Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    คำนูน เผย กมธ.ยกร่างฯ กำลังพิจารณาบทเฉพาะกาล คาดรัฐธรรมนูญ คาดทั้งฉบับมี 315 มาตรา พร้อมชี้ว่า หลังรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้จะต้องวันเลือกส.ส.ใน 180วัน ส่วนประเด็นเว้นวรรค 2 ปี แม่น้ำ 5 สาย ยังไม่ได้ข้อสรุป

    5 มี.ค. 2558 เว็บข่าวรัฐสภา รายงานว่า คำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงว่า ที่ประชุมกำลังพิจารณาบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งคาดว่าจะมีประมาณ 10 มาตรา และจะทำให้รัฐธรรมนูญทั้งเล่มมี ประมาณ 315 มาตรา  โดยบทเฉพาะกาลมาตรา 308 กำหนดไว้ว่าให้การเลือกตั้งส.ส.ตามรัฐธรรมนูญนี้แล้วเสร็จภายใน 90วัน และดำเนินการให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาภายใน 150 วัน นับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้

    ซึ่งทันทีที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลบังคับใช้ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะต้องส่งร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน แล้วจากนั้นต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ภายใน 30 วัน ดังนั้นจึงชัดเจนว่าหลังรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้จะต้องจัดการเลือกตั้ง ภายใน 180 วัน และดำเนินการให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาภายใน 240 วัน      

    นอกจากนี้ ในบทเฉพาะกาลยังได้ระบุรายละเอียดถึงขั้นตอนการควบรวมองค์กรผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน โดยให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน และพิทักษ์สิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญ และให้กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและผู้ตรวจการแผ่นดินยังคงปฏิบัติหน้าที่ ต่อไปจนกว่าจะมีการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญนี้     

    ส่วนกรณีที่มีการเสนอให้ตัวแทนแม่น้ำ 5 สาย เว้นวรรคการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองภายใน 2 ปี หลังจากพ้นตำแหน่งนั้น คำนูณ กล่าวว่า เรื่องนี้ได้แขวนเอาไว้ โดยจะพิจารณาในวันพรุ่งนี้ (6 มี.ค. 2558) ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปในวันเดียวกัน

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    หลังจากเมื่อวันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ รายงานว่า กฤษณพงศ์ กีรติกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่ ศธ. เสนอร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ หรือมหาวิทยาลัยนอกระบบ 2 ฉบับ ประกอบด้วย ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ซึ่งหลังจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

    ล่าสุดวันนี้(5 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่บริเวณในมหาวิทยาลัยเกษตรฯ และรั้วฝั่งงามวงศ์วาน บางเขน พบป้ายผ้าและป้ายกระดาษที่มีข้อความในลักษณะการคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ โดยในข้อความระบุชื่อกลุ่มเสรีนนทรี ม.เกษตรศาสตร์ซึ่งเป็นกลุ่มอิสระของนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรฯ

    ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังกลุ่มเสรีนนทรีฯ ระบุว่า ที่ผ่านมา นิสิต ไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ว่าจะนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบหรือไม่ เคยมีเวทีรับฟังความคิดเห็น เมื่อตอนที่มีกระแสคัดค้าน แต่เวทีเหล่านั้นก็มีธงตั้งไว้อยู่แล้ว สุดท้ายเป็นเพียงแค่เวทีให้ข้อมูล เหมือนการปรับทัศนคติ จัดเวทีให้เสร็จๆไป ว่ามีความชอบธรรมแล้ว

    “การนำมหาลัยออกนอกระบบในช่วงเวลาที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ก็ออกตอนมีรัฐบาลไม่ปรกติทั้งนั้น หรือรัฐบาลเผด็จการ อธิการบดี หรือ สภามหาวิทยาลัยบางคนเข้าไปนั่งในตำแหน่ง สนช. ร่าง พ.ร.บ. เอง ชงร่างเอง และ โหวตเอง แสดงให้เห็นว่าเมื่อขั้นตอนเริ่มต้นไม่เป็นไปตามประชาธิปไตย ละเลยการรับความความคิดเห็น สุดท้ายก็จบลงด้วย การผ่านร่าง พ.ร.บ. ในสมัยรัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตย” กลุ่มเสรีนนทรีฯ ระบุ

    กลุ่มเสรีนนทรีฯ ยังระบุด้วยว่า การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบมีข้อควรกังวลหลายอย่าง เช่น ความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัยที่สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจสูงสุด ที่ปราศจากการตรวจสอบ การทุจริตอาจทำได้ง่ายขึ้น จากกรณีสถาบันเทคโนโลยีฯแห่งหนึ่งที่ออกนอกระบบไปแล้ว มีทุจริตโกงเงินกว่า 1500 ล้านบาท หรือความกังวลของนิสิตส่วนใหญ่คือเรื่อง ค่าเทอม จริงอยู่ที่ปัจจุบันค่าเทอมก็มีการขึ้นอยู่ตลอดเวลาบางก็อ้างว่าขึ้นตามสภาวะทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะออกหรือไม่ออกก็มีการปรับอยู่ตลอด แต่การนำมหาวทิยาลัยออกนอกระบบ จะทำให้ค่าเทอมถูกปรับขึ้นได้ง่ายขึ้น เช่น กรณีของมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบไปแล้วทางภาคตะวันออก ค่าเทอมคณะเภสัชฯ มีการเก็บค่าเทอมเหมาจ่ายที่สูงถึง 75,000 บาท จากเดิม เมื่อปี 53 มีการเรียกเก็บ 40,000 บาท ผ่านไป 2 ปี ขึ้นเกือบเท่าตัว กรรมการสภามหาวิทยาลัย มีอำนาจเต็มในการออกระเบียบกำหนดค่าเทอม

    “หัวใจหลักของการคัดค้านคือเรื่องของการนำมหาวิทยาลัยออกในสภาวะไม่ปรกติ ผู้บริหารเข้าไปนั่งเป็น สนช. อีกทั้ง ยังมีผู้บริหารมหาวิทยาลัยอื่นๆ เข้าไปนั่งด้วย และกำลังจะมีการผลักดันมหาวิทยาลัยที่ตนดูเอง ออกนอกระบบ ถ้า ม.นอกระบบดีจริง ไม่ควรต้องใช้วิธีการแบบนี้” กลุ่มเสรีนนทรีฯ ระบุ

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ปธ. สปช. เห็นด้วยให้ สปช. เว้นวรรคทางการเมือง 2 ปี เพราะเป็นผู้ให้ความเห็นชอบร่าง รธน. พร้อมระบุ สปช. ตั้งเครือญาติช่วยงานไม่ใช่เรื่องผิด ถ้ามีคุณสมบัติตรงที่กำหนด และทำงานได้ หากผิดจริงพร้อมให้ผู้ช่วยลาออก

    5 มี.ค. 2558 เว็บข่าวรัฐสภา รายงานว่า เทียนฉาย กีระนันท์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) กล่าวถึงกรณีกระแสวิจารณ์ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่จะให้ ผู้อยู่ในแม่น้ำทั้ง  5 สาย คือ สปช. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) คณะรัฐมนตรี(ครม.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ต้องเว้นวรรคทางการเมือง 2 ปี ว่า ตนไม่สามารถตอบแทนใครได้เพราะมีที่มาต่างกัน แต่ในส่วนของ สปช. นับเป็นผู้มีส่วนในการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ จึงเห็นว่าข้อเสนอดังกล่าวเหมาะสม

    ทั้งนี้ เทียนฉาย ยังได้กล่าวถึงกรณี สมาชิก สนช.และ สปช. แต่งตั้งเครือญาติ เข้าช่วยดำเนินงานด้วยว่า หากยึดตามระเบียบข้อบังคับเดิมของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งนำมาใช้กับ สปช.โดยอนุโลม มีการกำหนดคุณสมบัติไว้และหากเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ย่อมถือว่าถูกต้อง ส่วนสิ่งที่ไม่ถูกต้องคือ หนึ่งคนมีมากกว่าหนึ่งตำแหน่ง การแต่งตั้งผู้เข้ามาช่วยดำเนินงาน ภายใต้เวลาการทำงานที่มีไม่มาก หากบุคคลดังกล่าวที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและเป็นญาติของสมาชิก ย่อมทำได้ แต่หากแต่งตั้งแล้วไม่ได้ทำงานจริงก็ถือเป็นอีกประเด็น เรื่องดังกล่าวถือเป็นความรับผิดชอบส่วนตัว ส่วนกรณี วิป สนช. แนะให้ผู้เข้าข่ายเครือญาติลาออกนั้น ทาง สปช. คงจะดำเนินการด้วยทำนองเดียวกัน

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

     

    รัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญขั้นประวัติศาสตร์ของขบวนประชาธิปไตย รัฐประหารได้ทำให้ตระกูลชินวัตร พรรคเพื่อไทยอ่อนแอลงอย่างมากและสูญเสียสถานะการต่อรองไปจนหมด และทำให้ขบวนคนเสื้อแดงซึ่งเกิดการแตกแยกอย่างถึงรากมาตั้งแต่กรณีนิรโทษกรรมเหมาเข่ง ยิ่งอ่อนแอลงไปอีก เครือข่ายกลุ่มคนเสื้อแดงของพรรคเพื่อไทยเกิดการสลายตัวอย่างช้า ๆ ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงที่ปฏิเสธนิรโทษกรรมเหมาเข่งก็แยกทางเดินไปโดยอิสระ

    แต่รัฐประหารครั้งนี้ ก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนิสิตนักศึกษาปัญญาชนเช่นกัน เพราะนอกจากจะทำให้เกิดการตื่นตัวทางการเมืองอย่างสำคัญในหมู่นิสิตนักศึกษาแล้ว ยังเป็นการโยนภาระหน้าที่การเป็นกองทัพหน้าในการต่อต้านเผด็จการ ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ลงมาบนหน้าตักของพวกเขาโดยตรงอีกด้วย

    ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศเอเชียตะวันออกไม่กี่ประเทศ ที่มี “ตำนาน” การต่อสู้ทางการเมืองของนักศึกษาปัญญาชน  เช่น ประเทศจีนนับจากการเคลื่อนไหวใหญ่ 4 พฤษภาคม ค.ศ.1919 ถึงการประท้วงของนักศึกษาที่จตุรัสเทียนอันเหมิน ปี 2532 กระทั่งล่าสุดคือ การชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของนักศึกษาฮ่องกงในปลายปี 2557 นักศึกษาเกาหลีใต้ที่ยืนหยัดต่อต้านเผด็จการทหารอย่างต่อเนื่องยาวนานจนได้ประชาธิปไตยในปี 2530 นักศึกษาใต้หวันชุมนุมเรียกร้องการเลือกตั้งประธานาธิบดีและสภานิติบัญญัติทางตรงอย่างเสรีจนได้ประชาธิปไตยในปี 2533 รวมทั้งนักศึกษาประชาชนอินโดนีเซียเดินขบวนขับไล่เผด็จการซูฮาร์โต้เป็นผลสำเร็จในปี 2541 ขณะที่ประเทศไทยก็มี “ตำนาน” การต่อสู้ของนักศึกษาปัญญาชน ตั้งแต่การเดินขบวน “ทวงมหาวิทยาลัยคืน” โดยนักศึกษาธรรมศาสตร์จากการยึดครองของทหารในปี 2494 จนถึงขบวนการนิสิตนักศึกษาช่วงปี 2516-2519

    บทบาทของนิสิตนักศึกษาในช่วงปี 2516-19 ที่พวกเขาหันไปสู่ประเด็นปัญหาความเป็นธรรมทางสังคม สนับสนุนการเคลื่อนไหวของกรรมกร ชาวนา สลัม ไปสู่โรงงานและชนบท บางส่วนได้รับอิทธิพลทางความคิดจากลัทธิสังคมนิยม จนพวกจารีตนิยมต้องกระทำการสังหารหมู่นักศึกษาในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เหล่านี้ทำให้พวกเขาสรุปบทเรียนว่า มหาวิทยาลัยอาจเป็นแหล่งบ่มเพาะความคิดอิสระที่ท้าทายและเป็นอันตรายต่อการปกครองแบบอำนาจนิยมของพวกเขาได้ ด้วยเหตุนี้ ตลอดยุค 2520 จนถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยทุกแห่งจึงถูกกลุ่มจารีตนิยมแทรกแซงครอบงำอย่างเป็นระบบผ่านอำนาจราชการและเครือข่ายผู้บริหารที่รับใช้เผด็จการมาทุกยุคทุกสมัย ทำให้พวกจารีตนิยมประสบความสำเร็จอย่างเบ็ดเสร็จในการครอบงำมึนชานักศึกษา ให้หมกมุ่นอยู่แต่เสพสุขนิยม ละเลยปัญหาการเมืองและสังคมทั้งในและนอกมหาวิทยาลัยโดยสิ้นเชิงยาวนานถึงสี่สิบปี

    พวกจารีตนิยมยังประสบความสำเร็จในการปลูกฝังลัทธิชนชั้นนำในหมู่นิสิตนักศึกษา ทำให้พวกเขาเต็มไปด้วยทัศนะดูถูกประชาชน ยกย่องบูชาชนชั้นสูงจารีตนิยม เกลียดชังระบบการเมืองแบบเลือกตั้ง พรรคการเมืองและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ดังจะเห็นได้ว่า แม้รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จะมีผลไปกระตุ้นให้นักศึกษาปัญญาชนจำนวนหนึ่งเกิดการตื่นตัวทางการเมืองในทางประชาธิปไตย แต่สำหรับนิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่แล้ว พวกเขายังคงมึนชาต่อเผด็จการ และอีกจำนวนหนึ่งก็สนับสนุนรัฐประหารอีกด้วย

    เหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลสะเทือนต่อนักศึกษาปัญญาชนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งก็คือ การชุมนุมใหญ่ของขบวนคนเสื้อแดงในช่วง มี.ค.-พ.ค. 2553 ซึ่งจบลงด้วยการเข่นฆ่าประชาชนอย่างนองเลือด เหล่านี้ได้กระตุ้นให้นักศึกษาปัญญาชนเหล่านี้สงสัย ตั้งคำถาม และค้นหาคำตอบต่อวิกฤตการเมืองที่เป็นอยู่ต่อหน้าพวกเขา ได้เรียนรู้และเก็บรับบทเรียนอันนองเลือดจากการต่อสู้เสียสละของขบวนคนเสือแดง จนพวกเขาเกิดการตื่นตัวทางประชาธิปไตยอย่างช้า ๆ

    รัฐประหาร 22 พ.ค.2557 เป็นการปลุกให้นิสิตนักศึกษาปัญญาชนกลุ่มใหญ่ “สดุ้งตื่นขึ้นจากภาวะหลับใหล” พวกเขาได้เผชิญกับอำนาจเผด็จการที่เปล่าเปลือย ไร้ยางอาย กดขี่ ละเมิดสิทธิเสรีภาพอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรก การตื่นตัวของนิสิตนักศึกษาแต่ละแห่ง มีจำนวนคนเพียงเล็กน้อย แต่มีกระจัดกระจายอยู่ในวิทยาเขตทั่วประเทศ และนับแต่รัฐประหาร 2557 เป็นต้นมา พวกเขาคือกลุ่มพลังทางสังคมเพียงกลุ่มเดียวที่สามารถเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการมาได้อย่างต่อเนื่อง แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ การเคลื่อนไหวของพวกเขาที่มีจำนวนน้อยและการกดขี่ของเผด็จการกำลังทำให้เกิดการตื่นตัวทางประชาธิปไตยแพร่กระจายไปในหมู่นิสิตนักศึกษาวงกว้างอย่างรวดเร็ว

    ขบวนนิสิตนักศึกษารุ่นใหม่นี้มีลักษณะเด่นสำคัญหลายประการที่เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน

    ประการแรกหัวหอกของนิสิตนักศึกษาปัจจุบันจำนวนหนึ่งตื่นตัวมาจากการรับรู้ “การกดขี่และอยุติธรรม” ที่เกิดกับคนเสื้อแดงในช่วงปี 2553 ไปสู่การรับรู้ลักษณะเผด็จการของพวกจารีตนิยมและท้ายสุดคือ เผด็จการทหารเต็มรูปที่มีพวกจารีตนิยมเป็นเสาค้ำ นัยหนึ่ง จุดแข็งของพวกเขาคือ ความชัดเจนในความรับรู้ทางการเมืองไปถึงรากเง่าและเสาค้ำของเผด็จการ ข้อนี้แตกต่างกับขบวนนิสิตนักศึกษา 14 ตุลา 16 ที่รับรู้เผด็จการทหารของถนอม-ประภาส แต่ไม่รับรู้หรือไม่ชัดเจนในอำนาจที่แท้จริงของพวกจารีตนิยม ซึ่งเป็นผลให้ดอกผลแห่งการต่อสู้ของพวกเขาถูกปล้นชิงไปโดยพวกจารีตนิยมในที่สุด

    ประการที่สองนิสิตนักศึกษาปัจจุบันเติบโตมาในยุคโลกาภิวัฒน์ ที่มีกระแสเสรีนิยมประชาธิปไตยเป็นกระแสหลัก เมื่อพวกเขาตื่นตัวทางการเมืองครั้งแรก ก็เป็น “เสรีนิยมและประชาธิปไตย” อย่างชัดเจนแต่ต้น มีเพียงส่วนน้อยที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดที่ปฏิเสธเสรีนิยม นัยหนึ่ง จุดแข็งของพวกเขาคือ “ความเป็นเสรีประชาธิปไตย” ที่ทำให้พวกเขามีลักษณะก้าวหน้า มีความชอบธรรม ได้รับความสนับสนุนจากประชาชนและจากประชาคมโลก ประเด็นนี้ พวกเขาต่างจากนักศึกษา “เดือนตุลาฯ” ที่เติบโตมาในยุคสงครามเย็น ได้รับอิทธิพลจากลัทธิสังคมนิยมมาแต่ต้น และปฏิเสธเสรีนิยม

    ประการที่สามการที่นิสิตนักศึกษาปัจจุบันเป็น “เสรีนิยม” อย่างยิ่ง ก็ได้ทำให้พวกเขาเป็น “ปัจเจกชนนิยม” อย่างยิ่งไปด้วย ซึ่งมีผลต่อรูปแบบการจัดตั้งและวิธีการเคลื่อนไหวของพวกเขา ที่มีลักษณะกระจัดกระจายเป็นปัจเจกชนเสรี ฉะนั้น แม้พวกเขาจะสามารถท้าทายเผด็จการและสร้างผลสะเทือนได้ระดับหนึ่ง แต่ก็จะยังไม่สามารถขยายตัวเติบใหญ่จนเข้มแข็งพอที่จะสั่นคลอนระบอบเผด็จการได้แม้แต่น้อย

    ประการที่สี่ แม้ว่า ในหมู่นิสิตนักศึกษาวงกว้างจะมีอารมณ์ที่ไม่พอใจเผด็จการอยู่ทั่วไปและมีปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ แต่นิสิตนักศึกษาที่เคลื่อนไหวอย่างเอาการเอางานกลับยังมีจำนวนน้อยมาก สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากข้อสามข้างต้น คือ นิสิตนักศึกษาที่เป็นหัวหอกและเอาการเอางานนั้น ยังขาดรูปแบบการจัดตั้งและวิธีการทำงานที่สามารถดึงเอามวลชนนิสิตนักศึกษาจำนวนมากให้เข้ามาร่วมได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ความท้าทายเบื้องหน้าของนิสิตนักศึกษาที่ต่อต้านเผด็จการคือ จะต้องลดทอนและแก้ไขจุดอ่อนสองประการหลัง จะต้องพัฒนารูปแบบการจัดตั้งและวิธีการเคลื่อนไหวที่เหมาะสมต่อลักษณะทางชนชั้นของพวกเขา ที่ยังเป็นเสรีนิยมและปัจเจกชน แต่ก็มีเอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย และที่สำคัญคือ ต้องเปิดกว้างให้นิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่สามารถเข้าร่วมได้ เมื่อนั้น ขบวนนิสิตนักศึกษาเสรีประชาธิปไตยก็จะขยายตัว มีบทบาทและมีพลังที่จะเป็น “กองหน้าของขบวนประชาธิปไตย” ที่ประชาชนส่วนข้างจะให้การสนับสนุนได้อย่างแท้จริง

     

    เผยแพร่ครั้งแรกในครั้งแรกใน “โลกวันนี้วันสุข”
    ฉบับวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

     

    จากบทความ "เสรีภาพสื่อ" ในมติชน วันก่อน ได้เปิดเผยดัชนีสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนและผู้สื่อข่าวทั่วโลก ประจำ พ.ศ.2558 จาก 180 ประเทศทั่วโลก โดยแบ่งเขตออกเป็นกลุ่มสี คือกลุ่ม "สีดำ" เป็นกลุ่มที่มีสิทธิเสรีภาพอยู่ในขั้นเลวร้ายแบบมืดมน อนธการ กลุ่ม "สีแดง" คือกลุ่มที่ไม่มีเสรีภาพแต่ยังไม่ถึงขั้นเลวร้ายสุดสุด กลุ่ม "สีเหลืองเข้ม" เป็นกลุ่มพอใช้ ตามด้วยกลุ่ม "สีเหลืองอ่อน" อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี และกลุ่ม "สีขาว" คือกลุ่มที่มีสิทธิเสรีภาพในระดับดีที่สุด

    สำหรับกลุ่มสีขาว คือกลุ่มประเทศสิทธิเสรีภาพ สื่อมวลชนในขั้นเกณฑ์ "ดีมาก" เรียงตามนี้คือ ฟินแลนด์ นอร์เวย์ เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ สวีเดน นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย แคนาดา จาเมกา เอสโทเนีย ไอร์แลนด์ เยอรมนี สาธารณรัฐเช็ก สโลวาเกีย เบลเยียม คอสตาริกา นามิเบีย โปแลนด์ ลักเซมเบิร์ก และสวิตเซอร์แลนด์

    ไทยแลนด์ในยุคปัจจุบันอยู่อันดับ 134 ติดกลุ่มแดง คือกลุ่มที่ไม่มีเสรีภาพ แต่ยังไม่ถึงขั้นเลวร้ายที่สุด

    ทำให้หวนคิดถึงจดหมายประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องจำกัดสิทธิเสรีภาพ ในยุคจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งเคยมีเหตุการณ์ทุบแท่นพิมพ์ และคำสั่งห้ามในหลายกรณี จนได้ชื่อว่าเป็นยุคเผด็จการที่สื่อถูกจำกัดสิทธิมากที่สุดในสมัยนั้น

    นั่นคือ...หนังสือเรื่อง "ตำนานลึก (ไม่) ลับฉบับฅนทระนงหนังสือพิมพ์" ซึ่งเป็นหนังสือที่ใช้สำนวนกะทัดรัดแต่เปี่ยมด้วยเนื้อหาสาระโดยนักหนังสือพิมพ์อาวุโสที่ชื่อ "แถมสิน รัตนพันธุ์" ผู้เหยียบบาทก้าวแรกสู่แวดวงนักเขียนนักหนังสือพิมพ์อย่างมากด้วยความหลงใหลใฝ่ฝัน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2496 และที่สำคัญยิ่ง "อมตะ" รับใช้ชาติในตำแหน่ง สนช. อยู่ขณะนี้ด้วยวัยต้นๆ แห่งการชรา

    ในงานเลี้ยงสังสรรค์ค่ำวันหนึ่ง "พี่แถม" ได้มอบหนังสือดังกล่าว พร้อมเขียนด้วยลายมืออันงดงามว่า... "มอบให้คุณพี่ไพรัช วรปาณิ ด้วยรักสนิท"

    นับว่าเป็นหนังสือที่คุยเฟื่องเรื่องของคนทระนง ของวงการหนังสือพิมพ์ในอดีตแบบหมดเปลือก รวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับนักหนังสือพิมพ์หลายท่าน พร้อมกับวิถีชีวิตการต่อสู้ของบุคคลผู้น่ายกย่อง เช่น "ป๊ะ" กำพล วัชรพล และชีวประวัติของ อิศรา อมันตกุล เป็นอาทิ

    Content ในเรื่องที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งคือ "อดีตกาลแห่งการแทรกสื่อ" ซึ่งเล่าถึงเรื่องราวของ "ท่านเจ้าคุณ" พระยาศราภัยพิพัฒน์ เขียนอำลาผ่าน น.ส.พ. "ปิยมิตร" แต่...ไปเสียดแทงใจของ จอมพลสฤษดิ์เข้า จนต้องเขียนจดหมายห้ามเลิก (เขียนบทความวิจารณ์การเมือง) ด้วยสำนวนกินใจ แสดงถึงความใจกว้าง ตรงไปตรงมา เยี่ยงชายชาติทหาร! อย่างน่าทึ่ง...

    น.อ.พระยาศราภัยพิพัฒน์ (เคยต้องโทษการเมืองติดคุกมาก่อน) เขียนวิเคราะห์การเมืองให้ น.ส.พ.ปิยมิตร โดยใช้นามปากกา "ศราภัย" พาดพิงถึงเรือนจำลาดยาวว่า เป็นสถานที่ราชการที่ไม่มีวันเดือนปี กล่าวคือ มีผู้ต้องคุมขังในคดีการเมืองถูกจองจำอยู่อีกมาก โดยไม่มีวันล่วงรู้ว่าเมื่อใด วันเดือนปีไหนจะได้รับอิสรภาพ

    วันต่อมาตำรวจสันติบาลได้เรียก บก. "ปิยมิตร" ไปไต่สวนปากคำเป็นเชิงจะเอาผิดในข้อความเหล่านั้น เพื่อมิให้เกิดความเดือดร้อนแก่คนหนังสือพิมพ์ "ปิยมิตร" และครอบครัว ท่านเจ้าคุณหรือศราภัยจึงเขียนคำอำลาขอหยุดคอลัมน์นี้ตั้งแต่ฉบับนั้นเป็นต้นไป

    พลันก็มีจดหมายถึง "ท่านเจ้าคุณ" เป็นจดหมายประวัติศาสตร์จากจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีแห่งปี พ.ศ.2503 ที่นั่งควบเก้าอี้ผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารด้วย

    คำอำลาของศราภัย (โดยย่อ) ดังนี้

    "ข้าพเจ้าไม่ได้อาศัยการเขียนเป็นเครื่องมือเลี้ยงชีพโดยเฉพาะเพียงแต่เคยทำ น.ส.พ.มาเมื่อ 28 ปีมาแล้ว แต่การขีดเขียนเป็นงานอดิเรกที่รักมาตั้งแต่หนุ่มๆ กอปรด้วยความหวังดีที่อยากเห็นบ้านเมืองของตนเจริญวัฒนาสถาพร ทั้งรัฐบาลก็ได้มีใจกว้างขวางเปิดโอกาสวิจารณ์การเมืองใน "ปิยมิตร" ถ้าหากจะมีข้อตำหนิติเตียนบ้างก็เป็นการติเพื่อก่อ ที่เคยส่งเสริมสนับสนุนรัฐบาลและชมเชยตัวบุคคลในวงการรัฐบาลก็มีอยู่เสมอ ฯลฯ

    ข้าฯ ได้เขียนบทวิจารณ์ ม.17 นั้นก็เพราะเห็นว่าท่านจอมพลสฤษดิ์ เผยทรรศนะว่า ม.17 จะทำให้ท่านเสียคนและมีความเมตตาปรานีแก่ผู้ต้องขังอยู่ที่ลาดยาว ฯลฯ

    ตามทัณฑวิทยา นานาประเทศ ที่ทางการได้มองไว้ให้ ก็ปรากฏว่าผู้ที่ไม่มีความผิดต้องโทษเพราะการปรักปรำ ซัดทอด และพยานเท็จประมาณ 5% ด้วยเหตุนี้ จึงทราบจิตใจของผู้ต้องขังได้เป็นอย่างดี ถ้ามีคนเมตตาเข้าสักเล็กน้อย ก็รู้สึกชุ่มชื่น มิใช่แต่ตัวเขาเท่านั้น ลูกเมีย พ่อแม่ทราบเข้าก็พลอยชุ่มชื่นด้วย ข้าฯ เป็นนักโทษที่ไม่อัตคัดในเรื่องอาหารการรับประทาน พอได้ยินเสียงตะโกนว่า มีผู้นำแกงหรือข้าวเหนียวมะม่วง มาเลี้ยงนักโทษการเมือง น้ำตาก็ไหลพรูออกมาด้วยความปลาบปลื้ม ชุ่มชื่นใจ ที่คิดว่าในโลกนี้ก็ยังมีคนเมตตากรุณาทุคตะชนอันแสนเข็ญเหล่านี้อยู่บ้างเหมือนกัน

    อย่างน้อยก็ทำให้ใจพวกนี้แช่มชื่น สยบความฟุ้งซ่าน กลับใจประพฤติตัวดี อันเป็นประโยชน์แก่ตัวเขาและชาติบ้านเมืองสืบไปเบื้องหน้า นับว่าเป็นจิตวิทยาของการปกครองผู้ต้องขังที่นิยมกันอยู่ทั่วไป"

     

    จอมพลสฤษดิ์ได้ตอบ จ.ม. ขอร้องให้อย่าเลิกเขียน มีความตอนหนึ่งว่า

    "...ผมเองขอเรียนด้วยความสัตย์จริงว่า มีความนิยมชมชอบในความเป็นผู้รอบรู้ คงแก่เรียนของท่านเจ้าคุณอยู่เป็นอันมากและเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นในห้วงความคิดของผมมานานแล้ว เว้นเสียแต่ว่าผมไม่สามารถที่จะกล่าวอะไรออกมาให้เป็นที่เข้าใจกันโดยเปิดเผยได้เท่านั้น เพราะรู้สึกว่าจะมิใช่หน้าที่ของผมที่จะโฆษณาความรู้สึกของผมให้ผู้ใดทราบ ฯลฯ

    ฉะนั้น ผมก็จำต้องปล่อยให้เขาดำเนินการไปตามวิธีการหรือหลักการสอบสวนของเขา ขอท่านเจ้าคุณได้กรุณาเห็นใจผมในข้อนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ผมใคร่ที่จะเรียนต่อท่านเจ้าคุณว่า ผมจะเป็นหลักประกันสำหรับความยุติธรรมแก่พลเมือง ทุกรูปทุกนาม ท่านเจ้าคุณก็คงทราบนิสัยใจคอของผมดีอยู่แล้วว่า ผมรักความยุติธรรมเพียงใด เป็นคนหูหนักเพียงใด ขอยืนยันว่าถ้าผมเป็นคนหูเบาเชื่อคนง่ายแล้ว ป่านนี้เมืองไทยจะอลเวงยุ่งยากมากทีเดียว

    ฉะนั้น ผมจึงเชื่ออย่างยิ่งว่า ท่านเจ้าคุณคงทราบถึงเจตนาอันเป็นเบื้องลึกแห่งหัวใจผมในประการต่างๆ ได้เป็นอย่างดี "เรื่องบทความของท่านเจ้าคุณ ผมได้อ่านแล้วรู้สึกว่าท่านมีเจตนาดี ฉะนั้น ถึงแม้คนอื่นหมื่นแสนเขาจะเข้าใจผิด ผมก็ใคร่ขอเรียนว่า ยังมีผมอีกคนหนึ่งที่ยังเข้าใจเจตนาท่านเจ้าคุณอยู่เสมอ ฉะนั้น ขอให้ท่านเจ้าคุณได้คลายความกังวล จัดการว่ากล่าวและพิจารณาเรื่องนี้ด้วยตนเองต่อไป และขอได้โปรดนึกว่า เรื่องทำนองนี้เป็นเรื่องธรรมดาเสมือนลิ้นกับฟัน ซึ่งอาจจะมีการกระทบกระทั่งกันอยู่บ้างเป็นนิจศีล"

    หมายเหตุ ท้ายจดหมายตอนหนึ่งว่า

    "...ผมใคร่ขอร้องและยืนยันว่าเป็นเจตนาของผมโดยแท้จริง มิได้มีอะไรเคลือบแฝงเลยแม้แต่น้อย โปรดเขียนความเห็นของท่าน โดยบริสุทธิ์ใจเป็นการช่วยชาติต่อไปเถิด และหากว่าท่านจะบอกผู้ใดหรือประกาศไปว่าผมขอร้องให้เขียน ผมก็ไม่ขัดข้องแม้แต่จดหมายฉบับนี้ ผมก็ไม่ขัดข้องที่เจ้าคุณจะนำไปเปิดเผยได้ หากเป็นความปรารถนาของเจ้าคุณ ผมหวังเป็นอย่างมากว่าท่านเจ้าคุณคงมีเมตตาปรานีแก่ผม และผมหวังว่าท่านคงจะเป็นนักต่อสู้ต่อไปตามสายตาของผม ขอให้ท่านจงอย่าท้อถอย จงใช้ชีวิตของท่านเจ้าคุณตามใจรักด้วยการเขียน เพื่อช่วยกันสร้างชาติต่อไปเถิด โปรดระลึกเสมอว่า คงได้รับเกียรติยศอันนี้ด้วยความวางใจจากท่านเจ้าคุณ"

    "แม้ชาติย่อยยับอับจน ทุกคนจะเป็นสุขได้อย่างไร"

     

    รักและเคารพด้วยความจริงใจ

    จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ 12 ก.ย. 03

     

    จะเห็นได้ว่า จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตผู้นำที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ (ม.17) ในสมัยนั้น นอกจากมีจุดเด่นในการรู้จักใช้คน (เก่ง) และในขณะเดียวกันยังมีความเข้าอกเข้าใจต่อสื่อมวลชนที่เขียนบทวิจารณ์การเมืองด้วยความบริสุทธิ์ใจ อีกด้วย

    มาในยุคนี้ สิทธิเสรีภาพของสื่อ แม้จะไม่สามารถติดอยู่ในกลุ่ม "สีขาว" หรือ "สีเหลืองอ่อน" แต่ก็หวังว่าจะได้รับการปรับปรุงให้อยู่ในระดับกลุ่ม "สีเหลือง" ....ย่อมเป็นคุณ

    อย่างไรก็ตาม จากการให้สัมภาษณ์ของ "บิ๊กตู่" ผู้นำรัฐบาล (หน.คสช.) ในปัจจุบันยังส่อให้เห็นว่า ท่าน...มีเจตนาหวังดีที่จะกู้วิกฤตของชาติ...

    จึงเป็นโอกาสที่จะใช้ "หลักเมตตาธรรม" โดยอาศัยอำนาจที่มีอยู่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย (ม.44) ปลดปล่อยเหล่าทุคตะชน (นักโทษการเมือง) ที่ถูกจองจำจากเหตุการณ์ 2553 และ พ.ศ.2556-2557 ซึ่งทนทุกข์ทรมานอยู่ในแดนทุคติยาภูมินั้นให้ออกจากความมืดมน ได้มาเห็นแสงแห่งตะวัน ซึ่งเป็นก้าวย่างสำคัญในการขจัดความขัดแย้ง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายแห่งการปรองดองของคนในชาติอย่างเป็นรูปธรรม

    "อันอาจจะเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่ได้รับการยกย่องทั่วสารทิศ!"


     

     

    เผยแพร่ครั้งแรกในมติชนรายวัน 5 มีนาคม 2558

    ที่มา:มติชนออนไลน์

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    สปช. ไพบูลย์ แถลงข่าวยุติการทำงานกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา รับมีกระแสกดดัน แต่ไม่ใช่ปัจจัย



    6 มี.ค. 2558 สำนักข่าวไทยรายงานว่านายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะประธานกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา แถลงข่าวยุติการทำงานของคณะกรรมการฯ หลังปฏิบัติหน้าที่มาร่วม 1 เดือน โดยตลอดระยะเวลาดังกล่าว กรรมการฯ ได้พิจารณาประเด็นสำคัญที่ต้องปฏิรูปอย่างเร่งด่วนเนื่องจากเป็นปัญหาที่สั่งสมมานาน ทั้งเรื่องศาสนสมบัติของวัดและพระภิกษุสงฆ์ปัญหาของพระสงฆ์ที่ไม่ประพฤติ ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย นำมาซึ่งความเสื่อมศรัทธา เรื่องการทำผิดพระวินัยและความประพฤติ รวมทั้งปกป้องคุ้มครองกิจการของฝ่ายศาสนจักร ซึ่งถือว่าทำหน้าที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว พร้อมจะเสนอผลการพิจารณาให้ประธาน สปช.ส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

    “ยอมรับว่ามีกระแสกดดันให้ยุบกรรมการฯ ชุดนี้ ซึ่งไม่ใช่ปัจจัยที่ให้ต้องยุติการทำงาน แต่เป็นเพราะภารกิจเสร็จสิ้นมากกว่าเป้าหมายที่วางไว้ โดยเฉพาะสามารถให้พุทธบริษัทและพุทธศาสนิกชนตื่นตัว ออกมาปกป้องพระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม จะยังคงทำงาน ประสานงานร่วมกับองค์กรเครือข่ายเพื่อติดตามเส้นทางการเงินของวัดพระธรรมกายต่อไป” นายไพบูลย์ กล่าว

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0
    0 0

    สมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา ร้องกองปราบเอาผิด พระพุทธะอิสระ ผิด พ.ร.บ.คณะสงฆ์ กรณีนำมวลชน บุกวัดปากน้ำ ภาษีเจริญและพฤติการณ์อื่นๆ ชี้ เข้าข่ายอาบัติปาราชิกแล้ว

    6 มี.ค. 2559 สำนักข่าวไทยรายงานว่านายเสถียร วิพรมหา (วิ-พร-มะ-หา) รักษาการนายกสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา (สนพ.) พร้อมด้วยพระมหาโชว์ ทัสสนีโย ที่ปรึกษา สนพ. เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน กองปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับพระพุทธอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย ผิดตามพระราชบัญญัติ คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 มาตรา 44 ทวิ และมาตรา 44 ตรี เนื่องจากมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ทั้งการแสดงออกผ่าน facebook และนำมวลชนไปคุกคามสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฎิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ โดยนำสังฆทานที่บรรจุสิ่งของไม่เหมาะสม อาทิ กางเกงในและดอกไม้จัน เข้าไปภายในวัด จึงต้องการให้ตำรวจสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้

    พระมหาโชว์ กล่าวต่อว่า พฤติกรรมของพระพุทธอิสระ จงใจกระทำการไม่เหมาะสม ปลุกระดมประชาชนข่มขู่ ให้ร้าย ผู้ปฎิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และคณะสงฆ์ โดยใช้ถ้อยคำรุนแรง เพื่อให้เกิดความแตกแยก โดยมีเจ้าหนที่ทหารพร้อมอาวุธครบมือ บุกเข้าไปภายในวัด และเห็นว่าพระพุทธอิสระ เข้าข่ายอาบัติปาราชิกแล้ว ตั้งแต่การขัดขวางการเลือกตั้ง และการนำมวลชนไปยังโรงแรมเอสซีปาร์ค เพื่อเรียกรับเงิน

    สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 มาตรา 44 ทวิ ระบุว่าผู้ใดหมิ่นประมาทดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายสมเด็จพระสังฆราช ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 44 ตรี ระบุว่าผู้ใดใส่ความคณะสงฆ์หรือคณะสงฆ์อื่น อันก่อให้เกิดความเสื่อมเสีย หรือความแตกแยก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เคท ครั้งพิบูลย์ ยื่นหนังสือถึงอธิการ มธ. เพื่อสอบถามความคืบหน้าการบรรจุเข้าเป็นอาจารย์ภายใน 15 วัน หลังผ่านมากว่า 242 วัน ยังไม่มีความคืบหน้า คาดสาเหตุอาจเกิดจากเธอเป็นสาวประเภทสอง



    6 มีนาคม 2558 เคท ครั้งพิบูลย์ ผู้ผ่านการคัดเลือกเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ตำแหน่งอาจารย์ หมวดวิชานโยบายและบริหารงานสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้ยื่นหนังสือถึง สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี มธ. ณ  มธ.ท่าพระจันทร์ เพื่อสอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับการดำเนินการตามประกาศผลการคัดเลือกพนักงานมหาวิทยาลัยตำแหน่งอาจารย์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์  มธ. ครั้งที่ 1/2557

    เคท ครั้งพิบูลย์กล่าวว่า เธอได้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นพนักงาน ตำแหน่งอาจารย์ตามที่คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. เปิดรับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกเข้าเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ตำแหน่งอาจารย์ ภาควิชาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ปฏิบัติงาน ณ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ศูนย์ลำปาง โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557  และประกาศผลการคัดเลือกตามประกาศคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. เรื่องการประกาศผลการคัดเลือกเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ตำแหน่งอาจารย์  คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ครั้งที่ 1/2557  ตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2557  จนบัดนี้รวมแล้วเป็นระยะเวลา 242 วัน หรือ 10 เดือนกว่านับตั้งแต่มีการประกาศผล แต่ปรากฏว่ายังไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการเพื่อเข้ารับการบรรจุเป็นอาจารย์แต่อย่างใด แม้ว่าจะพยายามติดต่อสอบถามความคืบหน้าจากทางคณะและมหาวิทยาลัยตลอดเวลา จึงใคร่สอบถามความคืบหน้าการดำเนินการตามประกาศผลการคัดเลือกพนักงานดังกล่าว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับทราบผลการพิจารณาภายใน 15 วันและหากยังไม่ได้รับคำตอบก็จะทวงถามอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้ได้รับคำตอบโดยเร็วที่สุด

    เคทกล่าวต่อว่า สาวประเภทสองในสังคมมักถูกเลือกปฏิบัติ โดยการไม่ได้รับการพิจารณาให้เข้าทำงาน ซึ่งเธอเป็นกังวลว่าทาง มธ. จะพิจารณาในส่วนนี้ด้วยหรือไม่ หากทาง มธ. ใช้เรื่องเพศเป็นเกณฑ์ประกอบการพิจารณาเพื่อคัดเลือกบุคคลเข้าเป็นอาจารย์ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมและขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน ส่วนเรื่องการนำข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์มาเป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกบุคคลเข้ารับตำแหน่งอาจารย์นั้น ต้องมาพิจารณาว่าในระเบียบการรับสมัครมีการระบุเอาไว้หรือไม่ หรือถูกระบุขึ้นมาในภายหลัง ซึ่งเธอไม่มีความกังวลต่อเรื่องนี้ เพราะยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามระเบียบการรับสมัครทุกประการ

    “แน่นอนเราไม่สามารถรู้ได้ว่าใครชอบหรือไม่ชอบเรา แต่เรื่องการพิจารณามันก็ต้องเป็นไปตามเกณฑ์ ต้องให้ความเป็นธรรมกับดิฉัน โดยส่วนตัวคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะใช้เกณฑ์เรื่องเพศมาเป็นเกณฑ์และมาตัดสิน ซึ่งในหลายๆ ประเทศคนที่เป็นสาวประเภทสองก็ไม่ได้รับการจ้างงานเพราะใช้เรื่องอัตลักษณ์ทางเพศเป็นฐานในการตัดสิน ดิฉันขอให้ประชาคมธรรมศาสตร์ได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องของดิฉัน แต่เป็นเรื่องบรรทัดฐานทางสังคมที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต” เคทกล่าว
     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    กมธ.ยกร่าง ไม่เห็นชอบให้เว้นวรรคทางการเมืองแม่น้ำ 5 พร้อมตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ 120 คน จาก สปช. 60 สนช. 30 ผู้เชี่ยวชาญ 30 และคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ไม่เกิน 15 คน จากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์<--break- />

     

    6 มี.ค. 2558 เว็บข่าวรัฐสภา รายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เห็นชอบข้อเสนอของ เจษฎ์ โทณะวณิก ที่ให้เว้นวรรคทางการเมืองของแม่น้ำ 5 สาย เป็นเวลา 2 ปี โดยมีมติให้ยืนตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ที่เว้นวรรคทางการเมืองเฉพาะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น ซึ่งหลังจากพ้นจากตำแหน่งแล้ว ห้ามดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง เป็นเวลา 2 ปี โดยกรรมาธิการเสียงข้างมากให้เหตุผลว่า เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวและธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมา รวมถึง แม่น้ำอีก 4 สายไม่ทราบเงื่อนไขดังกล่าว แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไปดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการสรรหาคณะต่างๆ ที่จะตั้งขึ้นในอนาคต

    นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การ ปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ จำนวนไม่เกิน 120 คน มาจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. 60 คน สมาชิกสภานิติบัญญัติ หรือ สนช. 30 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านการปฏิรูป 30 คน 

    ขณะที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการปฏิรูป จำนวนไม่เกิน 15 คน มาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ โดยทั้ง 2 ชุด จะทำหน้าที่เสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปฏิรูปต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเป็นธรรม โดยต้องศึกษากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก่อนว่า จะตั้งคณะกรรมการชุดนี้ได้เมื่อใด ขณะที่ต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ เช่นเดียวกับนักการเมืองด้วย

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    สำนักสื่อวาร์ตานีหวิดไม่ได้จัดอบรมผลิตสื่อ เหตุทหารแจ้งยกเลิกกิจกรรม ด้านโฆษก กอ.รมน.ภ.4 ปัดไม่มีคำสั่งยกเลิก ก่อนนายอำเภอบันนังสตาประสานงานรับรองคณะทำงาน จนสามารถดำเนินการต่อได้แล้ว

    6 มี.ค. 2558 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าวันนี้ สำนักสื่อวาร์ตานี (Wartani) ได้ลงพื้นที่อำเภอบันนังสตา เพื่อดำเนินงานในโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการนักผลิตสื่อเพื่อสันติภาพ ที่บ้านนายกเทศมนตรีตำบลเขื่อนบางลาง อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ต่อมา มีกลุ่มเจ้าหน้าที่ทหารไม่ทราบหน่วยมาแจ้งนายกเทศมนตรีให้ยกเลิกกิจกรรมก่อนถึงกำหนดเวลางานเพียง 5 นาที โดยระบุเหตุผลว่าเบื้องบนสั่งมา

    จากนั้น ทีมสำนักสื่อวาร์ตานีจึงประสานสอบถาม พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภ. 4 ส่วนหน้าได้รับคำตอบว่า "ทางกอ.รมน.ไม่ทราบเรื่อง ไม่มีรายงานเรื่องคำสั่งยกเลิก อาจจะเป็นการสื่อสารที่ไม่เข้าใจกันในระดับพื้นที่หรือเปล่า"

    เบื้องต้นทางนายอำเภอบันนังสตามาช่วยแก้ปัญหาโดยรับรองคณะทีมงานและผู้ร่วมอบรม จนสามารถดำเนินการต่อได้แล้ว

    ก่อนหน้านี้ สำนักสื่อวาร์ตานีได้จัดการอบรมในพื้นที่ อ.แว้ง โดยไม่มีปัญหาแต่ประการใด ส่วนพื้นที่อ.บันนังสตานั้น ทางกลุ่มฯ ระบุว่า ได้ยื่นจดหมายถึงเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่ล่วงหน้ากว่าหนึ่งเดือนแล้วว่าจะจัดการอบรมดังกล่าว โดยการอบรมทั้งสองพื้นที่ มีผู้เข้าร่วมอบรมราว 50 คน

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ณ วันที่ 5 มีนาคม 2558 เวลา 20.38 น. สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 179 คน ได้ลงมติเห็นชอบต่อร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯดังกล่าว ซึ่งได้พิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2558

    โดยมีผู้เห็นชอบ 173 คน ไม่เห็นชอบ 0 คน งดออกเสียง 5 คน ไม่ลงคะแนน 1 คน

    นี้คือ 16 ปี แห่งการเปลี่ยนแปลงกฎหมายฉบับนี้ นับจากครั้งสุดท้าย คือ ปี 2542

    นับต่อไปอีก 4 เดือน ภายหลังการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ประเทศไทยจะมี พ.ร.บ.ประกันสังคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2558 บังคับใช้กับผู้ประกันตนทั้งแรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ และแรงงานข้ามชาติ

    ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2557 สนช. ได้รับหลักการวาระ 1 ของร่างกฎหมายประกันสังคมที่คณะรัฐมนตรีเสนอ ซึ่งพบว่ามีความแตกต่างจาก พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 รวม 29 เรื่อง ซึ่งต่อมาภายหลังการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม พบว่า มีการแก้ไขร่างกฎหมายประกันสังคม ซึ่งแตกต่างจากฉบับที่รับหลักการในวาระ 1 รวม 14 เรื่อง อีกทั้งยังมีผู้ขอแปรญัตติในบางมาตรารวม 7 เรื่อง  

    อย่างไรก็ตามจากผลการพิจารณาในช่วงลงมติรายมาตราที่คณะกรรมาธิการฯได้มีการแก้ไขและมีผู้ขอแปรญัตติ พบประเด็นสำคัญ 2 เรื่อง คือ

    (1)    ในมาตรา 40 ที่คณะกรรมาธิการฯได้แก้ไขว่า “การจ่ายเงินสมทบของรัฐบาลเข้ากองทุนสำหรับผู้ ประกันตนมาตรา 40 ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของเงินสมทบที่ได้รับจากผู้ประกันตน”ซึ่งจากเดิมในร่างรัฐบาลเขียนไว้ว่า “การจ่ายเงินสมทบของรัฐบาลเข้ากองทุนสำหรับผู้ ประกันตนมาตรา 40 แต่ไม่เกินกึ่งหนึ่งของเงินสมทบที่ได้รับจากผู้ประกันตน”

                ในมาตรานี้ภายหลังการอภิปรายแล้ว ทางคณะกรรมาธิการฯได้ขอแก้ไขในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คือ ให้คงไว้เหมือนเดิมตามร่างรัฐบาล คือ รัฐสมทบไม่เกินกึ่งหนึ่งที่ผู้ประกันตนสมทบ

    (2)           ในมาตรา 77 ทวิ คณะกรรมาธิการฯไม่มีการแก้ไข โดยคงไว้ตามร่างรัฐบาล คือ “กำหนดให้ผู้ประกันตนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย สามารถเลือกใช้สิทธิรับเงินบำเหน็จชราภาพได้ เมื่อความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ไม่ว่าจะส่งเงินสมทบครบ 180 เดือนหรือไม่ก็ตาม และไม่ประสงค์จะพำนักอยู่ในประเทศไทย” อย่างไรก็ตามในมาตรานี้มีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ขอแปรญัตติโดย “ขอตัดทิ้งทั้งมาตรา”โดยเห็นว่ามีความแตกต่างและไม่เป็นธรรมกับผู้ประกันตนซึ่งมีสัญชาติไทยที่ไม่สามารถขอรับได้ ซึ่งจะขอรับได้เมื่ออายุ 55 ปี

    ในมาตรานี้ภายหลังการอภิปรายแล้ว ทางผู้ขอแปรญัตติได้ขอถอนประเด็นที่นำเสนอต่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สรุปว่าให้คงไว้เหมือนเดิมตามร่างรัฐบาล คือ ได้รับบำเหน็จชราภาพเมื่อผู้ประกันตนที่ไม่มีสัญชาติไทยได้สิ้นสุดจากความเป็นผู้ประกันตนและเดินทางกลับประเทศต้นทาง

    สามารถแสดงเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนได้ในรูปตารางเรียงตามมาตราร่าง พ.ร.บ. ดังนี้

     

    ข้อ

    สาระสำคัญที่กำหนดไว้ในร่างกฎหมายฉบับที่เข้าสู่การพิจารณาของ สนช. วาระ 1

    สาระสำคัญใหม่ที่ถูกแก้ไข

    โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ

    ประเด็นที่
    สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ขอแปรญัตติ

    สรุปผลการพิจารณาในช่วง
    ลงมติวาระ
    3 ว่าเห็นชอบ /
    ไม่เห็นชอบในแต่ละมาตรา

    (1)         

    มีการขยายความคุ้มครองไปถึงลูกจ้างชั่วคราวทุกประเภทของส่วนราชการ รวมถึงครูหรือครูใหญ่ของโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน (กฎหมายเดิมได้ยกเว้นคนกลุ่มนี้ไว้)

    มีการเพิ่มเติมกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายประกันสังคมฉบับใหม่นี้ เพิ่มขึ้นมาอีก 1 กลุ่ม(นอกเหนือ จาก 2 กลุ่มตามตารางด้านซ้ายมือ)คือ กลุ่มลูกจ้างของนายจ้างที่มีสำนักงานในประเทศและต้องไปประจำทำงานในต่างประเทศ

     

    ทั้งนี้เพื่อให้ลูกจ้างคนไทยที่ไปทำงานต่างประเทศสามารถเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ได้ เนื่องจากสิทธิประโยชน์ทดแทนตามกฎหมายไทยลูกจ้างจะได้รับมากกว่ากองทุนประกันสังคมจากต่าง ประเทศ (กฎหมายฉบับ 2533 ได้ยกเว้นคนกลุ่มนี้ไว้) (มาตรา 4)

    นายกล้าณรงค์ จันทิก

    ขอตัดนิยามคำว่า “ลูกจ้าง” ออกทั้งหมด

     

     

    ลงมติแล้วเห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการฯเสนอ

    (2)         

    แก้ไขคำว่า “ลูกจ้าง” ให้มีความหมายถึง ผู้ซึ่งทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้าง (กฎหมายเดิมได้ยกเว้นลูกจ้างที่ทำงานบ้านอันมิได้ประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย)

    ไม่มีการแก้ไข

    -

    -

    (3)         

    แก้ไขคำว่า “ทุพพลภาพ” ให้หมายถึง การสูญเสียอวัยวะหรือสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะหรือของร่างกาย หรือสูญเสียสภาวะปกติของจิตใจ จนทำให้ความสามารถในการทำงานลดลงถึงขนาดไม่อาจประ กอบการงานตามปกติได้  ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ที่เลขาธิการประกาศกำหนด โดยคำแนะนำของคณะ กรรมการการแพทย์ (กฎหมายเดิมระบุเพียงว่าต้องไม่สามารถทำงานได้เพียงเท่านั้น)

    ไม่มีการแก้ไข

    -

    -

    (4)         

    แก้ไขคำว่า “ว่างงาน” ให้จำกัดเฉพาะกรณีการถูกเลิกจ้างเท่านั้น

    (กฎหมายเดิมรวมทุกกรณีที่สัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลง)

    แก้ไขนิยามคำว่า “ว่างงาน” โดยให้คงไว้ตามเดิมใน พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533ที่หมายความว่า การที่ผู้ประกัน ตนต้องหยุดงาน เนื่องจากนิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ตามสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลง (มาตรา 5)

    -

    ลงมติแล้วเห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการฯเสนอ

    (5)         

    เพิ่มเติมคำว่า “ภัยพิบัติ” ให้มีขอบเขตที่ชัดเจนขึ้น โดยหมายถึงทั้งภัยธรรมชาติและมีผู้ทำให้เกิดขึ้น เพื่อกำหนดขอบเขตการได้รับลดหย่อนการออกเงินสมทบ

    (กฎหมายเดิมไม่มี)

    ไม่มีการแก้ไข

    -

    -

    (6)         

    แก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบของคณะกรรม การประกันสังคมให้ประกอบด้วย ปลัดกระ ทรวงแรงงานเป็นประธานกรรมการ ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข และผู้แทนสำนักงบประมาณเป็นกรรมการ กับผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนฝ่ายละ 6 คนที่มาจากการเลือกตั้งตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด และให้เลขาธิการสำนัก งานประกันสังคมเป็นกรรมการและเลขานุ การ  ทั้งนี้กรรมการต้องแสดงบัญชีรายการทรัพย์สิน

     

    (กฎหมายเดิมกำหนดผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนฝ่ายละ 5 คน และไม่ได้ระบุเรื่องที่มาจากการเลือกตั้งไว้ รวมทั้งกรรมการไม่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์ สิน)

    แก้ไขใหม่เป็นดังนี้

     

    องค์ประกอบของคณะกรรมการประกัน สังคม ให้เพิ่มเติมผู้แทนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้ามาอีก 1 ตำแหน่งจากองค์ประกอบเดิมที่ระบุไว้แล้ว เพราะเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบในการส่งเสริมดูแลเด็ก สตรี ผู้สูงอายุและคนพิการ

     

    และสำหรับในส่วนผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน ให้เพิ่มเป็นฝ่ายละ 7 คน (เนื่องจากมีการเพิ่มตัวแทนจากภาครัฐเป็น 7 คน ทำให้ต้องเพิ่มตัวแทนจากฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตนเข้าไปด้วย)

     

    อีกทั้งผู้แทนทั้ง 2 กลุ่มนี้ที่มาจากการเลือกตั้งให้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตน สัดส่วนระหว่างหญิงและชาย รวมทั้งการมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิผลของคนพิการและผู้ด้อยโอกาส (มาตรา 7)

    นายมนัส โกศล ในฐานะกรรมาธิการ 

    ขอตัดคำว่า “สัดส่วนระหว่างหญิงและชาย รวมทั้งการมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิผลของคนพิการและผู้ด้อยโอกาส” ออก

     

    นายสุธรรม พันธุศักดิ์

    ขอเปลี่ยนแปลงประธานกรรมการ จากเดิมที่กำหนดว่าปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธาน ขอแก้ไขใหม่โดยให้กรรมการประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ

    ลงมติแล้วเห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการฯเสนอ

    (7)         

    กำหนดให้คณะกรรมการประกัน สังคมมีอำนาจแต่งตั้งผู้ทรงวุฒิเป็นที่ปรึกษาไม่เกิน 7 คน โดยการสรรหาจากผู้ที่มีความรู้ความ สามารถและประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 10 ปี ในด้านการเงินการคลัง ด้านระบบงานประกันสังคม ด้านการบริหารการลงทุน ด้านบริหารจัดการ ด้านการแพทย์ ด้านกฎหมายและด้านเศรษฐศาสตร์

     

    หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด

     

    (กฎหมายเดิมกำหนดผู้ทรงวุฒิจำนวนไม่เกิน 5 คน และมาจากด้านประกันสังคม แรงงาน การแพทย์ กฎหมาย และอื่นๆ)

    มีการแก้ไขใหม่ โดยเพิ่มเติมถ้อยคำดังนี้

     

    -        หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาผู้ทรงวุฒิให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด โดยคำแนะนำของกรรมการ

     

    -        เพิ่มเติมคุณสมบัติของผู้ทรงวุฒิและที่ปรึกษาจากเดิมอีก 3 ข้อคือ ต้องมีอายุไม่เกิน 70 ปีบริบูรณ์ , ไม่เคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต , ไม่เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือกรรมการหรือที่ปรึกษาของพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง เว้นแต่จะได้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวไม่น้อยกว่า 3 ปี

     

    นายวรพล โสคติยานุรักษ์ และนายธานี อ่อนละเอียด

     

    ขอแก้ไขถ้อยคำในเรื่องคุณสมบัติ โดยจากเดิมเขียนไว้ว่า “ไม่เป็น” หรือ “ไม่เคย” ขอแก้ไขใหม่ โดยตัดคำว่า “ไม่” ออกจากประโยคนั้นๆ

     

    กล่าวโดยง่าย คือ วรรคแรกเขียนไว้ว่ากรรมการหรือที่ปรึกษาไม่มีลักษณะต้อง ห้าม ดังต่อไปนี้ ดังนั้นวรรคต่อมาไม่ต้องใส่คำว่า “ไม่เป็นแล้ว” เพราะจะซ้ำซ้อนกับวรรคข้างต้น คือ มีคำว่า “ไม่” 2 ครั้ง ในมาตราเดียวกัน

     

    ยกตัวอย่างเช่น

    มาตรา 8/2 กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งหรือที่ปรึกษา ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

    (2) ไม่เป็นคนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

     

    ผู้แปรญัตติ ได้ขอตัดคำว่า “ไม่” หน้า ข้อความข้อ (2) ออก เป็นต้น

    ลงมติแล้วเห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการฯเสนอ

     

    ยกเว้นเพียงคุณสมบัติเรื่องต้องมีอายุไม่เกิน 70 ปี ให้ตัดถ้อยคำนี้ออกไป

    (8)         

    การกำหนดเรื่องกรรมการ ถือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราการทุจริต ที่จะต้องแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ โดยให้เปิดเผยต่อสาธารณชนทราบไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันที่ครบกำหนดต้องยื่นบัญชีดังกล่าว

    (กฎหมายเดิมไม่มีการระบุในเรื่องนี้ไว้)

    ไม่มีการแก้ไข

    นายสุธรรม พันธุศักดิ์

     

    ขอแก้ไขใหม่ว่า ไม่ต้องเปิด เผยต่อสาธารณชน เว้นแต่มีผู้ร้องขอต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่ามีเหตุส่อไปในทางทุจริตและประ พฤติมิชอบ

    ลงมติแล้วเห็นชอบตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอ

    (9)         

    ไม่มีการระบุไว้

    ไม่มีการระบุไว้

    นายวรพล โสคติยานุรักษ์ และนายธานี อ่อนละเอียด

    ขอแก้ไขใหม่ทั้งหมดในเรื่องการจัดตั้งกองทุนประกัน สังคม โดยเสนอดังนี้

     

    -     ให้กองทุนเป็นหน่วยงานของรัฐและมีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ

     

    -     กิจการของกองทุนไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม

     

    -     เงินกองทุนให้เป็นของกองทุน และไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน

    ผู้แปรญัตติขอถอน ทั้งนี้ที่ประชุมได้มีข้อสรุปเรื่องให้กระทรวงแรงงานนำประเด็นที่แปรญัตตินี้ไปตั้งไว้เป็นข้อสังเกตในการดำเนินการต่อไปในอนาคต

    (10)      

    แก้ไขเพิ่มเติมเรื่องการพ้นตำแหน่งของคณะ กรรมการ โดยเพิ่มเติมเรื่องคณะกรรมการมีมติให้ออกด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามเพิ่มขึ้นมาอีกข้อ

    (กฎหมายฉบับ 2533 ไม่มีการระบุไว้)

    แก้ไขใหม่เป็น

     

    การพ้นตำแหน่งของคณะกรรมการ และรวมถึงผู้ทรงวุฒิ ด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของกรรมการที่มีอยู่ ตามระเบียบที่คณะ กรรมการกำหนด

    -

    ลงมติแล้วเห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการฯเสนอ

    (11)      

    แก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบของคณะกรรม การการแพทย์ ให้ประกอบ ด้วยประธานกรรมการ และกรรมการอื่นมีจำนวนรวมกันไม่เกิน 16 คน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ทรงวุฒิในวิชาชีพเวชกรรมสาขาต่างๆ หรือในด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขหรือด้านการพัฒนาคุณภาพสถาน พยาบาล โดยให้ผู้แทนสำนักงานประกันสังคมเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี (กฎหมายเดิมกำหนดเพียงรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ทรงวุฒิในวิชาชีพเวชกรรมสาขาต่างๆเท่านั้น)

    แก้ไขใหม่เป็นดังนี้

     

    -        คณะกรรมการการแพทย์ให้แต่งตั้งผ่านวิธีการสรรหา ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด โดยคำแนะนำของกรรมการ

     

    -        ให้เพิ่มผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนฝ่ายละ 1 คนเข้าร่วมเป็นกรรมการการแพทย์ด้วย เพื่อให้ข้อมูลที่เป็นมิติทางสังคมที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกันตนในรายละเอียดเชิงลึกแก่คณะกรรมการการแพทย์ (กฎหมายฉบับ 2533 ไม่ได้ระบุไว้)

    -

    ลงมติแล้วเห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการฯเสนอ

    (12)      

    เพิ่มเติมข้อความเรื่อง กองทุนประกันสังคมต้องวางและถือไว้ซึ่งระบบการบัญชีที่เหมาะสมแก่กิจการตามหลักสากล มีบัญชีลงรายการรับและจ่ายเงิน สินทรัพย์ และหนี้สินที่แสดงกิจการที่เป็นอยู่ตามความจริงและตามที่ควร พร้อมด้วยข้อความอันเป็นที่มาของรายการนั้นๆ และให้มีการตรวจสอบบัญชีภายในเป็นประจำ

    (กฎหมาย 2533 ไม่มีการกำหนดเรื่องนี้ไว้)

    มีการแก้ไขถ้อยคำใหม่เป็น

     

    กองทุนประกันสังคมต้องวางและถือไว้ซึ่งระบบการบัญชีที่เหมาะสมแก่กองทุนตามมาตรฐานการบัญชี  มีบัญชีลงรายการรับและจ่ายเงิน สินทรัพย์ และหนี้สินที่แสดงฐานะการเงินที่เป็นอยู่ตามความจริงและตามที่ควร พร้อมด้วยข้อความอันเป็นที่มาของรายการนั้นๆ

     

    ทั้งนี้ให้มีคณะกรรมการตรวจสอบ ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง เพื่อกำกับดูแลความโปร่งใสได้มาตรฐาน และให้มีการตรวจสอบบัญชีภายในเป็นประจำ

     

    หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา องค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบ ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด โดยคำแนะนำของคณะกรรมการ

    -

    ลงมติแล้วเห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการฯเสนอ

    (13)      

    กำหนดให้สำนักงานประกันสังคมสามารถดำเนินการกับทรัพย์สินที่ได้มาจากการจัดหาผลประโยชน์ เพื่อประโยชน์ของกองทุนได้ (กฎหมายเดิมไม่มีการกำหนดเรื่องนี้ไว้)

    ไม่มีการแก้ไข

    -

    -

    (14)      

    ไม่มีการระบุไว้

    ไม่มีการระบุไว้

    รศ.ทวีศักดิ์ ศุทกวาทิน

    ขอเพิ่มเติมข้อความสำหรับผู้ประกันตามมาตรา 39 ดังนี้

     

    เมื่อผู้ประกันตนได้โอนย้ายไปเป็นผู้ประกันตนของกองทุนอื่นของรัฐ ให้มีสิทธิได้รับเงินสมทบที่ได้นำส่งเข้ากองทุนคืน โดยให้กองทุนประกันสังคมดำเนิน การโอนเงินสมทบดังกล่าวไปให้กองทุนอื่นของรัฐที่รับโอนผู้ประกัน ตนไปจากกองทุนประกันสังคม

    ผู้แปรญัตติขอถอน

    (15)      

    ขยายความคุ้มครองให้แรงงานนอกระบบกลุ่มต่างๆสามารถเข้าสู่ระบบประกันสังคมได้มากยิ่งขึ้น

     

    และเพิ่มเติมเรื่องการจ่ายเงินสมทบของรัฐบาลเข้ากองทุนสำหรับผู้ ประกันตนมาตรา 40 แต่ไม่เกินกึ่งหนึ่งของเงินสมทบที่ได้รับจากผู้ประกันตน

    (กฎหมายเดิมกำหนดไว้แค่เฉพาะกลุ่มที่ไม่ใช่ลูกจ้างตามมาตรา 33 เท่านั้นที่จะสมัครเข้ามาตรา 40 ได้ และไม่มีการกำ หนดอัตราเงินสมทบของรัฐบาลว่าจะต้องสมทบจำนวนเท่าใด)

    แก้ไขเฉพาะในเรื่อง การจ่ายเงินสมทบของรัฐบาลเข้ากองทุนสำหรับผู้ประกันตนมาตรา 40 ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของเงินสมทบที่ได้รับจากผู้ประกันตน

     

    -

    ลงมติแล้วไม่เห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการฯเสนอ ทั้งนี้ให้กลับไปใช้ถ้อยคำเดิม ตามร่างรัฐบาลที่รับหลักการวาระ 1

    (16)      

    รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีสามารถออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ลดหย่อนการออกเงินสมทบของนายจ้างและผู้ประ กันตนได้ ในกรณีท้องที่หนึ่งท้องที่ใดประสบภัยพิบัติอย่างร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ (กฎหมายเดิมไม่มีการกำหนดเรื่องนี้ไว้)

    ไม่มีการแก้ไข

    -

    -

    (17)      

    กำหนดการคำนวณเงินเพิ่มที่นาย จ้างค้างชำระเงินสมทบ ทั้งในส่วนของตนเองและส่วนของลูกจ้าง โดยกำหนดให้เงินเพิ่มที่คำนวณได้ต้องไม่เกินจำนวนเงินสมทบที่นายจ้างต้องจ่าย (กฎหมายเดิมไม่มีการกำหนดเรื่องจำนวนเงินสมทบสุทธิที่นายจ้างต้องจ่าย)

    ไม่มีการแก้ไข

    -

    -

    (18)      

    ขยายความคุ้มครองให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนจากกองทุน ไม่เป็นการตัดสิทธิจากกฎหมายอื่นๆที่ต้องได้รับอยู่แล้วด้วย และสิทธิการได้รับประโยชน์ทดแทนไม่อาจโอนกันได้และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี เพื่อให้หลักประกันที่มั่นคงแก่ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิ (กฎหมายเดิมไม่มีการกำหนดเรื่องนี้ไว้)

    ไม่มีการแก้ไข

    -

    -

    (19)      

    ขยายระยะเวลาในการยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนเป็น 2 ปี (กฎหมายเดิมกำหนดไว้เพียง 1 ปี)

    ไม่มีการแก้ไข

    -

    -

    (20)      

    แก้ไขอัตราจำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบ สำหรับการจ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้ให้แก่ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 โดยแก้ไขใหม่จาก 9 เดือนเป็น 15 เดือน (กฎหมายเดิมเป็นการนำค่าจ้างสูงสุด 3 เดือนภายในระยะเวลา 9 เดือน มาคำนวณ)

    ไม่มีการแก้ไข

    -

    -

    (21)      

    ขยายความคุ้มครองให้ผู้ประกันตนหรือคู่สมรส หรือบุตรของผู้ประกัน ตนตามมาตรา 33 ซึ่งจงใจทำให้ตนเองหรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำให้ตนเองประสบอันตราย หรือเจ็บป่วย หรือทุพพลภาพ หรือตาย มีสิทธิได้ รับประโยชน์ทดแทนจากกองทุนประกัน สังคมและเป็นมาตรฐานเดียวกันกับกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (กฎหมายเดิมได้ยกเว้นเรื่องนี้ไว้ มาตรา 61 เดิม แก้ไขใหม่อยู่ในมาตรา 28)

    ไม่มีการแก้ไข

     

    -

    -

    (22)      

    ประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้ครอบคลุมถึงค่าส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้วย (กฎหมายเดิมไม่มีเรื่องค่าส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค)

    แก้ไขใหม่เป็นดังนี้

     

    ประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน ในส่วนค่าบำบัดทางการแพทย์ ให้เพิ่มค่าฟื้นฟูสมรรถภาพเข้ามาด้วย

     

    รวมทั้งให้เพิ่มเรื่อง ค่าใช้จ่ายเป็นเงินเพื่อช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้ประกันตน ในกรณีที่ผู้ประกันตนได้รับความเสียหายจากการรับบริการทางการแพทย์ เมื่อสำนักงานได้จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้ประกันตนไปแล้ว ให้สำนักงานมีสิทธิไล่เบี้ยแก่ผู้กระทำผิดได้

     

    เหตุผลเพื่อไม่ต้องรอการพิสูจน์ว่า ใครเป็นผู้ถูกหรือผิด (กฎหมายฉบับ 2533 ไม่ได้ระบุไว้)

     

    มีการตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า กรณีที่ผู้ประกันตนยังไม่ได้รับสิทธิประกันสังคมให้สามารถใช้สิทธิในส่วนของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้

    -

    ลงมติแล้วเห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการฯเสนอ ทั้งนี้ได้มีการเรียงถ้อยคำใหม่ในมาตรานี้ให้สมบูรณ์ขึ้นว่าประโยชน์ทดแทนใดควรมาก่อนหลัง ตามลำดับ

    (23)      

    สิทธิประโยชน์ในกรณีคลอดบุตร กฎหมายฉบับ พ.ศ. 2533 ระบุไว้ว่าผู้ประกันตนต้องส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 7 เดือนภายในระยะ เวลา 15 เดือน

    หมายเหตุ : มาตรานี้คงไว้ตามกฎหมายเดิม ฉบับที่เข้า สนช. ไม่มีการแก้ไขใหม่ แต่คณะกรรมาธิการฯได้ขอแก้ไขเอง

    ขอแก้ไขใหม่เป็น จ่ายเงินสมทบมาไม่น้อยกว่า 5 เดือน

     

    รวมทั้งให้ตัดประโยชน์ทดแทนที่กำหนดไว้ว่าคลอดบุตรได้เพียง 2 ครั้งเท่านั้นออก

    (เนื่องจากประชากรของประเทศลดลงอย่างมาก และขาดแคลนวัยแรงงาน จึงไม่ควรกำหนดจำนวนบุตรไว้)

    -

    ลงมติแล้วเห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการฯเสนอ

    (24)      

    ในกรณีที่ผู้ประกันตนทุพพลภาพอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน และการทุพพลภาพนั้นมีระดับความสูญเสียรุนแรงตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรม การการแพทย์กำหนด มีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างตลอดชีวิต (กฎหมายเดิมไม่มีการกำหนดเรื่องนี้ไว้)

    ไม่มีการแก้ไข

    -

    -

    (25)      

    กำหนดเรื่องการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีตาย โดยได้ระบุว่า

     

    - ถ้าก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ประกัน ตนได้ส่งเงินสมทบมาแล้วตั้งแต่ 36 เดือนขึ้นไป แต่ไม่ถึง 120 เดือน ให้จ่ายเงินสงเคราะห์เป็นจำนวนเท่ากับร้อยละ 50ของค่าจ้างรายเดือนที่คำนวณได้ตามมาตรา 57 คูณด้วย 3

    - ถ้าก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ประกันตนได้ส่งเงินสมทบมาแล้ว 120 เดือนขึ้นไป ให้จ่ายเงินสงเคราะห์เป็นจำนวนเท่ากับร้อยละห้าสิบของค่าจ้างรายเดือน ที่คำนวณได้ตามมาตรา 57 คูณด้วย 10

    แก้ไขใหม่ โดยมีการเปลี่ยนแปลงตัวคูณ

     

    - ถ้าก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ประกันตนได้ส่งเงินสมทบมาแล้วตั้งแต่ 36 เดือนขึ้นไป แต่ไม่ถึง 120 เดือน ให้จ่ายเงินสงเคราะห์เป็นจำนวนเท่ากับร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายเดือนที่คำนวณได้ตามมาตรา 57 คูณด้วย 4

     

    - ถ้าก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ประกันตนได้ส่งเงินสมทบมาแล้ว 120 เดือนขึ้นไป ให้จ่ายเงินสงเคราะห์เป็นจำนวนเท่ากับร้อยละห้าสิบของค่าจ้างรายเดือน ที่คำนวณได้ตามมาตรา 57 คูณด้วย 12

     

    -

    ลงมติแล้วเห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการฯเสนอ

    (26)      

    ขยายความคุ้มครองให้ผู้ประกันตนซึ่งเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังและเสีย ชีวิต มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีเสียชีวิต (กฎหมายเดิมไม่มีการกำหนดเรื่องนี้ไว้ ระบุเพียงเรื่องทุพพลภาพเท่านั้น)

    ไม่มีการแก้ไขถ้อยคำ แค่แก้ไขการจัดวรรคตอนและย่อหน้าเท่านั้น

    -

    -

    (27)      

    กำหนดประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรจำนวนคราวละไม่เกิน 2 คนทั้งนี้บุตรดังกล่าวต้องไม่รวมถึงบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งได้ยกเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่น

     

    (กฎหมายเดิมระบุว่าต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น กฎหมายใหม่ตัดประโยค “ชอบด้วยกฎหมาย” ออกไป)

    ประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตร จำนวนคราวละไม่เกิน 2 คน ขอแก้ไขใหม่เป็น 3 คน

     

    (เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกันตนมีบุตรเพิ่มขึ้น)

     

    -

    ลงมติแล้วเห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการฯเสนอ

    (28)      

    กำหนดให้ผู้ประกันตนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย สามารถเลือกใช้สิทธิรับเงินบำเหน็จชราภาพได้ เมื่อความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ไม่ว่าจะส่งเงินสมทบครบ 180 เดือนหรือไม่ก็ตาม และไม่ประสงค์จะพำนักอยู่ในประเทศไทย

     

    ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

    (กฎหมายเดิมไม่มีการกำหนดเรื่องนี้ไว้)

    ไม่มีการแก้ไข

    นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ และพลเรือเอกวัลลภ   เกิดผล

     

    ขอตัดถ้อยคำในมาตราดังกล่าวนี้ออกทั้งหมด

     

    โดยเห็นว่ามีความแตกต่างและไม่เป็นธรรมกับผู้ประกันตนซึ่งมีสัญชาติไทยที่ไม่สามารถขอรับได้ ซึ่งจะขอรับได้เมื่ออายุ 55 ปี

    ผู้แปรญัตติขอถอน ให้ให้กลับไปใช้ถ้อยคำเดิมตามร่างรัฐบาลที่ลงมติรับหลักการในวาระ 1

    (29)      

    ผู้ประกันตนที่ไม่มีทายาทและเสีย ชีวิตลงก่อนที่ตนเองจะได้รับประ โยชน์ทดแทนชราภาพ สามารถทำหนังสือระบุบุคคลผู้มีสิทธิรับเงินบำเหน็จชราภาพไว้ล่วงหน้าได้ (กฎหมายเดิมไม่มีการกำหนดเรื่องนี้ไว้)

    แก้ไขใหม่เป็นดังนี้

     

    กำหนดให้ผู้ประกันตนที่ไม่มีทายาทและเสียชีวิตลงก่อนที่ตนเองจะได้รับประโยชน์ทดแทนชราภาพ สามารถทำหนังสือระบุบุคคลผู้มีสิทธิรับเงินบำเหน็จชราภาพไว้ล่วงหน้าได้ ให้มีสถานะเป็น “ทายาท” เหมือนกับทายาทผู้มีสิทธิ ซึ่งได้แก่ บุตร สามีหรือภรรยา บิดาและมารดา โดยให้ได้รับ 1 ส่วน

    (กฎหมายฉบับ 2533 ไม่ได้ระบุไว้)

    -

    ลงมติแล้วเห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการฯเสนอ

    (30)      

    ในกรณีที่ผู้ประกันตนไม่ได้ทำงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย หรือนายจ้างไม่ให้ทำงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย ทำให้ไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ

     

    เมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน และต้องอยู่ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนที่ผู้ประกันตนไม่ได้ทำงาน ให้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน

    ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง

     

    (กฎหมายเดิมไม่มีการกำหนดเรื่องนี้ไว้)ดูมาตรา 79/1

    ไม่มีการแก้ไข

    -

    -

    (31)      

    กำหนดบทลงโทษกรณีที่นายจ้างไม่ยื่นแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบภายในกำหนดเวลา

    เหตุผลเพื่อเป็นมาตรการบังคับให้นายจ้างต้องยื่นแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบ

     

    (กฎหมายเดิมไม่ได้กำหนดในกรณีนี้ไว้)ดูมาตรา 97 

    ไม่มีการแก้ไข

    -

    -

    (32)      

    ในร่างฉบับที่เข้าสู่การพิจารณาของสนช.ไม่มีการระบุไว้

    มีการเพิ่มเติมมาตราที่ 44 /1 เข้ามาโดยระบุว่า

     

    พระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามพ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ที่ใช้บังคับอยู่ก่อนในวันประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับแก้ไขนี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไป จนกว่าจะมีพระราชกฤษฎีกา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ฉบับนี้

    -

    ลงมติแล้วเห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการฯเสนอ

    นอกจากนั้นแล้ว คณะกรรมาธิการฯยังได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมเพื่อเสนอต่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ซึ่งที่ประชุมไม่ได้มีการพิจารณาแต่อย่างใด รวม 5 เรื่อง ดังนี้

    (1)    หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้ประกันตน ควรมีการหารือกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งวิธีการที่เหมาะสม ทั้งนี้ผู้แทนฝ่ายนายจ้างควรมาจากผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนด้วย

    (2)    สิทธิประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยนั้น ให้สำนักงานประกันสังคมและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จัดทำระบบฐานข้อมูลและระบบการส่งต่อเกี่ยวกับการใช้สิทธิของผู้พิการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้ถูกปฏิเสธการใช้สิทธิ

    (3)    สำนักงานประกันสังคมควรปรับรูปแบบการสื่อสารต่อผู้ประกันตนให้ได้รับรู้สิทธิของตน และมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้อง

    (4)    การโอนย้ายสิทธิไปเป็นสมาชิกกองทุนอื่นของรัฐ และให้มีสิทธิได้รับเงินสมทบที่ได้นำส่งเข้ากองทุนคืน โดยโอนเงินดังกล่าวนี้ให้กับกองทุนที่รับโอนไป เห็นว่าในร่างกฎหมายฉบับแก้ไขที่รับหลักการเรื่องนี้ในวาระ 1 ไม่ได้ระบุไว้ จึงไม่อาจแก้ไขเพิ่มเติมได้

    (5)     ในอนาคตหากมีการแก้ไขกฎหมายประกันสังคม ควรมีการประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวาง

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    หมายเหตุ :ประชาไทถอดความการเสวนาของ สมบัติ จันทรวงศ์ บนเวทีเสวนาวิชาการทางสังคมศาสตร์เรื่อง การปฏิรูป เพื่อความงาม ความเจริญ และความเป็นธรรม เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2558 ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

    ผมฟังอาจารย์พฤทธิสาณ (ชุมพล) พูดและอยากสรุปง่ายๆ ว่า อาจารย์พฤทธิสาณ ได้พูดถึงเรื่องการปฏิรูปประเทศไทย เป็นการปฏิรูปของกษัตริย์ ในสมัยรัชการที่ 5 ซึ่งได้ทำให้ประเทศเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และแล้วพอมาถึงรัชการที่ 6 ผลพวงอันหนึ่งที่นักปฏิรูปที่ไม่อาจคาดคิดและไม่อยากให้เกิดขึ้นก็คือกบฏหมอเหล็ง คือความพยายามของนายทหารกลุ่มหนึ่งที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครอง แล้วผลพวงอันนี้ก็ส่งผลกระทบเต็มๆ ในสมัยรัชกาลที่ 7 คือปี พ.ศ. 2475 ผู้รู้บางท่านบอกว่าที่เราต้องมานั่งพูดกันอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงเมื่อปี พ.ศ. 2475 มันยังไม่เสร็จสมบูรณ์

    หัวข้อหนึ่งที่ผมติดใจมากที่สุดในวันนี้คือหัวข้อ “ความเป็นธรรม” คือถ้าเราปฏิรูปเพื่อความเป็นธรรมแล้ว ผมว่าอันนี้คือจุดสูงสุด โดยไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องอื่นแล้ว ซึ่งไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องความงาม แต่ถ้ามนุษย์ไม่เป็นธรรมก็งามไม่ลง หรือจะพูดถึงความเจริญ แต่ความเจริญที่ไม่เป็นธรรมก็ไม่ถูก เพราะถ้าเจริญบางกลุ่ม แต่บางกลุ่มไม่เจริญ อาจมีปัญหา ผมจะขอพูดในเรื่องความเป็นธรรมมากกว่า

    หลัง พ.ศ. 2475 พัฒนาการของการเมืองโลกเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 พอหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เห็นชัดเจนว่าประเทศต่างๆ ในโลกแบ่งเป็น 3 ค่าย คือ เสรีนิยมตะวันตกมีอเมริกาเป็นโต้โผใหญ่ มีโลกคอมมิวนิสต์ และฝ่ายเผด็จการ ผมคิดว่าประเทศไทยในช่วงนั้นไม่เป็นคอมมิวนิสต์ แต่ก็ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย เผด็จการก็คงจะเป็น แต่ไม่เต็มรูปเท่าไหร่ ก็มีสภาพอย่างนี้เรื่อยมา จนกระทั่งปี 1989 เมื่อกำแพงเบอร์ลินพังทลายลง มีนักวิชาการตะวันตกคนหนึ่งชื่อ ฟรานซิส ฟูกูยามา (Francis Fukuyama) เขียนบทความที่มีชื่อเสียงมาก ชื่อว่า “The End of History and the Last Man” แกบอกว่า เมื่อกำแพงเบอร์ลินพังทลายแล้ว มันหมายถึงโลกคอมมิวนิสต์ได้ล่มสลายไปด้วย และจะไม่มีการต่อสู้ในทางอุดมการณ์ทางการเมืองอีกต่อไป คำทำนายนี้ถูกตอกย้ำในปี 1991 เมื่อสหภาพโซเวียตล้มสลายไปจริงๆ ซึ่งบทสรุปก็คือว่า สิ่งที่เหลือต่อไปนี้ ก็คือสังคมมันไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่นอีกแล้ว รูปแบบการปกครองที่ดีที่สุด คือ ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมหรือแบบทุนนิยมอันนี้คือรูปแบบการปกครองที่ดีที่สุด

    ปัญหาจากประเทศไทยถ้าจะมองจากมุมมองนี้ก็คือว่า การที่เราจะก้าวข้ามการมองแบบเดิมของเรา มาสู่เสรีนิยมประชาธิปไตย มันเป็นสิ่งที่ยากมาก มันมีปัญหาเยอะแยะไปหมด ซึ่งมองง่ายๆ ในอาเซียน ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่เราอาจจะรู้ดีพอสมควร ประเทศฟิลิปปินส์ สหรัฐอเมริกาได้เขียนรัฐธรรมนูญให้เหมือนกับของอเมริกันและฟิลิปปินส์ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยมานานก่อนประเทศอื่นในอาเซียนทั้งหมด แต่ถามว่าทุกวันนี้ฟิลิปปินส์เป็นอย่างไร? ไปไหน? ก็คงตอบว่าไม่ล้ำหน้าประเทศไทยเท่าไหร่

    ตัวอย่างที่ใกล้ตัวกว่านั้นและก็อาจจะเปรียบเทียบกับประเทศไทยได้ดี ในทศวรรษที่ 1970 ปาปัวนิวกินีได้รับเอกราชจากออสเตรเลีย และปาปัวนิวกินีก็รับเอาระบอบการปกครองแบบรัฐสภาอังกฤษเข้ามา ผลก็คือแต่เดิมปาปัวนิวกีนี (และปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่) เป็นประเทศที่เต็มไปด้วยชนเผ่าเล็กต่างๆ มากมาย หัวหน้าเผ่ารักษาความเป็นหัวหน้าหรือก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าได้ จะต้องแจกสิ่งของให้กับลูกเผ่า เช่น แจกอาหาร หมู แจกเปลือกหอยที่มาทำเป็นสตางค์ให้ลูกเผ่า แต่พอเอาระบอบการเมืองแบบรัฐสภาประชาธิปไตยเข้ามาก็เกิดการเปลี่ยนรูปแบบการแจกของ แต่ก็มีการแจกของอยู่เหมือนเดิน แต่คราวนี้แจกเป็นรายได้หรือทรัพยากรต่างๆ ที่ได้มาจากการให้สัมปทานทำเหมืองหรือสัมปทานอะไรก็ตามที่เป็นเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติในปาปัวนิวกินี

    คำถามก็คือว่าเมื่อมาถึงจุดนี้ การที่ประเทศหนึ่งๆ จะเปลี่ยนจากสังคมที่เป็นจารีตประเพณี มีวัฒนธรรมดั้งเดิมแบบหนึ่ง ไปเป็นประชาธิปไตยมันไม่ง่าย มันอาจจะทำให้คุณค่าของความเป็นประชาธิปไตยมันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาลด้วย แต่ถามว่ามันจำเป็นหรือไม่ว่า ประเทศใดประเทศหนึ่งจะถูกสาปให้เป็นประชาธิปไตยไปไม่ได้ตลอดชั่วกาลนานก็คงไม่ใช่ แต่ว่าเราก็ต้องยอมรับในขณะเดียวกันว่า ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยที่เราเรียกว่ายั่งยืนทั้งหลายในปัจจุบันนี้ ล้วนมีรากฐานอยู่บนเงื่อนไขอะไรบางอย่าง ที่ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ทำไม่ได้หรือไม่มี เพื่อจะไปให้ถึงจุดนี้ เราต้องมาทบทวนว่าเราขาดตกบกพร่องอะไรบ้าง

    ผมคิดว่าอันดับแรกที่เราขาดตกบกพร่องก็คือความเชื่อพื้นฐาน ในประเทศตะวันตก ยกตัวอย่างเช่นประเทศอเมริกา คำพูดว่า "All men are created equal" มนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน มันเป็นสิ่งที่พวกเขาสามารถพูดได้ อ้างได้ ความเสมอภาคเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตย คนต้องเชื่อก่อนว่าเราเท่าเทียมกัน เพราะถ้าหากว่าเราไม่เชื่อเรื่องนี้ เรื่องอื่นๆ ที่จะเป็นผลตามมาก็จะเป็นเรื่องยาก เพราะว่าความเสมอภาค เราถือว่ามันคือหลักการในทางทฤษฎี มันเป็นหลักการความจริงทางเมตาฟิสิกส์ ไม่ใช่ความจริงที่เป็นรูปธรรม เราลองมองไปรอบตัวเราไม่มีใครที่เท่าเทียมกันหมด แต่เราเชื่อว่าโดยหลักการแล้วทุกคนเท่ากัน เพราะเราเชื่อว่าคนทุกคนเท่ากัน จึงมีหลักการทางปฏิบัติขึ้นมาว่าการปกครองนั้นต้องมาจากความยินยอมพร้อมใจ ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร

    หลักการเรื่องการปกครองโดยเสียงข้างมาก เป็นเพียงหลักการทางปฏิบัติ มีรากฐานอยู่บนหลักการทางทฤษฎี เพราะฉะนั้นหลักการทางปฏิบัติจะไปล้มล้างหลักการในทางทฤษฎีไม่ได้ หนทางหนึ่งที่จะไม่ไปล้มล้างหลักการทางทฤษฎีคือ ต้องเคารพสิทธิอันเท่าเทียมกันของเสียงฝ่ายน้อย เสียงข้างน้อย ถ้าไปละเมิดตรงนี้ก็จะเป็นประชาธิปไตยที่ไม่เป็นธรรม

    ผมขอยกปัญหาที่เฉพาะจงจง ถ้าเราต้องการเป็นสังคมเสรีนิยมประชาธิปไตย เราต้องแยกแยะสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตย เอาง่ายๆ คือการให้คนจำนวนมากที่สุดเข้ามามีส่วนร่วมทางการปกครอง จะต้องจำไว้ ในอดีต ในประวัติศาสตร์มีหลายประเทศ หลายสังคมมีประชาธิปไตยโดยไม่คำนึงถึงเสรีภาพของคน เราสามารถมีประชาธิปไตยโดยไม่มีเสรีนิยมก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น ในกรีกสมัยโบราณ เอเธนส์มีประชาธิปไตย แต่มีทาสด้วย ประชาธิปไตยของเอเธนส์มีให้เฉพาะคนที่เป็นไทแก่ตน แต่ผู้หญิง ทาส คนต่างด้าวพวกนี้ไม่เกี่ยว ไม่ได้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย

    เราอาจจะยกตัวอย่างได้ว่า ในสมัยนาซีเยอรมัน ฮิตเลอร์ได้เสียงข้างมากจากประชาธิปไตย แต่ว่าในนาซีเยอรมันไม่มีเสรีนิยม เพราะว่าฮิตเลอร์ใช้อำนาจนั้นเบียดเบียนรังแกคนอื่น ในขณะเดียวกันเราก็มีตัวอย่างของสังคมที่เสรีนิยมโดยที่ไม่ต้องมีประชาธิปไตย เช่น อังกฤษ สมัยก่อนที่จะให้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งทั่วไป คนอังกฤษก็มีสิทธิเสรีภาพ คนอเมริกันก่อนที่จะปฏิวัติจากอังกฤษ พวกเขาก็มีสิทธิเสรีภาพของเขา

    การเอาสองอย่างมาผสมกันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เราต้องเข้าใจว่า เมื่อเราพูดถึงเสรีนิยม เราต้องพูดถึงเป้าหมายของรัฐบาล เราพูดถึงสิทธิส่วนบุคคล พื้นที่ส่วนตัว เราพูดถึงสิ่งที่รัฐหรือสังคมต้องไม่เข้ามารุกล้ำ แต่เมื่อเราพูดถึงประชาธิปไตย เรามักจะไปพูดถึงแต่ประชาธิปไตยในเชิงกระบวนการว่าจะไปเลือก ส.ส.มาอย่างไร จะไปเลือก ส.ว. มาอย่างไร สองอย่างนี้ถ้ามันผสมกันไม่ลงตัว มันจะเป็นปัญหา

    ถ้าเราไปดูประเทศที่รูปแบบการปกครองเสรีนิยมประชาธิปไตยที่มันลงตัว เงื่อนไขที่เรายังไม่มีอันแรกที่สำคัญก็คือว่า ประเทศเหล่านั้น อย่างในอเมริกา อังกฤษ มันมีหลักนิติธรรม (The Rule of law) หลักนิติธรรมไม่ได้เป็นแค่การปกครองโดยกฎหมาย เรามักแยกการปกครองโดยกฎหมายออกจากตัวบุคคล แต่หลักนิติธรรมกฎหมายมันต้องผูกพันคนที่ออกกฎหมายเสมอเหมือนกัน ยกตัวอย่างในอเมริกาหรืออังกฤษ ผู้คนปลอดจากการถูกปกครองโดยอำนาจตัวบุคคล ก่อนที่เขาจะมีอำนาจและสิทธิทางการเมืองอย่างเต็มที่เสียอีก สิทธิในทรัพย์สินเป็นที่ยอมรับของคนอังกฤษและคนอเมริกัน ซึ่งพวกเขาสามารถจะจัดการทรัพย์สินของตนเองอย่างไรก็ได้ แต่ว่าผู้ปกครองจะไปลิดรอนสิทธิเหล่านี้ไม่ได้ เพราะพวกเขามีสิทธิเหล่านี้ก่อนที่จะมีสิทธิในการเลือกตั้งเสียอีก

    อันนี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าสังคมไทยยังไม่มี เพราะฉะนั้นในทางรัฐศาสตร์ จึงถือว่าการที่คุณจะสถาปนาระบอบประชาธิปไตย ในสังคมที่ไม่มีหลักนิติธรรม ร้อยทั้งร้อยเป็นไปไม่ได้ คำถามก็คิดว่า สังคมไทยเรามีสิ่งนี้แล้วหรือยัง? เราปลูกฝังกันหรือยัง?

    มีอยู่จังหวัดหนึ่งที่ผมเคยไปเป็นประจำ ผมพบว่าถนนใหญ่ที่สุดในจังหวัด ด้านหนึ่งเป็นโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด อีกด้านหนึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัดเป็นโรงเรียนใหญ่เป็นโรงเรียนดีทั้งคู่ ตื่นเช้ามาตอนเปิดเทอมรถจะจอดกัน ไม่ใช่สองแถว แต่มันตั้งสามแถว คำถามผมคือว่า หลักนิติธรรมมันมีหรือไม่ในประเทศไทย ผู้คนที่ขับขี่รถยนต์ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สุดไม่เคารพกฎหมาย คนขี่มอเตอร์ไซค์ขับรถย้อนศรเป็นประจำ เคยมาชนรถผมด้วย พอไปถึงสถานีตำรวจ แทนที่จะเล่นงานคนขับมอเตอร์ไซค์ ตำรวจกลับคุยกับคนขับมอเตอร์ไซค์ว่าคราวหลังให้ขับรถระวังหน่อย ซึ่งมันไม่ถูก เพราะคนขับมอเตอร์ไซค์ทำผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นแล้ว ถามว่า ถ้าคนทำผิดกฎหมายต้องระวังหมายความว่าอย่างไร เรื่องใกล้ตัวนี้ชี้ว่าเราไปถึงไหนแล้ว ก็คือปัญหาเรื่องหลักการนิติธรรม

    อันที่สอง เราจะพบว่าในกรณีของอเมริกา ที่เป็นประเทศเกิดมาก็เป็นประชาธิปไตย เพราะเป็นประเทศเกิดใหม่ ที่ไม่มีจารีตประเพณี ความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ในเรื่องของยศฐาบรรดาศักดิ์ ประชาธิปไตยของอเมริกาคือประชาธิปไตยในการแลกเปลี่ยนระหว่างคนที่เท่าเทียม เพราะฉะนั้นจึงทำให้ประชาธิปไตยเกิดง่าย เพราะทุกคนมองเห็นว่าเราจะได้อะไร ไม่ได้อะไร แต่ประชาธิปไตยอย่างอังกฤษที่ประเทศไทยพยายามจะเลียนแบบนั้นแท้จริงแล้วมันเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก เพราะเป็นประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นไม่ใช่ในความว่างเปล่า แต่เกิดขึ้นในสังคมเป็นประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในสังคมที่เป็นจารีตประเพณี ชนชั้นนำนำมาช้านาน ทั้งศาสนจักร อาณาจักร เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในประเทศที่มีจารีตประเพณีอย่างนี้ จำเป็นที่จะต้องปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ที่มันยากลำบาก ซึ่งอันนี้ทำได้ยาก ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายเลย

    ตัวอย่างประเทศไทยจะเห็นได้ชัดว่าเป็นอะไรที่ไม่ง่ายเลย สถาบันทางการเมืองต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นหรือจะออกแบบขึ้นมา ต้องคำนึงถึงพลังจารีตประเพณีของเก่าที่มีอยู่และไม่หดหายไปไหน ซึ่งจะทำอย่างไรให้มีองค์ประกอบประชาธิปไตยที่ไม่มากเกินไปแต่ต้องไม่น้อยเกินไป จะออกแบบสถาบันทางการเมืองอย่างไรที่ประกันสิทธิเสรีภาพของผู้คนทั้งหลาย ในขณะเดียวก็ไม่ทำให้เป็นที่หวาดระแวงแก่คนกลุ่มอื่น เพราะความจริงทางการเมืองที่เราปฏิเสธไม่ได้คือ ไม่มีสังคมไหนที่มีคนอยู่ประเภทเดียว มันมีคนหลายประเภท แล้วเราต้องอยู่ด้วยกัน ฉะนั้นการออกกฎเกณฑ์ สถาบันทางการเมืองทั้งหลายต้องคำนึงถึงเรื่องนี้

    เงื่อนไขอันต่อไปที่เห็นชัดก็คือว่า ประชาธิปไตยเกิดขึ้นในประเทศที่ยากจนนั้น เป็นเรื่องยาก ประเทศที่กำลังมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจแล้วคุณพยายามมาทำการทดลองประชาธิปไตยนั้น มันก็ยาก เพราะปัญหาปากท้องเร่งรัดมากกว่า ผู้คนคำนึงถึงเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวเองมากกว่า เพราะจังหวะเราอาจจะไม่ดี ดังนั้นจึงต้องรอจังหวะออกไปก่อน

    อีกประการคือ การทำรัฐสมัยโบราณให้กลายเป็นรัฐสมัยใหม่ มันเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก และเครื่องมือหรือกลไกที่ทำให้รัฐจารีตเป็นรัฐสมัยใหม่คือ ใช้ระบบราชการ กลไกระบบราชการ เหมือนที่อาจารย์พฤธิสาณ พูดไปเรื่องการปฏิรูปในสมัยที่รัชกาลที่ 5 ที่ท่านได้สร้างขึ้นมาคือ กลไกระบบราชการ ซึ่งทำให้รัฐกลายเป็นรัฐที่เข้มแข็ง และถ้าระบบราชการเป็นระบบที่ไม่ฉ้อโกง ไม่ทุจริต ก็ยิ่งทำให้กลไกรระบบราชการมีความหมายและมีความสำคัญยิ่งขึ้น

    ตัวอย่างที่ดีที่สุด คือตัวอย่างของประเทศเยอรมัน ในสมัยบิสมาร์คที่เยอรมันมีรัฐราชการที่เข้มแข็ง ซึ่งอาจจะดีหรืออาจจะไม่ดีกับการเมืองประชาธิปไตยก็ได้ เพราะถ้าหากว่าผู้ที่มาจากการเลือกตั้งไม่ได้มีหลักการันตีหรือประกันอะไรว่าผู้ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นต้องเป็นผู้ปกครองที่ดี อาจจะเป็นคนชั่วร้ายก็ได้ เพียงแต่ว่าเขาได้รับความนิยมมากที่สุดในเวลานั้น นักการเมืองที่มาจากระบอบประชาธิปไตยหรือจากการเลือกตั้ง ถ้าได้ระบบราชการที่เข้มแข็งเป็นเครื่องมือก็สามารถจะใช้กลไกราชการนั้น ทำให้บ้านเมืองเป็นไปอย่างที่เขาต้องการได้ อาจจะดีหรือไม่ดีก็ได้แต่ถ้านักการเมืองชั่ว บวกกับกลไกราชการที่ตามใจนักการเมืองอันนั้นคงจะไปไม่รอด

    ผมคิดว่า ปัญหาของสังคมไทยมันคือปัญหาเรื่องค่านิยมหลัก (Core Values) ซึ่งค่านิยมหลักของคนไทยกับค่านิยมหลักของระบอบประชาธิปไตยมันสวนทางกัน มันมีปัญหาตรงที่ว่า เวลาที่เราพูดถึงเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย ยกตัวอย่าง เสรีภาพในการพูด ทุกคนมักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ในระบอบประชาธิปไตยต้องมีเสรีภาพในการพูด แต่เสรีภาพในประชาธิปไตย ต้องมีขอบเขตจำกัด เคยมีคนมาถามผมว่าแล้วอะไรเป็นตัววัดว่ามันควรจะมีขอบเขตจำกัดได้แค่ไหน

    ผมเลยบอกว่า เสรีภาพในการพูด คือ เราดูขอบเขตที่เจตนา วัตถุประสงค์ในการพูด คุณพูดเพื่ออะไร วัตถุประสงค์ในการพูดเป็นตัวกำหนดขอบเขตเสรีภาพในการพูดของคุณ ยกตัวอย่าง ถ้าคุณพูดว่าไฟไหม้ พูดที่ไหนก็ได้ พูดเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้าคุณไปพูดในโรงภาพยนตร์ที่มีคนดูหนังเต็มไปหมด แล้วบอกว่าคุณมีเสรีภาพในการพูดว่า “ไฟไหม้โว้ยๆ” ถามว่าในกรณีนั้นคุณมีเสรีภาพในการพูดหรือไม่? ผมว่าคุณไม่มีสิทธิ คุณต้องถูกจับเข้าคุก หรือในทำนองเดียวอย่างคนที่พูดว่า “พี่น้องเผาไปเลย ผมรับผิดชอบเอง” คุณไม่มีสิทธิที่จะพูด ไม่มีเสรีภาพที่จะพูดอย่างนั้น ในสถานการณ์แบบนั้น คุณพูดไม่ได้ สิทธิเสรีภาพไม่ได้หมายความว่าคุณมีสิทธิเสรีภาพจะทำในสิ่งที่เลว ในสิ่งที่ผิด ผมคิดว่าฝ่ายที่เรียกร้องนิยมประชาธิปไตยควรจะตระหนักถึงข้อกำกัดเหล่านี้เรื่องนี้

    เสรีภาพในการพูดมันเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์มองว่า เป็นสิ่งที่มันไม่มีต้นทุน ผมมีเสรีภาพในการพูด ผมก็ไม่ได้ไปจำกัดเสรีภาพการพูดของคนอื่น แต่ว่าในระบอบประชาธิปไตย มันต้องมีการตัดสินใจอะไรบางอย่าง การตัดสินใจในทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยมีบ่อยครั้งที่มันให้ประโยชน์กับฝ่ายหนึ่ง แต่ไปกระทบประโยชน์อีกฝ่ายหนึ่งหรือกระทบความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่ง

    เพราะฉะนั้นถ้าคุณเป็นคนนิยมประชาธิปไตย แต่คุณไม่มีศาสตร์ ไม่มีศิลปะในการที่สิ่งที่คุณอยากเรียกร้องและเปลี่ยนแปลงให้มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทุกคนยอมรับได้ สิ่งที่เกิดก็คือว่าจะมีคนส่วนน้อยหรืออาจคนส่วนใหญ่ ที่เขารู้สึกว่าค่านิยมหลักที่เขายึดมั่นมา อาจจะเป็นจารีต ประเพณี เป็นนามธรรม รูปธรรม ซึ่งเขารู้สึกว่าค่านิยมของเขาถูกระทบกระเทือนอย่างสำคัญโดยการตัดสินใจของระบอบประชาธิปไตย ในกรณีนั้นเขาอาจจะเต็มใจ อาจจะพร้อมใจที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงที่ตรงข้ามกับประชาธิปไตย เพราะว่าค่านิยมหลักของเขาถูกกระทบกระเทือน

    เราไปประณามเขาไม่ได้ เพราะอย่างที่บอกแล้วว่าสังคมไทย ประชาธิปไตยไทยไม่ได้เกิดขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่า มันเกิดขึ้นมา มันต้องปรับตัวมันเองให้เข้ากับความรู้สึก ค่านิยมที่ผู้คนถูกได้รับการถ่ายทอด ปลูกฝั่งกันมาอย่างยาวนาน คุณต้องยอมรับว่ามีคนจำนวนมากที่พูดว่า เสรีภาพในทางการเมืองไม่สำคัญขอให้ได้รับความปลอดภัยก่อนหรือเสรีภาพทางการเมืองไม่สำคัญขอให้ค้าขายได้ก่อน

    เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยที่มั่นคงมันจึงต้องเป็นประชาธิปไตยที่ต้องการเงื่อนไขที่ค่อนข้างจะพร้อม สังคมไทยในขณะนี้ผมมองว่า ค่านิยมประชาธิปไตย (Democratic Values) มันยังไม่ฝังรากลึกพอ บวกกับแบบปฏิบัติในทางประชาธิปไตยที่มันเน่าเฟะ เราปฏิเสธหรือไม่ว่าไม่มีการซื้อเสียงในการเลือกตั้ง

    เพราะฉะนั้นประเด็นตรงนี้ ที่ทำให้เราต้องระมัดระวังในการที่จะก้าวย่างไปบนถนนของการปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปประชาธิปไตย การปกครองทุกรูปแบบถูกทำลายด้วยระบบพวกพ้อง ระบบญาติพี่น้อง แถลงการณ์ของคณะราษฎร โจมตีรัชกาลที่ 7 ว่าเล่นพรรคเล่นพวก ช่วยเหลือพรรคพวก ชนชั้นเดียวกัน

    แต่ในระบอบประชาธิปไตยการเล่นพรรคเล่นพวกมันเปลี่ยนในระดับสเกลคือมันเป็นระบบมากขึ้น มันใหญ่มากขึ้น มันตอบแทนต่อคนชนชั้นหนึ่งชนชั้นใดโดยเฉพาะให้ผลประโยชน์ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นอันนี้เป็นจุดที่ต้องระวัง เพราะถ้ารัฐบาลต่อให้มีความชอบธรรมในการเลือกตั้ง แต่ถ้าเป็นรัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารงาน รัฐบาลที่มีปัญหาเรื่องคอร์รัปชัน มันก็ทำให้เกิดปัญหาขึ้นไม่รู้จบ

    เพราฉะนั้นผมอยากจะพูดว่า ในสมัยยุคปัจจุบัน สิ่งที่เราถกเถียง ก็คือ เราจะมีรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องมีธรรมาภิบาลด้วยได้อย่างไร อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ เพราะถ้าเราให้น้ำหนักกับธรรมาภิบาลมากจนไม่เป็นประชาธิปไตยมันก็เป็นปัญหาใหญ่ หรือถ้าเราให้ประชาธิปไตยโดยไม่มีธรรมาภิบาลเลยก็คงจะรับลำบาก ซึ่งในอดีตมันสอนแล้วสอนอีกไม่ใช่แค่ประเทศเราว่าระบบการเลือกตั้งมันอาจจะนำทรราชมาก็ได้ ตัวอย่างในตะวันออกกลางเห็นได้ชัดเจน เอาทรราชออกไปแล้วเอาการเลือกตั้งมามันกลายเป็นอีกแบบหนึ่ง ล้มการเลือกตั้งเอาทรราชเข้ามาเป็นอีกแบบหนึ่ง

    เพราะฉะนั้นการปฏิรูปผมจึงเสนอว่า ต้องยอมรับถึงปัญหาที่มีก่อนว่าปัญหามีอะไรบ้าง ฝ่ายที่ไม่ยอมปฏิรูปเลย คือฝ่ายที่ไม่มองความจริง ฝ่ายที่จะปฏิรูปโดยทำทุกอย่างใหม่หมดคือพวกเพ้อฝัน ผมคิดว่าคำถามที่พยายามตอบให้ได้ว่าสังคมไทยปัจจุบันจะมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องคงสัดส่วนการมีส่วนร่วมของประชาชนที่เป็นประชาธิปไตยคงตรงนี้ไว้ ทำอย่างไรจึงจะมีรัฐบาลมีประสิทธิและเป็นรัฐบาลที่มีความชอบธรรมไปพร้อมๆ กันด้วย เพราะถ้ามีแต่รัฐบาลที่มีความชอบธรรมแต่ไม่มีประสิทธิภาพ ก็ไม่รู้จะเอามาทำอะไร ค่านิยมแบบจารีตกับค่านิยมประชาธิปไตยจะทำอย่างไรให้มันลงตัว ส่งเสริมตรงไหน โดยที่ไม่ทำลายอีกฝ่ายหนึ่ง

    ถ้าไม่แก้ปัญหาตรงนี้ ผมคิดว่าเราก็คงได้มานั่งพูดเรื่องนี้อีกอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น ดังนั้นขอสรุปสุดท้ายเลยว่า คำถามก็คือ คุณอยากได้สังคมที่เป็นเสรีนิยมหรือสังคมที่เป็นประชาธิปไตย ถ้าอยากได้ทั้งสองอย่าง ก็ค่อยๆ นั่งคิดและปฏิรูป เริ่มต้นด้วยการยอมรับความจริง

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยยื่นตรวจสอบ สปช. เสนอหรือแต่งตั้งเครือญาติเข้ามาดำรงตำแหน่งว่าผิดกฎหมายหรือขัดหรือแย้งต่อจริยธรรมหรือไม่ ด้านสภาพัฒนาการเมือง จี้ สนช.ตั้งลูก-เมีย รับผิดชอบ "ขอโทษ-คืนเงิน"



    6 มี.ค. 2558 นายศรีสุวรรณ จรรยา อุปนายกและเลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นเรื่องต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อขอให้ตรวจสอบและสั่งการไม่ให้ สปช. และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กระทำการในทางที่มิชอบด้วยกฎหมาย หรือขัดหรือแย้งต่อจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในการเสนอหรือแต่งตั้งบุคคลที่เป็นบุตร หรือภรรยา และเครือญาติเข้ามาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการและผู้ช่วยดำเนินการประจำตัว เนื่องจากการกระทำดังกล่าว ถือว่าเข้าข่ายมีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือเอื้อประโยชน์ ดังนั้น สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงขอให้ สปช. อย่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และขอให้ดำเนินการตรวจสอบ สั่งการภายในระยะเวลา 7 วัน นับตั้งแต่ที่ได้รับหนังสือร้องเรียนนี้

    สภาพัฒนาการเมืองจี้ สนช.ตั้งลูก-เมีย รับผิดชอบ"ขอโทษ-คืนเงิน"

    ด้านนายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ประธานสภาพัฒนาการเมือง (สพม.) พร้อมสมาชิก สพม.ร่วมกันแถลงกรณีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่งตั้งคู่สมรส บุตร และเครือญาติเป็นผู้ปฏิบัติงานให้สมาชิก สนช.โดยได้รับเงินเดือนว่า ถือเป็นเรื่องไม่ควรกระทำ สนช.ควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม โดยต้องมีมาตรฐานจริยธรรมที่สูงกว่าเจ้าหน้าที่รัฐทั่วไปและประชาชน อีกทั้งยังเป็นการกระทำที่เข้าข่ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีประกาศ สนช. เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2557 เรื่องการแต่งตั้งบุคคลเพื่อปฏิบัติงานให้แก่ สนช.ได้กำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบทั้งคุณสมบัติของผู้ที่ถูกแต่งตั้ง เพราะก่อนที่จะแต่งตั้งตำแหน่งดังกล่าว ทาง สนช.จะต้องตรวจสอบความสามารถและคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่ออย่างรอบคอบและโปร่งใส แต่หากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีความสามารถ ไม่มีคุณสมบัติ หรือไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่จริง ต้องดำเนินการตามกฎหมาย จึงควรมีการปรับปรุงเพื่อสร้างมาตรฐานและบรรทัดฐานทางการเมือง และการบริหารที่มีธรรมาภิบาลสำหรับหน่วยงานของรัฐในการแต่งตั้ง ทั้งนี้ สภาพัฒนาการเมืองจะส่งเรื่องการแถลงการณ์ในวันนี้ไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อดำเนินคดีต่อไป
           
    “การกระทำดังกล่าวถือว่าไม่เหมาะสม สนช.ที่แต่งตั้งเครือญาติของตนเองต้องออกมาแถลงการณ์ขอโทษต่อสาธารณชน และต้องคืนเงินงบประมาณแผ่นดินที่จ่ายเป็นค่าตอบแทนคืนมาทั้งหมด เพราะหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องการปฏิรูปประเทศก็ควรจะต้องมีการปฏิบัติที่ดีต่อสังคม เนื่องจากสังคมมีความหวังว่าจะปฏิรูปประเทศให้ดีขึ้น ไม่ใช่อ้างเรื่องเดิมๆ แล้วทำแบบเดิมๆ เพราะเรื่องดังกล่าวไม่ควรเอามาเป็นแบบอย่าง ซึ่งผมว่าเราไม่ต้องพูดหรอกว่าอะไรผิดอะไรถูก แต่ที่ผมเห็นคนทั้งประเทศตำหนิเรื่องนี้ ใครที่ออกมาปกป้องว่าทำได้ไม่ผิด ก็ถูกคนทั้งประเทศตำหนิอีกเหมือนกัน ไม่เห็นมีคนชมเลย จึงอยากให้เล็งเห็นถึงธรรมาภิบาล ไม่ใช่ปากพูดถึงการปฏิรูปประเทศ แต่การกระทำย้อนหลังไปนับ 10 ปี”
           
    ทั้งนี้ นายธีรภัทร์ยังกล่าวถึงข้อเสนอของนายเจษฎ์ โทณวณิก กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะให้กำหนดในร่างรับธรรมนูญให้แม่น้ำ 5 สายเว้นวรรคทางการเมืองเป็นเวลา 2 ปี ว่า ส่วนตัวเห็นว่าบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งดังกล่าวคงไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการกระทบต่อสิทธิประโยชน์ที่ควรจะได้รับ อีกทั้งการเว้นวรรคทางการเมือง 2 ปี ได้ระบุในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เพียงแค่บุคคลในฐานะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น จึงมองว่าเป็นไปไม่ได้ที่หน่วยงานต่างๆ จะยอมรับในแนวคิดนี้ ตนเห็นว่าเป็นเรื่องยาก



    ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น, ASTV ผู้จัดการออนไลน์


     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ทัณฑสถานหญิงกลาง R 1/6

    เรือนนอนเพชร Date: 23-2-58

    สวัสดีเด็กโข่ง เด็กโข่งทั้งหลายคงได้อ่านนิทานก่อนเด็กๆแน่ๆ 555++ ตอนต่อไปมาแล้วนะ++พอผ่านพ้นเส้นทางไปได้นิดนึง เจ้าเท้าเล็กก็จัดการค้ากลูกพลับแห่งชัยชนะนั้นออกมาแล้วก็กัดกรวม!เข้าปากแล้วก็รีบถุยออกมา “ฝาด ให้ตายเถอะลูกพลับนี่ยังไม่สุก เจ้าเท้าเล็กโมโหเขวี้ยงลูกพลับทั้งหมดไปคนละทิศละทาง มันแหงนมองท้องฟ้าเตรียมจะกล่าวโทษ แต่มันก็พบว่าตะวันไม่ได้อยู่ในจุดที่ควรจะอยู่ มันเสียเวลากับการเล่นสนุกมากเกินไป เจ้าดวงตะวันไม่เคยรอใครอยู่แล้ว วิ่ง” คือสิ่งที่มันตัดสินใจ ใช่ ถ้าไม่วิ่งมันก็คงจะไปไม่ถึงไหน+ถ้าคนเล่าไม่เปลี่ยนใจให้มันลับไป ดูผลงานจากอึของมัน มันก็คงไม่ต้องวิ่งจนเหนื่อยหอบ การที่บางอย่างหายไปทำให้มันรู้ว่ามันต้องวิ่งแล้วล่ะ+ในขณะที่มันวิ่งๆๆ ทางเดินที่มันย่ำมาเริ่มกลายเป็นดินลูกรังมากขึ้นและมันก็เจ็บมากถ้าจะวิ่งบนก้อนหินหน้าตาขรุขระพวกนี้ แถมคงต้องเหนื่อยถ้าจะต้องคอยหลบหลุมบ่อที่มีน้ำขังมันจึงค่อยๆ หยุดวิ่งแล้วแหงนมองดูท้องฟ้าอีกครั้ง แสงตะวันค่อยๆ หลบไหล่เขาไปเรื่อยๆ ทางสูงชันเริ่มลาดลง พร้อมกับที่เท้าเล็กๆ ค่อยๆ อ่อนแรงลงแล้วมาหยุดอยู่ตรงรอยต่อของทางลูกรังสีแดงกับทางสีดำแข็งๆ ข้างทางไม่มีภูเขาและแนวป่าแล้ว มีแต่บ้านหน้าตาแปลกๆ สลับกับทุ่งนาที่มีมนุษย์ 2-3 คน ก้มๆ เงยๆ อยู่ในนาราบเรียบไม่มีชั้น มันหันกลับไปมองดูที่ๆ มันจากมา ภาพภูเขาสลับซับซ้อนเบื้องหลังไม่อาจรั้งมันกลับไปได้ มันต้องหยุดเพื่อเลือกจริงๆ ว่าจะเดินต่อหรือหันหลังกลับแต่ถ้ามันจะกลับมันคงไม่มาตั้งแต่แรกจริงไหม แต่ความลังเลมักเข้ามาหาทุกคนได้เสมอนั่นแหละ ถ้ามันเดินกลับไปมันก็จะได้อยู่กับพ่อแม่ มีข้าวกิน มีบ้าน แต่ความลังเลอยู่กับมันได้ไม่นานเมื่อรถกระบะคันหนึ่งวิ่งตรงมาจากข้างหลังมุ่งหน้าสู่ถนนสีดำ เบรกดัง “เอี๊ยด”! ให้ลูกหมาหน้าตาน่าสมเพชตัวนึงข้ามถนน ลูกหมากลัวจนสั่นหยุดอยู่กับที่ตรงกลางถนนนั่นแหละ คนขับรถทนไม่ไหวจึงโผล่หน้าออกมาไล่มัน “นั่นมันรถขายกับข้าวที่ขึ้นไปที่หมู่บ้านเมื่อวานนี่นา” เจ้าเท้าเล็กจำได้มันรีบหลบหน้าขณะที่รถเคลื่อนไป “รถออกจากหมู่บ้านตอนเที่ยงมาถึงพร้อมเราและตอนนี้ก็แซงเราไปแล้ว 55” มันรู้ว่ามันมาไกลเกินจะหวนกลับไปแล้วละ มันจึงเดินเลาะข้างทางตามหาลูกหมาที่ยังตัวสั่นแต่ยังแยกเขี้ยวน้อยๆ ออกมาขู่พร้อมเดินถอยหลัง รูปร่างผอมโซกับสะเก็ดแผลตามตัวทำให้เจ้าเท้าเล็กต้องหยิบข้าวกำสุดท้ายของมันให้ลูกหมานั่นแล้วค่อยๆ ถอยออกมา มันไม่มีอะไรกินตอนเย็นแน่ๆ แต่ลูกหมานั่นน่าเวทนากว่า แล้วเจ้าเท้าเล็กก็มุ่งสู่ถนนสีดำที่มันไม่คุ้นเคยเลย+อีก2-3 ตอนก็น่าจะจบแล้วมีเรื่องใหม่เต็มเลยค่ะ

     

    ปล.โปรดใช้ถ้อยคำสุภาพและถูกหลักภาษาไทย

                                                                           

     ข.ญ.ภรณ์ทิพย์ มั่นคง

     

    ===============

    หมายเหตุ: นิทานจากผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ภรณ์ทิพย์ หรือ กอล์ฟ วัย 26 ปี เพื่อนๆ มักเรียก กอล์ฟ เด็กปีศาจ ปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ที่ทัณฑสถานหญิงกลาง เธอถูกตัดสินจำคุก 2 ปี 6 เดือนพร้อมกับคู่คดี ปติวัฒน์ หรือแบงก์ นักศึกษามหาวิททยาลัยขอนแก่น ชั้นปีที่ 4 ไปเมื่อวันที่ 23 ก.พ.2558

    กอล์ฟถูกจับกุมจากข้อกล่าวหามีส่วนร่วมในละครเจ้าสาวหมาป่า จัดแสดงในงานรำลึก 14 ตุลาคมปีที่แล้ว 

    เธอมีพื้นเพเป็นชาวพิษณุโลก ครอบครัวทำไร่มันสำปะหลัง จบการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ทำกิจกรรมเพื่อสังคม ทำค่ายอาสาต่างๆ มาตั้งแต่มัธยมศึกษาปีที่ 5 จนปัจจุบัน มีความสามารถในศิลปะหลายแขนงทั้งวาดภาพ เขียนนิทาน แต่เธอดูจะหลงรักศาสตร์การแสดงเป็นพิเศษ เคยก่อตั้งประกายไฟการละคร ก่อนจะปิดตัวไปในปี 2555

    ครั้งหนึ่งเธอเคยให้สัมภาษณ์ถึงความใฝ่ฝันไว้ว่า “อยากไปเล่นละครในต่างจังหวัด อยากเล่นในที่ที่ต่างกัน และที่สำคัญอยากเล่นให้เด็กๆ ดู เราอยากจะเล่านิทานเรื่องใหม่ให้เด็กๆ ฟัง เป็นนิทานของคนธรรมดาที่เปลี่ยนโลกได้”

    ระหว่างถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ เธอเขียนนิทานส่งให้ผู้ใกล้ชิดเป็นตอนๆ บอกเล่าความฝันและส่งกำลังใจถึงผู้คนข้างนอกโดยเฉพาะเด็กๆ ที่เธอมักจะทำกิจกรรมด้วย ผู้ใกล้ชิดแจ้งด้วยว่า คำที่ขีดเส้นใต้คือคำที่เธอจำเป็นต้องใช้ภาษาสุภาพตามกฎระเบียบของเรือนจำทั้งที่ตั้งใจว่าจะไม่ เราคงรูปแบบย่อหน้า วรรคตอน ถ้อยคำ ไว้ทั้งหมด และเหตุที่เธอต้องเขียนย่อหน้าเดียวอัดแน่น เนื่องจากเรือนจำอนุญาตให้เขียนจดหมายฉบับหนึ่งได้ไม่เกิน 15 บรรทัด 

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai