stein ครั้งนี้ คือ “การตั้งคำถาม” หรือข้อสงสัยต่อความขัดแย้งยืดเยื้อในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อาทิ
     
    เหตุใดในปีค.ศ.1990 กลุ่มต่อสู้ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ใช้วิธีการฆ่าครู ลอบสังหาร วางระเบิดรายวัน และเหตุใดการก่อเหตุแต่ละครั้งไม่มีการประกาศตัวการที่อยู่เบื้องหลัง?
     
    เหตุใดการต่อสู้ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงใช้ความรุนแรงแม้จะมีอัตราในการชนะต่ำ?
     
    เป็นไปได้หรือไม่ว่ากลุ่มต่อสู้มองว่ารัฐไทยจะล่มสลายในอีกไม่ช้า?
     
    เป็นไปได้หรือไม่ว่ากลุ่มต่อสู้หวังว่าจะมีการเรียกร้องกันในระดับโลก และมีการแทรกแซงจากต่างประเทศ? เหตุที่กลุ่มต่อสู้ยังใช้วิธีการรุนแรง เพราะไม่มีทางเลือกอื่นใดหรือ?
     
    เป็นไปได้หรือไม่ว่า กลุ่มต่อสู้อาจมีความคิดแบบอนุรักษ์นิยม ไม่ให้รัฐไทยเข้ามารุกรานโดยไม่ได้มุ่งเน้นความสำเร็จแต่อย่างใด หวังเพียงต้องการรักษาอัตลักษณ์ของตัวเองไว้?
     
    หรือกลุ่มต่อสู้คิดว่าการใช้อาวุธในเวลานานๆ เพื่อให้รัฐใช้วิธีที่นุ่มนวลเพื่อพูดคุยต่อไป?
     
    ข้อสรุปของ ดร.Stein ต่อกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้ คือ การพูดคุยของบีอาร์เอ็นนั้นสิ่งสำคัญ ตัวแทนของบีอาร์เอ็นต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ในขณะที่องค์ภาคประชาสังคมต้องมองว่า ตนมีอำนาจในการต่อรองกับรัฐไทยอย่างไร ข้อเรียกร้องของภาคประชาสังคมต้องเน้นไปที่การไม่แบ่งแยกระหว่างกัน ต้องเรียกร้องเรื่องการไม่ใช้อาวุธระหว่างการพูดคุย ควรมีการอบรมเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ใช้ความรุนแรง
     
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai