Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    เอมมา ซัลโควิคส์ นักศึกษา ม.โคลัมเบีย ผู้ที่สร้างความตระหนักด้านการล่วงละเมิดทางเพศด้วยการ "แบกที่นอน" ไปมาตั้งแต่ปีที่แล้วทำการประท้วงเป็นครั้งสุดท้ายในพิธีจบการศึกษา แต่ในอีกมุมหนึ่งก็มีผู้ "แบกรับ" การประท้วงของเธอโดยอ้างว่าการประท้วงของเธอเป็น "การกลั่นแกล้ง" และมหาวิทยาลัยก็ถูกฟ้องในเรื่องนี้


    21 พ.ค. 2558 เว็บไซต์เดอะนิวยอร์กไทม์รายงานถึงกรณีของเอมมา ซัลโควิคส์ นักศึกษามหาวิทยาลัยโคลัมเบียผู้ประท้วงแสดงความไม่พอใจการจัดการคดีล่วงละเมิดทางเพศในมหาวิทยาลัยด้วยการแบกที่นอนไปเรียน โดยเมื่อไม่นานมานี้เธอได้ทำการประท้วงเป็นครั้งสุดท้ายด้วยการแบกที่นอนไปเข้าร่วมพิธีจบการศึกษา

    เอมมา ซัลโควิคส์ ทำการประท้วง 'แบกที่นอนไปเรียน' มาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2557 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ชั้นปีสุดท้ายในสาขาทัศนศิลป์ที่เธอเรียนอยู่ เธอแบกที่นอนหนักราว 22 กก. ไปตามมหาวิทยาลัย โดยการแสดงออกของเธอเป็นการประท้วงคำตัดสินของทางมหาวิทยาลัยโคลัมเบียที่ตัดสินให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำล่วงละเมิดทางเพศต่อเธอว่า "ไม่ได้กระทำความผิด" ตามที่เธอกล่าวหา

    จากการประท้วงของซัลโควิคส์นำไปสู่การเคลื่อนไหวในระดับชาติเพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ และในมหาวิทยาลัยเองก็มีคนเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยเปลี่ยนท่าทีในประเด็นการล่วงละเมิดทางเพศ โดยมีกลุ่มนักศึกษาที่ชื่อ 'โนเรดเทป' (No Red Tape) ทำการประท้วงมหาวิทยาลัยหลายรูปแบบ เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมาทางมหาวิทยาลัยเองได้จัดให้มีการศึกษาเรื่องการเคารพกันระหว่างเพศซึ่งนักศึกษาทุกคนต้องเข้าเรียนและเข้าร่วมประชุมปฏิบัติการหรือทำงานโครงการศิลปะในประเด็นนี้ส่ง

    การประท้วงและการแสดงศิลปะอันยาวนานของซิลโควิคส์จบลงในพิธีสำเร็จการศึกษาของมหาวิทยาลัยเมื่อไม่นานมานี้ โดยในวันสุดท้ายของการประท้วงเธอก็ยังคงหอบเอาที่นอนเข้าไปร่วมพิธีจบการศึกษาด้วยเป็นครั้งสุดท้าย โดยมีเพื่อนเธอคอยช่วยเหลือ 4 คน และมีเพื่อนร่วมชั้นของเธอคอยส่วนหนึ่งคอยให้กำลังใจ แต่ในตอนที่เธอกำลังจะแบกที่นอนขึ้นไปบนเวทีด้วยก็ถูกเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยประกาศให้เอาที่นอนไปไว้ที่อื่น ลี ซี โบลินเกอร์ ประธานผู้บริหารมหาวิทยาลัยโคลัมเบียเบือนหน้าหนีไม่ยอมจับมือกับซิลโควิคส์แบบเดียวกับที่เขาจับมือกับผู้สำเร็จการศึกษารายอื่นๆ

    ก่อนหน้านี้ทางมหาวิทยาลัยพยายามกดดันให้ซัลโควิคส์เลิกประท้วงแบกที่นอนมาโดยตลอด โดยในประกาศล่าสุดพวกเขาเรียกร้องให้นักศึกษาไม่นำสิ่งของขนาดใหญ่ซึ่งจะเป็นการ "ขัดขวางพิธีการหรือสร้างความไม่สบายใจให้กับผู้อื่นที่อยู่ใกล้"

    มีการตั้งคำถามว่าที่นอนที่ซัลโควิคส์ใช้ประท้วงมาตลอดจะทำอย่างไรต่อ ซัลโควิคส์กล่าวว่าเธอจะยังคงเก็บที่นอนที่เธอซื้อผ่านอินเทอร์เน็ตเอาไว้เว้นแต่ว่าถ้ามีพิพิธภัณฑ์ใดต้องการซื้อเธอก็จะขายให้ แต่เธอจะไม่ทิ้งมันไปเปล่าๆ

    ทางด้านนายกเทศมนตรีอิริค การ์เซตตี แห่งลอสแองเจลลิสกล่าวชื่นชมการประท้วงของซัลโควิคส์และการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มนักศึกษาว่า "พวกคุณรู้สึกว่าถูกทำให้เป็นคนนอกสังคม พวกคุณได้ยืนหยัดต่อสู้ท้าทายลำดับชั้นด้วยความเสี่ยงของตัวพวกคุณเอง พวกคุณนั่งปักหลักประท้วง ประท้วงแกล้งตาย ประท้วงด้วยการแบกที่นอนไปมา ที่สำคัญที่สุดคือคุณได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจความรู้สึกผู้อื่น มองเห็นหัวผู้อื่นและรับฟังพวกเขา"

    ในอีกมุมหนึ่ง ผู้ที่ถูกซัลโควิคส์กล่าวหาเรื่องล่วงละเมิดทางเพศเปิดเผยว่า การแสดงออกของซิลโควิคส์ถือเป็น "การกลั่นแกล้ง" (bullying) และเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมาผู้ถูกซัลโควิคส์กล่าวหาก็ทำการฟ้องร้องต่อมหาวิทยาลัยรวมถึงกลุ่มผู้บริหารและอาจารย์ด้านศิลปะที่เกี่ยวข้องในข้อหา "การเหยียดเหมารวมทางเพศ" โดยระบุว่าการปล่อยให้มีการแสดงการประท้วงด้วยการแบกที่นอนต่อไปนั้นถือเป็นการทำให้เกิดการกลั่นแกล้งรังควานเพราะการเหมารวมทางเพศ


    เรียบเรียงจาก

    Mattress Protest at Columbia University Continues Into Graduation Event, New York Times, 19-05-2015
    http://www.nytimes.com/2015/05/20/nyregion/mattress-protest-at-columbia-university-continues-into-graduation-event.html
    ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
    http://en.wikipedia.org/wiki/Mattress_Performance_%28Carry_That_Weight%29

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    สนช. มีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 วงเงิน 2.72 ล้านล้านบาท พร้อมนัดประชุมวาระ 2 และ 3 วันที่ 27 ส.ค. นี้ ด้านนายกฯ ระบุใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจัดสรรงบฯ พร้อมยันรักษาวินัยการเงิน การคลัง

    21 พ.ค. 2258 เว็บข่าวรัฐสภา รายงานว่า ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ลงมติในวาระที่ 1 รับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 ไว้พิจารณาด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 186 เสียง ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง 3 เสียง โดยตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา จำนวน 50 คน กำหนดแปรญัตติภายใน 15 วัน ระยะเวลาดำเนินงาน 90 วัน ­พร้อมนัดประชุมเพื่อพิจารณาในวาระ 2 แล­ะ 3 ในวันที่ 27 สิงหาคมนี้

    ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่­ายประจำปีงบประมาณ 2559 มีวงเงิน 2,720,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากงบประม­าณปี 2558 จำนวน 145,000ล้านบ­าท หรือร้อยละ 5.6 เพื่อให้ส่วนราชการ รัฐ­วิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น มีงบประมาณรายจ่­ายเพียงพอในการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาส­ตร์การพัฒนา ประเทศ โดยกำหนดรายได้สุทธิจำน­วน 2,330,000 ล้านบาท และกำหนดว­งเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จำนว­น 390,000 ล้านบาท โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า การจัดทำงบประมาณได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพ­อเพียงมาใช้ในการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งจะไม่­ส่งผลกระทบต่อวินัยและฐานะการคลังของประเท­ศในระยะยาว นอกจากนี้ ยังยืนยันจะไม่สร้าง­หนี้สาธารณะโดยไม่จำเป็น โดยจะรักษาระเบีย­บวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ซึ่งล่าสุดมีหนี้สาธารณะเพียงร้อยละ 46 พร้อมฝากถึงฝ่ายการเมืองร่วมมือกันสร้างความสง­บให้เกิดขึ้นในประเทศ เพื่อสร้างบรรยากาศการลงทุนและการขับเคลื่อนเศร­ษฐกิจ

    ขณะที่สมาชิก สนช. ส่วนใหญ่สนับสนุนการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล ที่ให้ค­วามสำคัญกับการจัดสรรงบลงทุนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและให้ความ สำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่ฝากให้คำนึงถึงการเข้าถึง­ประชาชนให้เท่าเทียมและเสนอภาคเพื่อลด ความ­เลื่อมล้ำ พร้อมกับเสนอตัดลดงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาดูงานในต่างประเทศและงบ ที่ไม่เกิดประโยชน์กับประชาชนและประเ­ทศชาติ

    นายก แจง จัดสรรงบฯ ตาม 8 ยุทธศาสตร์หลัก

    พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง ชี้แจงถึงหลักการและเหตุผลในการเสนอร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 ต่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) โดยกล่าวว่า ปีงบประมาณ พ.ศ.2559 ได้กำหนดวงเงินงบประมาณ จำนวน 2,720,000 ล้านบาท (สองล้านเจ็ดแสนสองหมื่นล้านบาท) หรือคิดเป็นร้อยละ 20.4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ เพื่อให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น ได้มีงบประมาณรายจ่ายประจำปีสำหรับใช้เป็นหลักในการจ่ายเงินแผ่นดิน และเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง ที่กำหนดให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังตามที่ได้จ่ายไปแล้ว โดยแบ่งโครงสร้างงบประมาณออกเป็น งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2559 รายจ่ายประจำ รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง รายจ่ายลงทุน รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ พร้อมระบุว่า การจัดสรรครั้งนี้ดำเนินการต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาซึ่งมีปัญหากระทบจากการ ใช้จ่ายงบประมาณในปี พ.ศ. 2557 อย่างไรก็ตาม ยืนยันต้องการให้การเงินการคลังของประเทศเป็นไปอย่างยั่งยืน ไม่เกิดภาระในอนาคต แม้ปัจจุบันมีภาวะชะลอตัวและผันผวนของเศรษฐกิจโลก ขณะปัจจุบันไทยมีตัวเลขการส่งออกมากกว่านำเข้า และการคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2559 จะขยายตัวมากขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 3.7-4.7

    พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อไปว่า ยึดนโยบายและแนวทางการจัดสรรงบประมาณด้วย 3 หลักคือ พิจารณาการใช้จ่ายให้ครอบคลุมทุกแหล่งเงิน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 และจัดทำงบประมาณในลักษณะบูรณาการ เพื่อให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม ทุกหน่วยงานดำเนินไปสู่ยุทธศาสตร์เดียวกัน ภายใต้กรอบของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ แผนแม่บทแห่งชาติและนโยบายรัฐบาล ควบคู่กับการสร้างเสถียรภาพทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ด้วยการน้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้ประเทศมั่งคง ประชาชนมั่งคั่ง อย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 ประกอบด้วย 8 ยุทธศาสตร์ และรายการค่าดำเนินการภาครัฐ คือ ยุทธศาสตร์เร่งรัดวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ จำนวนกว่า 2 แสน 4 หมื่นล้านบาท เพื่อการสร้างอาชีพ รายได้ให้เกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม ส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษ การบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ  ป้องกันการทุจริตอย่างเป็นระบบ ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งรัฐ จำนวนกว่า 2 แสน 4 หมื่นล้านบาท เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง สร้างความปรองดองสมานฉันท์ ป้องกันการก่อการร้าย ภัยคุกคามทุกรูปแบบ ยุทธศาสตร์การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม จำนวนกว่า 2 แสน 2 หมื่นล้านบาท เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการเกษตรในระยะยาว ขยายตลาดการค้า การลงทุน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ ขณะที่ ยุทธศาสตร์การศึกษา สาธารณสุข คุณธรรม จริยธรรม และคุณภาพชีวิต ได้รับความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณจำนวนมากสุดกว่า 9 แสน 9 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายโอกาสและพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานอย่างทั่วถึงและ เป็นธรรม ประชาชนได้รับการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขอย่างทั่วถึง การคุ้มครองแรงงานทั้งในและนอกระบบ เยาวชนและประชาชนมีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมพึงประสงค์ นักกีฬาไทยได้รับการเพิ่มศักยภาพสู่ความเป็นเลิศและกีฬาอาชีพในระดับสากล

    นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับการจัดสรรกว่า 7 หมื่น 1 พันล้านบาท เพื่อการจัดการและดำรงไว้ซึ่งป่าไม้ สัตว์ป่า และทรัพยากร ครอบคลุมน้ำ ทะเลและชายฝั่ง เตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ ส่วนยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรม ได้รับการจัดสรรจำนวนกว่า 2 หมื่น 7 พันล้านบาท เพื่อสร้างกระบวนการวิจัยและพัฒนาที่เป็นระบบ เพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยุทธศาสตร์การต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จำนวนกว่า 9 พันล้านบาท เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีและขยายความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ พร้อมให้ความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน ยุทธศาสตร์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี จำนวนกว่า 3 แสน 6 หมื่นล้านบาท เพื่อสร้างบุคลากรและการจัดการภาครัฐรวมทั้งจังหวัด กลุ่มจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพ คุ่มค่า โปร่งใส ส่วนรายการค่าดำเนินการภาครัฐ จำนวนกว่า 5 หมื่น 4 พันล้านบาท เพื่อรองรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมายสำหรับกรณีฉุกเฉินจำเป็น การบริหารหนี้ภาครัฐและรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง

    นายกฯ ขอพักเหนื่อย หายใจไม่ทัน

    ขณะเดียวกัน มติชนออนไลน์ พล.อ.ประยุทธ์ได้อ่านเอกสารประกอบด้วยความรวดเร็ว จนทำให้มีผู้ส่งโน๊ตมาให้ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ถึงกลับพูดว่า “เขาส่งข่าวมาให้ผมว่า ประชาชนขอให้พูดช้าๆ หน่อย  เขาฟังไม่รู้เรื่องเขาแปลไม่ทัน ต้องขอโทษด้วย ไม่ค่อยได้ออกรายการสด พูดทุกวันก็มีคนเตือน เมื่อเช้าก็มีคนเตือนว่าให้พูดช้าๆ”

    ทั้งนี้ ในระหว่างการชี้แจงนั้น พล.อ.ประยุทธ์ต้องอ่านเอกสารที่มีตัวเลขจำนวนมาก ประกอบกับเป็นคนที่พูดเร็วจนทำให้เกิดอาการเหนื่อยและถอนหายใจหลายครั้ง ถึงขั้นพูดออกมาว่า “ขอพักเหนื่อยหน่อยนะหายใจไม่ทัน” และ “ขออนุญาตนั่งและดื่มน้ำก่อน” ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของการชี้แจง พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวขอโทษสมาชิกสนช.ว่า “ขอโทษพี่ๆ ที่ผมพูดบางครั้งไม่สุภาพ”

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    21 พ.ค.2558 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พ.ร.บ. จำนวน 5 ฉบับได้แก่ พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือน (ฉบับที่2) พ.ศ.2558(ดูรายละเอียด), พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการรัฐสภา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558(ดูรายละเอียด),  พ.ร.บ.ระเบียบเงินเดือนเงินวิทยฐานะและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่3) พ.ศ.2558(ดูรายละเอียด), พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ(ฉบับที่3 )พ.ศ.2558 (ดูรายละเอียด)และพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการทหาร (ฉบับที่10) พ.ศ.2558 (ดูรายละเอียด) โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รับสนองพระบรมราชโองการในฐานะนายกรัฐมนตรี

    มติชนออนไลน์สรุปสาระสำคัญของ พ.ร.บ.ด้วกล่าววาเป็นการปรับเพิ่มเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการชั้นผู้น้อยทุกประเภท ตั้งแต่ระดับ 1– 7 ในอัตรา 4% ของเงินเดือนที่ได้รับอยู่ในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ยังปรับโครงสร้างบัญชีเงินเดือนข้าราชการทุกประเภททุกระดับ เพิ่มขึ้นอีก ไม่เกิน10 %โดยให้มีผลทันทีหลังจากที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและให้มีผลบังคับย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2557

    ทั้งนี้ การปรับขึ้นเงินเดือนและโครงสร้างเงินเดือนครั้งนี้ จะใช้เงินงบประมาณประจำปี 2558 เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท ครอบคลุมข้าราชการรวม 1.9 ล้านคน โดยก่อนหน้านี้ครม. ได้เห็นชอบในหลักการการปรับโครงสร้างเงินเดือนดังกล่าวไปตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค.2557 ซึ่งเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มรายได้เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน และเป็นขวัญและกำลังใจให้ข้าราชการทั่วประเทศ

    ทั้งนี้ พ.ร.บ.ทั้ง 5 ฉบับ ยังได้มีการใส่หมายเหตุด้วยว่า เหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรปรับอัตราเงินเดือนของข้าราชการ ครู ตำรวจ ทหาร ฯลฯ ให้เหมาะสม เป็นธรรม และได้มาตรฐาน โดยคํานึงถึงค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงไป ค่าตอบแทนในภาคเอกชน ฐานะการคลังของประเทศ ความแตกต่างระหว่างรายได้ของข้าราชการระดับต่าง ๆ ในประเภทเดียวกันและต่างประเภทกัน และปัจจัยอื่นที่จําเป็น สมควรปรับบัญชีเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของข้าราชเหล่านั้นให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จึงจําเป็นต้องตรา พ.ร.บ.นี้

    ตัวอย่างอัตราเงินเดือนข้าราชการที่ปรับใหม่

    คณะกรรมการค่าจ้าง อ้างเศรษฐกิจทรงตัว ยังไม่มีมติปรับขึ้นค่าแรงลูกจ้างเอกชน

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า ในส่วนของค่าแรงภาคเอกชนนั้น เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา Voice TVรายงานด้วยว่า นคร ศิลปอาชา ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยเป็น ประธานการประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง หลังมีข้อเรียกร้องจากวันแรงงาน ประจำปี 2558 ที่ขอให้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ โดยผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจของไทยว่าอยู่ในภาวะทรงตัว หากจะมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ  ด้านกรรมการฝ่ายนายจ้างเห็นว่า หากจะมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ แรงงานเองจะต้องพัฒนาฝีมือให้สูงตามค่าจ้างที่ปรับขึ้น ไม่เช่นนั้นจะกระทบต่อธุรกิจ ทำให้ที่ประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง ยังไม่มีมติปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ

    ส่วนกรรมการฝ่ายลูกจ้างไม่ได้คัดค้าน และเห็นว่าหากปรับค่าจ้างขั้นต่ำสูงขึ้นอาจจะทำให้แรงงานต่างด้าวทะลักเข้ามาและแย่งงานคนไทย แต่ขอให้รัฐคุมราคาสินค้าไม่ให้สูงเกินไป เพื่อให้ลูกจ้างอยู่ได้ โดยกนระทรวงแรงงาน จะมีการประชุมเชิงปฏิบัติการถึงทิศทางค่าจ้างของประเทศไทย ในวันที่ 5 มิ.ย.นี้ และให้อนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดจะนำข้อมูลกลับไปจัดทำค่าจ้างในแต่ละพื้นที่ เสนอกลับมา เพื่อพิจารณาภายในเดือนมิถุนายน

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

     


    “...สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือการเมืองในช่วง 10 ปี หลังที่ระบอบทักษิณเข้ามา...”

    อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, “มาร์คซัด! ระบอบทักษิณทำชาติขัดแย้ง ชี้รอให้ตายไปเองมากกว่ายอมให้ชนะระบบยุติธรรม,” มติชนออนไลน์, (18 พ.ค. 2558). 

    ผีตนหนึ่งหลอกหลอนเมืองไทยมาเกือบ 2 ทศวรรษ คนจำนวนหนึ่งเชื่อว่านี่คือผีทักษิณ เป็นผี “ทุนสามานย์” “ขายชาติ” “ล้มเจ้า” มีความพยายามไล่ผีตนนี้ด้วยการรัฐประหาร 2 ครั้ง (พ.ศ. 2549 และ พ.ศ. 2557) การเดินขบวนขับไล่บนท้องถนน 2 ครั้งใหญ่ (ม็อบเสื้อเหลืองและม็อบ กปปส.) เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ที่เสร็จสิ้น ได้ใช้และฉีกไปแล้ว 1 ฉบับ (รธน. ฉบับปี พ.ศ. 2550) และกำลังอยู่ระหว่างการร่างใหม่อีก 1 ฉบับในปัจจุบัน แต่ผีตนนี้ยังไม่หายไปจากสังคมไทย
    หรือปัญหาไม่ได้อยู่ที่ทักษิณ?

    นอกจากคำว่าทักษิณแล้ว คำอีกคำหนึ่งที่ชนชั้นนำไทยและเครือข่ายหวาดผวาก็คือ “ประชานิยม” อันที่จริงแล้วอาจจะกล่าวได้ว่าภายหลังการต่อสู้ทางการเมืองเมื่อปี พ.ศ. 2535 จนได้ประชาธิปไตยที่ขยายพื้นที่ทางเศรษฐกิจและการเมืองให้แก่ภาคเอกชนและคนชั้นกลางอย่างถาวรแล้ว ประเด็นปัญหาการเมืองไทยที่สำคัญมักห้อมล้อมเกี่ยวพันกับสิ่งที่เรียกว่า “ประชานิยม”

    ประชานิยมคืออะไร? เป็นปัญหาอย่างไร?

    ประชานิยมมักถูกประนามในฐานะนโยบายที่ใช้งบประมาณจำนวนมากมุ่งเอาใจประชาชนโดยหวังที่จะได้รับคะแนนเสียงหรือความนิยมโดยไม่เกิดผลิตภาพและเป็นภาระทางงบประมาณหรือถ้าใช้ถ้อยคำตามเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี พ.ศ. 2557 มาตรา 35 วงเล็บ 7 ก็คือนโยบายที่ “มุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว”  รัฐบาลที่มิใช่รัฐบาลเครือข่ายทักษิณมักปฏิเสธว่านโยบายของตนเองนั้นมิใช่นโยบายประชานิยมแม้ว่าจะมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน เช่น เช็คช่วยชาติ 2,000 บาทของรัฐบาลอภิสิทธิ์หรือมาตรการช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ของรัฐบาลประยุทธ์ เป็นต้น ซึ่งรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลประยุทธ์ได้ออกมาอธิบายว่านโยบายที่คล้ายคลึงกันนี้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจมิได้หวังคะแนนเสียงจึงมิใช่ประชานิยม (“หม่อมอุ๋ยแจงทุกข้อครหาเหตุใดแจกเงินชาวนาไม่ใช่ประชานิยม,” ไทยรัฐออนไลน์, 3 ต.ค. 2557,  เข้าถึงเมื่อ 18 พ.ค. 2558)

    การประเมินนโยบายของรัฐบาลชุดต่าง ๆ ว่าเป็นนโยบายประชานิยมหรือไม่จากรูปแบบ การใช้งบประมาณ หรือเจตนารมณ์ของรัฐบาลจึงไม่สามารถแยกนโยบายแบบประชานิยมจากนโยบายที่ไม่ใช่ประชานิยมได้ดีนัก เพราะรูปแบบและการใช้งบประมาณมักจะคล้ายคลึงกันในขณะที่การประเมินจากเจตนารมณ์นั้นไม่สามารถวัดได้แน่ชัดว่าเจตนารมณ์ที่แท้จริงของรัฐบาลคืออะไร

    วิธีการหนึ่งที่น่าจะช่วยทำให้เข้าใจลักษณะสำคัญของนโยบายประชานิยมได้นั่นคือการประเมินประชานิยมจากมุมมองเรื่องอำนาจ โดยพิจารณาใน 3 ประเด็น คือ หนึ่ง ที่มาของอำนาจ สอง การส่งอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบาย และสามการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางอำนาจ

    เมื่อพิจารณาจากประเด็นเรื่องอำนาจแล้วจะเห็นได้ว่านโยบายของ 3 รัฐบาลที่ปฏิเสธว่าไม่ใช้นโยบายประชานิยม คือรัฐบาลสุรยุทธ์ รัฐบาลอภิสิทธิ์ และรัฐบาลประยุทธ์นั้นมีลักษณะร่วมกันคือ ที่มาของอำนาจนั้นไม่ยึดโยงกับประชาชนเนื่องจากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน กระบวนการกำหนดนโยบายกระจุกตัวอยู่ในคนกลุ่มเล็กซึ่งได้แก่ผู้มีอำนาจในรัฐบาล ข้าราชการ นักธุรกิจ เทคโนแครตและชนชั้นนำที่ใกล้ชิดผู้มีอำนาจ  และเป้าหมายของการดำเนินนโยบายนั้นมุ่งรักษาหรือพยายามฟื้นฟูโครงสร้างทางสังคมแบบเดิมเอาไว้มากกว่าสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

    เรื่องการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางอำนาจนี้เองที่เป็นแก่นสำคัญของนโยบายประชานิยม นั่นคือนโยบายประชานิยมมักทำให้เกิดการ “เกลี่ยผลประโยชน์” ไปสู่ประชาชนในวงที่กว้างมากขึ้น นโยบายจำนวนหนึ่งสามารถเพิ่มอำนาจประชาชนในระบบตลาดและในระบบการเมือง เช่น เมื่อเปรียบเทียบระหว่างโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์กับมาตรการช่วยเหลือชาวนาของรัฐบาลประยุทธ์แล้ว ชาวนาในโครงการจำนำข้าวสามารถสะสมทุนเพื่อเลื่อนสถานะทางสังคมหรือนำไปลงทุนในการศึกษาบุตรหลาน ทำให้ชาวนามีอำนาจต่อรองทางการเมืองมากขึ้น (นิธิ เอียวศรีวงศ์, “เปลี่ยนประเทศไทยด้วยการจำนำข้าว,” มติชน, 5 พ.ย. 2555, น.6) ในขณะที่มาตรการช่วยเหลือชาวนา 1,000 บาทต่อไร่ไม่ได้ส่งผลต่อการเพิ่มราคาผลผลิตหรือการเพิ่มอำนาจของชาวนาในการกดดันเชิงนโยบาย การได้รับเงินช่วยเหลือของมาตรการหลังนี้จึงไม่ได้เพิ่มอำนาจชาวนาในระบบตลาดหรืออำนาจการเมืองในการเลือกนโยบาย

    เราอาจเรียกนโยบายที่มีรูปแบบคล้ายประชานิยมแต่ไม่ใช่ประชานิยมเช่นนี้ได้ว่าเป็นนโยบาย “ประชาสงเคราะห์” ที่ช่วยตกแต่งนโยบายแบบ “บริษัทและชนชั้นนำนิยม” ให้ดูมีจริยธรรมมากขึ้น โดยเป้าหมายไกลสุดของนโยบายมักมีไว้เพียงเพื่อต่อลมหายใจผู้ด้อยโอกาส ไม่มีความพยายามที่จะเพิ่มอำนาจประชาชนทั้งในระบบตลาดและในระบบการเมือง ลดโอกาสประชาชนในการเลื่อนสถานะของตนเอง นโยบายเช่นนี้ต่างหากที่ทำให้ประชาชนตกอยู่ในสภาพ “ผู้ขอ” อยู่เรื่อยไปมากกว่าจะเป็นผลของนโยบายประชานิยมตามความเห็นของเทคโนแคตจำนวนหนึ่ง

    เมื่อประชานิยมทำให้ประชาชนชั้นล่างมีทางเลือกและโอกาสที่มากขึ้นในระบบตลาด ประชานิยมจึงทำให้ค่าจ้างแรงงานและราคาผลผลิตทางการเกษตรมีราคาสูงขึ้นตามไปด้วยเพราะแรงงานราคาถูกทั้งในภาคอุตสาหกรรมและในภาคเกษตรส่วนหนึ่งกลายมาเป็นผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย แม้พวกเขาอาจจะยังทำการเกษตร แต่ก็เป็นการทำการเกษตรในฐานะผู้ประกอบการมิใช่ในฐานะเกษตรกรส่งผลให้ทุนใหญ่และผู้บริโภคมีต้นทุนแพงขึ้นในการประกอบการและการดำรงชีวิตเมื่อเทียบกับในอดีต และที่สำคัญคือประชานิยมยังทำให้มือของประชาชนกลุ่มล่างเข้ามีส่วนในการจัดสรรทรัพยากรของประเทศมากขึ้นผ่านมือที่หย่อนบัตรลงหีบเลือกตั้ง

    ด้วยเหตุนี้ประชานิยมจึงเป็นปัญหาสำหรับชนชั้นนำและเครือข่าย

    พวกเขาเกลียดกลัว “ประชานิยม” เสียยิ่งกว่าทักษิณ การที่ประชาชนเห็นประโยชน์โดยตรงของการเมือง เข้ามามีส่วนแบ่งอำนาจในการกำหนดจัดสรรทรัพยากรของประเทศ ทำให้เกิดการโยกย้ายทรัพยากรส่วนหนึ่งซึ่งแต่เดิมเคยถูกรวบดึงจัดสรรใช้เป็นประโยชน์แก่คนในวงจำกัดไปสู่ประชาชนในวงกว้างมากขึ้น ทำให้ทิศทางนโยบายเบี่ยงเบนไปจากเป้าหมายและผลประโยชน์ของพวกเขา ดังที่อดีตประธานทีดีอาร์ไอเคยกล่าวไว้ในทำนองว่านโยบายประชานิยมนี้ “เบียดบังงบประมาณในส่วนอื่นที่นำมาใช้ในการพัฒนาประเทศ ส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ” (นิพนธ์ พัวพงศกร, การเสวนา“ทีดีอาร์ไอชวนคิด-ชวนคุยข้อเสนอปฏิรูปประเทศไทย” ครั้งที่ 3 ในหัวข้อ “การสร้างวินัยทางการเงินและการคลัง” , เข้าถึงเมื่อ 17 มี.ค. 2557)

    คาถาและเครื่องรางไล่ผีทักษิณของชนชั้นนำและเครือข่ายไม่ว่าจะเป็น “ทุนสามานย์” “ขายชาติ” “ล้มเจ้า” “กปปส.” “รัฐประหาร” “รัฐธรรมนูญฉบับปรองดอง” ฯลฯ โดยเนื้อแท้แล้วถูกใช้เพื่อขับ “ประชาชน” ให้พ้นเวทีการเมืองมากกว่าที่จะใช้ไล่คนอย่างทักษิณ

    นิทานเรื่องผีทักษิณจึงจะยังถูกยกมาเล่าหลอกเรื่อยไปจนกว่าเจ้าบ้านจะอ่อนใจทิ้งบ้านให้หมอผีครอบครอง
     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     

    รายงานฉบับล่าสุดเรื่องทุนมนุษย์ (The Human Capital Report 2015) ของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) [1] ออกเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 โดยได้กล่าวถึงความสำคัญของคุณภาพของทุนมนุษย์ในชาติ (Nation's human capital endowment) ซึ่งเป็นทักษะและความสามารถในตัวประชาชนที่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ว่าสามารถเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จทางเศรษฐกิจในระยะยาวมากกว่าทรัพยากรอื่นๆ ซึ่งทุนดังกล่าวนี้สามารถลงทุนและหวังผลในผลตอบแทนต่อบุคคลและเศรษฐกิจโดยรวม

    แนวคิดที่ใช้วัดระดับของทุนมนุษย์ในชาติประกอบด้วยกัน 3 หลักการ 1) ผลลัพธ์จากการเรียนและการจ้างงาน ดัชนีที่ใช้วัดทางด้านการเรียน เช่น อัตราการเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาและอุดมศึกษา และอัตราการอ่านออกเขียนในได้ในเด็ก เป็นต้น สำหรับดัชนีด้านการจ้างงาน มีดัชนีที่หลากหลาย เช่น อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (Labor force Participation Rate) รวมถึงอัตราการว่างงาน เป็นต้น 2) ลักษณะประชากร โดยมีการแบ่งประชากรออกเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย ต่ำกว่า 15 ปี, 15-24 ปี, 25-54 ปี, 55-64 ปี และ 65 ปีขึ้นไป และ 3) ทุกประเทศถูกคำนวณดัชนีโดยใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งหมด โดยมีประเทศที่พิจารณาทั้งสิ้น 124 ประเทศ

    การจัดระดับมีทั้งแบบเฉลี่ยในทุกกลุ่มอายุและแยกตามอายุ สำหรับโดยเฉลี่ยในภาพรวมแล้ว ประเทศที่มีอันดับด้านทุนมนุษย์สูงสุด ได้แก่ ฟินแลนด์ รองลงมาเป็นนอร์เวย์ สวิสเซอร์แลนด์ แคนาดา ญี่ปุ่น สวีเดน เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ และเบลเยียม

     


    ที่มา: World Economic Forum (2015)

    จากภาพจะเห็นว่าแม้ฟินแลนด์จะมีอันดับโดยรวมที่ 1 แต่กลุ่มอายุ 55-64 ปีกลับตกลงมาอยู่ที่ 6  และกลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นอยู่ในอันดับที่ 7 ซึ่งในกลุ่มผู้สูงอายุพบว่าญี่ปุ่นมีอันดับที่ดีมากแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของประชากรญี่ปุ่นที่ยังคงมีประสิทธิภาพแม้มีอายุเยอะแล้วก็ตาม
    สำหรับไทยมีคะแนนโดยเฉลี่ยทุกกลุ่มอายุอยู่ที่ 68.78 รั้งอันดับที่ 57 ของโลก ทั้งนี้ อันดับที่ดีที่สุดของไทยคือช่วงอายุ 15-24 ปี อยู่ในอันดับที่ 41 ของโลกและเป็นที่..??..ในอาเซียน

     


    ที่มา: World Economic Forum (2015)

    เมื่อแยกตามภูมิภาค พบว่า ญี่ปุ่นมาเป็นอันดับ 1 ของทวีปเอเชียและแปซิฟิก รองลงมาเป็นนิวซีแลนด์และออสเตรเลียตามลำดับ เมื่อพิจารณาในระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน พบว่า สิงคโปร์ (24) เป็นที่ 1 ในอาเซียน รองลงมาเป็นฟิลิปปินส์ (46) และมาเลเซีย (52) ไทยรั้งอันดับ 4 ในอาเซียน ตามติดมาด้วยเวียดนามในอันดับที่ 5 และรองลงมาเป็นอินโดนีเซีย (69) กัมพูชา (97) ลาว (105) และพม่า (112) ส่วนบรูไนไม่มีข้อมูลปรากฏ และเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลเมื่อปี 2556 ไทยอยู่ในอันดับที่ 44 เป็นที่ 3 ในอาเซียนรองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งนับว่าสถานการณ์ของไทยไม่สู้ดีนัก

    ทั้งนี้ เว็บไซต์ CNN [2] ได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มอายุต่ำกว่า 15 ปี เพราะเป็นกลุ่มอายุที่กำลังจะเข้าสู่การทำงานและถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญของเศรษฐกิจหลังจากนี้ เราพบว่า ไทยมีอันดับที่ไม่ค่อยดีนัก หล่นลงไปอยู่อันดับที่ 68 ตามหลังหลายประเทศที่ได้ยินแล้วจะต้องตกใจเพราะมี GDP ต่ำกว่าไทยมาก เช่น โครเอเชีย ลัตเวีย อิสราเอล มอลตา มอริเชียส ศรีลังกา ตรินิแดดและโตเบโก อาเซอร์ไบจาน และจาไมก้า เป็นต้น ในระดับอาเซียน เราพบว่ากลุ่มอายุดังกล่าว ไทย ตามหลัง สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสังเกตว่าฟิลิปปินส์ร่วงหล่นไปอยู่ที่ 73 จากอันดับในกลุ่มอายุนี้

    ทั้งนี้ รายงานระบุว่าภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกมีความแตกต่างของระดับการพัฒนา (วัดจากคะแนนของผู้ที่ได้อันดับสูงสุดและต่ำสุด ซึ่งในที่นี้คือญี่ปุ่นกับปากีสถาน) มาเป็นอันดับ 2 ของทุกทวีป รองจากทวีปตะวันออกกลางและอเมริกาเหนือ (ความแตกต่างของคะแนนของประเทศอิสราเอลและเยเมน)

    และเมื่อจัดอันดับตามกลุ่มประเทศ (รายได้ต่ำ 18 ประเทศ รายได้ปานกลางระดับล่าง 31 ประเทศ รายได้ปานกลางระดับบน 30 ประเทศ และรายได้สูง 45 ประเทศ) พบผู้นำของแต่ละกลุ่มประเทศดังนี้

     


    ที่มา: World Economic Forum (2015)

    จากภาพเป็นการเสนอ 10 อันดับแรกของผู้มีคะแนนสูงสุดแยกตามกลุ่มรายได้ จะเห็นว่าประเทศที่อยู่ในอันดับ 1-10 ด้านทุนมนุษย์เป็นกลุ่มประเทศรายได้สูงทั้งสิ้น ซึ่งสะท้อนแนวคิดของการพัฒนาเศรษฐกิจหรือพัฒนามนุษย์ว่าจำเป็นที่จะต้องอาศัยปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง

    อย่างไรก็ตาม กลุ่มประเทศรายได้สูง 45 ประเทศนี้ ไม่ได้มี 45 อันดับที่ได้คะแนนด้านทุนมนุษย์สูงสุด (มีเฉพาะ 30 ประเทศที่มีคะแนนด้านทุนมนุษย์สูงที่สุดที่เป็นประเทศรายได้สูง) โดยประเทศที่น่าสนใจคือ คูเวต ซาอุดิอาระเบีย บาร์เบโดส  เป็นกลุ่มประเทศรายได้สูงแต่มีอันดับในทุนมนุษย์อยู่ในอันดับที่ 93 85 และ 77 ตามลำดับ ขณะที่ยูเครนและฮังการีได้รับอันดับที่ 31 และ 32 จากการอันดับทุนมนุษย์แต่อยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างและบน ตามลำดับ หรือคาซัคสถานที่มีคะแนนด้านทุนมนุษย์อยู่ในอันดับที่ 37 แต่ไม่ใช่ประเทศรายได้สูง

     


    ที่มา: World Economic Forum (2015)

    ทั้งนี้ ได้มีการทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัวกับคะแนนด้านทุนมนุษย์ พบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทั้งสอง ซึ่งยืนยันถึงทฤษฏีทางเศรษฐศาสตร์ที่ระบุว่า เมื่อระดับรายได้ของประเทศเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การสร้างและเพิ่มพูนทุนมนุษย์ ความสามารถในระยะยาวในการเพิ่มขึ้นของระดับรายได้จึงขึ้นมีผลอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงในทุนมนุษย์ที่มีอยู่ในรูปของทักษะและการเรียนรู้ของประชากร

    ทั้งนี้ รายงานยังได้ชี้ให้เห็นถึงกรณีที่ประเทศมีรายได้แตกต่างกันแต่มีผลลัพธ์ในทุนมนุษย์ที่ใกล้เคียงกันหรือประเทศที่มีผลลัพธ์ในทุนมนุษย์ที่แตกต่างกันแต่กลับมีรายได้ใกล้เคียงกัน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องศึกษาต่อไปว่าทำไมจึงเกิดกรณีเหล่านี้ขึ้น ซึ่งรายงานได้เน้นไปที่ 3 คู่ศึกษาด้วยกัน 1) แม้นอร์เวย์จะมีระดับของ GDP ต่อหัวที่สูงกว่าฟินแลนด์ค่อนข้างมาก (ประมาณ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ) แต่พบว่าอันดับของฟินแลนด์นั้นสูงกว่านอร์เวย์ 2) สวิสเซอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา และซาอุดิอาระเบีย เป็นประเทศที่มีรายได้ต่อหัวใกล้เคียงกันแต่กลับมีอันดับในทุนมนุษย์แตกต่างกันอย่างมาก และ 3) ไนจีเรีย เคนย่า และกานามีระดับของ GDP ต่อหัวใกล้เคียงกันแต่อันดับในทุนมนุษย์แตกต่างกันมากเช่นกัน และผมขอเพิ่มกรณีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กับอาร์เจนตินาหรือชิลีเข้าไป กล่าวคือ ซาอุดิอาระเบียมี GDP ต่อหัวสูงกว่าทั้ง 2 ประเทศเกือบ 3 เท่าแต่กลับมีคะแนนด้านทุนมนุษย์ใกล้เคียงกัน ซึ่งคำตอบอาจไปอยู่...ความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพราะอะไรก็เป็นได้ถ้าพูดถึง..GDP

    เพิ่มเติมปิดท้ายสำหรับสถิติของไทย ไทยรั้งอันดับที่ 57 ของโลกในด้านทุนมนุษย์ (เฉลี่ยทุกกลุ่มอายุ) โดยมีกำลังแรงงาน (Working age population) ทั้งสิ้น 48.59 ล้านคน จำนวนผู้จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาขั้นต่ำ (Tertiary-educated population) จำนวน 5.77 ล้านคน สัดส่วนการพึ่งพิงตามวัย (Aged dependency ratio) หรือจำนวนคนที่ไม่ได้ทำงานเชิงเศรษฐกิจ ต่อจำนวนคนที่อยู่ในวัยทำงานเชิงเศรษฐกิจ เท่ากับ 12.4% อัตราการเป็นภาระในเด็ก (Child dependency ratio) เท่ากับ 26.9% GDP ต่อหัวอยู่ที่ 14,443 ดอลลาร์สหรัฐ อัตราการมีส่วนร่วมของแรงงาน 72.3% สัดส่วนการจ้างงานต่อประชากรทั้งหมด 71.7%  และอัตราการว่างงาน 0.7% สำหรับสัดส่วนการทำงานแยกตามสาขาการผลิต พบว่าโดยเฉลี่ยประชากรทำงานในภาคการเกษตร 29.7% ภาคอุตสาหกรรม 14.4% และภาคบริการ 26.7% ในด้านการเรียน พบว่านักศึกษาส่วนใหญ่เรียนเกี่ยวกับสังคมศาสตร์ บริหารธุรกิจ และกฎหมายกว่า 1.34 ล้านคน รองลงมาเป็นด้านวิศวกรรมศาสตร์และศึกษาศาสตร์


    เอกสารอ้างอิง

    [1] World Economic Forum. (2015). The human capital report 2015. Geneva: World Economic Forum.
    [2] CNN. (2015). U.S. ranks below Borat's country in preparing youth to excel. Retrieved May 17, 2015,  from http://money.cnn.com/2015/05/14/news/economy/world-economic-forum-human-capital- index.


    เกี่ยวกับผู้เขียน วรรณพงษ์  ดุรงคเวโรจน์ เป็นนักวิชาการประจำ ภาควิชาเศรษฐศาสตร์การพัฒนา คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ในกัมพูชามีประชาชนส่วนหนึ่งไม่พอใจคิดว่ารัฐบาลกำลังทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศเวียดนาม พากันวิจารณ์และกล่าวหาว่าคนของรัฐบาลเป็น "พวกเวียดนาม" สร้างความไม่พอใจให้กับโฆษกคณะรัฐมนตรีจนมีการขู่ว่าจะเอาผิดทางอาญากับผู้ทำลายชื่อเสียงรัฐบาลผ่านเฟซบุ๊ก


    22 พ.ค. 2558 โฆษกคณะรัฐมนตรีของกัมพูชา ไผ่ สีพัน ขู่ว่าจะมีการดำเนินคดีกับผู้ใช้เฟซบุ๊กที่กล่าว "ดูหมิ่น" หรือ "ทำลายชื่อเสียง" ผู้นำรัฐบาล ซึ่งเชื่อว่าเป็นการละเมิด "วัฒนธรรมการอภิปราย" ระหว่างพรรครัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้านอย่างเห็นได้ชัด

    สีพันโพสต์ในเฟซบุ๊กของตัวเองในหัวข้อว่า "จดหมายเกี่ยวกับคนที่มีอคติและไม่มีจริยธรรม" โดยอ้างว่าผู้ใช้เฟซบุ๊กกำลังใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไปในทางที่ผิด คือการใช้คำหยาบคาย การดูหมิ่น เย้ยหยัน กล่าวเกินจริง และการทำลายชื่อเสียงข้าราชการ

    สีพันระบุอีกว่า ในกฎหมายอาญาของกัมพูชามีการระบุถึงบทลงโทษข้อหาดูหมิ่นหรือทำลายชื่อเสียง ซึ่งการกระทำผิดเหล่านี้ไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยสีพันอ้างว่าการกระทำผิดเหล่านี้เป็นการ "ละเมิดสิทธิและศักดิ์ศรีของบุคคลผู้ที่เคารพในกฎหมายของชาติและของนานาชาติ" สีพันจึงขู่เอาผิดกับผู้ละเมิดกฎหมายเหล่านี้

    สำนักข่าวเดอะแคมโบเดียเดลีโทรศัพท์สัมภาษณ์สีพันในประเด็นนี้ เขากล่าวไปในทางเดียวกับที่โพสต์ในเฟซบุ๊กว่ารู้สึกเป็นห่วงในเรื่องการใช้ถ้อยคำดูหมิ่นจากผู้สนับสนุนฝ่ายค้านซึ่งมักจะกล่าวหาว่ารัฐบาลกำลังทำเพื่อผลประโยชน์ของเวียดนาม และกล่าวหาว่าเป็นพวกเวียดนาม ซึ่งสีพันกล่าวว่าเป็นการกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีทำลายชื่อเสียงและบอกอีกว่าเขาเป็นห่วงในเรื่องนี้เพราะต้องการส่งเสริม "วัฒนธรรมการอภิปราย"

    ตามกฎหมายอาญามาตรา 305 ถึง 308 ของกัมพูชาการกล่าวดูหมิ่นหรือทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ผู้กระทำผิดจะต้องโทษปรับเป็นเงิน 100,000 - 10,000,000 เรียล (ราว 800 - 80,000 บาท) แต่เมื่อถามว่าโฆษกคณะรัฐมนตรีกัมพูชาจะกระทำการในทางเทคนิคอย่างไรต่อผู้เขียนข้อความหมิ่นรัฐบาลในเฟซบุ๊ก โฆษกคณะรัฐมนตรีตอบว่ารัฐบาลจะขอให้เฟซบุ๊กปิดบัญชีผู้ใช้และถามหาตัวผู้ใช้งาน

    ทางด้านยิม โสวัณณ์ โฆษกพรรคซีเอนอาร์พีซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านของกัมพูชาปฏิเสธจะแสดงความคิดเห็นว่าการลงโทษคนที่ดูหมิ่นผู้นำรัฐบาลถือเป็นส่วนหนึ่งของ "วัฒนธรรมการอภิปราย" ด้วยหรือไม่เพราะไม่ได้เห็นข้อความ แต่ก็บอกว่าในเฟซบุ๊กมีทั้งข้อความที่ดีและไม่ดีแต่ก็ล้วนเป็นแค่การวิพากษ์วิจารณ์ธรรมดาๆ เป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย

    ทางด้านปาง โสคืน (Pang Sokhoeun) เจ้าของเพจ "Khmer Sovannaphumi" กล่าวปกป้องการกล่าวหมิ่นเชื้อชาติต่อรัฐบาลกัมพูชา จากที่กล่าวด่านักการเมืองรายหนึ่งว่าเป็น "พวกเวียดนาม" ซึ่งเขาอ้างว่าเป็นคำแสลงที่ใช้กล่าวถึงนักการเมืองที่ไม่ทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศแต่ทำเพื่อผลประโยชน์ของต่างชาติ โสคืนกล่าวอีกว่าคำขู่ของโฆษกรัฐบาลจะไม่ได้ผลเพราะไม่สามารถทำอะไรกับความโกรธแค้นของประชาชนที่ต้องการกล่าวดูหมิ่นรัฐบาลต่อไปได้ และจะยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกโกรธมากขึ้น ทำให้การกล่าวเหยียดหยามรุนแรงมากขึ้นด้วย

     

    เรียบเรียงจาก

    Facebook Users May Face Charges, Gov’t Says, The Cambodia Daily, 21-05-2015
    https://www.cambodiadaily.com/news/facebook-users-may-face-charges-govt-says-84071/

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    "ขอเชิญตัวแต่โดยดี ถ้าไม่ไปจะมีมาตรการเพิ่ม" เจ้าหน้าที่บอกก่อนจับกุม นักศึกษากลุ่มดาวดิน หลังชูป้ายผ้า คัดค้านรัฐประหาร ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จ.ขอนแก่น

    22 พ.ค. 2558 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาประมาณ 13.00 น. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จังหวัดขอนแก่น นักศึกษากลุ่มดาวดินได้ออกมาแสดงสัญลักษณ์คัดค้านการรัฐประหาร โดยการถือป้ายผ้าที่เขียนข้อความว่า “คัดค้านรัฐประหาร” และได้พูดถึงปัญหาสำคัญประเด็นหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังจากมีการรัฐประหารคือ ประเด็นปัญหาด้านทรัพยากร เช่น เหมืองแร่ทองคำ การจัดการน้ำ ปิโตรเลียม การไล่รื้อที่ดินจากแผนแม่บทป่าไม้และที่ดิน โดยระบุว่า การกระทำทั้งหลายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้สะท้อนให้เห็นถึงการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน และไม่สนในประเด็นเรื่อง สิทธิ เสรีภาพ และสิทธิชุมชน

    “จริงๆ แล้วการรัฐประหารเป็นการตัดตอนประชาธิปไตย ตัดอำนาจประชาชน ซึ่งประชาชนทุกคนควรมีสิทธิมีเสียงในประเทศตัวเอง แต่อำนาจกลับถูกคนแค่กลุ่มเดียวมายึดเอาไป ส่วนเหตุผลที่เลือกชูประเด็นเรื่องทรัพยากรก็เพราะว่ากลุ่มของพวกเราก็ทำงานเรื่องนี้อยู่แล้ว จึงเห็นปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นว่าได้มีหน่วยงานรัฐและทหารมาอำนวยความสะดวกให้กลุ่มนายทุน รวมถึงการใช้อำนาจในการกดขี่ไม่ให้ชาวบ้านสามารถออกมาต่อสู้เพื่อปกป้องบ้านของตัวเองได้ พวกเราจึงต้องการออกมาแสดงจุดยืนในการต้อต้านอำนาจที่ไม่เป็นธรรม ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ต่อต้านอำนาจที่ไม่รับฟังความคิดเห็นของประชาชน ต่อต้านรัฐทหาร ต่อต้านเผด็จการและต่อต้าน คสช. อีกเหตุผลหนึ่งที่เราเลือกบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยขอนแก่น เพราะว่า ที่แห่งนี้เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย ที่โดน คสช. ขโมยไปจากประชาชนคนไทย และเรายังเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราทำคือสิ่งที่ถูกต้องการวิพากษ์การทำงานของรัฐบาล เป็นสิทธิและเสรีภาพของทุกคน ถ้า คสช. คิดว่าผิด ประเทศนี้ก็เป็นประเทศของเผด็จการไปแล้ว” นายภานุพงศ์ ศรีธนานุวัฒน์ หนึ่งในนักศึกษาที่ออกมาแสดงความคิดเห็นกล่าว

    ต่อมาเวลา 13.27 น. เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ได้เข้าจับกุมนักศึกษากลุ่มดังกล่าว ทั้งหมด 7 คน คือ จตุภัทร บุญภัทรรักษา อภิวัฒน์ สุนทรารักษ์  พายุ บุญโสภณ  ภานุพงศ์ ศรีธนานุวัฒน์  สุวิชชา ฑิพังกร ศุภชัย ภูครองพลอย และ วสันต์ เสธสิทธิ โดยในระหว่างเข้าจับกุ่มเจ้าหน้าที่ได้กล่าวว่า "ขอเชิญตัวแต่โดยดี ถ้าไม่ไปจะมีมาตรการเพิ่ม"

    ขณะเดียวกัน เพจดาวดิน สังกัดพรรคสามัญชนรายงานว่า เวลา 13.40 น. นักศึกษาทั้ง 7 คน และผู้ติดตามจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รวมทั้งหมด 13 คน ได้มาถึงมณฑลทหารบกที่ 23 ค่ายศรีพัชรินทร (มทบ.23) โดย นศ.ทั้ง 7 คน ถูกนำตัวเข้าห้องขังทันที

    อัทเดพรายชื่อผู้ถูกควบคุมตัว จากเดิมที่ทราบชื่อทั้งหมด 7 คน คือกลุ่มนักศึกษาดาวดินที่ออกไปชูป้ายผ้า ล่าสุดทราบว่าในจำนวน 13 คน ที่อยู่ที่ค่ายศรีพัชรินทร มีนักศึกษากลุ่มดาวดินอีก 3 คนคือ จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ ขวัญหทัย ปทุมถาวรสกุล และจิรัขญา หาญณรงค์ และเจ้าหน้าที่จากศูนย์ทนายความฯคือ ดวงทิพย์ ฆารฤทธิ์ ธีระยุทธ สินธุโคตร และจิรวิชญ์ ฉิมมานุกูล ซึ่งติดตามไปในฐานะผู้สังเกตการณ์ ถูกควบคุมตัวด้วย

    ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้ง 13 คน ถูกนำตัวมาที่ สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองขอนแก่นแล้ว

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    22 พ.ค. 2558 กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม นำตัวกรรมการศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตย (Young People for Social-Democracy Movement,Thailand (YPD.)) และวิทยากรงานเสวนา หัวข้อ "22-22 : สิทธิชุมชน เสรีภาพ การศึกษา" ซึ่ง YPD จัดขึ้นในวาระครบรอบ 1 ปี รัฐประหาร รวม 11 คน ไปที่ สน.ชนะสงคราม

    ธัชพงศ์ แกดำ กรรมการศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตย (YPD) ให้สัมภาษณ์ประชาไทเมื่อเวลา 14.13 น. ว่า ล่าสุด ตร.ปล่อยตัวแล้ว หลังควบคุมตัวอยู่ราว 30 นาทีโดยไม่มีการตั้งข้อหาแต่อย่างใด

    ธัชพงศ์ระบุว่า เดิม ทางกลุ่มได้ประสานงานกับอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว เพื่อขอจัดงานเสวนา "22-22 : สิทธิชุมชน เสรีภาพ การศึกษา" ในวาระครบรอบ 1 ปี รัฐประหารในช่วงบ่ายวันนี้ไว้แล้ว ต่อมา เมื่อช่วงสายวันนี้ เจ้าหน้าที่อนุสรณ์สถานฯ โทรแจ้งว่า ทหารขอให้ปิดสำนักงาน พวกตนจึงย้ายมาจัดที่หน้าฟุตบาทแทน ซึ่งหลังทางกลุ่มฯ อ่านแถลงการณ์ "1 ปี รัฐ(ประ)(ท)หารอันอัปยศ" และเริ่มเกริ่นได้เพียงเล็กน้อย ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเชิญตัวไป สน.ชนะสงคราม โดยแจ้งว่า มั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไป ขัดมาตรา 44 อย่างไรก็ตาม หลังเดินทางไป สน. มีการสอบถามชื่อ ก่อนจะปล่อยตัวโดยไม่มีการแจ้งข้อหาหรือลงบันทึกประจำวัน

    ธัชพงศ์ กล่าวยืนยันว่า จะจัดงานต่อไป โดยอาจเป็นรูปแบบอื่นๆ เช่น เผยแพร่ทางยูทูบ พร้อมระบุว่า จำเป็นต้องพูดให้สังคมรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังรัฐประหารเมื่อปีที่แล้ว ทั้งเรื่องสิทธิชุมชนที่ชาวบ้านโดนไล่ที่ และการศึกษาที่มีการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบพร้อมๆ กันหลายแห่ง ทั้งที่ในภาวะปกติแล้วเรื่องแบบนี้จะทำไม่ได้


    แถลงการณ์
    ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตย
    (Young People for Social-Democracy Movement, Thailand (YPD.)
    1 ปี รัฐ(ประ)(ท)หารอันอัปยศ


    หนึ่งปีมาแล้วศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตย(YPD.) ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง“คัดค้านรัฐประหาร ต่อต้านการกระทำอันไม่เป็นประชาธิปไตย” ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เพื่อแสดงจุดยืน “ ต่อต้านการกระทำอันไม่เป็นประชาธิปไตย” โดยขอเรียกร้องให้มีการคืนอำนาจอธิปไตยกลับคืนสู่ประชาชนโดยเร็ว เพราะการรัฐประหารเป็นการแก้ไขปัญหาระยะสั้นที่จะทำลายสังคมประชาธิปไตยในระยะยาว ทั้งนี้ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตย (YPD.)และเพื่อนเครือข่ายนักศึกษาทั้งในไทยและต่างประเทศได้เฝ้าระวังและจับตา ติดตาม ตรวจสอบ รวมถึงเคลื่อนไหวคัดค้านการใช้อำนาจของ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” ทางศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตย (YPD.) จึงขอประณามพฤติกรรมการใช้อำนาจของ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ดังต่อไปนื้

    1. แต่งตั้งทหารและบริวารพวกพ้องมาดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆและกระทำการโดยไม่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติและประชาชน จากข้อเท็จจริงที่มีการแต่งตั้งข้าราชการทหารจำนวนมากเป็นรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรัฐประหารก็ได้รับเลือกจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ตนแต่งตั้ง มาเลือกตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี อีกทั้งมีการตั้งคนในครอบครัวเป็นผู้ช่วยผู้ปฏิบัติงานด้านนิติบัญญัติทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาปฎิรูปแห่งชาติ ซ้ำร้ายเหล่าผู้ปล้นอำนาจเหล่านี้ยังไม่เคยแสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณะชนเลยตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา

    2.สภานิติบัญญัติที่ตั้งขึ้นโดยอำนาจของคณะรัฐประหารออกกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนและไม่ได้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน จากข้อเท็จจริงในประเด็นต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น
    -กรณีร่างพระราชบัญญัติการประมง ที่ชาวประมงขนาดเล็กเสียผลประโยชน์ เนื่องการรับฟังความเห็นและการมีส่วนร่วมของชาวประมงพื้นบ้านก็น้อยเกินไป
    -กรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการร่างพระราชบัญญัติแร่ ทั้งที่เครือข่ายได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ได้ออกมาคัดค้าน
    -กรณีศูนย์ประสานงานการศึกษาเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย (ศ.ศ.ภ.ท.) ยืนหนังสือพร้อมรายชื่อผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่
    -กรณีเครือข่ายประกันสังคมเพื่อคนทำงาน 14 องค์กร เรียกร้องชะลอลงมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม
    -กรณีร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะเนื่องจากเนื้อหาบางมาตราลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบของประชาชน และไม่เป็นไปตามมาตรฐานกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เป็นต้น

    3.ลิดรอน เสรีภาพ อิสรภาพ การแสดงออกของประชาชน สื่อมวลชน และ ละเมิดสิทธิชุมชน ปรากฎมีการใช้คำสั่งห้ามจัดการเสวนาทางวิชาการ การพูดในที่สาธารณะมากมาย รวมทั้งมีการใช้คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติในการเรียกประชาชนไปปรับทัศนคติ ดำเนินการจับกุม และดำเนินคดีในศาลทหาร ออกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 64/2557โดยอ้างการปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า พร้อมด้วยคำสั่งที่66/2557 ที่กล่าวว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ แต่ในความเป็นจริงกลับกลายเป็นการละเมิดสิทธิชุมชน ละเมิดสิทธิการทำมาหากินของชาวบ้านคนยากคนจนไปทั่วทั้งประเทศ เกิดการเข้าตัดฟันและทำลายพืชผลอาสินของชาวบ้านคนจน มากกว่าจะปราบปรามนายทุนซึ่งเป็นผู้บุกรุกทำลายป่าตัวจริง

    4.แปรรูประบบการศึกษาอย่างน่าไม่อายโดยปรากฎข้อเท็จจริงคือ ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. .... คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสวนดุสิต พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ และรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยมีสมาชิกสภานิติบัญญัติหลายท่านที่เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการแปรรูปนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบเป็นนั่งผู้พิจารณาอยู่ด้วย

    5.รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังร่างภายใต้อำนาจรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีหลายมาตราในร่างที่เป็นข้อกังขา ว่าจะลดทอนอำนาจของประชาชน ยุบรวมองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน อีกทั้งยังไม่แน่นอนว่าจะมีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่

    การขับเคลื่อนและรักษาระบอบประชาธิปไตย ยกระดับคุณภาพของประชาธิปไตย สร้างพลเมืองที่มีจิตสำนึกในระบอบประชาธิปไตยนั้นแน่นอนว่าไม่ได้เกิดขึ้นจากคณะผู้ปกครองคณะใดคณะหนึ่ง ฝ่ายใดฝ่านหนึ่ง หากแต่เกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชน ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจก็เช่นกัน ที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากประชาชนที่ทุกกลุ่มที่ร่วมกันเข้ามาปกป้องสิทธิทางเศรษฐกิจของตนเอง และใช้กระบวนการประชาธิปไตยในการจัดสรรแบ่งปันผลประโยชน์

    “เราจะสร้างสังคมประชาธิปไตยไม่ได้เลย หากขาด สิทธิเสรีภาพ อิสรภาพ ความยุติธรรม และความสมานฉันท์ ที่สำคัญพวกเราเชื่อมั่นว่า ความสงบสุขของสังคมมิได้เกิดจาก การไม่มีการต่อต้าน หากแต่ความสงบสุขของสังคมเกิดจาก ความเท่าเทียม ความยุติธรรมทั้งทางอำนาจเศรษฐกิจและการเมือง”
    เพื่อประชาธิปไตยและความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ
    ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตย(YPD.)
    22 พฤษภาคม 2558

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    บอร์ด กสทช. มีมติ 6: 0 เสียง ไม่ให้เลื่อนชำระค่าประมูลทีวีดิจิทัลงวดที่ 2 ตามความเห็นของ สตง. และ อสส. ว่าอาจทำรัฐเสียหาย ชี้ถ้าไม่ชำระตามกำหนดปรับ 7.5% ต่อปี ล่าสุด ชำระแล้ว 3 ราย เป็นเงินกว่า 1.3 พันล้าน

    22 พ.ค. 2558 ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กสทช. วาระพิเศษ พิจารณาเรื่องการเลื่อนกำหนดระยะเวลาในการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ มีมติ 6 ต่อ 0 เสียง เห็นชอบกับความเห็นของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ไม่ให้เลื่อนกำหนดระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทีวีดิจิตอลงวดที่ 2 และให้ผู้ประกอบกิจการ ทั้ง 24 ราย มาชำระเงิน ภายในวันที่ 25 พ.ค.2558 หากไม่มาชำระ สำนักงาน กสทช. จะส่งหนังสือไปถึง และต้องเสียค่าปรับ ร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามหนังสือตอบกลับจาก สตง. และ อสส.

    บอร์ด กสทช. ได้มีหนังสือสอบถามความเห็น โดย สตง. ตอบกลับมาเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2558 ว่า การเลื่อนชำระค่าประมูลออกไป กสทช. ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ พ.ศ. 2556 และในเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และประกอบกิจการโทรทัศน์เพื่อให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ ได้ระบุถึงระยะเวลาการชำระค่าธรรมเนียมให้ใช้คลื่นความถี่ไว้อย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นการทำสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างกัน ถ้าเลื่อนจะต้องมีการแก้ไขเงื่อนไขแนบท้าย ซึ่งจะทำให้ทางราชการได้รับความเสียหาย และเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน

    ในส่วนของสำนักงานอัยการสูงสุด ได้มีหนังสือตอบกลับมาเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2558 ให้ความเห็นว่า กสทช. ไม่อาจเลื่อนออกไปได้ นอกจากจะแก้ไขประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ พ.ศ. 2556 หรือออกประกาศฉบับใหม่โดยประกาศฉบับใหม่จะต้องไม่ทำให้รัฐเสียหาย ซึ่ง กสทช. ต้องพิจารณาว่า การกระทำดังกล่าวจะมีผลเอื้อประโยชน์แก่เอกชนบางรายหรือไม่ และจะเป็นการทำให้เกิดความเสียหายแก่ราชการหรือไม่ ซึ่งนัยดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการเลื่อนออกไปได้

    ล่าสุด มาชำระแล้ว 3 ราย ได้แก่ บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด หรือ ช่อง 7HD จำนวน 683,730,000 บาท บริษัท ไทย บรอดคาสติ้ง จำกัด ช่อง เวิร์คพอยท์ จำนวน 333,305,000 บาท และบริษัท โมโน บรอดคาซท์ จำกัด ช่อง MONO 29 จำนวน 322,070,000 บาท รวมเป็นจำนวนเงิน 1,339,105,000 บาท

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     
     
    เว็บไซต์สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสานรายงานว่าเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2558 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมโรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ ตัวแทนภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบด้านป่าไม้ที่ดินจากทุกภูมิภาค ร่วมเวทีสัมมนา “การระดมความเห็นและข้อเสนอ ต่อแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้,การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนภาคประชาชน” เพื่อเตรียมยื่นต่อ คสช.
     
    นายนิรันดร์ พิทักษ์วัชระ  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินและป่า กล่าวถึงการจัดเวทีดังกล่าว เป็นการที่ประชาชนจากทั่วประเทศมาร่วมกันทำงาน เพื่อเรียกร้องและรักษาสิทธิในเรื่องที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย โดยมีเรื่องหลักๆ คือสิทธิในขั้นพื้นฐานที่ประชาชนควรได้รับความคุ้มครอง เพราะทรัพยากรเป็นสิทธิที่ชุมชนสามารถร่วมใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการ ซึ่งสิทธิชุมชนนี้มีมาแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี 40 และ 50 ขณะเดียวกันต่างประเทศได้ให้ความสนใจในเรื่องความเหลื่อมล้ำในสิทธิเป็นอย่างมาก ฉะนั้นรัฐควรกระจายอำนาจสู่ชุมชนให้ท้องถิ่นมีสิทธิส่วนร่วม รัฐต้องร่วมสนับสนุนแผนการจัดการทรัพยากรตามสิทธิชุมชน
     
    อีกทั้งในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการกำหนดแผนแม่บทป่าไม้ฯ และคำสั่ง คสช.ที่ 64/57 ได้ก่อให้เกิดปัญหาและส่งผลกระทบกับประชาชนไปทั่วภูมิภาค โดยมี 2 หน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยไม่ได้ดูบริบทของคำสั่ง ฉบับที่ 66/2557 ที่ระบุว่าการดำเนินการใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้นๆ
     
    นิรันดร์ กล่าวอีกว่า ภายหลังจากมีแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐฯ ในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี หรือประมาณ 6-7 เดือน ทางคณะกรรมการสิทธิฯ ได้รับหนังสือร้องเรียนถึงผลกระทบส่งมามากกว่า 44 คำร้อง 20 จังหวัดจากทั่วประเทศ และแน่นอนว่ายังมีการร้องเรียนตามมาอีกเช่นกัน จึงเป็นความประสงค์หลักของการจัดเวทีสัมมนาขึ้นมาร่วมกันอีกครั้ง หลังจากที่คณะกรรมการสิทธิได้กระจายจัดขึ้นไปตามแต่ละภาคในช่วงที่ผ่านมา ฉะนั้นครั้งนี้จึงเป็นไปเพื่อนำข้อมูลผลกระทบของแต่พื้นที่ แต่ละภาคมารวมกัน เพื่อรวบรวมความคิดเห็นและเตรียมเสนอแผนแม่บทป่าไม้ภาคประชาชน ต่อ คสช.เป็นการต่อไป
     
    “หากความเหลื่อมล้ำทางสังคมระหว่างรัฐบาลกับคนจนและนายทุนที่มีการถือครองที่ดินมากที่สุด ยังไม่มีการกระจายการใช้ประโยชน์อย่างเท่าเทียม ถูกต้อง เป็นธรรม จึงจำเป็นยิ่งที่รัฐบาลควรต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วม คำนึงถึงความมั่นคงของมนุษย์  และควรยุติการยึดคืนผืนป่า การจับกุม ไล่รื้อ และตัดฟันพืชผลอาสินจากประชาชน เพราะหากรัฐยังมองในบริบทของแผนการจัดการป่าไม้โดยประชาชนไม่มีส่วนร่วม แน่นอนว่าความปรองดองไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง “ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าว
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    พลเมืองโต้กลับฟ้อง "พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา" กับพวก คสช.รวม 5 คน ข้อหากบฏตาม ม. 113 จากกรณีทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ศาลนัดฟังคำสั่งรับฟ้องหรือไม่ 29 พ.ค.

     
     
    ที่มาภาพ: สำนักข่าวไทย
     
    22 พ.ค. 2558 สำนักข่าวไทยรายงานว่า กลุ่มพลเมืองโต้กลับนำโดยนายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ หรือพ่อน้องเฌอ กับพวก 15 คน พร้อมด้วยนายอานนท์ นำภา ทนายความกลุ่ม เดินทางมายังศาลอาญา รัชดาภิเษก เพื่อเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กับพวกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.รวม 5 คน ประกอบด้วยพลเรือเอกณรงค์ พิพัฒนาศัย /พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง /พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว / พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ในข้อหาร่วมกันเป็นกบฏ ที่เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 จากกรณีเข้ายึดอำนาจทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งกลุ่มมองว่าเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ศาลรับคำร้องไว้พิจารณา และนัดฟังคำสั่งว่าจะรับฟ้องหรือไม่ ในวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคมนี้
     
    ทั้งนี้กลุ่มพลเมืองโต้กลับ มีความพยายามนัดรวมตัวที่รถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีลาดพร้าว เพื่อเดินเท้ามายังศาลอาญาในวันนี้ แต่ตำรวจไม่ยินยอมได้เข้าเจรจาเกลี้ยกล่อมให้ขึ้นรถตู้เดินทางมาส่งที่ศาลอาญาแทน โดยไม่ได้มีการควบคุมตัวหรือแจ้งข้อหาแต่อย่างใด
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    สนช. เห็นชอบแก้ไขวงเงินที่ผู้รับมรดกต้องเสียภาษีจาก 50 ล้านบาท เป็น 100 ล้านบาท คาดปัจจุบันคนไทยที่มีเงินมากกว่า 50 ล้านบาท มีประมาณ 60,000 คน เชื่อว่าไม่น่าส่งผลกระทบกับส่วนใหญ่ของประเทศ

     
    22 พ.ค. 2558 สำนักข่าวไทยรายงานว่าที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. พิจารณาร่างพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก ในวาระ 2 และ 3 โดย สนช.เห็นด้วยกับการที่คณะกรรมาธิการฯ แก้ไขวงเงินที่ผู้รับมรดกต้องเสียภาษีจาก 50 ล้านบาท เป็น 100 ล้านบาท ทั้งรับครั้งเดียวหรือรับหลายครั้งรวมกัน โดยหากเกิน 100 ล้านบาท ต้องเสียภาษีร้อยละ 10 หรือกรณีเป็นผู้สืบสันดานต้องเสียร้อยละ 5
     
    นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ยืนยันว่า ร่างกฎหมายนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำให้สังคมได้ ขณะที่ สนช.ยังคงอภิปรายเสนอว่า หากเป็นมรดกที่ทำกินด้านการเกษตร ควรยกเว้นให้ 25 ไร่ เพื่อที่จะรักษาพื้นที่การเกษตรเอาไว้ และกรณีที่อยู่อาศัยไม่เกิน 200 ตร.ม. รวมทั้งยกเว้นภาษีที่ดินที่ใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษา สาธารณกุศล ที่ดินที่มีโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ไม่ว่าจะขึ้นทะเบียนหรือไม่ก็ตาม แต่คณะกรรมาธิการฯ ยังยืนยันอยู่ที่ 20 ไร่ โดยให้เหตุผลว่า ถ้ามากกว่านี้ น่าจะไม่ใช่เกษตรกรตัวจริง แต่น่าจะเป็นนายหน้า เพราะปัจจุบันคนไทยที่มีเงินมากกว่า 50 ล้านบาท มีประมาณ 60,000 คน เชื่อว่าไม่น่าส่งผลกระทบกับส่วนใหญ่ของประเทศ
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    22 พ.ค. 2558 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ออกแถลงการณ์ในโอกาสครบรอบหนึ่งปีรัฐประหาร ระบุตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาการดำเนินการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่งผลกระทบด้านกระบวนการยุติธรรมและด้านสิทธิมนุษยชนจากการใช้อำนาจอย่างน้อยในเรื่องต่อไปนี้

    1.การดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร การใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก และการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน

    2. การดำเนินการผลักดันประชาชนออกจากพื้นที่ป่า หลังจากมีคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 64/2257 ซึ่งเป็นการใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จในการเข้าไปจัดทรัพยากรป่าไม้และที่ดินโดยละเลยต่อบริบทพัฒนาการการใช้พื้นที่

    3. การใช้อำนาจตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2557 (ฉบับชั่วคราว) ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจมากกว่ากฎอัยการศึกเนื่องจากเจ้าหน้าที่ทหารในฐานะเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยสามารถเข้าร่วมเป็นพนักงานสอบสวนได้

    นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่หัวหน้า คสช.จะใช้อำนาจมาตรา 44 ในเรื่องต่างๆ มากยิ่งขึ้น รวมถึงยังรับรองคำสั่งหรือการกระทำ รวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่งหรือการกระทำ หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ทำให้ปราศจากความรับผิดใดๆ ทางกฎหมายและไม่สามารถเยียวยาความเสียหายซึ่งอาจขึ้นจากคำสั่งหรือการปฏิบัติตามคำสั่งนั้นได้

    ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเรียกร้องให้ คสช. 1.ยกเลิกและยุติการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร 2.ยกเลิกและยุติการใช้อำนาจตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 และ 3.ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมีที่มาจากประชาชน และจัดให้มีการเลือกตั้ง คืนอำนาจสู่ประชาชนโดยเร็ว

    -

    รายละเอียด มีดังนี้

    แถลงการณ์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ครบรอบหนึ่งปีรัฐประหาร
    เผยแพร่วันที่ 22 พฤษภาคม 2558
    ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ทำการเข้ายึดอำนาจการปกครองจากประชาชนเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 อันเป็นวิธีการได้มาซึ่งอำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้บริหารประเทศผ่านประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 122 ฉบับ คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 184 ฉบับ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 17 ฉบับ และมีร่างกฎหมายซึ่งเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว 112 ฉบับ แม้ คสช.จะแต่งตั้ง สนช.ให้ออกกฎหมาย แต่คสช.ยังคงอำนาจนิติบัญญัติและบริหารไว้โดยเด็ดขาด ดังปรากฏตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ซึ่งขาดระบบการตรวจสอบและถ่วงดุล ปราศจากความรับผิดของเจ้าหน้าที่ ส่วนอำนาจตุลาการ คสช.ได้ประกาศให้ศาลทหารมีอำนาจดำเนินคดีเหนือพลเรือน ถือเป็นการทำลายระบบนิติรัฐอย่างรุนแรงที่สุด

    ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนซึ่งก่อตั้งขึ้นมาเพื่อให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจหลังรัฐประหารพบว่าตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาการดำเนินการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติส่งผลกระทบด้านกระบวนการยุติธรรมและด้านสิทธิมนุษยชนจากการใช้อำนาจอย่างน้อยในเรื่องต่อไปนี้

    1. การดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร การใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก และการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน
    คณะรักษาความสงบแห่งชาติใช้อำนาจในการสร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชนในการใช้สิทธิเสรีภาพทั้งการเรียกบุคคลให้ไปรายงานตัวหรือเชิญตัวบุคคลไปปรับทัศนคติ กว่า 700 คน การห้ามชุมนุมทางการเมืองโดยมีจับกุมผู้ชุมนุมหรือแสดงความคิดเห็นทางการเมืองกว่า 166 คน การใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกกักตัวบุคคลไม่เกินเจ็ดวัน รวมถึงกำหนดให้การดำเนินคดีพลเรือนในความผิดต่อพระมหากษัตริย์ ความมั่นคง ความผิดเกี่ยวกับอาวุธและคำสั่ง ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติในศาลทหาร

    การใช้อำนาจในลักษณะดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนไม่กล้าใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และประชาชนบางส่วนเลือกที่จะหลบหนีออกนอกประเทศเนื่องจากหากเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในศาลทหารแล้วนั้นย่อมไม่มีหลักประกันในด้านความเป็นอิสระและเป็นกลางของผู้พิพากษาในการตัดสินคดีและความผิดซึ่งกระทำระหว่างประกาศกฎอัยการศึกยังคงไม่ได้รับสิทธิอุทธรณ์อันเป็นการขัดต่อหลักนิติรัฐและหลักการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม (Fair Trial)

    2. การดำเนินการผลักดันประชาชนออกจากพื้นที่ป่า
    หลังจากมีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 64/2257 เรื่องการปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ และการดำเนินนโยบายตามแผนแม่บท แก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ซึ่งคาดการณ์ในเบื้องต้นว่ามีมากกว่า 100 ชุมชน และประชาชนหลายพันครัวเรือนได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้ โดยเป็นการใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จในการเข้าไปจัดทรัพยากรป่าไม้และที่ดินโดยละเลยต่อบริบทพัฒนาการการใช้พื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่พิพาทมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่รัฐใช้วิธีผ่อนผันให้ชาวบ้านทำกินหรืออยู่ในระหว่างการเจรจาแก้ไขปัญหา จนกระทั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้ามาเร่งรัดการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐในการขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ โดยไม่สนใจต่อกระบวนการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา

    3. การใช้อำนาจตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2557(ฉบับชั่วคราว)
    แม้ว่าปัจจุบันคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะยกเลิกการประกาศกฎอัยการศึกแล้วเจ้าหน้าที่ทหารยังได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความแห่งชาติ ฉบับที่ 3/2558 ซึ่งออกตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจมากกว่ากฎอัยการศึกเนื่องจากเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยสามารถเข้าร่วมเป็นพนักงานสอบสวนได้ ส่งผลให้คดีความผิดซึ่งต้องขึ้นศาลทหารนั้น สามารถมีเจ้าหน้าที่ทหารในการดำเนินการตั้งแต่จับกุมคุมขัง สอบสวน ส่งฟ้องและพิพากษาคดี ซึ่งเป็นการละเมิดต่อสิทธิในกระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรงเนื่องจากขัดต่อความเป็นอิสระและเป็นกลาง

    นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะใช้อำนาจมาตรา 44 ในเรื่องต่างๆมากยิ่งขึ้นทั้งเรื่องทางบริหารและนิติบัญญัติ รวมถึงการโยกย้ายข้าราชการ ผู้บริหารในองค์การอิสระ การกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษฯลฯ ซึ่งถือเป็นอำนาจเด็ดขาดผ่านการกลั่นกรองจากบุคคลเพียงคนเดียว รวมถึงยังรับรองคำสั่งหรือการกระทำ รวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่งหรือการกระทำ หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ทำให้ปราศจากความรับผิดใดๆทางกฎหมายและไม่สามารถเยียวยาความเสียหายซึ่งอาจขึ้นจากคำสั่งหรือการปฏิบัติตามคำสั่งนั้นได้

    ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเห็นว่านอกจากที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติแล้ว การปกครองประเทศซึ่งขาดการมีส่วนร่วมและขาดการรับฟังความคิดเห็น โดยการจำกัดเสรีภาพของประชาชน และควบคุมกระบวนการยุติธรรมโดยเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองกลุ่มหนึ่ง ไม่อาจนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากประชาชนทุกฝ่ายไม่ได้รับความยุติธรรมอย่างเสมอภาค ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจึงขอยืนยันให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ

    1.ยกเลิกและยุติการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร
    2.ยกเลิกและยุติการใช้อำนาจตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557
    3.ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมีที่มาจากประชาชน และจัดให้มีการเลือกตั้ง คืนอำนาจสู่ประชาชนโดยเร็ว

    ด้วยความเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai


    ภาพจากเพจ LLTD

    ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 19.20 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีนักศึกษาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวไป สน.ปทุมวัน 23 คน เป็นชาย 20 คน หญิง 3 คน ขณะนี้อยู่ระหว่างรอทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ มีรายงานว่ามีนักศึกษาได้รับบาดเจ็บขณะถูกลากตัวออกไป และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบชกและเตะด้วย

    22 พ.ค. 2558 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ได้มีการนัดรวมตัวกันของนักศึกษาเพื่อทำกิจกรรมรำลึก ครบรอบ 1 ปี รัฐประหาร โดยใช้ชื่อกิจกรรมว่า “ศุกร์ 22 มาฉลองกันมะ?” โดยเป็นการนัดรวมกันใส่เสื้อสีขาว เพื่อออกมาแสดงพลังเงียบ ในเวลา 18.00 น.

    ในเวลา 16.25 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณหน้าหอศิลปฯ ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจตรึงกำลัง พร้อมเอารั้วมากั้นพื้นที่ด้านหน้า


    16.25 น.

    ทั้งนี้ก่อนจะถึงเวลานัดรวมตัว เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบอ้างตัวว่าเป็น จนท. ทหารเข้ามาขอเชิญตัว ณัชชชา กองอุดม จากหน้าร้าน Book Moby หอศิลปฯ ไปควบคุมตัวไปที่ สน. ปทุมวัน แต่เธอปฏิเสธการควบคุมตัว เนื่องจากว่าตัวเองยังไม่ได้ก่อเหตุอะไร หลังจากนั้นได้มีชุด เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิง มาประกบตัวบริเวณหอศิลปฯชั้น 4  เพื่อขอเข้าพูดคุยด้วย  ณัชชชา ได้เดินเข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิง ขอความเห็นใจว่าอย่าได้ทำการจับกุมตัว แต่ถ้าจับกุมตัว ก็ขอให้ปล่อยตัวเธอก่อนเวลา19.00น. เนื่องจากว่าเธอได้นัดคนรักทานอาหารในเวลานั้น

    ต่อมาในเวลา 18.20 น. ที่หอศิลป์ ณัชชชา กองอุดม นศ.มหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ ถูกเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวไปสน. ก่อนหน้านี้ตำรวจและทหารนอกเครื่องแบบแจ้งให้ไปคุยที่โรงพักแต่ณัชชชาปฏิเสธการควบคุมตัวเนื่องจากยังไม่ได้ทำอะไร มีการเจรจาอยู่พักหนึ่ง ณัชชชายังคงปฏิเสธแล้วเดินลงมาชั้นล่าง จากนั้นจึงถูกรวบตัวอุ้มขึ้นรถ เจ้าหน้าที่อ้างว่าจะนำไปส่งที่สถานีตำรวจ


    ณัชชชาถูกอุ้มไป สน.ปทุมวัน

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อเวลา 19.10 น. มีนักศึกษาที่ออกมาทำกิจกรรม ถูกเจ้าหน้าที่รวบตัวไปทั้งหมด 9 คน

    ทั้งนี้ยังมีนักศึกษานั่งล้อมกันเป็นวงกลม ประมาณ 20 คน  โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจล้อมอยู่อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบประมาณ 100 คน และเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบอีก ไม่ต่ำกว่า 20 คน โดยเจ้าหน้าที่ได้ขอให้นักศึกษายุติการทำกิจกรรม แต่ทางด้านตัวแทนนักศึกษาได้ยื่นข้อเสนอว่าจะยุติกิจกรรมก็ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่ยอมปล่อยเพื่อนนักศึกษาที่ถูกจับกุมตัวไปก่อนหน้า ทั้งที่ถูกจับกุมบริเวณหน้าหอศิลปฯ กรุงเทพฯ และนักศึกษากลุ่มดาวดินที่ถูกจับกุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จังหวัดขอนแก่นด้วย

    ล่าสุด เพจกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD)รายงานว่า เกิดสถานการณ์ชุลมุน และมีนักศึกษาถูกรวบตัวไปอีกหลายราย

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง กลุ่มเสียงจากคนหนุ่มสาว, กลุ่มราม-พรหมคีรี และกลุ่มกล้าคิด สร้างมิตร สร้างประชาธิปไตย ยื่นหนังสือคัดค้าน นายกคนนอก ระบุหากไม่แก้ไขอาจเป็นชนวนทำให้เกิดความขัดแย้งอีกครั้ง พร้อมเสนอให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด

     
     
    ที่มาภาพ: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา
     
    22 พ.ค. 2558 เว็บไซต์สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภารายงานว่านายอลงกรณ์ พลบุตร เลขานุการคณะกรรมาธิการกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ รับหนังสือจากกลุ่มเสียงจากคนหนุ่มสาว กลุ่มราม-พรหมคีรี และกลุ่มกล้าคิด สร้างมิตร สร้างประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยรามคำแหงนักศึกษา เข้ายื่นหนังสือถึงนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเรียกร้องให้การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย ซึ่งต้องไม่เปิดทางให้บุคคลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมกันนี้ยังเรียกร้องให้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เพราะการสรรหาไม่ได้การันตีว่าเป็นคนดี
     
    พร้อมกันนี้ยังเรียกร้องให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ทางการเมืองเมื่อปี 2535 กลุ่มนักศึกษาออกมาต่อสู้ให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งของประชาชน จนทำให้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก เพื่อให้ประเทศปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำลังจะเปิดทางให้บุคคลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เท่ากับว่าขัดต่อหลักการประชาธิปไตยอย่างชัดเจน ดังนั้นหากรัฐธรรมนูญออกแบบเป็นอย่างนี้ก็จะเป็นชนวนที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งอีกครั้ง
     
    ด้านนายอลงกรณ์ กล่าวภายหลังรับหนังสือแล้วว่า จะนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติและประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อไป
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai