Are you the publisher? Claim this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    “ปี๊บถือเป็นจุดริเริ่มที่ดีที่ทำให้แวดวงนักวิชาการมหาวิทยาลัยผู้ชอบเข้าไปมีบทบาทพัฒนาประเทศร่วมกับคณะรัฐประหารได้ตระหนักว่าแท้จริงแล้วตนไม่ได้มีความชอบธรรมมากไปกว่านักการเมืองและควรนำเวลาที่ควบตำแหน่งไปรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่ทางการศึกษาทำให้การจัดอันดับมหาวิทยาลัยกระเตื้องขึ้นมาจะดีกว่า”

    22 ก.ย.57 อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงการปิดกั้นการจัดงานเสวนาทางวิชาการ

    23 ก.ย.2557  พ.อ. วินธัย สุวารี ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจ ได้ขอความร่วมมือให้กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเนื่องจาก ในช่วงนี้มีหลายฝ่ายกังวล เกรงว่าบางกิจกรรมสามารถถูกนำไปเกี่ยวข้องกับการเมืองได้เจ้าหน้าที่จึงต้องมีการพิจารณาด้วยความระมัดระวัง

    ทั้งนี้ก็เพื่อบรรยากาศในเชิงบวก สอดคล้องแนวทางความสงบเรียบร้อย รวมถึงเจ้าหน้าที่จำป็นต้องขอทราบในรายละเอียดของประเด็นเนื้อหา รวมถึงรายละเอียดของผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่ชัดเจน เพื่อนำไปประกอบการพิจารณา เพื่อให้กิจกรรมนั้นๆ มีความเรียบร้อย เสริมบรรยากาศการพัฒนาที่ดี และต้องคอยระมัดระวังไม่ให้บางบุคคลแฝงเข้ามาเคลื่อนไหวในลักษณะต่างๆ ที่อาจขัดแนวทางการรักษาความสงบเรียบร้อยในภาพรวม

    สำหรับกรณีที่ผ่านมานั้นเป็นเพียงการเชิญผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลรายละเอียดกิจกรรม รวมถึงได้พูดคุยทำความเข้าใจถึงแนวทางที่เหมาะสม ซึ่งทางกลุ่มมีความประสงค์จะจัดกิจกรรมในช่วงเวลานี้ว่าควรมีขั้นตอนอย่างไร เช่น อาจต้องมีการกำหนดรายละเอียดรูปแบบเนื้อหาที่ชัดเจน มาตรการป้องกันมีการแอบแฝงออกนอกประเด็นผิดไปจากเจตนารมณ์ และวัตถุประสงค์ การแลกเปลี่ยนความเห็นควรเน้นเชิงสร้างสรรค์ นำไปสู่การแก้ไขหรือพัฒนาสังคม ไม่ใช่นำไปสู่ความโกรธแค้น หรือเกลียดชังกัน รวมทั้งขอความร่วมมือให้หลีกเลี่ยงการว่ากล่าวให้ร้าย หรือกล่าวพาดพึงบุคคลอื่น เป็นต้น

    "ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ปิดกั้นหรือคุกคามเสรีภาพทางวิชาการใดๆ กรณีเสนอแนะ หรือสะท้อนปัญหาสามารถดำเนินการได้ในช่องทางที่เหมาะสมอยู่แล้ว ไม่อยากให้นำกรณีดังกล่าวไปแปลงเจตนา คสช. คลาดเคลื่อนไป" พ.อ.วินธัย กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ทีมโฆษก คสช. กล่าวต่อว่า ขอเรียนอีกครั้งว่าในช่วงเวลาแห่งการแก้ไขปัญหา เดินหน้าปฏิรูปประเทศ และสร้างความปรองดองความรักสามัคคีของคนในชาติ ตามโรดแม็ป ระยะที่ 2 และ 3 นี้ ยังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ คสช.ต้องขอความร่วมมือจากทุกส่วน ในการละเว้น ชะลอการจัดกิจกรรมใดๆ ในเชิงการเมือง ที่หมิ่นเหม่ ล่อแหลมต่อการสร้างปมขัดแย้งและอาจทำให้เกิดความอ่อนไหวต่อการรับรู้ของสังคม ส่งผลให้สถานการณ์ของประเทศไม่นิ่ง ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาประเทศในภาพรวม

    ทั้งนี้ที่ผ่านมา คสช.ต้องขอขอบคุณสถาบัน องค์กร ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานการเมือง อาทิ พรรคการเมือง ผู้ทำงานการเมืองภาคประชาชน องค์กรเอกชนต่างๆ ภาคประชาชนและนักวิชาการส่วนใหญ่ ที่เข้าใจในสถานการณ์ของประเทศในขณะนี้ และเข้าใจในเจตนาของ คสช. โดยไม่ดำเนินกิจกรรมใดๆ ที่เกี่ยวข้องทางการเมืองตามที่ คสช. ขอความร่วมมือ ถือว่าเป็นการให้โอกาส คสช.ได้ทำงานตามที่ได้ประกาศให้ประชาชนรับทราบ จึงหวังว่าทุกภาคส่วนจะได้ให้โอกาส คสช.เช่นกัน ทั้งนี้หากภาควิชาการจะมีข้อเสนอแนะเชิงวิชาการต่อการแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนประเทศ ก็น่าจะเรื่องที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของประเทศในขณะนี้

    ขอไม่สัมมนาเรื่องการเมือง

    วันเดียวกัน เวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่นักวิชาการ 60 คน ล่าชื่อออกมาเรียกร้องให้เปิดเวทีการแสดงความคิดได้ว่า เราไม่ได้ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น จะจัดเสวนาอะไรก็ให้ขอมา แต่ไม่ให้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง ส่วนที่มีเสียงบ่นว่าหากไม่ให้พูดดังกล่าว แล้วจะสอนอะไรนั้น ตนมองว่ามีเรื่องให้สอนจำนวนมาก อย่างเรื่องค่านิยม 12 ประการ

    "อยากถามว่าระหว่างที่ให้ คสช.เข้ามาแก้ไขปัญหาประเทศ ในการปราบปรามการทุจริต ป้องกันการบุกรุกทำลายป่า หรือจะเลือกการแสดงความคิดเห็น" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างมีอารมณ์



    ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์และ เดลินิวส์ออนไลน์

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    หลังจากเกิดสภาวะปี๊บระบาด เริ่มต้นด้วย "ปี๊บมหิดล” ล่าสุดเชื้อแพร่กระจายมาถึง "ปี๊บธรรมศาสตร์” และไล่ลามขึ้นภาคเหนือที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งจะมีการจัดเสวนาเสรีภาพทางวิชาการ โดยชื่อหัวข้อว่า “ปี๊บ”  ดูเหมือน ว่า “ปี๊บ” ได้กลายเป็นสัญลักษณ์บางอย่างที่ถูกหยิบจับเอามาใช้ในการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วย

    ประชาไทได้มีโอกาสสัมภาษณ์วิโรจน์  อาลี ถึงเหตุผลของของการคลุมปี๊บ จุดยืนต่อเสรีภาพทางวิชาการ และทัศนะคติจุดมุ่งหมายของการเป็นมหาวิทยาลัย และดูเหมือนจะมีเหตุผลที่สำคัญ และมีอะไรมีมากไปกว่า "งั่ง"

    “ผมผิดหวังกับจุดยืนของผู้บริหารมหาวิทยาลัยในเรื่องนี้มากผมสมควร
    แล้วมันก็กลับมาทำให้ผมตั้งคำถามถึง ความสำคัญของมหาวิทยาลัยในการเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์
    ซึ่งมันเป็นพื้นที่ของการใช้เหตุใช้ผล พื้นที่ของการให้ความรู้ และมันพื้นที่ที่จะให้เราโต้เถียงกันได้
    แก้ไขความขัดแย้งกันด้วยหลักการที่วางอยู่บนเหตุและผล
    ซึ่งตรงนี้ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนในโลกเขาให้ความสำคัญที่จะรักษาสภาวะศักดิ์สิทธิ์ตรงนี้เอาไว้”

     

    ประชาไท:  สาเหตุของการคลุมปี๊บครั้งนี้คืออะไรครับ

    วิโรจน์:คืออย่างนี้ครับ หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ผมก็รออยู่ว่าทางผู้บริหารจะออกมาแสดงจุดยืนต่อเรื่องนี้ว่าอย่างไรบ้าง ต่อประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ แต่ที่นี้คือตอบที่ได้จากท่านอาจารย์สมคิดก็คือ ผมโดนว่าจากทุกทาง นักศึกษาอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์ก็ว่าผม ที่สนช. ทหารก็ว่าผมทำไมไม่จัดการดูแลเรื่องนี้ให้ดี อะไรทำนองนี้ พอผมได้ฟังคอมเม้นตอนนั้นผมก็รู้สึกหงุดหงิดน่ะ ผมก็เลยโพสต์ลงไปในเฟซบุ๊กว่าใครมีปี๊บเอามาให้ผมด้วย  แล้วนักศึกษาเขาก็เอามาให้จริงๆ (หัวเราะ) ผมก็เอามาสวม ซึ่งก็ถึงว่าเป็นลักษณะของการเคลื่อนไหว อารยะขัดขืนแบบหนึ่ง ซึ่งแสดงถึงว่าผมผิดหวังกับจุดยืนของผู้บริหารมหาวิทยาลัยในเรื่องนี้มากผมสมควร แล้วมันก็กลับมาทำให้ผมตั้งคำถามถึง ความสำคัญของมหาวิทยาลัยในการเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมันเป็นพื้นที่ของการใช้เหตุใช้ผล พื้นที่ของการให้ความรู้ และมันพื้นที่ที่จะให้เราโต้เถียงกันได้ แก้ไขความขัดแย้งกันด้วยหลักการที่วางอยู่บนเหตุและผล ซึ่งตรงนี้ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนในโลกเขาให้ความสำคัญที่จะรักษาสภาวะศักดิ์สิทธิ์ตรงนี้เอาไว้  แต่ที่นี่ผมกลับรู้สึกว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยกลับไม่ได้มีจุดยืนที่จะปกป้องเรื่องนี้เลย การพูดออกมาของท่านอาจารย์สมคิดก็คือการสับสนในจุดยืนของตัวเองว่าต้องรักษาผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัยในฐานะพื้นที่ของการให้ความรู้ หรือต้องรักษาไว้ซึ่งตำแหน่ง หรือบทบาทของตัวเองในฐานะสมาชิก สนช.

    ประชาไท: แล้วสิ่งที่ต้องการบอกกับผู้บริหารในครั้งนี้คืออะไรครับ

    วิโรจน์:  ก็อยากให้ท่านอาจารย์ แถลงจุดยืนที่ชัดเจนมานิดหนึ่ง หรือถ้าเลือกได้ ก็อยากให้ท่านตัดสินใจเอาว่าท่านจะอยู่เป็นอธิการบดีต่อไปในฐานะที่เราเลือกท่าน ก็คือว่าอาจารย์สมคิดการมาจากการเลือกตั้งนะครับ แม้จะมีกระบวนการสรรหาแต่เราก็ได้มีการลงเสียงให้ท่าน แล้วเราก็คาดหวังว่าท่านจะบริหารและรักษาคุณค่าของมหาวิทยาลัยไว้ด้วย แต่ถ้าท่านไม่มีจุดยืนในเรื่องนี้ เราก็อยากให้ท่านตัดสินใจเอา ถ้ามันเป็นผลประโยชน์มากกว่าที่ท่านจะทำได้กับการเข้าไปอยู่กับสนช. ก็ให้ท่านตัดสินใจเอาว่าจะอยู่เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยต่อไป หรือจะเข้าไปทำงานแบบ Full time

    ประชาไท : อาจารย์คิดว่าอย่างไร เพราะในขณะเดียวกัน มีงานเสวนาวิชาการซึ่งเรื่องการเมืองอยู่ด้วยกลับสามารถจัดได้ แต่ห้องเรียนประชาธิปไตย หรืองานเสวนาที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กลับถูกยกเลิก

    วิโรจน์ : ผมว่าอันนี้เป็นประเด็นของขีดจำกัด ของเส้นที่พยายามจะขีดขึ้นมาว่าอะไรเป็นการเมือง อะไรไม่เป็นการเมือง ผมคิดว่าอันนี้มันยังไม่มีความชัดเจน เมื่อมันยังไม่มีความชัดเจน  ทางฝ่ายนักศึกษาก็คิดว่ามันไม่ใช่การเมืองเท่าไหร่ มันเป็น approach แบบวิชาการล้วนๆ  แต่ทางฝ่ายผู้มีอำนาจอาจจะไม่ถูกใจ ฝ่ายที่ดูแลเรื่องความมั่นคงอยู่อะไรทำนองนั้น  ในส่วนนี้เราก็คิดว่าต้องการความชัดเจนด้วย อะไรที่ท่านคิดว่าเป็นการเมือง อะไรที่คิดว่าจัดได้จัดไม่ได้  ควรจะมีความชัดเจนเพิ่มขึ้นด้วย

    ประชาไท: ถ้าพูดแบบนี้ได้ไหมว่า งานเสวนาส่วนมากที่สามารถจัดได้แล้วมีการแตะประเด็นทางการเมือง ส่วนมากจะมีลักษณะที่เป็นไปในทางเดียวกับคสช.หรือเปล่าครับ

    วิโรจน์:ผมก็คิดว่าอย่างนั้น ถ้าไม่โน้มเอียงไปทางคสช. ก็ต้องหลุดประเด็นออกไปเลย คือไม่มีการพูดถึงคสช.เลย ซึ่งนั้นผมก็คิดว่าเป็นสิ่งที่เค้าต้องการ ส่วนตัวเราก็คิดการกระทำในลักษณะนี้ คือมันกำลังทำให้พลังของมหาวิทยาลัย แวดวงความรู้ หรือคำอธิบาย การทำความเข้าใจต่อปรากฏการณ์ต่างๆ มันไม่สามารถทำงานได้ เป็นแบบนี้ต่อไปมันก็เหนื่อยเหมือนกัน

    ประชาไท: แล้วอย่างนี้พื้นที่ในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ หรือใครก็ตาม เรายังพอจะมีพื้นที่แบบนี้อยู่หรือไม่

    วิโรจน์:  คือผมคิดว่า มหาวิทยาลัยน่าจะเป็นปราการด้านสุดท้าย  ซึ่งผมก็คาดหวังว่ามันจะเป็นพื้นที่ที่เราจะใช้เหตุผล ใช้มุมมองทางวิชาการตอบคำถามที่เป็นข้อสงสัยต่อสังคม หรืออธิบายปรากฏการณ์อะไรบางอย่างในสังคมอะไรทำนองนี้ ก็คือถ้าดูจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ศูนย์รังสิต ก็อาจจะเป็นไปได้ว่ามหาวิทยาลัย ไม่มีพื้นที่ตรงนั้นอยู่แล้วก็ได้

    ประชาไท: ถ้าเป็นอย่างนั้น นี่คือบรรทัดฐานใหม่ ของเสรีภาพทางวิชาการ ภายใต้การควบคุมของคสช. เลยหรือไม่

    วิโรจน์:อาจจะไม่ถึงขนาดนั้นนะ เราก็ตอบไม่ได้ว่าสภาวะแบบนี้มันจะอยู่ไปอีกนานเท่าไหร่ คือทุกครั้งทางเจ้าหน้าที่เขาก็พยายามอธิบายว่าช่วงนี้ขอความร่วมมือก่อน  แต่มันก็ไม่น่าจะถาวรในความรู้สึกของผม แต่ประเด็นคือมันจะเปิดเมื่อไหร่ มันหยุดได้ไหมเรื่องประเด็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเชิงวิชาการ ซึ่งสำหรับผมมันหยุดไม่ได้ไง เพราะถ้าหยุดพื้นที่ตรงนี้ไป มหาวิทยาลัยมันก็ไม่มีประโยชน์   ห้องเรียนมันก็ไม่มีความหมาย ถ้าไม่สามารถจัดเสวนาให้ทุกคนมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งมันก็ไม่ได้มีอะไร ทุกคนก็อาจจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วย ซึ่งก็อาจจะมีการตั้งคำถาม มีการแสดงความคิดเห็นนิดหน่อยแล้วทุกคนก็กลับบ้านน่ะ (หัวเราะ)  ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เราควรจะรักษาไว้ เพราะผลกระทบในทางการเมือง ในแง่ของความมั่นคงมันแทบจะไม่มีเลย น้อยมาก

    000

    ทั้งหมดเป็นความคิดเห็นของวิโรจน์ อาลี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งยังคงยืนยันถึงจุดยืน และคุณค่าของการเป็นมหาวิทยาลัย อันเป็นสถานที่ของการใช้เหตุผล ให้ความรู้กับสังคม และควรจะเป็นพื้นที่ที่ควรจะรักษาไว้  พร้อมทั้งตั้งคำถามไปยังคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยว่าจุดยืนต่อการเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยของพวกท่านคืออะไร ซึ่งนี่คงเพียงพอต่อการทำความเข้าใจ ถึงที่มาที่ไป เรื่องของการคลุมปี๊บได้ดีพอสมควร

    ปกติเราคลุมปี๊บเพราะความอับอาย แต่วันนี้เราคลุมปี๊บเพราะเราต้องการต่อสู้อย่างสันติ ส่วนเรื่อง ใครจะ “’งั่ง” หรือไม่คงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้อ่านตัดสินเอาเอง อย่างน้อยๆ ก็ด้วยเสรีภาพทางความคิดของท่าน

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ประยุทธ์ระบุ 4 เดือนรัฐประหาร ประชาชนมีความสุขขึ้น แต่ คสช.-ครม.มีความทุกข์ เพราะมีปัญหาต้องแก้จำนวนมาก ปัด ไม่คิดเป็นนายกฯเลือกตั้ง


    23 ก.ย.2557 เว็บไซต์ นสพ.เดลินิวส์ รายงานว่า เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุม ครม. ถึงภาพรวมตลอด 4 เดือนหลังมีการยึดอำนาจการปกครองตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. จนถึงปัจจุบัน ว่า รู้สึกว่าประชาชนมีความสุขมากขึ้น แต่ คสช. และครม.มีความทุกข์ เพราะมีปัญหาต่างๆ ให้ต้องแก้มากมาย และการทำงานต้องโปร่งใส กระทบกับประชาชนให้น้อยที่สุด และต้องเดินหน้าทำงานต่อไป สำหรับมุมมองของต่างประเทศนั้น ขณะนี้เขามองว่าสถานการณ์บ้านเราดีขึ้น ติดอย่างเดียวว่าเราไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น

    สำหรับรายชื่อการสรรหา สปช.นั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ได้ส่งรายชื่อผู้ที่คณะกรรมการสรรหาฯ เลือกไว้ 550 คน มาแล้ว ส่วนเสียงวิจารณ์เรื่องการล็อกสเปกนั้น ตนไม่รู้เลยว่าจะมีการล็อกสเปกได้อย่างไร เพราะรายชื่อแต่ละคน ตนเองไม่รู้จักเลย

    ผู้สื่อข่าวถามว่านายกรัฐมนตรีเชื่อมีหมอดูหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า หมอดูพูดอะไรไว้ก็ต้องฟัง การฟังหมอดูไว้ไม่เสียหายอะไร แต่ต้องดูว่าฟังอย่างไร หากหมอดูบอกว่าจะเป็นนายกฯ แล้วไม่ทำความดี ก็จะเป็นได้อย่างไร ฟังไว้ แต่อย่าไปงมงาย" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว พร้อมแซวผู้สื่อข่าวกลับว่า หมอดูเตือนไว้อย่างเดียวว่าจะมีอุบัติเหตุ คือการปะทะกับนักข่าว เมื่อผู้พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การเข้ามาช่วยคงไม่ใช่มาพีอาร์ แต่อาจจะเป็นการเข้ามาช่วยเรื่องการกุศล ซึ่งภรรยาของตนไม่อยากทำให้ตนเสียหาย แต่หากเป็นเรื่องการกุศลอาจจะต้องไปขอร้องให้มาช่วย เพราะขณะนี้ก็ทำงานอยู่ในหลายสมาคม

    เมื่อถามว่าคิดจะเป็นนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งบ้างหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ส่ายหน้า พร้อมกับบอกว่า ไม่ คิดว่าชะตาของบ้านเมือง มีอยู่แล้ว พระสยามเทวาธิราชเห็นอยู่ เมื่อถามอีกว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีจากการรัฐประหารเท่านั้นหรือ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบอย่างอารมณ์ดีว่า "เดี๋ยวทุ่มด้วยโพเดี้ยม" จากนั้นเดินเข้าห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้าทันที

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    “สังคมต้องการหนังสือราคาถูก ความต้องการนี้ต้องได้รับการตอบสนอง”
    Matthew Arnold, นักวิจารณ์วรรณกรรมชาวอังกฤษเจ้าของงาน Culture & Anarchy (1880)

    ก่อนที่เจ้าพ่อความคิดเรื่อง “วัฒนธรรม” (Culture) อย่าง Matthew Arnold จะยืนกรานว่าสังคมศิวิไลซ์หรือ “มีวัฒนธรรม” นั้นจะขาดหนังสือราคาถูกไปไม่ได้ ชาวอเมริกาก็มีหนังสือราคาถูกอ่านมาเป็นร้อยปีแล้ว พลเมืองอเมริกันเป็นพลเมืองโลกตะวันตกที่อ่านหนังสือกันกระหน่ำมากๆ ตลาดหนังสือของอเมริกาเป็นตลาดที่เน้นขาย “มวลชน” มาแต่แรกตั้งแต่สร้างชาติแล้ว [1]เมื่อดินแดนของสหรัฐอเมริกาขยายตัวไปในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ประชากรก็ขยายตัวไปด้วย [2] และประชากรอเมริกันที่ส่วนใหญ่เป็นโปรเตสแตนต์ก็มีอัตรารู้หนังสือสูงมากๆ มาตั้งแต่ช่วงปลายๆ อาณานิคมแล้ว [3]การขยายตัวของประชากรอเมริกันนี้แม้ว่าความเป็นจริงจะห่างไกลจากอุดมคติของ “สังคมไร้ชนชั้น” แต่หากมองในเชิงสัมพัทธ์กับสังคมยุโรปในยุคเดียวกัน สิ่งที่จะพบได้ก็คือความแตกต่างทางชนชั้นของสังคมอเมริกันทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการเมืองก็แคบกว่าฝั่งยุโรปจริงๆ กล่าวอีกแบบคืออเมริกันนั้นเต็มไปด้วย “คนระดับกลาง” (ที่ภายหลังเรียกรวมๆ ว่า “ชนชั้นกลาง” อันเป็นคำที่ความหมายกว้างมากๆ และถูกใช้อย่างแตกต่างกันไปในแต่ละบริบท) และคนกลุ่มนี้เองก็คือพื้นฐานของตลาดหนังสือในสังคมอเมริกา

    นี่ทำให้ตลาดหนังสือในอเมริกาต่างจากตลาดหนังสือฝั่งยุโรปที่แม้เวลาสามร้อยปีหลังปฏิวัติการพิมพ์ ตลาดหนังสือก็ยังเป็นตลาดที่เอาใจอภิชนเป็นหลักอยู่ กล่าวในภาษาแบบการตลาดก็คือ ในยุโรปตลาดหนังสือก็เป็นตลาดที่เน้นผู้บริโภคกลุ่มเล็กที่กำลังบริโภคสูงเป็นหลัก (แม้ว่าแนวทางนี้จะค่อยๆ เปลี่ยนไปในช่วงศตวรรษที่ 19) ซึ่งนี่เป็นคนละเรื่องกับตลาดหนังสือในอเมริกาที่เน้นขาย “คนระดับกลางของสังคม” ที่มีปริมาณมาก

    การที่ตลาดหนังสือของสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดหนังสือที่เน้นขายคนที่ไม่ได้รายได้สูงลิบเป็นหลักดังที่ยุโรปเป็น หนังสือที่ขายในอเมริกาจึงมักจะเป็นหนังสือที่มีราคาไม่แพง ทำจากกระดาษถูกๆ เน้นขายปริมาณมากๆ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่เกิดก่อนการ “ปฏิวัติเปเปอร์แบ็ก” ของสำนักพิมพ์เพนกวินในอังกฤษเป็นร้อยปี นอกจากนี้การ “ปฏิวัติอุตสาหกรรม” ของอเมริกาช่วงหลังสงครามกลางเมืองตอนครึ่งหลังศตวรรษที่ 19 ยังทำให้การอ่านขยายตัวไปกันใหญ่ เพราะรถไฟก็เป็นเทคโนโลยีสำคัญในการลดต้นทุนและเพิ่มความเร็วในการขนส่งหนังสือไปทั่วอเมริกา และพร้อมกันนั้น การที่ผู้คนสัญจรด้วยการนั่งรถไฟก็ยังเป็นการกระตุ้นความต้องการอ่านหนังสืออีกมหาศาลเพราะหนังสือก็เป็นกิจกรรม “ฆ่าเวลา” ในการเดินทางยอดฮิตในยุคนั้น

    สิ่งที่น่าสนใจคือตลอดช่วง 100 ปีหลังอเมริกามีอิสรภาพจากอังกฤษ คนอเมริกันก็ยังอ่านนิยายของทางฝั่งอังกฤษกันอย่างกระหน่ำ ซึ่งบรรดาสำนักพิมพ์ทั้งหลายก็ไม่ได้มีความเดียดฉันท์ที่จะพิมพ์งานของเจ้าอาณานิคมเก่ามาขายอเมริกันชนเลย ซึ่งเหตุผลหนึ่ง ก็คือการที่สำนักพิมพ์เหล่านี้จะตีพิมพ์งานของ “คนอังกฤษ” พวกเขาก็ไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์หรือขออนุญาตใดๆ เลย เพราะภายใต้กรอบกฎหมายอเมริกา (หรือประเทศไหนๆ ก็ตามในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 19) “ลิขสิทธิ์” ในกรอบการคุ้มครองของชาติอื่นๆ ก็ล้วนไม่ได้มีผลบังคับใช้ได้นอกอาณาบริเวณของชาตินั้นๆ

    แน่นอนว่านี่ทำให้บรรดานักเขียนยอดฮิตจากทางฝั่งอังกฤษไม่พอใจ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะยอดขายหนังสือในอเมริกา (ที่ราคาถูกกว่าอังกฤษ) นั้นสูงกว่าอังกฤษเป็นเท่าตัว [4]ดังนั้นนี่หมายความว่าพวกเขาจะไม่ได้ค่าตอบแทนใดๆ เลยจากหนังสือเป็นแสนเล่มที่ขายๆ กันอยู่ในอเมริกา และต้องพึงพอใจกับยอดขายหลักหมื่นที่พวกเขาได้ส่วนแบ่งในอังกฤษเท่านั้น [5]

    ทางด้านนักเขียนอเมริกันที่ค่อยๆ เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 พวกเขาไม่ได้มองว่าสภาวะที่มวลชนสามารถเข้าถึงหนังสือราคาถูกได้เป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่พวกเขามองคือการที่อเมริกาไม่ยอมรับลิขสิทธิ์อังกฤษ มันจะทำให้สำนักพิมพ์พิมพ์หนังสือมาขายได้ในราคาถูกเกินกว่าที่จะเป็น และเลือกที่จะพิมพ์หนังสือ “ละเมิดลิขสิทธิ์” ของทางอังกฤษมากกว่าที่จะตีพิมพ์งานของเหล่านักเขียนอเมริกันเอง ดังนั้นในแง่นี้ นักเขียนอเมริกันและอังกฤษก็ต้องการให้อเมริกันยอมรับลิขสิทธิ์หนังสืออังกฤษทั้งคู่ (แม้จะด้วยเหตุผลที่ต่างกัน)

    นี่นำมาสู่การต่อสู้ดิ้นรนให้เกิด “กฎหมายลิขสิทธิ์นานาชาติ” ขึ้นในอเมริกาโดยตลอดศตวรรษที่ 19 [6]ทั้งนักเขียน และนักการเมืองก็ดาหน้ากันพยายามผ่านร่างกฎหมายสารพัดให้เกิด “ลิขสิทธิ์นานาชาติ” ขึ้น อย่างไรก็ดีปัจจัยที่ดูจะชี้ขาดให้อเมริกันยอมรับลิขสิทธิ์ในอังกฤษในท้ายที่สุดก็ดูจะเกิดจากการตกลงผลประโยชน์กันได้ไม่ลงตัวของเหล่าสำนักพิมพ์เองมากกว่าปัจจัยอื่นๆ

    บรรดาสำนักพิมพ์ในอเมริกาในตอนแรกของยุคสมัยแห่งการ “ละเมิดลิขสิทธิ์” ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 นั้นก็ไม่ได้มีความลงรอยกัน การแย่งกันพิมพ์งานยอดฮิตเกิดขึ้นเป็นปกติ ซึ่งการแข่งขั้นนั้นก็ระดับที่ว่าเมื่อเรือส่งสินค้าจากอังกฤษมาแต่ละสำนักพิมพ์ก็จะมีม้าเร็วไปเอาหนังสือจากเรือวิ่งมาเข้าโรงพิมพ์เพื่อเป็นต้นฉบับและตีพิมพ์อย่างรวดเร็ว ซึ่งระบบนี้ก็ได้พัฒนากลายเป็นระบบที่สำนักพิมพ์พวกนี้จะมี “ตัวแทน” อยู่ที่อังกฤษที่จะซื้อ “ต้นฉบับ” จากนักเขียนอังกฤษมาโดยตรงเลย และส่งเข้ากระบวนการพิมพ์ไปพร้อมๆ ที่อังกฤษ ซึ่งนี่จะทำให้สำนักพิมพ์เหล่านั้นได้ต้นฉบับมาเร็วกว่าสำนักพิมพ์อื่นๆ ที่ต้องรอหนังสือที่อังกฤษออกก่อนแล้วค่อยส่งหนังสือข้ามเรือมา [7]

    ระบบ “แย่งกันพิมพ์” นี้หมดไปเมื่อบรรดาสำนักพิมพ์อเมริกันแถบชายฝั่งตะวันตกจับมือกันภายใต้ข้อตกลง “มารยาททางการค้า” (trade courtesy) ขึ้น พูดง่ายๆ ก็คือนี่คือระบบ “แบ่งกันละเมิดลิขสิทธิ์อังกฤษ” กล่าวคือแต่ละสำนักพิมพ์ก็จะตกลงกันว่าจะไม่พิมพ์งานซ้ำกัน และก็มีการแบ่งนักเขียนแต่ละคนไปให้แต่ละสำนักพิมพ์พิมพ์เป็นต้น

    อย่างไรก็ดีการแก้ปัญหานี้ก็ดูจะเป็นการแก้ปัญหาในหมู่สำนักพิมพ์แถบชายฝั่งตะวันออกเท่านั้น เพราะเมื่อเกิดเมืองใหม่ๆ ขึ้นพร้อมกับตลาดหนังสือในเมืองนั้นๆ พวกพ่อค้าในหนังสือหน้าใหม่ก็ไม่ยินยอมจะเล่นตามเกมของพวกพ่อค้าหนังสือในแถบชายฝั่งตะวันออก ในเมืองใหญ่ของแถบ “มิดเวสต์” อย่างชิคาโกก็มีพ่อค้าหนังสือหน้าใหม่ตีพิมพ์หนังสือยอดฮิตของนักเขียนอังกฤษต่างๆ ที่สำนักพิมพ์ชายฝั่งตะวันออกได้แบ่งสรรกันพิมพ์เรียบร้อยแล้วตาม “มารยาททางการค้า” ออกมาเป็นว่าเล่น ซึ่งผู้บุกเบิกก็คือสำนักพิมพ์ Donnelly, Gassette and Lloyd ที่ผลิตซีรีส์ “หนังสือประจำบ้าน” ของชนชั้นกลางอย่าง Lakeside Library มาในปี 1874 ซึ่งไม่นานนักการตีพิมพ์ซีรีส์ “หนังสือประจำบ้าน” ก็เป็นสิ่งที่สำนักพิมพ์หน้าใหม่ฮิตกันมากจนในปี 1877 คนอเมริกันก็มีซีรีส์ “หนังสือประจำบ้าน” ที่ตีพิมพ์หนังสือซ้ำกันให้เลือกถึง 14 เจ้า [8]

    การปรากฏตัวของสำนักพิมพ์หน้าใหม่นอกโซนอำนาจของสำนักพิมพ์เก่าไม่ได้ส่งผลแค่ทำให้เหล่าสำนักพิมพ์เก่าไม่สามารถผูกขาดได้อย่างเดิมเท่านั้น แต่มันยังส่งผลให้ราคาหนังสือโดยรวมถูกลงด้วยจากที่แต่เดิมก็ถูกอยู่แล้ว (เมื่อเทียบกับราคาหนังสือในฝั่งยุโรป) เหล่าซีรีส์ “หนังสือประจำบ้าน” ที่ว่านี้ก็ทำมาเพื่อตอบสนองรายได้อันจำกัดของนักอ่านอเมริกันที่เป็น “คนระดับกลางของสังคม” ในยุคนั้น ซึ่งมันก็เป็นคนละเรื่องกับซีรีส์ Library ในยุคปัจจุบันที่เป็นหนังสือปกแข็งสวยงาม เพราะในยุคนั้นในหลายๆ ครั้งหนังสือในซีรีส์ “หนังสือประจำบ้าน” มันไม่มีปกและไม่เย็บเล่มด้วยซ้ำเพื่อลดต้นทุน (แม้ว่านี่ก็จะไม่ใช่สิ่งพิสดารอะไร เพราะความเคยชินว่า “หนังสือ” จะต้องมีลักษณะ “เป็นเล่ม” มีปกและเย็บขอบอย่างดีและจะเป็นอื่นไปไม่ได้นั้นก็ดูจะเป็นสำนึกที่เพิ่งเกิดในศตวรรษที่ 20)

    แน่นอนว่าสำนักพิมพ์ฝั่งตะวันออกที่โดน “ละเมิด” ก็ไม่พอใจแต่ก็ไม่มีกฎหมายใดๆ จะทำอะไรพวกสำนักพิมพ์หน้าใหม่เหล่านี้ นี่จึงเป็นจุดพลิกผันให้สหภาพช่างพิมพ์ในเมืองใหญ่ๆ ในแถบชายฝั่งตะวันออกของอเมริกาหันมาสนับสนุนให้สภาคองเกรสออกกฎหมายเพื่อยอมรับลิขสิทธิ์อังกฤษ [9]แรงจูงใจที่ “ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์” มานมนานลุกขึ้นมาสนับสนุนให้มีการคุ้มครองลิขสิทธิ์นี้อาจเป็นเรื่องพิสดารในสายตาของคนปัจจุบัน อย่างไรก็ดีในสภาวะตอนนั้นที่สำนักพิมพ์ฝั่งตะวันออกมีการ “แบ่งนักเขียนกันพิมพ์” เรียบร้อยแล้ว พวกเขาสามารถคาดเดาตลาดได้อย่างชัดเจน พูดง่ายๆ ก็คือพวกเขาแทบไม่มีความเสี่ยงเลยในการพิมพ์งานพวกนักเขียนยอดฮิต เพราะพิมพ์มายังไงก็ขายได้แน่ๆ และการยอมรับลิขสิทธิ์ฝั่งอังกฤษจากมุมมองสำนักพิมพ์พวกนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าอะไรนอกจากการให้ส่วนแบ่งกับนักเขียนอังกฤษ และไปเพิ่มส่วนแบ่งนั้นที่ราคาหนังสือ โดยแลกกับสิทธิผูกขาดหนังสือเล่มนั้นทั้งสหรัฐอเมริกา ซึ่งนั่นก็ดูจะคุ้มในช่วงศตวรรษ 1880 ประชากรอเมริกันก็ทะลุ 50 ล้านคนไปแล้ว [10]และอัตรารู้หนังสือในหมู่คนขาวก็เกิน 90% อีกซึ่งนี่ก็ยังไม่ต้องพูดถึงอำนาจการจับจ่ายของประชาชนที่เพิ่มมามหาศาลในช่วงนั้นผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจของการปฏิวัตอุตสาหกรรม พูดง่ายๆ สหรัฐอเมริกาช่วงทศวรรษ 1980 เป็นตลาดหนังสือที่ใหญ่มากๆ ไปเรียบร้อยแล้ว และการยอมเสียค่าลิขสิทธิ์ให้นักเขียนเพียงนิดหน่อยเพื่อแลกมาซึ่งสิทธิในการผูกขาดก็ดูจะเป็นสิ่งที่สร้างผลกำไรมากกว่าที่จะทำให้ขาดทุน

    ในที่สุดสภาคองเกรสก็ผ่านกฎหมายลิขสิทธิ์นานาชาติฉบับแรกของสหรัฐอเมริกาออกมาในปี 1891 และหลังจากนั้นหนังสือในอเมริกาโดยเฉลี่ยก็แพงขึ้นตามที่หลายฝ่ายกลัวจริงๆ ผลกระทบของกฎหมายลิขสิทธิ์นานาชาตินี้บ้างก็มีการกล่าวอ้างกันว่าทำให้คนอเมริกันอ่านหนังสือน้อยลงเนื่องจากหนังสือแพงขึ้น อย่างไรก็ดีการลดทอนการอ่านหนังสือน้อยลงของคนอเมริกันด้วยปัจจัยเพียงแค่ “ลิขสิทธิ์” ก็ดูจะเป็นการคิดอยู่ในกรอบ “ทุกอย่างแก้ด้วยการมี/บังคับใช้ลิขสิทธิ์” อันเป็นที่นิยมกันมาถึงทุกวันนี้ ซึ่งในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็ดูจะไม่จริงนัก เพราะเอาจริงๆ ในช่วงนั้น การใช้เวลาว่างกับสิ่งที่ “ประเทืองปัญญา” หรือ “ขัดเกลาตัวตน” ของอเมริกาก็ค่อยๆ ลดลงอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ซึ่งถ้าถามนักประวัติศาสตร์วัฒนธรรม การคุ้มครองหรือไม่คุ้มครองลิขสิทธิ์หนังสือของคนอังกฤษก็คงไม่ใช่ประเด็นนัก และเขาก็คงจะอธิบายว่าเป็นผลของการเปลี่ยนแปลงของ “ธุรกิจศิลปวัฒนธรรม” ช่วงหลังสงครามกลางเมืองที่มีลักษณะรวมศูนย์ และพยายามจะแยก “ศิลปะชั้นสูง” กับ “ความบันเทิงชั้นล่าง” ออกจากกัน และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของกรอบความคิดด้านการผลิตสิ่งบันเทิงเริงรมย์อันไม่ประเทืองปัญญาเพื่อมาตอบสนองชนชั้นระดับล่างของสังคมโดยเฉพาะ [11]

    อย่างไรก็ดีนั่นก็เป็นแค่จุดเริ่มเท่านั้นเพราะปลายทางของอาการ “ถดถอยทางภูมิปัญญา” นี้ก็คงจะเป็นการกำเนิดของสื่อใหม่สองสื่อในตอนปลายศตวรรษที่ 19 ที่มันได้ยึดเวลาว่างของผู้คนในศตวรรษที่ 20 ได้อย่างแทบจะเด็ดขาด และได้สร้างสิ่งที่รู้จักกันภายหลังว่า “ศิลปวัฒนธรรมมวลชน” (mass culture) ขึ้นมาอย่างแท้จริง สองสื่อที่ว่าคือ งานดนตรีบันทึกเสียง และภาพยนตร์ ซึ่งการเกิดขึ้นของสื่อเหล่านี้ในช่วงที่มีการบ่นกันอย่างแพร่หลายถึงสภาวะถดถอยทางปัญญาในสังคมก็ดูจะเป็นสิ่งบังเอิญอย่างน่าประหลาด แม้ว่าการบ่นแบบนี้ก็จะยังปรากฏซ้ำซากต่อไปอีกเป็นร้อยปี

     

    อ้างอิง
    [1] John Sutherland, Bestsellers: A Very Short Introduction, (Oxford: Oxford University Press, 2007)

    [2]ปี 1790 สหรัฐอเมริกามีประชากร 4 ล้านคน ซึ่งในปี 1850 ประชากรขึ้นมาเป็น 21 ล้านคน (บางแหล่งก็อ้างว่ามีถึง 23 ล้านคน) ดู Paul S. Boyer, American History: A Very Short Introduction, (Oxford: Oxford University Press, 2012); Jason G. Gauthier, Measuring America: The Decennial Censuses from 1790 to 2000, (US Census Bureau, 2002), p. 141 <http://www.census.gov/prod/2002pubs/pol02marv.pdf>

    [3]มีการประเมินว่าในตอนกลางศตวรรษที่ 18 ประชากรผู้ชายในอังกฤษมีอัตราการรู้หนังสือ 55-60% ส่วนในอาณานิคมนิวอิงแลนด์ผู้ชายมีอัตรารู้หนังสือสูงถึง 80% ดู Stephen Botein, Jack R. Censer and Harriet Ritvo, "The Periodical Press in Eighteenth-Century English and French Society: A Cross-Cultural Approach", Comparative Studies in Society and History, Vol. 23, No. 3 (Jul., 1981), p. 475

    [4] ถ้ามองในแง่ประชากรตอนเริ่มศตวรรษที่ 19 ในปี 1800 สหราชอาณาจักรมีประชากรราวๆ 10 ล้านคน ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีประชากรเพียง 5 ล้านคน อย่างไรก็ดีพอมาในช่วงปี 1851 ประชากรอังกฤษมีราวๆ 17 ล้านคน แต่ประชากรของสหรัฐอเมริกาก็แซงไปเป็น 23 ล้านคนแล้ว และพอมาในราวปี 1900 อังกฤษที่ประชากรเพิ่มขึ้นพรวดพราดจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมมาเป็น 30 ล้านคนก็ยังมีประชากรไม่ถึงครึ่งของสหรัฐอเมริกาด้วยซ้ำ เพราะตอนนั้นประชากรของสหรัฐก็สูงกว่า 76 ล้านคนเข้าไปแล้ว ในแง่นี้แม้อัตราการรู้หนังสือของคนในสหราชอาณาจักรจะขยายตัวอย่างมหาศาลในศตวรรษที่ 19 ฐานผู้อ่านหนังสือของสหราชอาณาจักรก็ไม่น่าจะสู้สหรัฐที่อัตรารู้หนังสือสูงอยู่แล้วและอัตราการขยายตัวของประชากรเร็วกว่าได้ ดู http://en.wikipedia.org/wiki/Demography_of_the_United_Kingdom ; Jason G. Gauthier, Measuring America: The Decennial Censuses from 1790 to 2000, (US Census Bureau, 2002), p. 141 <http://www.census.gov/prod/2002pubs/pol02marv.pdf>

    [5] ตัวอย่างที่มักจะยกกันคือนวนิยายเรื่องยาวของ Mrs Humphrey Ward ในปี 1888 อย่าง Robert Elsemere ซึ่งขายในอังกฤษได้ราว 60,000 เล่มในปีแรกที่ตีพิมพ์แต่ขายในสหรัฐได้ 100,000 เล่มในปีแรก ก่อนยอดขายจะทะลุหนึ่งล้านเล่มในสามปีหลังหนังสือออกจำหน่าย ซึ่งนี่จัดเป็นยอดขายที่สูงมากๆ ในยุคนั้น ดู John Sutherland, Bestsellers: A Very Short Introduction, (Oxford: Oxford University Press, 2007), p. 8

    [6] Catherine Seville, The Internationalisation of Copyright Law: Books, Buccaneers and the Black Flag in the Nineteenth Century, (Cambridge: Cambridge University Press, 2006), pp. 146-252

    [7] Adrian Johns, Piracy: The Intellectual Property Wars From Gutenberg to Gates, (Chicago: University of Chicago Press, 2009), pp. 295-302

    [8] Siva Vaidhyanathan, Copyrights and Copywrongs: The Rise of Intellectual Property and How It Threatens Creativity, (New York: New York University Press, 2001), pp. 52-53

    [9] Siva Vaidhyanathan, Copyrights and Copywrongs: The Rise of Intellectual Property and How It Threatens Creativity, (New York: New York University Press, 2001), p. 55

    [10]ดู Jason G. Gauthier, Measuring America: The Decennial Censuses from 1790 to 2000, (US Census Bureau, 2002), p. 141 <http://www.census.gov/prod/2002pubs/pol02marv.pdf>

    [11] Lawrence W. Levine, Highbrow/ Lowbrow: The Emergence of Cultural Hierarchy in America, (Massachusetts: Harvard University Press, 1988)

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    23 ก.ย.2557 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาประมาณ 17.00 น.ของวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา มูลนิธิศักยภาพชุมชน และเครือข่ายประชาสังคมเพื่อสันติภาพ ร่วมกันออกแถลงการณ์เนื่องในวันสันติภาพสากล (International Peace Day) ในงานครบรอบ 1 ปี ของการจัดเวทีสาธารณะ Bicara Patani ที่มัสยิดกลางประจำจังหวัดปัตตานี

    ในแถลงการณ์กล่าวถึงบทเรียนอันโหดร้ายจากสงครามในรูปแบบต่างๆ ที่ล้วนแต่เกิดจากขึ้นจากความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมือง รวมถึงความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนใต้ของไทยด้วย และกล่าวถึงเจตนารมณ์ของการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติเพื่อสร้างสันติภาพ ซึ่งสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย และเคารพในการตัดสินใจของประชาชน

    "ในกระบวนการสร้างสันติภาพและสันติสุขอย่างแท้จริงและยั่งยืนทุกรูปแบบนั้น จำเป็นที่จะต้องมีพื้นที่ทางการเมืองและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนตามมาตรฐานกฎหมายสากลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงจะถือได้ว่าสันติภาพหรือสันติสุขที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยการแยกขาดออกจากเจตจำนงของประชาชนในฐานะเจ้าของชะตากรรมและมีความชอบธรรม"

    รายละเอียดแถลงการณ์มีดังนี้

    แถลงการณ์เนื่องในวันสันติภาพโลก

    สันติภาพ คือคำสากลที่เป็นที่รับรู้และยอมรับกันทั่วโลก เพราะสังคมโลกโดยรวมต่างได้รับบทเรียนอันโหดร้ายและเศร้าโศกจากภาวการณ์ที่ไร้ซึ่งสันติภาพ นั่นก็คือภาวการณ์ของสงคราม จะเป็นสงครามในระบบหรือนอกระบบสงคราม สมมาตรหรือสงครามอสมมาตร สงครามก่อการร้ายหรือสงครามจรยุทธ์

    ล้วนแต่มาจากความขัดแย้งในเชิงอุดมการณ์ทางการเมืองทั้งสิ้น เฉกเช่นเดียวกันกับพิ้นที่ชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยหรือปาตานี

    ตามมาตรฐานสากลของเจตนารมณ์การจัดตั้งองค์การสหประชาชาติ ภารกิจหลักสำคัญข้อหนึ่งก็เพื่อรักษาและสรรค์สร้างสันติภาพของทุกชนชาติทั่วโลก สอดคล้องตามหลักการประชาธิปไตยสากลซึ่งเคารพในการตัดสินใจของประชาชนในฐานะเจ้าของชะตากรรมอย่างแท้จริง

    เนื่องด้วยวันนี้เป็นวันสันติภาพโลกทางสำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา ร่วมกับมูลนิธิศักยภาพชุมชนและเครือข่ายประชาสังคมเพื่อสันติภาพ จึงขอถือโอกาสนี้แสดงจุดยืนเพื่อสันติภาพสู่สันติสุขปาตานีอย่างแท้จริงและยั่งยืนดังนี้

    "ในกระบวนการสร้างสันติภาพและสันติสุขอย่างแท้จริงและยั่งยืนทุกรูปแบบนั้น จำเป็นที่จะต้องมีพื้นที่ทางการเมืองและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนตามมาตรฐานกฎหมายสากลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จึงจะถือได้ว่าสันติภาพหรือสันติสุขที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยการแยกขาดออกจากเจตจำนงของประชาชนในฐานะเจ้าของชะตากรรมและมีความชอบธรรม"


    สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพ และการพัฒนามูลนิธิศักยภาพชุมชน และเครือข่ายประชาสังคมเพื่อสันติภาพ

    21 กันยายน 2557
    เวลา 17.00 น. ณ มัสยิดกลางประจำจังหวัดปัตตานี


     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    คปค.บุกยื่นหนังสือรองประธาน สนช.ค้านร่างกฎหมายประกันสังคมฉบับกระทรวงแรงงาน ชี้ไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกันตน เสนอเพิ่มหลักการ ‘ครอบคลุม อิสระ โปร่งใส-มีส่วนร่วม ยืดหยุ่นเป็นธรรม’ ในร่าง กม.ฉบับใหม่

    23 ก.ย.2557 ที่รัฐสภา เวลา 14.30 น.เครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) 14 องค์กร นำโดย นายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย และ น.ส.อรุณี ศรีโต ประธานศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบแห่งชาติ ได้เข้าพบนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พร้อมกับยื่นหนังสือคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับกระทรวงแรงงาน และเรียกร้องให้ สนช.ส่งร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว กลับไปให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาใหม่อีกครั้ง

    นายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับกระทรวงแรงงาน เท่าที่เครือข่าย คปค.ร่วมกันศึกษาและติดตาม พบว่า ร่าง พ.ร.บ.ของกระทรวงแรงงานไม่เกิดประโยชน์กับผู้ประกันตน เพราะไม่ได้ครอบคลุมผู้มีสิทธิประกันตนทั้งหมดจำนวนกว่า 40 ล้านคน ขณะเดียวกันสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตนจะได้รับ ก็ไม่ได้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน นอกจากนี้กองทุนประกันสังคมที่มีมูลค่าสูงถึง 1.1 ล้านล้านบาท น่าจะมีระบบบริหารจัดการใหม่ โปร่งใส และตรวจสอบได้

    นายมนัส กล่าวต่อไปว่า ทางภาคีเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) อยากจะมีส่วนร่วมในการร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมในครั้งนี้ จึงได้เสนอหลักการที่กฎหมายประกันสังคมฉบับใหม่พึงมีทั้งหมด 4 ข้อ ประกอบด้วย 1) ความครอบคลุม ทั้งกลุ่มเป้าหมายคนทำงานและพื้นที่ รวมถึงครอบคลุมสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่พึงจะได้รับด้วย 2) หลักความเป็นอิสระและบูรณาการของระบบบริหาร 3) หลักความโปร่งใสและมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน และ 4) หลักยืดหยุ่น เป็นธรรม สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและสังคม

    “โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตนนั้น ผู้ประกันตนทุกคนที่ส่งเงินเข้ากองทุนทุกเดือน ต้องมีสิทธิเลือกผู้บริหารกองทุน ส่วนกรรมการบริหารกองทุนต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินด้วย” นายมนัสกล่าว

    นายมนัสกล่าวด้วยว่า ทางเครือข่ายอยากจะให้ สนช.ยับยั้งกฎหมายฉบับนี้ไว้ก่อน และส่งกลับไปให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาใหม่ แล้วนำเนื้อหาและ 4 หลักการของเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) บรรจุไว้ในหลักกฎหมายด้วย ก่อนที่จะส่งกลับไปให้ สนช.พิจารณาอีกครั้ง

    ทางด้าน น.ส.อรุณี ศรีโต ประธานศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับกระทรวงแรงงาน ยังเป็นไปในรูปแบบเดิม จึงไม่เป็นอิสระ ยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานราชการกระทรวงแรงงานอยู่ อย่างเช่น ปลัดกระทรวง ก็ยังเป็นประธานบอร์ด โดยตำแหน่ง ในความเห็นของตน ผู้บริหารกองทุนควรเป็นมืออาชีพทางด้านการบริหารกองทุน พร้อมกับเปิดโอกาส ให้ผู้ประกันตนทุกคนมีส่วนร่วมในการบริหาร มีอำนาจเลือกผู้บริหารกองทุนด้วยตนเอง

    น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้พูดถึงแนวทางลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างการมีส่วนร่วม ซึ่งทางเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) ก็หวังว่าน่าจะได้รับโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในเสนอหลักการที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องคนทำงานทุกกลุ่ม หากรัฐบาลปฏิเสธการขอมีส่วนร่วมครั้งนี้ เท่ากับไม่ตอบโจทย์ของนายกรัฐมนตรีตาม ที่ประกาศไว้

    สำหรับเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) ประกอบด้วย องค์การแรงงานแห่งประเทศไทย คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย เครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ ศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบแห่งชาติ สภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ มูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน มูลนิธิเพื่อนหญิง มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล สมาคมเครือข่ายแรงงานนอกระบบประเทศไทย และสมาคมวิถีทางเลือกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน


     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    โฆษกสำนักงานข้าหลวงด้านสิทธิมนุษยชน ยูเอ็น ออกแถลงการณ์แสดงความผิดหวังกรณีศาลอุทธรณ์พิพากษายืนสมยศ พฤกษาเกษมสุข ย้ำ รบ.ทหาร คืนพื้นที่เสรีภาพ-ปฏิบัติตาม กม.สิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

    23 ก.ย.2557 รูเพิร์ต โคลวิลล์ โฆษกสำนักงานข้าหลวงด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ออกแถลงการณ์แสดงความผิดหวังอย่างยิ่งต่อคำสั่งพิพากษายืนของศาลอุทธรณ์กรณีสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการนิตยสารวอยซ์ออฟทักษิณและนักกิจกรรม เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา ให้ต้องโทษจำคุก 11 ปีจากกรณีตีพิมพ์บทความ 2 ชิ้น ซึ่งถูกระบุว่ามีเนื้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยมีรายงานว่า ไม่มีการแจ้งวันอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ให้ทนายและครอบครัวของสมยศทราบก่อนแต่อย่างใด

    ในแถลงการณ์ระบุว่า เมื่อปี 2556 ข้าหลวงใหญ่เคยแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อกรณีการพิพากษาลงโทษและโทษที่รุนแรงต่อสมยศ โดยชี้ว่า คดีของเขาแสดงถึงความเสื่อมถอยของการปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ขณะที่คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการของยูเอ็นเคยลงมติว่าการควบคุมตัวสมยศเป็นการกระทำโดยพลการและเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปล่อยตัวเขา

    แถลงการณ์ระบุด้วยว่า ตั้งแต่รัฐประหาร 22 พ.ค. เป็นต้นมา เท่าที่ทราบ มีประชาชนที่ถูกคุมขังจากข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพิ่มขึ้นจาก 6 เป็น 22 คน และมีผู้ต้องหาอีก 8 คนที่ไม่อยู่ในการควบคุมตัว

    "เรายังคงขอย้ำข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลทหารให้คืนพื้นที่ของเสรีภาพในการแสดงออกและการอภิปรายสาธารณะ รวมถึงปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนด้วย"
     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    บอร์ด สปสช.ห่วงงบเหมาจ่ายรายหัวปี 58 ไม่พอหลังถูกแช่แข็ง เริ่มเห็นเค้าลางสารพัดปัญหา ด้าน รมว.สธ.คนใหม่ให้เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ รองปลัด สธ. หวั่นเกิดวิกฤตการเงินรุนแรงกระทบ รพ.ในสังกัด

    23 ก.ย. 57 ที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เมื่อวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการประชุมนัดแรก ของ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  ในฐานะประธานบอร์ด สปสช. มีการพิจารณา “ข้อเสนอหลักเกณฑ์การดำเนินงาน และการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2558” เป็นวาระเร่งด่วนเพื่อกระจายงบประมาณไปยังหน่วยบริการในพื้นที่

    ก่อนหน้านี้ รัฐบาลภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาให้คงงบเหมาจ่ายรายหัวของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปี 2558 อยู่ที่ 2,895.09 บาท ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับงบเหมาจ่ายรายของปี 2557 รวมเป็นงบประมาณ 140,718.74 ล้านบาท 

    ดร.คณิศ แสงสุพรรณ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินการคลัง สปสช. กล่าวว่า แม้ว่า สปสช.จะของบเพิ่มเติมที่เป็นไปตามสถานการณ์การบริการที่เกิดขึ้น อาทิ งบบริการผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ งบการดูแลผู้ป่วยจิตเวช แต่กลับไม่ได้รับการจัดสรร ขณะเดียวกันยังถูกปรับลดลง เช่น งบประมาณที่ สปสช.เสนอเพื่อดูแลผู้ป่วยไตวายจำนวน 35,429 ราย แต่กลับได้รับจัดสรรงบน้อยกว่าที่ขอไป 419 ราย ทั้งยังถูกตัดงบค่าตอบแทนพื้นที่เสี่ยงภัยและงบพื้นที่ทุรกันดารอีกว่า 435.20 ล้านบาท และเมื่อประกอบกับจำนวนผู้มีสิทธิระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าปี 2558 มีจำนวนลดลงกว่า 2 แสนคน จากการเปลี่ยนย้ายสิทธิ ส่งผลให้ภาพรวมงบเหมาจ่ายได้รับจัดสรรลดลง 

    “จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ทำให้ภาพรวมของงบเหมาจ่ายรายหัวปี 2558 ลดลง ซึ่งจะส่งผลให้ภาวะการเงินทั้งระบบค่อนข้างตึง คนทำงานโดยเฉพาะผู้ให้บริการอยู่ในภาวะลำบาก ดังนั้นจำเป็นต้องหาทางป้องกันเพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณ อย่างเช่น การทบทวนราคากลางรายการอุปกรณ์และอวัยวะเทียม การต่อรองราคายา การจัดบริการสำรองยา และการขยายขอบเขตและเพิ่มเป้าหมายตรวจสอบการจ่าย และหากยังเป็นปัญหาคงต้องขออนุญาตให้ รมว.สาธารณสุข เสนอของบเพิ่มเติม” ดร.คณิศกล่าว

    นพ.ทรงยศ เจริญชัยชนะ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะผู้แทนปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในกรณีที่งบไม่เพียงพอ หน่วยบริการจะต้องควักกระเป๋าจ่าย ซึ่งแนวโน้นในปีนี้มีโอกาสที่จะเกิดภาวะวิกฤติการเงินที่มีความรุนแรงสูง ทั้งจากการบรรจุและเพิ่มเงินเดือนพนักงานกระทรวงสาธารณสุข (พกส.) การปรับเพิ่มค่ายาและค่าบริหาร และจะส่งผลกระทบต่อเงินบำรุงโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่มีเงินบำรุงอยู่ในภาวะติดลบ นพ.ทรงยศ กล่าวว่า เบื้องต้นกระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมมาตรการรับมือ โดยปรับเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการ แต่สุดท้ายหากตัวเลขงบประมาณยังคงติดลบ รัฐบาลคงต้องมาช่วย โดยรัฐมนตรีสาธารณสุขคงต้องของบมาช่วยหน่วยบริการเหล่านี้  

    นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า จากสถานการณ์งบประมาณเหมาจ่ายรายหัวที่เกิดขึ้น นอกจากการปรับเงินเฟ้อ ค่าตอบแทน และเงินเดือนแล้ว ทางกระทรวงสาธารณสุขยังขอให้ สปสช.ปรับลดการตัดเงินเดือนจากร้อยละ 32.3 ในปี 2557 ลงมาอยู่ที่ 29.4 ในปี 2558 สะท้อนให้เห็นถึงปัญหางบประมาณในระบบรักษาพยาบาล นพ.ณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า เหมือนกับสึนามิที่กำลังจะเกิดขึ้น เรื่องนี้รัฐต้องเข้าใจว่า ปัญหาไม่ได้เกิดจากกระทรวงสาธารณสุขใช้จ่ายฟุ่มเฟือย สธ.ได้เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการอย่างต่อเนื่อง โดยลดค่ายาและเวชภัณฑ์จากร้อยละ 32.2 ของค่าใช้จ่าย ลงมาอยู่ร้อยละ 29.4 ในปัจจุบัน เป็นความพยายามปรับตัวเพื่อให้ระบบอยู่ได้ แต่ก็เป็นความตึงตัวของงบประมาณเช่นกัน ดังนั้นจำเป็นที่ สธ. และ สปสช. ซึ่งอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน ต้องผนึกการทำงานเพื่อให้ก้าวข้ามสถานการณ์นี้ไปได้ และที่สำคัญต้องดูว่ามีแหล่งรายได้อื่นหรือไม่ที่จะนำมาสนับสนุนตรงนี้.

    ศ.นพ.รัชตะ รมว.สธ.สรุปในตอนท้ายว่า ปัญหางบประมาณเหมาจ่ายรายหัวปี 2558 ที่คาดการณ์ว่าจะเกิดปัญหางบไม่เพียงพอนั้น เบื้องต้นคงต้องหารือในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งด้านการลดค่าใช้จ่าย การรวมจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์เพื่อลดราคายา แต่ยังคงคุณภาพและมาตรฐานการรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันต้องมุ่งลดการเจ็บป่วยของประชาชนโดยเดินหน้างานส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาลลงได้

    ส่วนจะมีการขอเพิ่มงบกลางปีเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือไม่นั้น คงต้องขอเวลาช่วง 1-2 ไตรมาสแรกก่อนเพื่อดูตัวเลขงบประมาณ หลังปรับเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารก่อน และหากยังไม่เพียงพอ คงต้องเสนอของบกลางปีเพิ่ม รมว.สธ.กล่าว


    ที่มา สำนักข่าว Hfocus

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai


    เว็บไซต์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประกาศ งานเสวนาวิชาการว่าด้วยเรื่อง “ปี๊บ” ซึ่งจัดโดยคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ซึ่งเดิมมีกำหนดจัดในวันที่ 24 ก.ย. 2557 ที่ตึกนิติศาสตร์ ชั้น1 ถูกเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด

    ทีมา:เว็บไซต์คณะนิติศาสตร์ มช.

    เมื่อสอบถามไปยัง สมชาย  ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หนึ่งในวิทยากร  ได้อธิบายถึงเหตุผลของการเลื่อนการจัดเสวนาว่าด้วยเรื่อง “ปี๊บ” ว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารจากมณฑลทหารบกที่ 33 สองนายได้เข้ามาพูดคุยเจรจาขอความร่วมมือให้งดจัดกิจกรรมเสวนาไปก่อนจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ โดยมีความกังวลว่างานเสวนาครั้งนี้จะมีการพูดถึงเรื่องการเมือง

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai


    ตัวอย่างเพลง “ความจริงที่(อ)ยากจะบอก”
     

    23 ก.ย.2557  เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ร่วมกับบริษัท ป่าใหญ่ ครีเอชั่น จำกัด แถลงข่าวเปิดตัวมิวสิควิดีโอ (เอ็มวี) เพลง “ความจริงที่(อ)ยากจะบอก” ที่สตูดิโอ บริษัท ป่าใหญ่ฯ

    สุนทราพร เกษแก้ว ผู้จัดการโครงการ เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ กล่าวว่า การทำเอ็มวีเพลง “ความจริงที่(อ)ยากจะบอก” เพื่อต้องการสร้างบรรยากาศความเข้าใจในเรื่องเอดส์ เพราะการสื่อสารเรื่องเอดส์เป็นเรื่องสำคัญ หากคนเข้าใจและยอมรับจะทำให้การสื่อสารเรื่องเอดส์ง่ายขึ้น ผู้ติดเชื้อฯ ก็ไม่ต้องคอยปิดบัง และสามารถปรึกษาหารือคนใกล้ชิดทั้งในเรื่องการป้องกัน การดูแลรักษา หรือการใช้ชีวิตในมุมอื่นๆ ได้ แต่ทั้งนี้ ความพร้อมของแต่ละคนนั้นมีไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับการประเมินของเขา เพราะหากบอกเรื่องการมีเชื้อฯ ไปแล้วคนรังเกียจ ผู้ติดเชื้อฯ ก็ไม่อยากจะบอก

    “ปัจจุบัน มีการป้องกันการติดเชื้อฯ ทำให้เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีเมื่อแรกเกิดลดลง คิดเป็นร้อยละ 2.3 ของเด็กที่คลอดจากหญิงตั้งครรภ์ที่มีเชื้อฯ หรือประมาณ 120 คน/ปี และเคยมีตัวเลขประมาณการณ์เด็กที่มีเชื้อฯ อายุ 0 - 19 ปี ว่ามีประมาณ 26,000 คน เอ็มวีนี้จึงตั้งใจทำเพื่อให้คนดูเห็นว่าเด็ก-เยาวชนที่ติดเชื้อฯ เหล่านี้ กำลังเติบโตขึ้นและมีชีวิตไม่ต่างจากคนอื่น ส่วนคนรอบข้างที่อาจจะรู้หรือยังไม่รู้ว่าเขามีเชื้อฯ ก็จะเห็นว่าการยอมรับและความเข้าใจเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กที่มีเชื้อฯ ก้าวต่อไปข้างหน้าได้” สุนทราพร กล่าวและว่า นอกจากนี้ เอ็มวียังตั้งคำถามกับคนดูว่า ถ้ามีคนรักที่ติดเชื้อฯ เขาจะยอมรับได้ไหม ซึ่งคำตอบของคนทำก็คือ ต้องการให้เขายอมรับ และใช้ชีวิตตามปกติ ให้เหมือนเขาเป็นคนเดิม หากทำงานด้วยกันก็ไม่ควรตั้งข้อรังเกียจ หรือไล่ออก

    ด้าน ชุติมา สายแสงจันทร์ คนทำงานดูแลเด็กและวัยรุ่นที่มีเชื้อเอชไอวี กลุ่มเราเข้าใจ กล่าวว่า เด็กที่เขาดูแลอยู่มีหลายแบบ ทั้งมั่นใจในการมีเชื้อเอชไอวีของตัวเอง ไม่มั่นใจเลย หรือมั่นใจว่าอยู่กับเอชไอวีได้ เติบโตได้เหมือนคนทั่วไป แต่ยังคงกังวลที่จะใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นๆ เพราะคนภายนอกอาจยังไม่เข้าใจเรื่องเอชไอวี ซึ่งส่งผลให้การอยู่ร่วมกับคนอื่นเป็นไปได้ยาก

    “การทำให้เยาวชนที่มีเชื้อฯ มั่นใจในคุณค่าของตัวเอง ต้องทำควบคู่กับการให้สังคมเปิดโอกาส เปิดรับความเข้าใจในเรื่องเอชไอวี เลิกตั้งข้อรังเกียจ กีดกัน เพื่อให้เอื้อต่อการพูดคุยกัน ซึ่งมันสะท้อนจากงานวิจัยล่าสุดที่พบว่า เยาวชนที่มีประสบการณ์ในการบอกคู่เรื่องเอชไอวี จะใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ได้มากกว่าคนที่ไม่เคยบอก” นางชุติมา กล่าว

    ตัวแทนจากกลุ่มเราเข้าใจ ให้ข้อมูลว่า งานวิจัยของยูนิเซฟพบว่า อัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อฯ ในประเทศที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งมีประเทศไทยรวมอยู่ด้วยนั้น มีอัตราการเสียชีวิตของทุกกลุ่มลดลง ยกเว้นเพียงช่วงวัยรุ่น อายุ 15 – 19 ปี ที่ยังมีอัตราการเสียชีวิตสูงขึ้น ซึ่งเขามองว่า การจัดการชีวิตในช่วงวัยรุ่นยังคงสุ่มเสี่ยงในหลายเรื่อง เช่น คิดว่าไม่กินยาบ้างก็คงไม่เป็นไร หรือย้ายไปอยู่กับครอบครัวของแฟน แล้วกลัวครอบครัวรู้ ก็เลยไม่กินยา เป็นต้น ซึ่งนี่น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เยาวชนเสียชีวิตเพิ่มขึ้น

    สุริยนต์ จองลีพันธ์ ผู้บริหาร บริษัท ป่าใหญ่ฯ ให้สัมภาษณ์ว่า เอ็มวีเป็นสื่อที่เข้าถึงคนได้ง่าย เพราะเนื้อหาดึงดูด และมีเรื่องราวความรู้สึกที่จะทำให้คนคล้อยตามได้มาก จึงน่าจะทำให้คนรับสารได้ง่าย โดยเนื้อหาของเอ็มวีเพลงนี้ มีเนื้อหาเพื่อบอกผู้ติดเชื้อฯ ให้กล้าพูดเรื่องเอชไอวี/เอดส์กับคนที่สำคัญ แต่ไม่ใช่กับทุกคน เพราะเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปบอกกับทุกคน แต่ต้องดูว่ามีความจำเป็นหรือสำคัญหรือไม่

    “พอเราคุยกับผู้ติดเชื้อฯ แล้วก็พบว่า เขาไม่บอกผลเลือดของเขาหรอก หรือถ้าบอกก็จะบอกกับบางคน โดยการประเมินก่อน ส่วนคนทั่วๆ ไปที่ดูก็จะเห็นว่า ทุกคนมีความจริงที่พูดยาก แต่การจะบอกหรือไม่บอกความจริงนั้น ให้เขาพิจารณาว่ามันมีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน เพราะแม้จะเป็นความจริง แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะพูดได้ทุกเรื่อง บางเรื่องมันอาจเป็นเรื่องยากที่จะบอก” สุริยนต์ กล่าว

    ทั้งนี้ สามารถชมมิวสิกวิดีโอเพลง “ความจริงที่(อ)ยากจะบอก” ได้พร้อมกันทั่วประเทศ ทาง www.youtube.comหรือดาวน์โหลดได้ที่ www.facebook.com/TNPplusตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน นี้ เวลา 08.00 น.เป็นต้นไป

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    23 ก.ย. 2557 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ศาลอาญารัชดาภิเษก นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จำเลยในคดีหมิ่นเบื้องสูง ที่ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ พิพากษาจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ได้นำเงินสดอีก 2 แสนบาท มาวางรวมกับเงินสดจำนวน 5 แสนบาท ที่ใช้ในการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวต่อศาลฎีกา โดยหลังศาลได้พิเคราะห์เหตุผลความจำเป็นแล้วจึงมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวนายยศวริศ ระหว่างฎีกาโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ โดยตีราคาประกัน 7 แสนบาท เมื่อวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา

    นายวิญญัติ กล่าวว่า นายยศวริศน่าจะได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯช่วงเย็นนี้ โดยช่วงสายได้มีญาติเข้าไปเยี่ยมนายยศวริศ ซึ่งทราบแล้วว่า ได้ประกันตัวก็รู้สึกดีใจมากหลังถูกจำคุกมาเกือบ 5 เดือน พร้อมกันนี้ขอขอบคุณศาลที่เมตตา และคาดว่าในช่วงเย็นจะมีแกนนำหลายคนและมวลชนจำนวนหนึ่งเดินทางไปรับนายยศวริศที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ซึ่งตนไม่อยากให้ฝ่ายความมั่นคงว่าเป็นการชุมนุมทางการเมืองแต่เป็นแค่การแสดงความยินดีกับนายยศวริศที่ได้รับอิสระเท่านั้น

    ต่อมา เมื่อเวลา 20.20 น. นายยศวริศได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยเขาระบุว่า ดีใจมากที่ได้รับการปล่อยตัว พร้อมขอขอบคุณศาลที่ให้อนุญาต เพราะคดีนี้ส่วนใหญ่จะไม่ได้ประกัน และขอขอบคุณ แกนนำ นปช. ทั้งหมด ที่ไม่เคยทอดทิ้งกัน และมาเยี่ยมกันตลอด รวมถึงขอบคุณคนเสื้อแดงด้วย

    เขากล่าวว่า ขณะที่การใช้ชีวิตในเรือนจำ ก็ปฏิบัติเหมือนนักโทษทั่วไป และยังมีแนวร่วมคนเสื้อแดงอีกหลายคนที่ถูกคุมขังอยู่ ซึ่งทุกคนต้องดูแลตัวเอง เป็นอย่างดี เนื่องจากภายในเรือนจำค่อนข้างแออัด และนักโทษส่วนใหญ่ป่วยเป็นโรคตาแดง ส่วนในวันพรุ่งนี้ คงจะต้องไปทำบุญก่อน และจะไปพบกับแกนนำ และแนวร่วมคนเสื้อแดงต่อไป

    ขณะที่บรรยากาศเมื่อได้รับการปล่อยตัวนายยศวริศ ได้เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประจำเรือนจำทันที โดยมี ลูกสาวของนายยศวริศสองคน เดินทางมารับและเมื่อพบหน้ากัน ลูกสาวได้โผเข้ากอดและร้องไห้ด้วยความดีใจ และมี นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ นายแพทย์เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. และ แนวร่วม นปช. จำนวนหนึ่ง มารอรับด้วย


    ที่มา:เดลินิวส์ และ มติชนออนไลน์

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    23 ก.ย 2557 คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ร่วมกับศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพอีสาน และกลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา จัดเวทีทิศทางปฏิรูปประเทศไทย ครั้งที่ 3 ในหัวข้อ ‘กฎอัยการศึกกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: กรณีเหมืองแร่ประเทศไทย’ ที่มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) โดยมีกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนอีสานและชาวบ้านมาร่วมบอกเล่าถึงผลกระทบจากกฎอัยการศึก

    จากกรณีความรุนแรงในพื้นที่เหมืองแร่ทองคำจังหวัดเลย และปัญหาการต่อสู้คัดค้าน พบว่าหลังจากการออกกฎอัยการศึก ตามคำสั่งของ คณะรักษาความสงบสุขแห่งชาติ (คสช.) นักสิทธิมนุษยชนที่เคลื่อนไหวและชาวบ้านในพื้นที่ จึงได้ออกแถลงข่าว

    เตียง ธรรมอินทร์ ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ต.ห้วยสามพาด  อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี  กล่าวว่า ชาวบ้านในพื้นที่เคลื่อนไหวคัดค้านเหมืองแร่โปแตชจังหวัดอุดรธานีมาเป็นเวลากว่า 14 ปี โดยมีการยื่นหนังสือคัดค้านการสร้างเหมืองมาตลอด หลัง คสช.ทำรัฐประหาร ชาวบ้านก็มีการยื่นหนังสือไปถึง ผบ.มทบ.24 จังหวัดอุดรธานี และเมื่อวันที่ 18 มิ.ย 57 เจ้าหน้าที่ทหารได้มีการเชิญตัวแทนชาวบ้าน 2 คน ไปชี้แจงข้อมูลโครงการเหมืองแร่โปแตช แต่ชาวบ้านต่อรองขอไปชี้แจง 5 คน เพื่อความปลอดภัย

    เจ้าหน้าที่ได้แจ้งกับชาวบ้านว่าตอนนี้อยู่ในช่วงประกาศใช้กฎอัยการศึก ขอให้ชาวบ้านหยุดเคลื่อนไหวก่อน ซึ่งชาวบ้านก็รับฟังและคิดว่าทหารจะช่วยเหลือได้ แต่เมื่อวันที่ 19 มิ.ย 57 รายการพิเศษ คสช. ‘เดินหน้าประเทศไทย เดินหน้าคืนความสุขให้ชาวอุดรธานี’ เชิญรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ทหาร ตำรวจ และนักธุรกิจในจังหวัดเข้าร่วมเสวนา แต่ในเนื้อหาของรายการกลับสนับสนุนให้ดำเนินโครงการเหมืองแร่โปแตช โดยอ้างว่าทรัพยากรแร่เป็นทรัพยากรของชาติ สามารถขุดนำมาใช้ได้ ชาวบ้านหลายคนจึงเริ่มมีความกระวนกระวายใจจากที่ได้รับฟัง

    ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี กล่าวเพิ่มเติมว่า การประกาศใช้กฎอัยกาศึก ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถรวมตัวเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และยังมีการระงับการออกอากาศวิทยุชุมชนที่ชาวบ้านใช้สื่อสารกันในเรื่องการคัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตช

    “ชาวบ้านไม่เห็นด้วยกับการประกาศกฎอัยการศึก เพราะนายทุนและรัฐสามารถดำเนินโครงการได้อย่างสะดวก แต่ชาวบ้านดำเนินการเคลื่อนไหวอะไรไม่ได้” เตียงกล่าว และระบุว่าในตอนนี้ชาวบ้านทำได้เพียงการส่งหนังสือไปถึงนพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นที่พึ่งสุดท้ายที่ทำได้

    สุวิทย์ กุหลาบวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน เล่าถึงปัญหาโครงการเหมืองแร่โปแตชภายใต้กฎอัยการศึกว่า ควรให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในพื้นที่ หลังจากที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก มีแนวโน้มการทำรายงาน EIA จะผ่านในช่วงนี้ เพราะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องระหว่างนายทุนและรัฐ ซึ่งเป็นที่น่ากังวลเป็นอย่างมากเพราะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้

    สุวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า มีการเลือกปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐต่อผู้ที่สนับสนุนและผู้ที่คัดค้าน ทั้งที่ควรให้ความเป็นธรรมกันทั้งสองฝ่าย และอยากเสนอข้อเรียกร้องให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการออกความคิดเห็นตามหลักสิทธิชุมชนมาตรา 4 แห่งรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 เพราะถ้าสถานการณ์ยังเป็นเช่นในปัจจุบันอาจเป็นการสะสมปัญหาต่อไป

    เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา กล่าวถึงกรณีเหมืองแร่ทองคำจังหวัดเลยว่า  วันที่ 15 พ.ค. 57 ก่อนที่จะมีการประกาศใช้กฎอัยการศึก เกิดเหตุการณ์คุกคามชาวบ้าน โดยมีชายฉกรรจ์ 300 คน พร้อมอาวุธครบมือทำร้ายชาวบ้าน มีการจับมัดมือไขว้หลังและรุมทำร้าย ทำให้ชาวบ้านได้รับบาดเจ็บไปหลายราย เช้าวันที่ 16 พ.ค. 57 จึงมีการปล่อยตัว ต่อมาชาวบ้านเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐหาคนกระทำผิดมาลงโทษและขอกำลังมาคุ้มครองชาวบ้าน เพราะมีการปล่อยข่าวว่าจะมีการขนแร่อีกครั้ง ในคืนวันที่ 19 พ.ค. 57 แต่ข้อเรียกร้องของชาวบ้านกลับไม่เป็นผล

    เลิศศักดิ์ กล่าวต่อว่า หลังมีการรัฐประหาร ได้มีการจัดกองกำลังจากจังหวัดทหารบกเลยจำนวน 1 กองร้อย เข้าไปในชุมชม และมีการจัดตั้งคณะกรรมการทหาร 4 ชุดขึ้นมา อาทิ คณะกรรมการแก้ไขปัญหาเหมืองแร่ทองคำ คณะกรรมการน้ำ คณะกรรมการฟื้นฟูสุขภาพและสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวล้วนแต่เป็นข้าราชการไม่มีชาวบ้านเกี่ยวข้อง

    “เริ่มมีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่ากรรรมการ 4 ชุดนี้ไม่ได้เข้ามาทำหน้าที่อะไร แต่พยามที่จะสร้างกระบวนการขึ้นมาให้ชาวบ้านกับบริษัทคุยกันให้ได้ ภายใต้ข้อเสนอขอขนแร่รอบใหม่” เลิศศักดิ์กล่าว

    ตัวแทนกลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อชาวบ้านเริ่มเห็นได้ชัดเจนแล้วว่าคณะกรรมการทั้ง 4 ชุด ไม่ได้ทำงานเพื่อตอบสนองข้อเรียกร้องของชาวบ้าน จึงมีการทำหนังสือไปถึงทหารในพื้นที่ว่า ไม่ยอมรับการทำงานของคณะกรรมการ 4 ชุด จึงเป็นสาเหตุให้ชาวบ้านถูกเรียกรายงานตัว และทหารในพื้นที่มีการออกประกาศอย่างชัดเจนว่า ‘การไม่ยอมรับกรรมการทั้ง 4 ชุด ก็เท่ากับไม่ยอมรับอำนาจรัฐประหาร’

    กิจกรรมทั้งหมดที่ชาวบ้านเคยทำก่อนประกาศใช้กฎอัยการศึก เช่น การจัดประชุม การรณรงค์ ถูกห้ามหมดดำเนินการทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นในจังหวัดเลย หลังจากนั้นกรรมการทั้ง 4 ชุด เริ่มชักชวนชาวบ้านทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน(MOU) ระหว่างทหาร ข้าราชการ บริษัทเอกชน และชาวบ้าน แต่ชาวบ้านไม่ยอมรับกระบวนทั้งหมด เพราะไม่มีส่วนร่วมกำหนด

    เลิศศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกระบวนการยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาและยังมีความพยายามที่จะดึงชาวบ้านกลับไปร่วมทำบันทึกข้อตกลง แต่ชาวบ้านไม่ให้ความร่วมมือ

    “ถ้าชาวบ้านยังดื้ออยู่ไม่ยอมทำบันทึกข้อตกลงร่วม ก็อาจมีเหตุการณ์ที่ต้องไม่เสียเวลาในการทำบันทึกข้อตกลง เช่น อาจจะมีการขนแร่โดยจะมีทหารเป็นคนคุ้มกันในการขนแร่รอบนี้ นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในจังหวัดเลย” เลิศศักดิ์ กล่าวถึงสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่

    นิติกร ค้ำชู กลุ่มเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม (ดาวดิน) กล่าวว่า หลังมีเหตุการณ์รัฐประหาร นักกิจกรรมนักเคลื่อนไหวในพื้นที่ภาคอีสานอยู่ในภาวะที่ไม่มีสิทธิและไม่มีกฎหมายรับรอง ต้องอยู่ในความหวาดกลัว  ซึ่งกลุ่มดาวดินก็โดนเรียกไปรายงานตัว มีการขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ห้ามลงพื้นที่เหมืองแร่ทองคำจังหวัดเลย 1 ปี แต่ก็ได้แจ้งกลับไปยังเจ้าหน้าที่ว่าคงไม่ได้จริงๆ จึงมีการเจรจาต่อรองเหลือ 1 เดือน

    ตัวแทนกลุ่มดาวดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากที่สถานการณ์ในพื้นที่เริ่มผ่อนคลายลงจึงคิดว่าสามารถลงพื้นได้ แต่ระหว่างการเดินทางมีทหารโทรมาบอกว่า ถ้าไม่ฟังคำเตือน ไปถึงจะจับเลย จึงมีการปรึกษากันในกลุ่มและทุกคนเห็นตรงกันว่าจะจับก็จับ อย่างไรก็ตาม เมื่อเดินทางไปถึงในพื้นที่ชาวบ้านได้เจรจากับทหารทำให้กลุ่มดาวดินสามารถเข้าพื้นที่ได้ แต่ก่อนที่จะเข้าไป ทหารมีการถ่ายรูปและยึดบัตรประชาชนไว้

    “พอเข้าไปในพื้นที่ ก็เดินตามทุกฝีก้าว สุดท้ายก็ไม่ได้ช่วยอะไรชาวบ้าน เพราะเขาเดินตามตลอด สุดท้ายก็โดนไล่กลับไป เขาบอกว่านักศึกษากลุ่มนี้ปลุกปั่นให้ชาวบ้านเกิดความแตกแยก” นิติกรเล่า

    สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้ประสานงานมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) กล่าวปิดงานด้วยการอ่านใบแถลงข่าว เวทีทิศทางปฏิรูปประเทศไทย ครั้งที่ 3 กฎอัยการศึก กับการจัดทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: กรณีเหมืองแร่ประเทศไทย ‘วัฒนธรรมการมีส่วนร่วมของประชาชนถูกคุกคามโดยกฎอัยการศึก’ ร่วมลงนามโดย คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ศูนย์ข้อมูลชุมชน มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ อีสาน (ศสส.) กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา และกลุ่มเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม (ดาวดิน)

    ใบแถลงข่าวระบุข้อเสนอ 2 ข้อ คือ 1.ยกเลิกกฎอัยการศึกเพื่อปิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนกลับคืนมาโดยรัฐบาล คสช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรับรองสิทธิชุมชนตามมาตรา 4 แห่งรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 2.ต้องชะลอการพิจารณากฎหมายแร่และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิเสรีภาพของประชาชนในสภานิติบัญญัติเพื่อนำไปพิจารณาในรัฐสภาหลังจากมีการเลือกตั้ง

     

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ผู้ว่านครราชสีมากำชับห้าม ขรก.ให้ข่าว-แสดงความเห็นแยกจังหวัดบัวใหญ่ ทหารเบรกจัดเสวนาใน ม.ราชภัฏนครราชสีมา ด้านกลุ่มต้าน ลั่นล่า 5 หมื่นชื่อค้านแยกจังหวัด

    23 ก.ย. 2557 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา นายธงชัย ลืออดุลย์ ผวจ.นครราชสีมา ได้เรียกหัวหน้าส่วนราชการ และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รวมทั้งผู้แทนองค์กรต่างๆ ในเขตพื้นที่ 8 อำเภอ มาร่วมประชุมหารือประเด็นความขัดแย้งของภาคประชาชน กรณีการแบ่งแยกตั้งจังหวัดบัวใหญ่ วาระสำคัญ นายธงชัย ผวจ.นครราชสีมา ได้กำชับห้ามหัวหน้าส่วนราชการให้สัมภาษณ์ข่าว และแสดงความคิดเห็นการแยกจังหวัดที่ 78 อย่างเด็ดขาด พร้อมให้นายอำเภอ 8 อำเภอ เร่งจัดตั้งศูนย์ดำรงธรรม และประสาน อปท. จัดหน่วยเคลื่อนที่ตระเวนไปตามท้องถิ่น เพื่อให้บริการประชาชน และรับเรื่องร้องเรียนได้ทั่วถึง รวมทั้งให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครราชสีมา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดสรรงบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ให้พื้นที่ 8 อำเภอ มากขึ้น

    ทหารเบรกจัดเสวนาใน ม.ราชภัฏนครราชสีมา
    สำหรับบรรยากาศที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ หรือตึก 9 มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) นครราชสีมา ช่วงสายที่ผ่านมา บรรดานักศึกษา และบุคลากรทางการศึกษา พากันแตกตื่นตกใจ เมื่อเห็นกลุ่มนายทหารแต่งกายเครื่องแบบเต็มยศ จำนวนนับสิบนาย เดินทางด้วยรถตู้โดยสาร มาจอดด้านข้างอาคาร จากนั้นได้แยกย้ายเดินเท้าสำรวจตามห้องต่างๆ ที่อยู่ในอาคารเฉลิมพระเกียรติ เพื่อตรวจสอบกรณีกลุ่มบัณฑิตวิทยาลัย จัดงานเวทีเสวนาทางวิชาการ ประเด็น พ.ร.บ จัดตั้งจังหวัดบัวใหญ่ หรือไม่

    อดิศร เนาว์นนท์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มรภ.นครราชสีมา ให้สัมภาษณ์ฐานะประธานการจัดเวทีเสวนาดังกล่าวว่า เป็นที่น่าเสียดาย ที่ไม่สามารถจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ ทั้งๆ ที่มิได้แอบแฝงทางการเมืองแต่อย่างใด ผู้จัดซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาปริญญาเอก และ โท ได้เชิญกลุ่มที่มีความคิดต่าง นำเสนอเหตุผลเชิงวิชาการ เพื่อมาพูดคุยถกเถียงกันด้วยเหตุ และผลบนเวทีฯ ดีกว่าการจัดกิจกรรมล่ารายชื่อตามท้องถนน สาเหตุเกิดจากกองทัพภาคที่ 2 อ้างไม่ต้องการขยายปมความขัดแย้ง และอาจหมิ่นเหม่กฎอัยการศึก จึงประสานผ่านทางผู้บริหาร มรภ. นครราชสีมา เพื่อร้องขอให้พวกเรางดจัดกิจกรรม

    “ทหารในเครื่องแบบ เดินไปมาตามตึกเรียน เสมือนมาล้อมจับคนร้าย เป็นการไม่ให้เกียรติสถานที่ รวมทั้งนักศึกษา และนักวิชาการ พวกเราไม่มีแนวคิดที่จะสร้างปัญหาให้เลย ทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดี ทั้งๆ ที่ได้ยืนยันยกเลิกการจัดกิจกรรมกับนายทหารแล้ว” อดิศร กล่าว  

    ลั่นล่า 5 หมื่นชื่อค้านแยกจังหวัด
    เมื่อเวลา 11.45 น. ที่บ้านเลขที่ 381/179 ภายในหมู่บ้านจัดสรรพลล้านวิลล่า เขตเทศบาลนคร นครราชสีมา นายประทีป ณ นคร แกนนำกลุ่มนักรบเมืองย่า พร้อมแนวร่วม 20 คน ได้แสดงพลังคัดค้านการแยกจังหวัดบัวใหญ่ ถือป้ายข้อความ “นักรบเมืองย่า พิทักษ์ชาติ ราชบัลลังก์ กล้าหาญ เสียสละ ปกป้องสถาบัน” , “คัดค้าน แบ่งแยกแผ่นดินย่า” , “จะเรียกว่าหลานย่าโมได้อย่างไร ถ้าแก่ไม่ใช่คนนครราชสีมา ย่าฉันชื่อโม ” ท่ามกลางเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองนอกเครื่องแบบ คอยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

    นายประทีปกล่าวว่า พวกเราได้คำนึงถึงมาตรการความสงบเรียบร้อย จึงปรับเปลี่ยนกิจกรรม โดยไม่นำมวลชนเคลื่อนไปข้างนอก รวมทั้งงดการแสดงออกด้วยถ้อยคำที่รุนแรง และหยาบคาย กลุ่ม ฯ ต้องการให้คนโคราชทั้ง 32 อำเภอ ตระหนักถึงความสำคัญของความปรองดอง คือการรวมกัน มิใช่แยกออกจากกัน หากอำเภออื่นๆ มีแนวคิดต้องการจัดตั้งจังหวัดใหม่ ใช้โมเดลจังหวัดบัวใหญ่ จะทำให้เกิดผลกระทบต่อการบริหารประเทศ เป็นอุปสรรคของรัฐบาล เพราะมัวแต่แก้ปัญหาการแบ่งแยกจังหวัดในอีกหลายพื้นที่

    นายประทีป กล่าว ขอเรียกร้องให้กลุ่มที่ต้องการจัดตั้งจังหวัดบัวใหญ่ ยุติการเคลื่อนไหวอย่างแท้จริง หากสามารถทำได้ พวกเราก็พร้อมที่จะหยุดเช่นกัน โดยไม่มีเงื่อนไข จึงวิงวอนไปถึงผู้ที่มีอำนาจฝ่ายปกครอง และทหาร ตลอดจนรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ ฯ ดำเนินการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ข้อมูลเป็นที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ไม่ควรปิดบังจนถูกเป็นที่กล่าวหาว่าสองมาตรฐานในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามหากเบื้องหน้าหยุดการเคลื่อนไหว แต่เบื้องหลังยังดำเนินการต่อ เราก็พร้อมที่จะล่ารายชื่อให้ได้ 5 หมื่นคน คัดค้านการแยกจังหวัดเช่นกัน



    ที่มา:กรุงเทพธุรกิจออนไลน์และ มติชนออนไลน์

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ชาวสิงคโปร์เหมารถบัส 4 คันข้ามฟากมายะโฮร์ บารู ประเทศมาเลเซีย เพื่อชมภาพยนตร์ต้องห้าม เรื่องราวของนักการเมืองฝ่ายซ้ายสิงคโปร์ที่หนีการปราบปรามช่วงทศวรรษที่ 1960 และมีชีวิตใหม่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและมาเลเซีย และต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ในประเทศเพื่อนบ้าน บางรายหันมาเปิดโรงงานบะหมี่และแผ่นเกี๊ยวอยู่หาดใหญ่

     

     

     

    เมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา รถบัส 4 คันพาผู้โดยสารชาวสิงคโปร์ข้ามช่องแคบยะโฮร์ มายังเมืองยะโฮร์ บารู ของมาเลเซีย เพื่อชมภาพยนต์ "To Singapore, with Love" ซึ่งถูกห้ามฉายในสิงคโปร์ ทั้งนี้ตามรายงานของเพจ Freedom Film Festival

    ทั้งนี้การฉายภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลภาพยนตร์ "Freedom Film Festival" ที่จัดเป็นประจำในประเทศมาเลเซีย โดยในวันที่ 19 ก.ย. สัญจรไปจัดที่โรงแรม 11@Century เมืองยะโฮร์ บารู ซึ่งอยู่ตอนใต้สุดของคาบสมุทรมลายู ติดกับประเทศสิงคโปร์ (ชมคลิปบรรยากาศเทศกาลภาพยนตร์โดย TCC)

    สำหรับภาพยนตร์สารคดีเรื่อง "To Singapore with love"เผยแพร่ครั้งแรกในเดือนธันวาคมปี 2556 เป็นผลงานกำกับล่าสุดของ ตันปิงปิง (Tan Pin Pin) ผู้กำกับชาวสิงคโปร์ เป็นราวในอดีตและปัจจุบันของนักการเมืองคนสำคัญในสิงคโปร์ที่หนีออกจากประเทศในทศวรรษที่ 1960s เนื่องจากเกรงว่าจะถูกรัฐบาลควบคุมตัวอันเนื่องมาจากความเชื่อและการเคลื่อนไหวของพวกเขา พวกเขาจำนวนมากถูกห้ามไม่ให้กลับประเทศ และจำเป็นต้องไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในประเทศอื่น อย่างไรก็ตามแม้พวกเขาจะอยู่ห่างไกลจากสิงคโปร์แต่ความรักที่มีต่อประเทศและความรู้สึกว่าเป็นคนสิงคโปร์ยังคงอยู่เหมือนเดิม ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังฉายให้เห็นวิธีกำหนดกรอบประวัติศาสตร์สิงคโปร์ ตามที่คนสิงคโปร์รับรู้ในปัจจุบันด้วย

    ตัวอย่างภาพยนตร์ "To Singapore with love"

    โดยตัวอย่างภาพยนตร์ความยาว 4 นาที เปิดเรื่องด้วย อดีตนักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนหนึ่งพำนักอยู่ที่ยะโฮร์ บารู ประเทศมาเลเซีย และติดต่อกับญาติในสิงคโปร์ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ โดยญาติคนหนึ่งที่กำลังสนทนาในวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ขอร้องไม่ให้เขาบันทึกวิดีโอเพื่อไม่ให้ญาติพี่น้องเดือดร้อน

    จากนั้นวิดีโอตัดภาพมาที่สมาชิกพรรคอีกสองรายคือ "ยับ วัน ปิน" และ "ตัน ฮี คิม" ปัจจุบันเปิดโรงงานในตึกแถวเพื่อทำบะหมี่และแผ่นเกี๊ยวที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ทั้งนี้พวกเขาเล่าว่าเดิมเคยเป็นสมาชิกพรรคกิจประชาชน (PAP) พรรครัฐบาลหนึ่งเดียวของสิงคโปร์ หลังจากนั้นเนื่องจากมีประเด็นที่สิงคโปร์เข้ามารวมกับมาเลเซียในเวลานั้น ทำให้พวกเขาลาออกจากพรรคกิจประชาชน และไปเข้ากับพรรคแนวร่วมสังคมนิยม (Barisan Sosialis) และในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ปี 1963 ที่เกิดปฏิบัติการ "Operation Coldstore" มีการควบคุมตัวสมาชิกพรรคแนวร่วมสังคมนิยมและแนวร่วมฝ่ายซ้ายกว่า 111 คน ทำให้พวกเขาหนีออกจากสิงคโปร์

    ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ได้รับรางวัล ผู้กำกับยอดเยี่ยมในงานเทศกาลภาพยนตร์ดูไบ (Dubai International Film Festival) ครั้งที่ 10 และได้รับรางวัล Special Mention ในงานเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติศาลายาครั้งที่ 4 (Salaya International Documentary Festival)

    สำหรับภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนภาพยนตร์เอเชีย (Asian Cinema Fund) และเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน (Busan International Film Festival) ขณะเดียวกันภาพยนตร์ยังได้รับการฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน (Berlin International Film Festival), เทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติโซล (Seoul International Documentary Festival)

    ในเดือนกันยายน ภาพยนตร์สารคดี "To Singapore with love" ถูกห้ามฉายในสิงคโปร์ โดยองค์การพัฒนาสื่อของสิงคโปร์ (Media Development Authority) อ้างว่าบุคคลที่ปรากฏในภาพยนตร์ "บิดเบือนและให้ข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ" ว่าพวกเขาออกจากสิงคโปร์และอยู่ภายนอกสิงคโปร์ได้อย่างไร และผู้ที่อ้างตัวว่า "ลี้ภัย" เหล่านี้เป็นสมาชิกหรือเคยให้ความช่วยเหลือพรรคคอมมิวนิสต์มลายา

    ทั้งนี้ศิลปิน 39 รายในสิงคโปร์ ได้ออกแถลงการณ์ "แสดงความไม่พอใจอย่างยิ่ง" และเรียกร้องให้องค์การพัฒนาสื่อของสิงคโปร์ทบทวนคำสั่งดังกล่าว ขณะที่ตันปิงปิง ผู้กำกับสารคดีเองก็อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะส่งภาพยนตร์สารคดี "To Singapore with love" เข้าสู่การจัดเรทติ้ง

    สำหรับภาพยนตร์เรื่อง "To Singapore with Love" มีกำหนดฉายในเทศกาลภาพยนตร์ "Freedom Film Festival" วันที่ 11 ต.ค. ที่ GC Curry House เมืองควนตัน รัฐปาหัง ประเทศมาเลเซีย และในวันที่ 25 ต.ค. ที่ห้องออดิทอเรียม A อาคาร KOMTAR เมืองจอร์จทาวน์ รัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai