Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    0 0

    เดชรัตเสนอโครงสร้างการเกษตรไทยเปลี่ยนไปในรอบ 20 ปี โดยเฉพาะแรงงานค่อนข้างน่าเป็นห่วง พบแรงงานภาคเกษตรมีผู้สูงอายุมากขึ้น ส่วนที่ดินยังไม่น่าห่วง ด้านทุนและเทคโนโลยีพบพื้นที่การปลูกข้าวยังกระจายตัว แต่หมูและไก่ตกอยู่ในมือทุนรายใหญ่ เชื่อธุรกิจใหญ่ยังไม่โดดลงมาเล่น ถ้ายังคุมความเสี่ยงไม่ได้

    เดชรัต สุขกำเนิด

    ภาคเกษตรของไทยกำลังเปลี่ยน แต่เปลี่ยนไปอย่างไร เป็นโจทย์ที่ต้องหาคำตอบ เดชรัต สุขกำเนิด จากภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พยายามตอบโจทย์ข้างต้นผ่านงานศึกษา ‘การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมการเกษตรของไทยในรองสองทศวรรษ: การวิเคราะห์ผ่านการสำมะโนการเกษตรปี พ.ศ.2536, 2546 และ 2556’ ในงานโครงการเวทีเครือข่ายงานวิจัยไทยศึกษา หัวข้อ ‘พลวัตสังคมเกษตรในยุคเสรีนิยมใหม่’ ที่จัดขึ้นที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวานนี้ (2 ธันวาคม 2559)

    เมื่อพูดถึงเรื่องเชิงโครงสร้าง เดชรัตมุ่งไปที่ 3 ประเด็นหลักคือที่ดิน แรงงาน และทุน เขาเริ่มอธิบายจากประเด็นที่ค่อนข้างอ่อนไหวในสังคมไทยอย่างที่ดิน ซึ่งดูจะเป็นประเด็นที่ชี้เป็นตายว่าเกษตรกรรายย่อยจะสามารถอยู่รอดหรือไม่

    เดชรัต กล่าวว่า ในระยะเวลา 20 ปี ตั้งแต่ปี 2536-2556 จำนวนครัวเรือนเกษตรกรไทยยังเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มไม่มาก จาก 5.65 ล้านราย เป็น 5.91 ล้านราย หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 5 ในแง่ดีคือยังมีครัวเรือนเกษตรอยู่ ไม่ได้น้อยลง แต่ขณะเดียวกันพื้นที่การเกษตรกลับลดลงเล็กน้อยจาก 118.76 ล้านไร่ เหลือ 116.62 ล้านไร่ ลดลงประมาณร้อยละ 2

    “สิ่งที่เรากังวลว่าพื้นที่การเกษตรจะเสียให้แก่ภาคอุตสาหกรรมและเมือง เมื่อมองในภาพรวม หมายถึงส่วนที่เสียก็มี แต่ก็ไปเพิ่มที่อื่น ดังนั้น โดยภาพรวมในด้านที่ดินยังไม่ปรากฏชัด แต่ก็มีคนเป็นห่วงว่า ที่ดินน้อยลงขณะที่คนเพิ่มขึ้น เนื้อที่ถือครองโดยเฉลี่ยจะเป็นอย่างไร ก็เป็นไปตามคาด เนื้อที่ถือครองเฉลี่ยต่อครัวเรือลดลงพอสมควร จากเดิมเฉลี่ย 21 ไร่ต่อครัวเรือนเกษตร 1 ราย ตอนนี้เหลือ 19.7 ไร่ต่อครัวเรือนเกษตร 1 ราย ลดลงประมาณร้อยละ 6”

    เมื่อจำแนกตามพื้นที่ถือครอง จะพบว่ารายใหญ่ที่ถือครองที่ดินการเกษตรจำนวนมากยังเห็นภาพไม่ชัดเจนว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น ตลอด 20 ปี ผู้ที่ถือครองที่ดินการเกษตรตั้งแต่ 40-139 ไร่ในปี 2536 เท่ากับ 0.69 ล้านรายและยังคงเท่าเดิมในปี 2556 ส่วนผู้ที่ถือครองที่ดินการเกษตรตั้งแต่ 140 ไร่ขึ้นไปในปี 2536 เท่ากับ 0.03 ล้านราย ซึ่งก็ยังคงเท่าเดิมกับในปี 2556 เช่นกัน โดยครัวเรือนเกษตรส่วนใหญ่ 3 ล้านรายถือครองที่ดินประมาณ 10-30 ไร่ ในปี 2556 ลดลง 0.06 ล้านรายจากปี 2536 จากข้อมูลข้างต้น เดชรัตจึงเห็นว่าการล่มสลายของภาคการเกษตรและฟาร์มขนาดเล็กยังไม่ปรากฏชัดเจน

    “แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือความมั่นคงในการถือครองที่ดิน การถือครองที่ดินดีขึ้นเล็กน้อยคือมีผู้ถือโฉนด 3.7 ล้านรายในปี 2546 เพิ่มขึ้นมาเป็น 4.0 ล้านรายในปี 2556 หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 7 ซึ่งถือว่าน้อยไป ถ้าเพิ่มในอัตรานี้ คงต้องใช้เวลาไปอีก 40 ปีกว่าเกษตรกรไทยจะมีความมั่นคงในที่ดิน”

    ส่วนด้านประโยชน์การใช้ที่ดิน พบว่า ข้าวมีพื้นที่ปลูกลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ 55.4 เหลือร้อยละ 51.3 ในรอบ 20 ปี แต่ที่เพิ่มมากคือยางพารา จากร้อยละ 8.0 ในปี 2536 เป็นร้อยละ 14.5 ในปี 2556 โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่ปลูกยางพาราเพิ่มขึ้นเกือบ 4 ล้านไร่ในช่วงเวลาตั้งแต่ 2546-2556 การเปลี่ยนแปลงนี้บ่งบอกว่าเกษตรกรตอบสนองต่อราคา

    “แต่การตอบสนองต่อราคาของเกษตรกรเป็นการตอบสนองราคาแบบตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว คือราคาดีแล้วค่อยตาม แต่ในแง่การวางแผนด้านการผลิตการเกษตรต้องวางแผนล่วงหน้า คือปลูกสิ่งที่กำลังจะราคาดี แต่ของเราคือสิ่งไหนราคาดี เราจะปลูก คือเกษตรกรใช้ข้อมูลอย่างดีที่สุดเท่าที่มี แต่มันมีไม่พอที่จะใช้ตัดสินใจแล้วเกิดความมั่นคงในฐานะความเป็นอยู่ได้”

    แต่ประเด็นที่น่าเป็นห่วงในมุมมองเดชรัตคือเรื่องแรงงาน ตั้งแต่ 2536-2556 เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรของครัวเรือนเกษตรชัดเจน สัดส่วนหัวหน้าครัวเรือนเกษตรที่มีอายุ 25-43 จากร้อยละ 17 ในปี 2536 ลดเหลือเพียงร้อยละ 5.2 ในปี 2556 ส่วนกลุ่มอายุ 35-44 ก็ลดลงจากร้อยละ 28.4 เหลือร้อยละ 18.4 ขณะที่ช่วงอายุ 45-54 ปี, 55-64 ปี และ 65 ปีขึ้นไปกลับมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แนวโน้มนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับอายุของสมาชิกในครัวเรือนการเกษตรที่คนวัยตั้งแต่ 25-44 ปีมีสัดส่วนลดลง แต่ช่วยวัยตั้งแต่ 45-65 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น เมื่อมองในเชิงจำนวน พบว่า จำนวนสมาชิกครัวเรือนที่ทำการเกษตรลดลงจาก 11 ล้านรายในปี 2536 หรือ 8.55 ล้านรายในปี 2556

    “เรื่องแรงงานจะเป็นปัจจัยสำคัญที่บีบคั้นเกษตรกรในอนาคต” เดชรัต สรุป

    ในด้านของทุน เดชรัต กล่าวว่า การเข้ามาของทุนนิยมแบบเสรีจะมีส่วนเข้ามาแย่งสัดส่วนการผลิตในภาคเกษตรจากเกษตรกรรายย่อยมากน้อยแค่ไหน คำตอบคือแย่งเฉพาะบางตัวเท่านั้น โดยเฉพาะในตัวที่มีเทคโนโลยีดีพอจะควบคุมไม่ให้เกิดความเสี่ยงในการผลิต

    “แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือความมั่นคงในการถือครองที่ดิน การถือครองที่ดินดีขึ้นเล็กน้อยคือมีผู้ถือโฉนด 3.7 ล้านรายในปี 2546 เพิ่มขึ้นมาเป็น 4.0 ล้านรายในปี 2556 หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 7 ซึ่งถือว่าน้อยไป ถ้าเพิ่มในอัตรานี้ คงต้องใช้เวลาไปอีก 40 ปีกว่าเกษตรกรไทยจะมีความมั่นคงในที่ดิน”

    เดชรัตนำเสนอข้อมูลว่า พื้นที่ปลูกข้าวขนาดใหญ่ที่มีเนื้อที่มากกว่า 140 ไร่ขึ้นไป มีส่วนแบ่งในเนื้อที่ปลูกข้าวร้อยละ 1.28 ในปี 2536 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 1.88 ในปี 2556 โดยร้อยละของเนื่อที่การปลูกข้าวส่วนใหญ่ยังอยู่ที่พื้นที่ขนาดกลางคือขนาดประมาณ 10-39 ไร่ หมายความว่าโครงสร้างการผลิตข้าวมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก

    “แต่ที่เปลี่ยนมากคือการเลี้ยงสุกรที่กระจุกอยู่ในมือรายใหญ่ จากข้อมูลพบว่า สัดส่วนผู้เลี้ยงสุกรเพียงร้อยละ 1.5 ของผู้เลี้ยงทั้งหมดแต่คุมผลผลิตถึง 2 ใน 3 ของปริมาณสุกรในประเทศ ในไก่ก็มีลักษณะเดียวกัน

    “สรุป การถือครองที่ดินไม่ใช่จุดที่น่ากังวลมาก จริงๆ แล้วเป็นผล ถ้ามีปัญหาเรื่องแรงงาน เรื่องสู้ทุนไม่ได้ จึงจะเกิดการเสียที่ดิน จุดสำคัญอยู่ที่แรงงานกับทุน ถ้าทุนขยายเข้ามาแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง แต่จำกัดวง หมายความว่าถ้าตรงไหนที่ความเสี่ยงเยอะ ทุนจะไม่สนใจ จะสนใจเฉพาะที่มีความเสี่ยงน้อยและควบคุมได้ ในอนาคตเราคงต้องให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่ทดแทนการใช้แรงงาน ต้องดูว่าเขาจะบุกตรงไปไหน ต้องไปเตรียมความพร้อมในจุดนั้น แล้วทำให้เรื่องความมั่นคงการถือครองที่ดินดีขึ้น รวมถึงข้อมูลด้านราคาที่จะนำมาใช้ในการวางแผน ไม่ใช่ข้อมูลย้อนหลัง แต่เป็นข้อมูลไปข้างหน้า”

    ผู้สื่อข่าวประชาไทสอบถามว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ระบุถึงการสนับสนุนให้เกิดเกษตรแปลงใหญ่ ปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลต่อการสูญเสียที่ดินของเกษตรกรรายย่อยหรือไม่ เดชรัต ตอบว่า คำว่าเกษตรแปลงใหญ่ ไม่ได้แปลว่าธุรกิจเกษตรรายใหญ่จะลงมาผลิตเอง จากตัวเลขที่มีอยู่จะพบว่า ถ้ามีความไม่แน่นอนอยู่ในการผลิต ทุนรายใหญ่จะไม่เข้ามาทำการผลิตเอง แต่จะควบคุมผ่านปัจจัยการผลิต หมายถึงได้กำไรจากการขายปัจจัยการผลิตกับการซื้อผลผลิต

    “ส่วนมากที่สุดที่จะเกิดขึ้นในฝั่งทุนก็คือ นาแปลงใหญ่หรือเกษตรแปลงใหญ่เมื่อเกิดขึ้นแล้วอาจจะมีธุรกิจใหม่ขึ้นมาอีกธุรกิจหนึ่งที่เกี่ยวกับเครื่องจักรกลการเกษตรที่จะสามารถเข้าไปได้เยอะขึ้น ให้บริการได้มากขึ้น คือได้กำไรจากการใช้เครื่องจักรกลเหล่านี้มากขึ้น

    “แต่การที่จะเข้าไปแล้วเกิดความล่มสลายของเกษตรกรรายย่อยจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเทคโนโลยีนั้น เขาควบคุมได้จนความเสี่ยงในการผลิตเหลือน้อยมากๆ แล้ว ถ้าความเสี่ยงในการผลิตยังมากอยู่ เขาจะมอบความเสี่ยงนั้นให้เป็นของเกษตรกรรายย่อยเป็นผู้เสี่ยงแทน เพราะฉะนั้นก็ไม่ได้คิดว่าเขาทำเกษตรแปลงใหญ่เพื่อไปครอบครองแทนที่ อันนี้จากข้อมูลที่ผมมี อีกประเด็นหนึ่งคือ ธุรกิจการเกษตรรายใหญ่อาจจะหวังว่าถ้าทำเกษตรแปลงใหญ่แล้ว ต้นทุนในการติดต่อทำธุรกรรมและรวบรวมผลผลิตจะง่ายขึ้น ซึ่งจะทำให้ต้นทุนของธุรกิจการเกษตรรายใหญ่ลดลง ขณะเดียวกันก็อาจจะช่วยให้รายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้นจากต้นทุนที่ลดลง แต่คงไม่มีนัยในทางตรง

    “นัยในทางตรงก็ขอให้จับตาเรื่องเทคโนโลยีอย่างเดียว ถ้าเทคโนโลยีค่อนข้างแน่นอนแล้วว่า เมื่อผลิตแล้วความเสียหายจะน้อย เมื่อนั้นเขาจะลงมาเต็มๆ เหมือนกับสุกรและไก่”

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    โฆษก กรธ. ระบุ คสช. ยังคงมีอำนาจ ม.44 อยู่ แม้ใช้ รธน. ใหม่ สนช. ดำรงตำแหน่งหน่วยงานต่าง ๆ ยังนั่ง สนช. ได้จนกว่ามี ส.ส.- ส.ว. ใหม่ แต่ลงเลือกตั้งต้องลาออกใน 90 วัน 

     
    เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2559 ASTV ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่านายอุดม รัฐอมฤต โฆษกคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงว่า จากการที่ กรธ. ได้มีตัวแทนเข้าไปร่วมสัมมนากับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิก สนช. ภายหลังหากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีการประกาศใช้นั้น กรธ. ยืนยันว่า สมาชิก สนช. ที่ดำรงตำแหน่งหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ และกรรมการในรัฐวิสาหกิจ สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัย ที่ปรึกษาหน่วยงานของรัฐ ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ สนช. ต่อไปได้ จนกว่าจะมีสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาชุดใหม่ เนื่องจากในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญได้มีการบัญญัติรับรองเอาไว้แล้ว
           
    โฆษก กรธ. กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม หากสมาชิก สนช. จะลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. จะต้องลาออกจากตำแหน่งภายใน 90 วัน นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีกระบวนการสรรหา ส.ว. ตามบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญ หากสมาชิก สนช. คนใด มีชื่ออยู่ในกระบวนการคัดเลือก ส.ว. ดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องลาออกจากตำแหน่ง สนช.
           
    เมื่อถามว่า ภายหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ คสช. จะมีอำนาจใช้ มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 เต็มที่เหมือนเดิมหรือไม่ นายอุดม กล่าวว่า ในรัฐธรรมนูญได้บัญญัติรับรองให้ คสช. ยังคงมีหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่า ในทางปฏิบัติการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ทางผู้ใช้อำนาจ น่าจะต้องคำนึงถึงรัฐธรรมนูญเพื่อไม่ให้เกิดข้อขัดแย้งทางกฎหมายอยู่แล้ว ส่วนคำสั่งของ คสช. ตามมาตรา 44 ที่มีอยู่ก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญยังคงมีผลต่อไปตามกฎหมายจนกว่า คสช. จะมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งที่ออกไปก่อนหน้านั้น
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

     

    3 ธ.ค. 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 8.45 น. ที่ชัยภูมิ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวในข้อหาความผิดตามมาตรา 112 จากการแชร์พระราชประวัติรัชกาลที่ 10 ของบีบีซีไทย รายงานข่าวในพื้นที่แจ้งว่า เจ้าหน้าที่แสดงหมายจับขณะเข้าจับกุมตัวเขา เบื้องต้นทราบว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังนำตัวเขาไปยัง สภ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ
     
    ไผ่โดนจับขณะทำกิจกรรมธรรมยาตรากับพระไพศาล วิสาโล ปัจจุบันพระไพศาลยังคงมุ่งมั่นธรรมยาตราต่อ
     
    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ผู้แจ้งความกรณีนี้คือ พ.ท.พิทักษ์พล ชูศรี รองหัวหน้ากองยุทธการ มณฑลทหารบกที่ 23 ขอนแก่น ซึ่งเข้าแจ้งความต่อ สภ.เมืองขอนแก่นเมื่อ 2 ธ.ค.2559 และตำรวจขอศาลจังหวัดขอนแก่นออกหมายจับต่อมา
     
    อนึ่งพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 ของบีบีซีไทยนั้นเผยแพร่ในวันที่ 2 ธ.ค. และถูกกล่าวถึงอย่างมากในโซเชียลมีเดีย มีคนแชร์กว่า 2,697 (ณ เวลา 13.00 น. ของวันที่ 3 ธ.ค.)  โดยไผ่เป็นคนหนึ่งที่แชร์และมีการคัดลอกเนื้อหาจากชิ้นงานดังกล่าว 4 ย่อหน้ามาโพสต์ในสเตตัสก่อนแชร์ โดยไม่ได้เขียนอะไรเพิ่มเติม ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่าเบื้องต้นจตุภัทร์ยืนยันจะไม่ลบโพสต์ดังกล่าว

     
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    กรมสรรพากรประกาศเลื่อนโอนเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอีกรอบ หลังพบรายชื่อซ้ำกันนับหมื่นราย เร่งตรวจสอบคาดจ่ายเร็วสุดสัปดาห์หน้า

     
    3 ธ.ค. 2559 เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจรายงานว่านายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่าหลังจากที่ประชุม ครม.เห็นชอบให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐทั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ( ธ.ก.ส.), ธ.ออมสิน และธ.กรุงไทย โอนเงินช่วยเหลือรายย่อยจากโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อดูแลค่าครองชีพให้กับผู้มีรายได้น้อยนอกภาคเกษตร 1,500-3,000 บาท/ราย รวมไปถึงเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยได้รับเงินช่วยเหลือ 3,000 บาท ในวันนี้ (3 ธ.ค.) ยังไม่สามารถโอนเงินได้ จากเดิม กำหนดให้โอนพร้อมกันตั้งแต่ 1 ธ.ค. โดยขอตรวจสอบรายชื่อให้ชัดเจนถูกต้องก่อน แล้วจะเร่งโอนให้เร็วที่สุด 
     
    อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีการตัดชื่อผู้ไม่ได้รับสิทธิ์นับหมื่นราย เนื่องจากไม่เข้าข่ายตามเงื่อนไขที่กำหนด ทั้งเสียชีวิต บางรายรายได้เกินกำหนด โดยต้องตรวจสอบชัดเจนก็เพื่อต้องการให้การโอนเงินช่วยเหลือตรงกับหลักเกณฑ์ผู้ได้รับสิทธิ์จริง 
     
    ส่วนมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อนำเงินค่าใช้จ่ายที่พัก ค่าทัวร์ ระหว่างการท่องเที่ยวในช่วงปลายปีอีก 15,000 บาท นักท่องเที่ยวต้องเก็บใบเสร็จรับเงิน ทั้งแบบแยกรายละเอียด เพื่อแยกชัดเจนสำหรับค่าใช้จ่ายด้านอื่น และใบเสร็จแบบลดหย่อน เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานในการหักลดหย่อนภาษี 
     
    ทั้งนี้ กลุ่มผู้มีรายได้น้อยภาครัฐได้เปิดลงทะเบียนก่อนหน้านี้ และกำหนดว่าหากมีรายได้ไม่ 30,000 บาทต่อปี ได้รับรับเงินช่วยเหลือจาก 3,000 บาทต่อราย หากมีรายได้ 30,000-100,000 บาทต่อปี ได้รับเงินช่วยเหลือ 1,500 บาทต่อราย รวมจำนวน 5.4 ล้านราย วงเงิน 12,750 ล้านบาท ส่วนเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยได้รับเงินช่วยเหลือ 3,000 บาทต่อราย จำนวน 2.9 ล้านราย วงเงิน 6,000 ล้านบาท จากผู้ลงทะเบียนและผ่านการตรวจสอบเบื้องต้น 8.3 ล้าน 
     
    นายพรชัย ฐีระเวช รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า การที่ยังไม่สามารถโอนเงินในวันนี้ได้เพราะตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ผู้ลงทะเบียนบางส่วน มีรายได้เกินกว่าปีละ 100,000 บาท มากกว่า 10,000 ราย และไม่สามารถชี้แจงตามหลักฐานที่กรมสรรพากรตรวจพบ เช่น ผู้ลงทะเบียนบางส่วน สำแดงรายได้ไม่ตรงกับที่ระบุ อีกทั้งยังพบการขอเงินคืนจากภาษีหัก ณ ที่จ่าย ประกอบกับผู้ลงทะเบียนจำนวนหนึ่ง ลงทะเบียนซ้ำกันหลายธนาคาร ซึ่ง สศค. จะยึดข้อมูลการโอนเงินผ่านธนาคารสุดท้ายที่ลงทะเบียน คาดว่า จะสามารถโอนเงินได้ภายในสัปดาห์หน้า แต่ไม่สามารถกำหนดวันได้ชัดเจน 
     
    รายงานจากกระทรวงการคลังระบุว่า จากการตรวจสอบข้อมูลรายได้ผู้ลงทะเบียนฯ โดยใช้หมายเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก พบว่า ผู้ลงทะเบียน 8.3 ล้านคน มีผู้ลงทะเบียนซ้ำธนาคารกัน 2-3 ธนาคาร รวมกว่า 4.6 หมื่นพคน รวมทั้งบางคนชื่อต่างกันแต่ใช้เลขบัตรประชาชนเดียวกัน จึงต้องส่งให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบให้ชัดเจนว่า หมายเลขบัตรประชาชนที่ซ้ำกันเป็นของบุคคลใด 
     
    ทั้งนี้ ประชาชนสามารถตรวจสอบรายชื่อว่า มีสิทธิ์ได้รับเงินตามมาตรการรัฐหรือไม่ ผ่านเว็บไซด์กรมสรรพากร www.rd.go.th หรือ เวปไซด์ www.epayment.go.th และ http://govwelfare.rd.go.th
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

     


    ใครกันนะที่มาร่ำไห้?
    จนน้ำตาไหลเป็นสายอาบก้อนหิน
    ผ่านกลีบดอกหญ้าหยาดหยดรดลงดิน
    จนธุลีซีดสิ้นเป็นสีดำ

    ใครกันนะกำลังกรีดร้อง?
    โหยไห้หวนดั่งทำนองความเจ็บช้ำ
    พร่ำพรรณนาถึงคำสาปชะตากรรม
    ครั้งเนิ่นนานโบราณร่ำบรรพกาล

    ใครกันนะคือผู้พลัดพราก?
    หัวใจเจ้าที่จำจากจึงแตกซ่าน
    สูญสลายตายตามรักที่ร้าวราน
    ทรมานไม่เคยผ่านหรือหลุดพ้น

    ใครกันนะที่ถูกจองจำ?
    เสรีภาพเพียงถ้อยคำยังถูกปล้น
    นาฬิกาเอยหมุนซ้ำย้ำว่ายวน
    อยู่ในห้วงแห่งทุกข์ทน...ตลอดไป

    ปฏิทินที่ฉีกขาดยังเวียนวน
    ในคืนวันอันทุกข์ทน..ตลอดไป

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    แจ้งข้อหา ม.112-พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 'ไผ่ ดาวดิน' สอบและคุมขังนอก สภ.เมืองขอนแก่นเพื่อความปลอดภัย-สงบเรียบร้อย เตรียมฝากขังที่ศาล-ทีมทนายเตรียมยื่นประกันพรุ่งนี้

     
     
     
    3 ธ.ค. 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 16.45 น. นายสุธน จิตอารีย์ ทนายความเครือข่ายของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนให้สัมภาษณ์ว่า นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ดาวดิน ถูกนำตัวไปคุมขังที่ สภ.น้ำพอง จังหวัดขอนแก่นแล้วหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาความผิดตาม มาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญาและพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มาตรา 14 นำเข้าข้อมูลเท็จโดยผู้ต้องหาให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวน
     
    นายสุธนกล่าวด้วยว่า ในการสอบสวนผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาไปสอบสวนที่ศูนย์ฝึกและอบรมตำรวจภูธรภาค 4 จังหวัดขอนแก่นโดยอนุญาตให้เพียงทนายความเข้าร่วมการสอบสวนด้วย ทั้งที่สภ.เมืองขอนแก่นเป็นเจ้าของคดีและเป็นผู้ขอศาลออกหมายจับ ส่วนการคุมขังผู้ต้องหาที่ สภ.น้ำพองนั้นเจ้าหน้าที่แจ้งว่าเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่มีความสำคัญ เพื่อความปลอดภัยและเพื่อความสงบเรียบร้อย
     
    สำหรับขั้นตอนต่อไปเป็นทนายความแจ้งว่าวันนี้ไม่สามารถดำเนินการขอประกันตัวในชั้นสอบสวนได้ทันและพรุ่งนี้พนักงานสอบสวนจะนำตัวผู้ต้องหาไปฝากขังยังศาลจังหวัดขอนแก่น ส่วนทางทีมทนายจะเตรียมยื่นประกันตัวด้วย สำหรับสภาพจิตใจของผู้ต้องหานั้นปกติดี
     
    เมื่อสอบถามถึง พฤติการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำมาใช้ประกอบการแจ้งข้อกล่าวหาทนายความระบุว่าเจ้าหน้าที่ปริ้นท์หน้าเฟซบุ๊กที่ระบุว่าเป็นของผู้ต้องหาซึ่งมีการก๊อปปี้บางส่วนของเนื้อหาพระราชประวัติ รัชกาลที่ 10 ในเว็บข่าวบีบีซีไทยที่ผู้ต้องหาทำการแชร์มา
     
    ทั้งนี้คดีนี้ผู้แจ้งความร้องทุกข์คือพันโท พิทักษ์พล ชูศรี รองหัวหน้าหน่วยยุทธการมณฑลทหารบกที่ 23 ขอนแก่น ซึ่งเข้าแจ้งความเมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่สภ.เมืองขอนแก่นและพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการยื่นคำร้องขอออกหมายจับต่อศาลขอนแก่นในวันเดียวกัน ก่อนเข้าจับกลุ่มจตุภัทร์ในวันนี้ที่จังหวัดชัยภูมิขณะทำกิจกรรมธรรมยาตราร่วมกับพระไพศาล วิสาโล
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    กลุ่มดาวดินออกแถลงการณ์ขอให้ปล่อยตัว 'ไผ่ ดาวดิน' โดยไม่มีเงื่อนไขในทันที และขอให้ยกเลิกข้อกล่าวหา เพียงเพราะการแชร์ข่าวสารบนเฟซบุ๊ค

     
     
    3 ธ.ค. 2559 กลุ่มดาวดิน ออกแถลงการณ์โดยระบุว่าจากกรณีที่นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มดาวดิน เป็นผู้ใช้เฟสบุ๊คในการเสพข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เป็นกิจวัตร ไม่ต่างจากพวกเราทุกคนที่สามารถเข้าถึง social media ได้ง่ายกว่าการเข้าเซเว่น เป็นหนึ่งในหลายพันคนที่ได้แชร์ข่าวของสำนักข่าว BBC Thai แต่กลับมีหมายจับ ในข้อหาความผิดตามมาตรา 112 จากการแชร์ข้อมูลดังกล่าวของเฟซบุ๊ค BBC Thai ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารเป็นผู้ฟ้องคดีและขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวไปยัง สภ.เมืองขอนแก่น เพื่อดำเนินคดีต่อไป 
     
    การกระทำของเจ้าหน้าที่ ถือเป็นการกระทำที่ละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ขัดต่อหลักการเสรีภาพในการแสดงออก ตามระบอบประชาธิปไตย และถือเป็นการเลือกปฏิบัติของเจ้าหน้าที่อย่างชัดแจ้ง  แสดงให้เห็นถึงการขาดความเคารพในสิทธิเสรีภาพในสังคมไทย เพราะไม่ควรมีใครต้องถูกจับเพียงเพราะโพสต์เฟซบุ๊ค พวกเราเป็นแค่นักศึกษาและเป็นลูกหลานสามัญชนคนธรรมดา ที่ตกเป็นเหยื่อของผู้มีอำนาจที่คอยจ้องเล่นงานดาวดินเท่านั้น ดังนั้นพวกเราจึงขอให้ปล่อยตัวพี่น้องสมาชิกของกลุ่มดาวดินโดยไม่มีเงื่อนไขในทันที และขอให้ยกเลิกข้อกล่าวหา เพียงเพราะการแชร์ข่าวสารบนเฟซบุ๊ค 
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) ออกแถลงการณ์ "จุดยืนของ NDM ต่อกรณี ไผ่ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ถูกตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ระบุจะยืนอยู่เคียงข้างไผ่ และจะไม่ทอดทิ้งไปไหน เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนี้คือการหยิบยื่นความอยุติธรรมจากรัฐต่อประชาชนในการกำจัดผู้เห็นต่างทางการเมือง

     
     
    เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมาขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) ออกแถลงการณ์ "จุดยืนของ NDM ต่อกรณี ไผ่ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ถูกตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" โดยระบุว่าในอดีตที่ผ่านมาประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายรัฐในการกำจัดผู้เห็นต่างทางการเมืองมาโดยตลอด
     
    และในกรณีของไผ่ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการที่รัฐนำกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาเป็นเครื่องมือในการกำจัดศัตรูของตน ดังข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือพันโทพิทักษ์พล ชูศรี มีความพยายามมาโดยตลอดในการขัดขวางนักกิจกรรมและนักสิทธิมนุษยชนในจังหวัดขอนแก่นไม่ให้รณรงค์เคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งรวมถึงไผ่ด้วย ทั้งที่ในสังคมประชาธิปไตย ในนานาอารยประเทศนั้นสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นเรื่องที่พึงกระทำได้ แต่ในประเทศไทยหาได้เป็นเช่นนั้นไม่
     
    ด้วยเหตุนี้ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่มีจุดยืนว่า เราจะยืนอยู่เคียงข้างไผ่ และจะไม่ทอดทิ้งไปไหน เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนี้คือการหยิบยื่นความอยุติธรรมจากรัฐต่อประชาชนในการกำจัดผู้เห็นต่างทางการเมือง
     
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ในการเจรจาข้อเรียกร้องครั้งที่ 14 สหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพหวังธนาคารพิจารณาข้อเรียกร้องเกี่ยวกับตัวเงิน เพื่อช่วยเยียวยาเรื่องค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพของพนักงานที่เพิ่มขึ้นสูงขึ้นในปัจจุบัน ทั้งนี้ในไตรมาสที่ 3 ประจำปี 2559 ธนาคารกรุงเทพมีรายได้รวมกว่า 105,402.18 ล้านบาท

     
    4 ธ.ค. 2559 สหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพแจ้งต่อสมาชิกสหภาพแรงงานว่าในการเจรจาเปลี่ยนแปลงข้อตกลงสภาพการจ้างประจำปี 2559 ครั้งที่ 14 เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมาระบุว่าผลการเรียกร้องเรื่องเงินยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของผู้บริหารระดับสูง โดยตัวแทนเจรจาฝ่ายสหภาพแรงงานกล่าวในที่เจรจาว่าการพิจารณาเกี่ยวกับข้อเรียกร้องที่เป็นตัวเงินนั้น อยากให้ธนาคารได้ช่วยบรรเทาเยียวยาเรื่องค่าใช้จ่าย และค่าครองชีพของพนักงานที่เพิ่มสูงขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยถือโอกาสในวันคล้ายวันก่อตั้งธนาคารเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2559 ซึ่งครบ 6 รอบ 72 ปี ขอผู้บริหารระดับสูงได้โปรดพิจารณาเม็ดเงินให้แก่พนักงานเพื่อสร้างขวัญและสร้างกำลังใจ ที่ทุ่มเทการทำงานให้กับธนาคารมาโดยตลอดทั้งปี 
     
    ส่วนความคืบหน้าข้อเรียกร้องอื่น ๆ เช่น ข้อที่ 7 ขอให้ธนาคารปรับปรุงเงินเพิ่มพิเศษ (เบี้ยกันดาร), ข้อที่ 11 ขอให้ธนาคารจ่ายเงินค่าความเสี่ยงแก่พนักงานในหน้าที่รับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ, ข้อที่ 12 ให้ปรับข้อกำหนดระยะเวลาการเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งให้ชัดเจน นั้น สหภาพแรงงานยังคงหวังว่าจะได้รับการพิจารณาจากผู้บริหารระดับสูง เนื่องจากธนาคารได้สร้างข้อกำหนดทำให้เกิดอุปสรรคมาเป็นเวลานานแล้ว อีกทั้งยังมีข้อตกลงร่วมเกี่ยวกับการพิจารณาการเลื่อนชั้น เลื่อนตำแหน่ง/Career Path/ค่าตอบแทน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยสหภาพแรงงานขอให้สมาชิกทุกท่านช่วยส่งกำลังใจ และติดตามรายงานผลความคืบหน้าจากสหภาพแรงงานเป็นระยะ ๆ
     
    อนึ่งข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่าในไตรมาสที่ 3 ประจำปี 2559 นั้นธนาคารกรุงเทพมีรายได้รวม 105,402.18 ล้านบาท
     
     
    เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

    เจรจานัด 13 'สหภาพ-ธ.กรุงเทพ' บรรลุข้อตกลง 4 ข้อแล้ว
    เจรจานัด 11-12 สหภาพ-ธ.กรุงเทพ เปลี่ยน 'ยอดขายผลิตภัณฑ์' เป็น 'เงินรางวัลสาขา' แทน
    เจรจานัด 10 'สหภาพ-ธ.กรุงเทพ' ชี้ไตรมาส 3 ธนาคารมีกำไรสุทธิ 8 พันล้าน
    เจราจานัด 9 'สหภาพ-ธ.กรุงเทพ' คาดเงินเกษียณ 2 แสนได้คำตอบ พ.ย. นี้
    เจรจานัด 8 'สหภาพฯ-ธ.กรุงเทพ' ขอ พนง.มีโอกาสเท่าเทียมเลือกตั้ง กก.ลูกจ้าง
    เจรจานัด 6-7 สหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพระบุปัญหา OT ยังไม่ได้แก้
    เจรจานัด 5 'สหภาพ-ธนาคารกรุงเทพ' ไม่อยากให้ พนง. ซื้อผลิตภัณฑ์เองหากไม่เข้าเป้า
    'สหภาพ-ธ.กรุงเทพ' เจรจานัด 4 สหภาพชี้ควรเพิ่มค่าตอบแทนให้ 'พนง.ตัวแทนซื้อขายกองทุน' ด้วย
    สหภาพแรงงาน ธ.กรุงเทพ เผยธนาคารจะเปลี่ยนเครื่องแบบพนักงานหญิงใหม่

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    'ฉลามเขียว' คอลัมนิสต์ นสพ.บ้านเมือง เขียนบทความ 'บาปของข้า' ระบุ "ถ้าชาติบ้านเมืองยังปกครองในระบอบประชาธิปไตยอยู่ สื่อสิ่งพิมพ์สามารถที่จะทำสื่อออนไลน์ควบคู่ไปได้ก็พอจะอยู่รอดได้" ย้ำสรุปไว้ในท้ายบทความว่า "เป็นนักข่าว-อย่าฝักใฝ่เผด็จการ"

     
     
    4 ธ.ค. 2559 จากรณีที่การมีการแชร์บทความ 'คอลัมน์ ฉลามเขียว: บาปของข้า' ในหนังสือพิมพ์บ้านเมือง ฉบับวันที่ 3 ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมาในโลกออนไลน์และมีการแชร์บทความนี้ออกไปอย่างกว้างขวาง โดยในบทความนี้ได้ระบุไว้ว่าถ้าชาติบ้านเมืองยังปกครองในระบอบประชาธิปไตยอยู่ สื่อสิ่งพิมพ์สามารถที่จะทำสื่อออนไลน์ควบคู่ไปได้ก็พอจะอยู่รอดได้ และมีการย้ำสรุปไว้ในท้ายบทความว่า "เป็นนักข่าว-อย่าฝักใฝ่เผด็จการ" โดยรายละเอียดทั้งหมดของบทความมีดังต่อไปนี้
     
     
    คอลัมน์ ฉลามเขียว: บาปของข้า
     
    เพื่อนนักข่าวคนหนึ่งของผมเขียนตอบกลับมาใน line ว่า "เซตซีโร่สื่อเลย" หลังจากที่ผมส่งข่าวไปบอกว่า ผมกำลัง จะกลายเป็นนักข่าวตกงานแล้วนะ กำลังจะสิ้นสภาพการเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2522 ในวันสิ้นปี 2559 นี้แล้ว
              
    คำนี้ของเพื่อนนักข่าวมันกินใจผมมาก ผมได้เขียนตอบกลับไปว่า "ขอบคุณ กปปส." เพราะผมมั่นใจว่า ภาวะเศรษฐกิจ ประเทศไทยมันพังยับเยินถึงขั้นที่กิจการสื่อสิ่งพิมพ์อยู่ไม่ได้ ซึ่งผมก็จำไม่ได้ว่า ตั้งแต่ 22 พ.ค.2557 จนถึงวันนี้ ปิดกิจการไปแล้วกี่สำนัก และจะปิดอีก กี่สำนัก เป็นผลพวงมาจากการ "ปิดบ้านปิดเมือง" จนเกิดรัฐประหาร
              
    ตัวผมเป็น กปปส.นะครับ ผมไปร่วม ปิดบ้านปิดเมืองกับเขาด้วย แต่ผมขอเฉลย นิดนึง ตัวผมไม่ได้มีอุดมการณ์ กปปส. ผมตอแหลแต่งเครื่องแบบ กปปส.ไปเพื่อกินของฟรี อาหารอิสลามตามเต็นท์ที่มาจาก 3 จังหวัดใต้อร่อยที่สุด พุงกางแล้วผมก็กลับ
              
    ผมมีอุดมการณ์ฝักใฝ่เผด็จการไม่ได้หรอกครับ เพราะอาชีพของผมคือนักข่าว อาชีพนี้จะเจริญรุ่งเรืองอยู่ได้ก็เฉพาะในการปกครองระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ระบอบการปกครองประชาธิปไตยทำให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ เสรีภาพของสื่อคือเสรีภาพของประชาชน นักข่าวรุ่นพี่ของผมทุกคนสั่งสอนให้ผมยืนอยู่ตรงข้ามเผด็จการ และตัวผมก็เริ่มงานที่นิตยสารรายสัปดาห์แนวหัวก้าวหน้าฝั่งตรงข้ามเผด็จการ ก็ฝังอุดมการณ์นั้นมา
              
    วันนี้เราเห็นกันแล้ว เศรษฐกิจไทยเสียหาย หนักขนาดนี้เพราะ? ซึ่งตอนแรกตัวผมก็พอ มีความหวังว่า ถ้ามีเลือกตั้ง มีรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้งภายใน 2 ปี ก็พอที่จะ กอบกู้กันได้ โฆษณาจะกลับมา แต่เมื่อ ภาวะมันอึมครึมก็เป็นธรรมชาติของเจ้าของ ทุกกิจการที่จะต้องหดมือกลับกันหมด เมื่อโฆษณาเหือดเกิน 2 ปี ก็คือความเศร้า
              
    บางคนก็ว่า เพราะสื่อออนไลน์ยึด นั่นก็ ถูกส่วนหนึ่งครับ แต่ถ้าชาติบ้านเมืองยังปกครองในระบอบประชาธิปไตยอยู่มันก็จะไม่ซ้ำเติมแรงเร็วขนาดนี้ สื่อสิ่งพิมพ์สามารถที่จะทำสื่อออนไลน์ควบคู่ไปได้ ก็พอจะอยู่รอดได้
              
    ประวัติศาสตร์บันทึกไว้แล้วครับ เพราะ Shutdown Bangkok. ผมก่อบาป ตัวผม ผู้จะสิ้นสภาพนักหนังสือพิมพ์ในวันที่ 31 ธ.ค.59 ก็ขอฝากแก่นักข่าวทุกคนที่ยัง มีชีวิตอยู่ และยังได้ทำงานต่อไป หรือ คนที่กำลังอยากเป็นนักข่าว เอาไว้สั้นๆ ว่า
              
    "เป็นนักข่าว-อย่าฝักใฝ่เผด็จการ"
     
    อนึ่งหนังสือพิมพ์บ้านเมืองเพิ่งประกาศยุติการผลิตหนังสือพิมพ์นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป และมีความจำเป็นต้องเลิกจ้างพนักงานทั้งหมด โดยได้แจ้งต่อสาธารณชนเมื่อปลายเดือน พ.ย. 2559 ที่ผ่านมา 
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ศาลจังหวัดขอนแก่น ให้ประกันตัว ไผ่ ดาวดิน ยื่นหลักทรัพย์สี่แสน หลังถูกจับกุมฐานทำผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เหตุแชร์บทความพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 จากเว็บไซต์ BBC เจ้าตัวระบุ ระหว่างถูกควบคุมตัว เจ้าหน้าที่พยามยามกดดันสอบสวน โดยไม่ให้ผู้ต้องหาติดต่อกับทนายความ

    4 ธ.ค. 2559 เวลา 11.45 น. ศาลจังหวัดขอนแก่นอุญาตให้ปล่อยตัว จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน นักศึกษาและนักกิจกรรมมหาวิทยาลัยขอนแก่น หลังจากที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2559 เนื่องจากที่การกระทำที่เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอพิวเตอร์ มาตรา 14 จากการแชร์บทความพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 จากเว็บไซต์ BBC Thailand

    วันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พาตัวจตุภัทร์ จาก สภ.น้ำพอง มายังศาลจังหวัดขอนแก่น เพื่อขออำนาจศาลฝากขัง ผัดที่ 1 โดยศาลได้อนุญาตให้ฝากขังตามที่พนักงานสอบสวนร้องขอ โดยศาลเห็นว่าคดีดังกล่าวเป็นคดีที่มีโทษสูง ต่อมาทนายความได้ยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราว พร้อมยื่นหลักทรัพย์ 400,000 บาท โดยให้เหตุผลประกอบการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวว่า จตุภัทร์ เป็นผู้ต่องหาคดีการเมืองอยู่ 4 คดี แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีพฤติกรรมหลบหนี อีกทั้งในวันที่ 8 ธ.ค. ผู้ต้องหามีสอบเป็นวิชาสุดท้าย หากไม่ได้เข้าสอบวิชาดังกล่าวจะส่งผลให้เขาเรียนไม่จบตามหลักสูตร ศาลจึงพิจารณาให้ประกันตัว

    สำหรับการดำเนินการจับกุม จตุภัทร์ ได้ให้ข้อมูลว่า หลังจากมีการแจ้งความโดย พันโทพิทักษ์พล ชูศรี เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2559  ต่อมาได้มีการประสานงานให้มีการจับจุม โดยมี พ.ต.อ. สันต์ชัย มัยญะกิต ผกก.2 บก. ส. 1 ได้เดินทางจากกรุงเทพเพื่อทำหน้าที่หัวหน้าชุดจับกุม

    จตุภัทร์กล่าวต่อว่า การแชร์บทความจาก BBC Thailand พร้อมกับโควทข้อความในสี่ย่อหน้าสุดท้ายเป็นสิ่งที่ทำโดยสุจริตใจ ทั้งยังมีผู้ใช้เฟซบุ๊กจำนวนมากแชร์บทความชิ้นนี้ นอกจากนี้เขายังรู้สึกเป็นห่วงเพื่อนๆ นักกิจกรรมประชาธิปไตยอีกหลายคนที่แชร์บทความดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าการจับกุมครั้งนี้มีเจตนากลั่นแกล้ง

    จตุภัทร์เล่าว่าขณะที่ถูกควบคุมตัวที่ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 4 ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามกดดันให้เข้าไปห้องสอบสวนโดยที่ไม่ยอมให้ติดต่อกับครอบครัวหรือทนายความ แต่ได้เตรียมทนายความไว้ให้เป็นที่เรียบร้อย แต่จตุภัทร์ไม่ยอมที่จะเข้าไปในห้องสอบสวน โดยยืนยันว่าต้องการติดต่อทนายความที่ทางตัวเองไว้วางใจเท่านั้นจึงจะยอมเข้าสู่กระบวนการ ต่อมาทางเจ้าหน้าที่จึงยินยอม ที่จะไปรับทนายความที่ทางครอบครัวของจตุภัทร์ มาร่วมประกอบการสอบสวนซึ่งผู้ต้องหาได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและยืนยันเข้าสู่การพิจารณาคดี จตุภัทรกล่าวว่ากระบวนการดังข้างต้นเป็นการจงใจที่จะละเมิดสิทธิ์ผู้ต้องหาอย่างร้ายแรง

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    สปสช.ร่วมกับราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เขตบริการสุขภาพ สธ.ออกแนวปฏิบัติสำหรับการให้บริการผ่าตัดรักษาข้อเข่าเสื่อม เน้นประสิทธิภาพ คุณภาพผ่าตัดข้อเข่าเสื่อม ช่วยผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาเพิ่มขึ้น กระจายอำนาจคณะทำงานระดับเขตพิจารณาช่วยผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 55 ปีที่จำเป็นต้องเปลี่ยนข้อเข่าให้ได้รับการผ่าตัด พร้อมเผยข้อมูลช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีผู้ป่วยบัตรทองผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเพิ่มขึ้น 23% ต่อปี

     
    4 ธ.ค. 2559 นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา รักษาการเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่าโรคข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคข้อที่เกิดจากการเสื่อมของกระดูกอ่อนข้อต่อจากอายุที่เพิ่มขึ้นและการใช้งานมากจนเกิดการสึกกร่อนของกระดูกผิวข้อ ส่วนใหญ่จะพบผู้ป่วยที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมในกลุ่มอายุ 55 ปีขึ้นไป โดยกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมมากจนไม่สามารถปฎิบัติกิจวัตรประจำวันได้ และได้รับการรักษาด้วยวิธีการไม่ใช้ยาและใช้ยาแล้วไม่ได้ผล จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนข้อเข่าเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
     
    จากสถานการณ์ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมและข้อมูลผู้ป่วยโรคข้อเข้าเสื่อมที่เข้ารับบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในช่วงปี 2554-2557 พบว่า มีผู้ป่วยเข้ารับบริการรักษาในหน่วยบริการเพิ่มขึ้น จาก 241,135 ราย เป็น 274,133 ราย เฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 8,250 ราย ส่วนผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดข้อเข่าเสื่อม พบว่า มีจำนวนเพิ่มขึ้น จาก 6,353 รายในปี 2557 เป็น 8,690 ราย ในปี 2558 และ 10,736 รายในปี 2559  คิดเป็นอัตราเฉลี่ยเพิ่มร้อยละ 23 ต่อปี ทั้งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอนาคต
     
    นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวต่อว่า นอกจากการเข้าถึงบริการแล้ว คุณภาพของบริการก็เป็นสิ่งจำเป็น สปสช.จึงร่วมกับราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย และเขตบริการสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข กำหนดแนวทางการให้บริการผ่าตัดรักษาข้อเข่าเสื่อม โดยเน้นที่ศักยภาพ ความพร้อมของหน่วยบริการ ทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สถานที่ อุปกรณ์ แนวทางและข้อบ่งชี้การให้บริการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมในรายที่จำเป็นต้องได้รับบริการผ่าตัด รวมทั้งกำกับติดตามคุณภาพบริการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมของหน่วยบริการ
     
    ออกเป็นประกาศ “แนวปฏิบัติสำหรับการให้บริการผ่าตัดรักษาข้อเข่าเสื่อม พ.ศ.2559” เพื่อดำเนินการในปีงบประมาณ 2560 นี้ เพื่อส่งเสริมให้เกิดบริการที่มีคุณภาพและมาตรฐานมากขึ้น พร้อมกระจายอำนาจให้พื้นที่มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ โดยใช้กลไกคณะทำงานพิจารณาบริการผ่าตัดรักษาข้อเข่าเสื่อมระดับเขต ซึ่งมีองค์ประกอบจากผู้แทนเขตบริการสุขภาพกระทรวงสาธารณสุข สปสช.เขต และผู้แทนศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ในพื้นที่ เพื่อให้การบริการรักษาผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมเป็นไปตามประกาศแนวทางปฏิบัติการให้บริการผ่าตัดข้อเข้าเสื่อม พ.ศ.2559 รวมถึงการพิจารณาผ่าตัดข้อเข่าเสื่อมในผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 55 ปี โดยคำนึงถึงผู้ป่วยเป็นสำคัญ รวมทั้งเน้นการส่งเสริมให้มีการดูแลผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมในระยะแรก เพื่อช่วยยืดระยะเวลาให้ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด
     
    “เป้าหมายสำคัญของการบริหารจัดการบริการผ่าตัดรักษาข้อเข่าเสื่อมในปีงบประมาณ 2560 นี้ เพื่อมุ่งเน้นการเข้าถึงการรักษาในกลุ่มผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่มีความจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมระดับรุนแรง ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของการจัดตั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” รักษาการเลขาธิการ สปสช.กล่าว
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    Thai Netizen Network เผยพบแอปประกันสังคม “my SSO” ออกแบบผิดพลาด ไม่มีการยืนยันตัวตนในขั้นตอนลงทะเบียนและขั้นตอนเรียกข้อมูลเงินประกันสังคม ข้อมูลผู้ประกันตน 14 ล้านคนตกอยู่ในความเสี่ยง

     
     
    4 ธ.ค. 2559 Thai Netizen Network รายงานว่า ตั้งแต่ค่ำวันที่ 2 ธ.ค. 2559 ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์และนักความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศหลายรายในเน็ต แชร์ความเห็นและการวิเคราะห์ข้อผิดพลาดของแอปพลิเคชันบริการประกันสังคม ที่ไม่มีมาตรการป้องกันการเรียกข้อมูลโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูล
     
    โดยเพจ “สอนแฮกเว็บแบบแมวๆ” และบล็อก Somkiat.cc เปิดเผยว่า
     
    1) แอปดังกล่าวจะติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์แห่งหนึ่งในลักษณะ Web API ซึ่งไม่ได้มีการป้องกันอย่างที่ควร
     
    2) การลงทะเบียนบริการใช้เพียงเลขประจำตัวประชาชน ถ้ามีใครรู้เลขประจำตัวประชาชนของคนอื่น ก็สามารถเอาไปลงทะเบียนได้ทันที เนื่องจากไม่มีการยืนยันตัวตนใดๆ
     
    3) เมื่อลงทะเบียนแล้ว จะได้เลขประจำตัวผู้ใช้งาน (userId) มาหนึ่งตัว ซึ่งพบว่าเป็นเลข 6 หลัก มีรูปแบบ 10xxxx โดย xxxx เป็นเลข 0000-9999 (เข้าใจว่ายังมีผู้ลงทะเบียนไม่ถึงหนึ่งหมื่นคน)
     
    4) หากต้องการเรียกข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้รายใดก็ตาม ก็เพียงส่ง userId ไปที่เซิร์ฟเวอร์ ก็จะได้ข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมดมา [ถ้าบุคคลนั้นยังไม่มี userId ก็สร้างเองได้ ด้วยวิธีในข้อ (2)]
     
    5) หากต้องการเรียกข้อมูลเงินประกันสังคมของผู้ใช้ จะต้องใช้ข้อมูล 2 อย่างประกอบกัน คือ เลขประจำตัวประชาชน (ssoNum) และ เลขประจำตัวผู้ใช้งาน (userId)
     
    6) ปัญหาคือ เลขประจำตัวประชาชนนั้น สามารถหามาได้ไม่ยาก (หรือกระทั่งเดาสุ่มขึ้นมาก็ได้ หากรู้รูปแบบเลข 13 หลัก แล้วลองไปเรื่อยๆ) และเลข userId ซึ่งมีเพียงไม่ถึงหนึ่งหมื่นรูปแบบ ก็สามารถใช้โปรแกรมสุ่มเลขขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว (หรือถ้าไม่เจอ ก็ใช้เลขประจำตัวประชาชนสมัครเพื่อรับเลข userId ได้เลย) - ทำให้ใครก็ตามที่รู้ลิงก์ของเซิร์ฟเวอร์และมีความสามารถในการสุ่มเลข ก็สามารถดูข้อมูลของคนทุกคนในระบบได้ 
     
    ข้อมูลจาก Google Play Store ระบุว่า แอปดังกล่าวอัปเดตรุ่นล่าสุด 1.1.2 เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2559 และให้บริการโดย CAT Telecom Public Co., Ltd. (กสท โทรคมนาคม) โดยมีผู้ติดตั้งแอปไปแล้วประมาณ 5 แสนถึง 1 ล้านเครื่อง (แต่คนที่ติดตั้งอาจจะยังไม่ได้ลงทะเบียนใช้งาน) https://play.google.com/store/apps/details?id=com.ionicframework.mySSO131977
     
    ล่าสุดในช่วงบ่ายของวันที่ 3 ธ.ค. 2559 พบว่าทีมงานผู้พัฒนาได้ปิดระบบแล้ว และได้แจ้งไปยังเพจและบล็อกต่างๆ ว่ากำลังแก้ไขข้อผิดพลาดอยู่ (รวมทั้งขอให้ลบโพสต์ที่รายงานเกี่ยวกับปัญหา ซึ่งบางเพจก็ลบ บางเพจตัดสินใจไม่ลบด้วยเหตุผลว่าเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ) http://www.somkiat.cc/review-security-issue-of-my-sso-app/https://www.facebook.com/longhackz/photos/a.1560357644219017.1073741828.1559669844287797/1768143033440476/https://www.facebook.com/LookHin/posts/10154676435246067
     
    ปัญหาความผิดพลาดหรือไม่ใส่ใจความปลอดภัยของการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลในแอปภาครัฐ ยังคงเป็นปัญหาที่ดูจะรอเวลาให้ค้นพบปัญหาใหม่ ๆ กรณีใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง
     
    - เมื่อเดือนมกราคมปี 2559 นี้ มีการค้นพบว่า แอป “ดาวเหนือ” ที่พัฒนาโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสามารถหาหน่วยเลือกตั้งได้นั้น เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่าที่จำเป็นและมากกว่าที่ตัวแอปได้แจ้งไว้ นอกจากนี้การรับส่งข้อมูลกับเซิร์ฟเวอร์ ก็ทำโดยไม่มีการเข้ารหัสลับ ทำให้สามารถถูกดักระหว่างทางได้ และที่เหมือนกับแอป my SSO ก็คือ ไม่มีการยืนยันตัวตนก่อนเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้ใครก็ตามที่ทราบเลขประจำตัวประชาชน ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญอย่างที่อยู่ตามทะเบียนบ้านจากเซิร์ฟเวอร์ได้ทันที http://droidsans.com/found-vulnerability-in-north-star-app https://www.blognone.com/node/77010
     
    - จากนั้นอีกสองเดือนถัดมา ในเดือนมีนาคม 2559 ก็พบกรณี 2 กรณีต่อเนื่องกัน เกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่ควรเปิดเผยจากฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ โดยพบว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จังหวัดนครศรีธรรมราช และกรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข เผยแพร่ข้อมูลของชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศไทยและผู้เดินทางข้ามแดนในเว็บไซต์สาธารณะ โดยไม่มีระบบยืนยันสิทธิ์ของผู้ใช้งานระบบ ทำให้คนทั่วไปที่ทราบลิงก์สามารถเปิดดูข้อมูลได้ทั้งหมด ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวเช่น ชื่อ สกุล เลขหนังสือเดินทาง สัญชาติ เพศ ที่อยู่ในประเทศไทย และในกรณีของเว็บไซต์กรมควบคุมโรคติดต่อยังมีข้อมูลการเดินทาง (รายชื่อประเทศที่เดินทางไปในสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เลขเที่ยวบิน ฯลฯ) ข้อมูลการสื่อสาร (หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล) และข้อมูลอ่อนไหวอย่างข้อมูลทางการแพทย์ (วันที่ฉีดวัคซีน) http://bit.ly/2fY5ZRW http://bit.ly/1qbCUb9
     
    - ต่อมาถึงกลางปี ในเดือนพฤษภาคม 2559 พบว่าเว็บไซต์สำนักงานเขต กรุงเทพมหานคร เผยแพร่เอกสารผู้มีสิทธิรับเบี้ยผู้สูงอายุ ซึ่งในเอกสาร PDF ที่เปิดให้ทุกคนดาวน์โหลดได้ดังกล่าว มีทั้งข้อมูลเลขประจำตัวประชาชนของผู้มีสิทธิ ชื่อ-สกุลของผู้มีสิทธิ วัน/เดือน/ปีเกิด อายุ เลขประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบ ชื่อ-สกุลของผู้รับมอบ (เจ้าของบัญชี) ชื่อธนาคาร เลขบัญชี และสาขาธนาคาร ซึ่งแม้ว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นข้อมูลจำเป็นในการติดต่อรับเบี้ย แต่ก็เป็นข้อมูลที่ไม่เหมาะสมที่คนที่ไม่เกี่ยวข้องจะเข้าถึงได้เช่นนี้ http://bit.ly/2gAEe5Q
     
    ไม่จบแค่ปี 2559 แน่
     
    อนึ่ง ทางคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำลังพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อเก็บลายนิ้วมือของผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ และจะบังคับให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทุกรายเก็บลายนิ้วมือถือของลูกค้า โดยระบบดังกล่าวจะเก็บข้อมูลลายนิ้วมือทั้งหมดไว้ที่เซิร์ฟเวอร์กลางของกสทช. และจะพร้อมใช้งานในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ (ปี 2560) https://www.blognone.com/node/87650
     
    ส่วนคณะกรรมการการเลือกตั้งก็กำลังเสนอแผนให้ใช้ระบบการเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ (e-voting) ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไป โดยบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด จะเป็นผู้ผลิตเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการเลือกตั้งทุกระดับ อย่างก็ตามที่ผ่านมาทางกกต.ยังไม่เคยมีการเผยแพร่ขั้นตอนหรือมาตรฐานที่ใช้ในการทดสอบระบบลงคะแนนเลย http://thediplomat.com/2016/10/a-serious-concern-over-the-first-use-of-e-voting-in-thailand/
     
    และล่าสุด ยังมีศูนย์ที่กระทรวงดิจิทัลจะต้องตามร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ ที่จะให้เชื่อมโยงกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถระงับการเข้าถึงและลบข้อมูลในฝั่งผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต และระบบดังกล่าวจะมีการเก็บข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์ 5 ปี ซึ่งก็ต้องรอดูว่าใครจะมาเป็นผู้พัฒนาและดูแลระบบดังกล่าว และจะมีมาตรการป้องกันข้อมูลอย่างไร http://thematter.co/byte/statemachine/12812
     
    ความจำเป็นของการเก็บข้อมูล และกลไกกำกับการใช้ข้อมูลที่ยังขาดอยู่
     
    แน่นอนว่า จากประวัติที่ผ่านมาของการพัฒนาระบบสารสนเทศภาครัฐ ย่อมมีคำถามตามมามากมาย ทั้งคำถามถึงการป้องกันข้อมูลและความปลอดภัยของระบบใหม่ๆ ที่รัฐจะบังคับใช้กับข้อมูลส่วนบุคคลของเรา ว่าจะมั่นใจได้มากน้อยแค่ไหน ใครจะมาเป็นคนช่วยตรวจสอบ หรือคำถามที่ว่าระบบบางระบบมีความจำเป็นเพียงใด รัฐสามารถบรรลุจุดประสงค์ที่ต้องการได้โดยการใช้วิธีอื่นหรือไม่ โดยที่ไม่ต้องดึงข้อมูลที่ไม่จำเป็นไปเก็บรวมไว้ในที่เดียวกันให้เกิดความเสี่ยง หรือกระทั่งงานบางอย่างเป็นงานที่รัฐควรเข้ามาทำเอง หรือควรเป็นเรื่องของอุตสาหกรรมและผู้บริโภคที่จะจัดการกันเองโดยมีภาครัฐเป็นผู้อำนวยการหรือผู้กำกับดูแลเท่านั้น
     
    สุดท้ายก็คือ หน่วยงานที่จะมาคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กำหนดมาตรฐาน และลงโทษคนที่ไม่ดูแลข้อมูลของพวกเราให้ดี ซึ่งจะตั้งตามร่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล นั้นจะทำงานได้แค่ไหน เพราะในร่างกฎหมายปัจจุบัน คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลยังเป็นคณะกรรมการภายใต้โครงสร้างของรัฐบาล ไม่ได้มีโครงสร้างอำนาจเป็นอิสระจากรัฐบาลแบบกสทช.หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดังนั้นหากเกิดกรณีภาครัฐละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน ก็อาจเกิดปัญหาในการตรวจสอบอำนาจรัฐบาลได้ (คณะรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนประธานคณะกรรมการ และกรรมการโดยตำแหน่งกว่าครึ่งมาจากภาครัฐ) http://bit.ly/2gAKDxShttps://bact.cc/2016/designing-committee-in-thai-law/
     
    * ข้อมูลจำนวนผู้ประกันตนจากสำนักงานประกันสังคม http://www.sso.go.th/wpr/category.jsp?lang=th&cat=800
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ออกหนังสือด่วนถึง ปภ.จว.เขตภาคใต้หลายแห่งระวังดินโคลนถล่ม น้ำป่าไหลหลาก นครศรีธรรมราชอ่วมได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม 18 อำเภอ จมน้ำเสียชีวิตแล้ว 5 ราย ไฟฟ้าช็อตกลางสายฝนตายอีก 1 ราย หลายชุมชนต้องใช้เรือออกมาซื้ออาหาร

     
    4 ธ.ค. 2559 สำนักข่าวไอเอ็นเอ็นรายงานว่านายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ออกหนังสือด่วนที่สุด ถึงผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 11 12 18 เพื่อเฝ้าระวังดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ โดยเฉพาะลุ่มน้ำตาปี ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลภาคใต้ฝั่งตะวันออก ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลภาคใต้ฝั่งตะวันตก ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา และลุ่มน้ำปัตตานีระหว่างวันที่ 2-4 ธ.ค. เนื่องจากมีกลุ่มเมฆฝนปกคลุมพื้นที่ ทำให้มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง วัดปริมาณน้ำฝนได้มากกว่า 150 มิลลิเมตร และเริ่มมีน้ำป่าไหลหลากในบางพื้นที่ อาจทำให้เกิดดินถล่ม และดินไหลได้โดยเฉพาะพื้นที่ดังต่อไปนี้ 
     
    1.จ.สุราษฎร์ธานี ได้แก่ อ.กาญจนดิษฐ์ บ้านนาสาร พระแสง และ อ.พนม  2.จ.นครศรีธรรมราช ได้แก่ อ.นบพิตำ ลานสกา ร่อนพิบูลย์ พิปูน เมืองนครศรีธรรมราช สิชล  3.จ.ปัตตานี ได้แก่ อ.โคกโพธิ์ มายอ อ.สายบุรี  4.จ.นราธิวาส ได้แก่ อ.ศรีสาคร จะแนะ อ.สุคิริน 5.จ.กระบี่ ได้แก่ อ.เขาพนม อ.เมืองกระบี่ 6.จ.ตรัง ได้แก่ อ.ห้วยยอด นาโย่ง ย่านตาขาว อ.ปะเหลียน 7.จ.สตูล ได้แก่ อ.ควนกาหลง มะนัง ทุ่งหว้า ควนโดน อ.ละงู 8.จ.สงขลา ได้แก่ อ.หาดใหญ่ สะดา สะบ้าย้อย จะนะ อ.รัตภูมิ 9.จ.พัทลุง ได้แก่ อ.ศรีบรรพต ศรีนครินทร์ กงหรา อ.ตะโหมด  และ 10.จ.ยะลา ได้แก่ อ.ธารโต เบตง อ.บันนังสตา 
     
    โดยอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระบุว่าขอให้เตรียมความพร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัย รถปฏิบัติการ กำลังพล ให้พร้อมสนับสนุนจังหวัดในพื้นที่รับผิดชอบตลอด 24 ชั่วโมง
     
    นครศรีธรรมราชอ่วมได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม 18 อำเภอ
     
    ด้าน ASTV ผู้จัดการออนไลน์รายงานว่าสภาพพื้นที่ตัวเมืองนครศรีธรรมราช กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะอุทกภัยที่ขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง จากปริมาณฝนที่ตกอย่างหนักต่อเนื่องตลอด 4 วันที่ผ่านมา โดยมีปริมาณฝนสะสมกว่า 200 มม.ในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะแถบเทือกเขาหลวง ส่งผลให้น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมอย่างหนัก หลายชุมชนต้องใช้เรือออกมาซื้ออาหาร
     
    นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ยืนยันว่า ขณะนี้มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 18 อำเภอ 161 ตำบล 1,245 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับผลกระทบ 234,158 คน มีผู้เสียชีวิตขณะนี้แล้ว 5 คน โดยรายล่าสุด จมน้ำเสียชีวิตในพื้นที่บ้านท่าแพ ตำบลปากพูน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช
     
    เฉพาะในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช มีน้ำท่วม 36 ชุมชน ได้อพยพประชาชนไปพักที่โรงเรียน หนักสุดบริเวณถนนพัฒนาการคูขวาง และซอยต่างๆ คาดว่าต้องใช้เวลาประมาณ 2 วัน
     
    และล่าสุด ได้เกิดเหตุไฟฟ้าช็อตคนเสียชีวิตในท้องที่ หมู่ที่ 4 ตำบลนาสาร อำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช อีก 1 ราย โดยผู้เสียชีวิตคือ นายพงศ์ศักดิ์ หรือโอ๊ต ชื่นพจน์ ถูกกระแสไฟฟ้าช็อตใกล้คอกวัวเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ โดยเจ้าหน้าที่อยู่ในระหว่างการสอบสวน ส่วนสภาพฝนยังคงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำในหลายพื้นที่กำลังเพิ่มระดับสูงขึ้น
     
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ศาลปกครองมีคำสั่งยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดให้แก่ผู้ฟ้องคดีในการอุทธรณ์คดีต่อศาลปกครองสูงสุดคดีบิดามารดาของนายฟรุกอน มามะ ฟ้องกองทัพบก สำนักนายกฯ และ สตช. กรณีลูกชายถูกวิสามัญฆาตกรรมเมื่อปี 2555

     
    4 ธ.ค. 2559 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมแจ้งข่าวว่าเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2559 ฝ่ายผู้ฟ้องคดีได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งจากศาลปกครองสงขลาฉบับลงวันที่ 28 พ.ย. 2559 ว่าศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองดำเนินคดีโดยได้รับยกเว้นค่าธรรมนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมด ในคดีหมายเลขดำที่ 54/2556  คดีหมายเลขแดงที่ 118/2559 ระหว่างนายมะวาเห็ง มามะ ที่ 1 นางรูฆาย๊ะ มามะ ที่ 2 ผู้ฟ้องคดี กับกองทัพบกที่ 1 สำนักนายกรัฐมนตรีที่ 2 และสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี
     
    คดีนี้เมื่อปี พ.ศ. 2556 ผู้ฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นบิดาและมารดาของนายฟารุกอน มามะ(ผู้ตาย) ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองสงขลา เรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานของรัฐผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม อันเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2555 นายฟุรกอนฯ ขณะเป็นเยาวชนเรียนอยู่ชั้น ม.5 ถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิต ศาลปกครองสงขลาซึ่งเป็นศาลปกครองชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณามาจนกระทั่งเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2559 จึงได้พิพากษาให้สำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นหน่วยงานที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง เป็นเเงินจำนวน 825,500 บาท ต่อมาสำนักนายกรัฐมนตรียื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด และผู้ฟ้องคดีทั้งสองก็ยื่นอุทธรณ์พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ด้วย โดยเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม และวันที่ 17 พฤศจิกายน 2559  ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้เข้าสาบานและชี้แจงต่อศาลถึงความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ ว่ามีฐานะยากจน ไม่มีเงินและทรัพย์สินเพียงพอที่จะชำระค่าธรรมเนียมศาลได้ จึงขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในการอุทธรณ์คดีต่อศาลปกครองสูงสุด ต่อมาในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 ศาลจึงได้มีคำสั่งยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองดังกล่าว
     
    ขั้นตอนต่อไปเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด โดยทั้งฝ่ายผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจะทำคำแก้อุทธรณ์ของแต่ละฝ่ายตามที่ศาลปกครองสูงสุดจะได้กำหนดต่อไป
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai