Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    3 พ.ค. 2559 กรณี มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ องค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์และส่งเสริมการเข้าถึงยาจำเป็น ขอเข้าร่วมการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อร่างโรดแมปทรัพย์สินทางปัญญา 20 ปี (2559 – 2579) ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 4 พ.ค. 2559 ที่ห้องประชุมวิมวาทิตย์ 1 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุด (เช้าวันนี้) มูลนิธิฯ ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าร่วม โดยที่เจ้าหน้าที่ของกระทรวงฯ แจ้งว่าเป็นการประชุมเฉพาะหน่วยงานราชการ ทั้งนี้ ตัวแทนภาคประชาสังคมระบุว่า ได้แสดงความจำนงขอเข้าร่วมก่อนตั้งแต่กลางเดือนเมษายน

    มูลนิธิเข้าถึงเอดส์กังวลว่าร่างโรดแมปฯ ฉบับดังกล่าวจะทำให้สถานการณ์การผูกขาดตลาดจากระบบสิทธิบัตร ซึ่งจะส่งผลให้ยามีราคาแพง ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น มากกว่าที่จะช่วยแก้ไขปัญหา

    เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล เจ้าหน้าที่ประสานงานรณรงค์การเข้าถึงยาของมูลนิธิฯ กล่าวว่า ร่างโรดแมปนี้เน้นการเอื้ออำนวยให้จดสิทธิบัตรได้ง่ายและมากขึ้น แต่ไม่ได้ส่งเสริมความสมดุลระหว่างการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญากับการปกป้องประโยชน์สาธารณะ

    “ตัวอย่างของความไม่สมดุล คือ คำขอรับสิทธิบัตรยาและสิทธิบัตรยาจำนวนมากที่เข้าข่ายเป็นคำขอฯ หรือสิทธิบัตรแบบด้อยคุณภาพและไม่สมควรได้รับสิทธิบัตร ร้อยละ 84 ของจำนวนคำขอรับสิทธิบัตรยาและร้อยละ 74 ของสิทธิบัตรในช่วงปี 2543 ถึง 2553  อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ การที่ไม่สามารถใช้มาตรการคัดค้านคำขอรับสิทธิบัตรก่อนได้รับสิทธิบัตร (pre-grant opposition) ที่มีอยู่ใน พ.ร.บ. สิทธิบัตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากข้อจำกัดในเชิงกฎหมายและฐานข้อมูลและการประกาศโฆษณาที่ไม่แน่นอนและคลาดเคลื่อน จึงส่งผลให้มีสิทธิบัตรที่ด้อยคุณภาพจำนวนมากเกิดขึ้น” เฉลิมศักดิ์กล่าว

    ทั้งนี้ ปัญหาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญากับการเข้าถึงยาเป็นประเด็นที่ภาคประชาสังคมหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อกังวลและเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องให้ความสนใจและแก้ไขมาตลอด แต่การกำหนดและรับฟังความคิดเห็นต่อร่างโรดแมปฯ กลับไม่มีภาคประชาสังคม นักวิชาการ หรือกลุ่มผู้ป่วยเข้าร่วมให้ความคิดเห็น

    เฉลิมศักดิ์ ยังแสดงความคิดเห็นว่า ร่างโรดแมปฯ ขาดหลักการสำคัญในเรื่องที่ระบบทรัพย์สินทางปัญญาจะต้องส่งเสริมให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับประเทศที่รับจดสิทธิบัตร เพื่อที่อุตสาหกรรมภายในประเทศจะได้เรียนรู้ พัฒนา และต่อยอด จนสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยผู้ที่ได้รับสิทธิบัตรไปจะได้สิทธิผูกขาดตลาดนาน 20 ปีนับตั้งแต่วันที่ยื่นขอรับสิทธิบัตร

    เขากล่าวว่า ตัวอย่างของการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์จริงๆ คือ การสร้างโรงงานผลิตในประเทศไทย  ที่ผ่านมา บริษัทยาข้ามชาติเพียงแต่จดสิทธิบัตร ขึ้นทะเบียนยา และจำหน่ายยาเท่านั้น หรือไม่ก็เพียงมาบรรจุหีบห่อในประเทศเท่านั้น ไม่ได้เข้ามาลงทุนสร้างโรงงานหรือถ่ายทอดเทคโนโลยีอะไรให้กับอุตสาหกรรมในประเทศ

    “สิ่งนี้เป็นหลักการสำคัญอีกอย่างในเรื่องระบบทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นธรรม แต่สังคมส่วนใหญ่มักจะไม่พูดถึง” เฉลิมศักดิ์กล่าว

    ร่างโรดแมปฯ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการที่ใช้ข้อตกลงสากลว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การการค้าโลก (ข้อตกลงทริปส์) ให้เป็นประโยชน์ เพื่อให้ระบบทรัพย์สินทางปัญญาเป็นธรรม และไม่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงยาจำเป็น  ตัวอย่างมาตรการในข้อตกลงทริปส์ที่กล่าวมา คือ การฟ้องคัดค้านคำขอรับสิทธิบัตร การนำมาตรการยืดหยุ่น เช่น มาตรการใช้สิทธิโดยรัฐ หรือ ซีแอล ฯลฯ มาใช้

    นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ได้มีข้อเสนอแนะต่อร่างโรดแมปฯ ดังนี้
    1. ในการทำโรดแมปฯ ควรจะแยกแยะประเด็นเรื่องยาและเวชภัณฑ์ออกมาต่างหาก ทั้งนี้ เพราะเป็นประเด็นที่ถกเถียงและโต้แย้งกันมาก และยาและเวชภัณฑ์ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่มีความเปราะบางแตกต่างจากสินค้าประเภทอื่น และส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้ป่วยจำนวนมาก

    2. กรมทรัพย์สินทางปัญญาควรศึกษาข้อมูลจากฐานเพื่อให้ทราบว่าผู้ได้ประโยชน์ที่แท้จริงจากการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะเรื่องยาและเวชภัณฑ์ คือ บริษัทต่างชาติหรือบริษัทของคนไทย ทั้งนี้ จะได้เห็นสัดส่วนที่แท้จริงว่าประเทศไทยพึ่งพาและนำเข้ายาและเวชภัณฑ์มากน้อยเพียงไร และภาคอุตสาหกรรมยาภายในประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งสร้างความเข้มแข็งในด้านการวิจัยและพัฒนายาต่อไปอย่างไร โดยไม่ให้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาไม่เป็นอุปสรรคและส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการวิจัยและพัฒนายาเองในประเทศให้เป็นจริงได้

    3. ขอสนับสนุนให้เร่งแก้ไขและปรับปรุงฐานข้อมูลสิทธิบัตรให้มีความเป็นปัจจุบัน ถูกต้องแม่นยำ และเข้าถึงง่ายในเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและคัดค้านคำขอรับสิทธิบัตรที่ไม่สมควรได้รับสิทธิบัตรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  ทั้งนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อภาคสาธารณสุขและภาคอุตสาหกรรมยาชื่อสามัญในประเทศ ให้สามารถนำเข้าหรือผลิตยาจำเป็นเพื่อตอบสนองความต้องการได้ทันเวลา

    4. กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะต้องปรับปรุงคุณภาพในการตรวจสอบและพิจารณาให้สิทธิบัตรยากับผู้ขอรับสิทธิบัตร โดยทำคู่มือการตรวจสอบคำขอฯ มาให้อย่างเคร่งครัดและควรทบทวนและปรับปรุงให้คู่มือมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิบัตรและการเข้าถึงยาจำเป็น และสร้างความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เชี่ยวชาญในเรื่องยาและเวชภัณฑ์ ในการตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับยา เพื่อลดและขจัดปัญหาการผูกขาดตลาดผ่านคำขอฯ และสิทธิบัตรยาที่ด้อยคุณภาพ

    5. การวัดผลสำเร็จของกรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ควรมุ่งเน้นแต่จำนวนคำขอรับสิทธิบัตรหรือการให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาประเภทต่างๆ เท่านั้น แต่ควรกำหนดให้จำนวนคำคัดค้านคำขอฯ และคำคัดค้านที่เป็นผลเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จด้วย  ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาควรรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลว่า เท่าที่ผ่านมาตั้งแต่มี พ.ร.บ. สิทธิบัตร มีการยื่นคำคัดค้านและคำคัดค้านที่เป็นผลจำนวนเท่าไร เพื่อเป็นตัวชี้วัดเบื้องต้นเพื่อบอกว่ากลไกสร้างความสมดุลนี้ทำงานเป็นประโยชน์เพื่อกระตุ้นการผลิตยาชื่อสามัญให้เข้ามาแข่งขันในตลาดได้มากน้อยเพียงไร  ทั้งนี้ การกระตุ้นให้เกิดการผลิตหรือนำเข้ายาชื่อสามัญ ถือว่าช่วยให้เกิดการวิจัยและพัฒนายาภายในประเทศและการแข่งขัน ซึ่งจะทำให้ยามีราคาถูกลง

    6. การสร้างจิตสำนึกในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาไม่ควรพูดในมุมการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเดียว แต่ควรเน้นในอีกด้านหนึ่ง ที่ระบบทรัพย์สินทางปัญญาจะต้องคุ้มครองสาธารณประโยชน์ด้วย เช่น การคัดค้านคำขอรับสิทธิบัตรที่ไม่สมควรได้รับการคุ้มครอง การนำมาตรการยืดหยุ่นภายใต้ พ.ร.บ. สิทธิบัตร และข้อตกลงว่าด้วยการค้าที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การการค้าโลก หรือข้อตกลงทริปส์ มาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงบทบาทของระบบทรัพย์สินทางปัญญาในการส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้ประเทศที่ด้อยกว่าสามารถเรียนรู้ พัฒนา และต่อยอด ซึ่งจะนำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้

    7. กรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ควรตื่นตระหนกต่อแรงกดดันของสหรัฐฯ ที่ใช้กลไกรายงานประจำปีมาตรการพิเศษ 301 ซึ่งเป็นมาตรการที่ใช้บังคับเอาฝ่ายเดียว มาต่อรองข่มขู่ให้ประเทศคู่ค้าที่ด้อยกว่ายอมรับเงื่อนไขที่เกินกว่าข้อตกลงทริปส์ขององค์การการค้าโลก  แม้ว่าประเทศไทยจะพยายามใช้มาตรการต่างๆ เพื่อลดปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าแล้ว แต่สหรัฐฯ ยังไม่พอใจและต้องการให้ไทยแก้ไขกฎหมายภายในประเทศให้เข้มงวดเกินไปกว่าข้อตกลงทริปส์ อันเป็นข้อตกลงร่วมของนานาประเทศในเรื่องการค้าและทรัพย์สินทางปัญญา  ดังนั้น ขอสนับสนุนให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาอย่ายอมรับข้อเสนอแนะของผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ที่เกินเลยกว่าข้อตกลงทริปส์ ในรายงาน 301 และขอให้ฟ้องเรื่องการใช้มาตรการ 301 ที่ไม่เป็นธรรมต่อองค์การการค้าโลก

    8. กรมทรัพย์สินทางปัญญาควรมีจุดยืนที่ชัดเจนและเข้มแข็ง ที่จะไม่ยอมรับเงื่อนไขหรือมาตรการต่างๆ ที่เสนอในการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีต่างๆ ที่เกินเลยไปกว่าข้อตกลงทริปส์ เช่น ข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (TPP) ข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยและสหภาพยุโรป ฯลฯ หรือเสนอแก้ไขกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาต่างๆ ที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับข้อเรียกร้องในข้อตกลงการค้าเสรีเหล่านั้น

    9. กรมทรัพย์สินทางปัญญาควรส่งเสริมให้ภาคเอกชนและหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข นำมาตรการยืดหยุ่นต่างๆ ภายใต้ข้อตกลงทริปส์มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพและทันเวลา และควรให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อการนำมาตรการยืดหยุ่นเหล่านั้นมาใช้กับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องและต้องการนำมาตรการนั้นมาใช้

    10. ในโรดแมปฯ ควรระบุให้มียุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกันที่จะทำให้ระบบทรัพย์สินทางปัญญาส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เป็นจริง ที่จะทำให้อุตสาหกรรมภายในประเทศได้เรียนรู้ พัฒนา และต่อยอด โดยเฉพาะในเรื่องยาและเวชภัณฑ์ ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาและพึ่งพาตนเองได้ และเป็นความชอบธรรมที่ผู้ได้สิทธิบัตรไม่ควรยอมรับเพื่อแลกกับผลประโยชน์จากการผูกขาดตลาด 20 ปี ดังตัวอย่างกฎหมายในอินโดนีเซีย ที่ผู้นำเข้าและจดสิทธิบัตรยาจะต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้โดยการมีโรงงานผลิตยาในอินโดนีเซียภายในระยะเวลาที่กำหนด

    11. กรมทรัพย์สินทางปัญญาควรทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นภายใต้กระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้นำกฎหมายที่มีอยู่หรือแก้ไขกฎหมายที่หน่วยงานนั้นกำกับดูแล เพื่อส่งเสริมให้เกิดความสมดุลในเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและสาธารณประโยชน์ให้ดียิ่งขึ้น  ในที่นี้หมายถึง พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า และ พ.ร.บ. การควบคุมราคาสินค้าและบริการ ซึ่งถือเป็นอีกกลไกหนึ่งที่จะสร้างความสมดุลทำให้ประชาชนและผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาที่จำเป็นในราคาที่เป็นธรรมได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมา กฎหมายทั้งสองฉบับไม่เคยถูกใช้เป็นคุณต่อสาธารณะ กลับเน้นแต่เรื่องคุ้มครองผลประโยชน์ของนักลงทุนและนักธุรกิจ

    ถึงแม้มูลนิธิฯ จะถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าร่วมประชุมรับฟังความคิดเห็น แต่จะส่งเอกสารแสดงความคิดเห็นต่อร่างโรดแมปฯ ฉบับนี้และข้อเสนอแนะให้กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาต่อไป
     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ภาพ ตำรวจนำผู้ต้องหาทั้ง 8 รายแถลงข่าวเมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา

    3 พ.ค. 2559 ความคืบหน้าคดีแอดมินเฟซบุ๊กแฟนเพจล้อเลียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีผู้ต้องหา 8 รายซึ่งถูกออกหมายจับข้อหากระทำความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และกฎหมายอาญา มาตรา 116 และถูกคุมขังที่เรือนจำและทัณฑสถานนั้น

    วันนี้ บีบีซีไทย รายงานว่าหลัง อานนท์ นำภา ทนายความของผู้ต้องหา ยื่นประกันตัวผู้ต้องหาทั้งหมด แล้วนั้น ล่าสุด อานนท์ เปิดเผยว่า ศาลทหารไม่อนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่าในข้อเท็จจริงพฤติการณ์ยังไม่เปลี่ยน แต่ อานนท์ ระบุว่า จะยื่นขอประกันตัวใหม่อีกครั้งในวันที่ 10 พ.ค. ที่จะถึงนี้
     
    ทั้งนี้ โดยผู้ต้องหาใช้หลักทรัพย์รายละ 150,000 บาท ในการยื่นประกันตัว พร้อมทั้งชี้แจงว่าผู้ต้องหาไม่ได้มีพฤติการณ์จะหลบหนี รวมถึงไม่มีพฤติการณ์ที่จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานเพราะหลักฐานทั้งหมดอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว
     
    สำหรับผู้ต้องหาทั้ง 8 ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันเป็นแอดมินเพจเฟซบุ๊ก "เรารัก พล.อ.ประยุทธ์” ประกอบด้วย หฤษฏ์ มหาทน ณัฎฐิกา วรธันยวิชญ์ นพเก้า คงสุวรรณ วรวิทย์ ศักดิ์สมุทรนันท์ โยธิน มั่งคั่งสง่า ธนวรรธน์ บูรณศิริ ศุภชัย สายบุตร และกัณสิทธิ์ ตั้งบุญธินา ซึ่งศาลทหารไม่พิจารณาให้ประกันตัวในการยื่นขอครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยศาลพิเคราะห์ว่า พฤติการณ์ของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรง ประกอบกับ พนักงานสอบสวนได้ยื่นคัดค้านการประกันตัว จึงยังไม่มีเหตุผลสมควรให้ปล่อยชั่วคราว
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เครือข่ายสิทธิฯ เตรียมร้องคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน ยูเอ็น (UNHRC) 11 พ.ค. นี้ กรณีกรมอุทยานฯ ตั้ง ‘ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร’ คุมอุทยานทั่วประเทศ ทั้งที่มีคดีละเมิดสิทธิฯบังคับบุคคลสูญหาย พื้นที่กะเหรี่ยงแก่งกระจาน

    3 พ.ค. 2559 เครือข่ายองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและองค์กรภาคประชาสังคม 25 องค์กร ร่วมแถลงการณ์คัดค้านกรณีกรมอุทยานแห่งชาติฯ แต่งตั้ง ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการจัดการต้นน้ำ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) เป็นหัวหน้าชุดพญาเสือ ศูนย์ปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า โดยระบุว่าจะร้องต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ (UNHRC)  ในเวทีทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย (Universal Periodical Review: UPR) ในวันที่ 11 พ.ค.นี้ ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อให้รัฐบาลและกรมอุทยานฯ ทบทวนคำสั่งและแนวนโยบายที่ยอมให้บุคคลที่มีประวัติการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะต่อกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมืองรับหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับการอนุรักษ์พื้นที่ป่า  ซึ่งมีแนวโน้มว่าเป็นการใช้ความรุนแรงในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยไม่คำนึงถึงหลักการด้านสิทธิมนุษยชนดังที่เคยปฏิบัติต่อกลุ่มชาติพันธุ์กระเหรี่ยงในพื้นที่ป่าแก่งกระจานจนเป็นสาเหตุให้มีการฟ้องร้องคดีปกครองเรียกร้องค่าเสียหาย 

    “การตัดสินใจให้ชัยวัฒน์ ได้รับการแต่งตั้งที่มีหน้าที่ปราบปรามการลักลอบทำลายป่าอุทยานทั่วประเทศในครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและทำให้มีแนวโน้มว่าภารกิจปกป้องผืนป่าที่เข้มข้นขึ้นของกรมอุทยานฯนั้นอาจมีการใช้ความรุนแรงถึงขั้น ขับไล่ เผ่าทำลาย การคุมคามนักต่อสู้ปกป้องสิทธิชุมชน หรือการบังคับให้บุคคลสูญหาย เป็นต้น  อีกทั้งการที่ชัยวัฒน์ฯอ้างว่าคดีความทั้งทางปกครองและอาญาต่างๆ ได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ทั้งหมดแล้วนั้นไม่เป็นความจริง” แถลงการณ์ระบุ

    ทั้งนี้ แถลงการณ์ระบุคดีที่ชัยวัฒน์ถูกฟ้อง ได้แก่ คดีอาญาร้ายแรงต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาและถูกสอบสวน  ซึ่งเป็นคดีความอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง จำนวน 2 คดี ศาลจังหวัดเพชรบุรี 1 คดี รวม 3 คดี  มีการแจ้งความร้องทุกข์ กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแก่งกระจาน  3 เรื่อง  ซึ่งอยู่ระหว่างถูกสอบสวนคดีอาญาโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)  2 เรื่อง  และการยื่นหนังสือฉบับเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2559 ต่ออธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช 1 ฉบับ รวมทั้งสิ้น 7 เรื่อง  (อ่านแถลงการณ์ด้านล่าง)


    กรมอุทยานแจง ชัยวัฒน์ ‘บริสุทธิ์ทุกคดี’ 

    ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวเดลินิวส์รายงานว่า ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ แถลงข่าวเปิดตัวและประกาศตั้งศูนย์ปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติ และสัตว์ป่า ชุดปฏิบัติการพญาเสือ โดยมีชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ทำหน้าที่หัวหน้าชุดพญาเสือ และ ประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติปางสีดา จ.สระแก้ว เป็นรองหัวหน้าทีม นอกจากนี้ได้คัดเลือกผู้เชี่ยวชาญด้านแผนที่พิกัดจีพีเอส และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจากสำนักอุทยานทั่วประเทศมาร่วมทีม รวมทั้งหมด 21 คน

    กรณีการแต่งตั้งชัยวัฒน์เป็นหัวหน้าทีมปฏิบัติการจะทำให้เป็นปัญหากับชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยงหรือไม่ ธัญญา กล่าวว่า ตามข้อกฎหมายคดีของชัยวัฒน์ ได้ผ่านการต่อสู้และพิสูจน์ความบริสุทธิ์ทุกคดีเรียบร้อยแล้ว ส่วนความไม่พอใจของชาวกะเหรี่ยงนั้น ความจริงแล้วมีชาวกะเหรี่ยงที่สนับสนุนชัยวัฒน์ รวมทั้งอยากให้ชัยวัฒน์ กลับเข้าทำงานที่เดิมมากกว่าคนที่ไม่ชอบด้วยซ้ำ จึงไม่มีความกังวลในเรื่องนี้ เพราะชัยวัฒน์เป็นคนที่ตั้งใจทำงาน และน่าจะปฏิบัติภารกิจนี้ได้เป็นอย่างดี 

    ธัญญา กล่าวถึงการปฏิบัติการของทีมพญาเสือว่า จะเน้นการปราบปราบการบุกรุกป่ารายใหญ่เป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพล ทั่วประเทศ ซึ่งกรมอุทยานฯ จะให้การสนับสนุนทั้งงบประมาณ เครื่องมือปฏิบัติการ อาวุธ อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยอย่างเต็มที่ คาดว่าพื้นที่แรกจะลงดำเนินการภายในสัปดาห์หน้าจะเป็นพื้นที่ภาคใต้และตะวันออก แต่ยังเปิดเผยไม่ได้ว่าจังหวัดได้

     

    แถลงการณ์ร่วม
    เครือข่ายสิทธิฯ เตรียมร้องคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ (UNHRC) ในเวที UPR
    กรณีตั้งผู้ละเมิดสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองเป็นหัวหน้าชุด “พญาเสือ” คุมอุทยานทั่วประเทศ
    ยุติแนวโน้มการใช้ความรุนแรงในการรักษาพื้นที่ป่า


    จากการที่วันนี้อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช นายธัญญา เนติธรรมกุล ได้จัดแถลงข่าวเปิดตัวชุดเฉพาะกิจพญาเสือ แก้ปัญหาบุกรุกพื้นที่ป่าและลักลอบตัดไม้ เน้นทำงานเชิงรุก และขึ้นตรงกับอธิบดีกรมอุทยานฯ โดยกำหนดให้นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษ “พญาเสือ” ที่ทำหน้าที่ปราบปราม จับกุมผู้กระทำผิดในพื้นที่อุทยานฯได้ทั่วประเทศ โดยรับคำสั่งและขึ้นตรงกับอธิบดีกรมอุทยานฯ และไม่ต้องขึ้นตรงกับผู้อำนวยการส่วนพื้นที่เหมือนที่ผ่านมา อีกทั้งยังอ้างว่าการดำเนินการดังกล่าวสนองนโยบายทวงคืนผืนป่าของรัฐบาลปัจจุบันเพื่อให้ได้พื้นที่ป่าเพิ่ม

    เครือข่ายองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและองค์กรภาคประชาสังคมตามรายนามด้านล่างนี้ขอประท้วงและเตรียมร้องคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ ในเวทีทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย Universal Periodical Review (UPR) ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2559 ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์เพื่อให้รัฐบาลและกรมอุทยานฯ ทบทวนคำสั่งและแนวนโยบายที่ยอมให้บุคคลกรที่มีประวัติการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะต่อกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมืองรับหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับการอนุรักษ์พื้นที่ป่า ซึ่งมีแนวโน้มว่าเป็นการใช้ความรุนแรงในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยไม่คำนึงถึงหลักการด้านสิทธิมนุษยชนดังที่เคยปฏิบัติต่อกลุ่มชาติพันธุ์กระเหรี่ยงในพื้นที่ป่าแก่งกระจานจนเป็นสาเหตุให้มีการฟ้องร้องคดีปกครองเรียกร้องค่าเสียหาย

    การตัดสินใจให้นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษรได้รับการแต่งตั้งที่มีหน้าที่ปราบปรามการลักลอบทำลายป่าอุทยานทั่วประเทศในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและทำให้มีแนวโน้มว่าภารกิจปกป้องผืนป่าที่เข้มข้นขึ้นของกรมอุทยานฯนั้นอาจมีการใช้ความรุนแรงถึงขั้น ขับไล่ เผ่าทำลาย การคุมคามนักต่อสู้ปกป้องสิทธิชุมชน หรือการบังคับให้บุคคลสูญหาย เป็นต้น อีกทั้งการที่นายชัยวัฒน์ฯอ้างว่าคดีความทั้งทางปกครองและอาญาต่างๆ ได้พิสูจน์ความบริสุทธ์ทั้งหมดแล้วนั้นไม่เป็นความจริง

    เครือข่ายองค์กรตามรายนามด้านล่างนี้เห็นว่างานด้านการอนุรักษ์ป่าและการปราบปรามการลักลอบตัดไม้ทำลายป่ามีหลายมิติและมีความอ่อนไหว แม้ว่าจะอ้างถึงการปราบปรามผู้มีอิทธิพลแต่ในสถานการณ์จริงมีกลุ่มประชากรที่เป็นชนเผ่าชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมืองจำนวนมากอยู่อาศัยในพื้นที่ป่าและพื้นที่อุทยานทั่วประเทศ 

    เครือข่ายฯ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและอธิบดีกรมอุทยานฯ พิจารณายกเลิกคำสั่งที่มอบให้นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษรรับหน้าที่สำคัญนี้และขอให้คัดเลือกบุคคลกรที่มีแนวทางการทำงานบนพื้นฐานของการเคารพต่อหลักการด้านสิทธิมนุษยชนและในการพิทักษ์รักษาป่า รวมทั้งมีแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธีเป็นกรอบการทำงานที่ชัดเจน มีการอำนวยความเป็นธรรม ต่อประชาชนและเอื้อประโยชน์ต่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชาติที่ยั่งยืน

    การที่เครือข่ายองค์กรฯจะร้องเรียนต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ (UNHRC) เนื่องจากที่ผ่านมาเครือข่ายองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและองค์กรภาคประชาสังคมได้ยื่นหนังสือเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2559 แต่ไม่มีการตอบรับและกลับมีการแต่งตั้งนายชัยวัฒน์ฯ ในวันนี้  ข้อเรียกร้องของเครือข่ายฯ มีดังนี้คือขอเรียกร้องให้ทางอุทยานแห่งชาติโดยอธิบดีกรมอุทยานฯ ได้ดำเนินตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ที่ให้อำนาจผู้บังคับบัญชาในการสั่งพักราชการ หรือสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลการ สอบสวน หรือพิจารณาหรือผลแห่งคดีในกรณีที่ข้าราชการพลเรือนสามัญ นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร เนื่องจากถูกฟ้องคดีอาญาร้ายแรงต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาและถูกสอบสวน ซึ่งเป็นคดีความอยู่ระหว่าง การพิจารณาของศาลปกครองกลาง จำนวน 2 คดี ศาลจังหวัดเพชรบุรี 1 คดี รวม 3 คดี มีการแจ้งความร้องทุกข์ กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแก่งกระจาน 3 เรื่อง ซึ่งอยู่ระหว่างถูกสอบสวนคดีอาญาโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) 2 เรื่อง และการยื่นหนังสือฉบับเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2559 ต่ออธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช 1 ฉบับ ในห้วงเวลาที่ครบรอบสองปีการหายตัวไปของนายบิลลี่ หรือพอละจี รักจงเจริญ ภายหลังการจับกุมของนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษรเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 ซึ่งรวมทั้งสิ้น 7 เรื่องในขณะนี้ ดังนี้การที่นายชัยวัฒน์ฯอ้างว่าคดีความต่างๆ ได้พิสูจน์ความบริสุทธ์ทั้งหมดแล้วนั้นไม่เป็นความจริง

    ในหนังสือฉบับลงวันที่ 7 เมษายน 2559 ดังกล่าวที่ยื่นต่ออธิบดีกรมอุทยานฯนั้นอ้างถึงเหตุผลทั้งความจำเป็นที่จะคงไว้ซึ่งหลักการด้านการอำนวยความเป็นธรรมต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบต่อนโยบายและการบริหารจัดการบุคคลกรของรัฐโดยเฉพาะต่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชาติให้เป็นสมบัติของชาติและของโลก และในขณะเดียวกันเป็นต้องเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่อยู่อาศัยเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมในพื้นที่อนุรักษ์ภายใต้หลักการสากลด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานกำลังถูกเสนอชื่อเป็นพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติภายใต้กรอบของยูเนสโกเป็นอันเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทยอย่างสมภาคภูมิ

    องค์กรร่วมลงนาม
    1. เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย
    2. เครือข่ายการจัดการสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สูง
    3. เครือข่ายการศึกษาชนเผ่าพื้นเมือง
    4. เครือข่ายเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง
    5. เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง
    6. เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมเขตงานตะนาวศรี
    7. ศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา
    8. สมาคมนักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน
    9. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
    10. มูลนิธิไทยเพื่อคนมีปัญหาสิทธิและสถานะบุคคล
    11. มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน
    12. เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม
    13. มูลินิธิรักษ์ไทย(ภาคเหนือ)
    14. มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์
    15. มูลนิธิภูมิปัญญาชนเผ่าพื้นเมืองบนพื้นที่สูง
    16. มูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม
    17. มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา
    18. ศูนย์สังคมพัฒนา สังฆมณฑลเชียงใหม่
    19. สมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
    20. หน่วยงานพัฒนาและบริการสังคม สภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย
    21. สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย
    22. ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น
    23. โรงน้ำชา (TEA-togetherness for Equality and Action)
    24.สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน
    25. โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    3 พ.ค. 2559 เวลาประมาณ 10.00 น. ที่ศาลแพ่ง (รัชดา) ห้อง 603 ศาลชั้นต้นนัดอ่านคำสั่งศาลฎีกา คดีที่นางอารี แซ่เลี้ยว ผู้เสียหาย เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายมานิต หวังสะแล่ะฮ์ เป็นจำเลยที่ 1 องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เป็นจำเลยที่ 2 ฐานผิดสัญญารับขนคนโดยสาร เรียกค่าเสียหายเป็นเงินรวม 1,328,298 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเกิดเหตุ (ฟ้องเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2554)

    จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2550 กรณีอุบัติเหตุรถเมล์โดยสาร สาย 4 หมายเลขทะเบียน 12-0357 กรุงเทพมหานคร ของ ขสมก. โดยมีนายมานิต เป็นพนักงานขับรถ ได้ขับรถเมล์ด้วยความเร็ว โดยเบรกกะทันหัน ทำให้นางอารี ใบหน้ากระแทกอย่างรุนแรงกับเหล็กพนักพิงเบาะนั่งด้านหน้า ได้รับบาดเจ็บสาหัส

    คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 164,475 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้กับโจทก์ ต่อมาโจทก์อุทธรณ์ โดยปี 2556 ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 347,225 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 323,000 บาท ด้านจำเลยทั้งสองขอฎีกาต่อศาลฎีกา

    ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ปัญหาตามฎีกาที่ว่าค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ฯ กำหนดให้จำเลยทั้งสองชำระแก่โจทก์สูงเกินและฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น ไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย ทั้งไม่เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 52 และข้อกำหนดประธานศาลฎีกาว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานคดีในคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ข้อ 40 จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกาและไม่รับฎีกา

    นายเฉลิมพงษ์ กลับดี ทนายความอาสามูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า คำสั่งศาลฎีกาในคดีนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของ ขสมก. ที่ควรมีความรับผิดชอบต่อสังคม และผู้บริโภคที่ใช้บริการ ในฐานะรัฐวิสาหกิจที่มีวัตถุประสงค์ให้บริการสาธารณะมากกว่าการหวังผลทางคดี ซึ่งเรื่องนี้ผู้เสียหายต้องใช้เวลาต่อสู้คดีถึง 3 ศาลนานกว่า 5 ปี แต่สุดท้ายศาลฎีกาก็ไม่อนุญาตให้ ขสมก. ฎีกา เนื่องจากไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

    “ผมเห็นด้วยที่ศาลฎีกาควรจะรับเฉพาะเรื่องที่สำคัญและเป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ การยื้อคดีของ ขสมก. ไม่เป็นประโยชน์กับส่วนรวม ทั้งยังทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งตอนนี้คดีสิ้นสุดแล้ว หาก ขสมก. ยังไม่ยอมชำระค่าเสียหายตามที่ศาลกำหนดพร้อมดอกเบี้ย เราคงต้องดำเนินการยึดทรัพย์บังคับคดีตามกฎหมายต่อไป”ทนายความอาสาฯ กล่าว

    ด้าน อารี กล่าวว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุในปี 2550 ไม่เคยได้รับการติดต่อหรือดูแลใดๆ จาก ขสมก. ต่อมาเมื่อมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคให้ความช่วยเหลือนัดเจรจาไกล่เกลี่ยคดีนี้ ผู้แทน ขสมก.บอกให้ฟ้องคดีไปก่อนแล้วจะจ่ายเงินค่าเสียหายให้ในชั้นศาล โดยอ้างว่า ขสมก. เป็นหน่วยงานรัฐจ่ายเงินก่อนฟ้องไม่ได้ แต่เมื่อตนฟ้อง ขสมก. เป็นคดีผู้บริโภคแล้ว กลับปฏิเสธการเยียวยา และสู้คดีอย่างถึงที่สุด ทำให้ตนรู้สึกผิดหวัง

    “ดีใจที่ศาลให้ความเป็นธรรม คดีนี้สิ้นสุดเสียที 9 ปีที่ผ่านมาชีวิตไม่ได้ดีขึ้นเลย ต้องเจ็บปวดทนทุกข์ทรมานมาตลอด” ผู้เสียหายกล่าว

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    "ผมเป็นคนตั้งชื่อเขาว่า โยธิน โยธินที่แปลว่า ทหาร"

    สำหรับ อาคม มั่งคั่งสง่า อายุ 67 ปี อดีตข้าราชการทหาร ยศนาวาอากาศโท เขามองเห็น โยธิน มั่งคั่งสง่า (ลูกชาย) หนึ่งในผู้ต้องหา เหตุทำเพจล้อเลียนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายทหารคนหนึ่ง

    แม้โยธินจะเรียนจบด้านศิลปะมา เป็นคนนิ่งเงียบ เรียบร้อย และสุขม แต่สิ่งที่เขาทำ ในสายตาของพ่อ เมื่อเปรียบเทียบกับตำนาน 'สามก๊ก' โยธินคือ นายทหารคนหนึ่ง ที่ออกไปยืนด่าทัพฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นแผนของขงเบ้ง ถึงที่สุดแล้วทัพตรงข้ามโกรธจัด จนเปิดหน้า ยกทัพออกมารบ และพ่ายแพ้ไปในท้ายที่สุด

    อดีตนายทหารอากาศ มองว่า ทหารไม่ได้มีอยู่แต่ในภาพจำเดิมๆ เช่นว่า ต้องถือปืน ใส่เสื้อเกาะ หรือนั่งอยู่บนหลังม้าแบบในสมัยก่อน แต่เพื่อการต่อสู้ ทหารมียุทธวิธีที่มากกว่านั้น เพราะเพียงแค่หนึ่งคนไปยื่นด่า กองทัพทั้งกองก็ล้มลงได้ง่า

    00000

    ย้อนกลับไปเมื่อเช้าตรู่ของวันที่ 27 เม.ย. 2559 อาคมเล่าว่า มีนายทหารไม่ต่ำกว่า 15 นายเข้ามาหาที่บ้านพักโดยชี้แจงว่า ขอความให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ด้วย ก่อนแจ้งว่าต้องการควบคุมตัวลูกชาย และจากนั้นก็เข้าควบคุมตัว พร้อมยึดอุปกรณ์สื่อสาร เช่นคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และแท็บเล็ต โดยไม่สนใจว่าของเหล่านั้นจะเป็น ของโยธินหรือไม่ ไม่เว้นแม้แต่หนังสือต่างๆ ที่ซื้อเก็บไว้ เช่นนิตยสารฟ้าเดียวกัน สงครามกลางเมืองในรวันดา กระทั่งสติ๊กเกอร์ เรารักประชาธิปไตย เจ้าหน้าที่ทหารก็นำไปด้วย

    "มือถือของผมเอง เพิ่งซื้อมาหมื่นสาม เมื่อสองวันก่อน ยังไม่ทันได้เล่นเป็น เขาก็เอาไป ใบเสร็จเรามีให้ดู แต่เขาไม่สนใจ"

    เขาเล่าต่อว่า เจ้าหน้าที่มีการเตรียมพร้อมมาอย่างดี และมีการเก็บข้อมูลทุกอย่างมาก่อน เนื่องจากวันที่เข้าจับกุม เจ้าหน้าที่ไม่ได้เข้ามาที่บ้านหลังนี้เพียงแค่ที่เดียว ทหารเข้าไปที่บ้านของแฟนโยธิน และยึดเอาคอมพิวเตอร์ซึ่งแฟนโยธินจำเป็นต้องใช้ทำงานไปด้วย...

    แม้เจ้าหน้าที่จะไม่ได้ท่าทีที่รุนแรง แต่เข้าเห็นว่าการะทำแบบนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ไม่มีการแสดงหมายจับ มีเพียงแต่การจับไปก่อน แล้วค่อยตั้งข้อกล่าวหาทีหลัง เขาเห็นว่านี่เป็นเรื่องที่ผิด

    เมื่อถามถึงสภาพความเป็นอยู่ของทางบ้านหลังจากที่โยธินถูกจับกุม เขาบอกว่าไม่ได้มีความลำบากมาก แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือ สภาพจิตใจของแม่ มากกว่า

    "คนเป็นแม่ก็เป็นเรื่องปกติไม่มีใครอยากเห็นลูกติดคุก วันไปเจอเขาวันแรกที่ศาลทหาร ผมก็ไปยืนให้เขาเห็นหน้าว่าพ่อมาแล้ว แต่แม่เขาเข้าไปกอดลูก แล้วน้ำตาซึมๆ ทุกวันนี้เวลามาเยี่ยมลูกก็ยังร้องไห้น้ำตาซึมอยู่"

    สำหรับคนเป็นพ่อ เขาเห็นว่าสิ่งที่ลูกชายโดนตั้งข้อหาผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 คดีความมั่นคงนั้นเป็นเรื่องที่หนักเกินไป

    "ข้อหาที่เขาโยง มันเป็นเรื่องความมั่นคง แต่มันไม่น่าจะเข้าข่าย ลูกผมไม่ได้ทำอะไรร้ายแรง สิ่งที่เขาทำก็ไม่ได้มีอิทธิพลอะไรมากขนาดนั้น มันไม่ใช่เรื่องความมั่นคงหรอก แต่มันเป็นเรื่องความไม่มั่นใจของบางคนมากกว่า"

    "วันนี้คุณอาจจะคิดว่ากินเบี้ยเราได้ แต่วันข้างหน้าเราจะกินเรือกินม้าคุณ"

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    'นศ.สาวธรรมศาสตร์-ผู้ต้องหามีขันแดง-จิตรา' เล่าประสบการณ์ถูกละเมิดระหว่างรอประกันตัวในเรือนจำ ศูนย์ทนายสิทธิฯ ชี้ศาลพลเรือนไม่ต้องนำตัวไปปล่อยที่เรือนจำ กระบวนการศาลทหารละเมิดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และข้อกำหนดแมนเดลา อดีต รมช.แรงงาน จี้ประยุทธ์สั่งเลิกตรวจภายในผู้ต้องโทษหญิง

    3 พ.ค.2559 มติชนออนไลน์และเดลินิวส์ รายงานว่า ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ขอเรียกร้องไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ให้สั่งยกเลิกการตรวจภายในผู้ต้องโทษหญิงที่ไม่ใช่คดียาเสพติดทันที แม้ว่าคดีจะสิ้นสุดแล้วหรือเป็นการฝากขังชั่วคราวก็ตาม เนื่องจากการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งเลวร้ายมากต่อผู้หญิงทุกคน และทราบมาอีกว่าเคยมีผู้นำแรงงานหญิงคนหนึ่งเคยถูกสั่งให้ถอดเสื้อผ้าแล้วให้คลานไปเข้าห้องน้ำ เป็นการกระทำที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรม ทั้งนี้การตรวจภายในคนที่ต้องคดียาเสพติดก็ควรจะเป็นสถานที่มิดชิด ไม่ให้อับอายและคนตรวจต้องเป็นพยาบาลหรือผู้ช่วยพยาบาลของเรือนจำเท่านั้น และควรทำตามอนุสัญญาระหว่างประเทศด้วย

    “รู้สึกเป็นห่วง 8 ผู้ถูกจับกุม และมีผู้หญิง 1 ใน 8 ที่ถูกจับและถูกกล่าวหาเรื่องการเมืองล่าสุดที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวจะถูกล่วงละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พล.อ.ประยุทธ์ควรสั่งการให้กรมราชทัณฑ์ระงับการกระทำใดๆ และแก้ไขระเบียบข้อบังคับต่างๆ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 4 ที่บัญญัติว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องได้รับการคุ้มครอง เพื่อไม่ให้สังคมโลกตราหน้าว่าประเทศไทยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ละเมิดสิทธิมนุษยชน” ลดาวัลลิ์ กล่าว

    นศ.ธรรมศาสตร์เล่าการตรวจช่องคลอดในเรือนจำ

    กรกนก คำตา หรือ ปั๊ป (ที่มาภาพ เฟซบุ๊ก Pup Kornkanok Khumta )

    กรณีดังกล่าวถูกพูดถึงในสังคมเนื่องหลังจาก กรกนก คำตา หรือ ปั๊ป นักศึกษารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำเลยคดีนั่งรถไฟจะไปตรวจสอบอุทยานราชภักดิ์ 7 ธ.ค.58 ซึ่งเมื่อวันที่ 25 เม.ย. ที่ผ่านมา กรกนกขึ้นศาลทหารและถูกนำตัวไปเรือนจำก่อนได้รับการประกันตัวพร้อมผู้ต้องหาชายอีก 5 คน เวลา 20.20 น. หลังจากออกจากเรือนจำกรกนกได้โพสต์เล่าการปฏิบัติของเรือนจำในระหว่างที่เธอรอประกันตัวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว และต่อมาเฟซบุ๊กแฟนเพจ 'Fahroong Srikhao ฟ้ารุ่ง ศรีขาว' ได้สัมภาษณ์ พร้อมรายงานว่า ในระหว่างอยู่ในเรือนจำ 14.00 น. – 20.00 น. เธอได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับนักโทษหญิงในเรือนจำ ถูกบอกให้ถอดเสื้อผ้าและใส่ผ้าถุงผืนเดียวเพื่อเปลี่ยนเป็นชุดนักโทษ แต่ทุกครั้งที่ต้องรายงานตัวต่อหน้าผู้คุมแต่ละแดน เธอจะถูกสั่งให้ลุกนั่งเพื่อตรวจสอบว่าซ่อนยาเสพติดหรือไม่ โดยมีผู้คุมยืนจับผืนผ้าถุงที่เธอสวมใส่ ขณะที่ผ้าถุงซึ่งล้อมตัวเธออย่างหลวมๆ นี้ ก็ไม่ได้มิดชิดพอจะบังสายตาคนนับร้อยในเรือนจำ

    นอกจากนั้นยัง ถูกตรวจช่องคลอดเพื่อดูว่ามีการซุกซ่อนยาเสพติดหรือสิ่งใดหรือไม่ ทั้งที่เป็นผู้ต้องหาคดีการเมือง แต่เธอมองว่ามันไม่ควรเกิดขึ้นกับใครไม่ว่าถูกดำเนินคดีอะไร เธอเตรียมร้องเรียนต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น

    ผู้ต้องหามีขันแดงก็โดนด้วย

    วันนี้ (3 พ.ค.59) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานด้วยว่า ธีรวรรณ เจริญสุข ผู้ต้องหาในคดีขันแดง ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ได้เปิดเผยกับศูนย์ทนายฯ ว่าเธอก็ได้รับการปฏิบัติในลักษณะเดียวกันกับกรณีของนักศึกษารายดังกล่าวเช่นกัน โดยเธอระบุว่าเมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านา พนักงานสอบสวนได้นัดหมายเธอมาที่ศาลทหาร เพื่อมาขออำนาจศาลฝากขัง และศาลทหารได้อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาได้ จากนั้นเพื่อนของ ธีรวรรณ จึงได้ยื่นหลักทรัพย์ขอปล่อยตัวชั่วคราว และศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวแล้ว แต่ขณะกำลังรอเจ้าหน้าที่ศาลทำหมายปล่อยตัวอยู่นั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับจะพาตัวเธอไปยังเรือนจำ โดยระบุว่าต้องไปปล่อยตัวจากเรือนจำ แล้วเจ้าหน้าที่ศาลจะนำหมายปล่อยไปที่เรือนจำอีกที แม้เธอจะพยายามคัดค้าน แต่ก็ไม่เป็นผล

    ธีรวรรณ ระบุว่า เธอถูกพาตัวไปยังทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ แม้จะพยายามแจ้งเจ้าหน้าที่เรือนจำแล้วว่าศาลมีคำสั่งให้ประกันตัวแล้ว และกำลังรอหมายปล่อยตัวจากศาล แต่เธอกลับยังถูกนำตัวไปตรวจร่างกายเพื่อเข้าเรือนจำ โดยมีการใช้ห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง ที่มีผู้คุมอยู่ด้วยสองคน ให้เธอถอดเสื้อผ้าทุกชิ้นออกทั้งหมด และยังให้ทำกิริยานั่งแล้วลุก-นั่งแล้วลุกหลายต่อหลายครั้ง เพื่อตรวจดูว่ามีการซุกซ่อนสิ่งใดไว้ในช่องคลอดหรือไม่ แต่กรณีของเธอ เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการล้วงเข้าไปในช่องคลอด เนื่องจากเห็นว่ามีอายุมากแล้ว

    เมื่อตรวจร่างกายเสร็จ ก็มีการให้เธอใส่ชุดผู้ต้องขัง และนำตัวเข้าไปส่วนทะเบียน เพื่อจัดทำประวัติ ปั๊มลายมือ ถ่ายรูป และแจกอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็นบางส่วนสำหรับนักโทษ พร้อมกับให้แขวนป้ายสีเหลืองที่แสดงถึงความเป็นนักโทษใหม่ ก่อนจะนำตัวเข้าไปภายในแดน 1 ซึ่งเป็น “แดนแรกรับ” อันเป็นแดนที่ผู้ต้องขังใหม่จะเข้ามาก่อนเป็นแห่งแรก ธีรวรรณระบุว่าเธอถูกนำตัวเข้าไปในเรือนจำราวชั่วโมงเศษ ทางเรือนจำก็มีการประกาศชื่อเธอว่ามีหมายปล่อยตัวมาแล้ว จึงได้มีการคืนเสื้อผ้าชุดเดิม และให้เปลี่ยนจากชุดนักโทษได้

    ธีรวรรณ ยังระบุว่า สภาพในเรือนจำมีการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในลักษณะเหมือนนายกับบ่าว โดยนักโทษจะต้องคลานเข่าเข้าไปหาผู้คุมในเรือนจำ และต้องยกมือไหว้ขณะพูดคุยด้วย

    เธอระบุความรู้สึกหลังจากถูกปฏิบัติในลักษณะดังกล่าวว่า “ทำให้เราสติแตก รู้สึกเหมือนกับเข้าไปในนรก เหมือนกับเป็นนักโทษไปแล้ว ไม่เคยคิดเลยว่าจะโดนแบบนี้ ทั้งที่เราก็ได้ประกันตัวอยู่แล้ว” โดยขณะปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำ เธอมีอาการร้องไห้เสียใจ และเพื่อนๆ ต้องพากันไปทำบุญรดน้ำมนต์และสะเดาะเคราะห์ที่วัดในตัวเมืองเชียงใหม่อีกด้วย

    สำหรับ ธีรวรรณ อายุ 54 ปี ก่อนหน้านี้เคยเข้าร่วมการเคลื่อนไหวกับคนเสื้อแดงในเชียงใหม่ เธอถูกทหารกล่าวหาตามมาตรา 116 จากกรณีการถ่ายภาพคู่กับขันน้ำสีแดง และภาพโปสเตอร์ซึ่งมีรูปภาพของ ทักษิณ และ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ดูรายละเอียดเพิ่มเติม) คดีนี้ยังอยู่ในชั้นสอบสวน โดยพนักงานสอบสวนเพิ่งขออำนาจศาลทหารฝากขังเป็นผัดที่ 4

    จิตรา เล่าประสบการณ์ในทัณฑสถานหญิงฯ ระหว่างรอประกัน

    การปฏิบัติของเรือนจำต่อผู้ต้องหาทางการเมืองในระหว่างรอการประกันตัวในลักษณะดักล่าวนอกจาก 2 รายข้างต้นยังมี กรณี จิตรา คชเดช นักกิจกรรมทางการเมืองและสังคม เจ้าหน้าที่และที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพฯ และผู้ประสานงานกลุ่มสหกรณ์คนงาน TRY ARM ที่ถึงดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. หลังจากเธอไม่สามารถกลับมารายงานตัวตามคำสั่งคสช. ได้ทัน เนื่องจากติดภาระกิจอยู่ที่ประเทศสวีเดน แม้จะรายงานตัวกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงสต๊อคโฮล์มแล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล โดยเมื่อเธอเดินทางกลับมาประเทศไทยจึงถูกดำเนินคดี กักตัวที่ห้องขังกองปราบ 1 วัน และถูกส่งตัวไปที่ทัณฑสถานหญิงฯ เพื่อรอการประกันตัว เช่นกัน ซึ่งเธอเคยเปิดเผยประสบการณ์ดังกล่าวกับประชาไท ไว้ตั้งแต่ ก.ย. 57 ด้วยว่า วันที่ส่งศาลทหาร หลังจากนั้นเวลา 16.00 น. เจ้าหน้าที่นำตัวตนไปที่ทัณฑสถานหญิงกลาง คลองเปรม เพื่อฝากขัง และรอคำสั่งศาลทหารว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่ จิตรา เล่าว่า ก่อนหน้านี้เคยถูกฝากขังในศาลปกติของพลเรือนที่จะนำตัวไปไว้ห้องขังใต้ถุนศาลเพื่อรอคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราว รวมทั้งในกระบวนการปกติหากเป็นชั้นตำรวจหรือพนักงานสอบสวนนั้นหากให้ประกันตัวก็ปล่อยตัวได้ โดยไม่ต้องขังก่อน ซึ่งต่างจากกรณีนี้ที่นำตัวเข้าทัณฑสถานหญิงฯ ก่อน

    ภาพจิตรา หลังถูกปล่อยตัวจากเรือนจำ

    “กลไกที่เข้าเรือนจำหรือทัณฑสถานหญิงฯ นั้น กระทำกับเราเหมือนนักโทษ เรียกได้ว่ามีกระบวนการทำให้กลายเป็นนักโทษ โดยปฏิบัติกับเราเท่ากับนักโทษที่ถูกศาลสั่งจำคุกในคดีอาญาทั่วไปแล้ว” จิตรา กล่าว

    พร้อมเล่าต่อว่า กระบวนการเหล่านั้นเริ่มจากการตรวจร่างกาย ให้ถอดเสื้อผ้าหมดรวมทั้งชุดชั้นในกลางวงผู้คุม เมื่ออยู่ในสภาพเปลือยก็ต้องหมุนตัวให้ผู้คุมดู ตรวจนิ้วมือนิ้วเท้า ตรวจผม โดยผู้คุมจะยืนดูและมีนักโทษในเรือนจำที่เป็นผู้ช่วยผู้คุมคอยจัดการให้

    หลังจากนั้นก็นุ่งผ้าถุง 1 ตัวที่เขาจัดให้ไปตรวจภายใน ตรวจช่องคลอด และต่อด้วยการทำประวัติสุขภาพ โดยจะเขียนน้ำหนักส่วนสูงที่ฝ่ามือ หลังจากนั้นผู้คุมได้ให้คนนำเสื้อมาให้ 1 ตัว และต่อด้วยการทำประวัตินักโทษ ในระหว่างนี้ตนได้ขอผู้คุมสวมเสื้อชั้นในและกางเกงใน แต่กลับถูกปฏิเสธ โดยผู้คุมชี้แจงว่าเสื้อผ้าและสิ่งของที่เอาเข้าไปนั้นไม่สามารถใช้ได้เลย ต้องให้ญาติซื้อมาให้ภายหลัง ของที่ติดตัวมาทุกอยู่จะถูกเก็บและทำบัญชีไว้ตั้งแต่แรก โดยมีเพียงใบรายการของติดตัวมาเท่านั้น

    จิตรา เล่าต่อว่า หลังจากทำประวัตินักโทษเสร็จ มีคนรับตัวให้ไปที่แดนแรกรับ เมื่อถึงแดนแรกรับก็ต้องถอดเสื้อผ้าทั้งหมดเพื่อให้ผู้คุมที่นั่นดู หลังจากนั้นเขาให้ผ้าถุงเรา 1 ผืน เพื่อไปอาบน้ำโดยมีนักโทษคนหนึ่งเฝ้า หลังจากอาบน้ำเสร็จให้เสื้อผ้า 1 ชุด โดยเขียนว่าแดนแรกรับ จากนั้นก็ทำประวัติที่แดนแรกรับอีกครั้ง

    ระหว่างการทำประวัติที่แดนแรกรับนั้น เวลาเดินทำประวัติถูกห้ามไม่ให้ยืน จึงต้องนั่งยองหรือถัดก้นไปตามกระบวนการและต่อแถวนักโทษคนอื่นๆประมาณ 10 กว่าคนที่ต้องทำประวัติขณะนั้น สิ่งที่ซักถาม เช่น มาจากศาลไหน คดีอะไร เพราะต้องแยกคดีของนักโทษ โดยตนอยู่ในกลุ่มนักโทษทั่วไป จากนั้นเขียนเลขที่หลังมือซึ่งเป็นเบอร์ล็อคเกอร์ของตนด้วย

    จิตรา เล่าอีกว่า จากนั้นผู้ช่วยผู้คุมจึงพาเข้าเรือนนอนในห้องคดีทั่วไป ซึ่งมีคนอยู่ 69 คน มีหัวหน้าห้องที่เป็นนักโทษ เรียกตนไปสอบประวัติอีกครั้งในห้อง คดีในนั้นส่วนมากเป็นคดีต่างด้าว แรงงานข้ามชาติ คดีฉ่อโกง โดยเฉพาะคดีต่างด้าวที่พูดไทยไม่ได้ก็มักถูกหัวหน้าห้องหงุดหงิดใส่และถูกด่าทอ

    มีกิจกรรมให้ผู้ที่อยู่ในห้องทั้งหมดสวดมนต์ประมาณ 2 ชั่วโมง และเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีเสร็จให้ทุกคนผ่อนคลาย มีการเปิดทีวีละครและมิวสิควีดีโอเก่าๆให้ดู เริ่มแจกที่นอนซึ่งมีเพียงผ้าห่มคนละ 1 ผืน โดยจะนำมาห่มหรือปูนอนหรือพับเป็นหมอนก็ได้  ซึ่งคนที่อยู่มาก่อนหน้าแนะนำให้พับหนุนหัวเพราะกลางคืนอากาศจะร้อน นอนกับพื้นที่ปูกระเบื้องธรรมดา และจัดระเบียบการนอนโดยแบ่งเป็น 3 แถว โดยด้านหนึ่งให้เอาหัวชนกัน อีกด้านเอาเท้าชนกัน ตอนนั้นเวลาประมาณ 21.00 น. และสักพักผู้คุมก็มาเรียกชื่อตนเพื่อปล่อยตัว

    หลังจากถูกเรียกปล่อยตัว ก็ต้องถอดเสื้อผ้าให้ผู้คุมดูอีก 1 รอบ แล้วหลังจากนั้นได้รับผ้าถุง 1 ผืน เพื่อใส่และเดินถือใบเอกสารออกไปที่ห้องปล่อยตัว โดยนั่งที่ห้องนั้นนานมาก จนกระทั่งมีคนเอาเสื้อผ้าและของต่างๆที่ติดตัวมาแต่ต้นมาให้ จึงได้ใส่เสื้อผ้าตรงนั้นท่ามกลางผู้คุม ทรัพย์สินที่ถูกคืนมานั้นมาตรวจภายหลัพบว่าจี้ของตนนั้นหายไป

    ขั้นตอนการผ่านด่านแต่ละครั้งในการปล่อยตัวจะต้องมีรหัสปลดล็อค เช่น การถามชื่อ-นามสกุล ชื้อเพื่อนสนิท หมายเลขโทรศัพท์เพื่อสนิท ชื่อพ่อแม่ เป็นต้น ตามประวัติที่กรอกในรอบแรก เท่ากับว่าหากตอบผิดก็อาจจะไม่ได้ออก เพราะเขาต้องการเช็คว่าเป็นตัวจริงหรือไม่

    "ก่อนปล่อยตัวผู้คุมมาขอถ่ายเอกสารและบอกด้วยว่าพึ่งเป็นกรณีแรกที่มาจากศาลทหาร จึงเก็บข้อมูลไว้เป็นกรณีศึกษา" จิตรา กล่าวทิ้งท้าย

    ศูนย์ทนายสิทธิฯ ชี้ขอประกันศาลพลเรือนไม่ต้องนำตัวไปปล่อยที่เรือนจำ

    ทั้งนี้ ศูนย์ทนายสิทธิฯพบว่าแม้ระเบียบปฏิบัติของเรือนจำหญิงทั่วประเทศ จะให้มีการตรวจค้นร่างกายของผู้ต้องขังที่ถูกนำตัวมาจากศาลทุกคน แต่โดยปกติในศาลพลเรือน กรณีผู้ต้องหาถูกฝากขังหรือถูกสั่งฟ้องคดีต่อศาล และอยู่ในระหว่างการทำเรื่องขอประกันตัว จะมีการควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ที่ห้องขังใต้ถุนศาล โดยไม่ได้มีกระบวนการตรวจร่างกาย และหากได้รับการประกันตัว ก็จะมีการปล่อยตัวจากที่ศาล ไม่จำเป็นต้องนำตัวไปปล่อยที่เรือนจำแต่อย่างใด

    แต่ในกรณีของการพิจารณาในศาลทหาร กลับมีการอ้างระเบียบว่าจำเป็นต้องนำตัวผู้ต้องหาไปปล่อยตัวที่เรือนจำ แม้ผู้ต้องหารายนั้น ศาลจะอนุญาตให้ประกันตัวแล้วก็ตาม ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากกระบวนการตรวจค้นร่างกายก่อนเข้าเรือนจำในกรณีของผู้ต้องหาหญิงหลายราย

    ละเมิดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ข้อกำหนดแมนเดลา

    นอกจากนี้ ศูนย์ทนายสิทธิฯ เห็นว่าการค้นตัวผู้ต้องขังในลักษณะดังกล่าวนั้น ละเมิดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และขัดต่อข้อกำหนดขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ถูกคุมขัง [United Nations Standard Minimum Rules for the Treatment of Prisoners (the Mandela Rules)] หรือ ‘ข้อกำหนดแมนเดลา’ ซึ่งได้รับการรับรองเป็นมาตรฐานสากลใหม่ในการคุ้มครองสิทธิผู้ถูกคุมขังทั่วโลกเมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่สนับสนุนข้อกำหนดดังกล่าว ข้อกำหนดดังกล่าวได้กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการค้นตัวผู้ต้องขังว่า “จะต้องไม่ใช้การค้นเพื่อการคุกคาม ข่มขู่ หรือเป็นการล่วงล้ำโดยไม่จำเป็นต่อความเป็นส่วนตัวของผู้ต้องขัง” และ “การค้นตัวที่ล่วงล้ำความเป็นส่วนตัว รวมทั้งการค้นแบบถอดเสื้อผ้าและการค้นตามซอกหลืบต่างๆ ของร่างกาย ให้กระทำได้เฉพาะกรณีที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดเท่านั้น…ซึ่งหากจำเป็นก็ต้องกระทำในที่ลับ” ซึ่งศูนย์ทนายสิทธิฯ เห็นว่าเราสามารถใช้วิธีการอื่นในการตรวจสอบผู้ต้องขังโดยไม่ละเมิดต่อความเป็นส่วนตัวของผู้ต้องขังได้

    ข้อกำหนดขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ถูกคุมขัง ระบุว่า

    “ข้อกำหนด 51  จะต้องไม่ใช้การค้นเพื่อการคุกคาม ข่มขู่ หรือเป็นการล่วงล้ำโดยไม่จำเป็นต่อความเป็นส่วนตัวของผู้ต้องขัง เพื่อให้สอดคล้องกับหลักความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ผู้บริหารเรือนจำจะต้องเก็บรักษาบันทึกการค้นตัวอย่างถูกต้องเหมาะสม โดยเฉพาะกรณีที่เป็นการค้นแบบถอดเสื้อผ้าและการค้นตามซอกหลืบต่าง ๆ ของร่างกาย และการค้นในห้องขัง รวมทั้งเหตุผลของการค้น ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ทำการค้นและผลของการค้นตัว”

    “ข้อกำหนด 52

    1. การค้นตัวที่ล่วงล้ำความเป็นส่วนตัว รวมทั้งการค้นแบบถอดเสื้อผ้าและการค้นตามซอกหลืบต่าง ๆ ของร่างกาย ให้กระทำได้เฉพาะกรณีที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดเท่านั้น ผู้บริหารเรือนจำควรได้รับการสนับสนุนให้มีการคิดค้นและการใช้วิธีการที่เป็นทางเลือกอื่นอันเหมาะสมกว่าแทนที่จะใช้การค้นตัวที่ล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวของผู้ต้องขัง ซึ่งหากจำเป็นก็ต้องกระทำในที่ลับ และให้ผู้ค้นเป็นเจ้าหน้าที่ ซึ่งผ่านการอบรมและมีเพศเดียวกับผู้ต้องขังนั้น
    2. การค้นตามซอกหลืบต่างๆ ของร่างกายให้กระทำได้เฉพาะโดยบุคคลากรทางการแพทย์มีคุณสมบัติเหมาะสมเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ที่รับผิดชอบการพยาบาลเบื้องต้น หรือโดยอย่างน้อยต้องเป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งผ่านการอบรมอย่างเหมาะสมจากเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ให้เข้าใจถึงมาตรฐานด้านอนามัย สุขภาพ และความปลอดภัย”

    อ้างอิงจาก United Nations Standard Minimum Rules for the Treatment of Prisoners (the Mandela Rules)

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ที่ฟินแลนด์ นักกิจกรรมสวมหน้ากาก ประวิตร โรจนพฤกษ์ และนักโทษทางความคิดอีกหลายคน ชี้เมื่อคนเหล่านี้มาร่วมงานวันเสรีภาพสื่อโลกด้วยตัวเองไม่ได้ก็ขอเป็นภาพแทน  

    3 พ.ค. 2559 กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ รัฐบาลฟินแลนด์ร่วมกับยูเนสโกจัดงานวันเสรีภาพสื่อโลก ประจำปี 2016‬ ระหว่างวันที่ 3-4 พ.ค.นี้ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากองค์กรต่างๆ และสื่อมวลชน ราวพันคน โดยในปีนี้มีธีมว่า “การเข้าถึงข้อมูลและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน เป็นสิทธิของคุณ!” (Access to Information and Fundamental Freedoms, This is your right!)

    ภายในงาน มีการพูดคุยในเรื่องหลักการพื้นฐานเรื่องเสรีภาพ ไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลของสาธารณะ โดยแยกเป็นประเด็นต่างๆ ทั้งเรื่องผลกระทบเรื่องผู้ลี้ภัยในยุโรปบนการให้คุณค่าของสื่อสาธารณะ, เสรีภาพในงานศิลปะเป็นความท้าท้ายใหม่ของการพัฒนาหรือไม่, ข้อจำกัดของการปกป้องแหล่งข่าวของสื่อมวลชน, การต่อสู้กับเฮทสปีชในสื่อผ่านระบบจริยธรรมและตรวจสอบกันเอง, การสอดส่อง การปกป้องข้อมูล และการเซ็นเซอร์ออนไลน์, สิทธิในข้อมูลข่าวสารในประเด็นเพศสภาพ, พรมแดนใหม่ของการเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร เป็นต้น

    งานนี้สถานทูตฟินแลนด์ได้เชิญนักข่าวไทยจำนวนหนึ่งเข้าร่วมงาน แต่ประวิตร โรจนพฤกษ์ คอลัมนิสต์อาวุโสจากข่าวสดอิงลิช หนึ่งในผู้ได้รับเชิญไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้ เนื่องจาก คสช.ไม่อนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศ หลังจากเขาถูกเรียกเข้าค่ายทหารเพื่อปรับทัศนคติ 2 ครั้งรวม 10 วันและต้องเซ็นข้อตกลงห้ามเคลื่อนไหวทางการเมืองและการเดินทางออกนอกประเทศต้องได้รับอนุญาตจาก คสช. โดยก่อนหน้านี้ คสช.อนุญาตให้เขาเดินทางไปประชุมในต่างประเทศได้หลายครั้ง ยกเว้นครั้งนี้

    อย่างไรก็ตาม เขายังคงจะได้ร่วมประชุมในพรุ่งนี้ (4 พ.ค.) ในเวทีที่พูดคุยถึงความยากลำบากในการทำงานของสื่อในบางประเทศ เช่น ไทย พม่า และประเทศในภูมิภาคแอฟริกา ผ่านการประชุมทางไกล เวทีนี้เป็นงานที่จัดขึ้นที่กระทรวงการต่างประเทศฟินแลนด์เป็นการเฉพาะและจะมีสื่อมวลชนฟินแลนด์และประเทศอื่นๆ ร่วมรับฟัง

    นอกจากนี้ภายวันในงานวันแรกยังปรากฏว่ามีนักกิจกรรมสวมหน้ากากใบหน้านักโทษการเมืองไทยที่ถูกจำคุกด้วยข้อหามาตรา 112 รวมถึงประวิตร โรจนพฤกษ์ ปรากฏตัวภายในงานราว 10 นาที มีใบหน้าของสมยศ พฤกษาเกษมสุข บ.ก.นิตยสาร Voice of Taksin, ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล, ภรณ์ทิพย์ และปติวัฒน์ นักแสดงละครเวทีเจ้าสาวหมาป่า

    จรรยา ยิ้มประเสริฐ นักกิจกรรมด้านแรงงานและด้านการเมือง ซึ่งลี้ภัยมาอยู่ในประเทศฟินแลนด์ราว 6 ปี เป็นผู้จัดกิจกรรมนี้ เธอให้สัมภาษณ์ว่า เวทีนี้เป็นเวทีสำคัญเพราะสื่อทั่วโลกต่างเผชิญกับการคุกคามและเซ็นเซอร์ ประเทศไทยก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่เช่นกัน จึงจำเป็นต้องมีเสียงที่มาบอกเล่าเรื่องราวของประเทศไทยในที่นี้ด้วย อยากให้คนเหล่านี้ซึ่งเป็นเจ้าของเรื่องได้มาเผยโฉมในงาน แต่ในเมื่อเขามาไม่ได้ก็ขอทำเป็นภาพของพวกเขาแทน

    ด้านองค์การผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (RSF) ออกแถลงการณ์ประณาม คสช. จากการห้ามประวิตรเดินทางออกนอกประเทศเพื่อร่วมงานดังกล่าว พร้อมระบุว่าได้ส่งต่อบทความของประวิตรในข่าวสด อิงลิช ไปยังสื่อต่างๆ ทั่วโลก เพื่อตอบโต้กับการสั่งห้ามดังกล่าว รวมถึงจะแปลเป็นภาษาไทยด้วย โดย เบนจามิน อิสมาอิล หัวหน้าแผนกเอเชีย-แปซิฟิกของ RSF กล่าวว่า จะมีการรายงานความเห็นของประวิตรและสถานการณ์การละเมิดสิทธิครั้งนี้ยิ่งกว่าการอนุญาตให้ประวิตรเดินทางเสียอีก

    เขาชี้ว่า รัฐไทยต้องเข้าใจว่าทุกความพยายามที่จะปิดกั้นความเห็นจะกระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์สไตรแซนด์ (Streisand effect) และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาต้องเข้าใจว่า การวิพากษ์และความหลากหลายของความเห็นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำให้สังคมดีขึ้น

    RSF ระบุว่า ประวิตรให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลทหารนั้นกลัวว่าจะเสียการควบคุมประเทศ หากอนุญาตให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ และการตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมกลายเป็นเรื่องต้องห้าม โดยยกกรณีที่มีพลเมืองเน็ตถูกจับกุม 8 รายโดยถูกข้อหายุยงปลุกปั่น แม้ว่าจะไม่ได้โพสต์อะไรที่เป็นภัยความมั่นคงของชาติ

    รายงานดัชนีเสรีภาพสื่อโลก ปี 2016 ของ RSF ระบุว่า ประเทศไทย อยู่ที่อันดับ 136 จาก 180 ประเทศ โดยอันดับของไทยลดลงอย่างรุนแรงนับแต่การรัฐประหาร เมื่อสองปีก่อน

    ทั้งนี้ ปีนี้นับเป็นปีที่ 25 ที่โลกพูดถึงวันเสรีภาพสื่อโลก มันมีที่มาจากคำประกาศวินด์ฮุก (Windhoek) ซึ่งเป็นผลมาจากการรวมตัวของกลุ่มนักข่าวชาวแอฟริกันในงานสัมมนาของยูเนสโกในเมืองวินด์ฮุก ประเทศนามิเบีย ในปี 1991 ที่ซึ่งพวกเขาร่วมลงนามร่วมกันในคำประกาศชื่อเดียวกับสถานที่จัดสัมมนานี้เพื่อยืนยันบทบาทที่เป็นอิสระและความเป็นพหุนิยมของสื่อ รวมถึงสร้างความตระหนักถึงความรุนแรงที่เกิดกับสื่อมวลชน ต่อมาในปี 1993 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ประกาศให้วันที่ 3 พ.ค. เป็นวันเสรีภาพสื่อโลกอย่างเป็นทางการ

    ขณะที่ฟินแลนด์เจ้าภาพในปีนี้ คือ ประเทศอันดับหนึ่งในการจัดอันดับเรื่องเสรีภาพสื่อในปี 2016 และอยู่ในตำแหน่งนี้มา 6 ปีซ้อน ดัชนีดังกล่าวจัดทำโดยองค์การผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (RSF)

    รายงานดัชนีเสรีภาพสื่อโลก ปี 2016 ของ RSF ระบุว่า ประเทศไทย อยู่ที่อันดับ 136 จาก 180 ประเทศ โดยอันดับของไทยลดลงอย่างรุนแรงนับแต่การรัฐประหาร เมื่อสองปีก่อน


    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    หอการค้าไทยเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงต่อเนื่อง 4 เดือน ต่ำสุดใน 7 เดือน จากความกังวลภัยแล้ง-ค่าครองชีพ สมาคมผู้ค้าปลีก เผยดัชนีการค้าปลีกของไทยไตรมาสแรก ขยายตัวเพียง 2.6% สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือคงเป้าส่งออกปีนี้ 0-2% 

    3 พ.ค. 2559 เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ทีผ่านมา สมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ (เงินเฟ้อ) เดือนเม.ย.59  เท่ากับ 106.42 ขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 16 เดือน นับตั้งแต่เดือนธ.ค.57 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.07 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และปรับเพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.55 หากเทียบกับเดือนมี.ค.59 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย  4 เดือน (ม.ค.-เม.ย.) 59 ลดลง ร้อยละ 0.35 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    “หากเปรียบเทียบเงินเฟ้อเดือนเมษายน กับ เดือนมี.ค. 59 พบว่าได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ราคาผักสด อาทิ มะนาว ถั่วฝักยาว ผักชี และ พริกสด เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.44 เนื้อสุกร เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.48 สาเหตุอีกส่วนมาจากผู้ส่งสินค้าหยุดทำการในช่วงสงกรานต์ ทำให้สินค้าไม่เพียงพอจำหน่าย รวมถึงอาหารโทรสั่ง เช่น พิซซ่า” สมเกียรติ กล่าว

    สำหรับสาเหตุที่อัตราเงินเฟ้อ เดือนเม.ย.สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง ทำให้พืชและสัตว์เติบโตได้ช้า ส่งผลให้ผลผลิตในตลาดน้อยลง ส่งผลให้ราคาเนื้อสัตว์และผักสดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปรับขึ้น เช่น มะนาว ผักชี ถั่วฝักยาว และ พริกสด โดยหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์สูงขึ้นร้อยละ 1.57 ขณะที่หมวดยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์สูงขึ้นร้อยละ 13.13 โดยเฉพาะบุหรี่ร้อยละ 28.15 ส่วนหมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคลสูงขึ้นร้อยละ 0.81 ค่าตรวจรักษาและค่ายา สูงขึ้นร้อยละ1.3  หมวดเครื่องนุ่งห่มและรองเท้า สูงขึ้นร้อยละ 0.52  อย่างไรก็ตามหมวดพาหนะ การขนส่งและการสื่อสาร ลดลงร้อยละ 2.58 โดยน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ ลดลงร้อยละ 11.20  ค่าไฟฟ้าลดลงร้อยละ 4.11

    หอการค้าไทยเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงต่อเนื่อง 4 เดือน

    ขณะที่วันนี้ (3 พ.ค.59) ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน เม.ย. 59 ว่า ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และต่ำสุดในรอบ 7 เดือน นับตั้งแต่เดือนต.ค. 58 อยู่ที่ระดับ 61.5 เนื่องจากผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวค่อนข้างช้า  โดยยังมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยแล้ง ราคาพืชผลทางการเกษตร  รวมถึงการหารายได้ ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศไม่มาก  ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังชะลอตัว ราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น  และยังกังวลปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าทรงตัวระดับสูง  แม้การท่องเที่ยวและการส่งออกจะเริ่มฟื้นตัว  โดยมูลค่าส่งออกเดือน มี.ค. 59 มูลค่าสูงถึง 19,124.55  ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.3  ถือเป็นการเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 2  รวมถึงเงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย  แต่ผู้บริโภคยังรู้สึกว่ารายได้ปัจจุบันและอนาคตไม่ได้เพิ่มขึ้น

    ส่วนดัชนีความเหมาะสมซื้อรถยนต์คันใหม่ปัจจุบันปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4  ต่ำที่สุดรอบ 78 เดือน ตั้งแต่เดือน ต.ค.55  อยู่ที่ระดับ 81.3  สะท้อนให้เห็นว่ายังไม่เหมาะสมซื้อรถยนต์คันใหม่  ขณะที่ดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวเดือนเม.ย.59  ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4  ต่ำสุดรอบ 6 เดือน นับตั้งแต่เดือน พ.ย. 58 แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภครคะมัดระวังการใช้จ่ายเกี่ยวกับการท่องเที่ยวมากขึ้น

    เผยดัชนีการค้าปลีกของไทยไตรมาสแรก ขยายตัวเพียง 2.6%

    ขณะที่ จริยา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ตัวเลขดัชนีการค้าปลีกของไทย มีอัตราการเติบโตในอัตราที่ลดลงต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2554 โดยไตรมาสแรกของปี 2559 ขยายตัวเพียงร้อยละ 2.6  และคาดว่าทั้งปีจะขยายตัว ร้อยละ 2.8 ลดลงจากต้นปีที่คาดว่าโตร้อยละ 3 ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตต่ำสุดในรอบ 20 ปี จากที่เคยโตเฉลี่ยร้อยละ 8 ในข่วงปี 2545 – 2555 โดยตัวเลขดัชนีการค้าปลีกของไทยมีอัตราการเติบโตลดลงตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา โดยในปี 2555 ขยายตัวร้อยละ 12 , ปี 2556 ขยายตัวร้อยละ 6.3 , ปี 2557 ขยายตัว ร้อยละ 3.2 และ ปี 2558 ขยายตัวร้อยละ 2.8 โดยมูลค่าค้าปลีกในปี 2558 มีมูลค่า 3.1 ล้านล้านบาท

    โดยการบริโภคภาคค้าปลีกค้าส่งอ่อนแอลงมาตลอด เนื่องจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่มีรายได้ระดับกลางลงล่าง ที่ต้องอาศัยรายได้จากการผลิตภาคการเกษตรยังอ่อนแอ ส่งผลให้สินค้าไม่คงทน เช่นอาหาร และ เครื่องดื่ม ไม่มีการเติบโตเลย ขณะที่ผู้บริโภคระดับกลางถึงระดับบน ออกไปช้อปปิ้งที่ต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่องเติบโตประมาณร้อยละ 9 ต่อปี โดยในปี 2558 คนไทยไปใช้จ่ายในต่างประเทศสูงถึง 170,032 ล้านบาท และในจำนวนนี้เป็นการจับจ่ายสินค้าแบรนด์เนมที่มีจำหน่ายในไทยสูงถึง 50,840 ล้านบาท

    สรท.คงเป้าส่งออกปีนี้ 0-2%

    นพพร เทพสิทธา  ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า แม้กระทรวงพาณิชย์รายงานตัวเลขการส่งออกเดือนมี.ค.  19,125  ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ขยายตัวร้อยละ 1.30  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  แต่ทาง สรท.มองว่าแม้จะเป็นบวก แต่คงต้องติดตามการส่งออกอีก 3  ไตรมาส  ซึ่งยังมีปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกค่อนข้างมาก ประกอบกับหลายสำนักยังประเมินภาพรวมการส่งออกปีนี้ติดลบ  ดังนั้น  สรท. จะยังคงเป้าหมายการส่งออกปีนี้ไว้ที่ร้อยละ 0-2  ไม่มีการปรับประมาณการ และคงต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังใกล้ชิด แม้ภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐ  จีน  มีแนวโน้มดีขึ้น  แต่ภาพรวมยังเห็นว่าเศรษฐกิจโลกค่อนข้างมีปัญหาและเปราะบาง ประกอบกับภาคเอกชนกังวลปัญหาเงินบาทแข็งค่าเกินไป  และการแข่งขันทางการค้าโดยใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีหลายประเทศค่อนข้างมาก รวมถึงปัญหาไอยูยูว่าอียูจะให้ใบแดงต่อการแก้ไขปัญหาประมงของไทยอออกมาเช่นไร
     
    ทั้งนี้  ทาง สรท.กำหนดเป้าหมายการส่งออกปีนี้เติบโตร้อยละ 0-2 มูลค่าส่งออกรวม  214,000  ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ราคาน้ำมันเฉลี่ย  45  ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล  เงินบาท  35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ  ดังนั้น  การที่จะให้การส่งออกเติบโตร้อยละ 5  ตามที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ไว้  หมายถึงต้องทำให้มูลค่าการส่งออกเดือนละ 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  เห็นว่าเป็นเรื่องยากมากในช่วงภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว

     

    เรียบเรียงจาก ข่าวเศรษฐกิจ สำนักข่าวไทย

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    จากกรณีนักกิจกรรมต้านเขื่อนในฮอนดูรัส เบอร์ตา คาเซเรส ถูกสังหารเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ทางการฮอนดูรัสเปิดเผยว่าพวกเขาจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ 4 ราย เผย 2 รายเอี่ยวบริษัทสร้างเขื่อนและเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ทหาร ด้านลูกสาวผู้ตายไม่เชื่อใจรัฐ เรียกร้องให้มีการสืบสวนอย่างอิสระโดยองค์กรต่างประเทศ

    3 พ.ค. 2559 ทางการฮอนดูรัสจับกุมตัวผู้ต้องหา 4 ราย ที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมชื่อ เบอร์ตา คาเซเรส เมื่อราว 2 เดือนที่แล้ว

    เจ้าหน้าที่ทางการฮอนดูรัสจับกุมตัวบุคคล 4 คนชื่อ ดักลาส บัสติลโล, มาริอาโน ชาเวซ, เซอร์จิโอ ออเรลลานา และ เอดิลสัน ดูอาร์เต เมซา เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมาโดยสำนักงานอัยการของฮอนดูรัสแถลงว่า "มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนข้อกล่าวหา" ต่อผู้ต้องหาเหล่านี้

    ทั้งนี้สำนักงานอัยการยังระบุอีกว่ามีผู้ต้องหาอยู่ 2 ราย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทสร้างเขื่อนพลังงานน้ำที่คาเซเรสเป็นผู้รณรงค์ต่อต้าน คือ ออเรลลานา วิศวกรเขื่อนอากัว ซาคาร์ (Agua Zarca) ของบริษัทพลังงานเดซาโรลลอส และบัสติลโล เจ้าหน้าที่ทหารเกษียณอายุ อดีตหัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยของเดซา

    เหตุสังหารคาเซเรส เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อเดือน มี.ค. ในเมืองด้านตะวันตกของ เมือง ลา เอสเปอเรนซา โดยที่คาเซเรสเป็นนักกิจกรรมรางวัลด้านสิ่งแวดล้อมโกลด์แมนไพรซ์ ผู้นำขบวนการเคลื่อนไหวหยุดยั้งการสร้างเขื่อนที่จะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรอาหาร น้ำ และยาของชนพื้นเมืองชาวเลนคา โดยก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุ คาเซเรสเคยถูกข่มขู่เอาชีวิตจากกิจกรรมการเรียกร้องของเธอมาก่อน

    หนึ่งในผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าข่มขู่เธอคือออเรลลานา โดยที่คาเซเรสรายงานต่อเจ้าหน้าที่ทางการฮอนดูรัสว่าเธอถูกข่มขู่คุกคามจากอันธพาลในท้องถิ่น เธอรายงานการถูกข่มขู่เอาชีวิตไป 33 กรณี จนกระทั่งถูกสังหารหลังจากที่มีผู้บุกรุก 2 คนบุกเข้าไปในบ้านเธอช่วงก่อนเที่ยงคืนของวันที่ 2 มี.ค. โดยที่ผู้ต้องสงสัยทั้ง 4 รายถูกตั้งข้อกล่าวหาว่ามีส่วนในการสังหารและพยายามฆ่าคาเซเรสกับเพื่อนของเธอคือกุสตาโว คาสโตร ผู้ประสานงานของกรีนพีซเม็กซิโกที่ได้รับบาดเจ็บจากกรณีการบุกสังหารที่บ้านคาเซเรสด้วย

    ก่อนหน้านี้ครอบครัวของคาเซเรส เพื่อนของเธอ และผู้สังเกตการณ์คดีนี้กล่าววิจารณ์การสืบสวนของเจ้าหน้าที่รัฐโดยที่เจ้าหน้าที่หน่วยสืบสวนต้องใช้เวลาถึง 11 วันกว่าจะเดินทางไปสืบสวนที่สำนักงานของเดซาโรลลอส ทางครอบครัวของคาเซเรสยังเคยวิจารณ์ด้วยว่าเจ้าหน้าที่รัฐล้มเหลวในการสื่อสารกับพวกเขาเกี่ยวกับคดีแต่กลับปล่อยข้อมูลสำคัญให้กับสื่อ

    ลอรา คาเซเรส ลูกสาววัย 23 ปี ของเบอร์ตา คาเซเรส กล่าวว่ารัฐบาลฮอนดูรัสมีความใกล้ชิดกับกรณีการสังหารแม่ของเธอมากเกินไปจนคาดว่าการสืบสวนจะเป็นไปอย่างไม่อิสระ เนื่องจากรัฐบาลฮอนดูรัสเป็นผู้ให้สัมปทานการสร้างเขื่อนและเป็นผู้ส่งตำรวจกับทหารไปทำงานร่วมกับหน่วยรักษาความปลอดภัยของเดซาโรลลอส ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่ข่มขู่คุกคามแม่เธอ  ลอราเชื่อว่าที่มีการแถลงข่าวการจับกุมวันนี้น่าจะมาจากการต่อสู้ของพวกเขาและแรงกดดันจากนานาชาติ และพวกเธอก็จะเรียกร้องให้มีการสืบสวนจากนานาชาติต่อไป

    อย่างไรก็ตามจนถึงตอนนี้รัฐบาลฮอนดูรัสยังคงไม่ยอมให้คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งทวีปอเมริกา (Inter-American Commission on Human Rights) ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าไปสืบสวนกรณีการสังหารคาเซเรสและนักกิจกรรมอื่นๆ ในฮอนดูรัส

    องค์กรโกลบอลวิตเนสระบุว่าฮอนดูรัสเป็นประเทศที่อันตรายที่สุดของกลุ่มผู้พิทักษ์สิทธิด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีเหตุการณ์สังหารเกิดขึ้น 109 กรณีนับตั้งแต่ปี 2553-2558


    เรียบเรียงจาก

    4 Arrested In Murder Of Honduran Activist Berta Cáceres, NPR, 02-05-2016
    http://www.npr.org/sections/thetwo-way/2016/05/02/476525879/4-arrested-in-murder-of-honduran-activist-berta-c-ceres

    Berta Cáceres murder: four men arrested over Honduran activist's death, The Guardian, 02-05-2016
    http://www.theguardian.com/world/2016/may/02/berta-caceres-murder-four-men-arrested-honduras

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    3 พ.ค.2559 เมื่อเวลา 14.30 น. ณ บริเวณห้องโถง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมรื้อฟื้นคดีสลายการชุมนุม ปี พ.ศ.2551 ว่า ไม่ใช่เป็นการรื้อฟื้นคดี แต่เป็นการยื่นหนังสือจากผู้ถูกกล่าวหาให้พิจารณาทบทวนมติเรื่องดังกล่าว ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาทุกคนสามารถยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช.ให้พิจารณาทบทวนมติได้ทุกกรณี ตามที่กฎหมายระบุไว้ ทั้งนี้ การดำเนินการต่อไปหลังจากการยื่นหนังสือ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าจะตั้งคณะกรรมการเข้ามาศึกษาทบทวนกรณีที่มีการยื่นหนังสือหรือไม่ ซึ่งหากยังไม่มีการตั้งกรรมการเข้ามาศึกษา ก็แสดงว่ายังไม่มีการดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น จึงขอความร่วมมืออย่าไปปลุกกระแสเพื่อสร้างความขัดแย้งเกิดขึ้น สำหรับกลุ่มที่เห็นต่างก็สามารถยื่นหนังสือเพื่อให้ ป.ป.ช.พิจารณาทบทวนได้เหมือนกัน พร้อมกล่าวต่อไปว่า โดยส่วนตัวไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องของอคติ แต่สิ่งใดที่ควรทำหรือไม่ควรทำก็ให้ไปพิจารณาดำเนินการ

    สำหรับกรณีที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ได้ออกมาวิพากวิจารณ์เกี่ยวกับฐานนโยบายประชารัฐนั้น นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า ไม่ได้สนใจคำวิพากวิจารณ์ดังกล่าว เพราะได้ทำในสิ่งที่ดีแล้ว ซึ่งถ้าไม่เคยทำ คิดแล้วพูด จะมีแต่สร้างปัญหา สร้างความขัดแย้ง และสร้างความไม่เข้าใจต่อกันเท่านั้น

    ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ ป.ป.ช. ตั้งคณะทำงานพิจารณาถอนฟ้องคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ดังกล่าว ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฏีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และมีพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ น้องชายของพล.อ.ประวิตร เป็นหนึ่งในจำเลย ว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตน  แต่มีผู้ร้องเรียนให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ ซึ่งได้มีการตั้งคณะทำงาน เพื่อตรวจสอบหลักฐานข้อมูลเก่าใหม่มาเปรียบเทียบกัน ไม่ใช่การรวบรัดหรือทำได้ทันที เพราะมีขั้นตอนเป็นจำนวนมาก

     

    ที่มา เว็บไซต์ทำเนียบและสำนักข่าวไทย

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    3 พ.ค. 2559 เมื่อเวลา 15.25 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการประชุมฯ ว่าที่ประชุมครม.มีมติรับทราบการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณสำหรับรายการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 ที่มีวงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไปรายการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 4 สาย ชุมพร – ระนอง ตอน 4 จังหวัดชุมพร จังหวัดระนอง และรับทราบการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณสำหรับรายการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 ที่มีวงเงินรวมตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป รายการถนนต่อเชื่อมถนนราชพฤกษ์ – ถนนกาญจนาพิเษก (แนวเหนือ – ใต้) ตอน NS1, ตอน NS2 , ตอน NS3 , และตอน CD Road

    ทั้งนี้ในกรณีการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 4 สาย ชุมพร – ระนอง ตอน 4 จังหวัดชุมพร จังหวัดระนอง ซึ่ง ครม. ได้มีมติเห็นชอบในวงเงินการก่อสร้างเมื่อเดือนตุลาคม 2558 วงเงินประมาณ 1,563 ล้านบาทเศษ นั้น นายกรัฐมนตรีและครม. พิจารณาแล้วเห็นว่าราคาการก่อสร้างดังกล่าวสูงเกินไปจึงมอบหมายให้สำนักงบประมาณร่วมกับกรมทางหลวงกลับไปพิจารณารายละเอียดว่ามีส่วนใดที่สามารถปรับลดรายการลงได้ให้เหมาะสมกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งสำนักงบประมาณและกรมทางหลวงก็ได้ดำเนินการปรับลดลงและมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในบางกรณีทำให้ลดลงมาเหลือประมาณ 1,310 ล้านบาทเศษ และหลังจากการประกวดแบบ e-bidding ปรากฏว่าสามารถลดตัวเลขเศษของราคา 1,310 ล้านบาทเศษลงมาได้อีก ทำให้ราคาอยู่ที่ 1,310 ล้านบาท ซึ่งกรณีดังกล่าวทำให้เห็นว่าสามารถประหยัดงบประมาณลงไปได้จากวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตั้งแต่เดือนตุลาคม 2558 จากวงเงินงบประมาณ 1,563 ล้านบาทเศษ เหลือ 1,310 ล้านบาท ซึ่งสามารถลดลงได้ถึง 252 ล้านบาทเศษ ในการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 4 สาย ชุมพร – ระนอง ขณะที่กรณีของถนนต่อเชื่อมถนนราชพฤกษ์ – ถนนกาญจนาพิเษก (แนวเหนือ – ใต้) ก็เป็นการดำเนินการในลักษณะเดียวกับการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 4 สาย ชุมพร – ระนอง

    อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่าต่อไปนี้การดำเนินการทุกโครงการจะต้องละเอียดรอบคอบเพื่อให้การใช้จ่ายเงินงบประมาณของแผ่นดินซึ่งเป็นเงินที่มาจากภาษีของประชาชนเกิดประโยชน์สูงสุด และต้องไม่มีการรั่วไหลโดยเด็ดขาด เพราะฉะนั้นทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องตรวจสอบให้เกิดความชัดเจน รวมทั้ง ได้ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่มีการลดราคาได้จำนวนมากในการดำเนินการของ 2 โครงการดังกล่าว เป็นไปได้หรือไม่ว่าเกิดจากที่มีการตั้งราคากลางไว้ตั้งแต่ตอนแรกสูงเกินไป ดังนั้นต่อไปนี้หน่วยงานที่จะก่อสร้างหรือจะดำเนินโครงการใด ๆ การจัดตั้งราคากลางต้องมีความเหมาะสม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมกันตรวจสอบไม่ให้มีการตั้งราคากลางไว้สูงจนเกินไป ขณะเดียวกันที่ผ่านมาในอดีตก่อนที่รัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน จะพบว่าการประกวดราคาและการประมูลนั้น ราคาที่ประกวดกันได้ส่วนใหญ่จะห่างจากราคากลางนิดหน่อย ตรงนี้จึงทำให้เกิดเป็นข้อสงสัยทั้งจากประชาชนและรัฐบาลชุดปัจจุบันว่า ทำไมผู้ประกวดราคาจึงให้ราคาที่ใกล้เคียงกับราคากลางมาก เสมือนรู้เห็นเป็นใจกัน หรือเป็นการรับทราบราคากลางก่อนหรือไม่ แล้วมาบิดราคาใกล้กับราคากลางมากเกินไป ทั้งนี้ข้อสังเกตดังกล่าวของนายกรัฐมนตรี จึงฝากเน้นย้ำกับรัฐมนตรีทุกกระทรวงว่าไม่ว่าบุคคลใดจะจัดทำโครงการใดจะต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์และหลักการที่ถูกต้อง รวมถึงข้อสังเกตที่นายกรัฐมนตรีได้ให้ไว้ประกอบการดำเนินการด้วย ซึ่งหากตรวจสอบพบการทุจริตประพฤติมิชอบ มีส่วนรู้เห็นเป็นใจ จะต้องถูกลงโทษโดยทันทีสถานหนัก

    ที่มา เว็บไซต์ทำเนียบฯ

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    3 พ.ค. 2559 เมื่อเวลา 14.30 น. ณ บริเวณห้องโถง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีถึงกรณีข้อเสนอขององค์กรสื่อมวลชนว่า รัฐบาลจะนำข้อเสนอดังกล่าวไปพิจารณา สำหรับความรู้สึกต่อการทำงานของสื่อมวลชนนั้น รู้สึกพอใจ และไม่พอใจบ้างต่อการทำงานของสื่อมวลชน แต่ต้องอดทน เพราะถือว่าสื่อเป็น ผู้ที่ต้องสร้างการรับรู้ให้สังคมและประชาชนโดยรวม แต่การนำเสนอของสื่อมวลชนจะต้องไม่มีการบิดเบือน และต้องเข้าใจถึงบริบทของกฎหมาย วิธีการ และเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา และต้องการให้นำเสนอข้อเท็จจริง ส่วนการวิพากวิจารณ์ต้องเป็นไปอย่างสุจริต และมีข้อมูลที่ชัดเจน

    “หากทุกคนยังทำเหมือนเดิม ประเทศก็คงหนีไม่พ้นความขัดแย้ง ส่วนในมุมมองของผม ต้องการให้สื่อทำหน้าที่โดยไม่บิดเบือน วิพากษ์วิจารณ์อยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่มีข้อเท็จจริง และต้องนึกถึงผลกระทบจากการแสดงความเห็นที่มีต่อการแก้ปัญหาต่างๆ เช่นการแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต้องคำนึงถึงทุกภาคส่วน ทั้งในส่วนของประชาชนและเจ้าหน้าที่ และที่สำคัญต้องไม่ขยายความให้กับผู้ที่ไม่ทำตามกฎหมาย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

    แจงคดี 8 มือโพสต์เฟซบุ๊ก จับเพราะทำผิดหมิ่นสถาบัน

    พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณียิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เขียนเฟซบุ๊กถึงตน เรื่องการใช้อำนาจตามกฎหม่ายกับผู้ที่มีความเห็นต่าง ว่า ให้เกียรติยิ่งลักษณ์ในฐานะที่เป็นผู้หญิง และเคยทำงานร่วมกันมา ไม่ต้องการรังแกผู้หญิง แต่เรื่องคดีความต้องดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม การใช้อำนาจนทางที่ถูกต้องไม่เป็นเรื่องผิด อาทิ แก้ปัญหาเรื่องการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ การทุจริต เพราะที่ผ่านมามีการปล่อยปละละเลยทั้งหมด

    “หน้าที่ของผมคือใช้มาตรา 44 นำคนผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม กฎหมายมาตรานี้จะใช้กับทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมาย เอาคนเข้าสู่การสอบสวน ไม่เช่นนั้นจะไม่ทันการ หนีไปหมด จับการพนันยังรู้ก่อนเลย แต่การใช้อำนาจต้องไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน คำว่าละเมิดคือการใช้ความรุนแรง ซึ่งที่ผ่านมาโกหกทั้งนั้น แทบจะไม่เคยแตะตัวเลยซักอย่าง เพราะเราระวังอยู่แล้ว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

    ส่วนการจับกุม 8 แอดมินที่โพสต์เฟซบุ๊ก พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ถ้าไม่ผิดก็สามารถฟ้องร้องได้ ซึ่งดูจากข้อมูลแล้วส่วนใหญ่กระทำผิดมาตรา 112 และ 116 เรื่องหมิ่นสถาบัน เรื่องนี้คนไทยยอมรับได้หรือไม่ จึงขออย่าพูดว่าไม่เป็นธรรมหรือสองมาตรฐาน

    “ความผิดดังกล่าวไม่เกี่ยวกับการเขียนล้อเลียนผม บางคนละเมิดแล้วละเมิดอีก ก็ปล่อยจับปล่อยจับกันอยู่แบบนี้ ถามว่ากระบวนการยุติธรรมผมเสียหรือไม่ ก็เสียนะ ไปเตือนเขาสิ จะเรียนหนังสือกันหรือเปล่าหรือไม่เรียน จะมีอาชีพแบบนี้ก็อยู่ไป ถ้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่กลัวเสียชื่อก็ให้คนแบบนี้อยู่ไป ผมไม่ว่าอะไรหรอก คนดี ๆ มีเยอะแยะ ผมคิดว่าคนดีๆ นักศึกษาส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นชอบอยู่แล้ว อาจารย์ส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นชอบ มีแต่กลุ่มเดิม ๆ ที่เคลื่อนไหว ครั้งที่แล้วจนบ้านเมืองบานปลาย ก็อยู่มาตั้งแต่ช่วงที่แล้ว ช่วงนี้ก็ทำเหมือนเดิมอีก แล้วทำไมตอนช่วงนั้นไม่ทำ ไม่เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล ไม่เห็นมีเลยคนเหล่านี้ อยู่ไหนกันหมด” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

    ระบุคนแพร่คลิปรุมทำร้ายนักท่องเที่ยวอังกฤษมีความผิด

    พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงกรณีเหตุการณ์กลุ่มวัยรุ่นรุมทำร้ายนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ว่า เป็ยการทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทย ซึ่งได้รับทราบจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าได้เร่งติดตามจับกลุ่มวัยรุ่นที่ยังหลบหนีแล้ว
     
    ส่วนกรณีที่นำคลิปจากกล้องวงจรปิดของเทศบาลเมืองหัวหินที่เป็นข้อมูลในสำนวนของตำรวจออกไปเผยแพร่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นการสร้างความเสียหายให้กับภาพลักษณ์ของประเทศเช่นกัน ผู้ที่เผยแพร่จะต้องถูกดำเนินคดีด้วย เพราะมีส่วนในการสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นกับประเทศ โดยเฉพาะบทบัญญัติตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แม้จะบอกว่าผู้เผยแพร่มีเจตนาดี แต่ต้องเคารพกฎหมายเช่นกัน
     
    “ผมไม่เห็นใจมาขอโทษเล็ก ๆ น้อย ๆ ผมไม่สนใจ เป็นเรื่องกฏหมายดำเนินการให้เต็มที่ เพราะเสียชื่อเสียงประเทศชาติ ผมถึงบอกว่าทุกคนจะมาบอกว่าไม่รู้หมด มาบอกว่าหวังดี ๆ กฏหมายเขาเขียนว่าอย่างไร จะหวังดีหวังร้าย กฏหมายเขาเขียนไว้ ทำไม่ได้ทั้งนั้น” 
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ฟูมิโอะ คิชิดะ รมว.ต่างประเทศญี่ปุ่นบรรยายที่จุฬาฯ ชี้ประเทศลุ่มน้ำโขงจะบรรลุการพัฒนาโดยไม่มีใครตกขบวนต้องมี “การเชื่อมโยงที่มีชีวิต” กระตุ้นการไหลเวียนของสินค้า/ผู้คน เสนองบช่วยภูมิภาค 7.5 แสนล้านเยน เสนอ “3 หลักนิติธรรมทางทะเล” แก้พิพาททะเลจีนใต้ - ย้ำไทย-ญี่ปุ่นเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจสำคัญ เป็นฐานการผลิตในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกของญี่ปุ่น หวัง พล.อ.ประยุทธ์ ฟื้นคืนรัฐบาลพลเรือน ตามที่กล่าวกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นว่าจะให้ไทยมีประชาธิปไตยยั่งยืน

    ฟูมิโอะ คิชิดะ รมว.กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น บรรยายที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 2 พ.ค. 2559

    หมายเหตุ: เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ที่ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ (ISIS) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดการบรรยายสาธารณะด้านอาเซียน โดยเชิญฟูมิโอะ คิชิดะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนประเทศไทย เป็นผู้บรรยายในหัวข้อ “คำกล่าวนโยบายด้านอาเซียน: ความหลากหลายและเชื่อมโยง บทบาทในฐานะหุ้นส่วนของญี่ปุ่น”

    ตอนหนึ่ง รมว.ต่างประเทศของญี่ปุ่นชี้ให้เห็นว่ากลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงจะบรรลุการพัฒนาโดยไม่มีประเทศใดตกขบวน จำเป็นต้องมี “การเชื่อมโยงที่มีชีวิต” เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของสินค้าและผู้คน ทำให้สาธารณูปโภคที่สร้างขึ้นเกิดประโยชน์สูงสุด ญี่ปุ่นไม่เพียงสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแต่จะช่วยปฏิรูปกระบวนการศุลกากรข้ามแดนเพื่อให้การขนส่งสินค้าราบรื่น

    ด้วยความร่วมมือของญี่ปุ่นการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 2เชื่อมมุกดาหาร-สะหวันนะเขต ทำให้การขนส่งสินค้าเส้นทางกรุงเทพฯ-ฮานอย จาก 2 สัปดาห์ทางทะเล ร่นเวลาเหลือ 3 วันทางบก หากปรับปรุงงานศุลกากรจะยิ่งราบรื่นกว่าปัจจุบันนี้ ขณะที่พม่าเริ่มใช้เทคโนโลยีระบบศุลกากรญี่ปุ่น ทำให้ร่นพิธีการศุลกากรจาก 2 ชั่วโมงเหลือ 1 นาที การเปิดสะพานทซึบาซะเชื่อมพนมเปญ-โฮจิมินห์ซิตี้ ทำให้ไม่ต้องรอข้ามฝั่งด้วยเรืออีกต่อไป ชี้หากส่งเสริมความร่วมมือในลักษณะนี้ หวังว่าในอนาคตจะทำให้เดินทางจากกรุงเทพฯ ตอนเช้าไปรับประทานเฝอที่โฮจิมินห์ซิตี้ได้ในตอนเย็น หรือเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปชมพระอาทิตย์ตกดินที่ฝั่งมหาสมุทรอินเดียภายในวันเดียวได้

    ชี้ภูมิภาคลุ่มน้ำโขงแม้จะมีธรรมชาติอันสมบูรณ์ แต่ไม่อาจหนีพ้นภัยธรรมชาติ ญี่ปุ่นจะดำเนินมาตรการใหม่สร้างเสริมขีดความสามารถและแบ่งปันความรู้และประสบการณ์เพื่อตอบสนองต่อปัญหาในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ของแม่น้าโขง โดยกรอบความร่วมมือใหม่ “ความคิดริเริ่มการเชื่อมโยงญี่ปุ่น-แม่โขง” (Japan-Mekong Connectivity Initiative) ใช้ทุนช่วยเหลือภูมิภาคลุ่มน้าโขงมูลค่า 7.5 แสนล้านเยน โดยหวังว่าไทยจะร่วมผลักดันกรอบความร่วมมือนี้

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่นย้ำด้วยว่า โดยปราศจากสันติภาพและเสถียรภาพ ความมั่งคั่งในภูมิภาคจะเกิดขึ้นไม่ได้ อาเซียนและหุ้นส่วนรวมถึงญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับมีปัญหาหมักหมมต่างๆ ซึ่งรวมถึงการก่อการร้าย ลัทธิการใช้ความรุนแรง และปัญหาที่เกี่ยวกับความมั่นคงทางทะเล จึงต้องแก้ไขปัญหาด้วยกันและรักษากฎระเบียบในภูมิภาคนี้ ต้องให้ความสำคัญกับ “ความหลากหลาย” และหลักการพื้นฐานของ “หลักนิติธรรม” คุณค่าที่จะใช้แก้ปัญหาการก่อการร้าย คือ ความเมตตาต่อความหลากหลาย โดยสนับสนุนมาเลเซียให้ใช้แนวทางสายกลางสู้กับฝ่ายสุดขั้ว

    เรื่องความมั่นคงทางทะเล ท้าทายหลักนิติธรรมมากที่สุด ญี่ปุ่นกำลังประกาศ “3 หลักการว่าด้วยนิติธรรมทางทะเล” 1) การอ้างสิทธิต้องอยู่บนพื้นฐานกฎหมายระหว่างประเทศ 2) ไม่มีการใช้กำลังหรือบังคับเพื่อผลักดันในการอ้างสิทธิ 3) การหาข้อยุติโดยสันติวิธี ชี้ต้องสร้างระเบียบภูมิภาคที่ซึ่ง “หลักนิติธรรม” ต้องถูกส่งเสริมและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และสรุปแนวในการปฏิบัติ (Code of Conduct) ที่มีประสิทธิภาพในทะเลจีนใต้โดยเร็ว

    ด้านความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น ย้ำไทยกลายเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจสำคัญที่ญี่ปุ่นขาดไม่ได้ เพราะเป็นฐานการผลิตและส่งออกในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (Global Supply Chain) ของเศรษฐกิจญี่ปุ่น มี 4,500 บริษัทของญี่ปุ่นดำเนินกิจการ ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค ไทยให้การสนับสนุนประเทศเพื่อนบ้านมานานแล้วเพื่อลดช่องว่างการพัฒนาในภูมิภาค ญี่ปุ่นคาดหวังต่อไทยในฐานะหุ้นส่วนหลักของความร่วมมือของประเทศญี่ปุ่นในลุ่มแม่น้าโขง และเป็นหุ้นส่วนในการผลักดัน “ความริเริ่มการเชื่อมโยงญี่ปุ่น-แม่โขง”

    และหวังว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำลังจัดการภารกิจต่างๆ ในประเทศตลอดจนการฟื้นคืนการบริหารประเทศโดยรัฐบาลพลเรือน ชี้เคยกล่าวกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ชินโซ อาเบะ โดยย้ำว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน จึงหวังว่าประชาชนไทยจะก้าวผ่านปัญหายุ่งยากที่กำลังเผชิญอยู่และแสดงบทบาทที่มากขึ้นกว่าที่ผ่านมาในเวทีภูมิภาคและเวทีโลก

    โดยคำบรรยายของรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น มีรายละเอียดดังนี้

    000

    คำกล่าวนโยบายด้านอาเซียน “ความหลากหลายและเชื่อมโยง บทบาทในฐานะหุ้นส่วนของญี่ปุ่น”

    1. บทนำ

    ผมชื่อ ฟูมิโอะ คิชิดะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น วันนี้ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสบรรยายที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งมีชื่อเสียงและประวัติศาสตร์อันยาวนาน ในโอกาสนี้ผมขอแสดงความขอบคุณผู้ที่เกี่ยวข้องของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ให้การสนับสนุนและทุกท่านที่มาร่วมรับฟังเป็นจานวนมากด้วย ก่อนอื่นขอแสดงความขอบคุณในกำลังใจอันอบอุ่นอย่างมากจากประเทศต่างๆ ในอาเซียน รวมถึงประเทศไทย ต่อสถานการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเกาะคิวชูเมื่อเดือนที่แล้ว โดยเฉพาะแถลงการณ์ของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ซึ่งทำให้เราตระหนักอีกครั้งว่าประเทศญี่ปุ่นกับอาเซียนมีความเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น

    อาเซียนตั้งอยู่ระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิคและมหาสมุทรอินเดีย คล้ายกับเป็นหัวใจของเอเชีย เป็นตลาดขนาดใหญ่ซึ่งมีประชากรมากกว่า 600 ล้านคน และปัจจุบันกำลังกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตและบริโภคที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ความสำคัญของอาเซียนไม่ใช่เฉพาะเศรษฐกิจ เนื่องจากอาเซียนเป็นแกนของกรอบทางการเมืองของเอเชียตะวันออก ดังเช่น East Asia Summit (EAS) และ ASEAN Regional Forum (ARF) อาเซียนจึงมีบทบาทหลักในการส่งเสริมสันติภาพและความมั่งคั่งในเอเชีย เราจึงสามารถคาดเดาได้ไม่ยากว่าความสัมพันธ์หุ้นส่วนกับอาเซียนของญี่ปุ่นมีความสำคัญและมีคุณค่ามากแทบจะขาดไม่ได้

    เมื่อ 3 ปีครึ่งที่แล้ว ผมเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ ประเทศที่ได้เยือนเป็นครั้งแรกคือ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และบรูไน นั่นคือภารกิจในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศของผมเริ่มต้นจากประเทศอาเซียน ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่จะกล่าวว่า การเดินทางมาไทยและลาวครั้งนี้ ทำให้ผมเดินทางเยือนครบทั้ง 10 ประเทศในอาเซียน แสดงถึงหลักระยะทางที่สำคัญทางการทูตต่ออาเซียนของผม ซึ่งนั่นได้แสดงถึงความสำคัญที่ญี่ปุ่นให้กับอาเซียนผ่านการปฏิบัติของผมในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น สิ่งที่ผมอยากจะกล่าววันนี้คือญี่ปุ่นเป็นหุ้นส่วนกันที่ขาดไม่ได้สาหรับอาเซียนในความพยายามที่จะแสดงศักยภาพอันยิ่งใหญ่ โดยใช้ “ความหลากหลาย” ที่มีและการให้ความสำคัญต่อ “ความเชื่อมโยง” ในอาเซียนให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่

     

    2. พัฒนาการด้านความสัมพันธ์ญี่ปุ่นกับอาเซียน ตลอด 3 ปีครึ่งที่ผ่านมา

    (ความก้าวหน้าตลอด 3 ปีครึ่งที่ผ่านมา)

    ความสัมพันธ์ญี่ปุ่นกับอาเซียนได้มีความก้าวหน้าในหลายด้านในช่วงเวลา 3 ปีครึ่ง ตั้งแต่ผมได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ เมื่อปี 2013 ความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-อาเซียนครบรอบ 40 ปี และในโอกาสการประชุมสุดยอดอาเซียน-ญี่ปุ่น สมัยพิเศษ ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงโตเกียว ญี่ปุ่นและอาเซียนยืนยันว่าจะส่งเสริมความสัมพันธ์เชิงร่วมมือในฐานะหุ้นส่วนกัน ซึ่งประกอบไปด้วย 4 เสาหลักคือ “สันติภาพและเสถียรภาพ” “ความมั่งคั่ง” “ความเป็นอยู่อันดี” และ “ใจถึงใจ” นอกจากนั้น ญี่ปุ่นยังได้ประกาศความช่วยเหลือใหม่ในการสร้างประชาคมผ่านทางความร่วมมือด้านการพัฒนาอย่างเป็นทางการของรัฐบาลญี่ปุ่น (Official Development Assistance (ODA)) มูลค่า 2 ล้านล้านเยน ในระยะเวลา 5 ปี และยังจะให้การสนับสนุนใหม่สาหรับการรวมตัวของอาเซียนผ่านทางกองทุน Japan-ASEAN Integration Fund (JAIF 2.0) อีกเป็นจานวน 100 ล้านดอลลาห์สหรัฐ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น-อาเซียน มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมากในช่วงเวลา 3 ปีครึ่งที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2013 อาเซียนนับเป็นจุดหมายของการลงทุนในต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียของญี่ปุ่น นอกจากนั้น ผู้ที่เดินทางเข้าญี่ปุ่นจากอาเซียนคิดย้อนหลังไปเพียง 2 ปี ในปี 2013 มีจานวนประมาณ 1.17 ล้านคน ได้เพิ่มขึ้นในปี 2015 เป็น 2.1 ล้านคน ซึ่งนับเป็นเกือบสองเท่า

    (ปีแห่งการสถาปนาประชาคมอาเซียน)

    เนื่องจากเมื่อปลายปีที่แล้วประชาคมอาเซียนได้ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ ปีนี้จึงนับเป็นปีแห่งการสถาปนาอันน่าจดจำของประชาคมอาเซียน ประเทศญี่ปุ่นได้ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในความพยายามที่จะสร้างและรวมตัวกันของประชาคมอาเซียน รวมถึงการแก้ไขช่องว่างภายในภูมิภาคอาเซียน ในการสนับสนุนอาเซียนญี่ปุ่นเน้นย้าในการเคารพต่อ “ความหลากหลาย” ของอาเซียน รวมถึงหลักการพื้นฐานอันได้แก่ “ความเป็นเอกภาพ” และ “การเป็นศูนย์กลาง” ผมคิดว่าแทบจะไม่จำเป็นต้องกล่าวเลยว่าการรักษาและส่งเสริมความเป็นเอกภาพของประชาคมอาเซียน การรักษาการเป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคเอเซียตะวันออก และการใช้ “ความหลากหลาย” ซึ่งมีอยู่ในด้านต่างๆ เช่น การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสังคมให้เป็นประโยชน์ ต่างก็เป็นกุญแจสำคัญที่จะบรรลุถึงสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่งคั่งของภูมิภาคนี้

     

    3. ความท้าทายในอนาคตและการสนับสนุนของญี่ปุ่น

    (ความท้าทายในการเข้าสู่ปี 2025)

    การส่งเสริม “ความเชื่อมโยง” มีความจำเป็นอย่างมาก ในการเติมเต็มศักยภาพของอาเซียน ขณะที่ต้องใช้ “ความหลากหลาย” ให้เป็นประโยชน์และสร้าง “ความเป็นเอกภาพ” ให้เข้มแข็ง นั่นคือสิ่งที่ถูกนิยามไว้อย่างแท้จริงใน “วิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ. 2025” ซึ่งอาเซียนได้ประกาศไว้ในการจัดตั้งประชาคมอาเซียนเมื่อปีที่แล้ว เพื่อใช้เป็นแนวทางในอนาคต

    (การเสริมสร้างความเชื่อมโยง)

    เพื่อส่งเสริมการรวมตัวของอาเซียน การบรรลุการพัฒนาเป็นสิ่งที่จำเป็นสาหรับกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงซึ่งมีศักยภาพอย่างเต็มเปี่ยม เราจะทำอย่างไรให้ผลของการพัฒนาครอบคลุมและขยายตัวทั่วภูมิภาคนี้โดยไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งตกขบวนการพัฒนา คำตอบก็คือ “การเชื่อมโยง” นั่นเอง เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจจำเป็นต้องกระตุ้นไหลเวียนของสินค้าและผู้คน โดยเชื่อมโยงภูมิภาคด้วย ถนน สะพาน และระบบราง เป็นต้น รูปแบบการสนับสนุนของญี่ปุ่นนั้นไม่เพียงสนับสนุนการสร้างถนนและสะพานเท่านั้น เรายังช่วยในการปฎิรูปกระบวนการทางศุลกากรระหว่างชายแดนเพื่อให้การขนส่งสินค้าราบรื่นมากขึ้น ช่วยให้เกิดการพัฒนาภูมิภาครอบระเบียงเศรษฐกิจ นำไปสู่การไหลเวียนของคนและสินค้า รวมทั้งทำให้สาธารณูปโภคที่สร้างขึ้นได้ใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นี่คือการเชื่อมโยงที่มี "ชีวิต” ตามความคิดของผมครับ

    สะพานข้ามแม่น้าโขงแห่งที่ 2 (หมายเหตุ - เชื่อม จ.มุกดาหาร-แขวงสะหวันนะเขต) ซึ่งเชื่อมโยงตะวันออกของไทยและลาวที่ได้เปิดใช้เมื่อปี 2006 จากความร่วมมือของญี่ปุ่น ทำให้การขนส่งระหว่าง กรุงเทพฯ-ฮานอย ซึ่งใช้เวลา 2 อาทิตย์ทางทะเล ลดลงเหลือเพียงอย่างเร็วที่สุด 3 วันทางบก ซึ่งผมคิดว่าถ้าได้มีการปรับการทางานด้านศุลกากร การขนส่งจะราบรื่นยิ่งกว่าปัจจุบันนี้ ที่ท่าเรือที่ย่างกุ้งที่จะใช้เทคโนโลยีระบบศุลกากรของญี่ปุ่น จะทำให้ระยะเวลาที่ใช้ในการตรวจเบื้องต้นทางศุลกากร คาดว่าจะลดลงจากประมาณ 2 ชั่วโมง เหลือเพียงภายใน 1 นาทีเท่านั้น การขยายของการพัฒนารอบนอก เช่นการพัฒนาทวายของพม่าซึ่งเป็นประตูทางตะวันตกของระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ ผมคิดว่าจะนำไปสู่การใช้สาธารณูปโภคที่ระเบียงเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น

    เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ได้มีการเปิดใช้สะพาน “ทซึบาซะ” (Tsubasa) ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างพนมเปญกับโฮจิมินห์ ซิตี้โดยความร่วมมือของญี่ปุ่น ทำให้ไม่จำเป็นต้องรอเรือ 7-8 ชั่วโมงอีกต่อไป ด้วยการส่งเสริมความร่วมมือลักษณะนี้ ทำให้ถ้าออกจากกรุงเทพฯ ตอนเช้าไปทางตะวันออกจะสามารถไปรับประทานเฝอที่โฮจิมินห์ซิตี้ได้ในตอนเย็น หรือออกจากกรุงเทพฯ ตอนเที่ยงไปทางตะวันตกจะสามารถไปชมพระอาทิตย์ตกที่มหาสมุทรอินเดียในวันเดียวกันเกิดขึ้นได้ ซึ่งผมหวังว่าจะเห็นอนาคตแบบนี้ในเวลาอีกไม่นาน

    (การพัฒนาบุคลากร)

    นอกจากการพัฒนาสาธารณูปโภคแล้ว การพัฒนาบุคลากรซึ่งมีบทบาทในอุตสาหกรรมของแต่ละประเทศก็มีส่วนสำคัญ ภายใต้ “การริเริ่มในการพัฒนาบุคลากรในภาคอุตสาหกรรม (Industrial Human Resource Development Cooperation Initiative)” ซึ่งนายกรัฐมนตรีอาเบะได้ประกาศไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2015 ญี่ปุ่นจะดำเนินการอย่างหนักแน่นเพื่อให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมโดยคำนึงถึงความต้องการบุคคลากรของแต่ละประเทศด้วยการประสานงานกับบริษัทและสถาบันการศึกษาของญี่ปุ่น ในประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนของประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย ได้จัดให้มีการประชุมโต๊ะกลมเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Round Table Conference of Human Resource Development) จากการประชุมนี้ทำให้เราตระหนักว่าประเทศไทยต้องการช่างเทคนิคและวิศวกรซึ่งเป็นพื้นฐานของอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้น เพื่อตอบสนองต่อเรื่องนี้ การสร้างความเข้มแข็งภาคการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาและอาชีวศึกษามีความสำคัญยิ่ง เราจึงกำลังเตรียมการเพื่อส่งเสริมการร่วมมือกับสถาบันการศึกษาซึ่งผลิตช่างเทคนิคและวิศวกร เราจะส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นรูปธรรมและเข้าถึงความต้องการเฉพาะของแต่ละประเทศ

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งตั้งชื่อตามพระนามของพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 5 ของไทยผู้ทรงมีบทบาทในการพัฒนาประเทศให้มีความก้าวหน้าอย่างมาก มีสำนักงานของ ASEAN University Network/Southeast Asia Engineering Education Development Network (SEED–Net) ซึ่งเป็นเครือข่ายระหว่างมหาวิทยาลัยชั้นนำของญี่ปุ่นและอาเซียน มีนักเรียนเก่าคนหนึ่งของ SEED-Net ที่เรียนจบจากกัมพูชา และศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่ของโครงการพัฒนาทางด่วนพนมเปญ การสนับสนุนของญี่ปุ่นต่อแนวทางการพัฒนาบุคลากรในอาเซียนนำไปสู่การผูกโยงระหว่างญี่ปุ่นและอาเซียนทางบุคลากร ผมมีความเชื่อมั่นว่าการสร้างเครือข่ายบุคลากรลักษณะนี้ทำให้การเชื่อมโยงของอาเซียนแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    (การช่วยเหลือแม่น้ำโขง)

    เราไม่สามารถที่จะกล่าวถึงภูมิภาคลุ่มน้าโขงโดยปราศจากการพูดถึงแม่น้าโขง ปัจจุบันนี้ประเทศลุ่มแม่น้าโขงประสบภัยแล้งอย่างหนัก ขณะที่บางปีประสบกับอุทกภัย ภัยธรรมชาติมีความรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก ภูมิภาคลุ่มน้าโขงถึงแม้จะมีธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ก็ไม่อาจหนีพ้นจากภัยธรรมชาติที่รุนแรงนี้ ฉะนั้นญี่ปุ่นจึงจะได้ดำเนินมาตรการใหม่ต่างๆ เช่น การสร้างเสริมขีดความสามารถและแบ่งปันความรู้และประสบการณ์เพื่อตอบสนองต่อปัญหาในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ของแม่น้าโขง

    (การสร้างกรอบความร่วมมือเพื่อให้ตระหนักถึงการเชื่อมโยงที่มี “ชีวิต”)

    การพัฒนาและใช้สาธารณูปโภคให้เกิดประโยชน์ การปรับปรุงระบบ การพัฒนาทรัพยากรบุคคล และการสนับสนุนความร่วมมือเพื่อแม่น้าโขงซึ่งไหลผ่านกลางภูมิภาคลุ่มน้าโขง ทั้งหมดที่ผมกล่าวมานี้ต่างก็เกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงที่มี “ชีวิต” แน่นอนประเทศและผู้ที่อาศัยอยู่ในลุ่มน้าโขงมีบทบาทในการทำให้การเชื่อมโยงในภูมิภาคมีชีวิตขึ้น วันนี้ผมจึงเปิดตัว “ความคิดริเริ่มการเชื่อมโยงญี่ปุ่น-แม่โขง (Japan-Mekong Connectivity Initiative)” ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือใหม่เพื่อสนับสนุนความพยายามของแต่ละประเทศ ผมอยากจะสร้างกรอบการสนับสนุนนี้ด้วยความร่วมมือกับประเทศลุ่มน้าโขงโดยใช้ทุนสำหรับการให้ความช่วยเหลือภูมิภาคลุ่มน้าโขงมูลค่า 750,000 ล้านเยนในระยะเวลา 3 ปีจากนี้ด้วย ความริเริ่มนี้จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายโดยปราศจากความร่วมมือจากประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่ให้ความช่วยเหลือจึงหวังว่าเราจะจับมือกันและผลักดันกรอบความร่วมมือนี้ต่อไป

    (การเชื่อมโยงที่ขยายจากทางบกถึงทางทะเล)

    การเชื่อมโยงที่ผมพูดถึงเมื่อสักครู่เป็นการเชื่อมโยงทางบก ทั้งนี้การเชื่อมโยงทางทะเลก็มีความสำคัญสำหรับการพัฒนาภูมิภาคในอนาคตเช่นเดียวกัน อย่างที่กล่าวตั้งแต่ต้นว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งอยู่ระหว่าง 2 มหาสมุทร ถ้ามองดูแผนที่โลก ทางตะวันตกของภูมิภาคแม่น้าโขงมีมหาสมุทรอินเดีย ประเทศต่างๆ รอบอ่าวเบงกอล เช่น อินเดีย บังกลาเทศ ศรีลังกา กำลังบรรลุการพัฒนาอย่างเข้มแข็ง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคลุ่มน้าโขงกับประเทศริมมหาสมุทรอินเดียกำลังแน่นแฟ้นมากขึ้น อีกด้านหนึ่งทางภาคตะวันออกภูมิภาคลุ่มน้าโขงมีมหาสมุทรแปซิฟิกโดยผ่านทะเลจีนใต้ บูรไน มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ได้เข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (Trans Pacific Partnership [TPP])แล้ว และส่วนไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ก็แสดงความสนใจในการเข้าร่วมเป็นภาคีด้วยเช่นกันซึ่งญี่ปุ่นยินดีเป็นอย่างยิ่ง ประเทศญี่ปุ่นจะให้การสนับสนุนเวียดนามเพื่อส่งเสริมกลไกภายในประเทศให้พร้อมรองรับการดำเนินการตามข้อตกลงนี้ เมื่อใดก็ตามที่แนวทางความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership [RCEP]) ได้ข้อสรุป มันจะครอบคลุมภูมิภาคซึ่งแผ่ขยายจากมหาสมุทรอินเดียไปถึงมหาสมุทรแปซิฟิก โดยมีอาเซียนกับภูมิภาคลุ่มน้าโขงอยู่ระหว่างกลาง ในการสร้างโอกาสสูงสุดจากตลาดอันเป็นเอกภาพและเชื่อมภูมิภาคเหล่านี้ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น การส่งเสริมการเชื่อมโยงทางบกและทางทะเลของอาเซียนซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ญี่ปุ่นจึงไม่ลังเลที่จะให้จัดหาความร่วมมือให้แก่อาเซียน

     

    4. ความร่วมมือในภูมิภาคและโลก

    แน่นอนสันติภาพและเสถียรภาพเป็นเงื่อนไขในการบรรลุความเจริญทางเศรษฐกิจ ปราศจากสันติภาพและเสถียรภาพความมั่งคั่งในภูมิภาคจะเกิดขึ้นไม่ได้ ในภูมิภาคนี้อาเซียนและหุ้นส่วนรวมถึงญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับมีปัญหาหมักหมมต่างๆ ซึ่งรวมถึงการก่อการร้าย ลัทธิการใช้ความรุนแรง และปัญหาที่เกี่ยวกับความมั่นคงทางทะเล เราจึงต้องแก้ไขปัญหาด้วยกันและรักษากฎระเบียบในภูมิภาคนี้ ถึงที่สุดแล้วสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญคือ “ความหลากหลาย” และหลักการพื้นฐานของ “หลักนิติธรรม”

    (ความหลากหลาย)

    ผมอยากจะย้ำความสำคัญของ “ความหลากหลาย” ต่อการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคนี้ ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นได้ร่วมยึดถือคุณค่าสากล อันได้แก่ เสรีภาพ ประชาธิปไตย และหลักสิทธิมนุษยชนร่วมกับอาเซียน ญี่ปุ่นก็เคารพต่อสถานการณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศของประเทศอาเซียน รวมถึงความหลากหลายทางด้าน ศาสนา เชื้อชาติ และความเชื่อ ตลอดมา

    ทางสายกลาง/ความพอดีซึ่งเป็นคุณค่าที่ในการแก้ปัญหาการก่อการร้าย คือ ความเมตตาต่อความหลากหลาย อย่างที่เห็นเป็นสัญลักษณ์จากการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นที่จาร์กาต้าเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ภัยคุกคามของการก่อการร้ายกำลังจะเพิ่มมากขึ้นในอาเซียนเช่นกัน บนพื้นฐานปรัชญานี้ ประเทศญี่ปุ่นให้การสนับสนุนหลักการทางสายกลาง/ความพอดีที่มาเลเซียกำลังส่งเสริมอยู่ โดยใช้กองทุน JAIF ดาเนินโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาความรุนแรงสุดขั้ว

    (หลักนิติธรรม)

    “หลักนิติธรรม” เป็นพื้นฐานในการนับถือ “ความหลากหลาย” ตาม “วิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ. 2025” ระบุไว้ว่าประชาคมความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Security Community [ASC]) ในฐานะประชาคมที่มีกฎระเบียบเป็นพื้นฐาน ร่วมยึดถือคุณค่าและบรรทัดฐานร่วมกัน ส่งเสริมหลักการพื้นฐานอาเซียนที่ยึดถือคุณค่าและบรรทัดฐาน รวมถึงหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศร่วมกัน ปัจจุบันนี้หลักการของ “หลักนิติธรรม” ที่ถูกท้าทายมากที่สุดคือด้านความมั่นคงทางทะเล โดยญี่ปุ่นกำลังประกาศ “3 หลักการว่าด้วยนิติธรรมทางทะเล” ประกอบด้วย “1) การอ้างสิทธิต้องอยู่บนพื้นฐานกฎหมายระหว่างประเทศ 2) ไม่มีการใช้กำลังหรือบังคับเพื่อผลักดันในการอ้างสิทธิ 3) การหาข้อยุติโดยสันติวิธี” เมื่อเดือนที่แล้วในการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (G7) ที่ฮิโรชิม่า ซึ่งเป็นบ้านเกิดของผม มีการยืนยันความสำคัญในการรักษากฎระเบียบทางทะเลบนพื้นฐานกฎหมายระหว่างประเทศ และได้มีการแสดงการคัดค้านอย่างหนักต่อการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงสภาพปัจจุบันแต่เพียงฝ่ายเดียวในทะเลจีนใต้ เราต้องสร้างระเบียบภูมิภาคที่ซึ่ง “หลักนิติธรรม” ต้องถูกส่งเสริมและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ในมุมมองนี้ ผมอยากจะเรียกร้องอีกครั้งในการสรุปแนวในการปฏิบัติ (Code of Conduct [COC]) ที่มีประสิทธิภาพในทะเลจีนใต้โดยเร็ว EAS คือเวทีหลักที่จะทำให้ “หลักนิติธรรม” เกิดความมั่นคง ในการประชุม EAS เมื่อปีที่แล้ว ผู้นำ 18 ประเทศในภูมิภาครวมถึงญี่ปุ่นและอาเซียน ได้ตกลงกันว่าเราจะพยายามจัดการกับปัญหาด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคและส่งเสริมบทบาทของเวทีนี้ เพื่อทำให้เกิดความมั่นใจต่อหลักนิติธรรมเราต้องให้ EAS ซึ่งเป็นเวทีที่มีบทบาทมากที่สุดในภูมิภาคนี้แข็งแกร่งมากกว่านี้ การผลักดันความร่วมมือในภูมิภาคโดยอาเซียนเป็นแกนกลางร่วมกับประเทศอื่นๆ เป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งแน่นอนว่าญี่ปุ่นย่อมจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

    (การครบรอบ 50 ปีของอาเซียน)

    ปีหน้าจะครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาอาเซียนนับเป็นความทรงจำ ประเทศญี่ปุ่นได้เดินเคียงบ่าเคียงไหล่ในฐานะหุ้นส่วนก่าแก่กับอาเซียนมาเป็นเวลา 40 ปี ญี่ปุ่นด้วยการจับมือจะให้การสนับสนุนเพื่อส่งเสริม “ความเชื่อมโยง” ในขณะที่ให้ความสำคัญต่อ “ความหลากหลาย” ของอาเซียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเข้าสู่การพัฒนาของอาเซียนในอีกครึ่งศตวรรษต่อไป

    ในการประชุมผู้นำ G7 ที่เมืองอิเซะชิมาปีนี้ 6 ประเทศจากเอเซียแปซิฟิค รวมถึงประเทศลาวซึ่งเป็นประธานอาเซียนจะเข้าร่วม เดือนกรกฎาคมนี้มีการประชุมว่าด้วยอาเซียนระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ และกันยายนนี้มีการประชุมว่าด้วยระดับผู้นา ในโอกาสที่ผมจะได้เยือนอาเซียนครบทั้ง 10 ประเทศ ผมมีความมาดหมายขึ้นมาใหม่ว่าจะกระชับความร่วมมือของญี่ปุ่นกับอาเซียนให้มากยิ่งขึ้นในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นเมื่อเราทางานเพื่อกิจกรรมทางการทูตเกี่ยวกับอาเซียน

     

    5. ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น

    (กรุงเทพฯ คือจุดกำเนิดอาเซียน)

    อาเซียนได้ถือกาเนิดขึ้นที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนสิงหาคม 1967 การลงนามในแถลงร่วมของรัฐมนตรี 5 ประเทศรวมถึงประเทศไทย ซึ่งเรียกว่า “ปฎิญญากรุงเทพฯ (Bangkok Declaration)” คือเอกสารการสถาปนาอาเซียน รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยเวลานั้นคือ ฯพณฯ ถนัด คอร์มันต์ ซึ่งได้ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ประหนึ่งว่ามีโอกาสเป็นสักขีพยานในการก่อตั้งขึ้นของประชาคมอาเซียน ขอถือโอกาสนี้ชื่นชมผลงานของท่านและแสดงความเสียใจอีกครั้งจากใจจริง

    (ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น)

    บนพื้นฐานสถานการณ์ในประเทศที่ค่อนข้างมั่นคง ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการรวมศูนย์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน โดยรักษาไว้ซึ่งนโยบายที่เอื้อต่อการลงทุนจากต่างประเทศ ปัจจุบันประเทศไทยกลายเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจสำคัญที่ญี่ปุ่นขาดไม่ได้ เนื่องจากประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (Global Supply Chain) ของเศรษฐกิจญี่ปุ่น

    ในประเทศไทยมีบริษัทญี่ปุ่นประมาณ 4,500 บริษัทกำลังดำเนินกิจการอยู่ ซึ่งเป็นขนาดที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิค บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากมีบทบาทที่ขาดไม่ได้ในส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจไทยโดยผ่านการลงทุนและการพัฒนาบุคลากรในหลายปีที่ผ่านมา ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นผู้ให้การสนับสนุนประเทศเพื่อนบ้านมานานแล้วในการลดช่องว่างในการพัฒนาภายในภูมิภาคซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการรวมตัวของอาเซียน ญี่ปุ่นมีความคาดหวังอย่างสูงต่อความพยายามต่อไปของไทยในฐานะหุ้นส่วนหลักของความร่วมมือของประเทศญี่ปุ่นในลุ่มแม่น้าโขง และเป็นหุ้นส่วนในการผลักดัน “ความริเริ่มการเชื่อมโยงญี่ปุ่น-แม่โขง” ซึ่งได้กล่าวถึงไว้ก่อนหน้า

    ปัจจุบันนี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ จันทร์โอชา กำลังจัดการภารกิจต่างๆ ในประเทศตลอดจนการฟื้นกลับคืนสู่การบริหารประเทศโดยรัฐบาลพลเรือน ในการประชุมผู้นำกับนายกรัฐมนตรี นายชินโซ อาเบะที่ผ่านมา ท่านนายกฯ ได้ย้ำว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาชนไทยจะก้าวผ่านปัญหายุ่งยากที่กำลังเผชิญอยู่และแสดงบทบาทที่มากขึ้นกว่าที่ผ่านมาในเวทีภูมิภาคและเวทีโลก

    ขอบคุณครับ

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai




    ผมได้รับเกียรติจากสถาบันพลศึกษาจังหวัดเชียงใหม่เชิญไปร่วมเสวนาในเรื่อง “มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ”ในวันเสาร์ที่ผ่านมา จึงขอนำประเด็นพูดคุยมาแลกเปลี่ยนครับ

    ผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงสถานะและบทบาทของสถาบันพลศึกษามาเป็น “มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ” เพื่อจะได้สามารถขยายบทบาทและหน้าที่ทางด้าน“การกีฬา”นั้น มีความสำคัญและมีความจำเป็น ต่อสถานการณ์ปัจจุบันอย่างยิ่งดังนี้

    ทางด้าน “ความสำคัญ” อาจพิจารณาได้สามระดับ ได้แก่ การขยายตัวของ “อุตสาหกรรมกีฬา” ความเปลี่ยนแปลงความคิดเรื่อง “Body and Health”ในโลกหลังสมัยใหม่ การเปลี่ยนความหมายของการทำงานแบบ Job สู่ Careers

    การขยายตัวของ "อุตสาหกรรมกีฬา" มีมูลค่าสูงมากขึ้นกว่าเดิมมหาศาล (ประมาณอย่างต่ำในอเมริกาอยู่ที่ 4 แสนล้านดอลลาร์) พร้อมกันนั้น Segment ของอุตสาหกรรมกีฬาหลากหลายมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรมเชื่อมโยงกันไปอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดการจ้างงานในอุตสาหกรรมนี้มากเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้ก็เกิดขึ้นในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน

    การเปลี่ยนแปลงความคิดเรื่อง “Body and Health” ในโลกหลังสมัยใหม่ “ร่างกาย”ไม่ใช่เพียงแค่ “ร่างกาย” ธรรมดาอย่างที่สำนึกกันมา แต่เริ่มมีความหมายผูกพันมิติความหมายของตัวตนลึกซึ้งมากขึ้น และมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้ “ร่างกาย” เป็นทุนในการผลิต/ทำงานทุกระดับ ซึ่งทำให้ความคิดเรื่อง “สุขภาพ” ก็เปลี่ยนจากสุขภาพดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ มาสู่ “สุขภาพ” ที่ดีพร้อมและเข้มแข็งในทุกๆ ด้าน

    ที่สำคัญการเปลี่ยนแปลงความคิดเรื่อง “ร่างกายและสุขภาพ” นี้ได้ส่งผลทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง/เพิ่ม/แทนความหมายของคำว่า “กีฬา” ด้วยคำว่า “การออกกำลัง” ซึ่งทำให้เกิดมิติและความหมายที่กว้างขวางไพศาลอันสามารถดึงผู้คนเข้าร่วมกิจกรรมได้มากมายเหลือคณานับ จนทำให้การขยายตัวของอุตสาหกรรมกีฬาสูงมากขึ้นตลอดยี่สิบถึงสามสิบปีที่ผ่านมา (ประเด็นนี้หากไม่ลืมจะกล่าวในคราวต่อๆ ไปครับ)

    การเปลี่ยนความหมายของการทำงานแบบ Job สู่ Careers เพราะอุตสาหกรรมการกีฬาที่ขยายตัวอย่างมาก และต้องการความต่อเนื่องของงานกีฬาจึงทำให้สภาพของการทำงานแบบเดิมมาสู่การทำงานที่สามารถจะเลื่อน หรือเปลี่ยนแปลงงานตามความสามารถได้กว้างขวาง กว้างไกล และหลากหลายมากขึ้น อีกทั้งยังส่งผลต่อการขยายตัวของงานที่เกี่ยวพันกับอุตสาหกรรมการกีฬา

    ทางด้าน“ความจำเป็น” ของสังคมไทยในการสถาปนา “มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ” พิจารณาได้ในสี่ประเด็นได้แก่การแสวงหาทางเลือกทางเศรษฐกิจ:การหลุดออกจาก “กับดักประเทศรายได้ระดับกลาง” การสร้าง “ศูนย์กลาง” ของอุตสาหกรรม “กีฬาอาเซียน” การสร้างฐานรองรับความเปลี่ยนแปลงความคิดเรื่อง Body AndHealth รวมทั้งการสร้าง “คนรุ่นใหม่”

    การแสวงหาทางเลือกทางเศรษฐกิจ: การหลุดออกจาก "กับดักประเทศรายได้ระดับกลาง"ปัญหาประเทศไทยในระบบเศรษฐกิจโลก ที่เราเป็นเพียงผู้รับจ้างทำงานผลิตทำให้เราตกอยู่ในสภาวะขึ้นไม่ได้ลงไม่ได้ ทางเลือกที่มีอยู่ตอนนี้เน้นเพียงการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่หากว่ารัฐมองเห็นถึงความสำคัญของ “อุตสาหกรรมการกีฬา” และแสวงหามาตรการที่เสริมให้อุตสาหกรรมการกีฬาในประเทศไทยมีความเข้มแข็งมากขึ้น ก็จะทำให้สังคมเศรษฐกิจไทยมีทางเลือกทางเศรษฐกิจที่สำคัญมากขึ้น

    การสร้าง "ศูนย์กลาง" ของอุตสาหกรรมกีฬาอาเซียน ต้องเน้นว่า “อุตสาหกรรมการกีฬา” ของไทย มีความเข้มแข็งในทุกระดับการผลิตอยู่แล้วที่สำคัญสังคมไทย มีบุคลากรที่มีความรู้และความชำนาญใน “อุตสาหกรรมการกีฬา” อยู่มากมาย ดังนั้นหากพิจารณาทางเลือกทางเศรษฐกิจด้วยการส่งเสริมให้สังคมไทยเป็น “ศูนย์กลาง” ของอุตสาหกรรมการกีฬาในกลุ่มประเทศอาเซียน ก็จะส่งผลดีอย่างสำคัญต่อทั้งประเทศไทย และการขยับฐาน “อุตสาหกรรมการกีฬา” ของอาเซียนโดยรวม

    การสร้างฐานรองรับความเปลี่ยนแปลงความคิดเรื่อง “ร่างกายและสุขภาพ” ในสังคมไทยโดยรวม ต้องการทั้ง “ความรู้” และ “ปฏิบัติการ” ของการกีฬาและการออกกำลังเพื่อที่จะทำให้ความรู้ความเข้าใจโดยทั่วไปที่คลาดเคลื่อนอยู่บ้าง กลับเข้าสู่กรอบที่ชัดเจนและเพื่อขยายความรู้อันจะทำไปสู่การสร้างปฏิบัติการกีฬา การออกกำลังแบบใหม่ๆ ซึ่งแน่นอนที่สุดว่า จะมีผลต่อเนื่องถึงคุณภาพของคนไทยและระบบเศรษฐกิจอีกโสดหนึ่งด้วย

    การสร้าง “คนรุ่นใหม่​” ในทุกสังคมรวมทั้งสังคมไทยย่อมต้องการ “คนรุ่นใหม่” ที่มีศักยภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ แม้ว่าในปัจจุบันจะมีกิจกรรม “การออกกำลัง” ที่กว้างขวางขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถผนวกกลืนเอา “คนรุ่นใหม่” มาร่วมได้มากนัก ดังนั้น หากสามารถสร้างปฏิบัติการการออกกำลังที่มีเสน่ห์ต่อคนรุ่นใหม่ ก็ย่อมที่จะมีโอกาสดึงคนรุ่นใหม่ออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์ โดยหันเหพวกเขามาสู่การสร้างความหมายใหม่ให้แก่ตัวตนเพื่อสังคมไทย

    ความสำคัญและความจำเป็นในการสร้าง หรือขยายปฏิบัติการกีฬาและการออกกำลังกาย เพื่อที่จะแผ้วถางทางเดินของสังคมไทยทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม จำเป็นที่จะต้องมีองค์กรที่จะทำหน้าที่หลักในการประสานทุกฝ่ายให้เดินหน้าไปได้ สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งมีความเหมาะสมทางด้านกายภาพ และมีความพร้อมที่จะสร้างปฏิบัติการกีฬาและการออกกำลัง จึงควรจะเป็นหน้าที่ของสถาบันพลศึกษาเชียงใหม่ที่จะต้องทำงานสำคัญต่อสังคมไทยต่อเนื่องไปให้กว้างขวาง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

     

    เผยแพร่ครั้งแรกใน: http://www.bangkokbiznews.com

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    โฆษกผู้ว่าฯ เผย กำลังหารือกับฝ่ายกฎหมาย เพื่อที่จะฟ้องร้องกลับ ผู้ว่าฯ สตง. ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หลัง แถลงชี้ กทม.ฮั้วประมูลไฟ 39 ล้าน จ่อชง ป.ป.ช.ฟัน 'ผู้ว่าฯ' 

    4 พ.ค. 2559 ความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบโครงการติดตั้งไฟประดับบริเวณลานคนเมืองศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร นั้น สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.รายงานว่า วสันต์ มีวงษ์ โฆษกประจำตัวผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผย สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดย พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าฯ สตง. แถลงข่าวทำนองว่าผลสอบโครงการติดไฟประดับซุ้มอุโมงค์ไฟ LED 5 ล้านดวง ของกรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงปีใหม่โดยใช้งบประมาณ 39.5 ล้านบาท พบว่ามีพฤติการณ์ที่น่าเชื่อว่ามีการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ต้องรับผิดชอบด้วยนั้น กรณีนี้ถือว่าเป็นข้อมูลที่คลุมเครือไม่ชัดเจน เนื่องจาก ผู้ว่าฯ กทม. เป็นคนกำกับนโยบาย ไม่ใช่คนปฏิบัติ มีการมอบหมายให้ผู้เกี่ยวข้องไปจัดการ ดังนั้น สตง. เหมารวมเช่นนี้ ก็คงไม่ถูกต้องมากนัก ซึ่งทาง ผู้ว่าฯ กทม. พร้อมที่จะต่อสู้ทางคดีหากถูกแจ้งข้อหาแน่นอน

    นอกจากนี้ โฆษกผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร ยังกล่าวอีกว่า กำลังหารือกับฝ่ายกฎหมาย เพื่อที่จะฟ้องร้อง ผู้ว่าฯ สตง. ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ด้วย 
     

    คตง.ชี้ชัด กทม.ฮั้วประมูลไฟ 39 ล้าน จ่อชง ป.ป.ช.ฟัน 'ผู้ว่าฯ'

    โดยวานนี้ (3 พ.ค.59) ไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่า สตง.ได้แถลงข่าว กรณีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) พิจารณารายงานผลการตรวจสอบโครงการดังกล่าว โดย พิศิษฐ์ ผู้ว่าฯ สตง. ระบุว่า ในการดำเนินการดังกล่าวพบว่า มีการนำงบฉุกเฉินมาใช้แทนงบปกติ เนื่องจากสภากรุงเทพมหานครไม่อนุมัติงบปกติให้ นอกจากนี้บริษัทที่เข้าร่วมซื้อซองและประกวดราคาอย่างน้อย 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท คิวริโอ ทัวร์ แอนด์ แทรเวิล จำกัด (ผู้ชนะการประกวดราคา) บริษัท สรรค์สร้าง จำกัด (คู่เทียบการเสนอราคา) และบริษัท จิปาถะ ไอเดีย จำกัด (ร่วมซื้อซอง) ไม่มีประสบการณ์ในการทำงานมาก่อน รวมถึงมีหญิงสาวรายหนึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจาก 3 บริษัท ไปแจ้งเพิ่มวัตถุประสงค์การทำธุรกิจไฟฟ้าประดับตกแต่ง ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ุ บริพัตร) ขณะเดียวกัน กทม. ได้สอบถามทีโออาร์จากบริษัท จิปาถะฯ ก่อนที่จะจัดทำทีโออาร์เสร็จภายในวันเดียว
     
    นอกจากนี้ในทีโออาร์ระบุถึงเงื่อนไขเอกลักษณ์ความเป็นไทย แต่ไฟประดับที่จัดทำออกมาไม่มีเอกลักษณ์ดังกล่าว ขณะเดียวกันบริษัท คิวริโอฯ ที่ชนะการประกวดราคาก็สั่งซื้อของจากต่างประเทศมาเตรียมไว้ก่อนจะมีการประกวดราคาขึ้นอีกด้วย
     
    ทั้งนี้ คตง.ได้พิจารณาแล้วมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ผู้ว่าฯ กทม. ธวัชชัย ผอ.กองการท่องเที่ยว ปราณี ผอ.สำนักวัฒนธรรม พร้อมกับคณะกรรมการที่กำหนด TOR รวม 9 ราย มีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ และน่าเชื่อว่าเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่เงินและทรัพย์สินของแผ่นดิน รวมถึงเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 (พ.ร.บ.ฮั้ว) จึงมีมติเห็นชอบที่จะดำเนินการเอาผิดกับผู้กระทำความผิดทั้งหมด
     
    เบื้องต้นแจ้งให้ รมว.มหาดไทย แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกับผู้บริหารสูงสุดของ กทม. รวมทั้งดำเนินการทางวินัยและอาญาแก่เจ้าหน้าที่ และผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งส่วนนี้อาจเข้าข่ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ด้วย โดยภายในสัปดาห์นี้จะส่งสำนวนการไต่สวนให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อพิจารณาต่อไป
     
    ขณะที่ความเสียหายนั้น ปัจจุบันคณะกรรมการตรวจรับการจ้าง ยังตรวจรับไม่เสร็จ เพราะจำนวนดวงไฟมีทั้งหมด 5 ล้านดวง กทม.จึงยังไม่ได้เบิกจ่ายงบประมาณจากงบฉุกเฉินมาจ่ายแต่อย่างใด อย่างไรก็ดี สตง.ได้ให้ข้อแนะนำว่าไม่ควรเบิกจ่ายงบมาใช้ เนื่องจากหากพบว่า มีการฮั้วราคากันจริง หรือมีการฝ่าฝืนระเบียบปฏิบัติ อาจจะทำให้ราชการเสียหายได้
     
    ส่วนการจะดำเนินการส่งรายชื่อให้นายกรัฐมนตรีเพื่อเสนอให้ใช้ มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) แต่ปัจจุบัน ศอตช. ยังไม่มีนโยบายให้รวบรวมรายชื่อข้าราชการหรือบุคคลที่เข้าข่ายมีพฤติการณ์กระทำความผิด แต่หาก ศอตช.ส่งสัญญาณมา จะรวบรวมรายชื่อข้าราชการให้ตามขั้นตอน
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai