Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    26 ส.ค. 2559 หลังจากวานนี้ (25 ส.ค.59)  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  ได้อาศัย ม.44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) 2557 ออกคำสั่ง คสช. ที่ 50/2559 เรื่อง ประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ครั้งที่ 6 ส่งผลให้  ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ถูกระงับการปฏิบัติราชการ หรือหน้าที่ในกรุงเทพมหานครเป็นการชั่วคราวโดยยังไม่พ้นจากตําแหน่ง จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงคําสั่ง โดยไม่ได้รับค่าตอบแทนในระหว่างนี้ (อ่านรายละเอียด)

    โดยวันนี้ (26 ส.ค.59) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ตามระเบียบคือรองผู้ว่าฯ ท่านหนึ่งต้องขึ้นมารักษาการ แต่ตามคำสั่งของ คสช.มีข้อยกเว้นกรณีนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ พรรคเคยออกแถลงการณ์ไปก่อนหน้านี้ว่าเมื่อผู้บริหารของ กทม.ไม่พร้อมที่จะให้พรรคเข้าไปช่วยติดตามดูแลก็ถือว่าทำงานกันโดยเอกเทศ จึงเป็นเรื่องของ กทม. อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าในส่วนของประชาชนอาจจะมีความรู้สึกที่แตกต่างออกไป แต่ตนได้อธิบายไปแล้วว่าเมื่อไม่สามารถเข้าไปดูแลได้ก็ขอโทษประชาชน จากนี้ไปเป็นเรื่องที่ กทม.ต้องชี้แจงตามขั้นตอนของกฎหมาย

    ต่อกรณีคำถามว่าจะมีผลกระทบตามมาว่าประชาชนจะขาดความเชื่อมั่นต่อคนที่พรรคเลือกให้ลงสมัครผู้ว่ากทม.ในอนาคตหรือไม่ อภิสิทธิ์กล่าวว่า พรรคต้องเก็บเกี่ยวจากเรื่องนี้ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เพราะปัจจุบันยังไม่มีการเลือกตั้งท้องถิ่น หากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนนี้แม้จะครบวาระในปี 2560 ก็คงไม่ได้หมายความว่าจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.เกิดขึ้นทันที เพราะหากคำสั่ง คสช.ตัวหลักยังอยู่ก็ยังไม่มีการเลือกตั้ง จึงไม่ทราบนโยบายของ คสช.จะเป็นอย่างไร ดังนั้นพรรคจึงไม่ได้มีการวางตัวสำหรับเรื่องนี้

    อภิสิทธิ์กล่าวว่า นอกจากนี้ตนทราบมาว่าจะมีการปรับปรุงกฎหมาย กทม.เกี่ยวกับโครงสร้าง โดยมีคนบอกตนว่าอาจจะไม่มีสภาเขต ที่ยังไม่ทราบว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหลักอย่างไร เพราะในขณะนี้มีการปรับปรุงกฎหมายท้องถิ่นทั้งหมด ซึ่งตนเป็นห่วงเรื่อง อบต.มากที่สุด เพราะการเอาหลักเกณฑ์จำนวนประชากร กับรายได้นั้นไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในหลายพื้นที่ โดยจากที่ตนลงพื้นที่เยี่ยมผู้ประสพภัย ที่ จ.พะเยา น่าน และการบริหารจัดการน้ำที่ จ.ขอนแก่น พื้นที่เหล่านี้หากคิดตามหลักเกณฑ์ใหม่จะต้องถูกควบรวมหมด เห็นได้ชัดว่าหากควบรวมแล้วจะไม่สามารถตอบสนองการแก้ปัญหาให้ประชาชนได้อย่างเต็มที่ เพราะเป็นการเอาตัวเลขจากส่วนกลางโดยไม่ดูพื้นฐานชุมชนว่าประชากรไม่ได้กระจายเสมอกัน และพื้นที่ภูมิศาสตร์ก็แตกต่างกัน การควบรวมจะทำให้เกิดความยากลำบากในการเดินทางและการทำงานของเทศบาลกับ อบต.ก็มีลักษณะต่างกันระหว่างชุมชนเมืองกับชนบท จึงไม่ควรใช้รูปแบบเดียวกัน เช่นเดียวกับที่อ้างว่ารายได้ไม่พอ เท่ากับว่าพื้นที่ยากจนจะไม่มีทางมีท้องถิ่นเป็นของตนเอง เพราะศักยภาพในการจัดเก็บรายได้ขึ้นอยู่กับความเป็นจริงทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งในต่างประเทศพื้นที่ยากจนจะได้รับเงินอุดหนุนพิเศษ ไม่ใช่ไปบอกว่าเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะเป็นท้องถิ่น
           
    “ผมเป็นห่วงเรื่องนี้ เพราะหากใช้หลักการนี้หลายพื้นที่จะถูกควบรวมหรือถูกยุบเยอะมาก จึงหวังว่า ครม.จะทบทวนเรื่องนี้ เพราะเป็นข้อยุติจาก สปท. ผมคิดว่าที่เราเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปการกระจายอำนาจ แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นสวนทางต่อการกระจายอำนาจ เพราะกลายเป็นว่าพูดกันเรื่องเลือกตั้งผู้ว่าฯ แต่ท้องถิ่นกำลังถูกยุบควบรวมในรูปแบบที่ไม่หลากหลาย ไม่ตอบโจทย์ความหลากหลายของพื้นที่ กลายเป็นการรวมศูนย์มากกว่ากระกระจายอำนาจ” อภิสิทธิ์ กล่าว

    ประยุทธ์ แจง ม.44 พักงานผู้ว่าฯ กทม.ไม่เกี่ยวน้ำท่วม

    ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า การออกคำสั่งตามมาตรา 44 มีมากกว่า 50 ฉบับ  ในกรณีของผู้ว่าฯ กทม. เพราะมีการทักท้วงจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) และอย่าเพิ่งตัดสินว่าเป็นการทุจริต

    “คำสั่งดังกล่าวต้องการให้เป็นไปตามกระบวนการตรวจสอบ คนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบก็จะเกิดความสบายใจ ขณะที่ คนถูกตรวจสอบก็จะสามารถชี้แจงได้เต็มที่ ยืนยันไม่เลือกปฎิบัติ และดำเนินการเช่นเดียวกับกรณีอื่นๆ ให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ  ประชาชนต้องเข้าใจ หากผลการสอบสวนออกมา แล้วไม่มีความผิด ผู้ว่าฯ กทม.ก็จะกลับมาปฎิบัติหน้าที่ได้ในตำแหน่งที่เหมาะสมต่อไป” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

    พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นเรื่องการตรวจสอบ ไม่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร  เพราะปัญหาน้ำท่วมต้องแก้ไขทั้งระบบตั้งแต่ต้นทาง และหากจะเอาผิดก็ต้องดำเนินการกับทุกพื้นที่ทุกจังหวัด เพราะน้ำท่วมเกือบทุกพื้นที่  ที่ผ่านมาทุกหน่วยงานพยายามทำงานอย่างเต็มที่แล้ว แต่การแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นทาง ก็ยังติดขัดปัญหาหลายอย่างที่ไม่สามารถดำเนินการได้

    ไพบูลย์ เผยศอตช.ไม่ได้เสนอพักงาน ผู้ว่าฯกทม.

    พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีนี้ด้วยว่า ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(ศอตช.)ไม่ได้เป็นผู้เสนอเรื่องดังกล่าว น่าจะเป็นเรื่องที่ต้นสังกัดของ กทม.เสนอต่อ คสช.โดยตรง อย่างไรก็ตามเรื่องการตรวจสอบทางวินัยก่อนหน้านี้ที่มีเรื่องเสนอศอตช. ก็ต้องยุติไปเพราะถือว่ามีคำสั่งให้พักงานแล้ว หลังจากนี้ก็เป็นเรื่องความผิดทางอาญา

     

    ที่มา : สำนักข่าวไทยและผู้จัดการออนไลน์

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    26 ส.ค. 2559 ที่ห้องพิจารณา 905 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 26 ส.ค. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีดำ อ.3344/2551 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง อมเรศ ศิลาอ่อน อายุ 83 ปี อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.), วิชรัตน์ วิจิตรวาทการ อายุ 69 ปี อดีตเลขาธิการ ปรส., บริษัท เลแมน บราเดอร์ส โฮลดิ้ง อิงค์ จำกัด โดย ชาร์ล เจสัน รูบิน (CHARLES JASON RUBIN) ผู้รับประโยชน์, บริษัท เลแมน บราเดอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด โดย ชาร์ล เจสัน รูบิน (CHARLES JASON RUBIN) ที่ปรึกษา ปรส., กองทุนรวมโกลบอลไทย พร็อพเพอร์ตี้ ผู้รับโอนสิทธิจากการประมูลสินทรัพย์ และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ผู้จัดตั้งกองทุนรวมโกลบอลไทยฯ เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงาน ในองค์การ หรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11

    ซึ่งศาลอาญารัชดา อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ระบุว่าไม่เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุก อมเรศ และ วิชรัตน์  คนละ 2 ปี และปรับ 20,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา 3 ปี กรณีไม่เรียกเก็บเงินงวดแรกในการขายสินทรัพย์ให้กับ บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิ้งส์ อิงค์ จำนวนกว่า 2,300 ล้านบาท 

    อมเรศ เปิดเผยภายหลังฟังคำพิพากษาว่า เค้ายอมรับคำตัดสิน และยืนยันที่ผ่านมา ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมตลอด จึงอยากเตือนคนรุ่นหลัง หากจะทำอะไรเพื่อส่วนรวมก็ขอให้คิดให้ดี เพราะผลที่ออกมาสุดท้ายก็เป็นเรื่องส่วนตัว

    คดีนี้พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้อง อมเรศ และ วิชรัตน์ พร้อมพวกรวม 6 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11 ซึ่งศาลชั้นต้น พิพากษาจำคุกนายอมเรศ และนายวิชรัตน์ 2 ปี ปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 3 ปี ส่วนจำเลยที่ 3-6 ยกฟ้อง ต่อมาเมื่อปี 2557 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ยกฟ้อง อมเรศ และ วิชรัตน์

     

    ที่มา ผู้จัดการออนไลน์และ Voice TV

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    26 ส.ค. 2559 พล.อ.สายหยุด เกิดผล ประธานและที่ปรึกษาคณะรัฐบุคคล มอบหมายให้ เกรียงศักดิ์ เหล็กกล้า ผู้ประสานงานฯ พร้อมตัวแทนสำนักงานคณะรัฐบุคคลเข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกถึงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ผ่าน ภุมรัตน์ ทักษาดิพงศ์ กรธ. ขอให้พิจารณาทบทวนหรือแก้ไขบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญหรือส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันการรัฐประหารในประเทศไทยที่เกิดจากวิกฤตการเมือง โดยในจดหมายเปิดผนึกดังกล่าว ได้ระบุข้อเสนอที่สำคัญ ว่า เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองและก่อนถึงจุดล่มสลาย ให้ทหารประกาศใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 เพื่อควบคุมสถานการณ์ จากนั้นให้บุคคลที่มีความรู้ ในสถาบันหลักของสังคมที่ได้รับการยอมรับร่วมกัน ปรึกษา หารือ พิจารณาแก้ไขสถานการณ์ตามแนวทางที่ดีที่สุดที่สามารถทำได้ โดยต้องกำหนดแนวทางการปฏิบัติการ อาทิ ระงับการใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา โดยไม่จำเป็นต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพื่อควบคุมสถานการณ์ จากนั้นในระยะเวลา 2 ปีหลังจากการพิจารณาดังกล่าวให้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป 

    ทั้งนี้ในข้อเสนอดังกล่าวระบุด้วยว่าขอให้ใช้อำนาจของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 พิจารณาดำเนินการตามข้อเสนอ

     

    ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ และ มติชนออนไลน์

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai


     

    หลังจากข้าพเจ้าตีพิมพ์บทความเรื่อง “ว่าด้วยการอดอาหารประท้วงของ ไผ่ ดาวดิน : ข้อสังเกตจากนักเรียนสันติวิธี” ลงในประชาไทไป ข้าพเจ้าเห็นว่าควรตั้งข้อสังเกตบางประการเพิ่มเติมต่อยอดจากบทความดังกล่าว อย่างที่ทราบกันแล้ว (หรือหลายคนอาจจะยังไม่ทราบ) ว่า บทความก่อนหน้านี้ เสนอว่า การอดอาหารประท้วงไม่ได้เริ่มต้นที่คานธี และไม่ได้จบลงที่คานธี แต่เป็นขนบทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกและเกิดขึ้นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าไม่ควรทำความเข้าใจอำนาจและเงื่อนไขความสำเร็จของการอดอาหารประท้วงด้วยการจำกัดอยู่ที่คานธีเพียงคนเดียว จากนั้น บทความก็ได้พยายามลองประยุกต์ใช้ทฤษฎีปฏิบัติการไร้ความรุนแรงของ ยีน ชาร์ป ที่ช่วยให้เห็นพลวัตอำนาจและเงื่อนไขความสำเร็จของการอดข้าวประท้วงได้ดียิ่งขึ้น

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บทความดังกล่าวยังไม่ได้สาธยายให้ละเอียด ก็คือ ประเด็นว่าด้วยการจัดประเภทการอดอาหารประท้วงออกมาให้เป็นระบบ เพราะบทความดังกล่าวสนใจไปที่อำนาจและเงื่อนไขความสำเร็จของการอดอาหารประท้วงโดยทั่วไปมากกว่า เพื่ออุดช่องโหว่ดังกล่าว คำถามของบทความชิ้นนี้จึงอยู่ที่ว่าเมื่อการอดอาหารประท้วงเป็นขนบทางประวัติศาสตร์ที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน ก็แสดงว่าการอดอาหารประท้วงก็ต้องมีหลากหลายรูปแบบ ถ้าเช่นนั้นแล้ว เราจะสามารถจำแนกแยกแยะการอดอาหารประท้วงออกมาให้เป็นระบบได้อย่างไร

    คำถามที่ว่านี้ไม่ได้เป็นประโยชน์ในเชิงวิชาการเท่านั้น แต่มีประโยชน์ในเชิงปฏิบัติด้วย เพราะการจำแนกแยกแยะประเภทของการอดอาหารประท้วง จะช่วยทำให้นักกิจกรรมที่ยังปฏิบัติงานอยู่สามารถเลือกใช้วิธีการอดอาหารประท้วงที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของตนเองและพัฒนาประสิทธิภาพของการอดข้าวประท้วงได้ดียิ่งขึ้น

    เพื่อตอบคำถามที่ว่านี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า วิธีการจำแนกแยกแยะการอดข้าวประท้วง สามารถทำได้ 4 รูปแบบ ได้แก่ (1.) การอดอาหารประท้วง กับ การถือศีลอดอาหารประท้วง (2.) จำแนกด้วยพลวัตอำนาจ (3.) จำแนกด้วยจำนวนของคน(4.) จำแนกด้วยเป้าหมายของการประท้วง วิธีการจำแนกแยกแยะเหล่านี้ไม่ได้แยกขาดออกจากกัน แต่เชื่อมโยงสอดคล้องกันในบางมุม การวิเคราะห์หรือวางแผนกิจกรรมการอดอาหารประท้วงที่มีประสิทธิภาพ จึงควรคำนึงถึงรูปแบบกิจกรรมด้วยการพิจารณาวิธีการจำแนกแยกแยะเหล่านี้ร่วมกันทั้งหมดให้ดีก่อน ประเด็นทั้งหมดนี้จะได้รับการขยายความให้ชัดเจนขึ้นในส่วนต่อ ๆ ไป


    การอดอาหารประท้วง กับ การถือศีลอดอาหารประท้วง

    ในประเด็นนี้ ข้าพเจ้าขอยกข้อความ ของ อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ในหนังสือเรื่อง “ท้าทายทางเลือก : ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรง (ฉบับปรับปรุง)” มาดังนี้:


    “...การอดอาหารประท้วงเป็นการอดอาหารจำเพาะประเภทที่มุ่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงสภาวะทางสังคมชนิดที่ไม่พึงประสงค์บางประการ คำว่า “อดอาหารประท้วง” แปลมาจากคำภาษาอังกฤษที่ต่างกันสองคำ คือ คำว่า “Hunger Strike” กับคำว่า “Fasting”

    คำแรกนั้นอาจตรงกับคำว่า “อดอาหารประท้วง” ยิ่งกว่าคำหลังที่น่าจะแฝงกังวานทางศาสนา ดังนั้น น่าจะตรงกับคำว่า “ถือศีลอดอาหารประท้วง”    

    จากที่ยกมานี้ จะเห็นได้ว่า อ.ชัยวัฒน์ ได้แยก “การอดอาหารประท้วง” ทั่วไปในทางโลก ออกจากการอดอาหารประท้วงในทางศาสนาที่เรียกว่า “การถือศีลอดอาหารประท้วง” อย่างไรก็ตาม ทั้งสองอย่างมีก็จุดร่วมกันอยู่ตรงที่มีเป้าหมายเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างตั้งใจ มากกว่าจะเป็นพิธีกรรมกิจวัตรทางศาสนา หรือเป็นการอดอาหารเพราะไม่มีจะกินอย่างไม่ได้ตั้งใจ

    ข้าพเจ้าเห็นว่า การแยกการอดอาหาร 2 ประเภทนี้ออกจากกันจะช่วยให้นักกิจกรรมสามารถออกแบบกิจกรรมได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าต้องการจะทำกิจกรรมรูปแบบไหน หากต้องการเน้นให้ศาสนิกกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาเข้าร่วมกิจกรรม ก็ให้ใช้ภาษาในทางศาสนาของกลุ่มนั้น ๆ เพื่อจัดกิจกรรมการถือศีลอดอาหารประท้วง เช่น การอดอาหารประท้วงที่ระบุอยู่ในคัมภีร์พันธะสัญญาเก่า (ตัวอย่าง ของ อ.ชัยวัฒน์)[1]หรือ การอดอาหารประท้วงที่ปรากฏอยู่ในประไตรปิฎก (ตัวอย่างของ อ.ชาญณรงค์)[2]หรือบางที นักกิจกรรมอาจลองคิดถึงการให้ศาสนิกจากต่างศาสนากันมาต่อสู้ร่วมกันในประเด็นหนึ่ง ๆ ร่วมกัน ด้วยการให้ศาสนิกแต่กลุ่มได้ใช้เหตุผลศรัทธาของตัวเองเป็นเหตุผลในการต่อสู้ร่วมกันก็ได้ แต่หากต้องการเน้นให้ทุกคนเข้าร่วมอดอาหารประท้วงในทางโลกเหมือนกันในฐานะพลเมือง โดยไม่ต้องพึ่งหาเหตุผลทางศาสนาเลย ก็ให้ใช้ภาษามนุษยธรรมทั่วไปในทางโลกเพื่อจัดกิจกรรมก็ได้ ถึงเวลาแล้ว นักกิจกรรมควรจะคิดถึงการจัดรูปแบบกิจกรรมที่เปิดให้คนสามารถมาเข้าร่วมให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการต่อสู้  


    จำแนกด้วยพลวัตรอำนาจ

    เพื่อชี้ให้เห็นการจำแนกวิธีนี้ ข้าพเจ้าขอเท้าความไปถึงบทความที่แล้ว เกี่ยวกับทฤษฎีปฏิบัติการไร้ความรุนแรงของ ยีน ชาร์ป จากทฤษฎีที่ว่านี้ เราสามารถแยกพลวัตอำนาจตามกลไกของการเปลี่ยนแปลงได้ออกเป็น 4 ระดับ[3]ได้แก่ :

    (1.) อำนาจระดับน้อย : อำนาจของการเปลี่ยนทรรศนะ

    (2.) อำนาจระดับกลาง : อำนาจของการสร้างแรงกดดันทางสังคมให้ฝ่ายตรงข้ามการโอนอ่อนตาม

    (3.) อำนาจมาก : อำนาจของการบังคับให้ฝ่ายตรงข้ามต้องยอมจำนน เพราะฝ่ายตรงข้ามสูญเสียอำนาจถึงขั้นที่เป็นภัยต่อการดำรงอยู่

    (4.) อำนาจมากที่สุด : อำนาจของการทำให้ฝ่ายตรงข้ามแตกสลายไป กระทั่งว่าไม่สามารถที่จะยอมจำนนได้อีก (มีอำนาจมากที่สุด)                

    ในบทความที่แล้ว ข้าพเจ้าชี้ให้เห็นว่าการอดข้าวประท้วงด้วยตัวมันเองเป็นกิจกรรมที่อำนาจอยู่ในระดับน้อยถึงระดับปานกลาง ที่อำนาจน้อยก็เพราะธรรมชาติของการอดข้าวประท้วงมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนทรรศนะ ด้วยการปลุกเร้าให้เกิดมโนธรรมสำนึกขึ้นในกลุ่มประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ และเนื่องจากตัวกิจกรรมไม่ได้ก่อให้เกิดสภาพบังคับ อำนาจจึงมีไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม ถ้าหากประชาชนสนับสนุนการอดอาหารประท้วงและเข้าร่วมอดอาหารหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อสร้างกดดันให้กับรัฐบาลมากขึ้น พลวัตอำนาจก็อาจยกระดับจากการเปลี่ยนแปลงทรรศนะไปสู่การสร้างแรงกดดันให้เกิดการโอนอ่อนตาม หรือกระทั่งขยายผลยกระดับไปถึงขั้นที่สูงขึ้นได้ (แม้ว่าโอกาสของการขยายผลที่ว่านี้จะน้อยมากก็ตาม) ดังนั้น การอดอาหารประท้วงจึงสามารถจำแนกออกมาด้วยพลวัตอำนาจได้ และส่วนใหญ่แล้วอำนาจจะอยู่ที่การเปลี่ยนทรรศนะ (อำนาจน้อย) ไม่ก็สร้างแรงกดดันเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามโอนอ่อน (อำนาจปานกลาง)     

    การแยกพลวัตอำนาจออกเป็นประเภทเช่นนี้จะเป็นประโยชน์กับนักกิจกรรม ตรงที่ทำให้นักกิจกรรมสามารถเลือกที่จะใช้ทรัพยากรให้ตรงจุดขึ้น เช่น ถ้าต้องการเพิ่มอำนาจของการเปลี่ยนแปลงทรรศนะ ก็อาจเน้นไปที่การทำให้ข่าวของผู้อดอาหารประท้วง สามารถมองเห็นได้ในสังคมมากขึ้น สื่อสารให้ชัดเจนขึ้น หรืออาจจะอาศัยโวหารต่าง ๆ เพื่อให้คนในสังคมมาให้ความสำคัญกับปัญหามากขึ้น แต่ถ้าต้องการเพิ่มอำนาจของการสร้างแรงกดดันทางสังคม นักกิจกรรมก็อาจคิดถึงชักชวนให้คนออกมาเข้าร่วมมากขึ้น เพื่อจัดกิจกรรมนัดอดอาหารประท้วงเป็นกลุ่ม หรือ อาศัยการจัดกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อสร้างแรงกดดันให้เกิดขึ้นต่อฝ่ายตรงข้าม ถ้าต้องการยกระดับกระแสกดดันเพิ่มขึ้นอีก (ซึ่งไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ แม้ว่าจะเป็นไปได้น้อยมาก) ก็จะต้องออกแบบกิจกรรมให้คนเข้าร่วมมากขึ้นและบั่นทอนอำนาจของฝ่ายเผด็จการให้มากขึ้นอีก

    ทั้งนี้ ควรตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ไม่ว่าจะเป็นการถือศีลอดประท้วง หรือ การอดอาหารประท้วงตามปกติในทางโลก ก็ไม่ก่อให้เกิดความแตกต่างทางด้านพลวัตอำนาจด้วยตัวมันเองเสมอไป เพื่อขยายประเด็นที่ว่านี้ ข้าพเจ้าขอยกข้อความของ อ.ชัยวัฒน์ ขึ้นมาก่อน แล้วจากนั้นจะเสนอข้อโต้แย้งต่อข้อความดังกล่าว:

    “คำแรก [การอดอาหารประท้วง] มีลักษณะของการอดอาหารประท้วงแกมบังคับให้ฝ่ายตรงข้ามเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ในขณะที่คำหลัง [การถือศีลอดอาหารประท้วง] ออกจะเป็นการประท้วงที่มุ่งเปลี่ยนทรรศนะของฝ่ายตรงข้าม แล้วจึงค่อยอาศัยทรรศนะที่เปลี่ยนแปลงนั้นมาแปรรูปพฤติกรรมในภายหลัง

    ตรงนี้เห็นจะต้องอธิบายให้ชัด

    มาตรการบางประเภทนั้นเป็นไปเพื่อบังคับให้พฤติกรรมของฝ่ายตรงข้ามเปลี่ยนแปลงไปโดยตรง ทั้งนี้โดยไม่ใส่ใจว่าเขาจะปรับเปลี่ยนแนวคิดหรือไม่ เช่น เมื่อคนงานนัดหยุดงานประท้วงนายจ้างเพื่อให้เพิ่มค่าข้างนั้น เป้าหมายอยู่ที่การให้นายจ้างขึ้นค่าจ้าง คงมีน้อยคนที่หวังว่าจะเปลี่ยนทรรศนะเรื่องการจ้างงานของนายจ้างให้แปรจากการเป็นคนเห็นแก่เงินและประโยชน์ส่วนตน มากลายเป็นคนมีเมตตาต่อคนงานได้

    แต่ขณะเดียวกัน หากลูกรักร้องไห้เสียใจที่ไม่ได้เสื้อนักเรียนตัวใหม่เมื่อเปิดภาคเรียน ผู้เป็นพ่ออาจสงสารลูกจนเปลี่ยนใจจากที่เก็บเงินไว้ทำการอย่างอื่นมาเป็นซื้อเสื้อให้ลูกได้ ในกรณีนี้อาจกล่าวได้ว่าน้ำตาลูกทำให้พ่อเปลี่ยนใจจนยอมเปลี่ยนพฤติกรรม ลักษณะเช่นนี้พ้องกับ Fasting ในคติของคานธียิ่งนัก[4]

                   
    ในข้อความตอนนี้ อ.ชัยวัฒน์ ชี้ให้เห็นว่าอำนาจของการถือศีลอดอาหารประท้วงอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงทรรศนะ แต่อำนาจของการอดอาหารประท้วงธรรมดาอยู่ที่การสร้างแรงกดดันทางสังคมให้ฝ่ายตรงข้ามโอนอ่อนตาม ข้าพเจ้าเห็นแย้งว่า การอดอาหารประท้วง ไม่ว่าจะเป็นการถือศีลอดอาหารประท้วง หรือ การอดอาหารประท้วงทั่วไป ก็สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทรรศนะและสร้างแรงกดดันทางสังคมเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามโอนอ่อนตามไปพร้อม ๆ กันได้ เพราะด้านหนึ่ง การอดอาหารประท้วงในทางโลกก็มุ่งที่จะให้ก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางทรรศนะ ด้วยการปลุกเร้าให้เกิดมโนธรรมสำนึกในเชิงมนุษยธรรมขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งหลักการของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง  ตัวอย่างเช่น กรณีที่ ไผ่ ดาวดิน กำลังทำอยู่ก็ถือว่าเป็นการอดอาหารประท้วงในทางโลกที่มุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทรรศนะ เพราะปลุกเร้าให้เกิดมโนธรรมสำนึกจากคนได้จำนวนหนึ่ง ขณะเดียวกัน ถ้าการถือศีลอดอาหารประท้วงในเชิงศาสนาเกิดขึ้นในลักษณะร่วมกันทำเป็นหมู่หรือมีคนออกสนับสนุนมากขึ้น ก็อาจก่อให้เกิดแรงกดดันทางสังคมขึ้นได้เช่นกัน แม้จะเป็นจริงที่ว่าการถือศีลอดในคติทางศาสนาจะเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงทรรศนะมากกว่า และการอดอาหารประท้วงจะเน้นไปที่การสร้างแรงกดดันทางสังคมมากกว่า แต่ข้อเสนอที่ว่านี้ก็ไม่ได้เป็นจริงเสมอไป


    จำแนกด้วยจำนวนคนที่เข้าร่วม

    การอดอาหารประท้วงสามารถจำแนกด้วยจำนวนคนที่เข้าร่วมออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ :

    (1.)  การอดอาหารประท้วงคนเดียว เช่น กรณีของ ไผ่ ดาวดิน ในช่วงที่ผ่านมา กรณีของ ฉลาด วรฉัตร ในช่วงพฤษภาทมิฬ หรือ กรณีของคานธีในประเทศอินเดีย เป็นต้น

    (2.)  การอดอาหารประท้วงรวมหมู่ ซึ่งประกอบด้วยผู้เข้าร่วมอย่างน้อย 2 คนขึ้นไป เช่น กรณีการอดอาหารประท้วงของนักโทษชาวปาเลสไตน์จำนวนหลายร้อยคนที่ถูกทารุณกรรมในเรือนจำของอิสราเอลอย่างไม่เป็นธรรม และเรียกร้องให้ปล่อยตัวนาย Bilal Kayed ซึ่งเป็นหนึ่งในคนแรก ๆ ที่เริ่มอดอาหารประท้วงในเรือนจำต่อทางการอิสราเอลเป็นเวลากว่า 54 วันจนกระทั่งเข้าโรงพยาบาล เหตุที่นาย Bilal Kayed อดอาหารประท้วงในเรือนจำ เนื่องจากเขาเป็นชาวปาเลสไตน์ที่เพิ่งพ้นโทษจำคุกของอิสราเอลเป็นเวลากว่า 14 ปีครึ่งออกมา แต่กลับถูกจับตัวเข้าไปใหม่จากคำสั่งของฝ่ายบริหารของรัฐบาลอิสราเอล[5]

    (3.)  การอดอาหารที่มีคนเข้าร่วมสนับสนุนด้วยการทำกิจกรรมรูปแบบอื่นๆเช่น กรณีการต่อต้านเกณฑ์ทหารของประเทศกรีซ ซึ่งมีผู้อดอาหารประท้วงอยู่ในคุกจำนวน 2 คน แต่มีผู้สนับสนุนอยู่นอกคุกนับหมื่นคนร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อต่อต้านการเกณฑ์ทหารและเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวผู้อดอาหารประท้วง ด้วยการเขียนจดหมายหลายพันฉบับเข้าไปในเรือนจำ และจัดกิจกรรมคอนเสิร์ต รวมไปถึง อีเวนต์ อีกจำนวนมากเพื่อสร้างแรงกดดันรัฐบาล[6]

                   
    การจำแนกประเภทที่ว่านี้สัมพันธ์กับพลวัตของอำนาจอย่างมาก เพราะหากผู้อดอาหารประท้วง และผู้เข้าร่วมกิจกรรมอื่น ๆ มีจำนวนน้อย พลวัตของอำนาจจะเน้นไปที่การเปลี่ยนทรรศนะเป็นหลัก แต่ถ้าจำนวนของผู้อดอาหารประท้วงหรือผู้สนับสนุนกิจกรรมดังกล่าวมากขึ้น พลวัตของอำนาจก็จะยกระดับไปเน้นที่การสร้างแรงกดดันทางสังคมเพื่อให้รัฐบาลโอนอ่อนตามได้  

    การจำแนกประเภทที่ว่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อนักกิจกรรมให้สามารถออกแบบการต่อสู้ให้ประสิทธิภาพขึ้นได้ ถ้าหากคนที่พร้อมจะอดอาหารประท้วงมีเพียงแค่คนเดียว (เช่น กรณีของ ไผ่ ดาวดิน) เป้าหมายก็คือต้องทำให้ความอยุติธรรมที่ผู้อดอาหารประท้วงประสบพบเจออยู่เป็นที่รับรู้ในสังคมมากที่สุดเท่าที่จะมากได้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทรรศนะ ถ้าหากคนที่พร้อมจะอดอาหารประท้วงมีหลายคน ก็อาจทำให้ผู้คนในสังคมฮึกเหิมและพร้อมที่จะต่อสู้ในประเด็นดังกล่าวได้มากขึ้น และในทั้งสองกรณี การหาคนจำนวนมากในสังคมเพื่อมาร่วมกันกิจกรรมรูปแบบอื่น ๆ เพื่อส่งเสริมผู้อดอาหารประท้วง ก็เป็นสิ่งที่จะช่วยส่งเสริมให้อำนาจแรงกดดันของการอดอาหารประท้วงให้เพิ่มขึ้นได้


    จำแนกด้วยเป้าหมายของการต่อสู้

    การจำแนกเป้าหมายของการต่อสู้สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่

    (1.)  ระดับครัวเรือน (เล็ก) : เช่น การอดอาหารประท้วงของเจ้าหนี้ต่อลูกหนี้ในประเทศอินเดีย และไอร์แลนด์ เป็นต้น

    (2.)  ระดับกลุ่มเดียวกัน (กลาง) : เช่น การอดอาหารประท้วงของคานธีต่อความขัดแย้งระหว่างกลุ่มฮินดูกับมุสลิมในประเทศอินเดีย เป็นต้น

    (3.)  ระดับชาติ (ใหญ่) : เช่น การอดอาหารประท้วงแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการทารุณกรรมนักโทษชาวปาเลสไลน์ในประเทศอิสราเอล และการอดอาหารประท้วงเพื่อต่อต้านการเกณฑ์ทหารในประเทศกรีซ เป็นต้น    

    การจำแนกเป้าหมายให้ชัดเจนว่ากำลังต่อสู้ในระดับไหน ทำให้เห็นว่าการอดอาหารประท้วงไม่จำกัดอยูเพียงการใช้กับพวกเดียวกันเอง หรือต้องอาศัย “ความรัก” อย่างที่คานธีทำอย่างเดียว แต่เป็นเครื่องมือที่สร้างแรงกดดันให้เกิดขึ้นในสังคมได้หากตระเตรียมดี ๆ ความเข้าใจที่ว่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อนักกิจกรรมตรงที่ช่วยให้เห็นว่า ถ้าหากต้องการต่อสู้ในระดับชาติ นักกิจกรรมก็จะต้องตระเตรียมวางแผนสร้างอำนาจต่อรองของตนเองให้มาก ด้วยการทำให้ประเด็นการต่อสู้เป็นที่มองเห็นในสังคมได้อย่างกว้างขวาง และทำให้คนมาเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ จำนวนมาก ถ้าหากการต่อสู้เป็นระดับภายในกลุ่มด้วยกันเอง เช่น เรียกร้องให้เกิดความสามัคคีขึ้นในกลุ่ม การประท้วงก็ไม่ต้องอาศัยพลังของสื่อมวลชนหรือประชาชนสนับสนุนมากนัก


    บทสรุป          

    บทความนี้พยายามจะสร้างเครื่องมือการวิเคราะห์ขึ้นมาเพื่อจำแนกแยกแยะการอดอาหารประท้วงต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในโลก และช่วยให้เห็นชัดมากขึ้นว่าการอดอาหารประท้วงที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์เหมือนแตกต่างกันอย่างไร ทั้งนี้ การแยกประเภทของการอดอาหารประท้วงยังจะเป็นประโยชน์ต่อนักกิจกรรมด้วย เพราะทำให้เห็นชัดขึ้นว่าจะจัดกิจกรรมอย่างไรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และจะพัฒนาขีดความสามารถในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมในสังคมให้มากขึ้นได้อย่างไร

    ประเด็นสุดท้ายที่อยากฝากเอาไว้ก็คือ การอดอาหารประท้วงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอดประวัติศาสตร์การเมืองโลก กระทั่งในปัจจุบันในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกก็ยังมีการอดอาหารประท้วงอยู่เพื่อเรียกร้องให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมอยู่ ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าปัญหาความอยุติธรรมในสังคมเรา ไม่ได้เป็นเรื่อง “ไทยแลนด์ออนลี่” เพราะหลาย ๆ ประเทศก็ยังมีเหยื่อของความอยุติธรรมในสังคมอยู่เช่นกัน ดังนั้น พวกเราจึงไม่ควรสิ้นหวัง และไม่ควรท้อแท้ว่าตนกำลังต่อสู้กับความอยุติธรรมอยู่คนเดียวบนโลกนี้  

    0000

     

    เชิงอรรถ

    [1]ชัยวัฒน์ สถาอานันท์, ท้าทายทางเลือก : ความรุนแรง และการไม่ใช้ความรุนแรง (ฉบับปรับปรุงใหม่), (กรุงเทพ : สำนักพิมพ์ของเรา, 2557), หน้า 148-149

    [2]ชาญณรงค์ บุญหนุน, ‘แด่. . .ไผ่ ดาวดิน การอดอาหารประท้วง สันติวิธีที่ผิดที่ผิดทาง ?’, ประชาไท,http://www.prachatai.com/journal/2016/08/67509, (เข้าถึง 18 สิงหาคม 2559)

    [3] Gene Sharp, From Dictatorship to Democracy: A Conceptual Framework for Liberation (East Boston, The Albert Einstein Institution, 2010), p. 35

    [4]ชัยวัฒน์ สถาอานันท์, ท้าทายทางเลือก, pp. 147-148

    [5]‘Bilal Kayed threatened with forced treatment on 56th day of hunger strike’, SAMIDOUN: Palestinian Prisoner Solidarity Network, http://samidoun.net/2016/08/bilal-kayed-threatened-with-forced-treatment-on-56th-day-of-hunger-strike/ (accessed 22 August 2016)

    [6] Alexia Tsouni and Mechalis Maragakis, ‘Refusing to serve in the army for reasons of conscience in Greece’, in, Özgür Heval Çınar and Cos¸kun Üsterci, ed., Conscientious Objection : Resisting Militarized Society (London and Newyork : Zed Books, 2009), p. 161

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    โมริฮิโกะ ฮิรามัตสึ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดโออิตะ เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 92 ปี โดยเป็นผู้ริเริ่ม "หนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งผลิตภัณฑ์" ต้นแบบ "หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์" ส่งเสริมการต้มสุราพื้นบ้าน "โชชู" จนดัง เคยเสนอแนวคิดให้ท้องถิ่นญี่ปุ่นมีอำนาจปกครองตนเองมากขึ้นด้วยการแยกออกเป็นหลายมลรัฐ ในมลรัฐประกอบด้วยกลุ่มจังหวัด ด้านยิ่งลักษณ์เขียนข้อความไว้อาลัยและยกย่องให้เป็นต้นแบบ "โอท็อป" เป็นแรงบันดาลใจ-ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนไทยอย่างกว้างขวาง

    โมริฮิโกะ ฮิรามัตสึ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดโออิตะ (ที่มา: Japantimes)

    26 ส.ค. 2559 เจแปนไทมส์รายงานเมื่อ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยอ้างสำนักข่าวเกียวโดว่า อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดโออิตะ ประเทศญี่ปุ่น โมริฮิโกะ ฮิรามัตสึ ( Morihiko Hiramatsu) ซึ่งเป็นที่รู้จักว่าเป็นผู้พัฒนาโครงการ "หนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งผลิตภัณฑ์" (一村一品運動/OVOP) ของจังหวัดโออิตะ เสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ด้วยวัย 92 ปี

    ฮิรามัตสึเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดโออิตะ เป็นเวลา 24 ปี จนถึงปี 2546 สำหรับโครงการ "หนึ่งหมู่บ้านหนึ่งผลิตภัณฑ์" เป็นความริเริ่มของเขาสำหรับจังหวัดโออิตะ และต่อมาได้รับการนำเสนอไปยังประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ

    ทั้งนี้เขาได้รับรางวัลแมกไซไซในปี 2538 สาขาบริการภาครัฐ หลังจากที่เขาพยายามสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการพึ่งตนเองของจังหวัดโออิตะ ผ่านโครงการ "หนึ่งหมู่บ้านหนึ่งผลิตภัณฑ์" และด้วยจิตวิญญาณของเขาที่เรียกร้องให้ผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่นมีมาตรฐานสากล

    เขายังมีบทบาทรณรงค์อย่างแข็งขันเพื่อให้ท้องถิ่นปกครองตัวเองมากขึ้น ด้วยการเสนอให้ญี่ปุ่นแบ่งออกเป็นหลายมลรัฐ และในมลรัฐประกอบด้วยหลายจังหวัด

    ฮิรามัตสึยังส่งเสริมการต้มกลั่นสุราพื้นบ้าน "โชชู" (shochu) ซึ่งมักใช้วัตถุดิบจากข้าว ข้าวบาร์เลย์ มันเทศ โซบะ น้ำตาลทรายแดง ฯลฯ ซึ่งต่อมาทำให้เกิดปรากฏการณ์ "shochu boom" นอกจากนี้เขายังประสบความสำเร็จที่ผลักดันให้จังหวัดโออิตะเป็นสถานที่หนึ่งสำหรับแข่งฟุตบอลโลกที่ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพในปี 2545 ด้วย

    เขายังได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น Grand Cordon จากสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะในปี 2547 ด้วย

    ด้านนี้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ยังได้เขียนข้อความในเฟซบุ๊คเพื่อแสดงความไว้อาลัยต่อผู้ว่าราชการจังหวัดโออิตะ ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการ "หนึ่งหมู่บ้านหนึ่งผลิตภัณฑ์" ต้นแบบ "หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์" หรือ OTOP

    "ฉันเพิ่งทราบข่าวและรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งต่อการจากไปของคุณโมริฮิโกะ ฮิรามัตสึ อดีตผู้ว่าการจังหวัดโออิตะ ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มความคิดหนึ่งหมู่บ้านหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ One Village, One Product โดยเริ่มจากการเข้าใจชุมชนของตนเองอย่างลึกซึ้งว่ามีผลิตภัณฑ์ใดที่มีศักยภาพเหมาะสมกับชุมชนของตนเองแล้วนำมาใส่เอกลักษณ์เฉพาะของชุมชนเข้าไป โดยเริ่มต้นจากภายในจังหวัดโออิตะของท่านก่อน จนแนวคิดนี้แพร่หลายไปทั่วประเทศญี่ปุ่น

    ต่อมา ดร.ทักษิณได้นำเอาหลักการและกระบวนการคิดของคุณโมริฮิโกะ ฮิรามัตสึ มาปรับปรุงให้เข้ากับประเทศไทยจนกลายเป็น “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)” ที่มุ่งส่งเสริมท้องถิ่นให้พัฒนาสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง โดยโครงการโอท็อปนี้ได้กระตุ้นให้ชาวบ้านหันมาพัฒนาคุณภาพสินค้าชุมชนตนเองจนกลายเป็นโอท็อปห้าดาวที่สะท้อนคุณภาพของสินค้าจากชุมชนเหล่านี้ และผลสำเร็จของโครงการนี้ได้มีผลสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งสร้างงานสร้างอาชีพเกิดการสร้างสรรค์ทางความคิดอีกมากมาย

    หลังจากที่ดิฉันได้มาเป็นรัฐบาลก็ต่อยอดพัฒนา “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” ให้ชาวบ้านด้วยการสร้างแบรนด์สินค้าโอท็อปเหล่านี้ให้มีเอกลักษณ์และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ พร้อมกับผนวกความรู้สมัยใหม่ให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาคุณภาพและขยายการผลิตได้มากขึ้น ตลอดจนเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายถาวรในพื้นที่ทั่วประเทศโดย ใช้สถานที่ราชการและกลไกของกระทรวงพาณิชย์ ขอความร่วมมือจากภาคเอกชนให้จัดสรรพื้นที่สำหรับสินค้าโอท็อปที่มีคุณภาพ และให้ทีมประเทศไทย (Team Thailand) นำโดยกระทรวงการต่างประเทศเน้นการผลักดันสินค้าโอท็อปไทยสู่สากลให้มากขึ้นด้วย

    ดิฉันจึงขอยกย่องคุณโมริฮิโกะ ฮิรามัตสึ ในฐานะที่เป็นต้นแบบของนโยบายโอท็อปและเป็นแรงบันดาลใจให้กับนโยบายที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนไทยอย่างกว้างขวาง และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวคุณโมริฮิโกะ ฮิรามัตสึ ที่ได้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งและเป็นผู้ที่อุทิศตนเองทั้งแรงกาย แรงใจ ในการสร้างคุณประโยชน์ต่อประชาชนชาวโออิตะและชาวญี่ปุ่น รวมทั้งประเทศไทยด้วยนะคะ ดิฉันขอไว้อาลัยต่อการจากไปของคุณโมริฮิโกะ ฮิรามัตสึ"

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เมื่อวันที่ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแผร่ ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรีเรื่อง ให้นายทหารรับราชการ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้ พล.ต.หญิง สุทิดา วชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา เสนาธิการหน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัย  รักษาพระองค์ (อัตรา พล.ต.) เป็น นายทหารปฏิบัติการพิเศษสํานักงานนายทหารปฏิบัติการพิเศษ ในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัย รักษาพระองค์ (อัตรา พล.ท.) ตั้งแต่วันที่  26 สิงหาคม 2559 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

    โดย เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี โปรดเกล้า ฯ พระราชทานยศ "พล.ต.หญิง" เมื่อวันที่ 10 พ.ย.56 เนื่องด้วยรับราชการมาด้วยความเรียบร้อยเป็นผลดีแก่ทางราชการ 

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา เวลา 10.00 น. ที่พระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เขตพระนคร กทม. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดงานบำเพ็ญกุศลอายุวัฒนมงคล 8 รอบนักษัตร พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 96 ปี ทั้งนี้ในโอกาสเดียวกันนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์เชิญแจกันดอกไม้พระราชทานมามอบให้

    และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พล.อ.อ.เกษม อยู่สุข เป็นผู้แทนพระองค์เชิญแจกันดอกไม้พระราชทานมามอบให้เช่นกัน

    ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พล.อ.เปรม เป็นองคมนตรี เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2531 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เป็นประธานองคมนตรี เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2541 สำหรับตำแหน่งสำคัญก่อนจะได้รับโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เป็นประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เคยดำรงตำแหน่งทางทหาร เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ผู้บัญชาการทหารบก รมว.มหาดไทย และนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเป็นเวลา 8 ปี

     

    ที่มา มติชนออนไลน์และสำนักข่าวไทย

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    27 ส.ค. 2559 พล.ท.พิรัช สวามิวัศดุ์ หรือเสธ.หมึก ซึ่งเป็นคนสนิทของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ชวลิต ต้องยกเลิกการสนทนาธรรมกับเจ้าอาวาสวัดยานนาวาในวันนี้ว่า มีคำสั่งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นหนังสือส่งมาที่บ้านพักของพล.อ.ชวลิต ซึ่งมีเนื้อหาขอร้องให้พล.อ.ชวลิต เลื่อนการสนทนาธรรมไปก่อน ในส่วนของตนก็ยังไม่เห็นคำสั่งนั้น แต่พล.อ.ชวลิต เห็นหนังสือดังกล่าวแล้วก็ไม่อยากเกิดความขัดแย้ง หรือมีปัญหากับคสช.                

    “จริงๆ แล้วท่านก็ไม่ได้จะไปทำอะไร แค่ต้องการไปสนทนาธรรมกับพระอาจารย์ที่วัด สาเหตุที่เลือกวัดยานนาวาก็เพราะว่าวัดเป็นศูนย์กลางของประชาชน เป็นสถานที่ที่ประชาชนพักใจ โดยเฉพาะคนสมัยก่อนที่เลือกเข้าไปนั่งในวัด เรียนหนังสือในวัด และเเค่อยากทำตามหลักการบวร บ้าน วัด โรงเรียน แค่นั้นเอง ” พล.ท.พิรัช กล่าว

     

    ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ และมติชนออนไลน์

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    27 ส.ค. 2559 บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ผู้ตรวจราชการและโฆษกประจำ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังออกตรวจสอบติดตามสถานการณ์ การจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ณ ตลาดมณีพิมาน เขตบางซื่อ กทม.ว่า ราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคในช่วงนี้ถือว่าทรงตัว และเป็นปกติไม่มีรายการสินค้าใดมีราคาสูงขึ้น โดยภาพรวมราคาสินค้าทรงตัวเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนมา 2 สัปดาห์แล้ว เช่น ราคาเนื้อหมู กิโลกรัมละ 140-145 บาท ไก่สดทั้งตัว กิโลกรัมละ 70-75 บาท ไข่ไก่เบอร์ศูนย์ ราคาฟองละ 4.50-4.60 บาท ไข่ไก่เบอร์ 1 ราคาฟองละ 4.4-4.30 บาท ไข่ไก่เบอร์ 2 ราคาฟองละ 4 บาท ไข่ไก่เบอร์ 3 ราคาฟองละ 3.80 บาท 

    บรรจงจิตต์ กล่าวด้วยว่า ถือเป็นราคาที่ทรงตัวทั้งหมด แต่กระทรวงพาณิชย์ยังคงเดินหน้าติดตามราคาสินค้าทุกรายการอย่างใกล้ชิด ให้พาณิชย์และค้าภายในแต่ละจังหวัดออกตรวจสอบราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำท่วม หากมีการกักตุนหรือเอารัดเปรียบจะถูกดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างจริงจัง หากประชาชนพบเห็นจำหน่ายสินค้าแพงเกินจริงร้องเรียนสายด่วน 1569 ได้

    พาณิชย์ระบุเศรษฐกิจโลก ฉุดส่งออกก.ค.ติดลบต่อเนื่องเดือนที่ 4

    วานนี้ (26 ส.ค. 59) สุวิทย์ เมษิณทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยมูลค่าการส่งออกของไทยในเดือนก.ค. 2559 พบว่า มีมูลค่า 17,415 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดลบร้อยละ 4.4 มากกว่าเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ที่ติดลบเพียงร้อยละ 0.07 และติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจโลกลงเหลือร้อยละ 3.1

    ทั้งนี้ การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม หดตัวร้อยละ 0.4 โดยเฉพาะรถยนต์และส่วนประกอบ ติดลบร้อยละ 6.7  น้ำมันสำเร็จรูป หดตัวร้อยละ 40.7 และเม็ดพลาสติก ติดลบร้อยละ 14.8 และการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ติดลบร้อยละ 18.6 จากสภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้ผลผลิตสินค้าเกษตรลดลง รวมทั้งราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ปรับตัวลดลงเฉลี่ยในเดือนกรกฎาคม อยู่ที่ 42.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล  ส่งผลให้ในระยะ 7 เดือนแรกของปีนี้  มีมูลค่าส่งออกรวม 122,553 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดลบร้อยละ 2

    ตลาดรถยนต์ 7 เดือนปีนี้ยังไม่ฟื้น ยอดขายลดลงร้อยละ 0.2

    วุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยยอดขายรถยนต์เดือนกรกฎาคม 2559 ว่า มีปริมาณการขายทั้งสิ้น 60,635 คัน ลดลงร้อยละ 0.4  อย่างไรก็ตาม รถยนต์นั่งมียอดขาย 24,358 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.6 รถเพื่อการพาณิชย์ 36,277 คัน ลดลงร้อยละ 6.1 รวมทั้ง รถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซกเมนท์นี้ จำนวน 29,177 คัน ลดลงร้อยละ 7.7

    ส่วนตลาดรถยนต์สะสม 7 เดือนแรกปีนี้ มีปริมาณการขาย 429,265 คัน ลดลงร้อยละ 0.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยตลาดรถยนต์นั่งลดลงร้อยละ 9.2 ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7 เนื่องจากเศรษฐกิจโดยรวมในประเทศยังคงฟื้นตัวช้า ส่งผลทางจิตวิทยาต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนซึ่งมีผลถึงตลาดรถยนต์

     

    เรียบเรียงจาก สำนักข่าวไทย

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    กรุงเทพโพลล์เผยผลสำรวจ ประชาชน 75.0% ชี้ ม.44 ยังจำเป็นต่อสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน 56.2% เชื่อจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติ 53.5% ไม่กังวลกับเหตุการณ์ความไม่สงบต่าง ๆ

     
     
     
    27 ส.ค. 2559 กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “ความจำเป็นของมาตรา 44 กับสถานการณ์บ้านเมือง หลังผ่านการลงประชามติร่างฯ” โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,176 คน พบว่า 
     
    เมื่อถามความเห็นว่ามาตรา 44 ยังจำเป็นหรือไม่กับสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 75.0 เห็นว่ายัง “จำเป็น” ขณะที่ร้อยละ 19.0 เห็นว่า “ไม่จำเป็น” มีเพียงร้อยละ 6.0 ไม่แน่ใจ
     
    เมื่อถามต่อว่ามาตรา 44 จะสร้างความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ให้แก่นานาประเทศหรือไม่ ส่วนใหญ่ร้อยละ 56.2 เห็นว่าจะสร้างความเชื่อมั่น ขณะที่ร้อยละ 30.4 เห็นว่าจะไม่สร้างความเชื่อมั่น ส่วนที่เหลือร้อยละ 13.4 ไม่แน่ใจ
     
    สุดท้ายเมื่อถามว่าวิตกกังวลมากน้อยเพียงใดต่อสถานการณ์ความไม่สงบต่างๆ เช่น เหตุระเบิด การก่อการร้าย ในประเทศไทย ส่วนใหญ่ร้อยละ 53.5 วิตกกังวลค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด ขณะที่ร้อยละ 42.4 วิตกกังวลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด มีเพียงร้อยละ 4.1 ไม่แน่ใจ
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เครือข่ายประชาชนภาคเหนือหวั่นร่าง พ.ร.บ.กสทช.ฉบับใหม่ ไม่สร้างความสมดุล บั่นทอนและกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความมุ่งมั่นและความตั้งใจในการทำงานของเครือข่ายที่จะทำงานด้านการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคเพื่อประโยชน์ของประชาชนทุกคน

    วันที่ 27 สิงหาคม 2559 ณ โรงแรมคุ้มภูคำ จังหวัดเชียงใหม่ ในเวทีส่งเสริมการรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายผู้บริโภค ระดับภูมิภาค ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เครือข่ายประชาชนภาคเหนือ ประกอบด้วย เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคภาคเหนือ เครือข่ายเพื่อนสื่อสาธารณภาคเหนือ เครือข่ายคนทำงานด้านเด็กและเยาวชนภาคเหนือ เครือข่าย 17 ชาติพันธุ์ เครือข่ายพิทักษ์สิทธิชุมชนภาคเหนือ เครือข่ายแรงงานนอกระบบภาคเหนือ เครือข่ายผู้พิการภาคเหนือ เครือข่ายวิทยุชุมชนภาคเหนือ สถาบันปวงผญาพยาว และสมาคมสื่อจังหวัดพะเยา ได้ขอช่วงเวลาระหว่างการทำกิจกรรม อ่านแถลงการณ์ “พรบ.กสทช.ฉบับใหม่ ต้องสนับสนุนการทำงานเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคอย่างแท้จริง”

    นายวีรพงษ์ กังวาฬนวกุล ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนภาคเหนือ อ่านแถลงการณ์ว่า ขอให้กำลังใจ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ชุดปัจจุบัน และคณะอนุกรรมการชุดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่มีความตั้งใจดีที่จะทำงานเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน ตามแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคสื่อ ดังนั้นพลเมืองที่มีคุณภาพที่ดีและสังคมที่ดำรงด้วยคุณธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญของการพัฒนาประเทศ ตามนโยบายของรัฐบาล

    ดังนั้น ร่าง พ.ร.บ.กสทช.ฉบับใหม่ ซึ่งอาจไม่สร้างความสมดุลย์อีกทั้งยังคงบั่นทอนและกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความมุ่งมั่นและความตั้งใจในการทำงานของเครือข่าย และ กสทช. ที่จะทำงานด้านการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคเพื่อประโยชน์ของประชาชนทุกคน ในนามเครือข่ายภาคประชาชนภาคเหนือ จึงขอเรียกร้องให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ พรบ.กสทช.ชุดใหม่ ได้ปฎิบัติตามข้อเสนอและข้อเรียกร้องด้วย (อ่านในแถลงการณ์)

    ทั้งนี้ นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กรรมการ กสทช. ได้เป็นตัวแทนรับข้อเสนอเพื่อส่งต่อไปยังกรรมการ กสทช. สำนักงาน และ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การแก้ไขร่าง พรบ.กสทช.ชุดใหม่ต่อไป พร้อมทั้งกล่าวว่าตนอยากให้คณะกรรมาธิการพิจารณาแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ได้เชิญเครือข่ายภาคประชาชนภาคเหนือเข้าร่วมให้ความเห็นด้วย


    แถลงการณ์เครือข่ายประชาชน ภาคเหนือ

    “พรบ.กสทช.ฉบับใหม่

    "ต้องสนับสนุนการทำงานเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคอย่างแท้จริง”

    วันที่ 27 สิงหาคม 2559
    ณ โรงแรมคุ้มภูคำ จังหวัดเชียงใหม่

     ในนามเครือข่ายประชาชนภาคเหนือ ขอให้กำลังใจ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมและกิจการกระจายเสียงวิทยุและโทรทัศน์ (กสทช.) ชุดปัจจุบัน และคณะอนุกรรมการชุดต่างๆที่เกี่ยวข้อง ที่มีความตั้งใจดีที่จะทำงานเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน ตามแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคสื่อ ดังนั้นพลเมืองที่มีคุณภาพที่ดีและสังคมที่ดำรงด้วยคุณธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญของการพัฒนาประเทศ ตามนโยบายของรัฐบาล

     ดังนั้น ร่าง พรบ.กสทช.ฉบับใหม่ ซึ่งอาจไม่สร้างความสมดุลย์อีกทั้งยังคงบั่นทอนและกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความมุ่งมั่นและความตั้งใจในการทำงานของเครือข่าย และ กสทช. ที่จะทำงานด้านการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคเพื่อประโยชน์ของประชาชนทุกคน

     ในนามเครือข่ายภาคประชาชนภาคเหนือ จึงขอเรียกร้องให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.กสทช.ชุดใหม่ ได้ปฎิบัติตามข้อเสนอและข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้

    1)      ให้คงรูปแบบการมีอนุกรรมการในชุดต่าง ๆ เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนภาคประชาชน

    2)      ในสัดส่วนของ บอร์ด กสทช. 7 คนชุดใหม่ที่จะต้องมีการแต่งตั้งตาม พ.ร.บ.กสทช.ฉบับใหม่นั้น ต้องมีผู้เชียวชาญงานคุ้มครองผู้บริโภคที่มาจากตัวแทนภาคประชาชน

    3)      สนับสนุนให้มีการจัดตั้งสภาผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม โดยมีองค์ประกอบที่กลุ่มองค์กรผู้บริโภคที่หลากหลาย เพื่อให้เป็นตัวแทนและเป็นปากเสียงสำคัญแทนผู้บริโภคในการทำงานคุ้มครองสิทธิร่วมกับกสทช.อย่างต่อเนื่อง

    4)      ให้ความสำคัญจัดและการมีส่วนร่วมด้านให้มีการทำแผนยุทธศาสตร์การคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมที่มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนให้ชัดเจน

    5)      ให้คงรูปแบบการมีอนุกรรมการในชุดต่าง ๆ เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนภาคประชาชน

    6)      ในสัดส่วนของ บอร์ด กสทช. 7 คนชุดใหม่ที่จะต้องมีการแต่งตั้งตาม พ.ร.บ.กสทช.ฉบับใหม่นั้น ต้องมีผู้เชียวชาญงานคุ้มครองผู้บริโภคที่มาจากตัวแทนภาคประชาชน

    7)      สนับสนุนให้มีการจัดตั้งสภาผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม โดยมีองค์ประกอบที่กลุ่มองค์กรผู้บริโภคที่หลากหลาย เพื่อให้เป็นตัวแทนและเป็นปากเสียงสำคัญแทนผู้บริโภคในการทำงานคุ้มครองสิทธิร่วมกับกสทช.อย่างต่อเนื่อง

    8)      ให้ความสำคัญจัดและการมีส่วนร่วมด้านให้มีการทำแผนยุทธศาสตร์การคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมที่มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนให้ชัดเจน

    เครือข่ายประชาชนภาคเหนือ ประกอบด้วย

    ♣ เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคภาคเหนือ          

    ♣ เครือข่ายเพื่อนสื่อสาธารณภาคเหนือ

    ♣ เครือข่ายคนทำงานด้านเด็กและเยาวชนภาคเหนือ     

    ♣ เครือข่าย 17 ชาติพันธุ์

    ♣ เครือข่ายพิทักษ์สิทธิชุมชนภาคเหนือ                    

    ♣ เครือข่ายแรงงานนอกระบบภาคเหนือ

    ♣ เครือข่ายผู้พิการภาคเหนือ                                

    ♣ เครือข่ายวิทยุชุมชนภาคเหนือ

    ♣ สถาบันปวงผญาพยาว                                     

    ♣ สมาคมสื่อจังหวัดพะเยา

     

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    กกต. เผยความคืบหน้าการร่างกฎหมายลูกเสร็จแล้ว 2 ฉบับ เตรียมนำเข้าหารือในที่ประชุม กกต. 29 ส.ค.นี้ จัดตั้งพรรคการเมืองยากขึ้นเพราะต้องให้พรรคการเมืองหาสมาชิกให้ครบ 5,000 คน จากทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ จึงจะจัดตั้งได้

     
    27 ส.ค. 2559 สำนักข่าวไทยรายงานว่านายบุญส่ง น้อยโสภณ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย เปิดเผยถึงความคืบหน้าการร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับ กกต.และการเลือกตั้ง โดยล่าสุดเสร็จแล้ว 2 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว จะทำให้จัดตั้งพรรคการเมืองได้ยากขึ้น และมีแนวทางป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง จากเดิมสามารถจัดตั้งพรรคการเมืองก่อนแล้วค่อยหาสมาชิก ในครั้งนี้ได้กำหนดให้พรรคการเมืองต้องหาสมาชิกให้ครบ 5,000 คน จากทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ จึงจะจัดตั้งพรรคการเมืองได้
     
    นายบุญส่ง กล่าวยอมรับว่า ปัจจุบันไทยมีพรรคการเมืองมากถึง 71 พรรค ถือว่ามากเกินไป ส่วนการยุบพรรคการเมืองก็สามารถยุบได้จาก 2 สาเหตุเท่านั้น คือ พรรคการเมืองที่มีเจตนาล้มล้างระบอบประชาธิปไตย และพรรคการเมืองที่ปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตย
     
    “ทุกฉบับอยู่ระหว่างพิจารณาเนื้อหาเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติอย่างแท้จริง คาดว่าจะทยอยส่งให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ.พิจารณาทั้ง 2 ฉบับภายในเดือนสิงหาคม โดยในวันจันทร์ที่ 29 สิงหาคมนี้ จะนำเข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง” นายบุญส่ง กล่าว
     
    นายบุญส่ง กล่าวด้วยว่า ในส่วนฉบับที่ยังร่างไม่เสร็จ คือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาให้สอดคล้องและมีความเหมาะสมกับรัฐธรรมนูญที่ได้กำหนดให้ กกต.มีทั้งหมด 7 คน ส่วน ส.ว.ถือเป็นฉบับที่ต้องระมัดระวัง เพราะวิธีการได้มาซึ่ง ส.ว.มีความซับซ้อน สำหรับกรณีการแก้รัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติในส่วนบทเฉพาะกาลนั้น หลักการแก้รัฐธรรมนูญที่จะต้องไม่สามารถแก้ง่ายหรือยากจนเกินไป และระวังเรื่องการตีความ เพราะที่ผ่านมารัฐธรรมนูญถูกตีความได้หลากหลาย ทำให้มีปัญหา แต่ถ้าบัญญัติไว้ชัดเจนจะทำให้ปัญหาน้อยลง
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    27 ส.ค. 2559 เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่า พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.สมหมาย กองวิสัยสุข รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.ชวลิต แสวงพืชน์ รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.ชาญ วิมลศรี รรท.บก.ป. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร่วมแถลงข่าวการจับกุม นางกมนทรรศน์ ธนธรณ์โฆษิตจิร หรือแม่ตุ่ม (ชื่อเดิม นางกิมเอ็ง แซ่เตียว) อายุ 62 ชาว จ.สมุทรปราการ ตามหมายจับศาลอาญาเลขที่ 1563/2559 ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2559 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกง และร่วมกันปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม” พร้อมของกลาง เหรียญที่ระลึกเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา กำไลข้อมือเงิน โดยมีข้อความว่า ”Long Live The King” สามารถจับกุมได้ที่ ต.เกยไชย อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ 
     
    พล.ต.ท.ฐิติราช กล่าวว่า สืบเนื่องจาก กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้มีคำสั่ง ที่ 131/2559 ลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2559 และ ที่ 136/2559 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2559 แต่งตั้งคณะพนักงาน สืบสวนสอบสวนดำเนินคดีกับนางมณตา หยกรัตนกาญ หรือนางไก่ ข้อหา แจ้งความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ค้ามนุษย์ และหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความ อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานในชั้นพนักงานสอบสวน ระหว่างการสืบสวนสอบสวน ได้มีผู้เสียหาย(ขอปิดนาม) เดินทางมามอบพยานหลักฐาน และให้ข้อมูลว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์ในลักษณะคล้ายนางไก่ และคาดว่าน่าจะเป็นบุคคลคนเดียวกันกับ นางกิมเอ็ง แซ่เตียว อดีตผู้ต้องหา คดีหลอกลวงผู้อื่นให้บริจาคเงิน โดยอ้างว่าสามารถขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และ ถูกศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พิพากษาจำคุก 6 ปี ต่อมาพ้นโทษจึงเปลี่ยนชื่อ – นามสกุล หลายครั้งจนปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ดร.กมนทรรศน์ ธนธรณ์โฆษิตจิร หรือแม่ตุ่ม” 
     
    พล.ต.ท.ฐิติราช กล่าวอีกว่า ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์ แห่งหนึ่งได้เผยแพร่วีดีทัศน์สารคดีเฉลิมพระเกียรติ โดยนางกมนทรรศน์ ให้สัมภาษณ์เชิงกล่าว อ้างว่าเคยตามเสด็จฯ และ อ้างว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดกับบุคคลชั้นสูง อีกทั้งเป็นผู้ปรุงอาหารถวายในสำนักพระราชวัง มีการสร้างภาพทาง สังคมหรือสาธารณะเพื่อให้ผู้ที่พบเห็นเชื่อว่าเป็นผู้ใกล้ชิดกับคนชั้นสูง โดยแสดงตนเป็นตัวแทน ประกอบพิธีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการเฉลิมพระเกียรติ และจัดงานวันเกิดอย่างยิ่งใหญ่ มีผู้แต่งกายเป็นเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังนำของขวัญและแจกันดอกไม้ซึ่งอ้างว่าได้รับพระราชทานมามอบให้กับนางกมนทรรศน์ เพื่อให้บุคคลที่มาร่วมงาน หรือผู้พบเห็นหลงเชื่อ จากนั้นจะชักชวนให้ร่วมทำบุญถวายเป็นพระราชกุศลในโอกาสต่างๆ โดยมีผู้เสียหายจำนวนหลายคนหลงเชื่อ มอบเงินสด หรือโอนเข้าบัญชีนางกมนทรรศน์ ซึ่งขณะนี้มีผู้เสียหายมาร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี รวมมูลค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 2,979,300 บาท และหลังจากที่ได้รับเงินแล้วนางกมนทรรศน์ ได้นำหนังสือทรงขอบคุณ โดยอ้างว่าเป็นหนังสือที่ออกโดย สำนักพระราชวัง นอกจากนี้จากการตรวจสอบพบว่าเป็นหนังสือปลอม    
     
    พล.ต.ต.สมหมาย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม เวลา 09.40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ได้ติดตามจับกุมนางกมนทรรศน์ ขณะหลบหนีไปที่ ต.เกยไชย อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ก่อนขยายผลค้นห้องพักย่านลาดพร้าว 60 พบทรัพย์สินมีค่าจำนวนมาก อาทิ เหรียญที่ระลึกเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบว่าเป็นของแท้ หรือของที่ทางนางกมนทรรศน์ ปลอมแปลงขึ้น อีกทั้งจะทำการตรวจสอบว่าบุคคลที่มามอบดอกไม้ให้กับนางกมนทรรศน์ เป็นบุคคลของสำนักราชวังจริงหรือไม่ซึ่งอยู่ในระหว่างตรวจสอบ 
     
    พล.ต.ต.สมหมาย กล่าวด้วยว่า จากการสอบปากคำเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการแจ้งข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือ แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายมาตรา 112 ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการขยายผลผู้ร่วมขบวนการ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบตัวหมดแล้วสำหรับรายละเอียดนั้นยังไม่สามารถเปิดเผยได้ 
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    พล.ต.สรรเสริญ เผยตำรวจท่องเที่ยว จับกุม 2 บริษัททัวร์ศูนย์เหรียญจีน ผิดฐานสวมบัตรประชาชนคนไทยเข้ามาจดทะเบียนจัดตั้งบริษัททัวร์ และความผิดฐานอั้งยี่  หลังพล.อ. ประยุทธ์ ได้สั่งการแก้ไขปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญอย่างจริงจัง 

     
    ที่มาภาพ เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล
     
    27 ส.ค. 2559 พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นับจากที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แก้ไขปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญอย่างจริงจัง นั้น
     
    “ล่าสุดตำรวจท่องเที่ยวได้เข้าจับกุมเจ้าของบริษัทฝูอัน จำกัด และบริษัทซินหยวน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัททัวร์ศูนย์เหรียญที่ไม่ได้นำรายได้เข้าสู่ประเทศไทย มีแต่ยอดนักท่องเที่ยว และเงินรายได้ทั้งหมดจะถูกส่งกลับจีนผ่านนายหน้า โดยทั้ง 2 บริษัทมีความผิดฐานสวมบัตรประชาชนคนไทยเข้ามาจดทะเบียนจัดตั้งบริษัททัวร์ และความผิดฐานอั้งยี่ ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหลักในการยึดทรัพย์ของ ปปง. และยังได้ขยายผลตรวจพบต้นทางขบวนการทัวร์ศูนย์เหรียญ ชื่อบริษัทโอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทคนไทย มีรถทัวร์อยู่ในความครอบครองกว่า 3,000 คัน มีบริษัทจิวเวลรี่ บริษัทเครื่องหนัง บริษัทอาหาร ยาบำรุงสุขภาพ และร้านอาหาร ในเครือ โดยให้บริษัทคนจีนนำลูกทัวร์เข้าไปใช้บริการรถทัวร์ และร้านเหล่านี้ ซึ่งจะเก็บเงินจากลูกทัวร์ที่เข้าใช้บริการเพิ่มอีกประมาณ 35% ของเงินค่าแพคเกจทัวร์ที่เก็บไปแล้วเบื้องต้น ทำให้มีเงินสะพัดหลายพันล้าน และไม่มีการชำระภาษีอย่างถูกต้อง”  พล.ต.สรรเสริญ กล่าว
     
    พล.ต.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า รัฐบาลยินดีสนับสนุนธุรกิจท่องเที่ยวที่ถูกกฎหมาย จึงยอมไม่ได้กับพฤติกรรมที่สร้างความเสียหาย โดยอยากเตือนสติคนไทย ว่า ขอให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง ไม่สมคบคิดกับต่างชาติ แสวงหาประโยชน์เข้าตัวเอง เพราะถึงแม้ว่าจะร่ำรวยจากการประกอบธุรกิจ แต่รายได้ส่วนใหญ่กลับตกเป็นของต่างชาติ ทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และขวัญกำลังใจของผู้ที่ประกอบธุรกิจด้วยความสุจริต ด้วย
     
    “ท่านนายกฯ ได้รับทราบข้อมูลแล้ว และฝากชมเชยเจ้าหน้าที่ที่เข้าปฏิบัติการในครั้งนี้ รวมทั้งกำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งเดินหน้าปูพรมแก้ไขปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่ายังมีอีกหลายบริษัทที่ลักลอบกระทำการในลักษณะนี้ และขอให้ผู้ที่มีพฤติกรรมดังกล่าว หยุดกระทำการโดยทันที และไม่หลงเชื่อคำชักชวนจากผู้ไม่หวังดี หรือหากพบการประกอบธุรกิจที่เข้าข่ายทัวร์ศูนย์เหรียญ ให้รีบแจ้งศูนย์ดำรงธรรม หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที โดยรัฐบาลจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ในทุกกรณี” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว
     
    ทั้งนี้ จนท.ได้สนธิกำลังกัน เข้าจับกุมตัวกรรมการบริษัทโอเอ ทรานสปอร์ต 2 คน ในข้อหาอั้งยี่และกระทำการให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว พร้อมทั้งเข้าตรวจค้น บ.โอเอ ทรานสปอร์ต บ.บางกอกแฮนดิคราฟท์ บ.รอยัลพาราไดซ์ บ.รอยัลเจมส์อินเตอร์เนชั่นแนล บ.รอยัลไทยเฮิร์บ สามารถยึดของกลางได้หลายรายการ
     
     
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ILO คาดปี 2559-2560 คนรุ่นใหม่ที่อายุระหว่าง 16-24 ปี จะว่างงานเพิ่มเป็น 71 ล้านคน ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่นอกจากอัตราว่างงานสูงแล้วยังต้องเผชิญกับปัญหาความยากจนเนื่องจากการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม ประเทศกำลังพัฒนาแม้ว่างงานต่ำแต่คุณภาพงานก็ต่ำด้วย ส่วนที่สหรัฐฯ ผู้ประกอบแสดงความกังวลว่านักศึกษาจบใหม่จากมหาวิทยาลัยอาจขาดความพร้อมในการรับมือกับโลกแห่งการทำงาน

    รายงาน World Employment and Social Outlook 2016: Trends for Youth

    จากรายงาน World Employment and Social Outlook 2016: Trends for Youthขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่เผยแพร่เมื่อปลายเดือน ส.ค. 2559 ที่ผ่านมาระบุว่าในปี 2559 และ 2560 ที่จะถึงนี้ อัตราการว่างงานของคนรุ่นใหม่ (อายุระหว่าง 16-24 ปี) จะเพิ่มเป็นร้อยละ 13.1 โดยเพิ่มจากปี 2558 ที่มีเพียงร้อยละ 12.9 หากตีเป็นตัวเลขแล้วล่ะก็คนรุ่นใหม่ทั่วโลกในปีนี้และปีหน้าจะว่างงานถึง 71 ล้านคนเลยทีเดียว

    ที่มา: รายงาน World Employment and Social Outlook 2016: Trends for Youth

    ILO คาดการณ์ว่าในประเทศกำลังพัฒนาในปี 2559 นี้จะมีอัตราว่างงานร้อยละ 9.5 และ 9.4 ในปี 2560 เทียบเป็นจำนวน 7.7 และ 7.9 ตามลำดับ สำหรับประเทศพัฒนาแล้วในด้านสัดส่วนพบว่าอัตราการว่างงานของคนรุ่นใหม่มีสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งโลก แม้จะลดลงจากปี 2558 ที่ร้อยละ 15.0 มาอยู่ที่ร้อยละ 14.5 ในปี 2559 และร้อยละ 14.3 ในปี 2560 เมื่อเทียบเป็นจำนวนจะมีคนรุ่นใหม่ว่างงานในปี 2559 นี้ 9.8 ล้านคนและ 9.6 ล้านคนในปี 2560 ส่วนประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่น่าจะเจอปัญหานี้หนักสุดโดยอัตราการว่างงานในปี 2559 นี้คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 13.6 และในปี 2560 อยู่ที่ร้อยละ 13.7 แต่เมื่อเทียบเป็นจำนวนคนรุ่นใหม่ที่จะว่างงานในปี 2559 และ 2560 นี้มีถึง 53.5 ล้านคนเลยทีเดียว

    สำหรับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่นั้นคนทำงานรุ่นใหม่ที่จะต้องเผชิญกับปัญหาการว่างงานสูงแล้วก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาความยากจนอยู่เนื่องจากการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม ส่วนคนรุ่นใหม่ในประเทศกำลังพัฒนาแม้อัตราการว่างงานไม่สูงเท่ากับประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ แต่พบว่าปัญหาความยากจนน่าจะเป็นปัญหาหลักมากกว่า  โดยในปี 2559 นี้ประมาณการว่าร้อยละ 37.7 ของคนรุ่นใหม่ที่มีงานทำอยู่ในภาวะยากจนมากหรือยากจนปานกลาง

    ในประเทศกำลังพัฒนาแม้ตัวเลขอัตราการว่างงานจะต่ำ แต่กลับพบว่าสภาพการทำงานและคุณภาพของกลับอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะในประเทศแถบแอฟริกา คนรุ่นใหม่ที่มีงานทำต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมาตรฐานความปลอดภัยและมีค่าแรงต่ำ คนรุ่นใหม่ที่มีงานทำเกือบ 1 ใน 3 ยังอยู่ในระดับยากจนหรือมีค่าแรงต่ำกว่า 3.10 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวัน

    ผู้ประกอบการสหรัฐฯ แคลงใจถึงความพร้อมของนักศึกษามหาวิทยาลัยจบใหม่

    ด้าน VOAรายงานว่าเว็บไซต์ Career Builderที่ติดตามความเคลื่อนไหวของภาคแรงงานสหรัฐอเมริกา ระบุว่า 2 ใน 3 ของนายจ้างอเมริกัน เตรียมเปิดตำแหน่งที่เสนอรายได้อย่างต่ำ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีสำหรับผู้ที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัย

    อย่างไรก็ตามในการสำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการ 2,186 ราย นายจ้างจำนวนไม่น้อยแสดงความกังวลว่านักศึกษาจบใหม่จากมหาวิทยาลัยอาจขาดความพร้อมในการรับมือกับโลกแห่งการทำงาน โดยนายจ้างที่กังวลกล่าวว่ามหาวิทยาลัยเน้นการเรียนตามตำรามาเกินไปแต่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงไม่มากเท่าที่ควร ซึ่งประสบการณ์ที่ว่านี้มักจะได้จากการทำงานเป็นนักศึกษาฝึกงาน

    ในภาคธุรกิจ งานที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และทักษะทางวิศวกรรมศาสตร์เป็นตำแหน่งที่ได้รับความสำคัญมากที่สุด ส่วน สาขาชีววิทยา สถาปัตยกรรมศาสตร์และการศึกษาอยู่ในอันดับที่ได้รับความสนใจรั้งท้ายจากนายจ้าง

    Career Builder ให้คำแนะนำนักศึกษาจบใหม่ว่าให้ติดตามข่าวสารของบริษัทจากโซเชียลมีเดีย และเข้าติดต่อผ่านช่องทางนี้ แถมบอกด้วยว่า นักศึกษาอาจสามารถเพิ่มความน่าสนใจสำหรับนายจ้างหากเริ่มเขียน blog ในสาขางานที่ตนอยากทำ

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai