Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    0 0



    สี่สิบปี 6 ตุลาคม  2519
    ความโศกเศร้า สูญเสีย ยังสืบสาน
    ยังตระหนก อกสั่น  เหมือนวันวาน
    เพียงเพิ่งผ่าน  จลาจล  อับจนใจ

    เสียงคนรุก พลุกพล่าน ในถนน
    เสียงปืนกล กราดก้อง  เสียงร้องไห้
    เสียงคนหยาม ย่ำเหยียบ ความเป็นไท
    เสียงคนไทย แหบแห้ง กลางนคร

    เสียงคนหาญาติมิตร ชีวิตวอด
    เสียงคำพรอดพร่ำบ่น คนทุกข์ร้อน
    เสียงคนโหด สั่งฆ่า มิอาทร
    เสียงทอดถอน หัวใจ ไยชิงชัง

    สีสิบปี 6 ตุลาคม 2519
    ยังรุกเร้า รุมใจ ไม่กลบฝัง
    ใครหนอโหดร้ายรุกปลุกพลัง
    ให้คนคลั่งทำร้าย ไทยด้วยกัน

    สี่สิบปี ประเทศไทย ไยหยุดย่ำ
    ยิ่งเพิ่มคำชิงชัง  ไม่สร้างสรรค์
    ความทุกข์ร้อน เพิ่มทวี มิต่างกัน
    ให้หวาดหวั่นว่าสงครามจะกลับมา

     


     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0


     

    บทคัดย่อ

    การศึกษาเรื่องแรงงาน การจ้างงานกรณีแม่บ้าน มีผู้ศึกษาในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิแรงงาน สวัสดิการ กระทั่งแรงงานแม่บ้านข้ามชาติ ในบทความนี้ให้ความสำคัญกับแม่บ้าน-ภารโรงที่ทำงานอยู่ในสถานศึกษา โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ทำงานและพื้นที่พักผ่อนของแรงงานเหล่านี้ การศึกษานี้ทำโดยการสำรวจเบื้องต้นและการตั้งข้อสังเกตถึงการปฏิสัมพันธ์กับพื้นที่ทำงานภายในสถานศึกษาในระดับอุดมศึกษาเป็นหลักและพบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับสภาพการจ้างงานที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย


    แม่บ้าน-ภารโรง สถานะที่กำกวม

    เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2559 การแชร์ภาพและเนื้อหาในโลกโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับธีรภัทร วรรณฤมล คณบดีคณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปลอมตัวเป็นพนักงานรักษาความสะอาดในวันปฐมนิเทศของคณะ เพื่อปลุกจิตสำนึกนักศึกษาใหม่ ได้สร้างความฮือฮาเป็นอย่างยิ่ง โดยเขากล่าวว่า "สาเหตุที่ทำเพราะต้องการให้นักศึกษาได้รู้จักเรียนรู้การมองคนและคุณค่าของทุกคน และมีจิตสำนึกในการรักษาความสะอาด เพื่อเป็นประชาชนที่มีคุณภาพในอนาคต"[2]ผู้เขียนเห็นว่า ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นได้ดีอย่างยิ่งของสภาวะ "ไร้ตัวตน" ของพนักงานรักษาความสะอาด หรือที่รู้จักกันในนามแม่บ้าน-ภารโรง

    แม่บ้าน-ภารโรง พนักงานทำความสะอาด (janitor/cleaner ในที่นี้จะใช้คำว่า "แม่บ้าน-ภารโรง") แตกต่างจากงานแรงงานอีกชนิดที่มีลักษณะงานที่ใกล้เคียงกันอย่างแม่บ้านในฐานะแรงงาน-งานบ้าน (Domestic workers) นับว่าฝ่ายหลังมีประเด็นระดับนานาชาติที่องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ให้ความสำคัญในการปรับปรุงมาตรฐานสิทธิแรงงาน-งานบ้าน (Domestic workers ในที่นี้จะใช้คำว่า "แม่บ้าน") เมื่อปี 2554/2011[3]ปัญหาของแรงงาน-งานบ้าน มักจะมีมิติที่ซ้อนขึ้นมาอีกส่วน นั่นคือ สัมพันธ์กับแรงงานข้ามชาติ-ข้ามทวีปอีกด้วย ดังที่เห็นได้จากข่าวการละเมิดสิทธิแม่บ้านในพื้นที่ครัวเรือนอยู่เสมอ เช่น ปัญหาแม่บ้านกัมพูชาที่ถูกผู้ว่าจ้างชาวมาเลเซียข่มเหงเมื่อปี 2554 จนมีการสั่งระงับการส่งแม่บ้านที่มาเลเซีย[4]ขณะที่รัฐบาลอินโดนีเซียมีแผนจะทยอยลดการส่งออกแรงงานหญิงที่เป็นแม่บ้านไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง ตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่แม่บ้านอินโดนีเซียถูกทำร้าย เมื่อปี 2557 เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก หรือกรณีที่แม่บ้านชาวอินโดนีเซียถูกผู้ว่าจ้างชาวฮ่องกงทำร้าย จนตัดสินใจต่อสู้กลับด้วยวิธีทางกฎหมาย กล่าวกันว่าในฮ่องกงมีแรงงานต่างชาติทำงานแม่บ้านจำนวนกว่า 325,000 คน ส่วนใหญ่มาจากอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ และมีอยู่บ่อยครั้งที่พวกเธอจะถูกทารุณโดยผู้ว่าจ้าง สถานะของแม่บ้านอินโดนีเซียในสิงคโปร์ และมาเลเซียยังมีปัญหาเช่นกัน ไม่ว่าจะถูกทำร้ายร่างกายโดยนายจ้างผู้หญิงในประเทศแรก เมื่อปี 2010 หรือการถูกเหยียดหยามและทำร้ายร่างกายในมาเลเซีย[5]กระทั่งกรณีแม่บ้านอินโดนีเซียฆ่านายจ้างและคนในครอบครัว แล้วถูกตัดสินประหารชีวิตที่ซาอุดิอาระเบียถึงสองราย ในเดือนเมษายน 2558[6]ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์พบว่า มีแม่บ้านกว่า 146,000 คนที่ส่วนใหญ่มาจากฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, อินเดีย, บังกลาเทศ, ศรีลังกา, เนปาล และ เอธิโอเปียมีสถานะที่ย่ำแย่ จนองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ได้ออกมาเรียกร้องให้ปรับปรุงสภาพการจ้างงานในปี 2557[7]ล่าสุดองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้เปิดเผยสภาพการจ้างงานที่ย่ำแย่ในอาชีพ "แม่บ้าน"[8]ว่าร้อยละ 90 หรือ 60 ล้านคนจาก 67 ล้านคนของคนทำงานบ้านในโลกไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการ-ประกันสังคม งานบ้านถูกมองว่าเป็นงานที่ถูกประเมินคุณค่าต่ำและไม่ได้รับการปกป้อง โดยกลุ่มแรงงานข้ามชาติถือเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด และส่วนใหญ่แล้วคนทำงานบ้านกว่าร้อยละ 80 เป็นผู้หญิง

    ในประเทศไทยมีองค์กรที่เรียกร้องเพื่อสิทธิของแม่บ้านอย่างเช่น เครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ เครือข่ายแรงงานหญิงคนทำงานบ้านสากล มูลนิธิร่วมมิตรไทย-พม่า มูลนิธิเพื่อนหญิง มูลนิธิเพื่อสุขภาพและการเรียนรู้ของแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ ฯลฯ ได้มีการประเมินตัวเลขในปี 2553 ไว้ว่าจำนวนคนทำงานบ้าน หรือแม่บ้านมีจำนวนกว่า 4 แสนคน สร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 27,000 ล้านบาท แต่พวกเขามักไม่ได้รับการคุ้มครอง และสวัสดิการพื้นฐานที่พวกเขาควรจะได้รับ รวมไปถึงการให้ทำงานเกินหน้าที่ที่ควรจะทำ และการถูกล่วงละเมิดทางเพศ จากข้อมูลนี้คนทำงานบ้านออกเป็น 3 ประเภท คือประเภทที่หนึ่ง เป็นงานบริการคนทำงานบ้านที่คนไทยทำในประเทศปี 2550 มีจำนวนกว่า 225,000 คน เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 1,100 ล้านบาท ประเภทที่สองเป็นแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานเป็นคนทำงานบ้าน ปี 2550 มีประมาณ 150,000 คน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนประมาณ 9,000 ล้านบาทโดยแรงงานกลุ่มนี้จะมีค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 3,000-5,000 บาท ต่อเดือน ประเภทที่สาม คือแรงงานคนทำงานบ้านที่เป็นคนไทย แต่ไปเป็นคนทำงานบ้านที่ต่างประเทศมีประมาณ 25,000 คนในปี 2550 สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศมากกว่า 7,000 ล้านบาท[9]

    กระทั่งบทความเร็วๆนี้ของเก่งกิจ กิติเรียงลาภที่สนทนากับงานเขียนของแล ดิลกวิทยรัตน์เมื่อสามสิบก่อน[10]ที่ว่าด้วยงานบ้าน (housework) ของผู้หญิงที่มักไม่ถูกนับเป็นงาน แต่ถือเป็นลักษณะเฉพาะ และงานบ้านมีส่วนสำคัญต่อการสร้างมูลค่าส่วนเกินในระบบทุนนิยม และงานบ้านไม่ใช่งานแห่งความรัก แต่คือการกดขี่ขูดรีดที่สังคมทุนนิยมกระทำต่อผู้หญิงผ่านระบบครอบครัวที่ผู้ชายเป็นใหญ่โดยผ่านสิ่งที่เรียกว่ารัก เซ็กส์ เรือนร่างและการใช้แรงงาน ผ่านการแยกงานบ้านออกจากงานนอกบ้าน

    ในที่นี้ไม่ได้มองว่า แม่บ้าน-งานบ้านเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญหรือไม่ควรถกเถียง แต่ผู้เขียนเห็นว่ามิติที่กล่าวมานั้นได้รับความสนใจกันอยู่บ้างแล้ว จึงสนใจที่จะนำเสนอมุมมองของ แม่บ้าน-ภารโรงที่เป็นแรงงานแม่บ้านที่อยู่ในพื้นที่นอกบ้านมากกว่า ในทางกลับกันแม่บ้าน-ภารโรงเหล่านี้ ก็คงเป็นแรงงานงานบ้านที่กลายเป็นแรงงานที่ไม่ถูกนับเช่นกันในที่พักอาศัยของพวกเธอเช่นเดียวกับที่แล และเก่งกิจได้นำเสนอนั่นเอง

    แม่บ้าน-ภารโรงในความหมายแบบ Janitor/cleaner เป็นประเด็นที่ถูกกล่าวถึงไม่มากเท่าใดนัก อาจเป็นเพราะพวกเขาคือ แรงงานในชีวิตประจำวันที่คล้ายกับจะมีสถานภาพที่มั่นคงกว่า หรือไม่ตกเป็นข่าวที่ถูกล่วงละเมิดมากนัก ทั้งที่พวกเขาไม่มีองค์กรจัดตั้ง ไม่มีองค์กรสนับสนุนและเรียกร้องสิทธิ์ให้พวกเขาเหมือนอย่างอีกกลุ่มหนึ่งที่มักพ่วงประเด็นชาติพันธุ์, ประเด็นเพศสภาวะ, ประเด็นสหภาพแรงงาน ฯลฯ จึงอาจเรียกได้ว่าพวกเขาเป็นคนที่ไม่มีปากเสียงและ ไร้ตัวตนเป็นอย่างยิ่ง

    อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจะไม่มีการศึกษาประเด็นนี้ เก่งกิจได้กล่าวไว้บ้างในบทความเดียวกันว่า งานนอกบ้านที่ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทมากขึ้นคือการทำงาน "นอกบ้าน" ตัวเอง แต่ในนามบริการบ้านของคนอื่น หรือรูปแบบการจ้างงานผู้หญิงในภาคบริการที่แตกต่างจากโรงงานของผู้ชาย เนื่องจากผู้หญิงถูกกีดกันออกจากการรวมกลุ่มเป็นสหภาพแรงงาน และการทำงานกระจายไปตามบ้านคน และรูปแบบการจ้างงานอย่างไม่เป็นทางการทำให้พวกเธอไม่มีอำนาจต่อรองค่าแรง มีค่าแรงที่ต่ำกว่ามาตรฐานการยังชีพ[11]แม้เก่งกิจจะไม่กล่าวถึงแม่บ้าน-ภารโรงโดยตรง แต่ในสภาพการจ้างงานของพวกเขาก็มีลักษณะใกล้เคียงที่ว่า ดังจะเห็นได้จากบทความที่ให้ภาพพวกเขาอย่างชัดเจนคือ "พนักงานทำความสะอาด ‘คุณพี่-คุณน้า-คุณป้า-คุณย่า-คุณยาย’ ในที่ทำงาน"[12]ได้มีการจำแนกว่า การจ้างงานพนักงานทำความสะอาดในสถานประกอบการและหน่วยงานต่างๆ จะมีอยู่ 3 รูปแบบคือ 1. สถานประกอบการนั้น ๆ จ้างเป็นพนักงานประจำโดยตรง 2. สถานประกอบการนั้น ๆ จ้างเป็นพนักงานชั่วคราว และ 3. สถานประกอบการนั้น ๆ จ้างผ่านบริษัทเหมาช่วง การจ้างในรูปแบบแรกค่อยๆ ลดลง และหันมาใช้การจ้างผ่านบริษัทเหมาช่วงแทนเพื่อลดต้นทุนด้านสวัสดิการ และเลี่ยงภาระหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งรวมไปถึงงานรักษาความปลอดภัย งานซ่อมบำรุง ในที่นี้นิยามของแม่บ้าน-ภารโรงนับว่าอยู่ภายใต้สภาพการจ้างงานทั้งสามประเภท ดังที่กล่าวไปแล้วคนกลุ่มนี้ไม่มีองค์กรจัดตั้งที่เข้มแข็งเพื่อเรียกร้องสภาพการจ้างงานที่ดีกว่าเดิม การศึกษาบางแห่งพบว่า พนักงานทำความสะอาดหญิงในบริษัทรับเหมาทำความสะอาด ไม่ได้มีการรวมตัวกัน มีเพียงการสานสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมอาชีพเพื่อผลประโยชน์การแลกเปลี่ยนข่าวสาร เป็นฟันเฟืองหนึ่งที่เอาตัวรอดในระบบการจ้างงานจากบริษัทหนึ่งไปสู่บริษัทหนึ่ง
     

    แม่บ้าน-ภารโรง แรงงานผีในสถานศึกษา

    หลายปีที่ผ่านมาตำแหน่งภารโรงหรือ นักการภารโรงในสถานศึกษาระดับประถมศึกษา-มัธยมศึกษา กระทั่งมหาวิทยาลัยมีสถานะเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยที่อาจกล่าวได้ว่า เงินเดือนน้อย สถานภาพทางสังคมต่ำ แต่อาจจะมีความมั่นคง ก่อนจะเปลี่ยนสถานะไปสู่สภาพการจ้างที่มั่นคงน้อยลงเรื่อย งานวิจัยในปี 2529[13]พบว่าพวกเขามีบทบาท 3 ประเภทนั่นคือ

    งานประจำ ได้แก่ เปิด ปิดสำนักงาน ทำความสะอาดห้องเรียน อาคารเรียน ดูแล ตกแต่งรักษาความสะอาดบริเวณโรงเรียน จัดหาน้ำดื่ม น้ำใช้ในโรงเรียน การซ่อมแซม วัสดุ ครูภัณฑ์ของโรงเรียน บำรุงดูแลรักษาต้นไม้ในโรงเรียน การอยู่เวรยามรักษา ทรัพย์สิน และเดินหนังสือทั้งในและนอกโรงเรียน เป็นต้น

    งานในลักษณะมอบหมายเป็นงานที่ผู้บริหารโรงเรียนคือครูในโรงเรียนมอบหมาย ให้นักการภารโรงปฏิบัติเป็นครั้งคราว

    งานพิเศษเป็นงานที่ปฏิบัตินอกเหนืองานประจำ และงานที่ได้รับมอบหมาย เช่น งานส่วนรวมในชุมชนหรืองานระดมที่ผู้บังคับบัญชาหน่วยเหนือขึ้นไปสั่งการมา

    ไม่เพียงเท่านั้นในงานวิจัยนี้ยังนำเสนอว่า ในมุมมองของภารโรงพวกเขามีขอบข่ายคือ  ซ่อมแซมวัสดุ ครุภัณฑ์ของโรงเรียน, การรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของโรงเรียน, การปรับปรุง ตกแต่งอาคารและบริเวณโรงเรียน, การรักษาความสะอาดของอาคารเรียนและบริเวณโรงเรียน, การให้บริการแก่คณะครู งานของภารโรงจึงอาจเรียกได้ว่าเป็น "คนรับใช้" ของครูในสถานศึกษานั่นเอง จึงไม่แปลกที่ทัศนคติของภารโรงนั้นมีความน้อยเนื้อต่ำใจว่าประกอบอาชีพที่ต่ำต้อย

    ด้วยภารกิจที่เกี่ยวข้องกับงานซ่อมบำรุงทั้งหลาย ส่วนใหญ่ในยุคเดิมนั้นภารโรงจึงมักเป็นเพศชาย ภาพของภารโรงนั้นอาจซ้อนทับได้กับตัวละครอย่าง "ไอ้ฟัก" ในนวนิยาย คำพิพากษาของชาติ กอบจิตติ ที่จัดพิมพ์ครั้งแรกในปี 2525 ความผูกพันของตำแหน่งนี้อยู่บนความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ที่มีลำดับชั้นดังนั้นการจ้างงานและสภาพการจ้างงานจึงมีลักษณะที่กินเวลาส่วนตัวเข้าไปด้วย เนื่องจากว่าผู้บังคับบัญชาพวกเขามีอำนาจให้คุณให้โทษ ดังที่พบการร้องเรียนว่า การพิจารณาความดีความชอบไม่ยุติธรรม

    งานวิจัยระบุปัญหาของภารโรงก็คือ เรื่องวัสดุเครื่องมือขาดแคลน ไม่เพียงพอ ภาระงานที่มาก และเนื่องจากเป็นผู้รักษาความสะอาด ก็ต้องเจอกับปัญหาความไม่ร่วมมือจากนักเรียน ความไม่มั่นคงของพวกเขายังมีประเด็นเกี่ยวกับที่พักอาศัยอยู่ด้วย

    อย่างไรก็ตาม ภารโรงได้กลายเป็นตำแหน่งของเพศหญิงมากขึ้นเรี่อยๆ และไม่ทราบว่าตั้งแต่เมื่อใด จนพบว่าบางแห่งได้ประกาศรับสมัครลูกจ้างชั่วคราวในตำแหน่ง "นักการภารโรง (แม่บ้าน)" ที่ระบุคุณสมบัติผู้สมัครว่าเป็น "เพศหญิง" ในอัตราเงินเดือน 4,870 บาท[14]แต่บางแห่งก็แยกตำแหน่ง "นักการภารโรง" กับ "แม่บ้านทำความสะอาด" ออกจากกันและไม่แยกเพศ ในอัตราเงินเดือน 7,740 บาททั้งคู่[15]บางแห่งตำแหน่งนักการภารโรง แยกออกเป็น นักการภารโรง (แม่บ้าน) และ นักการภารโรง (ภาคสนาม) อัตราเงินเดือน 5,340 บาท[16]แต่ที่ต่างออกไปคือ โรงเรียนที่อยู่นอกระบบราชการไทย พบว่า โรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนดรู จ.ระยอง ให้ความสำคัญกับงานแม่บ้าน-ภารโรง โดยพบว่ามีการจ้างในสัดส่วนที่สูง พบว่า จ้างแม่บ้านจำนวนสี่สิบกว่าคน ต่อจำนวนนักเรียนประมาณ 250 คน ครูแปดสิบกว่าคน และยังมีสวัสดิการค่อนข้างดี กล่าวคือ เงินเดือนเริ่มที่ 10,000 บาท และมีช่วงเวลาทำงาน 5 วัน หยุด 2 วัน[17]

    แม่บ้าน-ภารโรง เป็นบุคคลที่มีตำแหน่งแห่งที่ชัดเจนก็จริง แต่กลับเป็นคนที่ไม่ถูกมองเห็นเมื่อเทียบกับแม่บ้าน (domestic workers) เนื่องจากเป็นคนที่มีภาระในพื้นที่สาธารณะหรือกึ่งสาธารณะที่สังคมไทยมักไม่ใส่ใจอยู่แล้ว ต่างจากแม่บ้านที่ถูกจ้าง หรือแรงงานแม่บ้านที่อยู่ในครัวเรือน ที่การทำความสะอาดและใส่ใจความสัมพันธ์ของกิจการและผู้คนในบ้านเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว และอาจส่งผลกระทบโดยตรง หาความสะอาดและความสัมพันธ์นั้นไม่ถูกจัดการ ยังไม่ต้องนับว่า กรณีแม่บ้านนั้นได้รับความสนใจในระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น ขณะที่ตำแหน่งแม่บ้าน-ภารโรง กลับถูกละเลย ประเด็นดังกล่าวถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นอย่างยาวนานจนเรื่องสหภาพแรงงานด้านแม่บ้าน-ภารโรง และพนักงานทำความสะอาดเกิดขึ้นอย่างเป็นกิจลักษณะ[18]แต่ในสังคมไทยนั้น ให้ความสำคัญน้อยมากกับสภาพการจ้างงานอยู่แล้ว การเรียกร้องของสหภาพแรงงานกลับไปเข้มแข็งอยู่กับเหล่าแรงงานที่มีรายได้และความมั่นคงเป็นอย่างดีในองค์กรวิสาหกิจอย่าง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, การรถไฟแห่งประเทศไทย, การบินไทย ฯลฯ และแทบไม่ได้เป็นพลังที่ร่วมกันเคลื่อนไหวเพื่อแรงงานกลุ่มอื่นอย่างมีประสิทธิภาพมากนัก

     

    แม่บ้าน-ภารโรง แรงงานผีในสถาบันอุดมศึกษา

    ผมแทบจะไม่เจอตัวเขา แต่รับรู้ถึงการมีอยู่ของเขาได้ผ่านอุปกรณ์ทำความสะอาดและถังขยะที่ถูกเอาไปเททิ้งแทบทุกครั้งที่ผมเข้าห้อง       

    อาจารย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่เปิดเผยนาม

    29 สิงหาคม 2559

    แต่เดิมในระบบราชการแม่บ้าน-ภารโรงมีตำแหน่งโครงสร้างอย่างชัดเจน รวมถึงมีพื้นที่อย่างห้องพักอย่างเป็นสัดส่วน ผู้เขียนเข้าใจว่ามาจากโครงสร้างบุคลากรข้าราชการที่สัมพันธ์กับพื้นที่และครุภัณฑ์ในฐานะ "ของหลวง" ที่หมายถึง "ของรัฐ" ไม่ใช่ "สาธารณะ"

    ขณะที่สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งในเงื่อนไขการออกนอกระบบไปสู่การเป็นสถาบันอุดมศึกษาภายใต้กำกับของรัฐที่มีการจัดการบริหารแบบเอกชนมากขึ้น หรือการที่มหาวิทยาลัยรัฐอีกส่วนที่แม้จะยังไม่ออกนอกระบบแต่ก็ต้องปรับตัวมากขึ้นไปด้วย สภาพการจ้างงานแม่บ้าน-ภารโรง จึงมีอยู่สามประเภททั้งมีสถานะเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยหรือลูกจ้างประจำ, ลูกจ้างชั่วคราว และแม่บ้านที่ถูกส่งมาจากบริษัททำความสะอาด

    ตำแหน่งนักการภารโรงก็เริ่มมีการเปลี่ยนสถานะจากนักการภารโรงที่คอยทำความสะอาดไปเป็นนักการที่ดูแลวัสดุอุปกรณ์และซ่อมแซมอุปกรณ์ทั้งหลาย โดยที่ผู้รักษาความสะอาดจะมาจากบริษัทดังที่กล่าวไปแล้ว กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ (หรือที่รู้จักกันในนามวิทยาลัยเพาะช่าง) [19]บางแห่งตำแหน่งนักการภารโรงก็ทยอยเกษียณ และมหาวิทยาลัยก็เลือกที่จะจ้างในฐานะลูกจ้างประจำ หรือลูกจ้างชั่วคราว กระทั่งการจ้างผ่านบริษัทรักษาความสะอาด


    พื้นที่ต่ำศักดิ์-พื้นที่แห่งความไร้ตัวตน-สภาวะของผีแรงงาน

    ห้องและพื้นที่อาคารต่างๆ ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองโครงสร้างการบริหารงานบุคคลและกิจกรรมที่ถูกกำหนดมาจากผู้บริหารที่ต้องการให้พื้นที่นั้นรับใช้ใครและกิจกรรมอะไร สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้เลยคือ การกำหนดลำดับความสำคัญของพื้นที่ต่างๆ ในสังคมไทยยังมีมิติที่ซ้อนเข้ามาอีกนั่นคือ มิติของลำดับศักดิ์ของผู้ใช้อาคาร การใช้สอยของพื้นที่ถูกกำหนดด้วยสถานะทางสังคม ดังที่เราจะเห็นได้ถึงการแบ่งแยกห้องน้ำ ที่นอกจากจะแบ่งจากความเป็นชาย-หญิงแล้ว ยังแบ่งแยกระหว่างห้องน้ำอาจารย์-นักศึกษา หรือในท่าอากาศยานบางแห่งนอกจากจะมีห้องรับแขกพิเศษแล้ว ยังมีการกำหนดห้องทรงพระอักษร สำหรับพระราชวงศ์แยกมาอีกต่างหาก ในภาพที่ตัดกันพื้นที่ของแม่บ้าน-ภารโรง นับเป็นพื้นที่ที่อยู่ในลำดับชั้นต่ำที่สุด

    บางแห่งได้จัดพื้นที่ไว้อย่างเป็นสัดส่วนเช่นกรณีห้างเซ็นทรัลพลาซ่า ลำปาง จัดเตรียมไว้บริเวณที่จอดรถชั้นใต้ดิน กั้นเป็นคอกและมีโต๊ะและม้านั่งยาวให้ ซึ่งบริเวณดังกล่าวยังใช้ร่วมกับพื้นที่นั่งพักสูบบุหรี่ แต่บางแห่งที่อาคารไม่ได้จัดเตรียมไว้ทำให้เหล่าแม่บ้านต้องทำตัวเป็นผีที่ "สิง" อยู่พื้นที่ที่เป็นช่องว่างเพื่อใช้สอยโดยพวกเขาเอง เช่น พื้นที่ใต้บันไดเลื่อน สนามบินสุวรรณภูมิ, ห้องเก็บของในห้องน้ำ ฯลฯ

    ในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา ที่มีกิจกรรมหลักก็คือ การเรียนการสอน และการสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าว ดังนั้นอาคารจึงให้ความสำคัญลดหลั่นกันลงมานั่นคือ ผู้บริหาร อาจารย์ นักศึกษา บุคลากรมหาวิทยาลัยและแม่บ้าน-ภารโรง เมื่อพิจารณาแล้ว ผู้ใช้อาคารสามประเภทแรก ไม่ได้มีลักษณะการใช้สอยอาคารที่ติดอยู่กับพื้นที่อย่างตายตัวนักในเวลาทำการ

    ขณะที่บุคลากรมหาวิทยาลัย แม่บ้าน-ภารโรงเป็นผู้ที่อยู่กับอาคารดังกล่าว พวกเขา "สิง" อยู่ในอาคารทั้งในแง่อุปมา และ "สิง" อยู่ในอาคารด้วยระเบียบข้อจำกัดที่ผูกมัดพวกเขา ดังที่เห็นได้จากคำสั่งราชการให้พวกเขาอยู่เวร เงื่อนไขดังกล่าวกลายเป็นภาระหนักอึ้งที่พวกเขาไม่มีอำนาจ แต่ต้องรับผิดชอบพื้นที่ ดังเห็นได้จาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1944/2538

    "จำเลยเป็นลูกจ้างประจำของวิทยาลัยครูซึ่งสังกัดอยู่กับโจทก์ทำหน้าที่ยามรักษาการณ์ และรักษาความปลอดภัย จำเลยมีหน้าที่เข้าเวรตั้งแต่เวลา 24 นาฬิกาถึง 6 นาฬิกาวันรุ่งขึ้น  ปรากฏว่ามีคนร้ายงัดหน้าต่างเข้าไปลักเอาเครื่องอัดสำเนาเอกสารในอาคารหลังหนึ่งซึ่งมีเวรประจำตึกเฝ้าอยู่ 1 คนโดยยังมีอาจารย์เวรและอาจารย์ผู้ตรวจเวรคอยดูแลตรวจตราอีกชั้นหนึ่ง ตามระเบียบผู้อยู่เวรประจำตึกมีสิทธินอนได้ส่วนยามต้องตรวจตราทั่วบริเวณไม่มีสิทธินอนพัก จนกว่าจะออกเวรยามจะต้องตรวจตราความเรียบร้อยตลอดเวลา เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า หลังจากจำเลยได้เข้ารับเวรต่อจากผลัดก่อนแล้วนั้น จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องสำรวจพื้นที่และทรัพย์สินในอาคารให้ครบทั้ง 30 อาคารซึ่งโดยวิสัยของผู้มีหน้าที่อยู่ยามที่ต้องดูแลบริเวณที่มีพื้นที่ถึง 150 ไร่  และมีอาคารถึง 30 อาคาร ขณะที่มีการเข้าเวรเพียงผลัดละ 2 คน ทั้งไม่มี    ระเบียบชัดแจ้งให้กระทำ การดังกล่าวจำเลยไม่น่าจะต้องใช้ความระมัดระวังถึงระดับนั้นอีกทั้งของอาจจะหายในช่วงการอยู่เวรยามของผลัดก่อนก็ได้จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองประมาทเลินเล่อทำให้ทรัพย์สินของโจทก์เสียหายไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์"[20]

    แม้ว่าคดีความเกี่ยวข้องกับการอยู่เวรจะตัดสินให้พวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบพื้นที่อันกว้างขวาง แต่ภายใต้ระบบสายบังคับบัญชา การตรวจสอบ และการสอบสวนเชิงวินัยนั้นได้กดให้พวกเขาแบกภาระที่มองไม่เห็นนั้นอยู่ด้วย อย่างไรก็ตามการอยู่เวรนอนเฝ้าอาคารไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกับแม่บ้าน-ภารโรง ในสถานที่ราชการอื่นๆ ข้าราชการบางส่วนก็ต้องอยู่เวร เช่น กรณีครูเวรที่ตกเป็นคดีในปี 2523 เนื่องจากว่าโรงเรียนถูกงัดในวันที่เขานอนเวรอยู่[21]

     

    พื้นที่พักผ่อน/ห้องพักของแม่บ้าน-ภารโรงในสถาบันอุดมศึกษา

    ภาระและหน้าที่ของแม่บ้าน-ภารโรงนั้น สัมพันธ์กับสภาพการจ้างงานอย่างยิ่ง กรณีของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาลัยเพาะช่าง ที่กล่าวไปแล้วพวกนักการเดิมยังมีห้องพักเดิมที่เคยเตรียมไว้ให้ แต่สำหรับแม่บ้าน-ภารโรงที่มากับบริษัททำความสะอาดกลับไม่มีพื้นที่ดังกล่าว ต้องนั่งตามโถงทางเดินแต่ละชั้นไป[22]เช่นเดียวกับที่ คณะอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากรได้จ้างบุคลากรไว้สองประเภท นั่นคือ ลูกจ้างประจำที่ทำความสะอาดในแต่ละภาควิชา กับ พนักงานทำความสะอาดบริษัทที่รับผิดชอบบริเวณอาคารเรียน กลุ่มแรกจะมีที่นั่งพักให้เป็นกิจลักษณะ แต่ส่วนหลังจะเป็นพื้นที่คล้ายๆห้าง บริเวณห้องเก็บวัสดุ ใกล้ห้องน้ำ หรือกระทั่งตามบันได[23]

    นอกจากงานทำความสะอาดและงานที่เกี่ยวข้องเช่น การเปิด-ปิดห้องเรียน ล้างจาน ฯลฯ แล้ว พวกแม่บ้าน-ภารโรงยังทำหน้าที่เป็นผู้ที่อำนวยความสะดวกให้กับคณาจารย์ สำหรับลูกจ้างประจำพวกเขาอาจจะต้องนอนเฝ้าเวรด้วย อย่างกรณีของคณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่พบว่า ผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานส่วนงาน ลูกจ้างประจำ พนักงานมหาลัย ยกเว้นอาจารย์ หากมีเงินเดือนต่ำกว่า 30,000 บาท พวกเขามีหน้าที่ต้องอยู่เวร สำหรับพวกเงินเดือน 30,000 บาทขึ้นไป จะต้องรับผิดชอบมาตรวจเวร โดยจะแบ่งเป็นเวรกลางคืนที่มีทุกวัน ส่วนนี้จะเป็นหน้าที่ของบุคลากรชาย ส่วนเวรกลางวันในวันเสาร์-อาทิตย์จะเป็นของบุคลากรหญิง และเคยมีปัญหากรณีที่มีการเฝ้าเวรกลางคืน แล้วเจ้าหน้าที่คนสวนผู้เฝ้าเวรพบว่า ในห้องพักอาจารย์ลืมปิดพัดลม แล้วเกิดไฟไหมพัดลมจึงทุบกระจกเพื่อเข้าไปดับไป แต่กลับโดนสอบว่า เหตุใดถึงทุบกระจก เหตุใดไม่เอากุญแจมาไขห้อง[24]ในวันธรรมดาที่พวกเขาไร้อำนาจ และตัวตนบนพื้นที่ดังกล่าว กลับเป็นว่าพวกเขาต้องมาแบกรับผิดชอบนอกเวลาราชการในนามของการเฝ้าเวรอาคารสถานที่เสียอีก

    ยังมีกรณีที่ฟังดูลี้ลับด้วย อาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวว่า เขาพบแม่บ้าน-ภารโรง ประมาณ 1-2 ครั้ง ในระยะเวลา 8-9 เดือน แต่ที่บ่อยกว่ากลับเจอเพียงร่องรอยบางอย่างเท่านั้นเช่นอุปกรณ์ทำความสะอาด หรือถังขยะที่ถูกนำไปทิ้งแล้วในวันใหม่[25]ยิ่งแสดงให้เห็นถึงสภาวะที่ไร้ตัวตนของแรงงานเหล่านี้

    จากการสำรวจเบื้องต้นของผู้เขียน พบว่าพื้นที่สำหรับพักผ่อน/ห้องพักของแม่บ้าน-ภารโรงอาจจำแนกได้เป็น 4 ประเภทนั่นคือ

    ประเภทที่หนึ่ง มีห้องหรือพื้นที่รองรับอย่างเหมาะสม แยกเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจนและอาจมีสิ่งอำนวยความสะดวกจัดหาไว้ด้วย พื้นที่เช่นนี้ถือเป็นการออกแบบพื้นฐานที่ควรจะมี กรณีตัวอย่าง เช่น ห้องพักแม่บ้าน-ภารโรง ชั้นที่ 1 ตึก 9 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ราชภัฏลำปาง อันเป็นอาคารเดียวกับสำนักงานคณะ บุคลากรที่ใช้ห้องนี้มีทั้งลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราว และยังไม่มีการว่าจ้างผ่านบริษัททำความสะอาด พวกแม่บ้านมีหน้าที่ปิด-เปิดอาคารและห้องเรียน ทำความสะอาด ห้องพักนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกตั้งแต่ เตาแก๊ส, ตู้เย็น, ตู้น้ำดื่ม, โต๊ะกินข้าว พร้อมอุปกรณ์จานชามต่างๆ พื้นที่นี้บ่อยครั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการก็มาร่วมรับประทานอาหารเช้า กลางวันหรือช่วงพักอีกด้วย

    ประเภทที่ 2 มีห้องหรือพื้นที่รองรับโดยใช้ร่วมกับพื้นที่อาคารที่มีอยู่แล้ว เช่น ตึก HB2 คณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ เป็นที่นั่งพักของลูกจ้างประจำที่ใช้ร่วมกับส่วนกลางของห้องพักอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ และบ่อยครั้งที่นักศึกษา อาจารย์และแม่บ้านจะมีกิจกรรมร่วมกันในห้องนี้ ทำให้บริเวณห้องนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเช่น เตาไมโครเวฟ ตู้กดน้ำ ตู้เย็น

    อาคารคณะมนุษยศาสตร์1 ม.เกษตรศาสตร์ มีที่นั่งพักของแม่บ้าน-ภารโรง หน้าห้องน้ำอาจารย์ชาย พื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นเพียงโต๊ะและเก้าอี้นั่งพักอยู่หน้าห้องน้ำที่มีพื้นที่ว่างเหลือ นอกจากนั้นยังมีบริเวณไม่ไกลกันนักที่เป็นห้องซักล้าง กล่าวกันว่าได้กลายเป็นสำนักงานของเหล่าแม่บ้าน-ภารโรงไปโดยปริยาย พวกเขาทั้งหมดมีสถานะเป็นพนักงานที่บริษัททำความสะอาดส่งมา[26]

    อาคารคณะสังคมศาสตร์4 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์[27]มีลักษณะคล้ายกับอาคารคณะมนุษยศาสตร์ 1 คือ บริเวณใกล้ห้องน้ำจะมีพื้นที่ว่างอยู่ แต่จะใช้โต๊ะสูงกั้นแบ่งพื้นที่ไม่ให้คนมองเข้าไปได้

    ประเภทที่ 3 จัดเตรียมไว้ให้ในสภาพที่พอทนได้ หรือมีพื้นที่เหลืออยู่ในอาคาร แล้วแม่บ้านดัดแปลงไว้ใช้ในสถานการณ์เฉพาะหน้า เช่น เต๊นท์ที่พักแม่บ้าน-ภารโรง บริเวณอาคารศูนย์เอเชียศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต แม่บ้านเหล่านี้คือพนักงานจากบริษัททำความสะอาดเช่นกัน แตกต่างจากก่อนหน้านั้นมีลูกจ้างประจำสองคน ก่อนที่จะเกษียณและเสียชีวิต จะมีห้องพักภายในอาคารให้[28]

    อาคาร HB7 คณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ พบว่ามี 3 จุดที่มีการดัดแปลงการใช้พื้นที่[29]  จุดแรกใช้ที่ว่างของอาคารบริเวณหนึ่งของชั้น มีขนาดประมาณ 2.5 x 3 เมตร เกิดจากการใช้ตู้ไม้กั้นเพื่อแบ่งพื้นที่และเก็บของจิปาถะ ภายในมีโต๊ะและเก้าอี้ พร้อมเก้าอี้เล็กเชอร์ไม้เก่าๆ หนึ่ง พร้อมกับพัดลม เป็นที่รวมตัวกันของแม่บ้านเวลากินข้าว ถือเป็นจุดที่กว้างขวางที่สุด มีหน้าต่างและแสงสว่างทำให้อากาศถ่ายเท จุดที่สองอยู่ในห้องเก็บของในพื้นที่ประมาณ 1 x 2 เมตร ล้อมรอบด้วยตู้เหล็กเก็บเอกสารและวัสดุ บริเวณนี้แม่บ้านนำเอาแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดมารองนอน พร้อมกับเก้าอี้เล็กเชอร์ไม้เก่าๆ สำหรับวางสิ่งของอย่างขวดน้ำ ทิชชู่ รองเท้า หนังสือพิมพ์ มีเพียงคนเดียวที่ใช้พื้นที่นี้ คาดว่าเป็นการจัดเตรียมเอาเองตามมีตามเกิด แต่ก็ยังมีหน้าต่างและแสงสว่างธรรมชาติเข้ามา เวลากินข้าวก็จะไปรวมตัวกันในจุดแรกที่กล่าวถึง ส่วนจุดที่สาม เป็นพื้นที่ห้องเก็บของขนาด 1 x 1 เมตร สำหรับอยู่คนเดียว ภายในเก็บสิ่งของเครื่องใช้ของแม่บ้าน แค่พัดลมเครื่องเดียวก็กินพื้นที่ไปเศษหนึ่งส่วนสี่ของห้องแล้ว ห้องดังกล่าวเป็นห้องทึบมีเพียงประตูเท่านั้น ไม่มีหน้าต่างใดๆ ต้องอาศัยไฟฟ้าจากหลอดฟลูออเรสเซนต์เท่านั้น

    ห้องภารโรง (Janitor Room) อาคารเรียนรวม ม.ราชภัฏเลย ศูนย์ขอนแก่น[30]การขึ้นป้ายชื่อห้องดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงการจัดเตรียมจากผู้บริหาร แต่น่าเสียดายว่า ห้องดังกล่าวอยู่ติดกับห้องน้ำ และกลายเป็นห้องที่ใช้สำหรับเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาด มากกว่าจะเป็นพื้นที่พักผ่อนสำหรับมนุษย์ได้ เนื่องจากมีลักษณะที่คับแคบ ภายในไม่มีหน้าต่าง เช่นเดียวกับอีกห้องหนึ่งในอาคารเดียวกันพบว่าภายในมีลักษณะคล้ายส่วนซักล้างที่มีการปูกระเบื้องเพื่อใช้ในการเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาด และซักล้างอุปกรณ์ดังกล่าว ทำให้แม่บ้านต้องไปอาศัยห้องสมุด โรงอาหาร โถงใหญ่ของอาคารเรียนรวมเป็นจุดพัก ซึ่งพวกเขาก็จะเดินไปมาเพื่อดูแลและทำความสะอาดพื้นที่ดังกล่าวไปด้วย

    ห้องเก็บของ ชั้นที่ 1 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ราชภัฏเลย[31]มีเรื่องเล่าอยู่ว่า อาจารย์มักจะได้กลิ่นการทำกับข้าวลอยขึ้นมาชั้นที่สาม จากบริเวณห้องดังกล่าวช่วยตอกย้ำให้กับการรับรู้สถานะว่า มีอยู่ แต่มองไม่เห็นซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับความคลุมเครือและกำกวมของผี กระนั้นห้องเก็บของนี้ ภายในจะเป็นส่วนระบบท่อน้ำประปาและท่อโสโครก พื้นที่ว่างภายในได้ปรับใช้สำหรับวางโต๊ะ และมีชั้นวางของและจานชาม และสังเกตว่าภายในจะมีก๊อกน้ำ และรูระบายน้ำ พื้นที่ดังกล่าวคงใช้ในการล้างจานชามที่ใช้งานด้วย

    ประเภทที่ 4 ไม่ได้จัดเตรียมไว้ให้ แม่บ้านต้องไปอาศัยตามบันได ห้องน้ำ ข้อนี้อาจเป็นได้ว่า อาคารอาจมีห้องหรือพื้นที่รองรับไว้แต่ไม่เพียงพอกับปริมาณแม่บ้าน-ภารโรง เช่น อาคารวิทยาลัยการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคามไม่มีห้องพักให้แม่บ้าน ทำให้พวกเขาต้องไปกินข้าวในห้องควบคุมไฟฟ้า ของห้องเรียนใหญ่[32]

    อาคาร E1 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง[33]ไม่มีห้องพักให้แม่บ้าน-ภารโรง พบว่า แม่บ้านต้องไปแสวงหาพื้นที่พักผ่อนเอง เช่น แม่บ้านเลือกที่จะ "สิง" ห้องเครื่องระบบไฟฟ้า-แอร์ ที่นับว่าเสี่ยงอันตรายอยู่ด้วย แม่บ้าน-ภารโรงแห่งนี้เป็นพนักงานของบริษัททำความสะอาด


    สรุป

    เห็นได้ว่า สภาพพื้นที่ที่พักของแม่บ้าน-ภารโรงสอดคล้องกับสภาพการจ้างงานด้วย นั่นคือ แม่บ้าน-ภารโรงที่เป็นลูกจ้างประจำมักจะถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างองค์กร และครุภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่แม่บ้าน-ภารโรงที่มาจากบริษัททำความสะอาด หากองค์กรใจกว้างก็จะมีการจัดเตรียมพื้นที่ให้เขาอย่างเป็นสัดส่วน แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับสวัสดิการเชิงพื้นที่ เหล่าแม่บ้าน-ภารโรงก็ต้องปรับตัวในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการอาศัยชั่วคราวในพื้นที่ชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นโถงบันได ม้านั่งหิน หรือกระทั่งการ "สิง" พื้นที่ว่างที่หลงเหลืออยู่ภายในอาคาร ไม่ว่าจะเป็นห้องเก็บของ ห้องควบคุมไฟ ช่องว่างที่ไม่มีแม้แต่หน้าต่างจะระบายอากาศ เพื่อใช้เป็นที่พักผ่อนชั่วคราว ทั้งนี้อาจเกิดขึ้นทั้งการรับรู้หรือไม่รับรู้ของสถานศึกษานั้นๆด้วย สภาพการจ้างงานของแม่บ้าน-ภารโรงที่มีแนวโน้มย่ำแย่อันเนื่องมาจากการที่สถานศึกษาต้องการจะลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการในนามของพนักงานประจำ ทำให้มีการจ้างแม่บ้าน-ภารโรงมาจากบริษัททำความสะอาดมากขึ้น ทำให้สถานศึกษาเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบชีวิตของพวกเขา กรณีนี้ได้แสดงให้เห็นถึงสวัสดิการเชิงพื้นที่-ที่พัก อย่างไรก็ตามไม่ใช่เฉพาะสถาบันการศึกษาเท่านั้นที่พวกเขาประสบปัญหานี้ ในอาคารสาธารณะและสถานที่ราชการต่างๆก็ประสบปัญหาดังกล่าวเช่นกัน เพียงแต่ว่ายังไม่มีใครศึกษาอย่างจริงจัง

    0000

     

    เชิงอรรถ

    [1]อาจารย์ สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง

    [2]มติชนออนไลน์. "เจ๋งได้อีก! คณบดีสื่อสารมวลชน มช. ปลอมเป็นภารโรง หวังปลูกจิตสำนึกให้ น.ศ.ใหม่ (ชมคลิป)". อ้างอิงใน http://www.matichon.co.th/news/235534 (3 สิงหาคม 2559) อ้างอิงเมื่อ 30 สิงหาคม 2559

    [3] International Trade Union Confederation. Decent work, decent life for domestic workers : ITUC Action Guide, 2010, p.9

    [4]กรุงเทพธุรกิจออนไลน์. "กัมพูชาร่วมมาเลเซียเพิ่มรักษาสิทธิ-ปลอดภัยลูกจ้างแม่บ้าน". อ้างอิงจาก http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/638502#sthash.zbTjgVGg.dpuf (4 สิงหาคม 2559) อ้างอิงเมื่อ 31 สิงหาคม 2559

    [5]ทีมข่าวแรงงาน ประชาไท. "ชีวิตลำเค็ญ ‘คนทำงานแม่บ้าน’ จาก ‘อินโดนีเซีย’". อ้างอิงจาก  http://prachatai.com/journal/2015/02/58014 (20 กุมภาพันธ์ 2558) อ้างอิงเมื่อ 31 สิงหาคม 2559

    [6]ทีมข่าวแรงงาน ประชาไท. "ชีวิตลำเค็ญ ‘คนทำงานแม่บ้าน’ จาก ‘อินโดนีเซีย (ตอน2)’". อ้างอิงจาก http://prachatai.com/journal/2015/04/58980 (26 เมษายน 2558) อ้างอิงเมื่อ 31 สิงหาคม 2559

    [7]ประชาไท. "ฮิวแมนไรท์วอทช์จี้ยูเออีคุ้มครองแม่บ้านจากต่างชาติ". อ้างอิงจาก http://prachatai.com/journal/2014/10/56185 (24 ตุลาคม  2557) อ้างอิงเมื่อ 31 สิงหาคม 2559

    [8]ประชาไท. "คนทำงานบ้านทั่วโลกร้อยละ 90 ไม่มีประกันสังคม ที่ฮ่องกงร้อยละ 17 ถูกใช้แรงงานบังคับ". http://prachatai.com/journal/2016/03/64898 (28 มีนาคม  2559) อ้างอิงเมื่อ 31 สิงหาคม 2559

    [9]คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่า (กรพ.). "ข่ายคนทำงานบ้าน เผยไร้สวัสดิการขั้นพื้นฐาน ร้องรัฐปกป้องคุ้มครองสิทธิอาชีพแม่บ้าน". http://www.tacdb-burmese.org/web/index.php?option=com_content&view=article&id=63:2010-11-16-05-51-28&catid=34:2010-10-18-12-23-22&Itemid=53 (16 พฤศจิกายน  2553) อ้างอิงเมื่อ 31 สิงหาคม 2559

    [10]เก่งกิจ กิติเรียงลาภ. "จาก 'มดลูกก็ปัจจัยการผลิต' ถึงภาคบริการ: ทำไมผู้หญิงต้องปลดแอกตัวเองจากระบบทุนนิยม". อ้างถึงจาก https://blogazine.pub/blogs/group-of-comrades/post/5276 (6 มีนาคม 2559) อ้างถึงเมื่อ 18 กันยายน 2559

    [11]เก่งกิจ กิติเรียงลาภ, เรื่องเดียวกัน

    [12]ประชาไท. "พนักงานทำความสะอาด ‘คุณพี่-คุณน้า-คุณป้า-คุณย่า-คุณยาย’ ในที่ทำงาน".  อ้างอิงจาก http://prachatai.com/journal/2015/08/60987 (23 สิงหาคม  2558) อ้างอิงเมื่อ 31 สิงหาคม 2559

    [13]ชาติชาย ฟักสุวรรณ. "บทบาทหน้าที่ของนักการภารโรงตามงานวิจัย". อ้างอิงจาก http://www.brr.ac.th/articles.php?article_id=263 (27 สิงหาคม  2554) อ้างอิงเมื่อ 31 สิงหาคม 2559 น่าจะอ้างถึงงานวิจัยนี้ สานิต สมมิตร. การศึกษาบทบาทหน้าที่และขวัญกำลังใจของนักการภารโรง สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาขอนแก่นวิทยานิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2529.

    [14]ประกาศโรงเรียนแม่ทาวิทยาคม เรื่อง ประกาศรับสมัครลูกจ้างชั่วคราว ตำแหน่ง นักการภารโรง (แม่บ้าน), 24 กันยายน 2557 อ้างอิงจาก http://www.maetha.ac.th/UserFiles/File/รับสมัครภารโรงแม่บ้าน.pdf อ้างอิงเมื่อ 31 สิงหาคม 2559

    [15]ประกาศวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ เรื่อง การรับสมัครลูกจ้างนักการภารโรงและแม่บ้านทำความสะอาด, 5 สิงหาคม 2559 อ้างอิงจาก http://www.tatc.ac.th/files/20100887_16080515150149.pdf อ้างอิงเมื่อ 31 สิงหาคม 2559

    [16]สำนักประชาสัมพันธ์จังหวัดนครนายก. "วิทยาลัยเทคนิคนครนายก มีความประสงค์จะรับสมัครบุคคลเข้าทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว ตำแหน่ง นักการภารโรง(แม่บ้าน) จำนวน 1 อัตรา อัตราจ้าง 5,340 บาท ตำแหน่ง นักการภารโรง (ภาคสนาม) จำนวน 2 อัตรา อัตรา 5,340 บาท". อ้างอิงจาก  http://pr.prd.go.th/nakhonnayok/ewt_news.php?nid=932 (16 กรกฎาคม  2558) อ้างอิงเมื่อ 31 สิงหาคม 2559

    [17]ธนรรค เวชสุนทร, ผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเซนต์แอนดรู ระยอง, สัมภาษณ์, 29 สิงหาคม 2559

    [18] Justice for Janitors History Project."Timeline". access from http://socialjusticehistory.org/projects/justiceforjanitors/timeline access on 2 September 2016

    [19]อาจารย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ (วิทยาลัยเพาะช่าง)ไม่เปิดเผยนาม, สัมภาษณ์, 28 สิงหาคม 2559

    [20]ค้นหาฎีกา. "คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1944/2538". อ้างอิงจาก https://deka.in.th/view-2399.html อ้างอิงเมื่อ 2 กันยายน 2559

    [21]ค้นหาฎีกา. "คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1996/2523". อ้างอิงจาก https://deka.in.th/view-2399.html อ้างอิงเมื่อ 2 กันยายน 2559

    [22]อาจารย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ (วิทยาลัยเพาะช่าง)ไม่เปิดเผยนาม, สัมภาษณ์, 28 สิงหาคม 2559

    [23]คมกฤช อุ่ยเต็งเค่ง, อาจารย์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสนามจันทร์, สัมภาษณ์, 28 สิงหาคม 2559

    [24]พนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไม่เปิดเผยนาม, สัมภาษณ์, 2 กันยายน 2559

    [25]อาจารย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่เปิดเผยนาม, สัมภาษณ์, 29 สิงหาคม 2559

    [26]อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไม่เปิดเผยนาม, สัมภาษณ์, 2 กันยายน 2559

    [27]อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไม่เปิดเผยนาม, สัมภาษณ์, 3 กันยายน 2559

    [28]พนักงานมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ไม่เปิดเผยนาม, สัมภาษณ์, 29 สิงหาคม 2559 และ 2 กันยายน 2559

    [29]พนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไม่เปิดเผยนาม, สัมภาษณ์, 2 กันยายน 2559

    [30]อาจารย์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ศูนย์ขอนแก่น ไม่เปิดเผยนาม, สัมภาษณ์, 2 กันยายน 2559

    [31]อาจารย์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ไม่เปิดเผยนาม, สัมภาษณ์, 29 สิงหาคม 2559

    [32]อาจารย์ วิทยาลัยการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ไม่เปิดเผยนาม, สัมภาษณ์, 1 กันยายน 2559

    [33]อาจารย์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ไม่เปิดเผยนาม, สัมภาษณ์, 3 กันยายน 2559

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    เถ้าแก่ลอยแพ! แรงงานประมงไทยในมาเลเซีย หลังถูกทางการอินโดฯ จับกุมรุกน่านน้ำ/หนุ่มสาวเมินงานหนัก คาดอีก 5 ปีข้างหน้า 'ไทย' ขาดแรงงานภาคเกษตร/ปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมรับข้อเสนอ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือ สทน. เพิ่มวันหยุดประจำปีลูกจ้างจาก 6 วัน เป็น 8 วัน/กระทรวงแรงงาน เตรียมเป็นต้นแบบหางานให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่หลังเกษียณอายุราชการให้มีงานทำต่อ/พนักงาน สนง.พัฒนาธุรกิจการค้าฯ กว่า 100 คน ร้องผู้บริหาร หลัง พณ.ใช้นโยบาย One Roof ยุบรวมหน่วยงาน และเหลือสัญญาจ้างเพียง 1 เดือน ส่อถูกลอยแพ ชี้ ถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรมเตรียมร้อง “นายกฯ” ช่วยเหลือ

    เถ้าแก่ลอยแพ! แรงงานประมงไทยในมาเลเซีย หลังถูกทางการอินโดฯ จับกุมรุกน่านน้ำ
     
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภรรยา และคนในครอบครัวรวม 20 คน ของแรงงานประมงอวนลาก 5 คน ที่เดินทางไปทำงานในประเทศมาเลเซีย ตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค.2559 เดินทางมายังที่ว่าการอำเภอเมือง จ.สตูล อีกครั้ง เพื่อขอพบนายอำเภอเมืองสตูล เพื่อร้องให้ช่วยเหลือแรงงานดังกล่าวกลับมาในประเทศไทย หลังขาดการติดต่อไป 2 สัปดาห์ และไม่มีความคืบหน้าในการช่วยเหลือ หลังเมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้เข้าร้องขอความช่วยเหลือจากศูนย์ดำรงธรรมสำนักงาน จ.สตูล แต่ก็ไร้วี่แววการให้ความช่วยเหลือ
     
    ซึ่งยิ่งสร้างความกังวลใจให้แก่คนในครอบครัว และเป็นห่วงมากยิ่งขึ้น หลังมีข่าวว่าทางการต่างประเทศที่ควบคุม 5 แรงงานประมงไทยไป มีความทุกข์ทรมาน และมีอาการเจ็บป่วยด้วยโรคหอบหืด และโรคตับอักเสบ แถมยังไม่ได้รับยาในการรักษาอีกด้วย
     
    นางสมพร เรืองเดช อายุ 30 ปี บ้านเลขที่ 210 ม.2 ต.เจ๊ะบิลัง อ.เมือง จ.สตูล ภรรยาหนึ่งในแรงงานประมงอวนลาก ที่ถูกทางการประเทศอินโดนีเซียควบคุมตัวไป ในข้อหาบุกรุกน่านน้ำเพื่อทำการประมงว่า เป็นห่วง และกังวลหัวหน้าครอบครัวมาก หลังถูกควบคุมตัวในระยะแรกติดต่อสอบถามสารทุกข์ได้ แต่มาระยะหลังขาดการติดต่อมาร่วมสัปดาห์ ยิ่งมีความเป็นห่วง จึงเดินทางมาร้องขอความช่วยเหลือจากนายอำเภอเมืองสตูล ช่วยประสานให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนในการรับตัวแรงงานไทย 5 คน ในประเทศอินโดนีเซีย กลับมา เพราะมีหลายคนมีโรคประจำตัว อย่างโรคหอบหืด และโรคตับ เกรงว่าจะได้รับอันตราย
     
    นางอุไร สมนึก อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 641 ม.2 ต.เจ๊ะบิลัง อ.เมือง จ.สตูล บอกว่า สามีของตนซึ่งเป็นไต้ก๋งเรือ ตอนนี้ทราบมาว่า ถูกแยกตัวออกไปจากลูกเรือ ซึ่งเป็นพี่น้องกันก็ไม่สามารถติดต่อได้ว่าเป็นอย่างไร เพราะสามีเป็นโรคตับ ต้องรับการรักษา ยาหมดหลายวันแล้ว ทางครอบครัวเป็นห่วง และกังวลมาก เพราะร้องไปที่ศูนย์ดำรงธรรมสำนักงาน จ.สตูล ก็ไม่ทราบความคืบหน้า ยิ่งไม่สบายใจว่าจะเป็นอย่างไร จึงอยากให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องช่วยติดตามด้วย
     
    ขณะที่ นายศักดา วิทยาศิริกุล นายอำเภอเมืองสตูล กล่าวว่า กรณีนี้ได้ตรวจสอบ และติดตามแล้วพบว่า แรงงานไทยใน จ.สตูล ทั้ง 5 คน เดินทางไปทำงานในประเทศมาเลเซีย เพื่อทำประมงอวนลาก แต่ไปเดินเรือหาปลาในน่านน้ำประเทศอินโดนีเซีย โดยไม่มีใบอนุญาตในการประกอบอาชีพแรงงาน โดยใช้พาสปอร์ตไปในฐานะนักท่องเที่ยวลักลอบเข้าเมืองไปแทน พอเกิดเรื่องทำให้การช่วยเหลือมีความอยากลำบาก
     
    แต่ถึงอย่างไรขณะนี้จะเร่งทำหนังสือขึ้นไปยังจังหวัด และติดตามต่อไปยังกระทรวงการต่างประเทศ ในการประสานความช่วยเหลือแรงงานทั้ง 5 คน เบื้องต้น จากการประสานพบว่า สามารถประกันตัวได้ในวงเงินคนละ 430,000 บาท ซึ่งทางครอบครัวไม่สามารถหาวงเงินดังกล่าวได้ เบื้องต้น อย่างไรก็ต้องถูกลงโทษไปตามกระบวนการก่อน และจะเร่งหาแนวทางในการประสานอีกครั้ง และขณะนี้ก็พบว่า เถ้าแก่ในประเทศมาเลเซียที่เป็นผู้ว่าจ้างได้ลอยแพแรงงานไทยทั้ง 5 คนแล้ว
     
    นายอำเภอเมืองสตูล กล่าวด้วยว่า ยังมีแรงงานในพื้นที่ จ.สตูล พบนับ 100 ราย ที่ลักลอบเดินทางไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบอาชีพจากจัดหางานจังหวัด หากไม่มีปัญหาไม่เป็นไร แต่หากมีปัญหาเกิดขึ้นการให้ความช่วยเหลือ เมื่อถูกเอารัดเอาเปรียบ หรือถูกกระทำจากนายจ้างก็ยากที่จะให้ความช่วยเหลือได้
     
    สำหรับลูกเรือทั้ง 5 คน ประกอบด้วย นายสาหมาด เรืองเดช อายุ 47 ปี (ไต๋เรือ) ที่อยู่ 614 หมู่ 2 ต.เจ๊ะบิลัง อ.เมือง จ.สตูล พร้อมลูกเรืออีก 4 คน ประกอบด้วย นายสมพร เรืองเดช อายุ 30 ปี นายอดิศร หมัดระหีม อายุ 30 ปี นายภิรุณ บุญกระจ่าง อายุ 36 ปี และนายพิชิต จันทร์แก้ว อายุ 28 ปี โดยทั้งหมดเป็นเครือญาติกัน อยู่ในพื้นที่ ต.เจ๊ะบิลัง อ.เมือง จ.สตูล
     
     
    ประกันงัดบำนาญ-สุขภาพโกยเบี้ย อัพเกรดสัญญาเพิ่ม/เจาะลูกค้าพรีเมี่ยมครึ่งปีหลัง
     
    นายบัณฑิต เจียมอนุกูลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจนเนอราลี่ ประกันชีวิต (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากร่วมเป็นพันธมิตรกับธนาคารเกียรตินาคินมานานกว่า 1 ปีครึ่ง ล่าสุดบริษัทได้ออกแบบประกันบำนาญชุดใหม่ เพื่อขายผ่านช่องทางแบงก์แอสชัวรันซ์ (ขายผ่านธนาคาร) โดยให้ชื่อว่า "ประกันบำนาญ KKGEN Infinite Annuity 88/5" ขายผ่านธนาคารเกียรตินาคิน และเจาะกลุ่มลูกค้าพรีเมี่ยมทั้งในกรุงเทพฯและจังหวัดหัวเมืองใหญ่ที่มีรายได้เดือนละ 50,000 บาทขึ้นไป
     
    โดยประกันบำนาญชุดนี้ ลูกค้าสามารถจ่ายเบี้ยประกัน 5 ปี รับความคุ้มครองถึงอายุ 88 ปี ซึ่งจุดเด่นคือ ลูกค้าเริ่มเงินบำนาญตั้งแต่อายุ 55 ปี ซึ่งเร็วกว่าผลิตภัณฑ์บำนาญของบริษัทอื่นๆ ในตลาดที่ให้รับเงินบำนาญเมื่อถึงวัย 60 ปีบริษัทคาดว่าจะมีลูกค้าสนใจซื้อประกันบำนาญชุดนี้เดือนละ 20 รายต่อสาขาธนาคาร
     
    นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพเพื่อขายลูกค้าระดับบนอีกชุด ในชื่อ "เฮลท์ ล่ำซำ" ที่ให้ความคุ้มครองแบบเหมาจ่ายในหลักล้านบาท มีเบี้ยประกันเฉลี่ย 35,000-50,000 บาท/กรมธรรม์/ปี ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้านิยมซื้อประกันชุดนี้ผ่านเทเลเซล (ขายผ่านโทรศัพท์) เป็นส่วนใหญ่
     
    ด้านนางสาวพัชรา ทวีชัยวัฒนะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากนโยบายของบริษัทที่เน้นผลิตภัณฑ์ความคุ้มครองและสุขภาพ ในกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงบนที่มีรายได้เฉลี่ยมากกว่า 35,000 บาท/เดือน และมีความสามารถชำระเบี้ยประกันภัยเฉลี่ยมากกว่า 25,000 บาท/ปี ทำให้ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้นำเสนอสัญญาเพิ่มเติม "สุขภาพ ปลดล็อค เอ็กซ์ตร้า" หรือ My Health Plus Extra เริ่มขายมาตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ปัจจุบันมีลูกค้าจำนวน 4,000 กรมธรรม์
     
    อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ชุดนี้มีจุดเด่นที่ เพิ่มราคาเบี้ยประกันเพียง 2% แต่มีความคุ้มครองเพิ่มขึ้น 2 เท่า หรือมีความคุ้มครองสูงสุด 2-10 ล้านบาท ดังนั้น บริษัทจึงคาดว่าจะมีลูกค้าที่เคยซื้อสัญญาเพิ่มเติมสุขภาพ "ปลดล็อค" หรือ My Health Plus ประมาณ 10-20% จากลูกค้าปัจจุบันที่มีจำนวน 9,300 กรมธรรม์ที่สนใจอัพเกรดเป็นสัญญาเพิ่มเติมตัวใหม่
     
    ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนลูกค้าที่ซื้อสัญญาเพิ่มเติม "สุขภาพ ปลดล็อค เอ็กซ์ตร้า" เป็น 10,000 กรมธรรม์ หรือมีเบี้ยประกันประมาณ 244 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2559 นี้ นอกจากนี้ ภายในครึ่งปีหลังนี้เตรียมออกผลิตภัณฑ์แบบสัญญาเพิ่มเติมด้านสุขภาพตัวใหม่อีกชุด เพื่อเพิ่มสัดส่วนในกลุ่มผลิตภัณฑ์คุ้มครองของบริษัทให้ขึ้นไปที่ระดับ 35% จากปัจจุบันอยู่ที่ 33% ของผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตรวมของบริษัท
     
    นายอามาน คาปัวร์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาด บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์สัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย "ดิเอ็กซ์คลูซีฟ แคร์" ที่บริษัทนำมาเสนอกับลูกค้านั้น มีจุดเด่นคือ ไม่จำกัดวงเงินสูงสุดของค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ในแต่ละประเภท ไม่จำกัดจำนวนการใช้สิทธิ์ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉินที่เกิดจากอุบัติเหตุ การพบแพทย์เพื่อติดตามผลการรักษา ค่าเคมีบำบัด รังสีบำบัด และการผ่าตัดที่ไม่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
     
    โดยผลิตภัณฑ์ชุดนี้มีความคุ้มครองให้เลือก 3 แผน ได้แก่ แบบวงเงินผลประโยชน์ 550,000 บาท, 1,100,000 บาท และ 3,300,000 บาท รับประกันบุคคลชาย-หญิง อายุ 1 เดือน-70 ปี สามารถต่ออายุได้ถึง 84 ปี
     
     
    หนุ่มสาวเมินงานหนัก คาดอีก 5 ปีข้างหน้า 'ไทย' ขาดแรงงานภาคเกษตร
     
    เมื่อวันที่ 21 ก.ย. นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กล่าวหลังเปิดสัมมนาเหลียวหลังแลหน้าสู่ "Full employment for All Ages 2021" เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมการจัดหางานครบ 23 ปี ว่า การพัฒนาการบริการด้านแรงงาน ต้องทำให้ตรงจุด และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยเฉพาะการส่งเสริมการมีงานทำทั้งในและต่างประเทศ การแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน โดยในปี 2559 กกจ. ให้บริการจัดหางานทั่วประเทศ มีคนสมัครกว่า 9 แสนคน ได้รับการบรรจุงานกว่า 3 แสนคน สร้างรายได้ 4.7 หมื่นล้านบาท แต่ในอนาคตรูปแบบการจ้างงานจะเปลี่ยนไปจากเดิมใน 5 - 10 ปี รูปแบบการจ้างงาน ภาคการผลิตหลัก 3 ภาค คือ ภาคการเกษตร ภาคการอุตสาหกรรม และภาคการบริการ จะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จึงต้องเตรียมความพร้อมรองรับ
     
    นายอารักษ์ กล่าวว่า ปัจจัยด้านอายุของแรงงาน ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจ้างงานค่อนข้างมาก มีผลโดยตรงจากการเข้าสู่สังคมสูงอายุ เห็นได้ชัดในกลุ่มแรงงานภาคการเกษตรที่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง การจ้างงานจะน้อยลง ใน 5 ปี ปัจจุบันคนทำงานนี้เป็นกลุ่มคนสูงอายุ ขณะที่แรงงานรุ่นใหม่จะไม่เข้ามาแทนที่ เพราะมีทางเลือกอื่นที่ดึงดูดใจมากกว่า
     
    ส่วนภาคอุตสาหกรรม ทำงานโรงงาน ควบคุมเครื่องจักร จะเป็นกลุ่มที่มีการจ้างงานลดน้อยลงมากที่สุด จะมีการใช้เทคโนโลยี เครื่องจักร เข้ามาทำงานแทนคน มีการเลิกจ้าง ลดการลงทุน ย้ายฐานการผลิต ขณะที่งานด้านการบริการต่างๆ จะมีการจ้างงานเพิ่มมากขึ้นแทนที่ภาคการเกษตร ในอนาคตอาชีพกลุ่มนี้จะสร้างรายได้ค่อนข้างมาก การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จะทำให้การท่องเที่ยว และการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นในกลุ่มประเทศสมาชิก
     
    นายอารักษ์ กล่าวถึง การแก้ไขการขาดแคลนแรงงาน ว่า ทุกภาคส่วนต้องร่วมกัน กกจ.ทำตามลำพังโดดเดี่ยวไม่ได้ ต้องนำโครงสร้างการจ้างงานเข้าไปประกอบกับการกำหนดแผนให้กระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับความเป็นจริง แม้ว่าแรงงานภาคเกษตรจะลดลง แต่ไปเพิ่มในภาคบริการ การส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศยังมีอนาคต และไทยยังมีจุดขายที่เป็นครัวโลก ส่งออกข้าวเลี้ยงดูคนทั่วโลก ส่งออกพ่อครัวแม่ครัว สอดรับกับนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก จึงต้องยกระดับคนกลุ่มนี้ ต้องนำวิทยาการและเทคโนโลยี สร้างมูลค้าสินค้าทางการเกษตรให้มากขึ้น ต้องพัฒนาให้ผู้สูงอายุทำงานต่อเนื่อง มีรายได้ และต้องวางแผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทั้งระบบ ตั้งแต่ก่อนเกิดจนเข้าสู่วัยแรงงาน เพื่อให้เป้าหมายการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน
     
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการวิจัยทิศทางการเปลี่ยนแปลงของอาชีพ ปี 2558-2562 ที่กองวิจัยตลาดแรงงาน กรมการจัดหางาน ทำการสำรวจและวิเคราะห์จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุความต้องการแรงงานมีเพิ่มทุกปี แต่มีอัตราการขยายตัวต่ำ เฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.53 โดยปี 2558 ต้องการแรงงาน 37.99 ล้านคน และปี 2562 ต้องการ 38.80 ล้านคน โดยภาคบริการจะมีแรงงานมากที่สุด อัตราขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 1.75 ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวมากที่สุด ในปี 2558 มีจำนวน 16.87 ล้านคน และในปี 2562 จะเพิ่มเป็น 18.08 ล้านคน
     
     
    ปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมรับข้อเสนอ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือ สทน. เพิ่มวันหยุดประจำปีลูกจ้างจาก 6 วัน เป็น 8 วัน
     
    เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงข้อเสนอสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) ที่ต้องการให้กระทรวงแรงงานแก้ไขกฎหมายเพิ่มวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้กับลูกจ้างแรงงานจาก 6 วัน เป็น 8 วัน ว่า ถ้าหากมีการเสนอเรื่องเข้ามา ก็พร้อมจะนำมาพิจารณา โดยมีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวควรมีการทำประชาพิจารณ์ขอความเห็นชอบจากทุกฝ่ายทั้งนายจ้าง และลูกจ้าง ว่าเห็นด้วยหรือไม่ และผู้ประกอบการมีความพร้อม เนื่องจากอาจส่งผลต่อแผนการผลิตหากต้องมีการปรับในเรื่องวันหยุดที่มากขึ้น
     
    อย่างไรก็ตามการเพิ่มวันหยุดถ้าไม่มีการประกาศตามกฎหมาย ที่ผ่านมากระทรวงแรงงาน ได้ขอความร่วมมือกับสถานประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกจ้างหยุดงานได้ โดยเฉพาะวันสำคัญต่างๆ ที่ผู้ประกอบการพร้อมให้ความร่วมมือ
     
     
    กระทรวงแรงงาน เตรียมเป็นต้นแบบหางานให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่หลังเกษียณอายุราชการให้มีงานทำต่อ
     
    เมื่อวันที่ 23 ก.ย. พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า อีก 20-30 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ฉะนั้นกระทรวงแรงงานจะมีแผนดำเนินนโยบายโมเดลจ้างแรงงานผู้สูงอายุหลังเกษียณ ให้เป็นต้นแบบการหางานให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่หลังเกษียณอายุให้มีงานทำ
     
    เบื้องต้นขณะนี้กระทรวงฯได้เริ่มแล้ว โดยมีการจัดศูนย์บริการจัดหางานคนพิการและผู้สูงอายุไปเมื่อวันที่ 10 ส.ค. ส่วนขั้นตอนต่อไปจะมีการสำรวจข้อมูลต่างๆ เพื่อทำเป็นข้อมูลดำเนินการ เช่น สำรวจตามสถานประกอบว่าปัจจุบันมีผู้สูงอายุทำงานเท่าไหร่ ฯลฯ
     
    ขณะนี้อนาคตมองว่าเรื่องนี้ทุกส่วนราชการจะต้องมาหารือร่วมกัน เพื่อดำเนินการจ้างแรงงานผู้สูงอายุหลังเกษียณอย่างจริงจัง โดยกระทรวงแรงงานจะดูในเรื่องของการจ้างงานเป็นหลัก
     
     
    กรมส่งเสริมการค้าฯ เร่งผลักดันผู้ประกอบการรับตราสัญลักษณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรฐานการใช้แรงงานที่เป็นธรรม
     
    "มาลี โชคล้ำเลิศ" อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า "ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, อภิรดี ตันตราภรณ์ ในการส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าและบริการของไทยในตลาดต่างประเทศนั้น การจัดทำตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีในเชิงคุณภาพของสินค้าและบริการ
     
    รวมถึงจริยธรรมของผู้ประกอบการไทย เพื่อเสริมสร้างการยอมรับและความเชื่อมั่นของประเทศคู่ค้าและผู้บริโภคในตลาดโลก ที่ผ่านมาพบว่าผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศไว้วางใจสินค้าที่มีตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark จนทำให้สินค้าอุตสาหกรรมมียอดการส่งออกเป็นที่น่าพอใจ โดยผู้ประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark จะต้องผ่านการตรวจประเมิน คือ 1) อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) และ 2) มาตรฐานแรงงานที่เป็นธรรม"
     
    กรมฯ เปิดรับสมัครให้ผู้ประกอบการส่งออกสามารถสมัครขอรับตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark ได้ถึง 3 ครั้ง ทุกๆ 4 เดือน เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้มีการพัฒนาตนเองให้มีคุณสมบัติครบตามที่กำหนด ปัจจุบันมีผู้ประกอบการส่งออกไทยได้รับตราสัญลักษณ์ TTM แล้วกว่า 685 บริษัท แบ่งเป็นอุตสาหกรรมอาหาร 233 บริษัท อุตสาหกรรมหนัก 177 บริษัท อุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์ 127 บริษัท อุตสาหกรรมแฟชั่น 49 บริษัท อุตสาหกรรมอื่นๆ 83 บริษัท และธุรกิจบริการ 16 บริษัท (ข้อมูล ณ เดือน มิ.ย.59)
     
    สำหรับผู้ประกอบการที่มีความสนใจ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดให้ลงทะเบียนสมัครเพื่อขอรับตราสัญลักษณ์นี้ได้ผ่านเว็บไซต์ www.thailandtrustmark.com สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร.1169
     
     
    รบ.ปัดตัดสวัสดิการ ขรก.ให้ศึกษาความเป็นไปได้ประกันเข้ามาดูค่ารักษาแทนรัฐ
     
    พลตรี สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงแนวคิดที่จะให้บริษัทประกันเข้ามาดูแลระบบค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการแทนรัฐ ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างให้สมาคมประกันวินาศภัยและสมาคมประกันชีวิตไปศึกษาความเป็นไปได้ระยะเวลา 1 เดือน ว่า สามารถทำได้หรือไม่ โดยยืนยันว่า ทุกอย่างจะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ และคำนึงถึงประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ
     
    “รัฐบาลให้คำมั่นกับพี่น้องข้าราชการ ว่า จะไม่ตัดสิทธิสวัสดิการเดิมที่มีอยู่ เพราะค่ารักษาพยาบาลเป็นสิทธิอันพึงมีพึงได้ของข้าราชการ แต่สิ่งสำคัญคือ ทำอย่างไรให้ทุกคนได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ และใช้เงินงบประมาณของแผ่นดินอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเรื่องนี้เป็นหนึ่งในหลายเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องการวางรากฐานเพื่อการปฏิรูปอย่างยั่งยืนในอนาคต”
     
    พลตรี สรรเสริญ กล่าวต่อว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อยากให้สังคมเปิดใจกว้าง ร่วมกันคิดพิจารณาถึงข้อดีข้อเสีย มากกว่าจะวิพากษ์วิจารณ์จนประเทศไม่สามารถขับเคลื่อนต่อไปข้างหน้าได้ โดยในหลายประเทศก็มีการใช้ระบบนี้เข้ามาดูแลสวัสดิการข้าราชการ ทำให้เกิดความโปร่งใส ป้องกันการใช้สิทธิซ้ำซ้อน การเวียนใช้สิทธิ หรือการเบิกยาเกินควร และช่วยบังคับให้รัฐต้องดูแลส่งเสริมสุขภาพของประชาชนทางอ้อมด้วย
     
    “ปัจจุบันข้าราชการส่วนหนึ่งต้องสำรองจ่ายเงินค่ารักษา แล้วนำใบเสร็จไปเบิกต้นสังกัด และบางส่วนใช้สิทธิเบิกจ่ายตรงกับโรงพยาบาลที่ลงทะเบียนไว้ โดยเข้ารักษาได้เฉพาะในโรงพยาบาลของรัฐเท่านั้น นอกจากนี้ ในแต่ละปีรัฐต้องใช้งบประมาณดูแลค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ 60,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
     
    จึงได้กำหนดเงื่อนไขของการศึกษาความเป็นไปได้ว่า ข้าราชการจะต้องได้รับสิทธิสวัสดิการเหมือนเดิม และค่าประกันแต่ละปีต้องไม่มากกว่าที่รัฐบาลจ่ายอยู่ หากไม่ได้ทั้ง 2 เงื่อนไข รัฐบาลก็จะบริหารเองต่อไป
    ท่านนายกฯ กำชับให้กระทรวงการคลัง ไปรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องข้าราชการควบคู่กับการศึกษาความเป็นไปได้ของทั้ง 2 สมาคมด้วย ทั้งนี้ รัฐบาลอาจพิจารณาให้สิทธิประโยชน์บางส่วน เพื่อให้บริษัทประกันสามารถดำเนินการได้ และจะส่งเสริมระบบ e-payment ในภาคประกันภัย ตามนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ”
     
     
    สตม.ช่วย 21 สาวไทยถูกหลอกค้ากามที่โอมาน รวบ 3 นายหน้าคนไทยร่วมขบวนการ
     
    เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 ก.ย. ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองทอ.กรุงเทพฯ สนามบินดอนเมือง พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. แถลงข่าวการช่วยเหลือหญิงไทยที่ถูกหลอกไปบังคับค้าประเวณีที่ตะวันออกกลางว่า ทางเจ้าหน้าที่สามารถช่วยหญิงสาวกลับมายังประเทศไทยได้ จำนวน 21 คน และสามารถจับกุมคนร้ายที่เป็นคนไทย ที่ร่วมกับคนโอมานหลอกหญิงไทยไปขายบริการ จำนวน 3 คน คือ1.น.ส.สุภานัน ยิ่งพิมาย อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลอาญารัชดา ที่ 1781/2559 วันที่ 15 ก.ย.59 2.น.ส.ณัฎฐณิชา คงประเสริฐ อายุ 36 ปี ผู้ต้องหาตามหมายตามหมายจับที่ 1785/2559 วันที่ 15 ก.ย.59 และ 3.น.ส.ปาลิดา กลีบบัว อายุ 27 ปี ซึ่งถูกจับกุมก่อนหน้านี้ ในข้อหาสมคบกันในการตกลงกันตั้งแต่ 3 คน ขึ้นไปเพื่อการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ร่วมกันเป็นธุระจัดหาเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น และเป็นธรุจัดหาเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี
     
    พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวว่า เนื่องจากพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.สั่งการให้ สตม.การคัดกรอง ผู้โดยสารที่เดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองทุกเส้นทางการเดินเข้าออก รวมทั้งซักถามคนไทยที่ถูกส่งกลับ จากต่างประเทศโดยเฉพาะแถบตะวันออกกลางจนกระทั่งเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2559 ได้ข้อมูลว่า มีหญิงไทยจำนวน 3 คนถูกหลอกให้ไปทำงานเป็นหมอนวดแผนโบราณรายได้ดีที่ประเทศโอมาน โดยกลุ่มคนร้ายจะออกอุบายว่า จะออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่พักและอาหารให้ทั้งหมด แต่เมื่อไปถึงกลับถูกหลอกบังคับให้ขายตัว โดยคนร้ายจะยึดพาสปอร์ตแล้วจะบอกกับเหยื่อว่า ต้องทำงานใช้หนี้ทั้งหมดเป็นเงิน 160,000 บาท หากหลบหนีจะถูกทำร้าย จนในที่สุดเหยื่อทั้ง 3 คน ขอให้ชาวอินเดียที่มาใช้บริการช่วยเหลือพาหลบหนีไปพบเจ้าหน้าที่แล้วส่งต่อกลับไทย จนเป็นที่มาของการออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 5 คน เป็นหญิงไทย 3 คน ชายชาวต่างชาติ 2 คน และทราบว่ายังมีคนไทยต้องให้ช่วยอีกเป็นจำนวนมาก ส่วนผู้ต้องหาที่เป็นชาวต่างชาติทางตำรวจโอมานกำลังเร่งติดตามมาดำคดีตามกฎหมาย
     
     
    รับเหมารายเล็ก-กลางซึมไตรมาส4งานก่อสร้างใหม่มีน้อย แถมโดนต่อรองราคาลง 3-5%
     
    นายกฤษดา จันทร์จำรัสแสง ที่ปรึกษาสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท วงศ์จันทร์ เปิดเผยว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในไตรมาส 4 ปีนี้ยังไม่ฟื้นตัว โดยเฉพาะผู้รับเหมาก่อสร้างรายเล็กที่รับงานก่อสร้างที่มีมูลค่างานไม่เกิน 100 ล้านบาท/ปี และรายกลางที่รับงานตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไป ถึงไม่เกิน 500 ล้านบาท มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง เนื่องจากงานก่อสร้างใหม่นั้นยังออกมาค่อนข้างน้อยสำหรับกลุ่มงานที่ความสามารถของผู้รับเหมารายเล็ก-กลางจะทำได้ และส่วนใหญ่ถูกต่อรองให้ลดราคางานก่อสร้างลงอีก 3-5% เนื่องจากเห็นว่าวัสดุก่อสร้างไม่ได้มีการปรับราคาขึ้นและแรงงานก่อสร้างไม่ได้ขาดแคลน
     
    "เวลานี้งานก่อสร้างใหม่ยังมีน้อยมาก โดยเฉพาะงานก่อสร้างอาคารของภาครัฐจึงทำให้เกิดการแข่งขันของผู้รับเหมารายเล็กและรายกลางไปแย่งชิงเพื่อรับงานก่อสร้าง แม้จะมีระบบอี-ออกชั่นประมูลงาน แต่ก็ต้องกดราคาเพื่อแข่งขันกัน ในส่วนของรับเหมารายใหญ่นั้นไม่น่าห่วง เนื่องจากงานก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ออกมาประมูลค่อนข้างเยอะ บางส่วนอาจจะมีการแบ่งงานให้รับเหมารายกลาง รับไปช่วยดำเนินงาน"
     
    นายธัช ธงภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส (พีพีเอส) กล่าวว่า ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจะต้องเร่งปรับตัว โดยจะต้องมุ่งหาสิ่งที่ตนเองมีความชานาญ อย่างบริษัท พีพีเอส จะมีความชานาญด้านการบริหารงานและควบคุมงานก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม ภาพรวมอุตสาหกรรมก่อสร้างในช่วงครึ่งปี
     
    หลังปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากการที่ภาครัฐเร่งลงทุน โครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน ขณะเดียวกันสภาพเศรษฐกิจ มีสัญญาณการฟื้นตัว ส่งผลให้ธุรกิจภาคเอกชนเริ่มมีความมั่นใจในการลงทุนโครงการใหม่
     
    ด้าน นางวันเพ็ญ ธนธรรมสิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวลธ์ ดีเวลลอปเปอร์ กล่าวว่า บริษัทดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างประเภทศูนย์การค้าและคอมมูนิตี้มอลล์ ในชื่อบริษัท เอสพีซี หรือสแตนดาร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ ได้ก่อตั้งบริษัท เวลธ์ ดีเวลลอปเปอร์ มาเพื่อพัฒนาธุรกิจอสังหาฯ เนื่องจากมองเห็นโอกาสการเติบโตทางด้านอสังหาริมทรัพย์ ล่าสุดบริษัทได้นำที่ดินมาพัฒนาโครงการเดอะซี (The ZEA) เป็นคอนโดมิเนียมสูง 39 ชั้น จำนวน 585 ยูนิต มูลค่าโครงการ 2,700 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
     
    "ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างต้องปรับตัว เช่น บริษัทยังมีงานก่อสร้างไฮเปอร์มาร์เก็ต รวมไปถึงคอมมูนิตี้มอลล์หลายแห่ง แต่ก็มองเห็นโอกาสในการพัฒนาโครงการ อสังหาฯ เอง เนื่องจากสามารถบริหารจัดการต้นทุนก่อสร้างได้ดีกว่า แต่สิ่งที่ขาดคือแบรนด์สินค้า" นางวันเพ็ญ
     
     
    15 จว.เฮ ขึ้นค่าแรง 304-360 บาท บอร์ดค่าจ้างไฟเขียวเริ่ม 1 ม.ค.60
     
    ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า คณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนภาครัฐ ตัวแทนฝ่ายลูกจ้าง และนายจ้าง อยู่ระหว่างพิจารณาปรับอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำซึ่งจะนำมาใช้ในปี 2560 หลังจากก่อนหน้านี้เคยพิจารณาข้อเสนอขอปรับค่าแรงขั้นต่ำที่อนุกรรมการค่าจ้างระดับจังหวัดรวม 6 จังหวัด แต่ชะลอดำเนินการออกไปเนื่องจากมองว่าสถานการณ์ยังไม่เหมาะสม และให้อนุกรรมการทั้ง 6 จังหวัด นำกลับไปทบทวนแล้วเสนอมาใหม่ ล่าสุดจากข้อมูลผลสรุปของอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัด 77 จังหวัดทั่วประเทศพบว่า มี 13 จังหวัดเสนอขอปรับค่าแรงขั้นต่ำ ขณะนี้อยู่ระหว่างให้คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณา ภายใน 1 เดือนจากนี้ไปจะได้ข้อสรุปชัดเจนว่าจะประกาศปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำในจังหวัดใดบ้าง
     
    ส่วนจังหวัดอื่นๆ ที่เหลือ หากจังหวัดใดต้องการให้ปรับค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มเติม คณะอนุกรรมการค่าจ้างระดับจังหวัดต้องจัดทำข้อมูลรายละเอียดเสนอมายังกระทรวงแรงงาน ภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ จะได้นำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามขั้นตอน โดยจะเร่งดำเนินการให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วที่สุด
     
    สำหรับ 13 จังหวัดที่อนุกรรมการค่าจ้างขอให้ปรับขึ้นค่าจ้าง ประกอบด้วย 1.เพชรบูรณ์ 2.สกลนคร 3.พระนครศรีอยุธยา 4.ฉะเชิงเทรา 5.ปราจีนบุรี 6.ชลบุรี 7.กระบี่ 8.ภูเก็ต 9.นราธิวาส 10.อ่างทอง 11.สระบุรี 12.ปทุมธานี และ 13.สมุทรสาคร ส่วนอีก 64 จังหวัด รวมทั้งกรุงเทพมหานคร (กทม.) อนุกรรมการระดับจังหวัดไม่ได้เสนอขอปรับขึ้นค่าจ้าง ทั้งนี้ในส่วนของ 11 จังหวัดแรกเสนอให้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 2 อัตรา โดยฝ่ายนายจ้างเสนอปรับค่าจ้างขึ้นวันละ 15 บาท ขณะที่ลูกจ้างเสนอปรับขึ้นค่าจ้างวันละ 60 บาท ขณะที่ภาพรวมการขอปรับค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยอยู่ที่ 4-60 บาท
     
    ม.ล.ปุณฑริกกล่าวว่า การพิจารณาค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้นอกจากจะมีตัวแทนจากหลายหน่วยงานร่วมพิจารณา ในรูปของอนุกรรมการเฉพาะกิจ อาทิ ผู้แทนกระทรวงแรงงาน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงพาณิชย์ นักวิชาการ รวมทั้งตัวแทนลูกจ้างและนายจ้างแล้ว สูตรที่นำมาใช้ประกอบการพิจารณายังเป็นสูตรใหม่ โดยนำปัจจัยต่าง ๆ รวม 10 ปัจจัย มาชั่งน้ำหนัก ได้แก่ 1.ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับอยู่ 2.ข้อเท็จจริงอื่นโดยคำนึงถึงดัชนีค่าครองชีพ 3.อัตราเงินเฟ้อ 4.มาตรฐานการครองชีพ 5.ต้นทุนการผลิต 6.ราคาสินค้าและบริการ 7.ความสามารถของธุรกิจ 8.ผลิตภาพแรงงาน 9.ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ และ 10.สภาพทางเศรษฐกิจและสังคม
     
    ดังนั้นนอกจาก 13 จังหวัดที่อนุกรรมการระดับจังหวัดเสนอขอปรับขึ้นค่าแรงแล้ว หากอนุกรรมการเฉพาะกิจเห็นว่ามีจังหวัดอื่น ๆ ที่เห็นควรให้มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำด้วย โดยนำ 10 ปัจจัยดังกล่าวมาเป็นเกณฑ์ประกอบการพิจารณาแล้วเห็นว่าเข้าข่าย อนุกรรมการเฉพาะกิจอาจเสนอให้ปรับขึ้นค่าแรงพร้อม 13 จังหวัดแรกด้วยก็ได้ ทั้งนี้ เบื้องต้นอาจประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจากปัจจุบันกำหนดไว้ที่ 300 บาทต่อวัน เพิ่มขึ้นจากเดิมรวมทั้งหมด 15 จังหวัด โดยจะให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ขณะที่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำเดิมประกาศใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2556 ที่ผ่านมา
     
    ส่วนแต่ละจังหวัดจะปรับขึ้นเท่าใดนั้นพิจารณาตามสภาพพื้นที่ สภาพข้อเท็จจริงของข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์เศรษฐกิจ เงินเฟ้อ ค่าครองชีพ ความสามารถของนายจ้าง ฯลฯ อาจปรับขึ้นแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน เนื่องจากองค์ประกอบหลาย ๆ ปัจจัยแตกต่างกันไปตามสภาพพื้นที่ เพราะโดยหลักการเมื่อนำปัจจัยต่าง ๆ มาพิจารณาตามสูตรตัวเลขจะออกมาว่าควรปรับขึ้นมากน้อยแค่ไหน เป็นหลักวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ได้ อนุกรรมการเฉพาะกิจจึงต้องพิจารณาด้วยว่า ทั้ง 15 จังหวัดที่มีแนวโน้มว่าจะให้ปรับขึ้นค่าแรงควรปรับขึ้นในอัตราเท่า ๆ กันจาก 300 บาทต่อวัน เป็น 360 บาทต่อวันทั้งหมด หรือปรับขึ้นมากน้อยตามความเหมาะสมและสภาพความเป็นจริงแต่ละจังหวัด
     
    สำหรับข้อเสนอของฝ่ายลูกจ้างก่อนหน้านี้ที่ขอปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีก60 บาท เป็น 360 บาทต่อวัน โดยหยิบยกเหตุผลสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน และค่าครองชีพที่สูงขึ้นมาก อยู่ที่อนุกรรมการเฉพาะกิจจะพิจารณาว่าเห็นชอบด้วยกับข้อเสนอหรือไม่ จากนั้นจะเสนอให้คณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดไตรภาคี) พิจารณาก่อนนำไปออกประกาศอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอัตราใหม่ต่อไป
     
     
    กรมการจัดหางาน เผยมีตำแหน่งงานว่างทั่วประเทศกว่า 2 แสนอัตรา แนะคนหางานใช้แอฟพิเคชั่น Smart Job Center เพื่อความสะดวก
     
    นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน บอกว่า สถานการณ์การจ้่างงานล่่าสุดมีสถานประกอบการจำนวน 7,310 แห่ง แจ้งความต้องการจ้างพนักงาน รวม 206,053 คน แบ่งเป็นกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 127,309 ภาคเหนือ 9,826 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 21,383 คน ภาคกลาง 12,482 คน ภาคตะวันออก 17,391 คน ภาคตะวันตก 1,786 คน และภาคใต้ 15,876 คน ตำแหน่งที่เปิดรับมากสุด
     
    ได้แก่ ช่างไฟฟ้าทั่วไป ,พนักงานบริการลูกค้า, เจ้าหน้าที่คลังสินค้า,พนักงานขายสินค้า ,แรงงานในด้านการผลิตต่างๆ การตลาด ,พนักงานขับรถ, พนักงานบัญชี ,เสมียน และพนักงานธุรการ ขณะที่จำนวนคนหางานรวมทั่วประเทศ จำนวน 287,134 คน
     
    ส่วนใหญ่สนใจสมัครในตำแหน่งพนักงานบันทึกข้อมูล พนักงานบริการลูกค้า สำหรับประชาชนที่สนใจ สมัครงานผ่านแอฟพิเคชั่น Smart Job Center หรือ เว็ปไซด์ของกรมการจัดหางานได้
     
     
    ชงร่างค่าตอบแทน ผู้รับงานทำที่บ้าน
     
    น.ส.พรรณี ศรียุทธศักดิ์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน กล่าวว่ า เมื่อเร็วๆนี้ที่ประชุมคณะกรรมการคุ้มครองการรับงานไปทำที่บ้านได้เห็นชอบร่างประกาศคณะกรรมการคุ้มครองการรับงานไปทำที่บ้านเรื่องอัตราค่าตอบแทนในงานที่รับไปทำที่บ้าน เพื่อให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม สร้างแรงจูงใจให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านมีการพัฒนาทักษะฝีมือเทียบกับแรงงานในระบบโดยร่างประกาศมีเนื้อหาสรุปว่า อัตราค่าตอบแทนของผู้รับงานไปทำที่บ้านต้องไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดซึ่งปัจจุบันอยู่ที่วันละ 300 บาท โดยแยกเป็น 2 กรณีคือ กรณีที่มีการจ้างงานกันในสถานประกอบการอัตราค่าตอบแทนต้องไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างในสถานประกอบการ เมื่อคำนวณต่อหน่วยตามลักษณะงาน คุณภาพอย่างเดียวกันและปริมาณเท่ากัน เช่น ผู้ว่าจ้างมีโรงงานผลิตกระเป๋าสานพลาสติกจ่ายค่าจ้างวันละ 300 บาทโดยลูกจ้างในโรงงานผลิตชิ้นงานได้ 10 ใบ เมื่อเทียบเคียงกันผู้รับงานไปทำที่บ้านก็ต้องผลิตชิ้นออกมาให้ได้เท่ากันอธิบดีกสร กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ไม่มีการจ้างงานกันในสถานประกอบการนั้นก็ต้องได้รับค่าตอบแทนไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเช่นกันโดยให้เป็นไปตามที่ผู้จ้างงานและผู้รับงานไปทำที่บ้านทำความตกลงกันว่าจะต้องผลิตชิ้นงานได้กี่ชิ้น แต่หากทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ให้แจ้งต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้ช่วยวินิจฉัยให้ได้ข้อตกลงร่วมกัน ทั้งนี้ หากผู้ว่าจ้างผู้รับงานไปทำที่บ้านไม่ปฏิบัติตามประกาศมีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท จำคุกไม่เกิน 3 เดือนหรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะนี้ร่างประกาศฉบับนี้ได้ผ่านการพิจารณาของฝ่ายกฎหมายของกระทรวงแรงงานแล้วและได้เสนอต่อม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงานในฐานะประธานคณะกรรมการคุ้มครองการรับงานไปทำที่บ้านเพื่อพิจารณาลงนามคาดว่าประกาศจะมีผลบังคับใช้ในเดือนกันยายนนี้
     
     
    ผู้ประกันตนทวงถาม สปส. ชดเชย จ่ายค่าส่วนต่าง “ทำฟัน” ก่อนยกเลิกประกาศแนบท้ายไม่เกิน 900 บาท
     
    นายมนัส โกศล ประธานเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) กล่าวว่า แม้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) จะยกเลิกการกำหนดอัตราค่าบริการทันตกรรมแนบท้าย และให้ผู้ประกันตนรับบริการทันตกรรมได้ 900 บาทต่อปี โดยไม่มีเงื่อนไขแล้ว แต่ก่อนหน้านั้น ที่มีการออกบัญชีแนบท้ายมา และส่งผลให้ผู้ประกันตนต้องจ่ายเพิ่ม เช่น ตามบัญชีแนบท้าย ค่าอุดฟันกำหนดไม่เกิน 300 บาทต่อซี่ แต่เมื่อไปอุดฟันตามคลินิกต้องจ่าย 400 บาท ผู้ประกันตนต้องจ่ายเองอีก 100 บาท ทาง สปส. จะมีการจ่ายชดเชยย้อนหลังให้หรือไม่
     
    นพ.ชาตรี บานชื่น ประธานกรรมการการแพทย์ สปส. กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่มีการพูดในที่ประชุมกรรมการการแพทย์ แต่หากมีข้อร้องเรียน หรือข้อร้องทุกข์ใด ๆ สามารถเสนอเรื่องเข้ามาได้ ก็จะมีการพิจารณาอีกครั้ง แต่โดยหลักทาง สปส. มุ่งประโยชน์ผู้ประกันตนเป็นหลัก โดยให้รับบริการทันตกรรมได้ 900 บาทต่อปี โดยไม่มีการกำหนดอัตราค่าบริการรายกรณี เช่น อุดฟัน ขูดหินปูน หรือ ถอนฟัน แต่หากไปรับบริการคลินิกเอกชน หรือสถานพยาบาลเอกชน ก็ต้องเข้าใจว่าหากค่าบริการเกินกว่า 900 บาทที่กำหนด ผู้ประกันตนจะต้องออกส่วนต่างเอง
     
     
    กระทรวงแรงงาน แจงต่างด้าวกัมพูชาถูกกฎหมายกลับไปลงทะเบียนเลือกตั้งได้ พร้อมช่วยเชิญชวนให้นายจ้างอนุญาตยันยกเลิกค่าธรรมเนียมให้ไม่ได้
     
    ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กรณีที่ นางมู ซก ฮัว อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการสตรี กัมพูชา ในฐานะ ส.ส.เมืองพระตะบอง เรียกร้องขอให้รัฐบาลไทยออกประกาศอนุญาตให้แรงงานกัมพูชาที่อยู่ในไทยทั้งถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมายประมาณ 1.1 ล้านคนได้สิทธิกลับกัมพูชาเพื่อไปลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งระหว่างวันที่ 1ก.ย.-29 พ.ย.นี้ โดยไม่เสียสิทธิการกลับเข้ามา รวมถึงไม่ต้องจ่ายเงินค่าขาดงานให้นายจ้าง ว่า ถ้าเป็นแรงงานกัมพูชาที่ถูกกฎหมายในกลุ่มที่ถือพาสปอร์ตสามารถไปได้ แต่จะต้องตกลงกับนายจ้างว่าจะให้ไปได้หรือไม่ ส่วนแรงานกัมพูชาที่ถือบัตรอนุญาตทำงานชั่วคราว (บัตรสีชมพู) กลุ่มนี้ไม่สามารถเดินทางไปได้ รวมถึงขอเรียกร้องการยกเว้นค่าธรรมเนียมก็ไม่สามารถทำได้เพราะต้องปฏิบัติหลักของตามกฎหมาย
     
    แต่ถึงอย่างไรถ้ากัมพูชาขอความร่วมมือเข้ามา กระทรวงแรงงานก็จะต้องปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกันกับการเลือกตั้งที่มีเมียนมาครั้งที่แล้ว คือ ขอความร่วมมือเชิญชวนให้นายจ้าง อนุญาตให้แรงงานต่างด้าวกัมพูชาที่ถูกกฎหมาย ลางานไปเลือกตั้งโดยที่สามารถกลับเข้ามาทำงานต่อได้ เพราะถ้าเป็นเรื่องทางการเมืองกระทรวงแรงงานคงต้องดำเนินการให้อยู่ในความเป็นกลาง ม.ล.ปุณฑริก กล่าว
     
    ขณะที่ นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า ตามหลักการถ้าเป็นต่างด้าวที่ถือพาสปอร์ตก็สามารถไปได้ แต่ต้องขออนุญาตลางานกับนายจ้างก่อน แต่ถ้าเป็นกลุ่มต่างด้าวที่ถือบัตรชมพู ซึ่งยังไม่มีเอกสารประจำตัว การเดินทางไปไม่น่าที่จะทำได้ เพราะถือว่าเข้าเมืองมาโดยไม่ถูกกฎหมาย ซึ่งการปฏิบัติเช่นนี้ต้องดำเนินการตามระเบียนของกฎหมายพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
     
    การที่จะขอแรงงานต่างด้าวกัมพูชาทั้งในส่วนที่ถูกและไม่ถูกกฎหมาย เดินทางไปนั้นในส่วนนี้ต้องเป็นนโยบายทางรัฐบาล เป็นผู้พิจารณา ซึ่งทางกระทรวงแรงงานไม่สามารถเข้าไปก้าวล่วงได้ คนที่ไปได้ก็จะต้องปฏิบัติตามระเบียบของสถานประกอบการที่จะตกลงกัน เพราะการลาไปเลือกตั้งไม่ใช่วันหยุดตามประเพณีปกติ นายอารักษ์ ระบุ
     
     
    พนักงาน สนง.พัฒนาธุรกิจการค้าฯ กว่า 100 คน ร้องผู้บริหาร หลัง พณ.ใช้นโยบาย One Roof ยุบรวมหน่วยงาน และเหลือสัญญาจ้างเพียง 1 เดือน ส่อถูกลอยแพ ชี้ ถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรมเตรียมร้อง “นายกฯ” ช่วยเหลือ
     
    เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. วันที่ 28 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พนักงานราชการ สังกัดสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ประมาณ 100 คน เดินทางมาเรียกร้องต่อผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ กรณีได้รับผลกระทบจากการปรับนโยบาย One Roof ที่จะมีการยุบรวมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ที่อยู่ในส่วนภูมิภาคให้ไปสังกัดสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพราะขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนในการต่อสัญญาจ้างอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร
     
    ทั้งนี้ หลังจากที่มีคำสั่งให้โอนย้ายพนักงานราชการของสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด ไปสังกัดสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ซึ่งอยู่ภายใต้สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ จะมีการต่อสัญญาจ้างพนักงานราชการให้เพียง 1 เดือน คือ เดือน ต.ค.59 และไม่มีหลักประกันว่าต่อไปจะได้รับการต่อสัญญาจ้างหรือไม่ จากปกติสัญญาจ้างจะมีระยะเวลา 4 ปี และยังมีข่าวอีกว่า จะมีการปรับตำแหน่งพนักงานราชการลง หรือเลิกจ้าง แล้วหันไปใช้ระบบการจ้างเหมาบริการแทน ซึ่งจะทำให้พนักงานราชการ ถูกลดเงินเดือน โดยมีอัตราจ้างตั้งแต่ 9,000 - 13,000 บาทเท่านั้น
     
    ด้านตัวแทนพนักงานราชการที่เดินทางมายื่นหนังสือเรียกร้องในครั้งนี้ ชี้แจงว่า ถ้ายังไม่มีความชัดเจน พนักงานราชการของสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัดทั่วประเทศ 262 คน จะได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก เพราะปกติพนักงานราชการของทุกหน่วยงานรัฐ จะได้รับการต่ออายุสัญญาจ้าง 4 ปี แต่ตอนนี้ได้รับการต่อสัญญาจ้างเพียง 1 เดือน จึงไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร จะมีงานทำต่อหรือไม่ แล้วถ้าถูกปรับไปเป็นพนักงานจ้างเหมาบริการ จะกระทบต่อครอบครัวแน่นอน เพราะรายได้จะลดลง บางคนลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ปัจจุบัน
     
    นอกจากนี้ ยังจะกระทบต่องานให้บริการที่อยู่ในความดูแลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เช่น การรับจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท การขอหนังสือรับรองนิติบุคคล การส่งงบการเงินผ่านระบบ e-Filing เป็นต้น
     
    ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับใช้นโยบาย One Roof และปรับตำแหน่งพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดเป็นระดับอำนวยการสูง และได้เพิ่มเงินประจำตำแหน่งอีกเป็น 20,000 บาท โดยมีการตัดตำแหน่งลูกจ้างเหมาบริการออก ปรับลดเงินเดือนแม่บ้าน และพนักงานขับรถ เพื่อนำเงินไปเพิ่มให้กับพาณิชย์จังหวัด ซึ่งทำให้ลูกจ้างเหมาบริการ และพนักงานราชการได้รับผลกระทบอย่างมาก
     
    อย่างไรก็ตาม ล่าสุดนายวิชัย โภชนกิจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ได้เชิญตัวแทนพนักงานราชการเข้าไปหารือ เพื่อชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งหากการหารือไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน พนักงานราชการจะเดินทางไปยังศูนย์ดำรงธรรม ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี ให้เข้ามาช่วยเหลือต่อไป
     
     
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันแนะสอบปมครอบครัว 'พล.อ.ปรีชา' อย่างโปร่งใสตามกระบวนการขั้นตอนของกฎหมาย ชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์สุจริตซื่อตรง มีนโยบายชัดเจนและมีผลงานในการปราบปรามลงโทษผู้ทุจริตคดโกง

    ภาพ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานและกล่าวปาฐกถาเนื่องในงาน "วันต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติ 2559" ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ที่มาภาพ เว็บทำเนียบฯ 

    เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน' ของ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้เผยแพร่ความเห็นต่อกรณีข่าวของครอบครัว พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม และน้องชาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.และนายกฯ ที่กำลังเป็นประเด็นสังคมอันอาจจะนำพาไปสู่ปัญหาของความเชื่อมั่นในความซื่อตรงของผู้นำประเทศ ดังนี้

    1. จะต้องมีการตรวจสอบติดตามให้ข้อเท็จจริงปรากฎอย่างชัดเจนและรวดเร็วและการตรวจสอบต้องเป็นไปตามกระบวนการขั้นตอนของกฎหมายโดยไม่มีการเข้าไปก้าวก่ายหรือครอบงำอย่างเด็ดขาด ทุกอย่างต้องให้โปร่งใส อยู่ในสายตาของสาธารณชน

    2. และเพื่อเป็นการป้องกันมิให้กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นอีก รัฐบาลต้องให้ความสำคัญในการกำหนดนโยบายเรื่อง ประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ในการบริหารจัดการโครงการต่าง ๆ ทั้งนี้เพราะระบบอุปถัมภ์ หรือ การเอื้อประโยชน์ต่อคนใกล้ชิดเป็นจุดอ่อนของสังคมไทย และเป็นจุดเริ่มต้นที่ร้ายแรงของการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นสิ่งที่จะต้องทำให้หมดไปจากประเทศ ต้องช่วยกันต่อต้านไม่ให้ค่านิยมในการอุปถัมภ์เป็นข้ออ้างในการทุจริตคดโกง

    องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลในการต่อสู้กับการคอร์รัปชันและชื่นชมในความสุจริตซื่อตรงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้นำประเทศที่มีนโยบายชัดเจนและมีผลงานในการปราบปรามลงโทษผู้ทุจริตคดโกง เราเชื่อมั่นว่า เรื่องนี้จะได้รับการตรวจสอบ สะสางอย่างโปร่งใสตามกระบวนการยุติธรรม และจะเป็นการกำหนดบรรทัดฐานใหม่ของประเทศไทยต่อไปในภายหน้า

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    เจ้าหน้าที่รัฐกีดกันการจัดกิจกรรมเปิดเผยรายงานการซ้อมทรมานในไทย ระหว่าง ปี 2557-2558 โดยให้เหตุผลว่าผู้บรรยายของแอมเนสตี้ อินเตอเนชั่นนอล จากสหราชอาณาจักร ไม่มีใบอนุญาตทำงาน ชี้จัดได้แต่ผู้บรรยายอาจถูกดำเนินคดี กฎหมายแรงงาน - แอมเนสตี้ชี้ รัฐไทยควรดำเนินคดีกับผู้ซ้อมทรมาน มิใช่ผู้รายงาน

    28 ก.ย. 2559 โรงแรมโฟร์วิงส์กรุงเทพ สถานที่จัดงานเผยแพร่รายงานจากสำนักเลขาธิการใหญ่ แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล แห่งกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เรื่อง "บังคับให้มันพูดให้ได้ภายในพรุ่งนี้ : การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายภายในประเทศไทย" (“Make Him Speak by Tomorrow”: Torture and Other Ill-Treatment in Thailand) โดยผู้บรรยาย 3 คนประกอบด้วย เลอรอง เมลลอง รักษาการผู้แทนข้าหลวงใหญ่ว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษชน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ราเฟนดี จามิน ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ยูวาล จินบาร์ นักวิจัยจากแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล  ซึ่งเจ้าหน้าที่สันติบาลและเจ้าหน้าที่จากกรมแรงงานได้เข้ามาพูดคุยกับผู้จัดงานว่า ผู้บรรยายซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของแอมเนสตี้จากสหราชอาณาจักร 2 คน ไม่มีใบอนุญาตทำงาน

    โดยเจ้าหน้าที่กล่าวว่า ไม่ได้สั่งห้ามให้ไม่มีการจัดงาน เพียงแต่หากกิจกรรมยังดำเนินต่อไป ผู้บรรยายอาจถูกดำเนินคดีในกฎหมายแรงงานของไทยได้

    ยูวาล จินบาร์ นักวิจัยจากแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวหลังประกาศยกเลิกการจัดงานว่า ตนไม่ขอพูดถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้มากนัก แต่ก็เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลปัจจุบันไม่ยินดีนักที่จะให้มีการวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้น แม้รายงานดังกล่าวไม่ได้ทำขึ้นเพื่อต่อต้านหรือโจมตีประเทศไทย เป็นเพียงการศึกษาเก็บข้อมูล และเผยแพร่เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยมีความเข้าใจสถานการณ์การซ้อมทรมานที่เกิดขึ้น โดยท้ายที่สุดแล้วรายงานฉบับนี้ก็จะมีการเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ททั้งฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

    เลอรอง เมลลอง รักษาการผู้แทนข้าหลวงใหญ่ว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษชน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้  แสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าวผ่านทางทวิตเตอร์ว่า เขาเสียใจที่ไม่สามารถพูดในงานดังกล่าวได้ พร้อมระบุว่าเหตุการณ์วันนี้ยืนยันถึงรูปแบบของการคุกคามต่อการรวบรวมข้อมูลเรื่องของทรมานของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในไทย และว่าการตัดสินใจเช่นนี้ยังทำให้เกิดคำถามสำคัญถึงความสามารถขององค์กรระหว่างประเทศในการจัดงานสาธารณะเช่นนี้ในไทยด้วย 

    ทั้งนี้รายงานที่จะเปิดเผยในกิจกรรมดังกล่าวเป็นการเก็บข้อมูลการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย 74 กรณี ระหว่างปี 2557-2558 มีทั้งการทุบตี การใช้ถุงพลาสติกรัดให้ขาดอากาศหายใจ การใช้มือหรือใช้เชือกบีบคอหรือผูกคอ การกรอกน้ำอย่างต่อเนื่อง การช็อตอวัยวะเพศด้วยไฟฟ้า และการทำให้อับอายในรูปแบบต่าง ๆ 

    แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลออกแถลงการณ์หลังทางการไทยกีดกันไม่ให้จัดงาน

    แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล แสดงความเห็นกรณีถูกทางการไทยกีดกันไม่ให้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวรายงาน เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยระบุว่า การทำให้นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนที่เน้นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนเงียบเสียงลง ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย  

    "ทางการไทยควรต้องแก้ปัญหาเรื่องการทรมาน ไม่ใช่ให้นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนมาทำงานแทน แทนที่จะข่มขู่เราด้วยการจับกุมและการดำเนินคดี พวกเขาควรนำตัวผู้ที่ทำการทรมานมารับผิด มันเป็นเรื่องน่าตกใจที่การออกมาพูดเรื่องสิทธิมนุษยชนถูกทำให้เป็นอาชญากรรม ขณะที่การทรมานกลับลอยนวลพ้นผิด" มินาร์ พิมเพิล ผู้อำนวยการอาวุโสงานปฏิบัติการระดับโลกของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลระบุ

    "เราถูกบอกว่างานไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ ทางการอ้างว่าพวกเขาไม่ได้สั่งให้ยกเลิกงาน แต่ขณะเดียวกันก็เตือนว่า หากตัวแทนของแอมเนสตี้พูดในงาน พวกเขาก็อาจจะถูกจับกุมและดำเนินคดีภายใต้กฎหมายแรงงานของไทย" มินาร์ พิมเพิล ระบุ

    เขากล่าวด้วยว่า ไม่เคยมีการเตือนเรื่องนี้ล่วงหน้า โดยก่อนหน้านี้ แอมเนสตี้ฯ ได้ทำงานร่วมกับทางการไทยอย่างสร้างสรรค์ตั้งแต่ช่วงแรกของงานเรื่องการทรมานและการปฏิบัติที่แย่นี้ ก่อนจะมาเปิดตัวรายงานที่เมืองไทย พวกเขายังได้แบ่งปันข้อค้นพบกับเจ้าหน้าที่ และเขียนถึงนายกฯ และรัฐมนตรีสำคัญๆ ของไทยด้วย

    ทั้งนี้ แอมเนสตี้ฯ ยืนยันว่า จะยังสืบสวน รวบรวมข้อมูลและรณรงค์ต่อต้านการทรมานทั่วโลก รวมถึงในไทยต่อไป

     

    เนื้อหาบางส่วนจากรายงาน "บังคับให้มันพูดให้ได้ภายในพรุ่งนี้ : การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายภายในประเทศไทย" (“Make Him Speak by Tomorrow”: Torture and Other Ill-Treatment in Thailand)

    ประเทศไทยวัฒนธรรมการทรมานภายใต้ระบอบทหาร

                ตามข้อมูลในรายงานของแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลที่เผยแพร่ในวันนี้ระบุว่าหลังจากใช้กำลังยึดอำนาจทำการรัฐประหารเมื่อปี 2557 หน่วยงานของกองทัพไทยปล่อยให้วัฒนธรรมการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอย่างอื่นแผ่ขยายไปทั่วประเทศโดยเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจใช้การทรมานกับผู้ต้องสงสัยว่าก่อความไม่สงบฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองและบุคคลที่มีความเปราะบางอย่างมากกลุ่มต่างของสังคม 

                รายงานเรื่อง บังคับให้มันพูดให้ได้ภายในพรุ่งนี้การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายในประเทศไทย” (“Make Him Speak by Tomorrow”: Torture and Other Ill-Treatment in Thailand) ที่เก็บข้อมูลการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย 74 กรณีซึ่งเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจมีทั้งการทุบตีการใช้ถุงพลาสติกรัดให้ขาดอากาศหายใจการใช้มือหรือใช้เชือกบีบคอหรือผูกคอการกรอกน้ำอย่างต่อเนื่อง (waterboarding) การช็อตอวัยวะเพศด้วยไฟฟ้าและการทำให้อับอายในรูปแบบต่าง 

                รัฐบาลไทยอาจอ้างว่าเอาจริงกับการแก้ปัญหาการทรมานแต่การปฏิบัติเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดกว่าคำพูดรัฐบาลทหารของไทยได้ปล่อยให้วัฒนธรรมการทรมานเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง โดยผู้กระทำผิดไม่ต้องรับผิดและผู้เสียหายไม่ได้รับความเป็นธรรม” ราเฟนดีจามิน ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว 

                กฎอัยการศึกและประกาศคำสั่งต่างๆที่ถูกบังคับใช้ในช่วงหลังการทำรัฐประหารได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารในการควบคุมตัวบุคคลโดยไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอกโดยพวกเขาถูกควบคุมตัวในสถานที่อย่างไม่เป็นทางการร่วมหนึ่งสัปดาห์ผู้เสียหายจำนวนมากซึ่งได้ให้ข้อมูลกับแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลว่าในช่วงเวลาการถูกควบคุมตัวดังกล่าวพวกเขาตกเป็นเหยื่อการทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้าย

                เจ้าหน้าที่ตำรวจของไทยเองก็มีการใช้การทรมานและปฏิบัติที่โหดร้ายต่อประชาชนหลากหลายกลุ่มเช่นกันทั้งคนเข้าเมืองผู้ต้องสงสัยว่าเสพยาเสพติดกลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มบุคคลอื่นๆ แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลได้รับข้อมูลว่าการปฏิบัติมิชอบเหล่านี้เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างมากภายหลังรัฐประหาร

                ในบรรยากาศที่คนไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ทางการอย่างเปิดเผยและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาททางอาญา เนื่องจากการเปิดโปงข้อมูลการทรมานเป็นเหตุให้ประชาชนไม่ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายจำนวนมากรายงานฉบับนี้เผยให้เห็นหลักฐานที่บ่งบอกเรื่องราวอันโหดร้ายของผู้เสียหายและครอบครัวซึ่งในรายงานฉบับนี้ได้มีการปกปิดข้อมูลบางส่วนของพวกเขาด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

    ยิงผมเถอะและส่งศพไปให้กับครอบครัวผมด้วย

                ไม่นานหลังรัฐประหาร ตุล (นามสมมุติ) ถูกทหารจับกุมและควบคุมตัวในสถานที่ลับเป็นเวลาเจ็ดวันในช่วงเวลาดังกล่าวเขาถูกซ้อมด้วยการทุบตีและวิธีอื่นๆอย่างรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำอีก

                พวกเขาเอาถุงพลาสติกมาคลุมหัวจนผมเป็นลมสลบไปจากนั้นก็เอาถังน้ำเย็นมาราดใส่ เขาบอกกับแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล เขาช็อตไฟฟ้าที่อวัยวะเพศและที่หน้าอกของผมขาของผมถูกผูกไว้ส่วนที่หน้าผมมีการเอาเทปกาวมาติดและเอาถุงพลาสติกคลุมหัวไว้

                หลังจากวันที่เลวร้ายที่สุดตามที่ตุล” บอก     เขาบอกให้ทหารช่วยจบชีวิตของเขา “ยิงผมเถอะ และส่งศพไปให้กับครอบครัวผมด้วย เขาร้องขอต่อผู้กระทำการทรมานเขา 

                ผู้เสียหายจากการทรมานจำนวนมากซึ่งให้ข้อมูลกับแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลบอกว่าพวกเขาถูกทรมานในช่วงเจ็ดวันแรกของการควบคุมตัวซึ่งเป็นช่วงที่เจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจควบคุมตัวพวกเขาในสถานที่อย่างไม่เป็นทางการและไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอกหรือมาตรการป้องกันการปฏิบัติที่โหดร้ายใดๆ

                รุสกี ผู้เสียหายจากการทรมานอีกคนหนึ่งต้องเผชิญกับชะตากรรมที่โหดร้ายซึ่งส่งผลกระทบทั้งทางกายและใจเขาถูกซ้อมซ้ำแล้วซ้ำอีกถูกกรอกน้ำอย่างต่อเนื่องถูกคลุมศีรษะด้วยถุงขยะถูกรัดคอด้วยสายไฟและถูกขู่ด้วยปืนและระเบิดทหารยังใช้มือดึงอวัยวะเพศและไม่ปล่อยให้เขาได้นอนหลับ

    บังคับให้มันพูดให้ได้ภายในพรุ่งนี้

                รายงานนี้เผยให้เห็นถึงวัฒนธรรมซึ่งเปิดโอกาสและส่งเสริมให้เกิดการทรมานทั่วโครงสร้างของกองทัพไทยผู้ให้สัมภาษณ์ในรายงานคนหนึ่งซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าหน่วยระดับล่างของกองทัพบกบอกว่าทหารที่ได้รับมอบหมายให้สอบปากคำผู้ถูกควบคุมตัวมักจะได้รับแจ้งว่า บังคับให้มันพูดให้ได้ภายในพรุ่งนี้

                เจ้าหน้าที่จะถูกลงโทษถ้าทำงานแล้วไม่ได้ผล” อดีตหัวหน้าหน่วยในระดับล่างของกองทัพบกให้ข้อมูลกับแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล ภายในกองทัพพวกเขาใช้อำนาจในการควบคุมสั่งการไม่ได้ใช้ความคิดคำสั่งของผู้บังคับบัญชาถือเป็นที่สุด...ถ้าคุณทำงานไม่ได้ผลคุณจะถูกลงโทษ”  

    แรงจูงใจทางกฎหมายที่ก่อให้เกิดการทรมาน 

                แม้ว่าไทยจะเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานแห่งสหประชาชาติ (UN Convention against Torture) และจำเป็นต้องเคารพข้อบทนี้แต่ยังไม่มีกฎหมายในประเทศไทยซึ่งกำหนดโทษอาญาเป็นการเฉพาะให้กับการทรมานกฎหมายไทยยังอนุญาตให้ผู้พิพากษาใช้ดุลพินิจในการรับพิจารณาหลักฐานซึ่งได้มาจากการทรมานด้วยและศาลมักไม่สั่งให้มีการสอบสวนแม้จะมีการร้องเรียนว่ามีการทรมานเช่นเดียวกับพนักงานอัยการซึ่งแทบไม่เคยสอบสวนเรื่องนี้เลย

                สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก เนื่องจากกรอบกฎหมายที่ประกาศใช้ภายหลังรัฐประหารได้ ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารในการควบคุมตัวบุคคลโดยพลการบังคับให้อยู่ในสถานที่ลับได้ถึงเจ็ดวันซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีใครสามารถเห็นการทรมานที่เกิดขึ้นและไม่มีใครได้ยินเสียงร้องของผู้เสียหายจากการทรมานเล็ดลอดออกมา

                พระราชบัญญัติกฎอัยการศึกซึ่งมีการประกาศใช้ในพื้นที่ที่มีความรุนแรงทางภาคใต้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2549 และประกาศคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) (ซึ่งเป็นชื่อของรัฐบาลทหาร) มีอำนาจเหนือข้อบทที่ช่วยคุ้มครองป้องกันการทรมานตามกฎหมายไทยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลพบว่ามีการใช้การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอย่างรุนแรงในกรณีที่ผู้ซักถามเป็นทหารในช่วงเวลาที่มีการควบคุมตัวที่ไม่มีการตรวจสอบซึ่งกระทำได้ตามอำนาจของกฎหมายพิเศษเหล่านี้

                เหยื่อส่วนใหญ่ไม่กล้าพูดแม้พวกเขาจะร้องเรียนแต่ศาลก็มักจะเพิกเฉยในขณะเดียวกันศาลดังกล่าวกลับยอมรับคำสารภาพที่ได้มาจากการบังคับแม้ว่าในเวลาต่อมาจำเลยจะถอนคำให้การดังกล่าวก็ตามผู้กระทำการทรมานไม่ต้องถูกลงโทษเนื่องจากความผิดของพวกเขาในขณะที่เหยื่อต้องเผชิญกับความอยุติธรรมครั้งแล้วครั้งเล่า” ราเฟนดีจามินกล่าว

                ไม่นานหลังรัฐประหาร เลิศ (นามสมมติ) ถูกสอบปากคำเป็นเวลากว่าสิบชั่วโมงในแต่ละวัน ในช่วงสี่วันที่เขาไม่ได้รับน้ำดื่มเลย ในระหว่างการสอบปากคำจะมีผู้ชายสองหรือสามคนทุบตีเขามีทั้งที่ใช้กำปั้น ใช้เท้าและใช้ปืนตีเขา  

                เลิศบอกว่าเจ้าหน้าที่ซ้อมเขาเพื่อบังคับให้เขาสารภาพในวันที่สองของการสอบปากคำทหารคนหนึ่งบอกว่า วันนี้ถ้าแกไม่พูดครอบครัวแกเดือดร้อนแน่ ฉันรู้นะว่าครอบครัวแกอยู่ที่ไหน

    สู่แนวทางที่จะทำให้ไทยไปสู่การที่ปลอดจากการทรมาน

                รายงานของแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลมีข้อเสนอแนะซึ่งเป็นขั้นตอนง่ายที่ทางการไทยสามารถปฏิบัติตามเพื่อแก้ปัญหาข้อบกพร่องทางกฎหมายและในเชิงโครงสร้างซึ่งมีส่วนสนับสนุนให้เกิดการทรมานได้

                ทั้งนี้รวมถึงการยุติการควบคุมตัวโดยปราศจากการตรวจสอบการเอาผิดทางอาญากับการทรมานการห้ามไม่ให้ศาลรับฟัง “หลักฐาน” ที่ได้มาจากการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่น การสอบสวนตามข้อมูลในรายงานที่เปิดโปงว่ามีการทรมานและการนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมการจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลที่เป็นอิสระเพื่อควบคุมดูแลสถานที่ควบคุมตัวต่างและการเยียวยาให้กับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ

                การทรมานไม่เพียงทำให้เหยื่อรู้สึกอับอายหากยังทำลายศักดิ์ศรีของผู้กระทำการทรมาน โดยทำลายความเป็นมนุษย์ของพวกเขาอีกด้วยมาตรการป้องกันการทรมานไม่เพียงช่วยคุ้มครองผู้ที่ถูกควบคุมตัวหากยังเป็นการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบซึ่งเป็นผู้ควบคุมตัวผู้ที่ตกเป็นเหยื่อและยังเป็นการคุ้มครองรัฐที่เจ้าหน้าที่เหล่านี้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนอีกด้วย ราเฟนดีจามินกล่าว

                ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ระหว่างการจัดทำร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหายซึ่งอาจเอาผิดทางอาญากับการทรมานและกำหนดมาตรการคุ้มครองป้องกันการทรมานได้

                หากมีการแก้ไขเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวให้สอดคล้องกับอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯแห่งสหประชาชาติและโดยเฉพาะหากมีการประกันให้มีการสอบสวนข้อกล่าวหาว่ามีการทรมานอย่างเป็นอิสระย่อมเป็นก้าวย่างสำคัญที่นำไปสู่การขจัดการปฏิบัติมิชอบที่โหดร้ายเหล่านี้ให้หมดไปจากประเทศไทย ราเฟนดีจามินกล่าว

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    นักวิเคราะห์เศรษฐกิจจากตะวันตกมองว่าถ้าเศรษฐกิจล่มในจีนครั้งนี้จะส่งผลไปทั่วโลก โดยสาเหตุไม่ได้มาจากเรื่องผลกำไร แต่เป็นเรื่องความเสี่ยงหนี้เสียเมื่อจีนมีโครงการไม่เสร็จ ถูกปล่อยให้ "เน่าผุ" และมีพื้นที่เขตที่อยู่อาศัยถูกทิ้งร้างในระดับที่คนอาศัยได้ 100 ล้านคน แต่รัฐบาลจีนก็ยังคงหลอกตัวเองไม่ยอมมองความเสี่ยงเศรษฐกิจพัง

    27 ก.ย. 2559 สื่ออัลจาซีรารายงานเรื่องภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในจีนซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนักสำหรับนักวิเคราะห์ และสาเหตุไม่ได้มาจากอัตราผลกำไรของประเทศแต่มาจากการที่ทางการจีนใช้เวลานานหลายสิบปีกับโครงการก่อสร้างที่ยังไม่เสร็จสิ้นเสียทีจนทำให้เกิดหนี้เสียอย่างมหาศาลสำหรับทางการจีน

    ผู้เสียภาษีในจีนกล่าวโทษรัฐบาลจีนและการที่สังคมไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีการประเมินโครงการพัฒนาก่อนที่เงินภาษีของพวกเขาจะถูกนำไปใช้กับโครงการหลายร้อยโครงการที่ทำไม่สำเร็จหรือกลายเป็น "สิ่งก่อสร้างเน่าผุ" ซึ่งจากข้อมูลของรัฐบาลจีนเองระบุว่า ในจีนตอนนี้มีพื้นที่เขตที่อยู่อาศัยขนาด 2,000 ล้านตารางกิโลเมตร มากพอจะให้ผู้คนอยู่อาศัยได้ 100 ล้านคน

    นักเศรษฐศาสตร์ก็มองไปในทางเดียวกันคือการที่รัฐบาลจีนต้องการจะทำให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วเกินไปมีโอกาสส่งผลให้เกิดวิกฤตหนี้สินรุนแรงจนเศรษฐกิจล่ม แต่คนในรัฐบาลจีนเช่นนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียงก็ไม่ยอมฟังและยังบอกว่าพวกเขาเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตได้ในระยะยาวถ้ามีการปฏิรูปและไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจจีนจะล่ม

    แต่สำหรับนักวิจารณ์แล้วพวกเขายังคงสงสัยในคำกล่าวมั่นใจเช่นนี้เมื่อมองเห็นโครงการพัฒนาที่ถูกทิ้งร้างเป็นจำนวนมาก เป็นหลักฐานถึงอนาคตที่พวกเขาหวาดกลัว เหมิงซื่อจุน อดีตแรงงานในโรงงานกล่าวในเชิงตัดพ้อว่าเศรษฐกิจไม่ได้กำลังดีขึ้น โรงงานอุตสาหกรรมไม่ได้เฟื่องฟูมากเท่าเดิมและเงินเดือนก็ไม่ได้สูงขึ้นตามการพัฒนาในประเทศ

    ในแง่นี้อัลจาซีราเตือนว่าขณะที่ทางการจีนไม่เชื่อว่าจะมีความเสี่ยงในอนาคตแต่เศรษฐกิจโลกต้องเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาด้านหนี้สินและการธนาคารที่เกิดขึ้นจากจีน เซบาสเตียน มาเลียร์ จากฝ่ายวิเคราะห์ของนิตยสารดิอิโคโนมิสต์ อิโคโนมิสต์อินเทลลิเจนซ์ยูนิตกล่าวว่าจากการที่จีนมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานของโลกมาก สิ่งที่เกิดขึ้นในจีนจึงจะส่งผลต่อทั่วโลก

     

    เรียบเรียงจาก

    China in debt, Aljazeera, 24-09-2016
    http://www.aljazeera.com/programmes/countingthecost/2016/09/china-debt-160924081946832.html

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0


    ศิริกาญจน์ เจริญศิริ

    28 ก.ย. 2559 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า เมื่อ 26 ก.ย. ที่ผ่านมา ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ทนายความของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้รับทราบว่ามีหมายเรียกผู้ต้องหาจากพนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฏร์ให้เข้าพบเจ้าหน้าที่เมื่อวานนี้ (27ก.ย.59) มาถึงที่บ้านตามทะเบียนบ้านซึ่งไม่มีคนอยู่ขณะมีการส่งหมาย หมายเรียกดังกล่าวระบุว่า ศิริกาญจน์ ถูกกล่าวหาโดย พ.ท.พงศฤทธิ์ ภวังคะนันท์ ว่าได้ร่วมกันยุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และร่วมชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คน ขึ้นไป เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 3/2558 ข้อ 12 โดยในหมายยังระบุถึงชื่อของ รังสิมันต์ โรมและพวกเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้ด้วย

    ทั้งนี้ ศิริกาญจน์ เพิ่งได้รับทราบว่ามีหมายเรียกส่งมาที่บ้านพักในกรุงเทพเมื่อ 26 ก.ย.59 หลังจากกลับจากเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่ได้เดินทางไปตั้งแต่วันที่ 17 ก.ย.2559 เพื่อร่วมการประชุม คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Human Rights Council) สมัยประชุมสามัญที่ 33 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 30 ก.ย. 59 (อ่านต่อที่นี่) ทนายความของ ศิริกาญจน์ จึงเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อยื่นหนังสือขอเลื่อนวันเข้ารับทราบข้อกล่าวหาออกไป พนักงานสอบสวนให้เลื่อนนัดได้และแจ้งกับทนายความว่าจะส่งหมายเรียกให้ใหม่อีกครั้ง

    คดีนี้เป็นคดีที่ 3 ที่ น.ส.ศิริกาญจน์ถูกดำเนินคดีจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยเป็นการติดตามสังเกตการณ์การชุมนุมของกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2558 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน ส่วนคดีแรก พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช ได้แจ้งความดำเนินคดีข้อหากระทำความผิดฐานซ่อนเร้นพยานหลักฐานและทราบคำสั่งเจ้าพนักงานแล้วไม่ปฏิบัติตามคำสั่งตามมาตรา 142 และมาตรา 368 ในประมวลกฎหมายอาญา จากการที่ น.ส.ศิริกาญจน์ทำหน้าที่ทนายความปกป้องสิทธิของลูกความโดยการไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าค้นรถของตนโดยไม่มีหมายค้นเพื่อยึดโทรศัพท์มือถือของนักศึกษาทั้ง 14 คน ซึ่งฝากทีมทนายความไว้ก่อนเข้าเรือนจำในคืนวันที่ 26 มิ.ย. 2558 ตำรวจจึงยึดรถไว้ข้ามคืนจนนำหมายศาลมาตรวจค้นในวันต่อมา คดีแรกนี้มีนัดฟังคำสั่งอัยการว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้องต่อศาลแขวงดุสิตหรือไม่ในวันที่ 29 ก.ย.2559

    ภายหลังถูกยึดรถไว้ข้ามคืน ศิริกาญจน์ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่า พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดชและพวกเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญาในการยึดรถไว้ ตำรวจจึงแจ้งความกลับว่าศิริกาญจน์แจ้งความเท็จตามมาตรา 172 และมาตรา 174 ประมวลกฎหมายอาญา เป็นคดีที่ 2 แต่คดีนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน

    คดีที่ 3 นี้เป็นคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ซึ่งเป็นฐานความผิดที่อยู่ในการพิจารณาคดีของศาลทหารตามประกาศฉบับที่ 37/2557 และเหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2558 ก่อนมีการประกาศใช้คำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 55/2559 เรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับคดีบางประเภทที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร  ทำให้คดีนี้หากมีการส่งฟ้องแล้วจะอยู่ในการพิจารณาคดีของศาลทหาร

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

     

    จากการที่ หน.คสช.ได้มีคำสั่งที่39/58 ลงวันที่ 30 ต.ค.58 ที่ออกมาคุ้มครองการบริหารจัดการข้าวคงเหลือฯ และล่าสุดคำสั่งที่ 56/59 ลงวันที่ 13 ก.ย.59 ที่ออกมาคุ้มครองการบริหารจัดการผลิตผลทางการเกษตรในการดูแลของรัฐและการดำเนินการต่อผู้รับผิด โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฯชั่วคราวฉบับปี 57 ซึ่งในคำสั่งหลังนี้มีใจความโดยสรุปในส่วนที่เกี่ยวกับการจำนำข้าว คือ ให้กรมบังคับคดีบังคับให้เป็นไปตามคำสั่งทางปกครองของหน่วยงานของรัฐแทนกระทรวงที่ได้รับความเสียหาย และให้ผู้ที่ทำหน้าที่ดำเนินการต่อผู้ที่ต้องรับผิดในโครงการจำนำข้าวได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง อาญาหรือวินัย

    จึงเกิดคำถามและข้อถกเถียงตามมาอย่างกว้างขวาง ผมจึงขอทำความเข้าใจโดยพยายามยกตัวบทให้น้อยที่สุดและเขียนให้กระชับที่สุด เพื่อให้เข้าใจง่ายและเหตุแห่งข้อจำกัดในเนื้อที่ของบทความที่จะตีพิมพ์ ดังนี้


    1)ทำไมถึงให้กรมบังคับคดีเป็นผู้ดำเนินการ

    เนื่องเพราะปกติแล้วหน่วยงานที่ออกคำสั่งใช้มาตรการบังคับทางปกครองจะต้องเป็นผู้ดำเนินการเองแต่หน่วยงานทั้งหลายไม่มีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ในกรณีที่มีทุนทรัพย์จำนวนมากเช่นนี้ ครั้นจะให้กรมบังคับคดีเข้ามาทำแทนก็ไม่มีกฎหมายรองรับเพราะตามกฎหมายแล้วกรมบังคับคดีมีอำนาจหน้าที่บังคับคดีตามคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลยุติธรรมเท่านั้น ส่วนการบังคับคดีตามคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลปกครองนั้นมีหน่วยงานเฉพาะคือสำนักบังคับคดีปกครองเป็นของตนเองไม่ใช้บริการของกรมบังคับคดีแต่อย่างใด ที่สำคัญคือการใช้มาตรการบังคับทางปกครองของหน่วยงานฯต่างๆนั้นเป็นการบังคับที่ยังไม่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแต่อย่างใด ฉะนั้น คสช.จึงต้องใช้ ม.44ออกคำสั่งฯให้กรมบังคับคดีมีอำนาจหน้าที่นี้เพิ่มขึ้นมา

    อย่างไรก็ตามกรมบังคับคดีจะใช้อำนาจยึดอายัดทรัพย์สินตามคำสั่งทางปกครองนี้ได้ก็ต่อเมื่อ  ผู้ฟ้องคดี (ผุ้ถูกคำสั่งให้ชดใช้เงิน) ไม่ยื่นคำขอทุเลาการบังคับคำสั่งทางปกครองที่ให้ชดใช้เงินนี้ต่อศาลปกครองหรือยื่นคำขอแล้วแต่ศาลปกครองยกคำขอ ในกรณีตรงกันข้ามหากศาลปกครองมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับฯ ผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งทุเลาฯนี้ต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ผู้นั้นได้รับแจ้งหรือทราบคำสั่ง และหากศาลปกครองสูงสุดยกคำอุทธรณ์นั้น ก็ต้องรอให้คดีถึงที่สุดว่าผลคดีจะออกมาเป็นอย่างไร


    2) ทำไมไม่ฟ้องศาลเรียกค่าเสียหาย รัฐมนตรีมาออกคำสั่งทางปกครองเองทำไมและทำไมไม่รอผลคดีอาญาก่อน

    การนำคดีไปศาลปกครองเพื่อให้ศาลมีมาตรการบังคับทางปกครองซึ่งกรณีนี้คือการออกคำสั่งทางปกครองให้ใช้เงินตามมาตร 57 ของพรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 กำหนดให้เจ้าหน้าที่อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยการยึดอายัดทรัพย์สินของผู้นั้นเพื่อขายทอดตลาดเพื่อชำระเงินให้ครบถ้วนซึ่งก็หมายความว่าเจ้าหน้าที่ต้องใช้มาตรการบังคับทางปกครองก่อน ถ้าไม่สามารถทำได้ด้วยเหตุจำเป็นใดๆก็ตามจึงจะสามารถนำคดีไปฟ้องศาลปกครองได้ ซึ่งหากนำไปฟ้องศาลปกครองโดยยังไม่ได้ดำเนินการบังคับเองเสียก่อน ศาลก็จะสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา

    อนึ่ง การดำเนินการทางปกครองนั้นไม่ต้องรอผลทางคดีอาญาแต่อย่างใด ที่สำคัญตามมาตรา 10 วรรคสองของพรบ.ว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 กำหนดให้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่มีอายุความเพียง 2 ปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่เท่านั้น


    3) ทำไมเรียกค่าเสียหายไม่เท่ากัน

    ตามมาตรา 8 ของพรบ.ว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 วรรคสี่ กำหนดว่าในกรณีที่การละเมิดเกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับและเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น ส่วนจะเป็นธรรมหรือไม่ก็คงเป็นเรื่องที่ต้องไปฟ้องโต้แย้งคำสั่งต่อศาลปกครองน่ะครับ


    4) ต้องอุทธรณ์ก่อนนำคดีไปศาลปกครองหรือไม่

    ตามมาตรา 44 ของพรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ กำหนดไว้ว่าภายใต้บังคับมาตรา48 (คำสั่งของคณะกรรมการฯ) ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองใดไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรีและไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองไว้เป็นการเฉพาะให้คู่กรณีอุทธรณ์ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งนั้น ฯลฯ ซึ่งก็หมายความว่าคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยรัฐมนตรีนั้นไม่ต้อง

    อุทธรณ์ก่อนนำคดีไปสู่ศาลปกครองเพราะรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของฝ่ายปกครอง(กระทรวง ทบวง กรมฯ)นั้นๆแล้วและไม่มีผู้บังคับบัญชาที่สูงกว่านั้นที่จะพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ได้อีก ส่วนนายกรัฐมนตรีก็คือรัฐมนตรีคนหนึ่งแต่มีฐานะเป็นหัวหน้ารัฐบาลเท่านั้นเอง(primus inter pares หรือ first among equals )

    5) ม.44 คุ้มครองเจ้าหน้าที่โดยไม่ต้องรับผิดเลยหรือไม่
    คุ้มครองเฉพาะที่ดำเนินการโดยสุจริตเท่านั้น หากดำเนินการโดยไม่สุจริตไม่สามารถคุ้มครองได้


    6)ฟ้องกลับได้หรือไม่

    ได้อยู่แล้ว หากเห็นว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือหากศาลปกครองมีคำพิพากษาให้ผู้ที่ถูกเรียกค่าเสียหายชนะคดี โดยอาจจะฟ้องเป็นคดีปกครองข้อหาละเมิดเรียกค่าเสียหายจากการใช้อำนาจหน้าที่ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง(3)ของพรบ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดี  ศาลปกครอง พ.ศ.2542 ต่อศาลปกครอง (ม.44 คุ้มครองเฉพาะคดีแพ่ง อาญาและวินัย แต่ไม่คุ้มครองคดีปกครอง) หรืออาจจะฟ้องต่อศาลยุติธรรมตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญาหากเห็นว่าตนเองถูกจงใจกลั่นแกล้งโดยทุจริต (ม.44 คุ้มครองเฉพาะกรณีสุจริต แต่ไม่คุ้มครองกรณีทุจริต)


    7) มอบอำนาจให้ผู้อื่นเซ็นแทนแล้วเจ้าตัวต้องรับผิดชอบหรือไม่

    ในหลักการมอบอำนาจให้เซ็นแทนหรือปฏิบัติราชการแทนนั้นอำนาจในการสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการหรือดำเนินการอื่นที่ผู้ดำรงตำแหน่งใดจะพึงปฏิบัติหรือดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับหรือคำสั่งใด หรือมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้นมิได้กำหนดเรื่องการมอบอำนาจไว้เป็นอย่างอื่น หรือมิได้ห้ามเรื่องการมอบอำนาจไว้ ผู้ดำรงตำแหน่งนั้นอาจมอบอำนาจให้ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นปฏิบัติราชการแทนได้โดยทำเป็นหนังสือ และเมื่อได้รับมอบอำนาจแล้ว ผู้มอบอำนาจมีหน้าที่กำกับติดตามผลการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจและให้มีอำนาจแนะนำและแก้ไขการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจได้ ซึ่งก็แสดงว่าผู้มอบอำนาจก็ยังไม่พ้นความรับผิดชอบอยู่ดีนั่นเอง ดีไม่ดีอาจจะถูกข้อหาละเลยหรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้หากเกิดความเสียหายขึ้น

    คิดว่าคงสร้างความกระจ่างขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ อาจจะมีผู้ที่เห็นต่างบ้างซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาเพราะความเห็นทางกฎหมายนั้นเห็นต่างกันได้ สุดท้ายก็ต้องไปจบที่องค์กรที่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคือองค์กรตุลาการนั่นเอง

    0000

     

    หมายเหตุ  เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 28 กันยายน 2559

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    28 ก.ย. 2559 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำ อ.598/2557 คดีที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ชัยวัฒน์ ทองมูล อายุ 57 ปี และ อรุณ ฉายาจันทร์ อายุ 49 ปี เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง, ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายและร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย
           
    โดยคดีนี้อัยการโจทก์ฟ้องว่า ก่อนวันที่ 12 เม.ย.2552 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดงได้มีจัดการชุมนุมอยู่ที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล มีผู้เข้าร่วมชุมนุมหลายพันคน โดยมีจำเลยทั้งสองกับพวกอีกหลายคนซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้องเป็นผู้เข้าร่วมชุมนุม และมี สุภรณ์ หรือแรมโบ้ อัตถาวงศ์ กับพวกอีกหลายคน แบ่งหน้าที่สั่งการผู้ชุมนุม โดยตั้งเวทีปราศรัยดังกล่าว เพื่อขับไล่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยอ้างว่าเป็นรัฐบาลที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาวันที่ 12 เม.ย. 2552 แกนนำผู้ชุมนุมได้สั่งการ กล่าวปราศรัย ยุยงปลุกปั่น ผ่านเครื่องขยายเสียงให้จำเลยทั้งสองกับพวกผู้ชุมนุมหลายพันคน เคลื่อนขบวนไปทำการปิดล้อมกระทรวงมหาดไทย เพื่อจับตัว อภิสิทธิ์  และให้ทำการขัดขว้างไม่ให้ อภิสิทธิ์ มาใช้สถานที่กระทรวงมหาดไทยเป็นสถานที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลโดยจำเลยทั้งสองได้ร่วมกระทำความผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยใช้กำลังประทุษร้ายร่างกายพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รักษาความปลอดภัยของ อภิสิทธิ์ และผู้ติดตามได้รับบาดเจ็บหลายรายและใช้ก้อนหินขว้างทำลายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ทะเบียน ศฮ 9205 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่มี นิพนธ์ พร้อมพันธ์ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นั่งอยู่ในรถ ได้ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 ขึ้นไป โดยกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และร่วมกันบุกรุกเข้าไปในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์และสถานที่ราชการ เหตุเกิดที่ แขวงราชบพิธ เขตพระนคร และ แขวงดุสิต เขตดุสิต กทมขอให้ลงโทษตามกระบวนกฎหมายอาญา มาตรา 83 ,91,215,310,358,362,364,365โดยจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
           
    ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์มีพยานซึ่งเป็นพนักงานของรัฐจำนวน 3 ปาก ต่างเบิกความถึงเหตุการณ์ที่ผู้ชุมนุมพากันไปปิดล้อมและเข้าไปในกระทรวงมหาดไทย และทำลายทรัพย์สินของราชการ โดยมิได้ยืนยันตัวบุคคลแต่อย่างใด ซึ่งเจ้าพนักงานของรัฐ ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงเห็นว่าพยานโจทก์ดังกล่าวได้เบิกความตามเหตุการณ์ที่พบเห็นมา การที่กลุ่มผู้ชุมนุมมาปิดล้อมและเข้าไปภายในกระทรวงมหาดไทย ทั้งได้ทำลายทรัพย์สินทางราชการจึงไม่ถือว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบ แต่เป็นการมั่วสุมตั้งแต่ 10 ขึ้นไปเพื่อก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง เมื่อจำเลยทั้งสองรับว่าได้เข้าร่วมชุมนุมและได้เข้าไปในกระทรวงมหาดไทยด้วย จำเลยทั้งสองจึงถือเป็นตัวการร่วมในการกระทำผิด และร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ราชการโดยไม่มีเหตุอันควร ส่วนที่จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ว่า ขณะที่มีการชุมนุมของกลุ่มนปช.นั้น จำเลยทั้งสองเดินทางไปถึงกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมได้เปิดประตูรั้วและเข้าไปในกระทรวงมหาดไทย และกลุ่มผู้ชุมนุมได้ทำลายทรัพย์สินทางราชการอยู่แล้ว หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองจึงค่อยเดินตามเข้าไปในกระทรวงมหาดไทย โดยไม่มีเจตนาบุกรุกนั้น เห็นว่า ในวันเกิดเหตุทางการได้มีการประกาศให้เป็นวันหยุดราชการและกระทรวงมหาดไทยก็ได้ปิดทำการ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้เข้าไปติดต่อราชการแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความชอบธรรมที่จะเข้าไปในกระทรวงมหาดไทยแต่อย่างใด รวมทั้งไม่ได้รับอนุญาตจากผู้มีอำนาจ ดังนั้นพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองที่ได้ตามผู้ชุมนุมที่พังประตูรั้วเข้าไป เพื่อที่จะรวมกลุ่มกับผู้ชุมนุมเข้าไปในกระทรวงมหาดไทยนั้น จึงเป็นการเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร แต่อย่างไรก็ตามการเข้าไปของผู้ชุมนุมดังกล่าว ก็เพื่อต้องการเข้าไปพบกับคณะ อภิสิทธิ์ ที่เข้ามาใช้สถานที่ราชการ เพื่อประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ไม่ได้กระทำการใด อันเป็นการยึดถือครอบครองสถานที่กระทรวงมหาดไทย หรือ รบกวนการครอบครองกระทรวงมหาดไทยแต่อย่างใด
           
    ส่วนความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้น เห็นว่าโจทก์ไม่ได้มีพยานใดมาเบิกความยืนยันว่า เห็นจำเลยทั้งสองร่วมกันทุบตีรถยนต์ของนายกรัฐมนตรีและของคณะ หรือร่วมกันทำลายทรัพย์สินของทางราชการ
           
    อีกทั้ง ร.อ.วิชาญ นามประเทือง เจ้าหน้าที่ชุดสนับสนุนทางยุทธวิธีทำหน้าที่อารักขา สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี พยานโจทก์เบิกความว่า วันเกิดเหตุ อรุณ จำเลยที่ 2 ได้เดินทางมาที่รถยนต์และเข้ามานั่งในรถยนต์ โดยเพียงสอบถามเรื่องอาวุธปืนที่อยู่ในรถเท่านั้น ว่าพยานเป็นคนยิงหรือไม่ และจะขอนำอาวุธปืนไปตรวจสอบ โดยบอกกับพยานว่า ให้ตามไปและให้พยานอยู่ใกล้ๆ ซึ่งพยานยินยอมไปด้วยความสมัครใจและเมื่อตามไปถึงที่บริเวณทำเนียบรัฐบาลก็ได้ไปพูดคุยกับจำเลยที่ 2 ในห้องที่มีลักษณะเป็นตู้คอนเทนเนอร์ไม่ปรากฏว่า จำเลยที่2 กระทำการใดที่เป็นการบังคับขืนใจแต่อย่างใด
           
    เห็นว่าพยานโจทก์สามารถรับฟังโดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 ขึ้นไป ฯ และร่วมกันบุกรุกสถานที่ราชการ แต่พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันให้เสียทรัพย์และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายแต่อย่างใดพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคแรก,364,365 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม โดยให้จำคุกฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง จำคุก คนละ 6 เดือน ,ความผิดฐานร่วมกันบุกรุกสถานที่ราชการ จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกคนละ 3 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกคนละ 2 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

    ต่อมาทนายความจำเลยยื่นคำร้องพร้อมโฉนดที่ดินย่านปทุมธานีและเงินสดรวมมูลค่า 3แสนบาทเศษเพื่อขอปล่อยชั่วคราว ชัยวัฒน์ จำเลยที่1 จากนั้นเวลา 15.30 น. ศาลพิจารณาแล้วเห็นควรส่งคำร้องให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เพื่อมีคำสั่งว่าจะอนุญาตปล่อยชั่วคราวหรือไม่ ส่วน อรุณ จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงนำตัวจำเลยทั้งสองไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพต่อไป

     

    ที่มา ผู้จัดการออนไลน์และมติชนออนไลน์

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    าววานรนิวาสเข้าร้องให้อุตสาหกรรมจังหวัดสกลนครให้เปิดเผยสัญญาสำรวจและผลิตแร่โปแตช พื้นที่ พร้อมทวงเอกสารแนบท้ายอาชญาบัตรพิเศษ ที่ร้องขอหลายครั้งแต่ยังไม่ได้รับ ด้านอุตสาหกรรมจังหวัดระบุอำนาจเปิดเผยข้อมูลอยู่ที่ส่วนกลาง

    28 ก.ย. 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงสายของวันที่ 27 ก.ย.2559 ตัวแทนชาวบ้านกลุ่มจากอำเภอวานรนิวาสกว่า 40 คน  ได้เข้ายื่นหนังสือต่ออุตสาหกรรมจังหวัดสกลนคร เพื่อติดตามและร้องขอเอกสารแนบท้ายอาชญาบัตรพิเศษสำรวจ ซึ่งจะระบุรายละเอียดการเจาะสำรวจว่าจะมีกี่หลุม ตรงไหนบ้าง ด้วยวิธีการอย่างไร และระบุว่าการเรียกร้องให้รัฐเปิดเผยข้อมูลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนท้องถิ่นในฐานะเจ้าของทรัพยากรและเป็นกลุ่มผู้ที่จะได้รับผลกระทบต้องรับรู้

    กรณีดังกล่าว สืบเนื่องจากบริษัทไซน่าหมิงต๋า โปแตช คอเปอเรชั่น ได้รับอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่โปแตช พื้นที่ประมาณ 120,000 ไร่ จากกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อปีพ.ศ.2558 ครอบคลุมพื้นที่ 6 ตำบลของอำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร คือ ตำบลศรีวิชัย ตำบลคอนสวรรค์  ตำบลนาคำ ตำบลวานรนิวาส ตำบลขั่วก่ายและตำบลโพธิ์ชัย และที่ผ่านมาบริษัทได้เริ่มเข้ามาดำเนินการกิจกรรมการสำรวจ เช่นการปักธงเพื่อจับพิกัดจีพีเอสในที่ดินของชาวบ้านหลายคน ซึ่งได้สร้างความสับสนและหวั่นวิตกกับคนในชุมชนว่าบริษัทเข้ามาทำอะไร จะเจาะสำรวจในที่ดินของตนหรือไม่และหากเจาะจะเกิดผลกระทบในด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม แหล่งอาหารตามธรรมชาติ หรือทำให้สูญเสียที่ดินหรือไม่จนกระทั่งกลายเป็นความตึงเครียดระหว่างชาวบ้าน รัฐและบริษัท อย่าต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2559 เป็นต้นมา

    ศตานนท์ ชื่นตา แกนนำชาวบ้าน กล่าวว่า การมาครั้งนี้แม้จะเป็นการมาโดยมิได้นัดหมายกับทางอุตสาหกรรมจังหวัดล่วงหน้า แต่ก็ทำให้ได้พบกับอุตสาหกรรมจังหวัดฯ ที่ผ่านมาทางกลุ่มได้ยื่นหนังสือเพื่อขอข้อมูลสัญญาสำรวจและผลิตโปแตชและเอกสารแนบท้ายอาชญาบัตรสำรวจฯ ดังกล่าวไปแล้วครั้งหนึ่งแต่เงียบหายไป

    “ที่ผ่านมาชาวบ้านเกิดความสับสนและกังวลใจอย่างมาก ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับบ้านของเรา กับคนวานร เราจึงอยากให้มีการเปิดเผยข้อมูลโครงการ ข้อมูลขั้นตอนการสำรวจแร่ แผนที่จุดที่ต้องการสำรวจตามเอกสารแนบท้ายอาชญาบัตรพิเศษ และต้องการให้มีการเปิดเผยสัญญาสิทธิสำรวจและผลิตแร่โปแตชระหว่างรัฐบาลและบริษัทให้ชาวบ้านได้รับทราบ และชาววานรนิวาสเคยได้ยื่นหนังสือร้องขอให้มีเปิดเผยสัญญาและสิทธิในการสำรวจแร่โปแตชวานรนิวาสไปยังกระทรวงอุตสาหกรรมแล้วแต่ไม่ได้รับการตอบรับใด ๆ แม้เวลาล่วงเลยมาหลายเดือน วันนี้จึงได้รวมตัวกันเพื่อมายื่นหนังสือขอให้เปิดเผยสัญญาและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจแร่อีกครั้ง หากว่าการร้องขอตามช่องทางปกติในครั้งนี้ยังไม่เป็นผล เรามีความจำเป็นจะต้องขอใช้สิทธิตาม พรบ.ข้อมูลข่าวสารของราชการปี 2540 เพื่อให้รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลที่แท้จริงให้กับเราว่าเขาจะมาทำอะไรกับบ้านเราบ้าง” ศตานนท์ กล่าว

    ด้านอำนวย สุวรรณรักษ์ อุตสาหกรรมจังหวัดสกลนคร ซึ่งออกมารับหนังสือด้วยตนเอง กล่าวกับชาวบ้านว่า อำนาจในการอนุมัติโครงการและให้ข้อมูลสัญญาฯอยู่ที่ส่วนกลาง โดยตนจะทำหนังสือแนบส่งให้เป็นการด่วน ขออย่าได้กังวลใจ เนื่องจากยังอยู่เพียงขั้นตอนของการสำรวจ เพื่อประเมินศักยภาพและความคุ้มทุน ยังไม่ได้อนุมัติให้ดำเนินการขุดเจาะ ซึ่งยังต้องมีการดำเนินการอีกหลายขั้นตอน

    หลังจากนั้นกลุ่มชาวบ้านได้ปักหลักให้ข้อมูลกับอุตสาหกรรมจังหวัดว่า ที่ผ่านมาการสำรวจแร่ของบริษัทไซน่าหมิงต๋าฯ ได้มีการนำธงสำรวจไปปักไว้บนที่ดินของชาวบ้านโดยไม่มีการขออนุญาตจากเจ้าของที่ดิน ซึ่งนายอำนวยกล่าวว่าในกรณีแบบนี้ชาวบ้านสามารถแจ้งความเอาผิดกับบริษัทได้ ถือเป็นการละเมิดสิทธิ  โดยชาวบ้านชี้แจ้งกลับว่า ได้มีการแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวันไว้แล้ว แต่ยังไม่มีการดำเนินการใดๆจากทางตำรวจ และทางบริษัทเองก็กล่าวกับชาวบ้านว่า ถึงจะมีการนำธงออกแต่ก็ได้บันทึกจีพีเอชและทำพิกัดดาวเทียมไว้แล้ว อย่างนี้ชาวบ้านจะต้องทำอย่างไร

    ในระหว่างนั้นชาวบ้านรายหนึ่งตะโกนออกมาว่า “มันอุกใจ (อัดอั้นตันใจ/ทุกข์ใจ ) นายเข้าใจบ่  เฮาบ่อยากได้เหมือง นายซ้อยเฮาแหน่”

    ม่วย บุญศิริ อายุ 61 ชาวบ้านหินกอง ตำบลวานรนิวาส กล่าวว่า ตนมาเพื่อรักษาสิทธิของตนเองและสิทธิของคนอำเภอวานรนิวาสและมาเพื่อรักษาที่ดินที่เป็น”มูลมัง”ของพ่อแม่ ซึ่งหากเกิดเหมืองโปแตชไม่เพียงที่ดินของตนจะได้รับผลกระทบ แต่แหล่งหากินหาอยู่ เห็ด ผักและหน่อไม้ ตลอดจนแหล่งน้ำธรรมชาติก็จะได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน 

    "แม่เคยมีประสบการณ์ตอนเขามาสร้างอ่างเก็บน้ำหินกอง ต้องสูญเสียที่ดินไปกว่า 72 ไร่น้ำท่วมแม่สิบ่ยอมให้ที่ดินทีเหลือต้องเสียหายอีก บ่ว่าสิหลายหรือน้อยกะบ่ยอม" ม่วย กล่าว

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    28 ก.ย. 2559 เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการและกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ได้เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกถึง นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เรื่อง ขอให้ยกเลิกการนำเงิน 60,000 ล้านบาทไปซื้อประกันสุขภาพของข้าราชการและยกเลิกการใช้เงิน 800 ล้าน

    นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า วันที่ 30 ก.ย.นี้ เวลา 10.00 น. กลุ่มดังกล่าวเตรียมเข้ายื่นจดหมายต่อ รมว.คลัง ที่กระทรวงการคลัง  เพื่อให้ชี้แจงการเปลี่ยนระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเหมาให้ บ.ประกันเอกชนจัดการ รวมถึงการซื้อประกันอุบัติเหตุให้คนกว่า 8 ล้านคน ซึ่งกังวลว่าจะเป็นการละลายเงินโดยสูญเปล่า เพราะช้ำซ้อนกับ พ.ร.บ.รถ

    รายละเอียดจดหมายเปิดผนึก 

     

    จดหมายเปิดผนึกถึง นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

    28 กันยายน 2559

    เรื่อง     ขอให้ยกเลิกการนำเงิน 60,000 ล้านบาทไปซื้อประกันสุขภาพของข้าราชการและยกเลิกการใช้เงิน 800 ล้านบาท ซื้อประกันอุบัติเหตุให้ประชาชน 8 ล้านคน

    เรียน    ฯพณฯนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

              เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ซึ่งมีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเป็นธรรม สุขภาพมาตรฐานเดียวของประชาชนทุกคน ขอให้รัฐบาลยกเลิกการนำเงิน 60,000 ล้านบาท     ไปซื้อประกันสุขภาพของข้าราชการและยกเลิกการใช้เงิน 800 ล้านบาท ซื้อประกันอุบัติเหตุ ให้ประชาชน 8 ล้านคนที่ขึ้นทะเบียนคนจน โดยมีเหตุผลสำคัญดังนี้

    กรณีการซื้อประกันสุขภาพของข้าราชการจำนวน 60,000 ล้านบาท

    1.       การดำเนินการซื้อประกันสุขภาพภาคเอกชน อาจจะเป็นการดำเนินการที่ไม่สอดคล้องและขัดแย้งกับมาตรา 9 และมาตรา 66 ของพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และขัดหลักการสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนในการจัดระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

    2.       ระบบประกันสุขภาพภาคเอกชนมีข้อจำกัด ส่วนใหญ่มีเงื่อนไขในการใช้บริการไม่ว่าจะเป็นบริการคนไข้ในคนไข้นอกที่ถูกควบคุมและจำกัด อาจจะส่งผลกระทบต่อสวัสดิการข้าราชการที่เคยได้รับ รัฐบาลควรใช้บทเรียนการจัดสวัสดิการข้าราชการส่วนท้องถิ่น ที่พบปัญหาการใช้งบประมาณสูงต่อเนื่องทุกปี เช่นเดียวกับระบบสวัสดิการข้าราชการ หลังจากกระทรวงมหาดไทยได้แก้ปัญหาโดยให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติรับจัดบริการให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ทำให้ปัจจุบันข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่าเดิมและไม่น้อยกว่าสวัสดิการข้าราชการ และใช้งบประมาณเพียง 7,000 บาทต่อคนต่อปี โดยที่ระบบสวัสดิการข้าราชการใช้เงินมากกว่า 12,000 บาทต่อคนต่อปี หรือหากให้บริษัทประกันชีวิตภาคเอกชน ดำเนินการระบบสุขภาพของข้าราชการไม่ควรใช้งบประมาณเกิน 7,000 บาทต่อคนต่อปี เช่นเดียวกับศักยภาพของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

    3.       การดำเนินการครั้งนี้ ส่งผลต่อบริการของโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เนื่องจากการจัดสวัสดิการรักษาพยาบาลให้กับข้าราชการ โดยส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายที่ให้โดยตรงกับโรงพยาบาลรัฐในระดับต่าง ๆ แต่หากจัดซื้อประกันสุขภาพภาคเอกชน ย่อมทำให้งบประมาณส่วนใหญ่ตกอยู่กับโรงพยาบาลเอกชน ย่อมส่งผลต่อฐานะทางการเงินการคลังของโรงพยาบาลรัฐแน่นอน

    4.       ถึงแม้กระทรวงการคลัง จะใช้มาตรการนี้เพื่อแก้ปัญหาคอรัปชั่นการช้อปปิ้งยา ซึ่งเป็นปัญหาปัจเจกบุคคล และควรมีการจัดการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่การใช้มาตรการนี้ไม่มีหลักประกันว่าจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ แต่ส่งผลกระทบต่อการรับบริการของข้าราชการและครอบครัวอย่างชัดเจน เพราะการกำกับธุรกิจประกันภาคเอกชนก็มีความจำเพาะและต้องให้อิสระเสรีในการทำธุรกิจ

    กรณีการใช้เงิน 800 ล้านบาท ซื้อประกันชีวิต อุบัติเหตุให้ประชาชน 8 ล้านคน

    1.       ความไม่คุ้มค่าในการใช้เงิน 800 ล้านบาท ในการทำประกันชีวิต 99 บาท เนื่องจากให้การคุ้มครองน้อยกว่ากฎหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มีเพียงการคุ้มครองเสียชีวิต 50,000-60,000 บาทในกรณีเสียชีวิต และจ่ายชดเชย 300 บาทต่อวัน ขณะที่การคุ้มครองจากพรบ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจ่ายตามจริงไม่เกิน 80,000 บาท การชดเชยรายวัน ไม่เกิน 4,000 บาท (จำนวน 200 บาท ไม่เกิน 20 วัน) ชดเชยการเสียชีวิตหรือทุพพลภาพจ่าย 300,000 บาทแก่ทายาท สูญเสียอวัยวะ 200,000- 300,000 บาท

    2.       กระทรวงการคลังถูกหลอกและประชาชนตกเป็นเหยื่อของบริษัทประกัน เพราะหลักการคุ้มครองการเสียชีวิตจากเหตุสุขภาพจะได้เงินหลังจากทำประกันชีวิตไปแล้ว 2 ปี (ห้ามตายก่อนสองปี) ทำให้เสียเงินประกันชีวิตฟรี 800 ล้านบาท หรือต้องทำประกันถึง 3 ปีใช้เงินมากถึง 2,400 ล้านบาท ถึงจะได้รับการคุ้มครองจากการเสียชีวิต ซึ่งสิทธิประโยชน์ไม่คุ้มค่ากับเงินที่ใช้ไปในครั้งนี้เพราะหากเสียชีวิตได้เงินเพียง 50,000-60,000 บาทเท่านั้น

    3.       ปัญหาการทำประกันภาคบังคับ กรณีพรบ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พบปัญหา อัตราการใช้สิทธิจากอุบัติเหตุต่ำมากไม่ถึง 50%  ปัญหาการจ่ายเงินเพื่อการบริหารจัดการสูงถึงร้อยละ 52 หรือประมาณ 4,785 ล้านบาท ขณะที่ใช้งบประมาณในการจ่ายสินไหมทดแทนประมาณ 4,534 ล้านบาท หรือ 48% เท่านั้น และประชาชนทุกคนเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์มีปัญหาจากการใช้สิทธิเมื่อเกิดอุบัติเหตุ กลไกการกำกับและการติดตามการใช้งบประมาณบริหารที่สูงเกินจริงจะทำได้อย่างไร

    4.       บริษัทประกันได้ประโยชน์แน่นอน 800 ล้านบาท หากเทียบเคียงจากระบบประกันภัยคุ้มครองผู้สบภัยจากรถ ที่รัฐบังคับให้เจ้าของรถทุกประเภทต้องทำประกันภัยนี้

              จึงใคร่ขอให้ ฯพณฯนายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาและยุติการดำเนินการที่อาจขัดต่อกฎหมาย และส่งผลกระทบต่อระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของประชาชนทั้งประเทศ และขอให้เร่งรัดการดำเนินการให้การใช้งบประมาณทั้งหมดราว 260,000 ล้านบาท พัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้มีประสิทธิภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม จัดระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอย่างเสมอภาคให้กับทุกคน ซึ่งงบประมาณเหล่านี้สามารถทำให้ทุกคนได้รับการดูแลรักษาทุกโรคอย่างเหมาะสม มีคุณภาพมาตรฐาน และเพียงพอสำหรับทุกคน

              จึงเรียนมาเพื่อพิจารณาและขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ที่สนับสนุนการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

     

    ด้วยความเคารพอย่างสูง

     

    เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ

    28 กันยายน 2559

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    คำนิวิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 6/2559 ระบุร่างรัฐธรรมนูญที่ กรธ. แก้ไขเรื่องคำถามพ่วง ยังไม่ชอบกับผลประชามติ จึงขอให้แก้มาตรา 272 ใหม่ เพื่อให้ผู้มีสิทธิเสนอ "ขอยกเว้นการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อ" เป็น "สมาชิกรัฐสภา" คือ ส.ส. และ ส.ว.แต่งตั้ง รวมจำนวนไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง และให้เริ่มนับระยะเวลา 5 ปีที่ใช้ตัวบทนี้ ตั้งแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตาม รธน.

    28 ก.ย. 2559 ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยที่ 6/2559 ว่า ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้แก้ไขส่วนที่เกี่ยวข้องตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ไม่ชอบกับผลการออกเสียงประชามติ และให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการแก้ไขตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวข้องในร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ดังนี้

    1.ผู้มีสิทธิเสนอขอยกเว้นการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อ คือ สมาชิกรัฐสภาจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

    2.กำหนดเวลาและวันเริ่มนับเวลาตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 วรรคหนึ่งและวรรคสอง คือ “ในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้”

    ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการแก้ไขตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งปรับแก้ถ้อยคำปรารภให้สอดคล้องกันต่อไป ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1 ) พุทธศักราช 2558 มาตรา 37/1

    ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย จรัญ ภักดีธนากุล, ชัช ชลวร, ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ, นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, บุญส่ง กุลบุปผา, ปัญญา อุดชาชน, วรวิทย์ กังศศิเทียม, อุดมศักดิ์ นิติมนตรี

    สำหรับร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ระบุว่า

    "มาตรา 272 ในวาระเริ่มแรก เมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 268 แล้ว หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ในกรณีเช่นนั้น ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้ ให้สภาผู้แทนราษฎรดําเนินการตามมาตรา 159 ต่อไป โดยจะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 หรือไม่ก็ได้"

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    28 ก.ย. 2559 รายงานข่าวจาก มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แจ้งว่า เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2559 ศาลจังหวัดปราจีนบุรีออกนั่งพิจารณาไต่สวนมูลฟ้องนัดที่ 6 คดีอาญา หมายเลขดำที่ อ.925/2558 กรณี ฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจ 7 นาย ได้แก่ พนักงานตำรวจสภ.เมืองปราจีนบุรี 2 นาย และพนักงานตำรวจกองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี 5 นาย โดย ฤทธิรงค์ กล่าวหาว่า ถูกเจ้าพนักงานตำรวจควบคุมตัวโดยมิชอบและนำตัวไปทำร้ายร่างกายเพื่อบังคับให้รับสารภาพในคดีซึ่งตนไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2552

    ฤทธิรงค์ โจทก์ ได้เบิกความตอบคำถามติงของทนายความโจทก์ ได้ความว่าในวันเกิดเหตุขณะที่อยู่ในห้องซึ่งเป็นที่เกิดเหตุและถูกทำร้ายร่างกายอยู่นั้น ไม่มีผู้ใดอยู่ในที่เกิดเหตุนอกจากตนกับเจ้าพนักงานตำรวจที่เป็นผู้ทำร้ายร่างกายตน โดยตนถูกรุมทำร้ายอยู่ภายในห้องที่ปิดประตูหน้าต่าง บานประตูติดฟิล์มดำ หน้าต่างมีผ้าม่านกั้น ซึ่งคำให้การดังกล่าวได้ขัดแย้งกับคำให้การของพยานบุคคลอื่น ๆ ของฝ่ายเจ้าพนักงานตำรวจ ที่ได้ให้การไว้ในชั้นไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ท. โดยแต่ละคนอ้างว่าได้อยู่ในที่ห้องที่เกิดเหตุด้วยและไม่พบเห็นเหตุการณ์เจ้าพนักงานตำรวจร่วมกันทำร้ายร่างกายนายฤทธิรงค์  ซึ่งนายฤทธิรงค์เชื่อว่าบุคคลที่ไปเป็นพยานให้การต่อ ป.ป.ท. เหล่านั้น ถูกอุปโลกน์และสร้างเรื่องขึ้น แล้วให้การเป็นเท็จต่อ ป.ป.ท. เพื่อช่วยเหลือเจ้าพนักงานตำรวจ

    หลังจาก ฤทธิรงค์ ได้เบิกความเสร็จสิ้นแล้ว ทนายความโจทก์ได้นำพยานอีก 1 ปากขึ้นเบิกความ คือ สมศักดิ์ ชื่นจิตร ซึ่งเป็นบิดาของฤทธิรงค์  โดย สมศักดิ์ เบิกความตอบทนายความโจทก์ สรุปได้ว่า ในวันเกิดเหตุ ตนทราบเรื่องลูกชายถูกตำรวจจับไปในตอนเย็น จึงได้ตามไปที่สถานีตำรวจ หลังลูกถูกนำตัวไปตรวจหาสารเสพติดและไม่พบว่ามีการเสพสารเสพติด จนกระทั่งนำตัวกลับไป สภ.เมืองปราจีนบุรี แล้วทำการปล่อยตัว โดยลูกไม่ถูกตั้งข้อกล่าวหาใด ๆ ทั้งๆ ที่ตนท้าให้ผู้หญิงที่อ้างว่าเป็นผู้เสียหายมาชี้ตัวลูกของตนว่าเป็นคนวิ่งราวทรัพย์ ว่าให้ผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ ตนจะได้ประกันตัวลูกไปสู้คดี เพราะขณะนั้นเป็นเวลาค่ามืดมากแล้ว แต่หญิงดังกล่าวกลับเรียกร้องจะเอาเงินห้าหมื่นบาทเท่านั้น ตนปฏิเสธ ก็ยังไม่ยอมแจ้งความร้องทุกข์  ตนจึงขับรถยนต์ประคองเส้นทางพาลูกชายซึ่งขี่จักรยานยนต์กลับ ถึงบ้านในเวลาประมาณ 3 ทุ่ม   ตอนแรกตนและภรรยายังไม่ทราบว่าลูกถูกทำร้ายร่างกาย จนกระทั่งสังเกตเห็นรอยช้ำที่รอบข้อมือทั้งสองข้างและลูกมีอาการสั่นในลักษณะหวาดกลัวมาก สอบถามลูกว่าเกิดเหตุการอะไรขึ้น แต่ลูกยังคงบ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถาม จีงได้ปลอมใจอยู่เป็นเวลานานให้หายจากอาการสั่นกลัวและเกลี้ยกล่อมให้เล่าความจริง ปลอบลูกอยู่กับพ่อแม่ปลอดภัยไม่มีใครทำอะไรได้แล้ว ลูกจึงได้เล่าเหตุการณ์ให้ทราบว่าพนักงานตำรวจร่วมกันทำร้ายร่างกายบังคับให้รับสารภาพว่าเป็นผู้วิ่งราวทรัพย์ ที่ไม่ยอมเล่าให้พ่อแม่ฟังแต่แรกเนื่องจากหวาดกลัวเพราะเจ้าพนักงานตำรวจที่ร่วมกันทำร้ายร่างกาย ได้พูดข่มขู่ว่าหากนำเรื่องดังกล่าวไปแจ้งให้ใครทราบจะอุ้มไปฆ่าทิ้งที่ภูเขา  เมื่อตนได้ตรวจดูตามร่างกายของลูก พบรอยช้ำที่ข้อมือ ต้นคอด้านหลัง สีข้าง และบริเวณท้อง จึงได้ถ่ายภาพบาดแผลนั้นไว้   วันรุ่งขึ้น (29 มกราคม 2552) ตนได้พาลูกชายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลบ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี และได้แจ้งความไว้เป็นหลักฐานที่สภ.บ้านสร้าง เรื่องเหตุการณ์ที่ลูกชายถูกทำร้ายร่างกายยังไม่จบคำซักถามปากนายสมศักดิ์

    มูลนิธิผสานวัฒนธรรม รายงานด้วยว่า เนื่องจากใกล้หมดเวลาราชการแต่ทนายความโจทก์ยังมีคำซักถามอีกมาก ศาลจึงมีคำสั่งให้เลื่อนไปสืบพยานปากนี้ต่อ ในวันที่ 3 ต.ค.นี้ เวลา 13.30 น. 

    ติดตามเรื่องราวที่ผ่านมาได้ที่เว็บไซต์ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม https://voicefromthais.wordpress.com/2016/09/25/ศาลจังหวัดปราจีนบุรี-ได/

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    28 ก.ย. 2559 นพดล หลาวทอง ทนายความ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอให้ทบทวนและวินิจฉัยสั่งการให้การสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดและคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบ

    นพดล กล่าวว่า กระบวนการสอบข้อเท็จจริงและสอบสวนของคณะกรรมการทั้งสองชุด ไม่เป็นไปตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรค 2 ที่วินิจฉัยว่า ยิ่งลักษณ์ ต้องรับผิดเพียงผู้เดียวกว่า 2 แสนล้านบาท เนื่องจากโครงการรับจำนำข้าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐไม่ได้เกี่ยวกับการค้ากำไรส่วนบุคคล  เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรฐานรากให้เกิดความแข็งแรง เพราะชาวนาเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของประเทศ หากให้นางสาวยิ่งลักษณ์รับผิดคนเดียวจึงไม่ถูกต้องตามกฎหมายอีกทั้งมติของคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง ที่ให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับผิดชอบใช้ค่าเสียหายทดแทนจำนวน 3.57 หมื่นล้านบาท จำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าความเสียหาย ขาย 1.78 แสนล้านบาท จาก การดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวฯ ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ เพราะยังไม่สามารถคิดสัดส่วนความเสียหายที่ต้องรับผิดได้ นอกจากนี้ในปัจจุบัน ยิ่งลักษณ์ เป็นอดีตเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่อาจนำพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ. 2539 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้ ดังนั้นกระบวนการตรวจสอบที่มีความเห็นว่า ยิ่งลักษณ์ ต้องรับผิดจากที่ได้ดำเนินการมาทั้งหมดนั้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบทั้งสิ้น ซึ่งที่ถูกต้องจะต้องดำเนินการตามกฏหมายละเมิดปกติที่ใช้บังคับกับบุคคลทั่วไป

    “ผมมาขอความเป็นธรรมให้กับนางสาวยิ่งลักษณ์ ในกรณีโครงการรับจำนำข้าวที่ถูกดำเนินคดีในขณะนี้ ว่ากระบวนการทุกอย่างควรจะต้องตรวจสอบให้เรียบร้อยก่อน ไม่ควรยกเว้นหรือเลือกปฎิบัติกับนางสาวยิ่งลักษณ์ ผมจึงต้องมายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมก่อน ที่คณะกรรมการทั้งสองชุดจะมีการดำเนินการในขั้นตอนต่อไป” นพดล กล่าว

    ประยุทธ์มอบ รมว.คลัง ลงนามเรียกค่าเสียหาย

    อย่างไรก็ตาม วานนี้ (27 ก.ย.59) พล.อ.ประยุทธ์ เปิดเผย ถึงกรณีการดำเนินคดีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ว่า จะมอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้ลงนามคำสั่งทางปกครอง เพื่อเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเป็นกระบวนการเดียวกันกับที่กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการไว้

    พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่ากรณีนี้เป็นหน้าที่ของกระทรวงคลัง และข้าราชการของกระทรวงที่รับผิดชอบ ในฐานะกรรมการตรวจสอบ และให้รัฐมนตรีลงนาม ในฐานะเจ้ากระทรวง ผมสามารถมอบหมายให้ลงนามแทนได้ ยืนยันว่า ดำเนินการส่งฟ้องศาล ทันอายุความ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 นี้

    สำหรับกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งเรียกค่าเสียหาย จาก ยิ่งลักษณ์ 20% หรือ 35,700 ล้านบาท จากความเสียหายทั้งหมด 178,000 ล้านบาท พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นการดำเนินการ ในฐานะที่อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบในโครงการนี้ และไม่ระงับยับยั้งโครงการ ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง.ได้แจ้งเตือน

    พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ส่วนความเสียหายที่เหลือ 80% หรือ 142,000 ล้านบาท ที่มีการฟ้องร้องผู้ที่กระทำทุจริตอีก 850 คดีนั้น จะมอบหมายให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ หรือ ศอตช. เข้าไปร่วมในการตรวจสอบหาผู้กระทำผิดในระดับผู้บริหาร ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่ต้องตรวจสอบหาผู้กระทำผิด และเรียกค่าเสียหายจากเจ้าหน้าที่รัฐ ข้าราชการ และเอกชน

    พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่า การใช้ ม.44 ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 56/2559 เรื่องการคุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐ และการดำเนินการต่อผู้ต้องรับผิด  ไม่ใช่เป็นการเข้าไปตัดสินคดีโครงการรับจำนำข้าว แต่เพื่ออำนวยความสะดวก ให้ข้าราชการมีการมั่นใจในการตรวจสอบคดีนี้

    “ผมมีหน้าที่อำนวยความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้ใช้อำนาจชี้ผิด ชี้ถูก แต่ปกป้องเจ้าหน้าที่ไว้ เพราะเขาไม่กล้า ที่ผ่านมามีการขู่ ผมต้องมีมาตรการของผมปกป้องเขา ไม่ใช่ปกป้องให้เขารังแกคน แต่ให้เขากล้าทำงานแค่นั่น ม.44 ไม่ใช่ไปตัดสินชี้ผิดชี้ถูก ไม่ได้ไปตัดสินจำนำข้าว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

    ส่วนกรณีที่ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะฟ้องกลับ ทั้งทางอาญาและทางแพ่ง กับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดนายกรัฐมนตรี ยืนยันไม่กังวลต่อเรื่องนี้ พร้อมย้ำว่า “ผมทำตามหน้าที่ ในการทำให้คดีความเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเท่านั้น”

     

    ที่มา สำนักข่าวไทย

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ที่มาภาพ เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'Army PR Center

    28 ก.ย. 2559 พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า จากนโยบายของกองทัพบกที่ได้ปรับปรุงและพัฒนาสิ่งปลูกสร้างภายในหน่วยทหาร รวมถึงสถานที่สำคัญที่อยู่ในความรับผิดชอบให้เป็นสถานที่สวยงาม เหมาะสมกับการใช้งาน โดยตลอดปีที่ผ่านมาได้ปรับปรุงและสร้างบ้านพัก อาคารสำนักงาน ภายในหน่วยทหารทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ทำให้กำลังพลมีที่พักอาศัยที่เหมาะสมกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต และหน่วยทหารหลายพื้นที่มีภูมิทัศน์ที่สวยงาม อาคารต่างๆ ถูกใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่

    “ในพื้นที่ส่วนกลาง กองทัพบกได้ปรับปรุงพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ ภายในกองบัญชาการกองทัพบก ถ.ราชดำเนินนอก ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ทันสมัย ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โดยขณะนี้การปรับปรุงเสร็จเรียบร้อย และจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ารับชมได้ตามปกติ ตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค. 2559 เป็นต้นไป โดยวันนี้ (28 ก.ย.) พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานประกอบพิธีบวงสรวงอัญเชิญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นประดิษฐาน ณ ที่ตั้งเดิม และพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ” รองโฆษกกองทัพบก กล่าว

    พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ ก่อตั้งมานานถึง 114 ปี ทำให้รูปแบบการนำเสนอและตัวอาคารบางส่วนชำรุดและไม่ร่วมสมัย ดังนั้น กองทัพบกจึงได้ปรับปรุงให้มีความทันสมัยเทียบเท่ากับพิพิธภัณฑ์ของนานาประเทศ พร้อมปรับเนื้อหาการจัดแสดงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นสถานที่เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ เสริมสร้างอุดมการณ์ความรักชาติ ความกล้าหาญ ให้กับกำลังพลในกองทัพและผู้ที่เข้าเยี่ยมชม ตลอดจนใช้เป็นสถานที่สำหรับการต้อนรับบุคคลสำคัญที่มาเยือนกองทัพบกด้วย

    สำหรับอาคารพิพิธภัณฑ์ฯ จัดแสดงทั้งหมด 3 ชั้น โดยปรับปรุงในชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 ส่วนชั้นที่ 1 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยังคงจัดแสดงในลักษณะเดิม ซึ่งภายในประกอบด้วย ห้องจัดแสดงอาวุธปืนที่ใช้ในราชการสงคราม ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จนถึงสมัยสงครามเวียดนาม ห้องจำลองเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ จำลองวีรกรรมการรบทางบก รวมถึงอาวุธประเภทฟันและแทงที่ใช้ในสมัยโบราณ

    ชั้นที่ 2 ประกอบด้วย ห้องจอมทัพไทย แสดงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของมหาราช 10 พระองค์ ด้วยภาพพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์และธงชัยเฉลิมพล อีกทั้งยังเป็นสถานที่ในการปฏิบัติภารกิจสำคัญของกองทัพบก และชั้นที่ 3 ห้องบารมีปกเกล้าฯ จัดแสดงพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แสดงภาพและประวัติอดีตผู้บัญชาการทหารบก รวมทั้ง “คฑาจอมพล” ที่แสดงด้วยกราฟฟิกบอร์ดและวีดิทัศน์ ผู้สนใจสามารถติดต่อเข้าชมเป็นหมู่คณะได้ในวัน-เวลาราชการ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ 0-2297-8058, 0-2297-7380 และ 0-2297-7347

     

    ที่มา : เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'Army PR Center' และ สำนักข่าวไทย

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai