Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog



    28 ก.ค.2558 ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อโครงการจัดสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเรือขนถ่านหิน อ.เทพา จ.สงขลา ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 27–28 ก.ค.2558

    สำหรับเวทีรับฟังความเห็นวันแรกในวันที่ 27 ก.ค.เป็นการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหิน และจะมีเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในส่วนการสร้างท่าเรือขนส่งถ่านหินเทพา ในวันที่ 28 ก.ค.

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ มีนายธำรงค์ เจริญกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเป็นประธาน และมีการจัดการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยก่อนหน้านี้มีการออกประกาศจังหวัดห้ามไม่ให้กลุ่มคนที่เห็นต่างเข้าไปในบริเวณงาน โดยให้เหตุผลว่าเกรงว่าจะสร้างความปั่นป่วน

    สำหรับบรรยากาศการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการวางกำลังเจ้าหน้าที่กระจายอยู่เต็มพื้นที่ ทั้งตำรวจ ทหาร และ อส.พร้อมอาวุธ ขณะที่มีประชาชนมาเดินทางมาเข้าร่วมเวทีนับเป็นจำนวนมาก และมีการแจกสิ่งของ อาทิ เสื้อยืดคอกลมที่มีข้อความ “เทพาเมืองเก่า คนเอาถ่าน” ด้วย

    ภาพโดย เอกชัย อิสระทะ

    กระทั่งเวลาประมาณ 10.00 น.มีกลุ่มชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน นำโดยนายดิเรก เหมนคร ผู้ประสานงานเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน เคลื่อนขบวนมาถึงบริเวณที่จัดเวที แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตั้งด่านสกัดไม่ให้เข้าไปในสถานที่จัดงาน  จนต้องมีการเจรจากันเป็นเวลานาน เจ้าหน้าที่จึงยอมให้ฝ่ายที่คัดค้านโรงไฟฟ้าส่งตัวแทนเข้าพบผู้ว่าฯ โดยกำหนดเข้าพบได้เพียง 3 คน และต้องไม่ถือป้ายหรือแสดงสัญลักษณ์แสดงความไม่เห็นด้วย รวมถึงให้ลงนามในคำสั่งห้ามไม่ให้มีการเคลื่อนไหวใดๆ อันเป็นการแสดงออกถึงการคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าด้วย

    ส่วนทางด้านบรรยากาศในเวทีรับฟังความคิดเห็น หลังจาก กฟผ.ชี้แจงรายละเอียดโครงการ ได้เปิดโอกาสให้ชาวบ้านแสดงความคิดเห็น โดยมีทั้งผู้ที่สนับสนุนและคัดค้าน โดยฝ่ายสนับสนุนเห็นว่า การสร้างโรงไฟฟ้าจะช่วยพัฒนาพื้นที่ แต่ก็เป็นห่วงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนฝ่ายที่คัดค้านเห็นว่า โรงไฟฟ้าจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี เนื่องจากโรงไฟฟ้าถ่านหินมีอายุใช้งานไม่ถึง 50 ปี แต่จะสร้างมลพิษอย่างมหาศาลในพื้นที่และยากต่อการฟื้นฟู

    ก่อนหน้านี้ มีการออกแถลงการณ์คัดค้านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นโครงการจัดสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าว โดยเครือข่ายพลเมืองสงขลา ซึ่งเห็นว่า กระบวนการจัดการรับฟังความเห็นครั้งนี้ไม่มีความชอบธรรมและขัดกับหลักการการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยเห็นว่า

    1. เป็นการรับฟังความคิดเห็นข้างเดียวเฉพาะฝ่ายที่เห็นด้วยกับโครงการ โดยกีดกันฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยไม่ให้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งโดยคำสั่งให้ร้าย และการกีดกันออกจากพื้นที่จัดเวที

    2. มีการบิดเบือนข้อมูล ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ไม่ครบถ้วน ไม่ตอบคำถามจากการรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 ขาดข้อมูลเปรียบเทียบ เพื่อการตรวจสอบที่รอบคอบรอบด้าน

    3. ไม่สร้างบรรยากาศในการรับฟังที่เหมาะสมและเป็นอิสระ เช่น การระดมกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยเกินความจำเป็น มีการใช้กองกำลังสรรพาวุธเหมือนมีสถานการณ์สงคราม

    4. มีการให้อามิสสินจ้างรางวัลเพื่อโน้มน้าวใจสำหรับฝ่ายที่เห็นด้วยหรือสนับสนุนโครงการ ทั้งมีการแจกข้าวสาร แจกเสื้อ รวมถึงเงิน และผลประโยชน์อื่นๆ

    ในแถลงการณ์ยังเรียกร้องให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ยุติกระบวนการโดยระบุว่าเป็น “การรับฟังความคิดเห็นฯ ที่ขัดต่อหลักการการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนโดยวิธีสาธารณะดังกล่าว และไม่ให้นำผลการรับฟังฯ ที่ขาดความชอบธรรมชุดนี้ (ค.1-ค.3) มาอ้างในการดำเนินการขออนุญาตโครงการต่อไป จนกว่าจะได้ดำเนินการกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่เป็นที่ยอมรับของสาธารณชนต่อไป”

     

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ขณะที่ประเทศอย่างไอซ์แลนด์หรือนอร์เวย์เพิ่งลงมติยกเลิกกฎหมายที่ล้าหลังอย่างกฎหมายหมิ่นศาสนา แต่ในบางประเทศเช่นซาอุดิอาระเบียกลับมีการใช้กฎหมายนี้ปราบปรามคนเห็นต่างมากขึ้นเรื่อยๆ บทความของนักเขียนอียิปต์เปิดเผยถึงปัญหาจากการบังคับใช้กฎหมายนี้และข้อถกเถียงในแง่สิทธิมนุษยชนและการแยกรัฐจากศาสนา

    25 ก.ค. 2558 ไมเกล นาบิล ซานัด นักเขียนและนักกิจกรรมเพื่อสันติภาพชาวอียิปต์เขียนบทความในวารสารวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศ Foreign Policy In Focus (FPIF) ถึงกรณีที่ประเทศไอซ์แลนด์มีมติยกเลิกกฎหมายหมิ่นศาสนาเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเทียบกับที่ประเทศอื่นเช่นซาอุดิอาระเบียที่ยังมีกฎหมายนี้อยู่

    ซานัดระบุว่าสภาไอซ์แลนด์มีมติยกเลิกกฎหมายหมิ่นศาสนาที่มีอายุยาวนาน 75 ปี ถือเป็นชัยชนะของพรรคการเมืองชื่อพรรคไพเรทที่มีการเรียกร้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นศาสนาหลังจากเหตุการณ์โจมตีนิตยสารชาลีเอบโดในฝรั่งเศส ถึงแม้ว่ากลุ่มศาสนาในไอซ์แลนด์จะแสดงตัวต่อต้านการยกเลิกกฎหมายนี้แต่ในสภาไอซ์แลนด์ก็มีการลงมติเสียงข้างมากให้มีการยกเลิกกฎหมายดังกล่าว

    บทความใน FPIF ยังเปรียบเทียบกรณีในไอซ์แลนด์กับซาอุดิอาระเบียที่เพิ่งจะมีเหตุการณ์ศาลสั่งลงโทษนักกิจกรรม ราอีฟ บาดาวี ผู้ให้บริการกระดานสนทนาแลกเปลี่ยนชื่อเว็บ 'เสรีนิยมชาวซาอุดิอาระเบีย' ในข้อหาหมิ่นศาสนาและเลิกศรัทธาในศาสนาเมื่อเดือนที่แล้ว โดยมีบทลงโทษคือการสั่งโบย 1,000 ครั้ง และจำคุก 10 ปี ถึงแม้ว่าจะมีความพยายามรณรงค์เรียกร้องปล่อยตัวบาดาวีผู้ได้รับเสนอชื่อชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเนื่องจากการส่งเสริมเสรีภาพในซาอุฯ แต่ก็ไม่ทำให้เขาได้รับการปล่อยตัว

    ซานัดตั้งข้อสังเกตว่าในขณะที่ประเทศอย่างไอซ์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ กำลังมีการยกเลิกกฎหมายหมิ่นศาสนาที่เก่าแก่ แต่ประเทศอื่นๆ เช่นไอร์แลนด์กำลังมีการนำเสนอกฎหมายหมิ่นศาสนาฉบับใหม่ และในประเทศอย่างซาอุฯ และอียิปต์ก็มีการใช้กฎหมายนี้ปราบปรามประชาชนมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ในปี 2555 สถาบันวิจัยพิวระบุว่ามีประเทศ 1 ใน 5 ของโลกที่มีกฎหมายหรือนโยบายห้ามการหมิ่นศาสนา และประเทศ 1 ใน 10 ของโลกมีการลงโทษผู้ที่เลิกศรัทธาในศาสนา


    กรณีของซาอุฯ : ปัญหาจากการบังคับใช้กฎหมาย

    บทความของซานัดยังระบุถึงกรณีการบังคับใช้กฎหมายในซาอุฯ ซึ่งเป็นประเทศที่มีการลงโทษข้อหาหมิ่นศาสนาและเลิกศรัทธาโดยใช้ความรุนแรงอย่างการทารุณกรรม การโบยตี ไปจนถึงการประหารชีวิต ซานัดชี้ว่าปัญหาอย่างหนึ่งในระบบกฎหมายของซาอุฯ คือการบังคับใช้กฎหมายชะรีอะฮ์ซึ่งเป็นกฎหมายแบบอิสลามไม่มีการระบุนิยามเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนแต่ให้อำนาจตำรวจและผู้พิพากษาในการตีความและบังคับใช้โดยอ้างอิงจากคำสอนทางศาสนาเอง ทำให้มีการตีความข้อความจากศาสดาที่ระบุว่าให้ "สังหารผู้ที่เปลี่ยนศาสนา" ผู้พิพากษาในซาอุฯ จึงตัดสินลงโทษผู้ต้องหาอย่างโหดร้าย

    ทั้งนี้ซาอุฯ เพิ่งมีการออกพระราชกฤษฎีกาใหม่เมื่อปีที่แล้วซึ่งระบุให้ผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศถือเป็นผู้ก่อการร้ายโดยมีการรวมเอากลุ่มผู้ไม่นับถือศาสนาเข้าไว้ไปด้วย ซึ่งนอกจากกรณีของบาดาวีแล้วยังมีเหยื่อรายอื่นๆ ที่ถูกกฎหมายห้ามหมิ่นศาสนาและห้ามเลิกนับถือศาสนาเล่นงาน แต่ซาอุฯ เป็นประเทศที่ขาดความโปร่งใสและไม่มีภาคประชาสังคมที่มีประสิทธิภาพทำให้ตรวจสอบรายชื่อเหยื่อได้ยากมาก

    โดยบทความของซานัดยกตัวอย่างผู้ที่ถูกกล่าวหาด้วยข้อหาหมิ่นศาสนาหลายกรณี เช่น ฮัมซา คาชการี ผู้ที่ถูกตามล่าตัวถึงมาเลเซียและถูกส่งตัวกลับซาอุฯ เขาถูกกล่าวหาว่าเขียนข้อความเชิงต่อต้านศาสนา ทำให้ถูกกุมขังเป็นเวลา 20 เดือน จนกระทั่งเขายอมถอนคำพูดเรื่องการเลิกนับถือศาสนาถึงถูกปล่อยตัวออกมาโดยสิ่งแรกสุดที่เขาทำหลังจากถูกปล่อยตัวออกมาคือถ่ายรูปคู่กับครูสอนศาสนาในขณะที่ได้รับของขวัญเป็นคัมภีร์อัลกุรอาน

    นอกจากกรณีคาชการีแล้วยังมีกรณีอื่นๆ ที่ถูกลงโทษข้อหาหมิ่นศาสนาทั้งๆ ที่จำเลยเขียนบทความเกี่ยวกับคุณภาพการศึกษาของซาอุฯ หรือพูดคุยกับนักเรียนในเรื่องวิชาเคมีกับศาสนายูดาย มีอีกรายหนึ่งที่ถูกสั่งประหารชีวิตเพราะสบถต่อพระเจ้าแต่ก็ได้รับการอภัยโทษจากสมเด็จพระราชาธิบดีอัลดุลลาห์และเนรเทศไปยังตุรกีหลังจากที่ให้เขา "ไถ่บาป" และขอพระเจ้าให้อภัยแล้ว

    ซานัดระบุว่า การลงโทษอย่างรุนแรงในซาอุฯ เป็นเรื่องเชิงปฏิกิริยาเพราะมีกลุ่มคนที่ไม่นับถือศาสนาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศ และราชวงศ์ของซาอุฯ ก็อาศัยศาสนาเป็นเครื่องมือในการรักษาอำนาจ การที่มีคนเชื่อศาสนาน้อยลงจึงทำให้ความชอบธรรมของพวกเขาลดลงไปด้วย ผลโพลล์จากกัลลัประบุว่าในปี 2553 มีชาวซาอุฯ ร้อยละ 7 เห็นว่าศาสนาไม่ใช่เรื่องจำเป็นต่อชีวิตของพวกเขา และในปี 2557 ทางการซาอุฯ สั่งบล็อคเว็บไซต์มากกว่า 24,000 เว็บ ส่วนใหญ่เป็นเว็บเกี่ยวกับผู้ไม่นับถือศาสนาและเว็บไซต์ภาพโป๊และมีการจับกุมประชาชนที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์เหล่านี้ 76 คน

    ในช่วงปีที่แล้ว กลุ่มผู้ไม่นับถือศาสนาชาวซาอุฯ แอบจัดประชุมลับเป็นครั้งแรกในนครเมกกะ มีผู้เข้าร่วมราว 100 คน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ทางการซาอุฯ ตื่นตระหนก เพราะนครเมกกะถือเป็นนครศักดิ์สิทธิ์ของอิสลามและผู้ที่เข้าไปประชุมลับร่วมกันคือกลุ่มคนที่เลิกนับถืออิสลามกลายเป็นแรงจูงใจให้กษัตริย์ซาอุฯ ออกพระราชกฤษฎีกา 3 เดือนหลังจากนั้น


    กรณีของซูดาน : การกระทำโดยอาชญากรสงคราม

    บทความของซานัดยังระบุถึงกรณีประเทศอื่นอย่างซูดานที่มีการลงโทษผู้เลิกนับถือศาสนาและผู้หมิ่นศาสนาแบบเดียวกับซาอุฯ นอกจากนี้ยังไม่มีภาคประชาสังคมหรือสื่ออิสระที่มีการพัฒนาทำให้รัฐบาลซูดานปราบปรามประชาชนที่เป็นเป้าหมายโดยไม่ได้รับความสนใจจากนานาชาติ โดยที่ซูดานมีกฎหมายอาญามาตรา 125 ที่สั่งลงโทษคนหมิ่นศาสนาด้วยการจำคุก การปรับ หรือการโบย ส่วนกฎหมายมาตรา 126 สั่งลงโทษผู้เลิกนับถือศาสนาด้วยการประหารชีวิต

    มีการยกตัวอย่างคดีหนึ่งที่เป็นที่รู้จักในนาม "คดีตุ๊กตาหมีซูดานหมิ่นศาสนา" ในปี 2550 มีครูชื่อกิลเลียน กิบบอนส์ ถูกลงโทษข้อหาหมิ่นศาสนาเพียงเพราะเธอตั้งชื่อตุ๊กตาในห้องเรียนว่า "มูฮัมเหม็ด" เธอถูกสั่งจำคุกและถูกสั่งเนรเทศ มีกลุ่มสุดโต่งทางศาสนาก่อจลาจลเรียกร้องให้สังหารเธอ แต่เธอก็ใช้การถือสัญชาติพลเมืองอังกฤษทำให้เธอกลับประเทศอังกฤษได้อย่างปลอดภัย

    อีกกรณีหนึ่งคือคดีของมูฮัมเหม็ด ทาฮา บรรณาธิการหนังสือพิมพ์อัลวิฟัคในซูดานซึ่งเป็นผู้นับถืออิสลามเคร่งครัดและเป็นสมาชิกกลุ่มแนวร่วมอิสลามแห่งชาติซูดาน แต่ในปี 2548 เมื่อหนังสือพิมพ์ของเขามีบทความตั้งคำถามเกี่ยวกับบรรพบุรุษของศาสดา เจ้าหน้าที่ทางการซูดานก็เข้าจับกุม ดำเนินคดี และตัดสินให้เขามีความผิดฐานหมิ่นศาสนาและสั่งปรับหนังสือพิมพ์ของเขา มีกลุ่มหัวรุนแรงทางศาสนาเผาหนังสือพิมพ์ของเขาและลักพาตัวเขาไปสังหารตัดคอ


    กรณีของอียิปต์ : เผด็จการทหารอิงเทวนิยม

    ซานัดระบุว่าระบบกฎหมายของอียิปต์มีแต่ความยุ่งเหยิง ในขณะที่มาตราที่ 2 ของรัฐธรรมนูญปี 2557 ของอียิปต์ระบุให้กฎหมายชะรีอะฮ์เป็นแหล่งอ้างอิงหลักของการออกกฎหมาย แต่ในอีกด้านหนึ่งมาตราที่ 64 ในรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันก็ระบุให้มีการรับรองเสรีภาพทางด้านความเชื่อ ในมาตราเดียวกันนี้ยังมีการจำกัดเสรีภาพในการทำพิธีกรรมทางศาสนาของสามศาสนาคือยูดาย คริสต์ และอิสลาม ส่วนมาตราที่ 7 ของรัฐธรรมนูญระบุให้มัสยิดอัลอัสซาร์ในกรุงไคโรเป็นศาสนสถานของรัฐทำให้ร่างกฎหมายและคำตัดสินของศาลต้องถูกส่งไปที่อัลอัสซาร์เพื่อพิจารณาก่อน

    ในแง่กฎหมายหมิ่นศาสนาอียิปต์อ้างอิงกฎหมายอาญาที่มีมาตั้งแต่ปี 2480 ในมาตรา 98 ที่ระบุว่าการหมิ่นศาสนาครอบคลุมแค่ 3 ศาสนาคือยูดาย คริสต์ และอิสลาม เท่านั้น แต่ในการบังคับใช้กฎหมายจริงซานัดระบุว่ามีแต่การใช้กับกรณีหมิ่นศาสนาคริสต์เป็นส่วนใหญ่ มีจำนวนหนึ่งใช้กับการหมิ่นศาสนาอิสลามนิกายชีอะฮ์ มีอยู่จำนวนน้อยมากที่เป็นการนำมาใช้กับการหมิ่นอิสลามนิกายซุนนี

    ซานัดวิจารณ์มัสยิดอัลอัสซาร์ว่าเป็นสถาบันอนุรักษ์นิยมที่พยายามไล่ล่าผู้ไม่นับถือศาสนาให้เข้าคุก เช่นกรณีบล็อกเกอร์ผู้ไม่นับถือศาสนาชื่อ คารีม อาเมอร์ ในปี 2549 ที่กลายเป็นบล็อกเกอร์คนแรกของอียิปต์ที่ถูกลงโทษจำคุกเพราะข้อเขียนของตน เจ้าหน้าที่ทางการทารุณกรรมเขาหลายครั้งในช่วงที่ถูกกุมขังเพราะเขาเลิกนับถือศาสนาอิสลาม

    และหลังจากเกิดการลุกฮือโค่นล้มมูบารัคในปี 2554 รัฐอียิปต์ก็ใช้ทุกมาตรการเป็นเครื่องมือกดขี่ผู้เรียกร้องประชาธิปไตย จำนวนคดีหมิ่นศาสนาและการลงโทษในช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีจำนวนมากกว่าคดีในช่วง 30 ปีก่อนหน้านี้ของอียิปต์ ซึ่งในจำนวนที่ถูกกล่าวหาหมิ่นศาสนามีทั้งนักธุรกิจชื่อดัง กูเกิล นิตยสารชาร์ลีเอ็บโด และอดีตประธานาธิบดีนิโกลา ซาร์โคซี ของฝรั่งเศสรวมอยู่ด้วย

    มีคดีหนึ่งที่สำคัญคือคดีที่ชาวคริสต์ผู้หนึ่งชื่อ กามาล อับดู มาซุด ถูกแท็กในรูปที่วิพากษ์วิจารณ์อิสลามทำให้มีกลุ่มม็อบที่โกรธแค้นล้อมเผาบ้านเขารวมถึงบ้านชาวคริสต์คนอื่นๆ ในหมู่บ้าน แต่แทนที่ตำรวจจะจับม็อบผู้ก่อเหตุกลับเป็นมาซุดที่ถูกจับข้อหาหมิ่นศาสนาแทน นอกจากมาซุดแล้วยังมีผู้ประสบชะตากรรมเดียวกันคือถูกโจมตีโดยกลุ่มม็อบคือกรณีของผู้ไม่นับถือศาสนารายอื่นๆ อีกสามกรณี และทั้งสามกรณีไม่มีการจับกุมม็อบที่โจมตีพวกเขาแต่พวกเขากลับถูกจับกุมข้อหาหมิ่นศาสนาแทน มีผู้ไม่นับถือศาสนาในอียิปต์หลายคนต้องหนีออกจากประเทศเพราะกลัวถูกปราบปราม

    ถึงแม้ว่าจะมีการต่อสู้ทางอำนาจกันระหว่างกลุ่มผู้นิยมรัฐที่ไม่อิงศาสนา (Secularists) กับกลุ่มเคร่งอิสลามที่สนับสนุนรัฐบาลอียิปต์ แต่ก็ไม่แน่ชัดว่าสถานการณ์จะดำเนินต่อไปอย่างไร ซึ่งดูเหมือนว่าประธานาธิบดีคนล่าสุดของอียิปต์ที่เคยก่อรัฐประหารจะเข้าหาฝ่ายผู้นำศาสนาในอัลอัสซาร์และให้คำมั่นว่ากรณีกลุ่มผู้ไม่นับถือศาสนาจะจบลงเร็วๆ นี้ แต่ก็ไม่ได้บอกละเอียดว่าจะจบลงอย่างไร


    กรณีในยุโรป : ผ่านมาแล้ว 4 ศตวรรษหลัง 'สงครามสามสิบปี'

    'สงครามสามสิบปี' (Thirty Years War) ซึ่งเกิดขึ้นช่วงปี 2161-2191 (1618-1648) ในยุโรปเป็นสงครามระหว่างนิกายศาสนาที่สร้างความเสียหายไว้อย่างมากต่อยุโรปซึ่งมีคู่ขัดแย้งหลักๆ คือคริสต์นิกายคาทอลิกกับนิกายโปรแตสแตนต์ ซานัดระบุว่าถึงแม้ยุโรปทุกวันนี้จะดีขึ้นถ้ามองจากมุมของผู้อดกลั้นต่อความแตกต่างแต่พวกเขากว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ก็ต้องผ่านอะไรมามาก

    ซานัดระบุถึงประเทศที่มีการยกเลิกกฎหมายหมิ่นศาสนาเมื่อไม่นานมานี้ เช่นประเทศเนเธอร์แลนด์ที่ความสำเร็จมาจากพรรคเสรีนิยมชนะการเลือกตั้ง ส.ส. ในปี 2555 และมีการยกเลิกกฎหมายในปีเดียวกัน อีกประเทศหนึ่งคือไอซ์แลนด์ที่ยกเลิกกฎหมายหมิ่นศาสนาทำให้จำนวนประเทศที่ยังคงมีกฎหมายหมิ่นศาสนาในยุโรปเหลือเพียง 7 ประเทศคือ เยอรมนี, เดนมาร์ก, โปแลนด์, ไอร์แลนด์, อิตาลี, กรีซ และตุรกี ส่วนในฝรั่งเศสมีกฎหมายหมิ่นศาสนาที่บังคับใช้แค่ในบางพื้นที่ ขณะที่บางประเทศเช่นออสเตรีย ไม่มีกฎห้ามหมิ่นศาสนาแต่มีกฎห้าม "กล่าวว่าร้ายต่อคำสอนศาสนา"

    ซานัดระบุว่ากรณีคนร้ายบุกโจมตีชาร์ลี เอ็บโด ซึ่งเป็นนิตยสารล้อเลียนศาสนาโดยเฉพาะอิสลามทำให้ชาวยุโรปหันมาถกเถียงอภิปรายกันเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับเรื่องการหมิ่นศาสนา หลังจากนั้นประเทศนอร์เวย์ก็มีมติยกเลิกกฎหมายหมิ่นศาสนาเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา โดยมีทั้งพรรคอนุรักษ์นิยมและพรรคหัวก้าวหน้าเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้

    อย่างไรก็ตามซานัดระบุถึงกรณีที่น่าสนใจเกิดขึ้นในไอร์แลนด์ ซึ่งถึงแม้ว่าในมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญจะระบุลงโทษผู้หมิ่นศาสนาแต่ศาลไอร์แลนด์ก็เคยทักท้วงว่าเป็นกฎหมายที่ปกป้องแต่ศาสนาคริสต์เท่านั้นขัดกับข้อความอื่นในรัฐธรรมนูญที่ระบุถึงความเท่าเทียมกันทางศาสนา ทำให้มีการออกกฎหมายหมิ่นศาสนาฉบับใหม่ในปี 2552 ทำให้ไอร์แลนด์สวนกระแสประเทศอื่นๆ ในยุโรปที่มักจะยกเลิกกฎหมายแบบนี้


    ข้อถกเถียงต่อกฎหมายหมิ่นศาสนา

    ซานัดระบุว่ามีข้อถกเถียงเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นศาสนาอยู่ 3 อย่างได้แก่ ข้อถกเถียงเชิงสิทธิมนุษยชน ข้อถกเถียงเชิงผู้นิยมรัฐที่ไม่อิงศาสนา และข้อถกเถียงแบบผู้ไม่นับถือศาสนา

    ข้อถกเถียงในแง่สิทธิมนุษยชนสื่อว่ามนุษย์ทุกคนควรมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในทุกเรื่องของชีวิตรวมถึงเรื่องศาสนาโดยไม่ถูกลงโทษเพราะแสดงความคิดเห็น ทุกคนควรสามารถเข้าถึงมุมมองและการแสดงความคิดเห็นได้โดยไม่ถูกปิดกั้นโดยอำนาจจากทางการผู้ที่อาจจะกล่าวว่าผู้แสดงความคิดเห็นบางคนว่าเป็นผู้หมิ่นศาสนา กล่าวคือทุกคนควรสามารถเข้าถึงและแสดงความคิดเห็นได้โดยไม่ถูกจำกัดจากรัฐ

    สำหรับข้อถกเถียงในแง่ผู้นิยมรัฐที่ไม่อิงศาสนามาจากฐานความคิดที่ว่ารัฐควรจะเป็นสถาบันที่ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาเพื่อปฏิบัติงานในทางโลก รัฐจึงไม่มีหน้าที่ตัดสินลงโทษประชาชนโดยอ้างว่าพวกเขาก่ออาชญากรรมต่อต้านพระเจ้า รัฐเป็นองค์กรที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคง ความยุติธรรม และความเป็นระเบียบเรียบร้อยในพื้นที่หนึ่งๆ รัฐจึงไม่ควรทำให้เงินภาษีของประชาชนสูญเปล่าด้วยการสร้างศาสนสถานหรือไล่ล่าผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้า

    ส่วนข้อถกเถียงในแง่ผู้ไม่นับถือศาสนาระบุว่าพระเจ้าที่ต้องอาศัยกฎหมายที่เขียนขึ้นโดยมนุษย์เพื่อปกป้องเขาไม่ถือเป็นพระเจ้าที่แท้จริงได้ พระเจ้าที่มีอิทธิปาฏิหาริย์จริงคงจะมีอำนาจปกป้องตนเองและแก้แค้นผู้ที่กล่าวล่วงละเมิด พระเจ้าที่ไม่สามารถแก้แค้นด้วยตนเองและต้องอาศัยผู้ศรัทธาในการปกป้องเขาแทนไม่น่าจะถือว่าเป็นพระเจ้าได้

    "มันผ่านมาแล้ว 24 ศตวรรษ ที่โสเครติส (นักปรัชญากรีซ) ถูกลงโทษเพราะกล่าวหมิ่นศาสนา และอีกหลายศตวรรษที่มีสงครามศาสนา การไต่สวนอย่างทารุณ และการล่าแม่มด แต่ทุกวันนี้มนุษย์ส่วนหนึ่งก้ยังคงขว้างปาก้อนหิน โบยตี จับคนขังคุก เผา ฆ่าตัดคอ และสังหารคนอื่นๆ เพื่อปกป้องพระเจ้าที่พวกเขาเชื่อ" ซานัด ระบุในบทความ

     

    เรียบเรียงจาก

    The War Over Blasphemy, Maikel Nabil Sanad, FPIF, 24-07-2015
    http://fpif.org/the-war-over-blasphemy/

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     

    28 ก.ค. 58 – ศาลทหารนัดสอบคำให้การนายกฤษณ์ จำเลยตามความผิดกฎหมายอาญามาตรา 112 จากกรณีถูกกล่าวหาเผยแพร่แถลงการณ์สำนักพระราชวังฉบับที่ 13 ซึ่งเป็นของปลอมในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ โดยกฤษณ์ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและขอต่อสู้คดี

    เวลาประมาณ 10.30 น. ณ ห้องพิจารณาคดีหมายเลข 1 มีการสอบคำให้การคดีตามมาตรา 112 ซึ่งมีจำเลยคือ นาย กฤษณ์ โดยอัยการทหารขอให้ศาลพิจารณาคดีเป็นความลับ เนื่องจากหากมีบุคคลใดมานั่งฟังการพิจารณาคดีจะทำให้เกิดความเสียหายต่อพระมหากษัตริย์ แต่ศาลได้วินิจฉัยว่า วันนี้เป็นเพียงการสอบคำให้การและอ่านคำฟ้อง ลักษณะเนื้อหาในคดีไม่น่าส่งผลกระทบใดๆ จึงวินิจฉัยให้พิจารณาคดีอย่างเปิดเผย และศาลนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกวันที่ 19 ต.ค.2558 เวลา 8.30 น.

    ขณะที่นายนิรันดร์ ผู้ดูแลเว็บไซต์ผู้จัดการที่มีการเผยแพร่แถลงการณ์ดังกล่าวเช่นกัน ถูกแยกฟ้องอีกคดี เขาถูกนำตัวมาฝากขังในวันเดียวกับกฤษณ์และได้รับการประกันตัวไปในวันนั้นโดยทนายใช้หลักทรัพย์ 2 ล้านบาท ศาลทหารได้สอบคำให้การไปก่อนหน้าในวันที่ 29 มิ.ย.และนัดสืบพยานโจทก์ปากแรก วันที่ 30 ก.ย.2558

    หลังจากศาลได้อ่านคำฟ้องคดีจนจบ จำเลยได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและจะสู้คดี หลังจากเสร็จสิ้นการสอบคำให้การ กฤษณ์เปิดเผยว่าเขามีรู้สึกกังวลใจ ไม่รู้ว่าผลจะออกมาในรูปแบบไหน และเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกนัก

    ด้านวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความจำเลย ได้กล่าวถึงแนวทางการสู้คดีว่า จำเลยปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เนื่องจากไม่มีเจตนาในการกระทำความผิด โดยจำเลยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด และจำเลยไม่รู้ว่าแถลงการณ์ดังกล่าวเป็นแถลงการณ์ปลอมจำเลยจึงสำคัญผิดว่าเป็นแถลงการณ์จริง ดังนั้นจำเลยจึงไม่มีเจตนาในการเผยแพร่และไม่มีเจตนาละเมิดสถาบันฯ แต่เป็นการโพสต์เพื่อนำเสนอข่าวเกี่ยวกับสถาบัน ซึ่งจำเลยไม่ทราบข้อเท็จจริง เพราะเป็นเอกสารที่ทางประชาชนทั่วไปทราบได้ และจำเลยก็ไม่ได้เป็นคนกระทำเอกสารดังกล่าว อีกทั้งจำเลยไม่รู้ว่าเป็นของปลอม จึงไม่ได้มีเจตนานำข้อความหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

    วิญญัติ กล่าวต่อว่า ในการประเมินเบื้องต้นนั้นจำเลยมีความมั่นใจว่าศาลจะให้ความเป็นธรรม เนื่องจากเมื่อจำเลยไม่อาจทราบได้ว่าข้อความดังกล่าวเป็นเท็จและหากศาลเห็นว่าข้อความดังกล่าวเป็นเรื่องที่ยากแก่ประชาชนโดยทั่วไปจะรู้ได้ว่าข่าวสารหรือข้อมูลนั้นจะถูกต้องหรือไม่ ศาลย่อมยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลยว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด  แต่อย่างไรก็ตาม ทนายความยังมีความกังวลต่อการที่พลเรือนต้องขึ้นศาลทหารเพราะในสภาวะของการประกาศกฏอัยการศึกเช่นนี้ อาจจะทำให้กระบวนการพิจารณาคดีและการรับฟังพยานหลักฐานของศาลทหารต่างจากศาลพลเรือน

    ทั้งนี้ กฤษณ์อายุ 26 ปี เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง มีงานอดิเรกคือการเล่นดนตรี ส่วนครอบครัวของเขามีอาชีพขายก๋วยเตี๋ยว เขากฤษณ์ ถูกทหารในพื้นที่และตำรวจจากกองปราบฯ หลายสิบนายบุกจับกุมตัวที่บ้านพักในจังหวัดเพชรบูรณ์ในเวลาราว 02.00 น.ของวันที่ 3 ก.พ. 58 เขาถูกนำตัวไปสอบสวนก่อนนำตัวไปค้นบ้านของเพื่อนในไลน์อีก 2 ราย กฤษณ์ถูกคุมตัวในค่ายทหารเป็นเวลา 7 วัน ก่อนทหารจะนำตัวส่งตำรวจและนำตัวไปขออำนาจฝากขังที่ศาลทหาร และฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในวันที่ 10 ก.พ. ต่อมา 17 ก.พ. 58 ทนายความของกฤษณ์ได้ยื่นประกันพร้อมหลักทรัพย์เงินสด 400,000 บาท ผู้พิพากษามีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว 

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ได้อ่านบทสัมภาษณ์คุณปลื้มในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ มีหลายประเด็นที่อยากจะเขียนโต้ตอบบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ แต่ก่อนอื่นคงต้องขอทำความเข้าใจก่อนว่า  คุณปลื้มมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและจุดยืนของตนเองอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะในฐานะสื่อ ฐานะประชาชน หรือในฐานะลูกของหม่อมอุ๋ย

    ในทางกลับกัน ฉันก็ย่อมมีสิทธิอย่างเต็มที่ในฐานะผู้อ่าน ผู้รับสื่อ และในฐานะประชาชนที่จะสนทนากับบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้

    หลายคนอาจจะกังขาว่า ฉันกับคุณปลื้มต่างก็เป็นผู้ดำเนินรายการในวอยซ์ทีวี อีกทั้งยังมีรายการที่จัดร่วมกันคือ วอยซ์อินไซท์ทุกๆวันจันทร์ การเขียนโต้ตอบเช่นนี้จะกระทบต่อสัมพันธภาพในฐานะเพื่อนร่วมงานหรือไม่ หรือจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของช่องวอยซ์ทีวีหรือไม่

    จึงอยากชี้แจงว่า การวิพากษ์วิจารณ์นี้เป็นเรื่องสามัญในสังคมของคนที่มีวุฒิภาวะ และคนที่มีวุฒิภาวะย่อมแยกออกว่าการวิจารณ์ออกจากความสัมพันธ์ "ส่วนตัว" ได้

    สำคัญกว่านั้น ฉันคิดว่า หากเรามีความปราถนาดีต่อใครอย่างจริงจัง เราไม่พึง "สนับสนุน" ทุกสิ่งที่เขาทำหรือพูดเพียงเพราะเขาเป็นเพื่อนเรา หรือเป็นพี่เราเป็นน้องเราหรือแม้แต่เป็นพ่อหรือแม่ของเรา

    ประโยคสุดท้ายในบทสัมภาษณ์นี้ คุณปลื้มลงท้ายไว้ว่า

    “ผมไม่อยากให้พ่อผมถูกปรับออกเพราะ หนึ่งหม่อมอุ๋ย คอยสอดส่องป้องกันการทุจริต ซึ่งทำมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน และ สองทำงานไม่กลัวโดนด่า หากเห็นว่าถูกต้อง ก็ทำจริง ไม่ใช่แค่ส่งสัญญาณว่าจะทำ....... อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/378467

    แค่ประโยคนี้ก็ตลกแล้ว จริงๆคุณปลื้มพูดแค่ "ผมไม่อยากให้หม่อมอุ๋ย ถูกปลดออก เพระาหม่อมอุ๋ย เป็นพ่อผม ใครจะว่าพ่อผมไม่เก่ง ไม่สนใจ สำหรับผมในฐานะลูก พ่อของผมเก่งที่สุด"

    คุณปลื้มรู้ใช่ไหมคะ สำหรับเด็กๆ แล้ว พ่อของเขาหล่อที่สุด เก่งที่สุด แม่ของเขาก็สวยที่สุด เด็กทุกคนเชื่อว่าไม่มีใครสวยกว่าแม่ของตัวเอง - นั่นคือ เด็ก

    เวลาเด็กพูดว่า "พ่อของผมคือฮีโร่ แม่ของผมสวยกว่านางงามจักรวาล" คนก็จะหัวเราะขำๆ

    แต่ในการบริหารบ้านเมือง การปรับคนเข้าหรือออก ไม่ได้วัดกันที่ คนๆนั้นเก่งหรือดีในสายตาของใคร
    หม่อมอุ๋ย อาจจะเก่งที่สุด ทำงานหนักที่สุด ในสายตาคุณปลื้ม แต่คุณปลื้มเป็น "ใคร" จึงจะมาบอกว่า "ไม่อยากให้พ่อถูกปรับออก" แล้วทำไม ประชาชนไทยต้องเชื่อในการ "ประเมิน" คุณภาพการทำงานของคุณปลื้ม????????????

    จากนั้น คุณปลื้มก็คงทราบดีว่า ตามปกติแล้ว ในระบบรัฐสภา ใครจะเข้าหรือออกจากตำแหน่งไหน มันขึ้นอยู่กับ เสียงข้างมาก หรือ ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี ถามว่า นายกรัฐมนตรีเอาอำนาจมาจากไหน คำตอบคืออำนาจมาจากฉันทานุมัติของเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง

    สมมติว่า พ่อของฉันเป็นรัฐมนตรีแล้วถูกปรับออกจาก ครม. แล้วฉันผู้เป็นลูกจะยืนกระทืบเท้าเต้นเร่าๆ บอกว่า พ่อหนูเก่งๆๆๆๆๆๆ เอาพ่อหนูออกทำไม? ถามว่าจะมีใครฟังไหม คำตอบคือไม่ เพราะ "หนู" อธิบายไม่ได้ว่า นอกจากความเป็น "ลูก" แล้ว "หนู" เอาความชอบธรรมของการมาเต้นแร้งเต้นกานี้จากไหนคะ?

    เสียงของ "หนู" อาจจะมีคนฟังบ้าง หากพ่อมีผลงานเป็นประจักษ์แก่ใจของประชาชนจริงๆ แล้วบังเอิญกว่าถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง - อันนั้นแหละ ต่อให้ "หนู" ไม่ออกมา ก็จะมี "ประชาชน" ที่เขา "ประจักษ์" ในผลงานนั้น ออกมาปกป้อง กรีดร้องแทน "หนู" เต็มไปหมด

    คุณปลื้มบอกว่าตนเองสวมหมวกสามใบคือ

    • สื่อมวลชน
    • เคยสนับสนุนคนเสื้อแดงที่เรียกร้องประชาธิปไตย
    • ลูก

    สำหรับฉันไม่แปลกที่จะสวมหมวกสามใบ และฉันไม่คิดว่าคุณปลื้มในฐานะลูกจะต้องออกมาโจมตี "พ่อ" ที่เข้าไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลที่ไม่ได้มาตามครรลอง "ปกติ" ทว่า ในฐานะผู้ "เคย" สนับสนุนวิถีทางประชาธิปไตย คุณปลื้มสามารถเลือกที่จะ "เว้น" และ "รักษาระยะห่าง" โดยเลือกที่จะไม่พูดถึง "พ่อ" ของตนเอง ในยามที่สวมหมวกสื่อมวลชน

    คุณปลื้มสามารถออกมาพูดว่า "ผมรักและเคารพพ่อผมมากและพ่อผมเป็นพ่อที่ดีที่สุดในฐานะพ่อ แม้จุดยืนทางการเมืองเราอาจจะไม่ตรงกัน ดังนั้นหากจะพูดถึงพ่อขอให้พูดในมิติ พ่อ-ลูก ไม่ใช่ในมิติ คนการเมืองกับ ประชาชน หรือสื่อมวลชน"

    ทว่าน่าแปลกใจมาก ที่คุณปลื้มกลับดูเห็นดีเห็นงาม แถมยังออกมาปกป้อง "ครรลอง" อันพิเศษเช่นนี้ คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวก็คือหรือว่าอันที่จริงแล้ว คุณปลื้มไม่ได้เชื่อในประชาธิปไตย?

    คุณปลื้มออกมาพูดว่าไม่มีใครกล้าวิจารณ์ทหาร รัฐมนตรีที่เป็นพลเรือนจึงกลายเป็นแพะ ทำไมไม่มีใครเป็นองค์รักษ์พิทักษ์พลเรือน?

    พิโธ่พิถัง คุณปลื้มก็รู้ว่าการออกมารับตำแหน่งที่ต้องรับผิดชอบคนตั้งหกสิบกว่าล้านโดย "สมัครใจ" ไม่มีใครเอามีดเอาปืนไปจี้คอให้มารับตำแหน่ง กระไรเลยจะต้องมาเปราะบางกับการถูกวิจารณ์จนต้องมีองครักษ์????????

    มนุษย์ทุกคนที่เป็นบุคคลสาธารณะล้วนแต่ถูกวิจารณ์ ถูกป้ายสี ถูกใส่ความ อดีตนายกรัฐมนตรีของเราทุกคนก็ล้วนแต่ถูกวิจารณ์สาดเสียเทเสียมาแล้วทั้งสิ้น  ทั้งที่เป็นธรรม ทั้งที่ไม่เป็นธรรม  พ่อของคุณปลื้มไม่ใช่คนแรกที่โดนเรื่องแบบนี้ ที่สำคัญ "แพะ" ทางการเมืองตัวจริงมีให้เห็นมากมายก่ายกอง ทำไมคุณปลื้มต้องโหวกเหวกโวยวายราวกับว่าพ่อของตนคือแพะตนแรกในการเมืองไทย

    สิ่งที่คุณปลื้มต้องกลับไปตั้งคำถามกับตนเองให้จงหนักก่อนจะมาเป็นองครักษ์พิทักษ์พลเรือนคือ บนหนทางแห่งการมาสู่จุดที่คุณปลื้มบอกว่าพ่อของตนเป็นแพะนั้น

    มีแพะนอนทับถมเกลื่อนกลาดบนหนทางนี้กี่ตัวแล้ว?

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ทหารเรียกหนุ่มโพสต์ต่อต้าน ม.44 ปรับทัศนคติ เจ้าตัวแจงแชร์ข้อความต่อต้านมาตรา 44 คุมเด็กแว้น-รถซิ่ง ในไทม์ไลน์ส่วนตัวไว้ดูเอง  ยันรู้เท่าไม่ถึงการณ์ 






    ภาพจากเว็บไซต์เดลินิวส์

    เว็บไซต์เดลินิวส์รายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ก.ค. ที่ผ่านมา นายณัตพล (ขอสงวนนามสกุล) ชาว อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ หนึ่งในผู้ที่โพสต์แชร์ข้อความต่อต้านคัดค้านการประกาศใช้มาตรา 44 ในการคุมเด็กแว้น-รถซิ่ง เดินทางเข้าพบ พ.อ.ณรงค์ กลั่นวารีย์ ผบ.กกล.รส.จ.ศรีสะเกษ พ.อ.วีรเทพ การุณรอบดุล รอง ผบ.กกล.รส.จ.ศรีสะเกษ และตำรวจ สภ.เมืองศรีสะเกษ หลังจากทหารได้เรียกมาพบปะพูดคุยในการทำความเข้าใจเพื่อปรับทัศนคติ

    นายณัตพล กล่าวว่า ประกอบอาชีพค้าขายอุปกรณ์ตกแต่งรถสวย และเปิดร้านคาร์แคร์ ส่วนสติ๊กเกอร์ข้อความดังกล่าวนั้น ไม่ได้เป็นคนจัดทำขึ้น เพียงแต่เห็นเพื่อนๆ ในกลุ่มเฟซบุ๊กแชร์มาจึงนำมาโพสต์ในหน้าไทม์ไลน์ของตนเอง เพื่อเก็บไว้ดูเอง โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าข้อความนั้นหมายถึงอะไร

    ขณะที่ พ.อ.ณรงค์ กล่าวว่าการที่เชิญตัวผู้โพสต์แชร์ข้อความดังกล่าวมาพบ เพื่อพบปะพูดคุยทำความเข้าใจ และนำข้อมูลที่ถูกต้องไปเผยแพร่ต่อในกลุ่มสังคมโซเชียลและกลุ่มเพื่อนว่า การแต่งรถ หรือการแข่งรถซิ่งบนท้องถนน ไม่ใช่ว่าทหารเจอแล้วจะไปไล่จับทันที ทุกคนมีสวัสดิภาพในระดับหนึ่งอยู่แล้ว หากมีประชาชนแจ้งมาว่า ได้รับความเดือดร้อนรำคาญ ทางเจ้าหน้าที่จะต้องออกไปตรวจสอบเป็นกรณีๆ ไป หลังจากได้พูดคุยกับนายณัตพล แล้ว ได้มีการลงบันทึกเป็นหลักฐานว่าได้รับความเข้าใจกระจ่างแล้วจากนั้นนายณัตพล ได้รับปากว่าจะนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไปแจ้งต่อกับกลุ่มเพื่อน เพื่อทำความเข้าใจต่อไป

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ชาวมุสลิมสายบุรีร่วมละหมาดฮายัตขอความสงบสุขกลับคืน ด้านเครือข่ายชาวพุทธขอคืนวิถีพุทธชายแดนใต้ ไม่เห็นด้วยสั่งพระงดบิณฑบาต ขอเข้าพรรษาเป็นเดือน “เข้าพรรษาเพื่อสันติ”


    มุสลิมร่วมพันละหมาดฮายัตขอสงบสุขกลับคืน

    เช้าวันที่ 27 กรกฎาคม 2558 ที่สนามหน้าที่ว่าการ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ผู้นำศาสนา นักเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม และประชาชนในพื้นที่ ประมาณ 1,000 คน ร่วมละหมาดฮายัตเพื่อขอพรต่อพระผู้เป็นเจ้าให้เกิดความสงบสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเร็ว พร้อมถือป้ายผ้าที่มีข้อความประณามการก่อเหตุความรุนแรง โดยเฉพาะต่อผู้นำศาสนาและประชาชนผู้บริสุทธิ์เพื่อแสดงเจตนารมณ์ว่าไม่ต้องการความรุนแรงทุกรูปแบบ

    การละหมาดฮายัตครั้งนี้ มีขึ้นหลังเกิดเหตุลอบวางระเบิดชุดคุ้มครองพระภิกษุเมื่อเช้าวันที่ 25 กรกฎาคม 2558 ในเขตเทศบาลตำบลตะลุบัน อ.สายบุรี ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 1 รายบาดเจ็บ 3 ราย พระภิกษุมรณภาพ 1 รูป และบาดเจ็บอีก 1 รูป ชาวบ้านบาดเจ็บอีก 2 ราย


    ภาพโดย Tuwaedaniya Meringing


    เรียกร้องขอคืนวิถีพุทธชายแดนใต้

    ขณะที่เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพได้ออกแถลงการณ์“ขอคืนวิถีพุทธ” โดยระบุว่า ตามที่แม่ทัพภาค 4 ส่งหนังสือแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ดำเนินการให้พระสงฆ์งดบิณฑบาตตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2558 เป็นต้นไป อันเป็นผลเนื่องมาจากเกิดการณ์ที่สายบุรีนั้นเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ และกลุ่มองค์กรภาคี อันประกอบด้วยเครือข่ายชุมชนเพื่อสันติชายแดนใต้ (31 ชุมชน), ชมรมพุทธรักษาจังหวัดชายแดนใต้ และเครือข่ายชาวพุทธจังหวัดปัตตานี ร่วมกันเสนอข้อเรียกร้องไปยังแม่ทัพภาคที่ 4 ดังต่อไปนี้

    1. เนื่องจากการบิณฑบาต เป็นกิจของสงฆ์ ที่จะต้องเดินโปรดสัตว์และรับบิณฑบาตจากชาวบ้าน จึงขอเรียกร้องให้กองกำลัง 3 ฝ่าย ดูแลเส้นทางของการเดินบิณฑบาต เพื่อความปลอดภัยของพระภิกษุสงฆ์ มากกว่าการให้พระภิกษุสงฆ์งดการบิณฑบาต

    2. เนื่องจากเดือนสิงหาคม เป็นเดือนแห่งการเข้าพรรษา เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ ขอเรียกร้องให้จัดกำลังเพื่อดูแลพระภิกษุสงฆ์ และพุทธศาสนิกชน อย่างเคร่งครัด

    3. ให้ถือว่า เดือนแห่งการเข้าพรรษา เป็น “เข้าพรรษาเพื่อสันติ”

    4. ขอให้คืนวิถีพุทธ โดยการให้ปฏิบัติศาสนากิจ และทำนุบำรุงศาสนาตามวันและเวลาตามวิถีดั้งเดิม

    นายรักษ์ชาติ สุวรรณ จากเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพเปิดเผยว่า คำสั่งให้พระภิกษุงดบิณฑบาตนั้นทำให้คนไทยพุทธในพื้นที่รับไม่ได้ เพราะทำให้วิถีพุทธในพื้นที่ยิ่งเปลี่ยนแปลงไป

    “เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพและเครือข่ายจึงขอเรียกร้องให้ประเพณีต่างๆ ที่คนไทยพุทธปฏิบัตินั้น สามารถกลับมาปฏิบัติได้ตามเดิม ส่วนการดูแลความปลอดภัยนั้นเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐอยู่แล้ว ที่จะต้องดูแลตามความสมเหมาะของแต่ละพื้นที่” นายรักษ์ชาติ กล่าว


    10 ปีวิถีพุทธที่ต้องเปลี่ยนไป

    นายรักษ์ชาติ เปิดเผยด้วยว่าตั้งแต่เกิดเหตุไม่สงบตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา ส่งผลให้การปฏิบัติตามวิถีพุทธหรือประเพณีของคนไทยพุทธในพื้นที่ต้องเปลี่ยนไป เช่น ต้องเปลี่ยนเวลาเวียนเทียนช่วงก่อนเข้าพรรษาจาก 19.00 น.ไปเป็นช่วงเย็น พิธีรดน้ำศพจากเดิม 19.00 น.ไปเป็นช่วงกลางวัน รวมถึงงานเลี้ยงแต่งงานของคนไทยพุทธก็ต้องทำช่วงกลางวันด้วยเพราะกลัวความไม่ปลอดภัยของแขกที่มาร่วมงาน

    นายรักษ์ชาติ เปิดเผยอีกว่า นอกจากนี้กิจกรรมต่างๆ ในชุมชนที่คนไทยพุทธกับคนมุสลิมอาศัยอยู่ร่วมกันก็หายไปด้วย เช่น การเกี่ยวข้าวร่วมกัน เป็นต้น

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    28 ก.ค.2558 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เนื้อหาระบุ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 แต่งตั้ง นายถวิล เปลี่ยนศรี ให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แทนพลเอก วิโรจน์ บัวจรูญ ที่จะพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากมีอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2558 เป็นต้นไป


    โดยมีรายละเอียดดังนี้

     

    ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (25 พฤศจิกายน 2557) อนุมัติให้พลเอก วิโรจน์ บัวจรูญกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคพ้นจากตำแหน่ง และให้แต่งตั้งพลเอก วิโรจน์ บัวจรูญ เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และแต่งตั้งนายถวิล เปลี่ยนศรี เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แทนกรรมการอื่นที่ลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเป็นต้นไป และได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2557 นั้น

    บัดนี้ พลเอก วิโรจน์ บัวจรูญ ประธานกรรมการในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากมีอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินกิจการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีความต่อเนื่อง อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 และมาตรา 25 (3) แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2503 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 อนุมัติให้นายถวิล เปลี่ยนศรี (เป็นบุคคลในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ ตามประกาศกระทรวงการคลัง) พ้นจากตำแหน่งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคตามนัยมาตรา 25 (3) แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2503 และแต่งตั้ง นายถวิล เปลี่ยนศรี ให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แทนพลเอก วิโรจน์ บัวจรูญ ที่จะพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากมีอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2558 เป็นต้นไป

    ประกาศ ณ วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
    พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ
    รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทน
    นายกรัฐมนตรี

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ประชุมพม่าศึกษาที่เชียงใหม่ จนท.ธนาคารโลกประจำพม่าเล่าวิธีแก้ความยากจน ผ่านกองทุนหมู่บ้านละ 30 ล้านจั๊ต แต่ยังต้องเสริมเรื่องบริหารกองทุนโดยชุมชน และแก้ไขวงจรชำระหนี้ เพราะยังมีการกู้นอกระบบเพื่อใช้หนี้กองทุน - นักวิจัยพม่าด้านเกษตรเผยพม่ามีสัดส่วนพื้นที่เพาะปลูกน้อย ใช้ปุ๋ยน้อย ต้องส่งเสริมให้ใช้วิธีทันสมัย รวมถึงหนุนเอกชนเพิ่มการลงทุน

    สองข้างทางของทางหลวงระหว่างเมืองเจ้าก์ปะต่าว-มิกตีลา ภาคมัณฑะเลย์ ตอนกลางของพม่า ภาพถ่ายในปี 2551 (แฟ้มภาพ/ประชาไท)

     

    ในการประชุมนานาชาติด้านพม่าศึกษา "พม่าในยุคเปลี่ยนผ่าน: ความเชื่อมโยง ความเปลี่ยนแปลง และความท้าทาย" (Burma/Myanmar in Transition: Connectivity, Changes and Challenges) ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 24-26 ก.ค. ที่สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่นั้น

    ในวันที่ 2 ของการประชุม ช่วงเช้ามีการอภิปรายหัวข้อ "พม่ายุคเปลี่ยนผ่านและการปฏิรูป" ตอนหนึ่งเป็นการนำเสนอสถานการณ์ในชนบทและภาคเกษตรกรรมของพม่าโดย มิง เย เปงเฮง ธนาคารโลก สำนักงานประจำพม่า, โอนมา ไคง์ คณะทำงานด้านความมั่นคงทางอาหาร (FSWG) ดำเนินรายการโดย เถ่ง ซเว นักวิชาการมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

     

    ถอดโมเดล "กองทุนหมู่บ้านพม่า" งัดทุกยุทธศาสตร์ขจัดความยากจน
    ทั้งเงินให้เปล่า งบพัฒนาพื้นที่ ส.ส. และ "กองทุนหมู่บ้านพม่า"

    มิง เย เปงเฮง จากธนาคารโลก สำนักงานประจำพม่า กล่าวถึงงบประมาณสำหรับแก้ไขความยากจนในพม่าว่ามีหลายโครงการ เช่น กองทุนลดความยากจน (Poverty Reduction Fund) เริ่มในปี ค.ศ. 2011 เป็นรูปแบบเงินให้เปล่า โดยจ่ายงวดเดียวกระจายไปตามรัฐและภาคต่างๆ ที่ครัวเรือนมีความยากจน

    นอกจากนี้ยังมีกองทุนพัฒนาโดยงบประมาณจากรัฐสภาพม่า แบ่งตามเขตเลือกตั้ง ส.ส. 330 เขต ได้งบประมาณเขตละ 100 ล้านจั๊ต หรือ 2.8 ล้านบาท ทั่วประเทศ หรือคิดเป็นงบประมาณทั้งหมด 33 พันล้านจั๊ต หรือ 924 ล้านบาท ต่อปี โดยเป็นแผนที่รัฐสภาพม่าอนุมัติเมื่อปี 2557

    อีกกองทุนหนึ่งที่ มิง เย เปงเฮง กล่าวถึงคือกองทุนเมียะเส่งยอง (Evergreen Village Project) หรือ "โครงการหมู่บ้านเขียวชอุ่ม" เป็นกองทุนแบบให้กู้ยืม ได้รับการจัดสรรมาจากธนาคารโลก ผู้บริหารโครงการคือกระทรวงปศุสัตว์ ประมง และการพัฒนาชนบท เป้าหมายคือพัฒนาหมู่บ้านยากจน ซึ่งอยู่ในพื้นที่ 1,150 หมู่บ้าน ในพื้นที่ 138 ตำบล 47 อำเภอทั่วพม่า ตั้งเป็นกองทุนให้กู้ยืมสำหรับหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 30 ล้านจั๊ต หรือ 8.4 แสนบาท โดยมีผู้รับประโยชน์จากโครงการ 1.8 ล้านคน ใช้งบประมาณรวม 3.45 หมื่นล้านจั๊ตหรือ 966 ล้านบาท

    โครงการหมู่บ้านเขียวชอุ่มดังกล่าว มีเป้าหมายลดความยากจนในพื้นที่ชนบทด้วยการสร้างโอกาสในการมีงานทำ ทำให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร ปรับปรุงศักยภาพของหมู่บ้านในการรับมือภัยพิบัติ โดยรูปแบบเงินกู้ยืมจากกองทุนนี้ จะให้ครัวเรือนนำไปใช้ในธุรกิจระดับครัวเรือนที่ต้องการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ทำคอกสำหรับเลี้ยงปศุสัตว์ บ่อเลี้ยงปลาหรือพื้นที่เกษตรที่อยู่ในที่ดินของครัวเรือน กิจการที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร และธุรกิจอื่นๆ โดยจะพิจารณาให้เงินกู้ยืมกับครัวเรือนที่ยากจนแต่มีศักยภาพในการบริหารจัดการเงินกู้

    ทั้งนี้ในแต่ละหมู่บ้านเป้าหมายของกองทุนหมู่บ้านเขียวชอุ่ม จะมีคณะกรรมการบริหารกองทุน โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการ 7 คนมาจากการเลือกตั้งในหมู่บ้าน และต้องมีผู้หญิงเป็นตัวแทนไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง

    มิง เย เปงเฮง กล่าวถึงอุปสรรคและความท้าทายของกองทุนที่ใช้พัฒนาชนบทพม่าก็คือ สำหรับครัวเรือนที่กู้ยืมเงินมาจากกองทุน อาจมีปัญหาไม่สามารถชำระเงินคืนกองทุนได้ ต้องไปกู้เงินจากแหล่งอื่น ซึ่งคิดดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 20 เพื่อมาชำระคืน ทำให้ยังเกิดวงจรการเงินกู้เงินในครัวเรือนยากจน ความท้าทายอีกเรื่องก็คือ จะพัฒนาความสามารถในการกำกับและบริหารกองทุน รวมทั้งประเมินผลโดยคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านให้ยั่งยืนได้อย่างไร

     

    นักวิจัยด้านความมั่นคงทางอาหารเสนอให้พม่าทำเกษตรภาคพาณิชย์ ผลผลิตสูงใช้ทรัพยากรน้อย

    โอนมา ไคง์ (Ohnmar Khaing) จากคณะทำงานด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security Working Group - FSWG) กล่าวว่า พม่าเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่ยังมีผลผลิตต่ำ เกษตรกรยังขาดโอกาสพัฒนา การเข้าถึงตลาด เกษตรกรต้องการขายผลผลิตตัวเอง แต่ผลผลิตที่ได้ยังมีน้อย และมีความต้องการปรับปรุงสภาพการผลิตโดยต้องคำนึงถึงความมั่นคงทางอาหารและพัฒนาอย่างรอบด้านด้วย

    ทั้งนี้ภาคเกษตรกรรมของพม่าอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงจาก การผลิตเพื่อเน้นปลูกข้าวเป็นหลัก มาเป็นการผลิตแบบเพิ่มผลผลิตและเน้นความกินดีอยู่ดี ไปสู่ประเทศที่ทันสมัย และมีภาคการเกษตรที่ทันสมัย

    วิสัยทัศน์ใหม่ของพม่าควรเป็น ภาคเกษตรพาณิชย์ (Agribusiness) ได้ผลผลิตต่อไร่มาก และใช้ทรัพยากรน้อย นอกจากนี้มีตัวแปรที่ต้องคำนึงด้วย เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Changing Climate) ภาวะการกลายเป็นเมืองที่มาพร้อมกับรายได้เฉลี่ยของประชาชนที่มากขึ้น รวมไปถึงการค้าในภูมิภาคที่จะบูรณาการเข้าหากัน มีความใกล้ชิดกันมากขึ้น

    ทั้งนี้รูปแบบการบริหารพื้นที่เพาะปลูกที่น่าสนใจนำมาใช้ในพม่า เช่น เกษตรพันธะสัญญา (Contract farming) การจ้างบริหารพื้นที่ทำเกษตร (Contract management) การให้เช่าดินทำเกษตรและการเก็บเกี่ยวผลผลิตร่วมกัน (Tenant farming and Sharecropping)

    โดยที่ในพม่าต้องการภาคเกษตรพาณิชย์เพื่อการพัฒนา รวมไปถึงภาคเกษตรพาณิชย์เพื่อสันติภาพโดยเฉพาะในพื้นที่ซึ่งความขัดแย้งเพิ่งยุติลงด้วย

    สำหรับพื้นที่การเพาะปลูกนั้น เมื่อเทียบระหว่างพม่า ไทย และเวียดนาม พม่าแม้จะมีเนื้อที่ประเทศมาก แต่พื้นที่เพาะปลูกคิดเป็นสัดส่วนแล้วมีน้อย โดยพม่า มีพื้นที่เพาะปลูก 11.984 ล้านเฮกตาร์ คิดเป็นร้อยละ 18.3 ของเนื้อที่ประเทศ และใช้ปุ๋ยเพียง 15.7 กก. ต่อเฮกตาร์ ขณะที่ ประเทศไทย มีพื้นที่เพาะปลูก 19.75 ล้านเฮกตาร์ คิดเป็นร้อยละ 38.7 ของเนื้อที่ประเทศ และใช้ปุ๋ย  153.2 กก. ต่อเฮกตาร์ ส่วนเวียดนาม มีพื้นที่เพาะปลูก 10.072 ล้านเฮกตาร์ คิดเป็นร้อยละ 32.5 ของเนื้อที่ประเทศ และใช้ปุ๋ย 297.1 กก. ต่อเฮกตาร์

    โอนมา ไคง์ เสนอว่า ยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกรรมในพม่า คือต้องสนับสนุนเกษตรกรเปลี่ยนจากการผลิตดั้งเดิมมาใช้วิธีการที่ทันสมัย ใช้นวัตกรรมการเพาะปลูกที่สร้างสรรค์ โดยมีเป้าหมายเพื่อความมั่นคงทางอาหาร และเพิ่มผลผลิต ทั้งนี้การพัฒนาภาคการเกษตรของพม่าต้องมีทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมกำหนดวาระทางการเมืองใหม่สำหรับประเทศ

    ในส่วนของสถาบันการศึกษา การฝึกอบรมเพิ่มเติม (Vocational Training) สำหรับเกษตรกรเพื่อลดช่องว่างด้านทักษะการเกษตรเป็นสิ่งจำเป็น นอกจากนี้ต้องเพิ่มการลงทุนทั้งจากภาครัฐ และภาคเอกชน โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ต่อภาคการเกษตรยังน้อยกว่า 1%

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ศาลไม่รับฎีกา ‘สมชาย ไพบูลย์’ อดีตแกนนำ นปช.ปี 53 คดีปลุกระดม ประทุษร้ายเจ้าหน้าที่ พิพากษาโทษจำคุก 1 ปี ตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ หลังจำคุกมาแล้ว 8 เดือน ถูกขังต่ออีก 4 เดือน

    28 ก.ค.2558 สปริงนิวส์รายงานว่า ในวันนี้ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก มีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีนายสมชาย ไพบูลย์ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ใช้กำลังประทุษร้ายทหารและตำรวจ ทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ซึ่งเหตุเกิดในระหว่างวันที่ 14 มี.ค.–11 เม.ย.2553

    นายสมชาย เคยได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ข.เขตบางบอน พรรคไทยรักไทย และเป็นแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองโดยมีอาวุธ ซึ่งเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, 215, 216 และร่วมกันชุมนุมฝ่าฝืน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548

    ต่อมา ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษาจำคุกนายสมชาย เป็นเวลา 1 ปี ไม่รอลงอาญา แต่นายสมชายยื่นฎีกา ล่าสุดศาลฎีกาจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกา และให้พิพากษาโทษตามเดิม โดยขณะนี้ นายสมชาย รับโทษจำคุกในคดีนี้มาแล้วเป็นเวลา 8 เดือน  จึงคงเหลือโทษจำคุกอีก 4 เดือน


    ที่มา สปริงนิวส์
     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งปี 59 ฮิลลารี คลินตัน ประกาศตั้งเป้าแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมว่าจะทำให้สหรัฐฯ หันมาใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์แทน โดยสั่งติดแผงพลังงานแสงอาทิตย์หลายร้อยล้านทั่วประเทศหวังสร้างพลังงานแสงอาทิตย์ให้ได้ 1 ใน 3 ของพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ

    28 ก.ค. 2558 ฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครลงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2559 ประกาศว่า เธอมีเป้าหมายทำให้สหรัฐฯ หันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นพลังงานที่ไม่มีวันหมด โดยให้คำมั่นว่าถ้าหากเธอได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีแล้วจะให้มีการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์หลายร้อนล้านแผงทั่วสหรัฐฯ ภายในช่วงระยะเวลาในตำแหน่ง 4 ปี

    ในเว็บไซต์ของคลินตันระบุว่าเธอมีแผนการทำให้สหรัฐฯ สามารถผลิตพลังงานหมุนเวียนเอาไว้ใช้เองในทุกบ้าน ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการเพื่อตอบรับกับภาวะโลกร้อน นอกจากนี้การรณรงค์หาเสียงของคลินตันยังระบุอีกว่าโครงการแผงพลังงานแสงอาทิตย์จะทำให้สหรัฐฯ มีประสิทธิภาพด้านพลังงานที่มาจากแสงอาทิตย์เพิ่มมากขึ้นร้อยละ 700 ทำให้สามารถอาศัยพลังงานแสงอาทิตย์อย่างน้อย 1 ใน 3 จากพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ

    นอกจากนี้คลินตันยังมีแผนการกระตุ้นด้วยภาษีพลังงานสะอาดจากรัฐบาลกลางเพื่อทำให้มีความคุ้มค่าทั้งต่อผู้เสียภาษีและต่อผู้ผลิตพลังงานสะอาดด้วย

    ก่อนหน้านี้คลินตันซึ่งเป็นผู้ลงสมัครเลือกตั้งจากพรรคเดโมแครตเคยให้คำมั่นว่าจะนำประเด็นเรื่องภาวะโลกร้อนเป็นประเด็นผลักในการหาเสียงของเธอ อย่างไรก็ตามในเว็บไซต์ Think Progress ระบุว่านักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมยังคงรู้สึกกังขาว่าคลินตันจะดำเนินนโยบายได้ดีจริงหรือไม่ เพราะคลินตันเคยมีประวัติสนับสนุนพลังงานที่ก่อมลภาวะอย่างกรณีท่อส่งน้ำมัน "คีย์สโตน เอ็กซ์แอล" ซึ่งเคยเป็นประเด็นถกเถียงในสหรัฐฯ และเคยแสดงการสนับสนุนการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติในประเทศ

    แต่ในการหาเสียงล่าสุด Think Progress ระบุว่าคลินตันเน้นประเด็นเรื่องโลกร้อนอย่างชัดเจน โดยมีการกล่าวประณามนักการเมืองพรรครีพับลิกันว่าละเลยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ซึ่งบ่งบอกว่ามนุษย์มีส่วนทำให้โลกร้อน และผู้นำการรณรงค์หาเสียงของคลินตันคือจอห์น โปเดสตา ผู้เคยเป็นที่ปรึกษาประธานาธิบดีบารัค โอบามา ในเรื่องการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอน

    อย่างไรก็ตามนอกจากคลินตันแล้ว มาร์ติน โอมัลลีย์ อีกหนึ่งผู้สมัครจากรัฐเดโมแครตก็เปิดเผยถึงแผนการเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนที่ดูห้าวหาญกว่าโดยระบุว่าเขาต้องการให้ทั้งประเทศมีการใช้พลังงานหมุนเวียนทั้งหมดภายในปี 2593 ซึ่งหมายความว่าจะไม่มีการใช้พลังงานฟอสซิลอีก โอมัลลีย์ ยังเคยวิจารณ์โอบามาถึงกรณีที่สนับสนุนให้มีการขุดเจาะน้ำมันนอกฝั่ง สนับสนุนการผลิตน้ำมันภายในประเทศ รวมถึงเรื่องการใช้พลังงานจากทรายน้ำมันซึ่งทำให้เกิดการปล่อยคาร์บอนสูงมาก

    เว็บไซต์เดอะการ์เดียนรายงานว่า คลินตันยังต้องเผชิญกับคู่แข่งอย่างเบอร์นี แซนเดอร์ส วุฒิสมาชิกจากรัฐเวอร์มอนต์ผู้ที่มีแนวคิดสังคมนิยมในแบบของตัวเอง ซึ่งแซนเดอร์สยังเคยเรียกร้องให้มีปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนต่อปัญหาโลกร้อนเช่นกัน

     


    เรียบเรียงจาก

    Hillary Clinton pledges half a billion solar panels for US if she wins office, The Guardian, 27-07-2015
    http://www.theguardian.com/us-news/2015/jul/27/hillary-clinton-pledges-half-a-billion-solar-panels-for-us-if-she-wins-office

    Hillary Clinton’s Plan To Combat Climate Change With Half-A-Billion Solar Panels, Think Progress, 26-07-2015
    http://thinkprogress.org/climate/2015/07/26/3684585/hillary-clintons-climate-plan-released/

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    หวังไทยใช้เงื่อนไขที่ถูกจัดให้อยู่ในบัญชีกลุ่มที่ 3 เป็นโอกาสทบทวนถึงสภาพปัญหาของการแก้ไขและปราบปราบการค้ามนุษย์ กระบวนการคุ้มครองและเยียวยาผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ โดยจัดให้มีการรับฟังหรือการมีส่วนร่วมจากภาคประชาสังคม

    29 ก.ค. 2558  เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) ออกแถลงการณ์ "ข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลไทยปรับปรุงกลไกในการคุ้มครองเหยื่อการค้ามนุษย์ และบุคคลที่ตกอยู่ในความเสี่ยง" โดยระบุว่า ที่ผ่านมา แม้จะเห็นความพยายามในการแก้ไขปรับปรุงสถานการณ์ด้านการค้ามนุษย์ของรัฐบาล แต่ก็พบว่า รัฐบาลยังมีข้อผิดพลาดปราศจากความรู้ความเข้าใจ ทำให้มาตรการที่ผ่านมาเป็นการปรามปรามมากกว่าการป้องกันและช่วยเหลือ ใน 7 ประเด็น พร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหา 5 ข้อ โดยหวังว่าประเทศไทยจะใช้เงื่อนไขที่ถูกจัดให้อยู่ในบัญชีกลุ่มที่ 3 เป็นโอกาสทบทวนถึงสภาพปัญหาของการแก้ไขและปราบปราบการค้ามนุษย์ กระบวนการคุ้มครองและเยียวยาผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ โดยจัดให้มีการรับฟังหรือการมีส่วนร่วมจากภาคประชาสังคมหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ เพื่อสร้างวัฒนธรรมด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การเยียวยาผู้เสียหาย และทำให้กระบวนการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของประเทศและภูมิภาคอาเซียนเติบโตไปได้พร้อมกับความมั่นคงของมนุษย์แบบยั่งยืน

    รายละเอียด มีดังนี้


    แถลงการณ์
    ข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลไทยปรับปรุงกลไกในการคุ้มครองเหยื่อการค้ามนุษย์ และบุคคลที่ตกอยู่ในความเสี่ยง


    ตามที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ออกรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ประจำปี 2558 และประกาศในรายงานให้ประเทศไทย อยู่ในบัญชีกลุ่มที่ 3 คือ "กลุ่มประเทศที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมายสหรัฐอเมริกาและไม่มีความพยายามแก้ไขปัญหา" ซึ่งรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเห็นว่า ประเทศไทยเป็นทั้งประเทศปลายทางและประเทศทางผ่านสำหรับแรงงานย้ายถิ่น บางส่วนได้ถูกแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ มีการบังคับใช้แรงงานในกิจการประมง หรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประมง ในโรงงาน และลูกจ้างทำงานบ้าน นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้เสียหายบางส่วนถูกผลักดันกลับโดยมิได้มีกระบวนการคัดแยกเหยื่อตามขั้นตอนที่เหมาะสม ปราศจากหลักประกันความปลอดภัย บางรายถูกบังคับให้เป็นขอทานบนท้องถนน หรือเข้าสู่ธุรกิจการค้าประเวณี

    เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) เห็นถึงความพยายามแก้ไขปรับปรุงสถานการณ์ด้านการค้ามนุษย์ของรัฐบาลตั้งแต่ภายหลังจากมีรายงานประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2557 แต่ก็ยังปราศจากความรู้ความเข้าใจ ทำให้มาตรการที่ผ่านมาเป็นการปรามปรามมากกว่าการป้องกันและช่วยเหลือซึ่งทำให้ขาดมาตรการที่ต่อเนื่องและเป็นระบบในหลายประการ

    1. รัฐบาลไทยได้มีความพยายามมุ่งเน้นในการแก้ไขปัญหาของกรณีแรงงานประมง ทั้งการปรับปรุงกฎกระทรวงในการคุ้มครองแรงงานประมง การพยายามขึ้นทะเบียนเรือประมงและแรงงานประมง แต่ยังไม่ปรากฏข้อมูลของการนำผู้ที่เกี่ยวข้องหรือนายจ้างที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์แรงงานประมงมาดำเนินคดีได้สำเร็จ

    2. รัฐบาลไทยได้พยายามปราบปรามกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ในกลุ่มผู้อพยพชาวโรฮิงญา มีการออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องกว่า 100 ราย แต่ก็มีหลักฐานที่ยืนยันว่ารัฐยังคงไม่สามารถหยุดยั้งกลุ่มขบวนการการค้ามนุษย์ได้ และการดำเนินคดีค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญามักจะมีการพิพากษายกฟ้องจำเลยในคดี เนื่องจากกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ที่อ่อนแอมาก เจ้าหน้าที่ยังคงเน้นจำนวนตัวเลขของผู้ถูกจับกุมมากกว่าประสิทธิภาพ

    3. รัฐบาลไทยยังคงละเลยการให้ความคุ้มครองดูแลผู้เสียหาย และพยาน ที่เป็นเด็กและผู้หญิง รวมทั้งผู้ชายที่มีสถานะเข้าเมืองผิดกฎหมาย ยังไม่มีหน่วยงานใดที่รับผิดชอบอย่างชัดเจน ไม่มีการสนับสนุน ช่วยเหลือและเสริมศักยภาพการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะบ้านพักเด็กและครอบครัวฯ สถานคุ้มครองผู้เสียหายฯ การทำงานของสหวิชาชีพยังคงถูกกดดันจากเจ้าหน้าที่ความมั่นคงซึ่งไม่มีความรู้ความเข้าใจ ขาดการสนับสนุนล่ามในการสื่อสารและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม รวมถึงแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่ไม่มีสัญชาติ และขาดแนวทางการพิสูจน์สัญชาติ โดยเฉพาะการพิสูจน์สัญชาติของกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง อย่างแรงงานข้ามชาติ ผู้อพยพ และไม่มีความคืบหน้าในการป้องกัน ช่วยเหลือในกรณีของการตกเป็นแรงงานขัดหนี้

    4. รัฐบาลไทยยังคงไม่มีแนวทางในการให้ความคุ้มครองกลุ่มที่มีความเปราะบางเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่เป็นผู้ติดตามครอบครัว หรือเด็กที่เดินทางโดยลำพัง รวมถึงขาดกระบวนการคัดกรองที่ชัดเจน ทำให้มีเด็กบางส่วนถูกจัดให้อยู่ร่วมกับกลุ่มผู้ใหญ่ และหลายคนพลัดพรากจากผู้ปกครอง

    6. รัฐบาลยังคงปล่อยให้หน่วยงานความมั่นคงของรัฐข่มขู่ กดดันการทำหน้าที่ของภาคประชาสังคมและสื่อมวลชน โดยเฉพาะการฟ้องหมิ่นประมาทนักวิจัยและสื่อมวลชนที่นำเสนอเรื่องค้ามนุษย์ เช่น กรณีที่กองทัพเรือฟ้องสำนักข่าว Phuket Wan

    7. รัฐบาลยังไม่ได้ให้ความสำคัญในการมีส่วนร่วมจากภาคประชาสังคมในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ การแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติที่ทั้งหมดเป็นข้าราชการประจำ หน่วยงานด้านความมั่นคง และทหาร ซึ่งทำให้กระบวนการจัดการแก้ไขปัญหาของรัฐยังเป็นลักษณะของการรวมศูนย์อำนาจการจัดการและยังขาดความรู้ความเข้าใจด้านการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์

    เพื่อให้เกิดการพัฒนาแนวทางการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) จึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาลไทยดังนี้

    1. รัฐบาลจะต้องปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างของคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ โดยให้คณะกรรมการมีสัดส่วนจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะส่วนงานที่เป็นอิสระนอกเหนือจากหน่วยงานภาครัฐ และผลักดันให้เกิดคณะทำงานในระดับจังหวัด

    2. รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีแนวทางการให้ความคุ้มครองที่เหมาะสมกับสถานะและเงื่อนไขของผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์เป็นไปหลักการสากล โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบชัดเจน รวมถึงติดตามและให้ความช่วยเหลือกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง หรืออยู่นอกเหนือไปจากเงื่อนไขที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครองอันเนื่องมาจากข้อจำกัดทางกฎหมายและหน่วยงานของรัฐ

    3. รัฐบาลจะต้องสนับสนุน สร้างหลักประกันทางกฎหมายให้กับองค์กรภาคประชาสังคม รวมถึงสื่อมวลชนในการทำหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ ปรับปรุงการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ที่อาจกระทบต่อการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ

    4. รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องกำหนดแนวทางและมาตรการในการคัดแยกผู้เสียหายจากขบวนการค้ามนุษย์ที่มีความเกี่ยวพัน ทับซ้อนกับสถานะอื่นๆ ของผู้อพยพเคลื่อนย้ายอื่นๆ เช่น ผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ผู้แสวงหาที่พักพิง ผู้ลี้ภัย  รวมถึงให้ความสำคัญกับกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ และการให้หลักประกันความปลอดภัยแก่ผู้เสียหายก่อนจะดำเนินการส่งกลับประเทศต้นทาง โดยบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภายนอกภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

    5. รัฐบาลจะต้องมีแนวทางการให้ความคุ้มครองสถานะ เหมาะสมกับเงื่อนไขของผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์เป็นไปหลักการสากล และลดอุปสรรคในการเข้าถึงการปกป้องคุ้มครองตามกฎหมายของคนที่ไม่มีสถานะทางกฎหมายไม่เฉพาะแค่แรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย แต่รวมถึงผู้ติดตาม ผู้แสวงหาที่พักพิง และผู้ลี้ภัย

    เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) หวังว่าประเทศไทยจะใช้เงื่อนไขที่ถูกจัดให้อยู่ในบัญชีกลุ่มที่ 3 เป็นโอกาสให้รัฐบาลไทยได้ทบทวนถึงสภาพปัญหาของการแก้ไขและปราบปราบการค้ามนุษย์ กระบวนการคุ้มครองและเยียวยาผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ โดยจัดให้มีการรับฟังหรือการมีส่วนร่วมจากภาคประชาสังคมหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ เพื่อสร้างวัฒนธรรมด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การเยียวยาผู้เสียหาย และทำให้กระบวนการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของประเทศและภูมิภาคอาเซียนเติบโตไปได้พร้อมกับความมั่นคงของมนุษย์แบบยั่งยืน

    เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG)
     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    29 ก.ค.2558 เมื่อเวลาประมาณ 15.30 น. สำนักข่าวไทยรายงานข่าวเกี่ยวกับกรณีที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย เพื่อแถลงข่าวเกี่ยวกับทิศทางการทำงานของมูลนิธิฯ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีการขออนุญาตกับคสช. ด้วยว่า ได้มีการทำหนังสือขออนุญาตมาทาง คสช. ซึ่งเป็นการพิจารณาของ คสช.ที่มีเจ้าหน้าที่คอยพิจารณาอยู่แล้ว ขอยืนยันว่าใช้กติกาเดียวกันกับทุกกลุ่ม อย่ามองว่าเป็นเรื่องของพวกเดียวกันถึงจะอนุญาต เพราะหากไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง และไม่ทำให้เกิดความเสียหายก็สามารถทำได้ แต่มีบางกลุ่มที่รวมตัวกันแล้วทำให้เกิดความเสียหาย ก็ไม่สามารถอนุญาตได้

    “ทุกคนก็ขอหมด อันไหนให้ได้ก็ให้ ให้ไม่ได้ก็ไม่ให้  ไม่ใช่เพราะเป็นพวกกัน กติกาต้องกติกาเดียวกัน ถ้าพูดมาไม่เสียหายก็ให้  คสช.มีเจ้าหน้าที่ดูอยู่ ถ้าเกินความสามารถ ก็จะถามมาที่ผม ถ้าตัดสินใจเองได้ก็ตัดสินใจ บางคนชอบรวมหัวกันพูดในสิ่งที่ไม่ดี แล้วสมควรหรือไม่ แต่ถ้าแถลงทำเรื่องมูลนิธิ ทำประโยชน์เพื่อสังคมอย่างไรก็ไปว่ามา แต่มาพูดเรื่องการเมือง ก็ไม่ให้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

    ต่อกรณีที่ สุเทพ ยื่นเรื่องคัดค้านการย้ายกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 จากจังหวัดสุราษฎร์ไปที่จังหวัดภูเก็ต นั้น พล.อ.ประยุทธ์ ย้อนถามว่า จะต้องดำเนินการทันทีเลยหรือไม่ เมื่อมีการเสนอเข้ามา เป็นเรื่องที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ต้องรับไปพิจารณาว่ามีเหตุผลอย่างไร ซึ่งตนยังไม่ทราบว่าจากเดิมที่ต้องย้ายเพราะอะไร และต้องดูว่าอยู่ในแผนพัฒนาโครงสร้างของ สตช.หรือไม่

    ผบ.ทบ.ระบุยังไม่เห็นหนังสือ แต่ถ้าไม่เกี่ยวการเมือง อนุญาตได้

    โดยก่อนหน้านั้น วันเดียวกัน ช่วงเช้า (10.49 น.) สำนักข่าวไทยรายงาน ว่าพล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ คสช. กล่าวถึง กรณีดังกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นหนังสือขออนุญาตของนายสุเทพ

    พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า การอนุญาตจะต้องดูว่า ไม่มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมือง และต้องไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง  ต้องการให้เข้าใจว่า ฝ่ายความมั่นคงต้องรักษาความเรียบร้อยเอาไว้ให้ได้  ขอให้ทุกฝ่ายคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย แต่หากเป็นการขออนุญาตจัดกิจกรรมพบปะพูดคุยเรื่องมูลนิธิก็สามารถทำได้ ฝ่ายความมั่นคงไม่มีปัญหา เพราะกิจกรรมที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์  ขณะนี้ทุกหน่วยงานก็สามารถทำได้ตามปกติอยู่แล้ว

    “สิ่งที่ คสช.ให้ความสำคัญคือ การรักษาความสงบเรียบร้อย หากการจัดกิจกรรมใดๆ ที่เข้าข่ายสร้างความขัดแย้ง ก็คงไม่อนุญาตให้ทำแน่นอน” พล.อ.อุดมเดช กล่าว

    ธิดา แกนนำ นปช. สงสัยไม่ใช่การเมืองตรงไหน

    ขณะที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘ธิดา ถาวรเศรษฐ’ แกนนำ นปช. ได้โพสต์ข้อความ ซึ่งอ้างจากรายการ "เหลียวหลังฯ" 29 ก.ค. 58 ซึ่งเป็นทัศนะของ ธิดา ต่อ สุเทพ ว่าทำการเมืองภาคประชาชนร่วมกับพี่น้องมวลมหาประชาชนโดยมีเป้าหมายดังนี้

    1. ยังต้องการรวมกลุ่มมวลมหาประชาชนให้เป็นปึกแผ่น

    2. ต้องการแสดงบทบาทางการเมืองในฐานะแกนนำมวลมหาประชาชนเดิมภายใต้ชื่อ “มูลนิธิมวลมหาประชาชน”

    3. ต้องการสืบทอดเจตนารมณ์เดิมที่ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”

    4. ต้องการรักษาชัยชนะทางการเมืองในซีกของตน ไม่ว่าในสนามเลือกตั้งหรือในเวทีมวลมหาประชาชน

    5. ต้องการชัยชนะหรือนิรโทษฯ ในคดีต่าง ๆ

    6. ต้องการค้ำยัน-ผลักดัน รัฐบาลจากรัฐประหารให้อยู่นานและเดินตามทางที่ กปปส. วางไว้การแถลงข่าวของ สุเทพ ที่จะมีขึ้นนั้น  1. คณะ คสช. มีการปรามบ้างพอเป็นพิธี พยายามแสดงว่าจะปฏิบัติเท่าเทียมกันสำหรับทุกกลุ่มเพื่อความสงบมั่นคง 2. ปรามทั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และคณาจารย์ที่มีการสัมมนาวิชาการ ทั้งที่คนสองกลุ่มนี้แตกต่างกันทั้งเป้าหมายและวิธีการ

    โดย ธิดา ตั้งคำถามด้วยว่า “การแถลงข่าวของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไม่ใช่การแถลงทางการเมืองตรงไหน? เพราะเขาบอกว่าจะทำงานทางการเมืองภาคประชาชนอย่างชัดเจน”

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    29 ก.ค.2558 เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ผ่ามา เฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘ทีมงานโฆษก ตร.’ ได้เผยแพร่ โทรสารในราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลง 3 กรกฎาคม 2558 กำชับให้สถานีตำรวจประชาสัมพันธ์ไปยังผู้ประกอบการและร้านค้าทุกประเภท ให้งดการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ในวันที่ 30-31 กรกฎาคม 2558 ซึ่งเป็นวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา โดยผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกวดขันจับกุมอย่างเคร่งครัด

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา เว็บไซต์บ้านเมืองรายงาน กรณีโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือลำพูน 4 แห่งทยอยเลิกจ้างพนักงาน พบ 6 เดือนลอยแพไปนับพันคน สืบเนื่องมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกผันผวนส่งผลให้ยอดออเดอร์การสั่งสินค้าลดลงอย่างรวดเร็วส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการ ต่างพากันทยอยปิดตัวเอง บางส่วนขอใช้กฎหมายตามมาตรา 75 คุ้มครอง ให้พนักงานหยุดงานอยู่บ้านโดยจ่ายค่าจ้าง 75 % บางแห่งลดวันทำงานจากเดิม 6 วันเหลือ 3 วัน บางแห่งให้พนักงานสมัครใจลาออกเอง บางแห่งเตรียมย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้โรงงานในพื้นที่จังหวัดลำพูนซึ่งมีกว่า 1400 แห่ง มีพนักงานทั้งหมดร่วม 60,000 คน

    พรเทพ ภูริพัฒน์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ. ในฐานะรักษาการผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ ลำพูน กล่าวว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชลอตัว ส่งผลให้ผู้ประกอบการโรงงานในย่านนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ เบื้องต้นมี 4 แห่ง เริ่มทยอยเลิกจ้างพนักงาน ลดวันทำงานและให้สมัครใจลาออก พร้อมกันนี้ผู้ประกอบการได้ของใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ตามมาตรา 75  โดยให้พนักงานหยุดงาน แต่ทางโรงงานยังจ่ายค่าจ้างให้ 75 เปอร์เซ็นต์ ของเงินเดือน และกำหนดระยะเวลาของการหยุดงานจนกว่ายอดการสั่งซื้อจะเข้ามา จึงจะแจ้งให้กลับมาทำงานอีกครั้ง

    ชุลีพร แก้วมา อายุ 21 ปี บ้านเดิมอยู่จังหวัดเชียงรายหนึ่งในหนักงานที่ถูกเลิกจ้างกล่าวว่า ตนเรียนจบในระดับ ปวช.จากบ้านเกิดก่อนที่มาทำงานเป็นสาวโรงงานได้ยังไม่ถึงปีก็มาถูกเลิกจ้างอีก ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ไหนจะค่าผ่อนรถ ค่ากิน ค่าเช่าหอพัก ไหนจะต้องส่งให้กับทางครอบครัวที่บ้านเกิดอีก ตนก็ขอภาวนาให้เศรษฐกิจกับมาดีเร็วๆ ฝากถึงผู้บริหารบ้านเมืองด้วยพวกตนกำลังจะแย่ นางสาวชุลีพรกล่าว

    ผู้ว่าฯ ลำพูนสั่งจับตา เลิกจ้างคนงาน

    เมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา ASTVผู้จัดการออนไลน์รายงานด้วยว่า ณรงค์อ่อน สะอาด ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า ตนกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลเยียวยาแรงงานในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ จ.ลำพูน ที่ได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้าง หรือลดเวลาการทำงาน ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรา 75 ต้องให้ทั่วถึง หลังมีโรงงานในนิคมฯ ลำพูนบางแห่งเลิกจ้างคนงาน

    ซึ่งภาพรวมโรงงานทั้งหมดกว่า 1,400 แห่งมีการจ้างคนงานกว่า 6 หมื่นคน เลิกจ้างเพียง 4 แห่ง ถือว่ายังน้อย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเลิกจ้างยังไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่ก็ได้เฝ้าติดตามตลอด

    ทั้งนี้ จากสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัวในระยะที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในนิคมฯ ลำพูน 4 แห่งทยอยเลิกจ้างพนักงาน บางส่วนขอใช้กฎหมายตามมาตรา 75 คุ้มครอง ให้พนักงานหยุดงานอยู่บ้าน โดยจ่ายค่าจ้าง 75% บางแห่งลดวันทำงานจากเดิม 6 วันเหลือ 3 วัน บางแห่งให้พนักงานสมัครใจลาออกเอง บางแห่งเตรียมย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน

    ซึ่งบริษัท โฮย่า กลาสดิสต์ (ประเทศไทย) ซึ่งผลิตกล้อง และฮาร์ดดิสก์ ของกลุ่มทุนจากประเทศญี่ปุ่น มีพนักงานรวม 4,400 คน เริ่มใช้มาตรา 75 ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.-31 ก.ค. 58 ให้พนักงานฝ่ายผลิตหยุดงาน 400 คน โดยจ่ายค่าจ้าง 75%, บริษัท ทีเอสพีที, บริษัท เคอีซี และบริษัทลำพูนซิงเดนเก้นท์ เป็นต้น ส่วนโรงงานอื่นๆ ยังคงปกติ

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    29 ก.ค.2558 สาระ ล่ำซำ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวถึงภาพรวมประกันชีวิตว่า เบี้ยประกันชีวิตรับรวมตั้งแต่เดือนมกราคม – พฤษภาคม มีทั้งสิ้น 214,579.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 2  แยกเป็นเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่จำนวน 65,338.7 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 15.8 และเบี้ยประกันชีวิตรับปีต่อไปจำนวน 149,241.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.4 โดยมีอัตราความคงอยู่ร้อยละ 84 ซึ่งสาเหตุที่เบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ลดลงเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันชะลอตัว อัตราค่าครองชีพสูงขึ้นส่งผลต่อกำลังซื้อของประชาชนลดลง นอกจากนี้การปรับนโยบายการบริหารการขายของแต่ละบริษัทประกันชีวิต ให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการปรับลดการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ส่งผลให้ผลงานเบี้ยประกันภัยรับใหม่ มีอัตราชะลอตัว ขณะเดียวกันในส่วนของเบี้ยประกันภัยต่ออายุ ก็ค่อนข้างคงที่ถึงชะลอตัวเล็กน้อย จากการที่มีกรมธรรม์ฯที่ครบกำหนดชำระแต่ยังคงมีความคุ้มครองอยู่เป็นจำนวนมาก

    สำหรับครึ่งปีหลัง คาดว่าธุรกิจประกันชีวิตจะยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ในอัตราที่ชะลอตัวกว่าทุกปี สมาคมฯ คาดว่าอัตราการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตในปี 2558 จะเติบโตเพียงร้อยละ 7 จำนวนเบี้ยประกันภัยรับรวมประมาณ 539,000 ล้านบาท จากต้นปี คาดว่าจะเติบโตร้อยละ 13 เบี้ยประกันภัยรับรวมประมาณ 571,000 ล้านบาท

    คลังรับเงินบาทมีโอกาสแตะ 35 บาท/ดอลลาร์ฯ

    29 ก.ค. 2558 สมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ว่า ยอมรับว่าค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าถึง 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยปัจจัยหลักมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมมองว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการอ่อนค่าของค่าเงินบาทมาก

    เสนอ 6 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ ครม.พิจารณา 4 ส.ค.นี้

    สมหมาย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ เพื่อพิจารณาสถานการณ์เศรษฐกิจ ล่าสุดแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2588 และปี 2559 ด้วยว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ เพื่อดำเนิน 6 มาตรการ ประกอบด้วย 1.มาตรการด้านการเงินการคลัง 2.ส่งเสริมการลงทุนและเชิญชวนภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ 3.เร่งรัดปฏิบัติการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะเร่งด่วนตามกรอบมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจปี 2558 – 2559 4.กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการที่มีงบประมาณประจำปี 5.กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกองทุนหมุนเวียน และ 6.การปรับปรุงบริหารจัดการสหกรณ์ที่มีอยู่ โดยจะมีการรายงานผลความก้าวหน้าและปัญหาอุปสรรคให้นายกรัฐมนตรีทราบทุก 2 สัปดาห์ พร้อมเตรียมเสนอให้ ครม. พิจารณาวันที่ 4 สิงหาคมนี้ ถ้าทำได้ตามเป้าหมายจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้มากกว่าร้อยละ 3 ซึ่งคาดว่าจากมาตรการดังกล่าวจะสามารถเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วง 2 เดือนที่เหลือของปีงบประมาณ 2558 ได้อีกประมาณ 350,000 ล้านบาท รวมถึงทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2559 มีความรวดเร็วมากขึ้น เนื่องจากมีแผนบริหารจัดการที่ชัดเจนขึ้น

    พาณิชย์เชื่อสหรัฐจะไม่แบนสินค้าไทย

    วันเดียวกัน (29 ก.ค.ถค) อภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่ไทยถูกคงสถานะการค้ามนุษย์ไว้ที่อันดับเดิม หรือเทียร์ 3 ว่า ไม่อยากให้มองในแง่ร้าย เพราะที่ผ่านมาภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวของของไทยพยายามแก้ไขปัญหาก่อนหน้าที่จะมีการประกาศอันดับหลายเดือน ซึ่งไทยควรใช้วิกฤตินี้เป็นโอกาสที่ต้องเร่งผลักดันและแก้ไขปัญหาที่สะสมมานาน แม้ไทยจะถูกคงสถานะอยู่ที่เทียร์ 3 เช่นเดิมแต่เชื่อว่าสหรัฐจะไม่แบนสินค้าไทย เพราะสหรัฐก็ยอมรับว่าไทยมีการดำเนินการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม ขณะที่กรณีการแก้ปัญหาการใช้แรงงานประมงผิดกฎหมาย หรือ IUUFishing รัฐบาลได้มีการปรับปรุงหลายหน่วยงานที่แต่งตั้งให้มากำกับดูแล ตลอดจนการแก้ไขกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาให้ได้ในภาพรวม ซึ่งต้องยอมรับว่าอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ภายใน 3-5 เดือน เพราะเป็นปัญหาที่สะสมมานานหลายปี และยังต้องพิจารณาผลกระทบที่มีต่อประมงพื้นบ้านด้วย ซึ่งเห็นว่าปัญหา IUU Fishing จะมีผลกระทบไม่มากและตอนนี้ไทยยังมีเวลาแก้ไขปัญหา โดยยืนยันว่าไทยมีความจริงใจในการแก้ปัญหา

    เร่งรณรงค์ให้ปชช.ตระหนักการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา หลัง พ.ร.บ.ใหม่ มีผลใช้ 4 ส.ค.นี้

    อภิรดี กล่าวอีกว่า กระทรวงพาณิชย์จะเร่งรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งการแก้ไขกฎหมายฉบับใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้วันที่ 4 สิงหาคมนี้ ใน พ.ร.บ.ใหม่ 8 ข้อ ประกอบด้วย ห้ามลบหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ชื่อผู้สร้างสรรค์ ชื่อนักแสดงบุคคลจะมีความผิดฐานละเมิดการบริหารสิทธิ์ ผู้ที่มีสิทธิ์ลิขสิทธิ์ของตนในการคุ้มครองเทคโนโลยีของเจ้าของลิขสิทธิ์ในกรณีมีพาสเวิร์ส และมีการเผยแพร่ในระบบอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงโดยเจ้าของสิทธิ์ไม่ยินยอมจะถือเป็นการละเมิดทางเทคโนโลยี กรณีการเรียกดูภาพยนตร์ หรือฟังเพลงผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์และมีการฟังซ้ำทั้งงานเพลงและภาพยนตร์ในหน่วยความจำคอมพิวเตอร์ให้ถือว่าเป็นการทำซ้ำชั่วคราวไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ให้ถือเป็นข้อยกเว้นในการละเมิดลิขสิทธิ์ชั่วคราว

    นอกจากนี้ กรณีผู้ให้บริการทางอินเทอร์เน็ต เช่น เจ้าของเว็บไซต์โดยเฉพาะยูทูบ ไม่ต้องเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องละเมิดลิขสิทธิ์ โดยเจ้าของสิทธิ์สามารถร้องขอศาลให้ผู้ให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ตสามารถนำไฟล์ละเมิดออกจากเว็บไซต์ เพิ่มข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ ในการจำหน่ายต้นฉบับ หรือสำเนางานที่มีลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นของมือ 2 เช่น ภาพเขียน หรือหนังสือ และยังเพิ่มสิทธิ์ทางศีลธรรมของนักแสดงให้เท่าเทียมกับผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ ซึ่งนักแสดงสามารถระบุชื่อตนเองในงานแสดงที่ตนแสดงได้เพิ่มบทลงโทษ โดยศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือสิทธิ์ของนักแสดง จ่ายค่าเสียหายเพิ่ม ไม่เกิน 2 เท่า ของค่าเสียหาย กำหนดให้ศาลมีอำนาจสั่งริบ หรือทำลายสิ่งที่ใช้ในการละเมิดลิขสิทธิ์ และสิ่งที่ได้ทำขึ้นมา หรือนำเข้ามาในประเทศ ซึ่งเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ หรือสิทธิ์ของนักแสดง

     

    ที่มา : สำนักข่าวไทย

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai