Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนและหนึ่งในคณะทำงานคดี 14 ขบวนประชาธิปไตยใหม่ เข้ารับทราบข้อหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานแล้ว หลังปฏิเสธไม่ให้ ตร. ที่ไม่มีหมายค้นรถตนเองเพื่อยึดโทรศัพท์ขบวนประชาธิปไตยใหม่ ส่วนคดีแจ้งความเท็จ ไม่ได้ว่าแจ้งความเท็จตรงไหน รอสอบผู้กล่าวหาเพิ่ม

    ศิริกาญจน์ เจริญศิริ หรือทนายจูน ทนายความจากศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน (ที่มาภาพ เพจขบวนการประชาธิปไตยใหม่ New Democracy Movement - NDM)

    9 ก.พ.2559 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา ที่สน.ชนะสงคราม ศิริกาญจน์ เจริญศิริ หรือทนายจูน ทนายความจากศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน และหนึ่งในคณะทำงานคดี 14 ขบวนประชาธิปไตยใหม่ เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก 2 ฉบับ จากพนักงานสอบสวนสน.ชนะสงคราม เพื่อให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งหมายแรกเป็นข้อหา ทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจหน้าที่ ทีมีกฎหมายให้ไว้ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร และหมายที่สองแจ้งความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวน

    สำหรับความคืบหน้า ภาวิณี ชุมศรี ทนายความจากศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหา โดย ศิริกาญจน์ ได้ให้การปฏิเสธ พร้อมทั้งให้การในรายละเอียดด้วยวาจาและหนังสือ โดยตำรวจแจ้งว่าจะไม่มีการส่งตัวไปศาล หรือควบคุมตัว เนื่องจากมาตามหมายเรียก สำหรับคดีนั้นมี 2 คดี โดยคดีหนึ่งเป็นศาลแขวง เนื่องจากเป็นลหุโทษ โดยพนักงานสอบสวนจะไปยื่นที่ศาลเพื่อขอผัดฟ้อง ประมาณ 1 เดือน เพื่อนัดมายื่นฟ้องอีกที และอีกคดีเป็นศาลอาญา

    ภาวิณี กล่าวถึงสาเหตุของคดีนี้ว่า เเป็นตอนที่ทนายไม่ให้ค้นรถ การที่เจ้าพนักงานตำรวจมาเอาหลักฐานในภายหลังทั้งๆ ที่ตอนจับกลุ่มตัวขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ก็สามารถยึดโทรศัพท์ได้อยู่แล้ว ถ้าหากจะยึดในตอนที่อยู่ สน.พระราชวัง ก่อนที่จะไปศาลทหารก็สามารถเรียกที่จะเอาโทรศัพท์ได้อยู่แล้ว ถ้าหากจะเอา แต่ตันนั้นเข้าไม่เอา กลับมาเอาตอนที่จะส่งตัวขบวนการประชาธิปไตยใหม่เข้าไปในเรือนจำ ซึ่งเรามองแล้วว่าตอนนั้นไม่ปกติ อาจจะมีการไม่สุจริตอะไรบางอย่างในการที่จะยึดโทรศัพท์ของขบวนการประชาธิปไตยใหม่ไป โดยหน้าที่เราก็ต้องป้องกัน รวมทั้งในการเข้ายึดขณะนั้นก็ไม่มีหมายค้นด้วย เราเห็นว่ามันไม่เป็นไปตามสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมายด้วยจึงต้องคัดค้าน มันมีเหตุอันสมควรในการที่เราจะปกป้องตรงนี้
     
    สำหรับคดีที่สอง ที่ พ.ต.อ.สุริยา จำนงโชค กล่าวหาว่าศิริกาญจน์แจ้งความเท็จนั้น ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานด้วยว่า ระหว่างการแจ้งข้อกล่าวหาว่า ศิริกาญจน์มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.172 และ 174 ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวน เพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษนั้น ทนายความของศิริกาญจน์ได้ถามพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับข้อเท็จจริงของพฤติการณ์การกระทำความผิดตามที่แจ้งจับ แต่พนักงานสอบสวนไม่อาจชี้แจงได้ว่าข้อความใดที่ศิริกาญจน์ได้แจ้งความไปแล้วเป็นเท็จ เธอจึงไม่อาจรับทราบข้อกล่าวหาและให้การต่อสู้คดีในชั้นนี้ได้ ศิริกาญจน์จึงขอให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำ พ.ต.อ.สุริยา ผู้กล่าวหาในประเด็นนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนจะนัดหมายให้ศิริกาญจน์มารับทราบข้อกล่าวหาและให้การในคดีนี้ภายหลัง
     
    สำหรับคดีดังกล่าว ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ระบุว่าเกิดจากเหตุการณ์การชุมนุมของ 14 ขบวนประชาธิปไตยใหม่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 58 ซึ่งนำมาสู่การจับกุมทั้ง 14 คนในวันถัดมาที่สวนเงินมีมา ถนนเจริญกรุง โดย ศิริกาญจน์ อยู่ร่วมสังเกตการณ์ขณะที่ทั้ง 14 คนถูกจับกุมและได้ติดตามไปยังสน.พระราชวังและศาลทหารเพื่อทำหน้าที่ทนายความ กระบวนการฝากขังในศาลทหารเริ่มต้นเมื่อประมาณ 22.00 น. จนถึงเวลาประมาณ 00.30 น.โดยไม่มีบุคคลภายนอกสามารถเข้าไปในศาลทหารได้ ผู้ต้องหาทั้ง 14 รายจึงจำเป็นต้องฝากสิ่งของไว้กับทนายความเนื่องจากทั้งหมดถูกส่งเข้าเรือนจำในคืนนั้น ทีมทนายความจึงได้นำสิ่งของทั้งหมดของผู้ต้องหาไปเก็บรักษาไว้ภายในรถของ ศิริกาญจน์

    ภายหลังการฝากขังเสร็จสิ้นแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดยพล.ต.ท.ชยพล ฉัตรชัยเดช ผบก.น.6 ได้ขอเข้าตรวจค้นรถของ ศิริกาญจน์ เพื่อขอตรวจค้นโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหาทั้ง 14 ราย แต่เนื่องจากทีมทนายความเห็นว่าพนักงานสอบสวนได้อยู่ร่วมกับผู้ต้องหามาตั้งแต่เวลา 17.00 น.จนถึง 00.30 น.โดยมิได้ขอตรวจยึดโทรศัพท์มือถือจากผู้ต้องหาและพล.ต.ท.ชยพล ฉัตรชัยเดช ไม่สามารถตอบได้ว่าต้องการสิ่งใดในโทรศัพท์มือถือ จึงไม่อนุญาตให้ทำการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการยึดรถและผนึกรถด้วยกระดาษ A 4 ทำให้ทนายความจากจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ต้องนอนเฝ้ารถคันดังกล่าวบริเวณหน้าศาลทหารตลอดทั้งคืน

     
    สภาพของรถยนต์ทีมทนายความผู้ต้องหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 จอดอยู่ที่ศาลทหาร เช้า 27 มิ.ย.58 โดยเมื่อคืน 26 มิ.ย.58 ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนำแผงกั้นมาล้อมรถ และใช้กระดาษติดเทปกาวแปะรอบประตูรถ อ้างว่าจะค้นรถยนต์หาหลักฐานของผู้ต้องหาเพิ่มเติม และจะค้นรถเมื่อไปขอหมายค้นจากศาลมาแล้ว ล่าสุดทีมทนายความไปแจ้งความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ระบุว่าตำรวจไม่มีอำนาจยึดรถ (ที่มาของภาพ: ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน)

    ต่อมาในวันที่ 27 มิ.ย.58 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำหมายค้นมาแสดง ศิริกาญจน์  จึงยินยอมให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจค้นและยึดโทรศัพท์มือถือไปทั้งหมด 5 เครื่อง โดยก่อนที่เจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์พยานหลักฐานกลางจะได้ทำการปิดผนึกโทรศัพท์มือถือเพื่อส่งมอบให้พนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจนครบาลสำราญราษฎร์ได้นำมือถือเครื่องดังกล่าวไปจากสถานที่เกิดเหตุและเจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์พยานหลักฐานกลาง โดยไม่มีผู้ใดรู้เห็นเป็นพยานกว่าสิบนาที่ เมื่อมีการทักท้วงว่าเป็นการกระทำผิดขั้นตอนเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวจึงนำโทรศัพท์มือถือกลับมาเพื่อปิดผนึก

    ในวันเดียวกันหลังจากการทำบันทึกตรวจยึดสิ่งของที่สถานีตำรวจนครบาลชนะสงครามแล้ว ศิริกาญจน์ ได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสน.ชนะสงครามว่าพล.ต.ท.ชยพล ฉัตรชัยเดชและพวกกระทำความผิดตามมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จากเหตุการณ์ยึดรถข้ามคืน ซึ่งนำมาสู่เหตุการออกหมายเรียกผู้ต้องหาในวันนี้

     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    การเรียนการสอนในชั้นเรียน ภายในค่ายผู้ลี้ภัยภายในประเทศ (IDPs) ซึ่งผู้อาศัยในค่ายมาจากชุมชนชาวยะไข่ที่นับถือศาสนาพุทธ

    ค่ายผู้ลี้ภัยภายในประเทศ (IDPs) ของชาวยะไข่ที่นับถือพุทธ ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากรัฐบาลความตั้งใจของรัฐคือเพือมาตรฐานความเป็นอยู่ที่มีความแตกต่างระหว่างผู้ลี้ภัยชาวพุทธและชาวมุสลิม ค่ายผู้ลี้ภัยแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ห่างจากชุมชนมุสลิมที่ถูกเผาไปในเหตุกาณณ์จลาจลปี ค.ศ. 2012

    รอบๆ ชุมชนผู้ลี้ภัยภายในประเทศ (IDPs) ของชาวยะไข่ที่นับถือพุทธ

    ค่ายผู้ลี้ภัยภายในประเทศ (IDPs) ซึ่งสมาชิกค่ายเป็นชาวโรฮิงญา ซึ่งแทบไม่มีการพัฒนาเพื่อยกระดับสภาพความเป็นอยู่ภายในค่าย

    เด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นอยู่นี้ อาศัยในค่ายผู้ลี้ภัยภายในประเทศ (IDPs) ของชาวโรฮิงยา อย่างไรก็ตาม ในค่ายแห่งนี้ไม่มีการจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็ก

    บทความนี้เขียนขึ้นจากส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ประสบการณ์ทำงานของชาวไทยใหญ่ (สัญชาติพม่า) อดีตเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศที่ทำงานให้ความช่วยเหลือด้าน Technical Support แก่ชุมชนท้องถิ่นในเขตเมืองเมาง์ดอ(Maungdaw) และ เมืองบูติเดาง์ (Buthidaung) รัฐยะไข่ ประเทศพม่า ระหว่างปี ค.ศ. 2001-2004 และปัจจุบันยังทำงานกับองค์กรที่ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณแก่โครงการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและโครงการพัฒนาในประเทศพม่า

    ในช่วงระยะเวลาที่ผู้ให้ข้อมูลทำงานในรัฐยะไข่ พื้นที่แห่งนี้ถือเป็นเขตที่ประชากรประสบปัญหาความยากจนมากสุดแห่งในประเทศพม่า และเมืองโมงดอว์ซึ่งประชากรกว่าร้อยเก้าสิบเป็นชาวมุสลิม เป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาความยากจนมากที่สุดของรัฐยะไข่ อันเป็นผลมาจากปริมาณน้ำฝนตกหนาแน่นที่มักทำให้การเกษตรได้รับความเสียหาย การถูกกีดกันทางกฎหมาย ผลกระทบจากปัญหาความขัดแย้ง และการถูกควบคุมด้วยนโยบายความมั่นคงที่เข้มงวด เนื่องจากเป็นพื้นที่ชายแดนที่เคยมีการเคลื่อนไหวของกองกำลังติดอาวุธชาวมุสลิม

    ประชากรในรัฐยะไข่ประกอบด้วยคนสองกลุ่มหลัก คือ ชาวยะไข่ที่นับถือศาสนาพุทธ เป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของพื้นที่ และชาวมุสลิม-โรฮิงญา อาศัยหนาแน่นในพื้นที่ทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ ถึงแม้ว่าความแตกแยกทางสังคมและความขัดแย้งที่มีความรุนแรงดังที่ปรากฏในปัจจุบัน แต่มิติทางศาสนาและชาติพันธุ์เป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนของพื้นที่นี้ตลอดมา และประเด็นด้านอัตลักษณ์เป็นปัญหาที่มีความรุนแรงมากในกลุ่มคนมุสลิม-โรฮิงญา เนื่องจากไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายพม่า แม้ว่าในขณะนั้นชาวพุทธและเจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นจะเรียกชาวมุสลิมส่วนมากว่า ‘โรฮิงญา’ แต่เพื่อหลีกเหลี่ยงความขัดแย้งและการเผชิญหน้า คนโรฮิงญามักปิดซ่อนอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์และแสดงตัวตนผ่านความเชื่อทางศาสนาในฐานะชาวมุสลิม และหากต้องกล่าวถึงคำว่าโรฮิงญาในที่สาธารณะ พวกเขามักจะกระซิบกระซาบด้วยซุ่มเสียงที่แผ่วเบา เพื่อไม่ให้กลุ่มชาติพันธุ์อื่นได้ยินคำนี้

    องค์กรพัฒนาเอกชนซึ่งในขณะนั้นมีเพียงองค์กรระหว่างประเทศเท่านั้นที่ทำงานในรัฐยะไข่ ตระหนักดีถึงความอ่อนไหวของประเด็นศาสนาและชาติพันธุ์ ในการทำงานจึงหลีกเลี่ยงไม่ข้องเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ด้วยเงื่อนไขแหล่งทุนจากกลุ่มประเทศผู้นำด้านการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการปกป้องสิทธิมนุษยชน ที่เป็นผู้สนับสนุนหลักขององค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ที่ทำงานรัฐยะไข่ขณะนั้น กำหนดให้ผู้รับทุนต้องค้นหาและทำงานกับกลุ่มเป้าหมายที่มีความเปาะบางมากที่สุด ชาวมุสลิม-โรฮิงญาจึงถูกกำหนดให้เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการพัฒนาจำนวนมากที่ขับเคลื่อนภายใต้แหล่งเงินทุนดังกล่าว และในเวลาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความขัดแย้งและภาวะด้อยพัฒนาของรัฐยะไข่

    ยกตัวอย่างเช่น การดำเนินโครงการด้านพัฒนาศักยภาพและสิทธิผู้หญิงในรัฐยะไข่ ที่แม้ว่าผู้หญิงชาวพุทธจะประสบปัญหาความยากจนและขาดโอกาสทางการศึกษา แต่ด้วยปัจจัยประกอบหลายด้าน ทำให้ปัญหาที่เกิดกับกลุ่มชาวมุสลิมถูกมองจากองค์กรพัฒนาว่ามีความรุนแรงมากกว่าชาวพุทธ โดยเฉพาะการถูกกีดกันทางกฎหมายจากการไม่รับสัญชาติ เช่น ถูกจำกัดสิทธิในด้านการศึกษาและการประกอบอาชีพ จำกัดสิทธิในการเดินทาง ฯลฯ ทำให้ชาวมุสลิม-โรฮิงญาขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งรายได้และไม่มีความมั่นคงในดำรงชีวิต ปัญหาเหล่านี้มีความเลวร้ายมากในกลุ่มผู้หญิง ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากเงื่อนไขทางวัฒนธรรม ที่ผู้หญิงในสังคมอิสลามมีหน้าที่ทำงานบ้าน เลี้ยงลูก ดูแลสามี และแทบไม่มีโอกาสออกไปทำงานนอกบ้าน

    เงื่อนไขทางวัฒนธรรมและความยากจนทำให้ผู้หญิงมุสลิมที่ส่วนมากมีอายุ 10 กว่าปี ต้องแต่งงานกับชายมีอายุสูงมากเพื่อหาคนอุปการะ ในหลายกรณีพบว่า เมื่อสามีซึ่งมีอายุมากกว่ามักเสียชีวิตลงก่อน ทำให้ผู้หญิงต้องเผชิญกับปัญหาความยากจนเพิ่มมากยิ่งขึ้น จากการเลี้ยงดูลูกซึ่งมักมีจำนวนมาก เนื่องจากข้อกำหนดทางศาสนาที่ห้ามคุมกำเนิด และการแต่งงานใหม่ที่หมายถึงการเพิ่มจำนวนบุตรเป็นแนวปฏิบัติเพื่อความอยู่รอดของหลายคน ผู้หญิงซึ่งรวมถึงเด็กที่เกิดขึ้นมาต้องเผชิญกับปัญหาความยากจน ปัญหาสุขภาพ และปัญหาทางสังคมที่ซับซ้อนตามมาอีกหลายด้าน ด้วยเหตุนี้ โครงการพัฒนาจำนวนมากจึงมุ่งความสนใจไปที่ตอบสนองต่อปัญหาของผู้หญิงในสังคมอิสลามเป็นสำคัญ

    การกำหนดเป้าหมายการพัฒนาจากแหล่งทุน โดยขาดความรู้ความเข้าใจถึงเงื่อนไขภายในสังคมของพื้นที่ทำงาน และดำเนินโครงการพัฒนาของผู้รับทุน ที่มุ่งตอบสนองต่อโจทย์ของแหล่งทุน โดยไม่ทันได้ฉุดคิดถึงกระทบทางสังคมที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ได้ทำให้ชาวยะไข่ที่นับถือพุทธเกิดความรู้สึกไม่ได้รับการเหลียวแลจากองค์กรระหว่างประเทศ และปฏิเสธไม่ได้ว่าความรู้สึกเหล่านี้ ได้กลายเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ทำให้อคติหวาดระแวงของชาวพุทธที่มีต่อชาวมุสลิมร้าวลึกมากยิ่งขึ้น

    ในขณะที่การทำงานในพื้นที่เน้นประเด็นด้านมนุษยธรรมและการพัฒนาคุณภาพ โดยแทบไม่มีความเกี่ยวข้องกับประเด็นศาสนาและชาติพันธุ์ แต่เจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนเริ่มสัมผัสได้ว่า การทำงานเพื่อตอบสนองต่อกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง โดยไม่คำนึงถึงความต้องการของพื้นที่โดยรวมและความเปราะบางทางสังคม ได้ทำให้ชาวพุทธที่มองว่าตัวเองเผชิญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิตไม่แตกต่างไปจากชาวมุสลิม เกิดความไม่พอใจต่อดำเนินทำงานองค์กรพัฒนาเอกชน ความตึงเครียดทางสังคมระหว่างชาวพุทธกับชาวมุสลิม คำครหาของชาวพุทธต่อองค์กรพัฒนาเอกชน และท่าทีต่อต้านเจ้าหน้าที่องค์กรระหว่างประเทศเริ่มเผยตัวขึ้นในหลายพื้นที่ที่มีการดำเนินโครงการพัฒนา

    เพื่อรับมือปัญหาที่อาจเกิดจากความไม่พึงพอใจของชาวพุทธในอนาคต องค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรแหล่งทุนได้เริ่มปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงาน จากเดิมที่มุ่งตอบสนองต่อปัญหาของกลุ่มเป้าหมายที่มีความเปราะบางมากที่สุด ไปสู่การตอบสนองต่อประเด็นปัญหาและความต้องการของกลุ่มเป้าหมายหลายกลุ่ม แต่ไม่สามารถสลายความคลางแคลงใจของชาวพุทธที่มีต่อองค์กรระหว่างประเทศซึ่งสั่งสมมานานลงได้ ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนด้วยอื่นด้วย เช่น การปรับเปลี่ยนท่าที่การทำงานขององค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ ที่อาจทยอยเกิดขึ้นล่าช้าเกินไป ในที่ปัญหานี้ได้ถูกตอกย้ำจากกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ที่ฉกฉวยโอกาสนี้ สร้างฐานสนับสนุนจากชุมชนชาวพุทธในการขับเคลื่อนเป้าหมายทางการเมืองของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น

    รัฐบาลพม่า ภายใต้ความช่วยเหลือด้านงบประมาณจากองค์กรระหว่างประเทศ ได้พัฒนาชุมชนผู้ลี้ภัยชาวพุทธให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีแตกต่างจากชาวมุสลิมอย่างชัดเจน รวมถึงการออกกฎหมาย การละเว้นการบังคับใช้กฎหมาย และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่น ที่ทำให้ชาวพุทธรู้สึกว่าได้รับมีสิทธิพิเศษเหนือชาวมุสลิม เพื่อสร้างฐานสนับสนุนให้แก่รัฐบาลในการเลือกปฏิบัติทางกฎหมายต่อกลุ่มชาวมุสลิม โดยเฉพาะกลุ่มโรฮิงญา และเพื่อลดกระแสความไม่พอใจของชาวยะไข่ที่มีต่อรัฐบาลพม่า ด้วยการแสดงออกว่า รัฐบาลใส่ใจในความทุกข์ร้อนของชาวยะไข่ ทั้งที่ในความเป็นจริง รัฐบาลพม่าแทบไม่เคยให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่นี้ ดังที่เห็นได้จาก รัฐยะไข่ประสบปัญหาความยากจนมากที่สุดพื้นที่หนึ่งในพม่า

    “สมาคมปกป้องเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา” หรือ “มะบะต๊ะ” ซึ่งนำโดยพระสงฆ์หัวรุนแรง ใช้โอกาสนี้ปลุกกระแสต่อต้านชาวต่างชาติ และทำให้ศาสนาพุทธมีบทบาทในสังคมการเมืองพม่ามากยิ่งขึ้น พระสงฆ์กลุ่มนี้ได้ปลุกระดมให้กระแสต่อต้านองค์กรระหว่างประเทศในรัฐยะไข่มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบเหตุจลาจล และมีบทบาทในการฉุดรั้งการพัฒนาด้านสิทธิมนุษยชนในมิติทางศาสนาและการแก้ไขปัญหาชาวมุสลิม-โรฮิงญา อาทิเช่น การผลักดันกฎหมายหลายฉบับที่ละเมิดสิทธิทางศาสนาและลิดรอนสิทธิชาวมุสลิม-โรฮิงญา การสร้างเงื่อนให้ประเด็นทางศาสนาและชาวมุสลิม-โรฮิงญามีความอ่อนไหวในระดับที่สามารถยกระดับไปสู่การเผชิญหน้าและการใช้ความรุนแรงได้ตลอดเวลา

    การต่อต้านองค์กรระหว่างประเทศในรัฐยะไข่ ซึ่งเกิดจากกระตุ้นของหลายปัจจัย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีสาเหตุมาจากการสั่งสมความไม่พึงพอใจของชาวพุทธต่อการทำงานองค์กรเหล่านี้ ปรากฏชัดเจนในเหตุจลาจลเมื่อปี ค.ศ. 2012 สำนักงานและเจ้าหน้าที่ชาวต่างชาติขององค์กรองค์กรระหว่างประเทศกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายการใช้รุนแรงในเหตุจลาจล ด้านเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นคนท้องถิ่นบางส่วนถูกทำร้ายร่างกาย และส่วนมากถูกกดดันให้ลาออกจากการทำงาน

    ผลกระทบต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันอันเกิดจากการผสมโรงจากหลายปัจจัย และยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายลงได้ในระยะเวลาสั้นนี้ คือ รัฐยะไข่ โดยเฉพาะในชุมชนมุสลิม และกลุ่มคนมุสลิม-โรฮิงญา กลายเป็นพื้นที่ด้อยพัฒนาท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางบวกของสังคมพม่าในภาพรวม ปัญหาความอยากจน ความอดอยาก และปัญหาทางสังคมหลายด้านยังคงดำรงอยู่ ปัญหาแตกแยกและความขัดแย้งระหว่างชาวพุทธกับชาวมุสลิมมีความรุนแรงเพิ่มมากยิ่ง ในขณะที่องค์กรพัฒนาเอกชนบางแห่งที่ยุติบทบาทลงในช่วงเหตุจลาจล ไม่สามารถกลับเข้าตั้งสำนักงานและดำเนินโครงการในรัฐยะไข่ได้อีก โครงการพัฒนาที่ดำเนินงานโดยองค์ระหว่างประเทศในรัฐยะไข่มีปริมาณน้อยลง และมีความยากลำบากในการดำเนินงานเพิ่มมากยิ่งขึ้น เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎเกณฑ์ของรัฐ และวิกฤตความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจของชาวพุทธ ที่มองว่าองค์กรเหล่านี้เป็นกลุ่มก้อนเดียวกับชาวมุสลิม นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลจากการประเมินความปลอดภัยในการทำงานขององค์กรระหว่างประเทศ ที่มีผลต่อการตัดสินใจลดหรือยุติบทบาทองค์กรในรัฐยะไข่

     

    หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนในของการดำเนินงานภายใต้โครงการวิจัยเรื่อง บทบาทของภาคประชาชนสังคมพม่าภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปปี ค.ศ.2010 : กรณีโครงการเศรษฐกิจพิเศษทวาย ภายใต้การสนับสนุนด้านงบประมาณจากโครงการ ASEAN Expert ปีงบประมาณ 2558 ฝ่ายนโยบายชาติและความสัมพันธ์ข้ามชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) บทวิเคราะห์ในบทความเป็นของผู้วิจัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ในเปรู หญิงอายุ 51 คนหนึ่งที่เป็นทั้งคนทำงานบริการทางเพศและนักกิจกรรมสิทธิแรงงาน ลงสมัครเลือกตั้ง ส.ส. หวังใช้การเมืองผลักดันในประเด็นต่างๆ ที่เธอต่อสู้ โดยไม่หวั่นว่าจะถูกเหยียดหยาม

    9 ก.พ. 2559 สำนักข่าวเดอะการ์เดียนนำเสนอเรื่องราวของ อังเกลา วิลลอง คนทำงานบริการทางเพศคนแรกที่ลงชิงชัยในการเลือกตั้ง ส.ส. ของเปรู เธอบอกว่าในเปรูไม่เคยมีคนที่มาจากกลุ่มประชากรด้อยโอกาสอย่างเธอได้ลงสมัครเลือกตั้งเพื่อเข้าเป็นตัวแทนในสภามาก่อน

    วิลลอง เป็นหญิงอายุ 51 ปีที่ทำงานบริการทางเพศและเป็นนักกิจกรรมเรียกร้องสิทธิให้กับคนทำงานบริการทางเพศมากว่า 20 ปีแล้ว เธอลงสมัครเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปและการเลือกตั้ง ส.ส. ที่จะมีขึ้นในช่วงเดือน เม.ย. ที่จะถึงนี้โดยเป็นตัวแทนจากกลุ่มแนวร่วมพรรคการเมืองและนักกิจกรรมฝ่ายซ้ายของเปรูชื่อกลุ่ม 'เอล เฟรนเต อัมปริโอ' (El Frente Amplio) ซึ่งเธอต้องขับเคี่ยวกับผู้ลงสมัครรายอื่นๆ อีกกว่า 2,600 คน เพื่อจะได้เข้าไปเป็นหนึ่งในผู้แทนในสภาเปรู 130 ที่นั่ง

    วิลลองมีห้องทำงานอยู่ในเอล บอเตซิโต สถานบริการทางเพศที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในเปรู มีผู้หญิงทำงานบริการอยู่ในสถานที่ดังกล่าวมากกว่า 100 คน วิลลองติดป้ายหน้าห้องของเธอเองว่า "อังเกลา วิลลอง บุสตามานเต : ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเซ็กส์" เธอให้สัมภาษณ์ต่อเดอะการ์เดียนว่าเธอไม่มีความกังวลว่าเธอจะถูกเหยียดหยามจากการที่เธอเป็นหญิงบริการที่ออกหาเสียงเลือกตั้งเพราะสำหรับเธอแล้วการเป็นหญิงบริการเป็นสิ่งที่มีเสรีภาพและทำให้เธอรู้สึกภาคภูมิใจ

    "ผู้คนมักจะบอกว่าถ้าคุณไปกับผู้ชายมากกว่าหนึ่งคน คุณจะเป็นกระหรี่ คุณสวมชุดไม่ปกปิดมากพอพวกเขาก็ว่าคุณเป็นกระหรี่ ถ้าหากคุณเซ็กซี่หรือหยาบคายพวกเขาก็ว่าคุณเป็นกระหรี่...ดังนั้นแล้วไม่ว่าฉันจะเป็นหญิงค้าบริการทางเพศหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าฉันจะทำให้ฟรีๆ หรือไม่ก็ตาม ฉันก็จะยังคงถูกหาว่าเป็นกระหรี่ ดังนั้นก็จะเป็นสุดยอดกระหรี่แล้วฉันก็จะมีความสุขสุดๆ" วิลลองกล่าว

    วิลลองหยุดพักงานบริการไปนาน 20 ปี ก่อนที่จะกลับมาทำงานนี้อีกครั้ง ในช่วง 20 ปีนั้นเธอไปเป็นผู้นำองค์กร 'มีลุชกา วิดา อี ดิกนิแดด' (Miluska Vida y Dignidad) ก่อตั้งในปี 2542 ซึ่งเป็นองค์กรแรกของเปรูที่เรียกร้องสิทธิแรงงานและการเคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้ทำงานบริการทางเพศ โดยในเปรู การทำงานบริการทางเพศเป็นเรื่องถูกกฎหมาย แต่การเร่ขายบริการบนท้องถนนและการเป็นตัวแทนจัดหาบริการทางเพศถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ซึ่งวิลลองจัดตั้งองค์กรนี้ขึ้นหลังจากที่เธอถูกตำรวจทุบตีอย่างหนักเพราะปฏิเสธไม่ยอมจ่ายค่าคุ้มครอง

    วิลลองเล่าต่อไปว่า ในตอนนั้นเธอต้องการฟ้องร้องแต่เพื่อนร่วมงานของเธอพูดในทำนองว่าคนที่เป็น "กระหรี่" ผู้ไม่ได้รับความเคารพในความเป็นมนุษย์แบบพวกเธอคงฟ้องร้องใครไม่ได้ แต่วิลลองก็ตอบไปว่า "ถ้าอย่างนั้น ฉันจะเป็นกระหรี่ที่ได้รับความเคารพในความเป็นมนุษย์" โดยในคดีที่เธอถูกทุบตีนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ก่อเหตุถูกดำเนินคดีและถูกลงโทษจำคุก กลายเป็นต้นแบบให้เธอเชื่อว่าคนทำงานบริการทางเพศไม่จำเป็นต้องยอมรับต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับพวกเธอ

    อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าองค์กรของวิลลองจะเรียกร้องสิทธิให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและเรียกร้องให้มีกฎหมายยอมรับผู้ทำงานบริการทางเพศ แต่เธอก็ถูกปิดกั้นจากการเข้าถึงการเมืองในระดับรัฐสภาซึ่งวิลลองกล่าวว่า เป็นเพราะผู้คนส่วนมากเชื่อว่าคนทำงานบริการทางเพศไม่มีสติปัญญา แต่เธอมองว่าคนทำงานบริการทางเพศก็รู้จักวิธีการแสดงออกและมีแนวคิดที่ชัดเจน โดยที่วิลลองวางแผนว่าเธอจะใช้ช่องทางรัฐสภาทำให้มีการจัดการที่ดีในสถานบริการทางเพศ

    วิลลองยังเปิดเผยถึงแผนการของเธออีกว่าเธอต้องการให้มีกฎหมายที่พัฒนาด้านสิทธิสตรี ทำให้การทำแท้งเป็นเรื่องถูกกฎหมายในกรณีที่มีการข่มขืน สนับสนุนกฎหมายรับรองคู่ชีวิตและการแต่งงานของคนรักเพศเดียวกัน รวมถึงต่อสู้กับการค้ามนุษย์และการล่อลวงหาประโยชน์จากการใช้แรงงานทางเพศในเด็กที่อายุไม่ถึงเกณฑ์

    ในแง่มุมประวัติชีวิตของวิลลอง เธอเล่าว่าเธอตั้งครรภ์เมื่ออายุ 16 ปี และต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เธอทำงานบริการทางเพศเพื่อแลกเงินมาจ่ายค่ายาให้กับลูกของเธอที่ป่วย โดยที่ก่อนหน้านี้เธอก็เคยทำงานอื่นๆ อย่างการรับจ้างในครัวเรือน การเร่ขายของตามถนน และงานพี่เลี้ยงเด็ก ถึงแม้ว่าเธอจะตัดสินใจเข้าสู่วงการค้าบริการทางเพศในช่วงที่ชีวิตเธอกำลังวิกฤต แต่พอเมื่อวิกฤตผ่านไปแล้ววิลลองก็ยังรู้สึกสบายใจกับการทำงานบริการทางเพศโดยไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นเหยื่อ ในทุกวันนี้เพื่อนร่วมงานของเธอต่างก็รู้สึกว่าตัวเองมีพลังมากขึ้นโดยที่เธอจะต่อสู้เพื่อให้มีการยอมรับและคุ้มครองคนทำงานบริการทางเพศต่อไป รวมถึงมีการต่อสู้กับการค้ามนุษย์

    "สังคมนี้มันโหดร้ายต่อผู้หญิง" วิลลองกล่าว "พวกเราถูกสอนตั้งแต่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ให้ต้องรู้สึกผิดและอับอาย เราถูกทำให้ถ้าไม่เป็นนักบุญก็เป็นกระหรี่"

    วิลลองกล่าวอีกว่า ถึงแม้เธอจะไม่ได้เรียนสูง แต่สิ่งที่เธอเรียนรู้มาจากประสบการณ์ ทำให้เธอเข้าใจมากพอถึงคนที่ยากจน คนที่หิวโหยและคนที่ขาดแคลน


    เรียบเรียงจาก

    Peru sex worker's campaign trail: 'I'll put order in the big brothel that is congress', The Guardian, 08-02-2016
    http://www.theguardian.com/global-development/2016/feb/08/peru-sex-worker-angela-villon-campaign-trail-ill-put-order-in-the-big-brothel-that-is-congress

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ความพิการล้วนก่อให้เกิดการปรับตัวในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านการใช้ชีวิตประจำวัน หรือการเรียนรู้ รวมทั้งมักจะเกิดความแตกต่างในทุกๆ เรื่องอยู่เสมอ ถึงแม้คนอเมริกันที่พิการกว่า 56 ล้านคน มีการรณรงค์เคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในสังคม และต้องการแสดงความเป็นตัวตนให้มากขึ้น แต่เมื่อพูดถึงเรื่องเซ็กส์ ก็ดูเหมือนจะเป็นจุดบอดที่ไม่มีการกล่าวถึง

    เมื่อพูดถึง ‘เซ็กส์’ มักนำไปสู่ความขัดเขิน และยิ่งกับคนพิการแล้ว การพูดเรื่องเหล่านี้ยิ่งยากเข้าไปอีก โดยปกติเมื่อไหร่ก็ตามที่มีการพูดถึงเรื่องเพศ ผู้ปกครองส่วนมากมักรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ หากมีคำถามเช่น ‘ร่างกายจะเปลี่ยนไปอย่างไร เมื่อถึงวัยหนุ่มสาว?’ หรือ ‘ทำอย่างไรถึงจะมีแฟน?’ หากยิ่งในกรณีที่ร่างกายนั้นๆ ผิดแปลกจากปกติ แม้แต่หมอและพยาบาลก็มักรู้สึกไม่สะดวกใจที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องเพศนั้นๆ เช่น เรื่องการใช้ถุงยางอนามัย หรือ ‘ฉันจะถึงจุดสุดยอดได้อย่างไร?’ และด้วยผลของความล้าหลังของข้อมูล คนพิการหลายๆ คนถูกทิ้งให้ต้องเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ด้วยตัวเอง จนบางคนอาจมองว่า เรื่องเซ็กส์ไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตได้

    จากการศึกษาพบว่า คนพิการมีโอกาสน้อยกว่าที่จะมีความสัมพันธ์ยาวนาน หรือแต่งงาน เมื่อเทียบกับคนไม่พิการ อย่างไรก็ดี คำกล่าวอ้างนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของความบกพร่องทางร่างกาย เมื่อปี 2557 หนังสือพิมพ์อังกฤษได้จัดทำโพลล์เพื่อสอบถามชาวอังกฤษว่า เคยมีเซ็กส์กับคนพิการหรือไม่ และพบว่าคำตอบร้อยละ 44 คือ “ไม่ และไม่คิดที่จะมี”


    แมท เฟรเซอร์ 
    (ภาพจาก
    Wellcome images, (CC BY-NC-ND 2.0)

    แมท เฟรเซอร์ นักแสดงพิการชาวอเมริกันผู้โด่งดังจากซีรีย์ชุด American Horror Story กล่าวในบทสัมภาษณ์เมื่อไม่นานมานี้ว่า ถ้าคุณเป็นคนพิการ มีสองเรื่องที่คนอื่นๆ คิดว่าคุณทำไม่ได้ คือ ‘ต่อสู้และมีเซ็กส์’

    สิบปีที่แล้ว คริสติน เซลลิงเกอร์ ประสบอุบัติเหตุจนเป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงเอวลงไป เป็นเวลากว่า 4 ชั่วโมงที่หน่วยกู้ภัยเคลื่อนย้ายเธอออกจากหุบเขา และพบว่าเธอได้รับบาดเจ็บที่ไขสันหลัง ทำให้ระบบประสาทบางส่วนไม่ทำงาน ส่งผลให้เหลือความรู้สึกและสามารถเคลื่อนไหวได้เล็กน้อย (อาการบาดเจ็บไขสันหลังชนิดไม่สมบูรณ์) เธอเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ที่หลัง และต้องพักฟื้นนานถึงสามเดือนครึ่ง ซึ่งระหว่างการพักฟื้น เธอได้เรียนรู้การเริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยไม่มีเรื่องการเดทและเซ็กส์

    “เราพูดถึงเรื่องปัสสาวะ เรื่องอุจจาระ เรื่องการดูแลผิวพรรณ เรื่องขั้นตอนการใช้วีลแชร์ เรื่องการแต่งตัว แต่ทำไมถึงไม่มีเรื่องเซ็กส์ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่ทุกๆ คนทำ แต่ทำไมเราถึงเลี่ยงที่จะพูดถึงมัน? ฉันจึงคิดว่า คงไม่สามารถออกเดทกับใครได้อีกแล้ว เพราะไม่มีใครอยากเดทกับคนพิการ” เธอกล่าว

    สิบปีหลังจากนั้น เธอทำงานให้คำปรึกษาในศูนย์บาดเจ็บไขสันหลัง ซึ่งเป็นองค์กรที่ช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ และเพิ่มคุณภาพชีวิตคนพิการ เธอออกแบบการเรียนรู้เรื่องเซ็กส์ และสุขภาพทางเพศ ผ่านทั้งแผ่นพับ อินเทอร์เน็ต วิดีโอออนไลน์ และมีทีมงานที่คอยให้คำปรึกษาอย่างเป็นกันเอง โดยการให้คำปรึกษาจะมีความเป็นส่วนตัว และคำนึงถึงความแตกต่างในความพิการแต่ละประเภท

    ในศูนย์บาดเจ็บไขสันหลังแคนาดาพบว่า ผู้ป่วยที่เป็นชาย มักสอบถามถึงเรื่องเพศแทบจะทันทีหลังได้รับการบาดเจ็บ แต่ในผู้หญิง คำถามเหล่านี้มักมาหลังจากกระบวนการพักฟื้น และเป็นคำถามที่เกี่ยวกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ รวมถึงการเดทมากกว่า

    เนื้อหาเหล่านี้ยังคงเป็นเรื่องลับๆ ล่อๆ แม้แต่ในโรงเรียน ในปี 2553 สภาเพื่อการศึกษาเรียนรู้แคนาดาได้สำรวจความรู้เรื่องเซ็กส์สำหรับหนุ่มสาวที่พิการทางร่างกาย และพบว่าร้อยละ 100 ของผู้เข้าร่วมรู้สึกว่า การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องเพศนั้นไม่พอ รวมทั้งผู้สอนก็ไม่ได้มีความรู้เพียงพอ ทั้งนี้ในปี 2518 สหรัฐอเมริกาออกกฎหมายรองรับการศึกษาของเด็กพิการในโรงเรียนรัฐบาลโดยกฎหมายกำหนดให้โรงเรียนในแต่พื้นที่ให้การศึกษาแก่เด็กพิการเทียบเท่าเพื่อนร่วมชั้นของพวกเขา รวมถึงอำนวยความสะดวกในเรื่องอุปกรณ์เฉพาะที่ช่วยเหลือในด้านการดำเนินชีวิตและการเรียนสำหรับเด็กพิการแต่ละคน อย่างไรก็ดี กฎหมายที่ว่ายังคงหละหลวม

    ทิม โรส ซึ่งพิการด้วยโรค Cerebral palsy ชนิดเกร็ง (อาการทางสมอง ซึ่งส่งผลให้การขยับแขนขา ลำตัว ใบหน้า ลิ้นและการทรงตัวผิดปกติ และอาจมีปัญหาในการควบคุมลมหายใจเพื่อเปล่งเสียง – ประชาไท) กล่าวว่าโรงเรียนมัธยมปลายของเขาค่อนข้างปิดกั้นเขาจากการเรียนเรื่องเซ็กส์ และเมื่อถึงเวลาเรียน อาจารย์มักจะขอให้เขาออกจากห้องเรียน

    “การสอนเรื่องเซ็กส์ มักจะสอนในคาบวิชาพลศึกษาซึ่งเป็นวิชาที่ผมไม่เคยได้เรียนในทุกปี และถึงแม้นักเรียนจะหาช่องทางที่จะเรียนเรื่องเกี่ยวกับเซ็กส์ เนื้อหาที่สอนก็ไม่ใช่สำหรับคนพิการอย่างพวกเรา ความรู้เรื่องเซ็กส์ส่วนมากมาจากการลองผิดลองถูกจากข้อมูลที่ได้มาจากเพื่อน และจากโทรทัศน์” โรสกล่าว
     


    เว็บศูนย์โรสเพื่อความรัก เซ็กส์ และผู้พิการ ซึ่งมีรูปทิม โรส และภรรยา เป็นปก

    ในปี 2554 โรสและภรรยาได้ก่อตั้งศูนย์โรสเพื่อความรัก เซ็กส์ และผู้พิการ ซึ่งให้คำปรึกษาเชิงบวกกับคนพิการ จนทำให้เขาได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรตามโรงเรียนและบริษัทต่างๆ มากมาย ศูนย์ของเขาโฟกัสในการเสริมสร้างประสบการณ์ในด้านการศึกษาและการทำธุรกิจ ทั้งยังให้คำปรึกษาเกี่ยวกับความพิการในเชิงบวกและการศึกษาเรื่องเซ็กส์

    “ผมมักใช้เวลาในคืนวันศุกร์กับหนังผู้ใหญ่ในโทรทัศน์ พ่อแม่ของผมก็เข้าใจดี แต่ผมจะไม่ไปถามพวกเขาเกี่ยวกับการช่วยตัวเองแน่นอน” เขากล่าวและเล่าว่าเขาค้นพบวิธีช่วยตัวเอง ด้วยตนเอง

    “การช่วยตัวเองของผมแตกต่างจากคนอื่นเพราะผมสามารถใช้งานนิ้วมือได้เพียงสองนิ้ว มันค่อนข้างจะนุ่มนวลและแผ่วเบา อย่างไรก็ตาม ผมรู้สึกดีที่หัวนมและติ่งหูยังไวต่อสัมผัส ดังนั้น การสัมผัสสิ่งเหล่านี้ช่วยผมได้มาก” เขากล่าว

    ในบทบาทของผู้ให้ความรู้ โรสกล่าวว่าเขาพยายามเปิดรับฟังการถกเถียงในทุกเรื่องรวมถึงเรื่องการช่วยตัวเอง การพูดคุยอย่างเป็นกันเองของเขาช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนที่มากขึ้น เขาพบว่า ภาพจำที่ไม่ดีต่อความพิการทำให้การปฏิบัติตัวของผู้อื่นแตกต่างออกไป และเกิดความคิดที่ว่า คนพิการไม่มีเสน่ห์ทางเพศ เพราะร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ปกติ

    “คนมักเห็นว่า ความพิการเป็นสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายคุณ นั่นทำให้หมดความภาคภูมิใจในตัวเอง ซึ่งผมไม่เชื่อ เพราะถึงแม้ร่างกายจะเปลี่ยนไป หรือมีความผิดปกติอะไรเกิดขึ้น ถ้าคุณมัวแต่ไปโฟกัสในเรื่องนั้นๆ มันก็ยากที่จะเห็นว่าตัวเองเซ็กซี่ หรือเห็นว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องใกล้ตัว” เขากล่าว

    “คนพิการจะมีเซ็กส์และประสบการณ์ทางเพศที่แตกต่างออกไป ดังนั้น การเรียนการสอนในโรงเรียนจึงไม่ตอบโจทย์ตามที่พวกเขาต้องการ สมัยนี้ วัยรุ่นดูเหมือนจะหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตหรือพูดคุยกับที่ปรึกษากันมากขึ้น นั่นเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ยังมีวิธีอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อลดช่องว่างในการสอนเรื่องเซ็กส์ระหว่างเด็กพิการและไม่พิการในโรงเรียน” เขากล่าวเสริม

    เขากล่าวว่า คนพิการต่างต้องการความใกล้ชิดและมีความสัมพันธ์ที่ดี เฉกเช่นเดียวกับคนไม่พิการ การทำให้สังคมตระหนักว่า คนพิการต้องการข้อมูลที่แตกต่างจากคนไม่พิการนั้นจะช่วยให้เกิดประสบการณ์ทางเพศใหม่ๆ และเป็นก้าวแรกในระบบการศึกษาเพื่อคนทุกคน โดยเน้นว่า เรื่องเซ็กส์ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับการร่วมเพศเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการเรียนรู้ร่างกายตัวเอง ร่างกายผู้อื่น ความสัมพันธ์ อีกทั้งต้องทำให้รู้ว่าเรื่องเหล่านี้สามารถยืดหยุ่นได้ ในแต่ละตัวบุคคล

    ด้านเซลลิงเกอร์ และคนรัก ที่คบหากันกว่า 4 ปี ก่อนที่จะตัดสินใจเดทกันเขาทั้งสองเป็นเพื่อนกันมากว่า 1 ปี ซึ่งหมายความว่า พวกเขาต้องเข้าใจดีเกี่ยวกับความพิการของเซลลิงเกอร์ และความยากลำบากที่จะต้องพบในความสัมพันธ์

    “พวกเราคุยกันเรื่องเซ็กส์ เขารู้ว่าฉันมีปัญหาในเรื่องปัสสาวะและอุจจาระ ซึ่งอาจจะเกิดอุบัติเหตุเหล่านี้ได้ตลอดเวลา การเตรียมพร้อมแบบนี้ ช่วยให้สิ่งต่างๆ ดำเนินไปอย่างราบรื่น” เธอกล่าว

    เขาทั้งสองมีความสุขกับชีวิตเซ็กส์ แต่เพราะขาทั้งสองข้างของเธอไม่สามารถใช้งานได้ จึงทำให้การจัดท่าทางนั้นค่อนข้างเป็นไปอย่างทุลักทุเล แต่พวกเขาทั้งสองก็ได้เจอท่าที่เหมาะสม และพบว่ามันสนุกมาก

    เซลลิงเกอร์กล่าวว่า การขบคิดเรื่องเซ็กส์หลังจากได้รับอุบัติเหตุนั้นไม่ง่าย แต่คุ้มค่า

    “ใครบางคนอาจพูดว่า มันจำเป็นจริงๆ เหรอ [ที่จะต้องมีเซ็กส์] หากคุณสูญเสียความรู้สึกเหล่านั้นไปแล้ว ฉันตอบได้เลยว่า มันคุ้มค่ามาก ทั้งกับตัวคุณเองและคนรักของคุณ มันจะช่วยประคับประคองความสัมพันธ์ คล้ายๆกับครั้งแรกที่คุณมีเซ็กส์ คุณจะต้องคิดว่าจะจัดการกับมันอย่างไร อะไรทำให้รู้สึกดี คุณจะต้องเรียนรู้มันใหม่ทั้งหมด แต่นั่นแหละ มันคือความตื่นเต้น ไม่ใช่ปัญหาหรืออุปสรรค” เธอกล่าว


    แปลและเรียบเรียงจาก
    How People with Disabilities Have Sex
    https://broadly.vice.com/en_us/article/how-people-with-disabilities-have-sex
    Sex, lives and disability
    http://mosaicscience.com/story/sex-disability
    Disabled and Fighting for a Sex Life
    http://www.theatlantic.com/health/archive/2015/03/sex-and-disability/386866/

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    สุภิญญา ชี้มติ กสท. กรณียุติช่อง Z Pay TV ในกล่อง GMMZ ล่าช้ากว่าเหตุ ทำให้การกำกับตามกฎหมายไม่เป็นจริง

    9 ก.พ. 2559 สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯ เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (8 ก.พ. 2559) กสท.มีมติกรณีช่อง Z Pay TV ในกล่อง GMMZ ล่าช้าเนื่องจากมีการยุติไปแล้วเมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2559 แต่ กสท. เพิ่งมีมติให้สำนักงาน กสทช. ทำคำสั่งทางปกครองไปยังบริษัท GMMZ จำกัด และบริษัท GMMB จำกัด เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2559 ให้ระงับการกระทำที่มิได้แจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ข้อ 15 วรรคแรก ของประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานของสัญญาการให้บริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก พ.ศ.2556 และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการให้บริการที่บริษัท จีเอ็มเอ็ม แซท จำกัด ได้ตกลงไว้กับผู้ใช้บริการโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร อันเป็นการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์โดยอาศัยการใช้เครือข่ายหรือการโฆษณาอันมีลักษณะเป็นการค้ากำไรเกินควร หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ ตามข้อ 5 (7) ของประกาศ กสทช. เรื่อง การกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ พ.ศ. 2555 ประกอบกับมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553

    หากบริษัท จีเอ็มเอ็ม แซท จำกัด ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว กสท. จะใช้มาตรการปรับทางปกครองจำนวน 2 ล้านบาท และปรับอีกวันละ 1 แสนบาท และต้องให้ทั้งสองบริษัทส่งแผนการเยียวยาผู้บริโภคเพิ่มเติมให้ครบถ้วน ภายใน 7 วัน เนื่องจากขณะนี้มีผู้บริโภคที่ตกสำรวจ และไม่ได้รับการเยียวใดๆ เช่น กลุ่มที่ไม่สามารถเติมเงินได้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2559 หรือผู้ที่เติมเงินบ้าง และไม่เติมบ้าง รวมถึงผู้ที่ติดตั้งด้วยจานระบบ C-band ที่ไม่รองรับกล่องของ CTH ทำให้ผู้บริโภคต้องเสียเงินซื้อจานใหม่

    “กรณีนี้อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯ ส่งเรื่องให้ กสท. มีมติตั้งแต่เมื่อ 3 สัปดาห์ที่แล้ว เพื่อให้มีมติก่อนที่จะยุติ Z Pay TV แต่ก็ล่าช้าไปจนเกิดการกระทำไปแล้ว ซึ่งทำให้ไม่มีผลในการกำกับทางกฎหมายแต่อย่างใด  และขณะนี้มีผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ได้รับกล่อง ทำให้เสียโอกาสในการรับชม ดังนั้นหากผู้บริโภครายใดที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา ขอให้ติดต่อร้องเรียนเข้ามาที่ Call Center กสทช. 1200 หรือที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคที่กำลังรวบรวมผู้ใช้บริการที่เสียประโยชน์จากกรณีดังกล่าวถึงวันที่ 19 กุมภาพันธ์นี้” สุภิญญากล่าว

    นอกจากนี้ในวันนี้คณะอนุกรรมการการคุ้มครองผู้บริโภคฯ จะพิจารณาเสนอ กสท. เพื่อให้มีมติที่เป็นผลในการบังคับการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคฯ เป็นจริงด้วย
     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    9 ก.พ.2559 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงข้อสรุปของร่างรัฐธรรมนูญว่าไม่มีพูดถึงใน ครม. ส่วนข้อคิดเห็นต่างๆ ของแต่ละกระทรวงนั้น ยังไม่อยากพูด เพราะยังไม่เป็นที่สิ้นสุด คงต้องให้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เป็นผู้รวบรวมทั้งหมดว่ามีการเชื่อมโยงอย่างไร อาจจะต้องเพิ่มลงไปในหมวดปฏิรูปหรือยุทธศาสตร์ชาติ

    ต่อกรณีการวิพากษ์วิจารณ์การให้นักศึกษารักษาดินแดน (รด.) ช่วยรณรงค์ประชามติ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า อย่าไปโจมตี รด.เขาป็นนักศึกษาทั้งหมด เรื่องนี้ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้มอบหมายให้ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ชี้แจงทำความเข้าใจในภาพรวมทั้งประเทศ ทางทหารหรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็เช่นกัน การออกมาช่วยรณรงค์ประชามติของ รด.ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการไปชี้ประเด็น หลักๆ คือ อยากให้ประชาชนออกมาทำประชามติ อย่างที่ ผบ.ทบ.ให้ความเห็นไปว่า ไม่ได้เป็นการไปพูดเรื่องการเมือง แต่จะเน้นไปที่ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความเหลื่อมล้ำต่างๆ ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่มา ส.ส.-ส.ว. ฉะนั้นไม่ต้องห่วง

    เมื่อถามว่า วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. อารมณ์ดีหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวด้วยอารมณ์ขันว่า “ก็เพราะนักข่าวไปถามกวน นายกฯ ไม่ได้เป็นคนขี้โมโห เขาอยู่กับผมมานานอยู่มาตั้งแต่ปี 2517 หลายปีแล้ว อยู่มาเยอะ ถ้าโมโหง่ายผมไม่อยู่ด้วยหรอก ผมเองนี่แหละขี้โมโหง่ายกว่านายกฯ อีก”

    ขณะที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แถลงว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาแถลงผลการประชุม เนื่องจากนายกรัฐมนตรีจะตอบคำถามได้ในกรอบกว้างๆ ตามนโยบาย จึงต้องการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงรายละเอียดให้เกิดความชัดเจน  สำหรับความคืบหน้าร่างรัฐธรรมนูญ พรุ่งนี้ จะเป็นวันสุดท้าย ที่รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงจะส่งข้อเสนอแนะให้ตนรวบรวม  เพื่อนำเสนอให้นายกรัฐมนตรีก่อนเดินทางไปปฎิบัติภารกิจที่ต่างประเทศ แต่จะมอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร รองนายกรัฐมนตรี ลงนามแทน

     

    เรียบเรียงจาก : มติชนออนไลน์ ไทยรัฐออนไลน์และเดลินิวส์

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai


    เหตุการณ์วันที่ 23 พ.ค. 57 หน้าหอศิลปฯ - อภิชาต คือชายที่ใส่เสื้อเชิ้ต กลางภาพ (แฟ้มภาพ)

    คลิปเหตุการณ์วันที่ 23 พ.ค. 57 ที่หอศิลป์ฯ กรุงเทพมหานคร ช่วงทหารเข้าจับกุมอภิชาต พงษ์สวัสดิ์ จำเลยคดีความผิดตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึก ประกาศ คสช. 7/2557 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90, 215 วรรคแรก, 216 และ 368 วรรแรก

    9 ก.พ. 2559 สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) ส่งใบแจ้งข่าว ระบุว่า ในวันที่ 11 ก.พ. 2559 นี้ เวลา 09.00 น. ณ ศาลแขวงปทุมวัน จะมีนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น ในคดีที่พนักงานอัยการยื่นฟ้อง จ.ส.อ.อภิชาต พงษ์สวัสดิ์ นักกิจกรรมและนักวิชาการด้านกฎหมายรุ่นใหม่ เป็นจำเลยในคดีความผิดตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 มาตรา 8, 11 ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 7/2557 เรื่อง ห้ามชุมนุมทางการเมือง, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 215 วรรคแรก, 216 และ 368 วรรคแรก เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2558 (คดีหมายเลขดำที่ 363/2558) จากกรณีการทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในพื้นที่บริเวณหน้าหอศิลป์กรุงเทพมหานคร เพื่อคัดค้านการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2557

    คดีนี้พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลพลเรือน เนื่องจากเหตุการณ์ที่เป็นเหตุในการฟ้องคดีเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 37/2557 เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร และฉบับที่ 38/2557 เรื่อง คดีที่ประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกันให้อยู่ในอำนาจศาลทหาร ซึ่งทั้งสองฉบับลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2557 คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลทหารตามประกาศสองฉบับดังกล่าว

    ในกระบวนการดำเนินคดี ได้มีการสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยไปเมื่อวันที่ 11 และ 30 กันยายน 2558 และวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 โดยฝ่ายโจทก์ได้นำพยานเข้าสืบจำนวน 2 ปาก คือ ร.ท.พีรพันธ์ สรรเสริญ นายทหารสารวัตร กองพลทหารที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) และ ร.ต.ท.ชลิต มณีพราว พนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

    จ.ส.อ.อภิชาต พงษ์สวัสดิ์ จำเลย ได้เบิกความยืนยันต่อศาลว่า การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในพื้นที่บริเวณหน้าหอศิลป์กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2557 เป็นการแสดงออกถึงการไม่เห็นด้วยต่อการรัฐประหารโดยสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ และเห็นว่าขณะนั้นการรัฐประหารยังไม่สำเร็จ จึงเป็นหน้าที่ประชาชนที่จะต้องพิทักษ์ปกป้องรัฐธรรมนูญ คัดค้านการได้มาซึ่งอำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

    นอกจากนี้ ฝ่ายจำเลยยังมี รศ.จรัญ โฆษณานันท์ นักวิชาการคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญทางด้านนิติปรัชญา สิทธิมนุษยชน อาชญาวิทยา สังคมวิทยากฎหมาย ได้เบิกความต่อศาลในประเด็นความชอบด้วยกฎหมายของการประกาศกฎอัยการศึก การยึดอำนาจโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติสำเร็จเมื่อใด ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 7/2557 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมืองขัดต่อรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) หรือไม่ และสิทธิของประชาชนในการต่อต้านการรัฐประหาร โดยมีรายละเอียดในประเด็นต่างๆ ต่อไปนี้

    1.  การประกาศกฎอัยการศึกของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ? : การประกาศกฎอัยการศึกของประเทศไทยมี 2 กรณี คือ กรณีการประกาศใช้กับพื้นที่ทั่วทั้งประเทศ ถือเป็นพระราชอำนาจต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าของพระมหากษัตริย์ และกรณีการประกาศใช้ในแต่ละพื้นที่ ผู้บังคับบัญชาของทหารในแต่ละพื้นที่มีอำนาจในการประกาศใช้ได้ และการประกาศกฎอัยการศึกจะมีผลเมื่อมีประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว แต่ประกาศกองทัพบก ฉบับที่ 1/2557 เรื่องการประกาศใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 ซึ่งมีการประกาศใช้กฎอัยการศึกในวันดังกล่าว และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 2/2557 เรื่องการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรนั้น เป็นการประกาศโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก โดยไม่ได้มีพระบรมราชโองการ จึงเป็นการประกาศกฎอัยการศึกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

    2.  การยึดอำนาจโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติสำเร็จเมื่อใด ? : ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1153-1154/2495 ว่า การล้มล้างอำนาจเพื่อเปลี่ยนรัฐบาลโดยใช้กำลังในตอนต้นอาจจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนกว่าจะได้รับการยอมรับจากประชาชน หมายความว่า การรัฐประหารจะสำเร็จก็ต่อเมื่อมีการยอมรับและไม่มีการต่อต้านจากประชาชน โดยมีนักทฤษฎีกฎหมายอธิบายไว้ว่า การจะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ได้ คนในประเทศนั้นๆ จะต้องปฏิบัติตามเชื่อฟังอย่างสม่ำเสมอ ปัจจุบันอาจจะมีการยึดอำนาจสำเร็จแล้ว แต่ขณะที่มีการฟ้องคดีนี้เห็นว่าการยึดอำนาจยังไม่สำเร็จ

    3.  ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 7/2557 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมืองขัดต่อรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) หรือไม่ ? : ICCPR ข้อ 19 ได้รับรองคุ้มครองเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นไว้ โดยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ได้ มาตรา 4 ก็ได้บัญญัติรับรองเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิเสรีภาพของประชาชนไว้ มีผลผูกพันตามพันธกรณีระหว่างประเทศเช่นกัน ซึ่งประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 7/2557 มีการจำกัดสิทธิของประชาชนดังกล่าว ประกาศจึงขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา 4 และ ICCPR ข้อ 19 โดยหลักเมื่อกฎหมายลูกมีลักษณะขัดต่อกฎหมายแม่แล้ว กฎหมายแม่ย่อมมีอำนาจมากกว่า

    4.   ประชาชนมีสิทธิที่จะต่อต้านการรัฐประหารหรือไม่ ? : อำนาจที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายประชาชนมีสิทธิที่จะไม่เชื่อฟังได้ แม้จะมีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติบังคับใช้แล้ว แต่ประชาชนยังคงมีสิทธิในการที่จะไม่เห็นด้วย การกระทำของจำเลยในคดีนี้ถือเป็นการป้องกันสิทธิในการแสดงออกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 และเมื่อประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 7/2557 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมืองไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา 4 และ ICCPR ข้อ 19 แล้ว จึงไม่ถือว่าจำเลยกระทำความผิด

    ทั้งนี้ เหตุการณ์เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2557 นั้น ถือเป็นเหตุการณ์แรกที่ประชาชนได้จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เพื่อคัดค้านการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยในวันดังกล่าวได้มีการควบคุมตัวประชาชนจำนวน 5 คน เพื่อดำเนินคดี ซึ่ง จ.ส.อ.อภิชาต ก็เป็นหนึ่งในประชาชนที่ถูกควบคุมตัวและถูกดำเนินคดี ซึ่งสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือทางคดีแก่ จ.ส.อ.อภิชาต อย่างไรก็ดี ภายหลังจากเหตุการณ์รัฐประหารยังคงมีประชาชนออกมาทำกิจกรรมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์และถูกดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง


     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    "ประวิตร โรจนพฤกษ์" ติด 1 ใน 20 คนสุดท้ายเข้าชิงรางวัล "เสรีภาพการแสดงออก" ขององค์กร Index on Censorship โดยในกลุ่มสื่อมวลชน นอกจากประวิตรแล้ว มีสื่อจากซีเรีย อียิปต์ ปากีสถานและตุรกี เข้าชิง

    9 ก.พ. 2559 วันนี้ มีการประกาศ 20 รายชื่อผู้เข้าชิงรางวัล "เสรีภาพในการแสดงออก" ประจำปี 2559 ซึ่งจัดโดยองค์กร Index on Censorship ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จากที่มีผู้ถูกเสนอชื่อกว่า 400 รายทั่วโลก โดยมีชื่อของ ประวิตร โรจนพฤกษ์ อดีตผู้สื่อข่าวอาวุโสหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ซึ่งปัจจุบัน เป็นผู้สื่อข่าวอาวุโสเว็บไซต์ข่าวสดภาคภาษาอังกฤษ เป็นหนึ่งในผู้เข้าชิงด้วย

    สำหรับรางวัลเสรีภาพในการแสดงออก มอบให้กับบุคคลหรือองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้เพื่อเสรีภาพการแสดงออกทั่วโลก รางวัลดังกล่าวแบ่งเป็นสี่ประเภท ได้แก่ ศิลปะ การรณรงค์ การรณรงค์ออนไลน์ และสื่อสารมวลชน

    องค์กร Index on Censorship ระบุว่า ผู้ที่เข้ารอบ 20 คน จำนวนมากตกเป็นเป้าของทางการ ไม่ก็อาชญากรและกลุ่มสุดโต่ง จากงานที่พวกเขานำเสนอ บ้างก็ประสบกับการคุกคามที่อาจถึงแก่ชีวิต รวมถึงถูกดำเนินคดีอาญา

    ในประเภทสื่อสารมวลชน มีผู้เข้ารอบ 5 ราย ได้แก่  Zaina Erhaim ผู้สื่อข่าวหญิงซึ่งยังคงรายงานสถานการณ์จากในซีเรีย, Mada Masr ผู้สื่อข่าวอิสระในอียิปต์ ที่นำเสนอข่าวต่างจากสื่อที่ถูกรัฐบาลควบคุม, Hamid Mir ผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ที่ถูกคุกคาม ทำร้ายร่างกาย ลักพาตัว และพยายามฆ่า จากการต่อสู้กับอำนาจที่ไม่มีใครกล้าท้าทายในปากีสถาน, Ferit Tunç ผู้สื่อข่าวชาวเคิร์ด ผู้ก่อตั้ง นสพ.อิสระในตุรกี และใช้วิธีสร้างสรรค์ เช่น พิมพ์สูตรอาหาร แฝงสารลับ เพื่อท้าทายการเซ็นเซอร์การรายงานข่าวเรื่องคอร์รัปชัน และประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวซึ่งถูกคุมตัว สอบสวน จากการแสดงความเห็นเรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและรัฐบาลทหาร

    ทั้งนี้ รางวัลดังกล่าว จะมีการประกาศผลผู้ชนะในวันที่ 13 เม.ย. ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

     

    ที่มา:  
    Index unveils 2016 freedom of expression awards shortlist 
    https://www.indexoncensorship.org/2016/02/index-unveils-2016-freedom-of-expression-awards-shortlist/

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ศาลจังหวัดยะลานัดไต่สวนคำร้องเพิ่มเติม กรณีครอบครัวยื่นคำร้องให้ พลทหารอิสมาแอ นะดารานิง เป็นคนสาบสูญ 25 มี.ค. นี้ โดยให้หมายเรียกพันจ่าเอกบัญญัติ อ่วมปัญญา, พันจ่าเอกเวชกร อินทรีย์, นาวาตรีวรรณะ ฤทธิชัย และพลทหารอุสมาน มะเซ็ง มาทำการไต่สวนเพิ่มเติม 

    9 ก.พ. 2559 มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ส่งใบแจ้งข่าวระบุว่า วานนี้ (8 กุมภาพันธ์ 2559) ศาลจังหวัดยะลานัดไต่สวนคำร้องกรณีมารดาพลทหารอิสมาแอ นะดารานิง ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้พลทหารอิสมาแอ นะดารานิงเป็นคนสาบสูญ ทนายความผู้ร้องนำพยานผู้ร้องไต่สวนได้ 1 ปาก คือนางอาอีเสาะ นะดารานิง มารดาพลทหารอิสมาแอ นะดารานิง ระหว่างไต่สวนผู้ร้องอ้างส่งเอกสารเป็นพยานจำนวน 11 ฉบับ
       
    ไต่สวนพยานผู้ร้องได้ความว่าขณะเกิดเหตุนายอิสมาแอ นะดารานิง สมรสกับนางสาวมัสรูฮา อูเซ็ง และมีบุตรด้วยกัน 1 คนคือ เด็กหญิงนูรมี นะดารานิง อายุสี่เดือนและมีร่างกายไม่สมบูรณ์เนื่องจากดวงตาทั้งสองไม่สามารถมองเห็นตั้งแต่กำเนิด ต่อมานายอิสมาแอ นะดารานิง ได้รับการตรวจเลือกทหารกองเกิน จากการสมัครเข้ารับราชการทหาร โดยได้เข้าประจำการที่ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อปี พ.ศ.2552 จากนั้นได้ย้ายมาประจำการเป็นพลทหารในสังกัดกองร้อยปืนเล็กที่ 4 กองพันทหารราบที่ 8 ค่ายกรมหลวงสงขลานครินทร์ เมื่อปี พ.ศ.2553

    เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2553 พลทหารอิสมาแอ นะดารานิง ได้โทรศัพท์ติดต่อหานางอาอีเสาะ นะดารานิงมารดาและแจ้งว่าจะขอกลับบ้าน เนื่องจากไม่สามารถลากลับได้เพราะได้ใช้สิทธิในการลาแล้ว แต่พันจ่าเอกบัญญัติ อ่วมปัญญา ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งพันจ่าประจำหมวด มว.พยาบาลฯรับอาสาจะพาพลทหารอิสมาแอ นะดารานิง ออกจากค่ายดังกล่าว แต่นางอาอีเสาะ นะดารานิง มารดาได้ห้ามไว้เนื่องจากจะเดินทางไปขอเข้าเยี่ยมเอง

    ต่อมานางอาอีเสาะ นะดารานิงมารดาได้โทรศัพท์ติดต่อหานายอิสมาแอ นะดารานิง แต่ไม่สามารถติดต่อได้จึงตัดสินใจเดินทางไปขอเข้าเยี่ยมในวันที่ 11 มิถุนายน 2553 ที่ค่ายกรมหลวงสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา และได้พบพลทหารไม่ทราบชื่อสกุลปฏิบัติหน้าที่นายทหารประจำวัน แจ้งว่าพลทหารอิสมาแอ นะดารางนิง ได้ออกจากค่ายกลับบ้านไปแล้ว

    จากนั้นนางอาอีเสาะ นะดารานิงมารดาจึงเดินทางกลับมารอที่บ้าน จนกระทั่งวันรุ่งขึ้นนายอิสมาแอ นะดารานิงก็ยังไม่กลับมาถึงบ้านอีก ทางครอบครัวพลทหารอิสมาแอ นะดารานิงได้ออกติดตามหาทุกพื้นที่ แต่ก็ไม่พบเจอ จนกระทั่งในวันที่ 28 มิถุนายน 2553 ทางครอบครัวพลทหารอิสมาแอ นะดารานิงได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรรามัน กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

    ต่อมาเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2553 ทางครอบครัวพลทหารอิสมาแอ นะดารานิง ได้เดินทางไปที่ค่ายกรมหลวงสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลาเพื่อขอเข้าเยี่ยมพลทหารอิสมาแอ นะดารานิง และได้พบพันจ่าเอกเวชกร อินทรีย์ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่นายทหารเวรประจำวัน และได้รับแจ้งว่าพลทหารอิสมาแอ นะดารานิง ไม่ได้อยู่ภายในค่ายและได้กลับบ้านไปแล้วแต่ไม่ได้ทำใบลาไว้ จากนั้นทั้งสองจึงได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ร้องเรียนต่อองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ รวมทั้งมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เพื่อขอความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ครอบครัวพลทหารอิสมาแอ นะดารานิง

    เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2554 ทางมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ได้มีหนังสือขอทราบความคืบหน้ากรณีหายตัวไปของพลทหารอิสมาแอ นะดารานิง ถึงผู้บัญชาการกองพันทหารราบที่ 8 กรมทหารราบที่ 3 กองพลนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ค่ายกรมหลวงสงขลานครินทร์ จนกระทั่งมีหนังสือชี้แจงและสรุปผลการสอบสวนในเดือนมิถุนายน 2553 ว่าพลทหารอิสมาแอ นะดารานิง ได้ขออนุญาตไปตรวจรักษาสุขภาพที่โรงพยาบาลฐานทัพเรือสงขลา ทัพเรือภาคที่ 2 และหลังจากนั้นก็ไม่ได้กลับมาที่หน่วยอีกเลย

    ต่อมาทางครอบครัวพลทหารอิสมาแอ นะดารานิงได้ร้องขอความช่วยเหลือทางคดีกับทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด จนกระทั่งมูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้มีหนังสือขอทราบความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนกรณีคนหายกับทางผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรรามัน สำเนาถึงผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ และทางศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้มีหนังสือตอบกลับว่ายังไม่พบบุคคลดังกล่าวแต่อย่างใด

    นับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2553 จนถึงปัจจุบัน พลทหารอิสมาแอ นะดารานิง หายไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลา 5 ปีกว่าแล้ว ทางครอบครัวพลทหารอิสมาแอ นะดารานิง ไม่เคยได้รับการติดต่อจากพลทหารอิสมาแอ นะดารานิง และมีหนังสือรับรองจากผู้ใหญ่บ้านว่าพลทหารอิสมาแอ นะดารานิง ปัจจุบันไม่มีผู้ใดพบเห็นและทราบแน่ว่าพลทหารอิสมาแอ นะดารานิง ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ พลทหารอิสมาแอ นะดารานิง ไม่เคยมีพฤติการณ์หลบหนีคดีอาญามาก่อนแต่อย่างใด และไม่เคยต้องโทษคดีอาญาใดๆ มาก่อน จึงขอศาลมีคำสั่งให้นายอิสมาแอ นะดารานิง เป็นคนสาบสูญตามกฎหมาย

    จากการไต่สวนศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ยังมีประเด็นที่จำต้องรับฟังพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดคดีเกิดความยุติธรรมมากที่สุดในประเด็นที่ผู้ถูกร้องให้เป็นผู้ที่สาบสูญ หายตัวไปจากหน่วยงานทหารจึงสมควรให้มีการไต่สวนเพิ่มเติมในประเด็นดังกล่าว โดยให้หมายเรียกพันจ่าเอกบัญญัติ อ่วมปัญญา, พันจ่าเอกเวชกร อินทรีย์, นาวาตรีวรรณะ ฤทธิชัย และพลทหารอุสมาน มะเซ็ง มาทำการไต่สวนเพิ่มเติม จึงนัดไต่สวนเพิ่มเติมอีกครั้งในวันที่ 25 มีนาคม 2559 เวลา 09.30 น.

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    9 ก.พ. 2559 นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า แบบสอบถามที่สำนักโพลล์ต่างๆ ไปถามกลุ่มคนเพียง 1200-1350 คน แล้วมาสรุปกันเป็นตุเป็นตะ ว่าประชาชนเชื่ออย่างนั้นอย่างนี้มากกว่า 60-70 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะการบอกว่าประชาชนเห็นด้วยกับรธน. ว่าต้องเชื่อฟังท่านนายกประยุทธ์ และนายมีชัย มากกว่าเชื่อฝ่ายการเมือง ซึ่งในแง่วิชาการก็ดูดีแต่ความน่าเชื่อถือของการทำโพลที่เอาใจผู้มีอำนาจหรือตั้งใจที่จะชี้นำสังคมนั้นมันอันตรายอย่างยิ่งและคนที่โพลไปถามมานั้นเป็นกลุ่มคนเดิมๆที่ฝักใฝ่แนวทางการรัฐประหารมากกว่าแนวทางประชาธิปไตยหรือไม่ก็ไม่ทราบได้ มันจึงทำให้เราไม่ได้อยู่กับความเป็นจริง มันกลับกลายเป็นว่าพวกเรากำลังหลอกตัวเอง และมีขบวนการหลอกคนอื่นให้หลงเชื่อตามพวกตนเอง และใช้วิธีการโฆษณาชวนเชื่อและประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆซึ่งน่าเป็นห่วงอย่างมากสำหรับสังคมไทยและอนาคตของประเทศไทย  

    อนุสรณ์ ถามปชป. ใจคอจะร้องยุบพรรคท่าเดียวหรือ

    นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ออกมายุ คสช.ให้ดูข้อกฎหมายเข้าข่ายยุบพรรคเพื่อไทยได้หรือไม่ หลัง ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี วีดิโอคอลมายังอดีต ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ว่า ไม่เหนือความคาดหมาย เพราะพรรคการเมืองที่แพ้การเลือกตั้งกันมาตลอด ย่อมกลัวคำว่าทักษิณจนหัวหด การที่อดีต ส.ส.กทม.ไปรวมตัวกันเพื่อสังสรรค์งานปีใหม่ แล้วเขาจะขอพรใครที่เคารพนับถือ หรือใครจะอวยพร พูดอะไรก็เป็นสิทธิ เพราะไม่ใช่กิจกรรมทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องที่พรรคการเมืองอื่นจะมายุ่ง ต้องหัดรู้จักรักษามารยาทบ้าง การที่ออกมาเรียกร้องให้คสช.ยุบพรรคเพื่อไทย แสดงให้เห็นนิสัยดั้งเดิมที่ชอบจ้องร้องยุบพรรค ตั้งแต่ร้องยุบพรรคไทยรักไทย ศาลฎีกาฯ ตัดสินว่าพรรคไทยรักไทย (ทรท.) บริสุทธิ์ ไม่ได้จัดจ้างพรรคเล็ก ตามข้อกล่าวหา จนบัดนี้ยังไม่มีคนของพรรคนี้ออกมาแสดงความรับผิดชอบแต่อย่างใด ใจคอจะไม่คิดกลยุทธ์อะไรที่จะมาเอาชนะใจประชาชน เอาชนะพรรคเพื่อไทยอย่างบริสุทธิ์ นอกจากจ้องจะร้องยุบพรรคท่าเดียวหรือ กลับไปหาคนมารับผิดชอบกรณีร้องยุบพรรคพรรคไทยรักไทยให้ได้ก่อน อย่าไปจัดการงานนอกสั่ง หรือธุระไม่ใช่

     อดีตส.ส.อุบลฯ ชี้โอกาส รธน.ผ่านประชามติน้อย แต่จะเป็นโอกาสที่ ปชช.แสดงมติลงโทษรัฐบาล

    นายสมคิด เชื้อคง อดีตส.ส.อุบลฯ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า "เท่าที่ได้พบปะกับชาวบ้านนั้น โอกาสที่รัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติน้อยมาก เพราะชาวบ้านรู้สึกได้รับผลกระทบจากการทำงานของรัฐบาล อยู่กันอย่างยากลำบาก ราคาพืชผลตกต่ำ เมื่อมีให้ลงมติก็จะถือโอกาสนี้ลงโทษรัฐบาล"

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    9 ก.พ. 2559 นาย วีฟาอี มอลอ นักสิทธิมนุษยชน และภาคประชาสังคม ออกมาโต้ข่าว ที่มาการเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย ว่าตนมีความเกี่ยวข้องกับผู้ก่อเหตุในพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งในข่าวในระบุว่าตนทำหน้าที่ เป็นฝ่าย ฝ่ายโลจิสติกส์ (logistics)  ซึ่งมีเนื้อหาข่าวดังนี้ 

    041100 ก.พ.59 ปรากฏความเคลื่อนไหวของนายวีฟาอี มอลอ อายุ 31 ปี/59 เลข ปชช.1-9403-00020-41-1 ภูมิลำเนาบ้านเลขที่ 156 บ.นัดบารู (บ.คอลอตันหยง) ม.1 ต.คอลอตันหยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี พฤติการณ์สมาชิก ผกร.ระดับแกนนำสั่งการ ทำหน้าที่ ฝ่ายโลจิสติกส์ (logistics) (เครือญาติของนายอับดุลลายิบ ดอเลาะ ชื่อจัดตั้ง เปาะซูแซ/จูแซ อายุ 41 ปี/58 ภูมิลำเนาบ้านเลขที่ 233/3 บ.กอตอระนอ (หมู่บ้านย่อยของบ้านโคกหญ้าคา) ม.1 ต.คลองใหม่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พฤติการณ์สมาชิก ผกร.ระดับ Kompi หรือ ระดับ ผบ.ร้อยของชุดปฏิบัติการ RKK เสียชีวิตในระหว่างควบคุมตัวที่หน่วยซักถามของ ขกท.สน.จชต.ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อ 4 ธ.ค.58) กำลังจัดหาอุปกรณ์ประกอบวัตถุระเบิดชนิดแสวงเครื่อง , กระสุนปืนขนาด 5.56 , ขนาด 7.62 และวัตถุระเบิดชนิดขว้าง เพื่อจัดเตรียมให้สมาชิก ผกร.ระดับปฏิบัติการ RKK เตรียมก่อเหตุลอบวางระเบิด , ลอบขว้างระเบิด และลอบยิง/ซุ่มยิง ในพื้นที่ ต.เมาะมาวี ต.กระโด ต.ระแว้ง อ.ยะรัง จ.ปัตตานี และ ในพื้นที่ ต.ปะโด , ต.มายอ ต.ลุโบะยิไร อ.มายอ จ.ปัตตานี เป้าหมายเป็น จนท.ทหาร , จนท.ตร. และ จนท.ฝ่ายปกครอง รวมทั้งชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ห้วงจะก่อเหตุตั้งแต่วันที่ 5 – 15 ก.พ.59 - จากการตรวจสอบรายชื่อสมาชิก ผกร.ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทราบชื่อดังนี้ 1) นายสะมะแอ ลาเตะ อายุ 44 ปี/59 เลข ปชช.3-9405-00006-56-0 ภูมิลำเนาบ้านเลขที่ 211 บ.กอตอระนอ (หมู่บ้านย่อยของบ้านโคกหญ้าคา) ม.1 ต.คลองใหม่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พฤติการณ์สมาชิก ผกร.ระดับแกนนำสั่งการ 2) นายอับดุลเลาะ มะมิง อายุ 40 ปี/59 เลข ปชช.3-9403-00031-60-9 ภูมิลำเนาบ้านเลขที่ 184/2 บ.โฉลง ม.5 ต.คลองใหม่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พฤติการณ์สมาชิก ผกร.ระดับ หัวหน้าชุดปฏิบัติการ RKK 3) นายมะตอเฮ มูน๊ะ อายุ 39 ปี/59 เลข ปชช.3-9402-00254-43-6 ภูมิลำเนาบ้านเลขที่ 39/2 บ.คูระ ม.2 ต.ม่วงเตี้ย อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี พฤติการณ์สมาชิก ผกร.ระดับแกนนำสั่งการ ทำหน้าที่ควบคุมดูแลมือประกอบวัตถุระเบิด 4) นายอานูวา ยูโซะ อายุ 33 ปี/59 เลข ปขข. 3-9410-00342-21-9 ภูมิลำเนาบ้านเลขที่ 218/3 บ.กอตอระนอ (บ้านย่อยของโคกหญ้าคา) ม.1 ต.คลองใหม่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พฤติการณ์ สมาชิกผู้ก่อเหตุรุนแรง ระดับปฏิบัติการ RKK และมือประกอบระเบิด 5) นายวีฟาอี มอลอ อายุ 31 ปี/59 เลข ปชช.1-9403-00020-41-1 ภูมิลำเนาบ้านเลขที่ 156 บ.นัดบารู (บ.คอลอตันหยง) ม.1 ต.คอลอตันหยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี พฤติการณ์สมาชิก ผกร.ระดับแกนนำสั่งการ ทำหน้าที่ ฝ่ายโลจิสติกส์ (logistics) (เครือญาติของนายอับดุลลายิบ ดอเลาะ ชื่อจัดตั้ง เปาะซูแซ/จูแซ เสียชีวิตในระหว่างควบคุมตัวที่หน่วยซักถามของ ขกท.สน.จชต.ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อ 4 ธ.ค.58)

    นายวีฟาอี มอลอ กล่าวว่า จากกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดผลเสียต่อภาพลักษณ์ของตัวเองเป็นอย่างมาก ซึ่งตนทำงานในฐานะเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องนักสิทธิมนุษยชน ในรูปแบบสันติวิธีมาโดยตลอด ซึ่งล่าสุด ตนก็เป็นอยู่เบื้องหน้าในการเรียกร้องความเป็นธรรมในกรณี การเสียชีวิตของนายอับดุลลายิ ดอเลาะ ที่เสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัว ณ ค่าย อิงคยุทธบริหาร เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และได้ถูกเชิญให้เข้าร่วมรับฟังจากคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ที่แต่งตั้งโดยแม่ทัพภาคที่ 4  ในฐานะญาติผู้เสียชีวิต

    นายวีฟาอี ได้กล่าวอีกว่า นอกจากได้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนแล้ว ตนยังทำงานที่ยึดหลักในแนวทางสันติวิธี แต่กลับถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ใช้อาวุธ การปล่อยข้อมูลในลักษณะนี้ ไม่ทราบถึงที่มาที่ไป แต่ทำให้ เกิดความเสียหายและความไม่ปลอดภัยต่อชีวิตได้อีกด้วย

    “ทั้งนี้ ตนจะดำเนินการเรียกร้องความเป็นธรรมไปยัง มูลนิธิศูนย์ทนายความประจำจังหวัดปัตตานีและแจ้งความในทางกฎหมายเพื่อให้มีการตรวจสอบและดำเนินคดีกับแหล่งที่มาของข่าวต่อไป”  นายวีฟาอี กล่าว

    นาย วีฟาอี ยังได้เปิดเผยประวัติของตนต่อสำนักสื่อวาร์ตานี ว่า เขาจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีในสาขามลายูศึกษา คณะมนุษย์ศาสตร์ และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ในปี 2550

    จากนั้น ได้ทำงานร่วมกับ คุณอังคณา นีละไพจิตร ในฐานะคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ และจากนั้น ได้ร่วมก่อตั้งวิทยาลัยประชาชน หรือ People college และต่อมา ได้มาทำงานเป็นนักจัดรายการวิทยุ ที่สถานีมีเดียสลาตัน อันโด่งดัง และปัจจุบัน ได้เป็นเจ้าหน้าที่การเงินของสำนักพิมพ์อาวัณบุ๊ก (Awan Book)

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    9 ก.พ. 2559 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แจ้งว่า วานนี้ ( 8 ก.พ.59 )  เวลา 13.30 น. ศาลจังหวัดปราจีนบุรีได้ไต่สวนมูลฟ้อง (นัดครั้งที่สาม ) คดีหมายเลขดำที่ 925/2558 ซึ่งมีนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร เป็นโจทก์ยื่นฟ้องตำรวจ สภ.เมืองปราจีนบุรี 7 คน ฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ความผิดต่อร่างกาย และความผิดต่อเสรีภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 200, 295, 309, 310, 391 ประกอบมาตรา  83, 91โดยศาลได้ไต่สวนพยานฝ่ายโจทก์ คือ นายฤทธิรงค์  ชื่นจิตร ต่อจากนัดที่แล้ว

    นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร โจทก์ ให้การต่อศาลต่อจากนัดที่แล้วว่า หลังจากตนถูกซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่ให้รับสารภาพว่าไปกระชากทองแล้ว ตนรู้สึกหวาดกลัวมาก ร้องไห้ ตัวสั่น  ไม่กล้าบอกกับพ่อแม่ เพราะเหตุถูกข่มขู่จากตำรวจว่า ถ้าบอกเรื่องนี้กับใครจะไปดักทำร้ายที่หน้าโรงเรียน แล้วพาศพไปทิ้งที่เขาอีโต้  ตนกลัวตนเองและพ่อแม่จะถูกทำร้ายจึงไม่กล้าบอกพ่อแม่ในช่วงแรก ๆ แม้จะกลับถึงบ้านแล้ว จนกระทั่งพ่อแม่ได้ปลอบโยนให้ตนหายกลัว และพ่อสังเกตร่องรอยช้ำบริเวณข้อมือ จึงได้สอบถามตนว่าถูกอะไร ตนได้บอกว่าถูกทำร้ายร่างกายและได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง และถอดเสื้อให้พ่อแม่ดูร่องรอยบาดแผลตามร่างกายที่ถูกทำร้าย และพ่อก็ได้ถ่ายรูปไว้ จากนั้นจึงให้ไปพักผ่อน และวันรุ่งขึ้นได้พาไปหาหมอเพื่อตรวจร่างกาย และในปีที่ผ่านมาตนต้องเข้ารับการรักษาสภาพทางจิตใจจากการถูกซ้อมทรมานดังกล่าว โดยได้รับการรักษาเป็นระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือน จากคณะแพทย์ สถาบันกัลยาราชนครินทร์ กรุงเทพมหานคร

    นอกจากนี้นายฤทธิรงค์ยังได้เบิกความถึงความยากลำบากในการแจ้งความร้องทุกข์เพื่อให้มีการดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งต้องใช้ความพยายามหลายครั้งหลายวันจึงสามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ ซึ่งต่อมาพนักงานสอบสวนได้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ต่อมาคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงของ ป.ป.ท. ได้สอบพยานที่เกี่ยวข้องแล้วมีมติชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ซ้อมทรมานตน แต่เมื่อคณะอนุกรรมการฯ รายงานต่อคณะกรรมการ ป.ป.ท. ปรากฏว่าคณะกรรมการ ป.ป.ท. กลับมีมติในทางตรงข้ามกับคณะอนุกรรมการฯ ว่าคดีไม่มีมูล โดยอ้างว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ  แต่ตนเห็นว่าตามสำนวนการสอบสวนพยานทั้งหมดของคณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าว เพียงพอต่อการชี้ได้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กระทำความผิดตามที่ตนกล่าวหา ตนจึงได้นำคดีมาฟ้องเอง

    ศาลได้นัดไต่สวนพยานปากนายฤทธิรงค์ต่อ ครั้งต่อไปในวันที่ 27 มิ.ย. นี้ เวลา 13.30 น. โดยพนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรีซึ่งเป็นทนายความของจำเลยทั้งเจ็ดคน จะเป็นผู้ถามค้าน หลังจากนั้นฝ่ายโจทก์จะนำพยานอีก 3 ปากให้ศาลไต่สวน  

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เตรียมส่งมอบจรวดหลายลำกล้องแบบนำวิถี DTI-1G ซึ่งพัฒนาจากจรวดจีน WS-1B ให้กองทัพบกใช้งาน ขณะที่ พ.อ.วินธัย สุวารี ชี้แจงกองทัพยังไม่มีข้อสรุปว่าจะซื้อรถถังรัสเซีย T-90 A หรือไม่ โดยการคัดเลือกจะเป็นไปอย่างโปร่งใสและประหยัดคุ้มค่า

    จรวดหลายลำกล้องแบบนำวิถี DTI-1G (ที่มา: สทป.)

    9 ก.พ. 2559 - เพจของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทป. แจ้งว่าในวันที่ 12 ก.พ. เวลา 09.00 - 11.30 น. สทป. เตรียมส่งมอบต้นแบบระบบจรวดหลายลำกล้องแบบนำวิถี DTI-1G ให้กองทัพบกทดลองใช้งาน โดยจะมีพิธีส่งมอบที่กองพลทหารปืนใหญ่ มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะ รมว.กลาโหม เป็นประธาน

    จากข้อมูลในวิกิพีเดียก่อนหน้านี้ในปี 2554 สทป. เคยเปิดตัวจรวดหลายลำกล้อง DTI-1 ขนาด 302 มม. 4 ลำกล้อง ซึ่งมีระยะยิง 60-180 กม. ติดตั้งกับยานยนต์ เคลื่อนย้ายเพื่อเปลี่ยนที่ตั้งยิงได้ วิจัยและพัฒนาโดย สทป. โดยเป็นการพัฒนามาจากจรวยเว่ยซื่อ (Weishi) WS-1B ของบริษัท SCAIC ของจีน ก่อนที่จะมีการพัฒนาระบบนำวิถีและกลายเป็นระบบจรวด DTI-1G ที่จะมีการส่งมอบในวันที่ 12 ก.พ. นี้

     

    กองทัพบกชี้แจงยังไม่มีข้อสรุปจะซื้อรถถัง T-90 A จากรัสเซียหรือไม่

    ส่วนข่าวกองทัพบกเตรียมจัดซื้อรถถังรุ่น T-90A จากรัสเซีย จำนวน 51 คัน เพื่อทดแทนรถถัง M41 จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเข้าประจำการมาตั้งแต่สมัยสงครามเย็นนั้น มติชนออนไลน์รายงานเมื่อ 8 ก.พ. ว่า พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่างถึงกรณี มีบางสื่อบางฉบับนำเสนอว่า กองทัพบกเตรียมจัดซื้อรถถังล๊อตใหม่รุ่น T-90A จากประเทศรัสเซียนั้นว่า คงไม่เป็นความจริง อาจเป็นความคลาดเคลื่อน ซึ่งทางกองทัพบกมีแผนจัดหาในการซื้อ แต่ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะซื้อรถถังจากประเทศใด อย่างไรก็ตามการจะเลือกแบบไหนจากประเทศอะไรนั้น ทางคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานยุทโธปกรณ์ หรือ (กมย.) จะเป็นผู้พิจารณา ภายใต้หลักการ ความโปร่งใส ประหยัดคุ้มค่า และด้วยตระหนักเสมอว่างบประมาณที่ได้มาจากภาษีของประชาชน และเมื่อกระบวนการต่างๆ ได้ข้อสรุปหรือข้อยุติแล้วจะได้มานำเสนอให้สังคมได้รับทราบต่อไป

     

    โฆษกกลาโหมยืนยัน พล.อ.ประวิตร เยือนรัสเซียปลาย กพ. ยังไม่ซื้อรถถัง

    สำนักข่าวอิศราอ้างคำให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 23 - 27 ก.พ. นี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ จะเดินทางไปเยือนรัสเซียตามคำเชิญ เพื่อกระชับความร่วมมือทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเดินทางเยือนรัสเซียช่วงเดือนมีนาคม

    โดย พล.ต.คงชีพ ยืนยันว่า ไม่มีการหารือเรื่องจั้ดซื้อรถถังจากรัสเซีย อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ากองทัพบกมีความต้องการจัดซื้อรถถังจริง และมีหลายประเทศที่เสนอขาย และรัสเซียก็เป็นประเทศหนึ่ง แต่ขณะนี้ยังไม่ตกลงใจว่าจะซื้อจากประเทศใด

     

    สมัยประยุทธ์เป็น ผบ.ทบ.เคยมีแผนซื้อรถถังยูเครนทดแทน แต่มีปัญหาเรื่องส่งมอบ

    สำหรับรถถังซึ่งถูกปลดประจำการ ทำให้กองทัพไทยเตรียมจัดซื้อรถถังมาทดแทนนั้น คือรถถังรุ่น M41 Walker Bulldog เป็นรถถังประเภทรถถังเบาจากสหรัฐอเมริกา น้ำหนัก 23.5 ตัน ติดตั้งปืนใหญ่ 76 มม. ผลิตมาตั้งแต่ พ.ศ. 2496 มีประจำการในไทย 200 คัน และถูกปลดประจำการ ขณะที่ก่อนหน้านี้ ในปี 2554 สมัยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น ผบ.ทบ. เคยเดินทางไปโรงงานที่ประเทศยูเครน เพื่อดูรถถัง T-84 Oplot-M เป็นรถถังแบบหนัก โดยมีน้ำหนัก 46 ตัน ป้อมปืนของรถถังติดปืนใหญ่ 125 มม. เดิมเคยมีการสั่งซื้อ 50 คัน เพื่อทดแทนรถถัง M41 อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาในปี 2557 มีการส่งมอบล็อตแรกไปเพียง 5 คัน เนื่องจากยูเครนยังติดพันปัญหาภายในประเทศ

     

    มีแผนจัดกำลังรบกองทัพบก-แต่ยังไม่ตัดสินใจจัดซื้อ T-90 A จากรัสเซีย

    รถถัง T-84 Oplot-M จากยูเครน ที่ส่งมอบให้กองทัพไทยล็อตแรก 5 คัน จากแผนที่ต้องการสั่งซื้อ 50 คัน แต่ยูเครนติดปัญหาภายใน (ที่มา: ukroboronprom)

    รถถังแบบ T-90 จากรัสเซีย ในระหว่างสวนสนามรำลึกวันฉลองชัยชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อ 9 พฤษภาคม 2556 (ที่มา: วิกิพีเดีย)

    ขณะที่ก่อนหน้านี้ กรุงเทพธุรกิจรายงานเมื่อ 3 ก.พ. อ้างแหล่งข่าวจากกองทัพบก กรณีที่เว็บไซต์รัสเซีย ระบุว่า กองทัพบกไทยยังสนใจและตรียมจัดซื้อรถถัง T-90 A จากรัสเซีย โดยแหล่งข่าวให้ความเห็นกับกรุงเทพธุรกิจว่า เรื่องนี้เป็นเพียงการจัดทำแผนกำลังรบของกองทัพบก โดย พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ให้ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับยุทโธปกรณ์ต่างๆ เพื่อจัดซื้อมาเสริมเขี้ยวเล็บให้กับกองทัพบกไทย รวมถึงการปรับปรุงยุทโธปกรณ์ของกองทัพบก และรถถัง T-90 A ก็เป็นหนึ่งแผนที่กองทัพบกจะมีการจัดซื้อเพื่อมาทดแทน ซึ่งขณะนี้ยังเป็นแผนโครงสร้างกำลังรบของกองทัพบก ยังไม่ได้มีการตัดสินใจที่จะมีการจัดซื้อจากประเทศรัสเซีย

    แต่ยังขณะนี้ยังไม่ได้มีการตกลงว่าจะมีการจัดซื้อกี่คัน เนื่องจากต้องรอการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 ก่อน โดยในวันที่ 4 ก.พ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีการประชุมเพื่อมอบนโยบายแนวทางการจัดทำงบประมาณให้กับสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ‘..เอ๋ย โลกหลั่งน้ำตาอาลัยร้อง
    ระงมฟ้องรัก-เคารพ ศพศพหนึ่ง
    ที่ด่วนตายหงายเก๋งลงเท่งทึง
    เด็กเด็กอึ้ง โลกก็อึ้ง คิดถึงครู

    ที่ตายซ้ำตายซาก เปลี่ยนฉากตาย
    ละฉากหมายเกียรติยศโอ้หดหู่
    โลกเหลือใครไหนเลิศให้เชิดชู
    เมื่อสิ้นผู้ผุดผ่อง ผู้ส่องเทียน

    ใครลืมนิ้วดุเดือดครูเชือดคอ
    ให้ปากหวอทั้งสภาเห็นท่าเงี่ยน
    ได้จำจดบทแบบอันแอบเกรียน
    วันนี้เนียนเลียนายตะกายตะกุย

    อีกครั้งหนึ่งครูตาย ต้องหมายเหตุ
    โลกสังเวชสติปัญญา ร่วมฮาหุย
    จำชื่อครูชูยก สาธกคุย
    ให้สังคมถ่มถุย..นี่ทุยแท้..’
     

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0


    ประชารัฐฉบับนายทุน ม.35 ให้สิทธิซ้อน จองแหล่งแร่ขาย ค่าจูงควาย ... ส่งสัญญาณสำรวจแร่ที่เพชรบูรณ์ หรือ กพร. แค่ล้างไพ่?
     

    1

    เป็นข่าวดังจากภารกิจปกป้องผืนป่าจังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อ กอ.รมน.จังหวัด เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบพื้นที่สำรวจแร่ในสองตำบลซึ่งเป็นแหล่งแร่ทองคำ คือ ตำบลยางงาม และตำบลนาเฉลียง อำเภอหนองไผ่ ของ บริษัท สยามคอปเปอร์ รีซอสเซส จำกัด พบพื้นที่สำรวจแร่ของบริษัทฯ บุกรุกเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าสองข้างทางสายชัยวิบูลย์ จำนวน 0-2-1 ไร่ ระบุเป็นความผิดตามมาตรา 54 และ 55 แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 จากนั้นได้อายัดที่ดินและของกลางเครื่องขุดเจาะสำรวจแร่พร้อมอุปกรณ์ จำนวน 21 รายการ โดยระหว่างการตรวจปฏิบัติงานมีชาวบ้านและกลุ่มคัดค้านการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ร่วมสังเกตการและสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง

    ต่อมา เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง พร้อม อุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ จัดประชุมในพื้นที่มีชาวบ้านและผู้นำชุมชนประมาณ 200 คน เข้าร่วมประชุมเพื่อหารือการแก้ไขปัญหาการสำรวจเหมืองแร่ของบริษัทดังกล่าว การประชุมได้ข้อยุติว่า “ราษฎรในพื้นที่ไม่ยินยอมให้ทางบริษัทเข้ามาดำเนินกิจการใดๆ ในพื้นที่”

    ที่มา: http://www.isoc04.go.th/?isonews

    ไม่กี่วันจากนั้น นายชาติ หงส์เทียมจันทร์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ออกข่าวชี้แจงว่า บริษัท สยาม คอปเปอร์ รีซอสเซส จำกัด ได้รับการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษให้สำรวจแร่ทองแดง ตะกั่ว และสังกะสี จำนวน 15 แปลง ในพื้นที่อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ อำเภอหนองไผ่ และอำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2558 มีอายุ 5 ปี หากการกระทำดังกล่าวของบริษัทฯ เป็นความผิดตามกฎหมายป่าไม้ ถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ฐานไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการอนุญาตตามมาตรา 33 วรรคหก มีโทษปรับ และรัฐมนตรีมีอำนาจเพิกถอนอาชญาบัตรเฉพาะแปลงนั้นได้ โดยเน้นว่า กพร. ให้อนุญาตเพียงการสำรวจแร่เท่านั้น ยังไม่ได้ให้ประทานบัตรทำเหมืองแร่แก่บริษัทฯ แต่อย่างใด

    ช่างน่าสงสัยกับการออกแรงแข็งขันกันทุกฝ่ายกับที่ดินบุกรุกป่าสงวนฯ 2 งาน ที่ กพร. ถึงขั้นชี้แจงเป็นข่าวใหญ่โตโดยระบุว่า หากผิดจริงอาจถึงขั้นเพิกถอนอาชญาบัตร ซึ่งน่าจะถือได้ว่าเป็นครั้งแรกๆ ในประเทศไทยหากจะมีการเอาผิดในกรณีนี้

    หรือการสำรวจแร่ในจังหวัดเพชรบูรณ์มีเบื้องหลังเบื้องลึกมากกว่านั้น?

    ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2558 อุตสาหกรรมและ กพร.เปิดข้อมูลในประชาชาติธุรกิจ ปัจจุบันมีเอกชนยื่นคำขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำจำนวน 13 บริษัท ในพื้นที่ 11 จังหวัด เฉพาะข้อมูลการขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ในจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้แก่ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) 44 แปลง เนื้อที่ 397,396 ไร่ บริษัท ฟ้าร้อง จำกัด 4 แปลง เนื้อที่ 29,597 ไร่ บริษัท สยาม คอปเปอร์ รีซอร์สเซส จำกัด 8 แปลง เนื้อที่ 78,414 ไร่ บริษัท คลองตะแบก ไมน์นิ่ง จำกัด 3 แปลง เนื้อที่ 29,052 ไร่ บริษัท ไทย โกลบอล เวนเจอร์ส จำกัด 3 แปลง เนื้อที่ 9,929 ไร่ และ บริษัท ทรัพย์ภูมิ จำกัด 2 แปลง เนื้อที่ 16,135 ไร่

    รวมพื้นที่คำขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำทั้งหมดในจังหวัดเพรชบูรณ์ 560,523 ไร่

    ส่วนเว็บไซต์ของ กพร. ระบุข้อมูลอาชญาบัตรพิเศษในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้แก่ บริษัท สยาม คอปเปอร์ รีซอร์สเซส จำกัด ได้อาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองแดง ตะกั่ว สังกะสี แล้ว 27 แปลง พื้นที่ 259,430 ไร่ และ บริษัท พีวีเค ไมน์นิ่ง จำกัด ได้อาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่เหล็ก ทองแดง ตะกั่ว สังกะสี แล้ว 10 แปลง พื้นที่ 96,619 ไร่

    รวมพื้นที่อาชญาบัตรพิเศษของทั้งสองบริษัทฯ 356,049 ไร่ โดยอาชญาบัตรพิเศษทั้งหมดจะหมดอายุในปี 2563

    หากรวมแล้วในจังหวัดเพชรบูรณ์จะมีพื้นที่ขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่และพื้นที่อาชญาบัตรพิเศษทั้งหมด 916,572 ไร่ แร่ที่สำรวจได้แก่ แร่ทองคำ เงิน ทองแดง เหล็ก ตะกั่ว สังกะสี

    บนพื้นที่เกือบล้านไร่ จึงมีอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองแดง ตะกั่ว สังกะสีของ บริษัทสยามคอปเปอร์ฯ ที่ได้มาในปี 2558 ขณะที่คำขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำของบริษัทเหมืองทองเจ้าใหญ่ในประเทศยังติดขัดที่ มติ.ครม.ในปี 2550 รวมทั้ง ร่างนโยบายการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ (2558) ยังคลอดไม่ได้

    โดยกฎหมายแร่ ไม่ว่าจะเป็น พรบ.แร่ พ.ศ 2510 มาตรา 35 กำหนดว่า อาชญาบัตรพิเศษจะออกทับเขตเนื้อที่ซึ่งมีผู้ได้รับอาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ อาชญาบัตรพิเศษ ประทานบัตรชั่วคราว หรือประทานบัตรอยู่แล้วมิได้

    ถ้ามีเขตเนื้อที่ซึ่งมีผู้ได้รับอาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ อาชญาบัตรพิเศษ ประทานบัตรชั่วคราว หรือประทานบัตรอยู่แล้วในเขตคำขอ การออกอาชญาบัตรพิเศษ จะกระทำได้โดยกันเขตเนื้อที่ซึ่งมีผู้ถืออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ อาชญาบัตรพิเศษ ประทานบัตรชั่วคราว หรือประทานบัตรอยู่แล้วในเขตคำขอนั้นออก

    (ร่าง) นโยบายการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ (2558) ระบุว่า การขอสิทธิสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่ทั่วไป (นอกพื้นที่โครงการพัฒนาแหล่งแร่ทองคำเป็นโครงการใหญ่) ต้องขออนุญาตอาชญาบัตรพิเศษ และหากมี ‘การขอสิทธิสำรวจแร่ทองคำเหลื่อมล้ำทับซ้อนในพื้นที่เดียวกัน’ และไม่มีข้อยุติ กระทรวงอุตสาหกรรมจะใช้วิธีการเปิดประมูลสิทธิ หรือใช้วิธีการอื่นตามความเหมาะสม

    ส่วน ระเบียบกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับคำขอประทานบัตร การออกประทานบัตร การต่ออายุประทานบัตร และการโอนประทานบัตร พ.ศ. 2558 กำหนดไว้ใน ข้อ 8 (4) การยื่นคำขอเหลื่อมล้ำทับซ้อนในพื้นที่เดียวกัน ให้ดำเนินการตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมที่รัฐมนตรีเป็นผู้ประกาศ และ ข้อ 22 (2) กรณีมีการยื่นคำขอเหลื่อมล้ำทับซ้อนในพื้นที่เดียวกันกับคำขอที่ส่งให้กรมเพื่อดำเนินการอนุญาต ให้ประมวลเรื่องคำขอที่เหลื่อมล้ำทับซ้อนในพื้นที่ดังกล่าวทั้งหมดมาเพื่อพิจารณาดำเนินการไม่อนุญาตในคราวเดียวกัน

    ที่มา: http://www.dpim.go.th/laws/article?catid=114&articleid=6625

    ส่วนประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง นโยบายว่าด้วยการยื่นคำขออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ คำขออาชญาบัตรพิเศษ และคำขอประทานบัตร กรณีการยื่นคำขอเหลื่อมล้ำทับซ้อนในพื้นที่เดียวกัน พ.ศ.2550 กำหนดไม่ให้ยื่นคำขอประทานบัตรเหลื่อมล้ำทับซ้อนในพื้นที่เดียวกันในเขตพื้นที่อาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่หรืออาชญาบัตรพิเศษ เว้นแต่ผู้นั้นเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิครอบครองในที่ดินนั้นตามประมวลกฎหมายที่ดิน และ ไม่ให้ยื่นคำขอประทานบัตรเหลื่อมล้ำทับซ้อนในเขตพื้นที่ที่ผู้ถืออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่หรืออาชญาบัตรพิเศษได้ยื่นคำขอประทานบัตรต่อเนื่องจากอาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่หรืออาชญาบัตรพิเศษก่อนสิ้นอายุและอยู่ระหว่างการพิจารณาตามคำขอนั้น

    การยื่นคำขออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ หรือ อาชญาบัตรพิเศษ กำหนดไม่ให้ยื่นคำขอเหลื่อมล้ำทับซ้อนในพื้นที่เดียวกันในเขตพื้นที่อาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ อาชญาบัตรพิเศษ หรือประทานบัตร เว้นแต่จะกันเขตคำขอนั้นออกจากอาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ อาชญาบัตรพิเศษ ประทานบัตรชั่วคราว หรือประทานบัตร และ ไม่ให้ยื่นคำขอในเขตพื้นที่ที่ผู้ถืออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่หรืออาชญาบัตรพิเศษได้ยื่นคำขอประทานบัตรต่อเนื่องจากอาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่หรืออาชญาบัตรพิเศษก่อนสิ้นอายุและอยู่ระหว่างการพิจารณาตามคำขอนั้น

    หากมีผู้ประสงค์ยื่นคำขอประทานบัตร หรือ ยื่นคำขออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ หรือคำขออาชญาบัตรพิเศษเหลื่อมล้ำทับซ้อนในพื้นที่เดียวกัน เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้ให้สิทธิแก่ผู้ยื่นคำขอรายแรกหรือรายใดแล้ว ให้เจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่แจ้งผลการไม่อนุญาตให้ผู้ยื่นคำขอเหลื่อมล้ำทับซ้อนในพื้นที่เดียวกันทราบทุกราย

    ที่มา: http://www.industry.go.th/saraburi/index

    มาถึงวันนี้ที่การขยายพื้นที่สำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำยังติด มติ ครม. ปี 2550 และร่างนโยบายเปิดเหมืองทอง 12 จังหวัด ที่ต้องการกันพื้นที่แหล่งแร่ทองคำออกเป็นโครงการพัฒนาแหล่งแร่ทองคำเป็นโครงการใหญ่ โดยให้อำนาจกระทรวงอุตสาหกรรมในการเปิดประมูลพื้นที่หรือวิธีการอื่นๆ หากมีปัญหาการยื่นขอทับซ้อน ยังไม่ได้ประกาศใช้

    ก็ยังหมายความได้ง่ายๆ ว่าใครขอก่อน ได้อาชญาบัตรก่อน มีสิทธิก่อน

    งานนี้จึงน่าจะมีคนเดือดร้อนอยู่ไม่น้อย เพราะบริษัทเหมืองทองเจ้าใหญ่ที่ได้สิทธิสำรวจแร่ครอบคลุม 3 จังหวัด คือ พิจิตร พิษณุโลก และกำแพงเพชร กำลังจะหมดอายุสัมปทาน หากไม่ได้อาชญาบัตรพิเศษเพื่อเปิดสำรวจในพื้นที่แหล่งใหม่ บริษัทจะดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างไร


    2

    “...มีการยื่นคำขออาชญาบัตรจากกลุ่มนายหน้า นายทุนท้องที่ เเละจากกลุ่มข้าราชการจากอุตสาหกรรมจังหวัดเพื่อนำมาขายอีกทอด เฉลี่ยคำขอที่ยื่นขอเพื่อยกเลิก 300,000-500,000 บาท ทำให้เกิดการยื่นขออาชญาบัตรเพื่อนำมาขายต่อเต็มไปหมด...”

    “300,000-500,000 ยังจิ๊บๆ บางแปลง 3-5 ล้าน ครับ มาที่หลังก็ต้องกล้าลงทุนหน่อย”

    “...เดี๋ยวนี้มีธุรกิจหลอกขายแหล่งแร่ในเขตป่าอนุรักษ์ หรือพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 ลูกค้าชั้นดีได้แก่ชาวจีนครับ แร่ยอดนิยมได้แก่ เหล็ก แมงกานีส และพลวง...

    “...ผู้ชักนำ ได้ค่าแนะนำแหล่ง และค่าหัวคิวค่าจ้างทำรายงานธรณีวิทยาและสิ่งแวดล้อม เล่มละหลายหมื่นนะครับ ...ในวงการนี้หากมีผู้แนะนำให้ผู้อยากทำเหมือง ทำรายงานต่างๆ ประกอบคำขอที่ไม่มีโอกาสจะได้รับอนุญาต ผู้รับจ้างจะจ่ายค่าหัวคิวให้ผู้แนะนำ ค่าหัวคิวนี้เขาเรียกว่า ‘ค่าจูงควาย’ นะครับ”

    “โดยเฉพาะช่วงนี้ ราคาแร่โลหะแพงขึ้นมาก ตลาดมีความต้องการสูง ทั้งจีน อินเดีย แร่เหล็กเป็นแร่ยอดนิยม แมงกานิส พลวงก็ไม่แพ้กัน ดังนั้นธุรกิจซื้อขายแหล่งแร่ หรือแหล่งที่คิดว่ามีแร่ จึงเป็นที่นิยมมาก อาชญาบัตร ประทานบัตร รวมทั้งคำขอ มีการซื้อขาย หรือ หลอกขายกันเป็นทีสนุกสนาน”

    “เรื่องการทำธุรกิจ จับจองแหล่งแร่ หรือแหล่งที่คิดว่ามีแร่ แล้วไปขายผู้อื่นโดยตนเองไม่มีเจตนาที่จะทำเหมืองเอง เรื่องนี้มีมาแต่โบราณกาลแล้วครับ ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น...”

    “ยื่นขอประบัตรทับซ้อน” นี่คือหัวข้อในการสนทนาบนเว็บบอร์ดรับเรื่องร้องเรียนออนไลน์ของ กพร.

    ทั้งนี้ มีคนที่ใช้ชื่อว่า “คนกรม” เข้ามาตอบกระทู้ว่า “ก็พอจะทราบเรื่องอยู่บ้างเลา ๆ ว่าจังหวัดไหน สันนิษฐานได้ว่าเจ้าหน้าที่ลำเอียง รู้เห็นเป็นใจกับผู้ประกอบการ...โดยมีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลังในการขายแหล่งแร่”

    ที่มา: http://www1.dpim.go.th/wbd/question

    ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง นโยบายว่าด้วยการยื่นคำขออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ คำขออาชญาบัตรพิเศษ และคำขอประทานบัตร กรณีการยื่นคำขอเหลื่อมล้ำทับซ้อนในพื้นที่เดียวกัน พ.ศ.2550 ระบุไว้ชัดเจนว่า ด้วยปัจจุบันมีผู้ประสงค์ยื่นคำขออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ คำขออาชญาบัตรพิเศษ และคำขอประทานบัตรเหลื่อมล้ำทับซ้อนในพื้นที่เดียวกันหลายราย ซึ่งการยื่นคำขอดังกล่าว ยังมิได้ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ยื่นคำขอในพื้นที่ที่ยื่นคำขอแต่อย่างใด จึงเป็นเหตุให้มีผู้ยื่นคำขออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ คำขออาชญาบัตรพิเศษ และคำขอประทานบัตร เหลื่อมล้ำทับซ้อนในพื้นที่เดียวกันในหลายจังหวัดและก่อให้เกิดปัญหาข้อพิพาทระหว่างผู้ขอกันเองและกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตลอดจนปัญหาการร้องเรียนคัดค้านต่างๆ ตามมา

    กล่าวภาษาง่ายๆ ว่า การยื่นขอสำรวจแร่และขอทำเหมืองแร่หลายเจ้าในพื้นที่เดียวกันเป็นปัญหามาช้านานแล้ว ไม่ว่าเป้าหมายของผู้ขอจะหวังผลในทางใด

    และหากยังจำได้ สมัย รมว.อุตสาหกรรม จักรมณฑ์ ผาสุกวนิช จนถึง รมว.อุตฯ คนปัจจุบัน หรือ อธิบดี กพร. ก็เคยเกริ่นๆ ในข่าวหลายครั้งเกี่ยวกับปัญหานี้ที่รัฐกำลังพยายามสะสาง

    เมื่อครั้งตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสำรวจแร่ทองคำและทำเหมืองทองคำ 12 จังหวัด ลุกฮือชุมนุมประท้วง และยื่นรายชื่อประชาชนเกือบสามหมื่นรายชื่อเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยุติการสำรวจและการทำเหมืองทองคำทั้งหมดเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ครั้งนั้น นายกฯ ก็ให้สัมภาษณ์ว่า “กำลังทบทวนอยู่ มันเป็นเรื่องเดิมอยู่แล้วด้วย ทั้งเรื่องที่ดินแปลงเก่า แปลงใหม่ ที่ยังติดเรื่องข้อกฎหมาย เช่นการต่อสัญญา…อย่างไรก็ตาม จะยังไม่มีการเปิดเหมืองทองคำเพิ่ม...”

    ตัวอย่าง กรณีเหมืองทองจังหวัดเลยที่รัฐทำสัญญากับ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด โดยให้อาชญาบัตรพิเศษผูกขาดการสำรวจแร่บนเนื้อที่กว่าสามแสนไร่ ผ่านมติ ครม. ซึ่งนำมาสู่คำขอประทานบัตร 112 แปลง ปัจจุบันมีการทำเหมืองไปแล้ว 6 แปลง หากผู้ประกอบการเหมืองแร่รายอื่นจะขอประทานบัตรในพื้นที่ทับซ้อนใน 112 แปลงนี้จะต้องผ่านการยินยอมจากบริษัททุ่งคำก่อน

    ดังนั้นคงจะกล่าวได้ว่า ใครขออาชญาบัตร ขอประทานบัตรได้ก่อน ครอบคลุมพื้นที่ได้ยิ่งมากเท่าใด ก็ยิ่งเพิ่มช่องทางในการหาประโยชน์บนพื้นที่ที่ได้สิทธิหลายช่องทางมากขึ้น

    แต่หากการตกลงผลประโยชน์ไม่ลงตัว เรื่องแดงขึ้นมา คนที่เดือดร้อนก่อนคือรัฐผู้รับผิดชอบในการกำกับดูแล เพราะอาจจะถูกสอบวินัยหรือถูกฟ้องร้องได้ทั้งสองทาง วิธีการหลบเลี่ยงปัญหานี้ คือหาช่องทางในกฎหมายอื่นมาจัดการ โดยกรณีนี้ยังไม่ได้กล่าวถึงอำนาจใต้โต๊ะ หรือใหญ่กว่านั้นคืออำนาจเหนือรัฐ ที่จะเป็นตัวแปร


    3

    สองปีที่ผ่านมาประเทศไทยตกอยู่ในสถานการณ์การเมืองปั่นป่วน เศรษฐกิจตกต่ำ เป็นโอกาสที่กระทรวงอุตสาหกรรมใช้อ้าง “การกระตุ้นเศรษฐกิจ” เป็นเหตุผล เพื่อผลักดันนโยบายทางเศรษฐกิจต่างๆ โดยลดอุปสรรคทุกด้านให้กับนายทุนไทยและนายทุนต่างชาติ ในทุกๆ สาขาได้อย่างรื่นไหลโดยใช้อำนาจเบ็ดเสร็จของรัฐบาลทหาร

    อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์การเมืองไทยในทุกยุคของการรัฐประหารหรือการปฏิวัติได้แสดงภาพที่ชัดเจนหลังจากนั้น คือ นักการเมือง รัฐ ทุน จับมือ จูบปาก จัดสรรแบ่งปันผลประโยชน์กันให้ลงตัว จนกระทั่งทุนพัฒนาขึ้นจนเข้มแข็งมีอำนาจเหนือรัฐ

    เพียงแต่การรัฐประหารที่อ้างเพื่อความสงบสุขของชาติในครั้งนี้ยกระดับไปมากกว่านั้น เมื่อมีการสถาปนา “คณะกรรมการภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ” (Public – Private Steering Committee) โดยมี “หัวหน้าคณะทำงานภาคเอกชน” ทำงานประกบกับรัฐมนตรี 12 คณะ โดย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แต่งตั้ง และผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้รับทราบ ไปเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2558

    เป็นครั้งแรกในประเทศไทยจากข้ออ้างการปฏิรูปประเทศและประชารัฐ โดยยกเหตุผลที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ความผันผวนในระบบการเงินโลก ราคาน้ำมันลด การย้ายฐานการผลิตของบรรษัทข้ามชาติ การลงทุนในภาคอุตสาหกรรมลดลง การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบทางการค้าและการกีดกันทางการค้า กระทรวงพาณิชย์จึงเห็นควรแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าวในลักษณะ "ภาคเอกชนนำ และ ภาครัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวกและสนับสนุน" เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยกระดับรายได้ของประเทศให้เป็นประเทศที่มีรายได้สูง

    บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการฯ 12 คณะ ข้อแรก คือ การดำเนินการในลักษณะ "หุ้นส่วน" ภาครัฐ เอกชน และประชาชน (ประชารัฐ) โดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้ชี้แจงว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการภาครัฐและเอกชนฯ มิได้เป็นการแต่งตั้งคณะกรรมการตามมติคณะรัฐมนตรี แต่เป็นคณะกรรมการที่ภาคเอกชนขันอาสาเข้ามาช่วยภาครัฐดำเนินการขับเคลื่อนในเรื่องต่างๆ ซึ่งเชื่อมโยงกับภารกิจของกระทรวง กรม และหน่วยงานต่างๆ

    คณะกรรมการฯ 12 คณะนี้จึงถูกเรียกขานในสื่อว่า “ประชารัฐฉบับนายทุน”

    ทั้งนี้ หัวหน้าคณะทำงานภาคเอกชนสายเหมือง ได้แก่ นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด มหาชน เป็นหัวหน้าคณะทำงานด้านการปรับแก้กฎหมายและกลไกภาครัฐ คณะทำงานด้านการยกระดับนวัตกรรมและผลิตภาพ พ่วงด้วยการเป็น คณะทำงานชี้นำยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อนการเพิ่มผลิตภาพ นวัตกรรม และมาตรฐานภาคอุตสาหกรรม (สปริงบอร์ด) ของกระทรวงอุตสาหกรรม

    และ นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด มหาชน เป็นหัวหน้าคณะทำงานด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ

    สายพลังงาน นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) เป็นหัวหน้าคณะทำงานคณะทำงานด้านพัฒนาคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    สายเกษตรและอาหาร นายฐาปน สิริวัฒนภักดี บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นหัวหน้าคณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ

    นายทุนใหญ่สาขาอื่นๆ ที่กุมอำนาจในคณะกรรมการฯ นอกจากนั้น ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) หอการค้าไทย บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด

    ความเคลื่อนไหวจากการประชุมคณะกรรมการสปริงบอร์ด ของกระทรวงอุตสาหกรรม 2 ครั้ง ที่มีนายกานต์ ตระกูลฮุน ประธานที่ปรึกษา บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด นั่งในฐานะ “หุ้นส่วน” รัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรม คณะกรรมการฯ มีมติในที่ประชุมมีคำสั่งให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งกำกับดูแล โรงงานขนาดกลางและขนาดเล็กทั่วประเทศ ประมาณ 1.4 แสนแห่ง ปรับบทบาทจากการเป็นหน่วยงานกำกับ ควบคุม ตรวจสอบ จับผิด และออกใบอนุญาต มาเป็นหน่วยงานให้คำปรึกษาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ส่วนการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ซึ่งกำกับดูแลโรงงานขนาดใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรมเป็นหลักต้องปรับปรุงบทบาทให้มีความคล่องตัวมากขึ้น รวมทั้งเร่งรัดให้กระทรวงอุตสาหกรรม ติดตามความคืบหน้าการปรับบทบาท และภารกิจของสถาบันต่างๆ ภายใต้สังกัดกระทรวงรองรับนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน โดยปรับโครงสร้างการทำงานให้เป็นองค์กรที่มีการบูรณาการร่วมกับภาคเอกชน ไม่ได้ทำงานตามนโยบายกระทรวงเท่านั้น

    กรณีการใช้กฎหมายป่าไม้กับพื้นที่บุกรุกป่าสงวนฯ 2 งานในพื้นที่แหล่งแร่ทองคำจังหวัดเพชรบูรณ์ มีการปฏิบัติการณ์ในวันที่ 6 มกราคม 2559

    ปลดล็อคผังเมืองให้ โรงไฟฟ้า โรงผลิตหรือจำหน่ายก๊าซที่ไม่ใช่ก๊าซธรรมชาติ โรงบำบัดน้ำเสีย เตาเผาขยะ โรงงานคัดแยกและฝังกลบ โรงงานรีไซเคิล ยกเว้นอีไอเอ โรงผลิตไฟฟ้าจากขยะ ตามแผนการจัดการกากอุตสาหกรรมปี 2558-2562 ซึ่งจะมีการใช้ขุมเหมืองเก่าเป็นที่ทิ้งขยะอุตสาหกรรมและขยะอุตสาหกรรมนำเข้า รวมถึงใช้ขุมเหมืองเก่าเป็นที่เก็บกักน้ำ โดยนำร่องไปแล้วหลายพื้นที่ในขุมเหมืองเก่าของบริษัทในเครือปูนซีเมนต์ไทย

    หรือ อำนาจมาตรา 44 แผนแม่บทป่าไม้ฯ การแก้กฎหมายนับร้อยเพื่อใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติเพื่ออุตสาหกรรม เช่น กฎหมายแร่ กฎหมายป่าไม้ ให้ต่างชาติเช่าที่ดินได้ 99 ปี ดันร่างกฎหมายจีเอ็มโอ ห้ามประมงเรือเล็กออกนอกทะเลชายฝั่งเกิน 3 ไมล์ เป็นต้น

    การสถาปนาทุนเพื่อครอบครองอำนาจในการบริหารระบบเศรษฐกิจของประเทศในทุกสาขาอย่างเป็นทางการ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในยุคสมัยใดของประเทศไทย

    ในแวดวงนักเคลื่อนไหวกำลังมองว่า นี่คือการยกระดับของกลุ่มทุนไทยสู่ทุนข้ามชาติ เพื่อจับมือกับกลุ่มทุนบรรษัทข้ามชาติกินรวบทรัพยากรทั้งในประเทศ ประเทศเพื่อนบ้าน อาเซียน รวมถึงประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นฐานทรัพยากรของโลก

    ส่วนปัญหาการเมือง รัฐทหาร ประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญใหม่ ที่กระแสคัดค้านกำลังกลับมา ก็เป็นเพียงฆ้อนหนึ่งด้ามที่สร้างขึ้นจากตัวละครและฉากละครหลายๆ ฉาก เพื่อการเจรจาต่อรอง ก่อนจะส่งมอบให้คนไทย โดยไม่ได้แยแสต่อผลในตอนท้าย เพราะอำนาจทุกทางได้ถูกทุนใหญ่ในชาติกุมไว้สิ้นแล้ว

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai