Are you the publisher? Claim this channel


Embed this content in your HTML

Search



Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    นปช.ประกาศเลื่อนชุมนุมใหญ่ 18 เม.ย.ออกไปก่อน แจงไม่ได้ถอย แต่รอประเมินสถานการณ์ บอกมวลชนเตรียมตัวให้พร้อม หากสถานการณ์เปลี่ยนอาจชุมนุมเร็วกว่าเดิม ใช้พื้นที่เดิมถนนอักษะ พุทธมณฑล 

    17 เม.ย.2557 สำนักข่าวไทยรายงานว่า เมื่อเวลา 13.30 น. นายธนาวุฒิ วิชัยดิษฐ์ โฆษกแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า ในวันที่ 18 เม.ย.นี้ นปช.จะไม่ชุมนุมใหญ่ตามที่เคยประกาศไว้ เนื่องจากต้องประเมินสถานการณ์วันต่อวัน ยืนยันว่าไม่ใช่การถอย แต่จะชุมนุมต่อเมื่อมีสถานการณ์เท่านั้น และสิ่งที่ นปช.ต้องการคือ การชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ และไม่อยากเผชิญหน้ากับมวลชน โดยขอส่งสัญญาณไปยังกลุ่มอำมาตย์ว่า กลุ่ม นปช.จะสู้ไม่ถอยเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริง

    ส่วนกรณีนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง โพสต์เฟซบุ๊กตำหนิคนเสื้อแดงว่าไม่น่าคบ โฆษก นปช.กล่าวว่า คนเสื้อแดงก็ไม่อยากคบกับคนที่ไม่มีความเป็นกลางเช่นกัน และขอเรียกร้องให้นายสมชัยออกจากการเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งด้วย เพื่อให้ กกต.ได้ทำหน้าที่อย่างถูกต้องตามกระบวนการต่อไป

    ด้านนางธิดา ถาวรเศรษฐ ที่ปรึกษา นปช. กล่าวว่า ขณะนี้เกิดการถกเถียงกันว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของใคร จึงต้องทำความเข้าใจว่าอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงนั้นต้องเป็นของปวงชนชาวไทยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่วนการเสนอนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 7 ขององค์รัฏฐาธิปัตย์ ที่นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกลุ่ม กปปส. หรือคณะบุคคลใดจะเสนอมาไม่สามารถทำได้ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะที่มาของนายกรัฐมนตรีจะต้องมาจากสภาผู้แทนราษฎรที่คัดเลือกตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเท่านั้น จึงเป็นเหตุผลในการชุมนุม เพื่อยืนยันว่าประชาชนไม่ยอมรับการได้มาซึ่งอำนาจอื่นที่นอกเหนือไปจากอำนาจของประชาชน

    “ส่วนการนัดชุมนุมใหญ่จากเดิมที่เคยระบุว่าหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสิน แต่หากสถานการณ์เปลี่ยนไป นปช.อาจจะชุมนุมที่เร็วขึ้นกว่าเดิม จึงขอให้มวลชนคนเสื้อแดงเตรียมตัวให้พร้อม และคาดว่าสถานที่ในการจัดการชุมนุมจะเป็นสถานที่เดิม คือถนนอักษะ พุทธมณฑล และขอส่งสัญญาณไปยัง กกต.และองค์กรอิสระต่างๆ ว่าหากไม่ทำให้เกิดการเลือกตั้ง หรือตัดสินคดีให้บริสุทธิ์ยุติธรรม ประชาชนจะไม่ยอมอีกต่อไป และจะออกมาสู้เพื่อความเป็นธรรม ทั้งขอเตือนปลัดกระทรวงและรัฐวิสาหกิจต่างๆ ที่จะเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม กปปส.ว่าให้ลาออกจากตำแหน่งและเข้าร่วมขบวนการอย่างเต็มตัว อยากให้เข้าใจตรงกันว่าผู้ใดก็ตามที่หวังจะล้มล้างรัฐบาล ผู้นั้นคือคนที่ทำลายระบอบประชาธิปไตย” นางธิดา กล่าว 

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ทำบุญตั้งศาลรัฐธรรมนูญ 16 ปี "เจ้าคุณพิพิธ" ถามประธานศาล รธน. ขอนายกรัฐมนตรี ม.7 ถูกหรือไม่ ให้เวลาตอบ 7 วัน และเสนอให้ลงสัตยาบรรณยึดหลักรัฐธรรมนูญ ขณะที่เลขาฯ ศาล เผยตั้งศาลมา 16 ปี รับคำร้องแล้ว 1,203 คำร้อง วินิจฉัยแล้ว 667 กรณี กำลังดำเนินการ 4 คำร้อง ขณะที่ศาล รธน. เตรียมประชุม 23 เม.ย. พิจารณาคำร้องนายกฯ ขอขยายเวลาชี้แจงการโยกย้าย 'ถวิล เปลี่ยนศรี' ออกไปอีก 15 วัน

    17 เม.ย. 2557 - วันนี้ (17 เม.ย.) ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ถ.แจ้งวัฒนะ นายจรูญ อินทจาร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานพิธีทำบุญในโอกาสศาลรัฐธรรมนูญก่อตั้งครบรอบ 16 ปี มีคณะตุลาการศาล รธน. และเจ้าหน้าที่สำนักงานศาล รธน. เข้าร่วม นอกจากนี้มีการบรรยายธรรมโดยพระราชวิจิตรปฏิภาณ หรือเจ้าคุณพิพิธ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม กล่าวตอนหนึ่งขอร้อง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน และองค์กรอิสระอย่าคิดแบบศาล แต่ให้คิดเป็นเเบบศาลา คือมาพูดคุยกันเพื่อหาทางออก และจะต้องมียารักษาประเทศสองขนาน

    ขนานแรกได้แก่ หยุดความคิดว่าเราเป็นฝ่ายถูก ห่วงอนาคตของลูกหลาน ให้อภัยซึ่งกันเเละกัน อย่าเชื่อคำยุยงปลุกปั่น ผู้ที่มีความสามารถควรเสียสละออกมาช่วยแก้ปัญหา หยุดการฉ้อฉล

    ขนานที่สองได้แก่ ทุกฝ่ายต้องหยุดกล่าวว่า ตัวเองเป็นฝ่ายจงรักภักดีเพียงฝ่ายเดียว หยุดใส่ร้ายป้ายสีสถาบันฯ หยุดชักใยในที่แอบแฝง หยุดเเย่งชิงความเป็นใหญ่ ส่วนที่มีการขัดขวางไม่ให้ทำตามรัฐธรรมนูญ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระมีมติและลงสัตยาบันร่วมกันว่าจะทำตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพราะถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญก็จะไม่มีศาลและองค์กรอิสระ

    นอกจากนี้เจ้าคุณพิพิธได้ถามประธานศาลรัฐธรรมนูญด้วยวาจาว่าการขอนายกรัฐมนตรีมาตรา 7 ถูกต้องหรือไม่ โดยขอให้ตอบภายใน 7 วัน ทั้งนี้ตามรายงานของมติชน

    นอกจากนี้ สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์รายงานวันนี้ (17 เม.ย.) ว่า นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรี ยื่นขอขยายเวลาชี้แจงการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ที่จะครบกำหนดพรุ่งนี้ ออกไปอีก 15 วัน ว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว เบื้องต้นวันที่ 23 เมษายนนี้ ที่ประชุมศาลรัฐธรรมนูญ จะนำคำขอของนายกรัฐมนตรีมาพิจารณาว่า จะอนุญาติหรือไม่ หากอนุญาติจะขยายเวลาให้กี่วัน ส่วนข้อสงสัยการดำเนินการเรื่องนี้ จะเกินกรอบเวลาที่กฏหมายกำหนดหรือไม่ เห็นว่า นายกรัฐมนตรี ได้ใช้สิทธิ์ยื่นขอขยายเวลาภายในวันที่ 18 เมษายน ก่อนที่จะครบกำหนดตามกฏหมาย จึงถือว่าเป็นการปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ขณะเดียวกัน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่เคยหยิบยกประเด็น ที่ศาลถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า กระทำเกินกว่าที่กฏหมายกำหนดมาพิจารณา เพราะที่ผ่านมาพิจารณาคดีตามกระบวนการยุติธรรม ด้วยความชอบธรรม

    ทั้งนี้ ยืนยันว่า ศาลรัฐธรรมนูญ จะพิจารณาคดีนี้ตามกฏหมาย การเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมืองต่างๆ ไม่สามารถกดดันการทำหน้าที่ได้

    นายเชาวนะ ยังได้ชี้แจงผลการดำเนินงานของศาลรัฐธรรมนูญตลอด 16 ปีที่ผ่านมา ว่า ได้รับคำร้องไว้วินิจฉัยทั้งสิ้น 1,203 คำร้อง วินิจฉัยเสร็จสิ้น 667 คำวินิจฉัย ขณะนี้มีคำร้องอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 40 คำร้อง รูปแบบคำร้องมี 4 ลักษณะ ประกอบด้วย เกี่ยวข้องกับการขัดรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับพรรคการเมืองและการยุบพรรคการเมือง เกี่ยวกับรัฐสภาและองคฺกรตามรัฐธรรมนูญ และเกี่ยวกับสถานะของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยืนยันทุกคดี ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามหลักรัฐธรรมนูญอย่างครบถ้วน และเพื่อความชอบธรรม ขณะเดียวกัน ศาล รธน.ได้ประสานความร่วมมือกับศาลต่างประเทศด้วย เพื่อเชื่อมโยงการทำงานระดับสากล

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    6 องค์กรวิชาวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์เห็นพ้องผลักดันให้มี Thai PBO เพื่อเติมกลไกปฎิรูประบบการคลังประเทศ ตีแผ่ข้อมูล หวังช่วยให้การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดินภายใต้ระบอบประชาธิปไตยของไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


    เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2557 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จัดเสวนาสาธารณะเรื่อง “ปฎิรูประบบการคลังด้วย Thai PBO (Thai Parliamentary Budget Office)”  โดย ดร.สมชัย จิตสุชน ในฐานะหัวหน้าโครงการส่งเสริมการจัดตั้งสำนักงบประมาณประจำรัฐสภาหรือ Thai PBO พร้อมด้วยคณะนักวิจัย ได้ร่วมกันแถลงผลการศึกษา โดยระบุว่า Thai PBO ถูกออกแบบให้เป็นหน่วยงานวิเคราะห์งบประมาณแผ่นดินและระบบการคลังประจำรัฐสภาอย่างโปร่งใสและเป็นกลางทางการเมือง  เป็นอิสระจากรัฐบาล หน้าที่หลักคือติดตามข้อมูล วิเคราะห์งบประมาณและการคลังภาครัฐ เพื่อสนับสนุนการทำงานของสมาชิกรัฐสภาและสนับสนุนข้อมูลแก่สาธารณชน  

    Thai PBO จะมีส่วนสำคัญยิ่งในการเสริมสร้างวินัยทางการคลัง เนื่องจากในปัจจุบันกระบวนการติดตามและวิเคราะห์การใช้จ่ายเงินแผ่นดินโดยฝ่ายนิติบัญญัติและภาคประชาชนมีข้อจำกัดเรื่องการเข้าถึงข้อมูลและคุณภาพของการวิเคราะห์เมื่อเทียบกับฝ่ายบริหาร ทำให้ระบบตรวจสอบถ่วงดุลการใช้เงินแผ่นดินภายใต้ระบอบประชาธิปไตยไม่สามารถทำงานได้อย่างที่ควรจะเป็น Thai PBO จะช่วยสร้างสมดุลนี้ได้ ประเทศไทยขณะนี้ต้องการหน่วยงานแบบ Thai PBO อย่างเร่งด่วน โดยสามารถอาศัยกระแสการปฏิรูปในการผลักดันการจัดตั้งด้วยการออกเป็นกฏหมายที่รับรองความเป็นอิสระขององค์กรและของผู้อำนวยการ โดยพิจารณารูปแบบและทางเลือกต่างๆ ที่เหมาะสมกับบริบทประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานะทางกฏหมายขององค์กร การคัดเลือกผู้อำนวยการ การรับประกันความเพียงพอของงบประมาณ การเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการทำงานของ Thai PBO เป็นต้น

    สำหรับประเด็น “จะออกแบบและผลักดัน Thai PBO อย่างไร ให้เสริมสร้างวินัยการคลังได้จริง”ในวงเสวนาซึ่งประกอบด้วยคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์จาก 3 สถาบันการศึกษาคือ ม.ธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย  ผู้แทนธนาคารโลก และผู้แทนธนาคารพัฒนาเอเชีย ได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง สนับสนุนการมี Thai PBO ขึ้นในประเทศไทย  โดยเชื่อว่าจะเป็นกลไกช่วยสร้างวินัยการเงินการคลังให้เกิดการใช้จ่ายงบประมาณอย่างเหมาะสม  พร้อมกันนี้ได้ให้ข้อสังเกตสำคัญหลายประการ กล่าวคือ
    ศ.ดร.สกนธ์ วรัญญูวัฒนา คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า กลไกของ PBO (Parliamentary Budget Office) จะช่วยลดความบิดเบือนเรื่องงบประมาณและเรื่องกลไกนโยบายทางการคลังให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงช่วยเติมเต็มข้อมูลให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้การทำ PBO ต้องมีการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารให้สาธารณชนรับรู้ให้มากที่สุด โดยหัวใจของ PBO คือ ความเป็นกลาง ความมีอิสระจากหน่วยงานอื่น ความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ ความน่าเชื่อถือของกระบวนการ และต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน

    รศ.ดร.ชโยดม สรรพศรี คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า การจัดตั้ง Thai PBO ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่ต้องระวังคือความน่าเชื่อถือขององค์กร และเป้าหมายในการตรวจสอบ  โดยยึดประชาชนเป็นหลักในการเข้าถึงข้อมูล ที่สำคัญ Thai PBO ต้องมีโครงสร้างองค์กรที่มีความเข้มแข็งไม่สามารถแทรกแซงได้ รวมถึงต้องมีเครื่องมือการตรวจสอบที่หลากหลายและมีบุคลากรที่ได้รับการยอมรับในการตรวจสอบด้วย

    ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า Thai PBO มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเมืองระบบประชาธิปไตยของไทย จะมีส่วนช่วยให้ประชาชนรู้ต้นทุนของนโยบายที่พรรคการเมืองใช้หาเสียงเมื่อจะไปเลือกตั้ง และเมื่อรัฐบาลนำนโยบายที่หาเสียงเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา Thai PBO จะช่วยให้สมาชิกรัฐสภามีข้อมูลที่เป็นกลางถึงต้นทุนและผลกระทบทางการคลังของนโยบายเหล่านั้น  และเมื่อพิจารณาจากงบประมาณที่ต้องใช้ในการจัดตั้ง Thai PBO  ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับ การจัดตั้งจึงไม่มีความเสี่ยงแต่อย่างใด

    ดร.สมเกียรติ เสนอว่า ควรจัดตั้ง Thai PBO โดยยกร่างเป็นพระราชบัญญัติที่ผ่านการเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง  กำหนดให้ Thai PBO ต้องตรวจสอบการใช้เงินนอกงบประมาณและการใช้เงินขององค์กรกึ่งการคลัง มีบทลงโทษสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปกปิดข้อมูล  คณะกรรมการของ Thai PBO อาจมีนักการเมืองที่มีสัดส่วนเท่ากันระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเพื่อให้เกิดความสมดุล และเสริมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความอิสระจากการเมือง คณะกรรมการ ต้องมีหน้าที่รับประกันความเป็นอิสระขององค์กรด้วย  สำหรับตำแหน่งผู้อำนวยการ Thai PBO ควรมาจากการสรรหาและเป็นที่ยอมรับของคณะกรรมการทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลด้วยเสียงข้างมาก ไม่เป็นบุคคลที่เลือกข้างทางการเมือง และมีการตรวจสอบโดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน 

    ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนา บริหารศาสตร์(นิด้า) เปิดเผยว่า ควรมีกลไกในการวิเคราะห์งบประมาณที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย รวมทั้งไม่ควรทำงานซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น เช่น สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่สำคัญควรให้สาธารณชนมีส่วนรวมในการติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณได้ ซึ่งเชื่อว่า Thai PBO จะเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปกระบวนการงบประมาณให้เป็นแรงขับเคลื่อนในการสร้างวินัยการเงินการคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    Mr.Shabih Mohib  ผู้แทนธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย กล่าวว่า หัวใจแห่งความสำเร็จขององค์กร Thai PBO คือ การไม่เลือกข้างหรือไม่มีอคติทางการเมือง แต่มุ่งนำเสนอข้อเท็จจริง โดยการสร้างเครือข่ายและทำงานเชิงรุก ซึ่ง Thai PBO จะเป็นองค์กรที่มีส่วนสำคัญในการให้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจทั้งสมาชิกรัฐสภาและประชาชนได้เป็นอย่างดี
    ดร.ลัษมณ อรรถาพิช  ผู้แทนธนาคารพัฒนาเอเชีย สำนักงานผู้แทนประจำประเทศไทย ระบุว่า เห็นด้วยที่ไทยจะมีองค์กร Thai PBO แต่ยังคงเป็นห่วงในเรื่องความเป็นอิสระและความเป็นกลางของ Thai PBO ในการตรวจสอบนโยบายงบประมาณของรัฐบาล รวมทั้งสถานะขององค์กรดังกล่าวที่ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้องค์กร Thai PBO สามารถขับเคลื่อนการตรวจสอบงบประมาณให้เป็นไปได้ด้วยดี ซึ่งการทำงานดังกล่าวจะต้องมีกลไกของภาคประชาชนในการเข้ามาช่วยตรวจสอบด้วย

    อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการใช้งบประมาณไม่โปร่งใสของรัฐบาล และการใช้เงินนอกงบประมาณที่สูงขึ้นนอกเหนือจากนโยบายที่ระบุไว้ ดังนั้น วงเสวนาเชื่อว่า การจัดตั้ง Thai PBO ภายใต้การบริหารงานของผู้อำนวยการ PBO ที่มีความโปร่งใสในการทำงาน ไม่ฝักใฝ่พรรคการเมืองหรือไม่ชี้ช่องว่านโยบายใดถูกหรือผิด มีความน่าเชื่อถือ รวมทั้งมีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์การตรวจสอบ จะช่วยให้การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดินภายใต้ระบอบประชาธิปไตยของไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    นักข่าวออสเตรเลียและไทยจากเว็บไซต์ภูเก็ตหวานได้ประกันตัวในชั้นอัยการ ในคดีที่ถูกกองทัพเรือฟ้องหมิ่นประมาทจากการรายงานข่าวที่อ้างอิงรอยเตอร์ว่ากองทัพเรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการค้ามนุษย์โรฮิงญา 

     
    17 เม.ย. 2557 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อลัน มอร์ริสันและชุติมา สีดาเสถียร บรรณาธิการและนักข่าวเว็บไซต์ภูเก็ตหวาน ที่ถูกฟ้องร้องจากกองทัพเรือด้วยข้อหาหมิ่นประมาท และละเมิดพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ได้รับการประกันตัว หลังจากที่ทั้งคู่ได้เข้าไปรายงานตัวต่ออัยการเพื่อส่งตัวฟ้องและถูกคุมขังอยู่ที่ศาลจังหวัดภูเก็ตราว 5 ชั่วโมง
     

    ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก iLaw
     
    หลักทรัพย์ประกันในคดีนี้ทางอัยการได้กำหนดไว้คนละ 1 แสนบาท ซึ่งทางศูนย์กฎหมายและสิทธิชุมชนพื้นที่อันดามันได้เข้ามาช่วยเหลือในรูปแบบของสลากออมสินมูลค่า 2 แสนบาท 
     
    ทางอัยการได้กำหนดวันนัดพร้อมของคดีนี้ในวันที่ 26 พ.ค. ที่จะถึงนี้ เพื่อตรวจสอบพยานหลักฐานและกำหนดวันไต่สวนต่อไปในอนาคต 
     
    คดีดังกล่าวสืบเนื่องจาก เมื่อเดือน ก.ค. 56 สำนักข่าวภูเก็ตหวานเผยแพร่ "รายงานพิเศษเรื่อง : ทหารไทยได้รับผลประโยชน์จากการค้ามนุษย์ผู้อพยพทางเรือ" ซึ่งอ้างอิงแหล่งข้อมูลมาจากสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานชิ้นนี้มีการกล่าวพาดพิงว่าเจ้าหน้าที่กองทัพเรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา 
     
    ในเดือน ธ.ค. 56 กองทัพเรือจึงไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ตให้ดำเนินคดีทั้งสองคนฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาตรา 14(1)
     
    คดีนี้เป็นที่จับตายิ่งขึ้นหลังจากที่การรายงานข่าวกรณีโรฮิงญาโดยสำนักข่าวรอยเตอร์ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ประจำปี 2014 โดยข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ องค์กรสิทธิระหว่างประเทศอาทิ ฮิวแมนไรท์ วอทช์, ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน, พันธมิตรสื่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย ได้แสดงความกังวลต่อกรณีดังกล่าวเนื่องจากเป็นการคุกคามเสรีภาพสื่อมวลชนและเสรีภาพการแสดงออก
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    รองประธานวุฒิสภาเผยทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อขอคำยืนยันอำนาจผู้ทูลเกล้าฯ ถวาย พ.ร.ฎ.ขอเปิดประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญ 24 เม.ย. เพื่อแต่งตั้งกรรมการ ป.ป.ช. และถอดถอนนิคม ยืนยันการเปิดประชุมเป็นไปตาม รธน. และไม่เกี่ยวกับการเสนอนายกรัฐมนตรี ม.7

    17 เม.ย. 2557 - สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยรายงานว่า นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนประธานวุฒิสภา กล่าวภายหลังการประชุม สำนักเลขาธิการวุฒิสภาและฝ่ายกฎหมาย ว่า บ่ายวันนี้(17 เม.ย.) สำนักเลขาธิการวุฒิสภา จะทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง เพื่อขอคำยืนยันอำนาจผู้ทูลเกล้าฯ ถวายพระราชกฤษฎีกาขอเปิดประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญ ในวันที่ 24 เมษายนนี้ ทดแทนวันที่ 18 เมษายน เพื่อแต่งตั้งกรรมการป.ป.ช.คนใหม่ และดำเนินการกระบวนการถอดถอน นายนิคม ไวรัชพานิช ออกจากตำแหน่งประธานวุฒิสภา ทั้งนี้ หากไม่สามารถเปิดประชุมได้ทันวันที่ 24 เมษายนนี้ ยังสามารถเปิดประชุมวันที่ 30 เมษายนได้ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายตามกรอบเวลา 30 วัน ที่กฎหมาย ป.ป.ช.บัญญัติ

    นายสุรชัย กล่าวว่า ขณะนี้ยังมีความเห็นต่าง ระหว่างวุฒิสภาและคณะรัฐมนตรี ที่ยังยืนยันความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา และหากทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงเห็นต่าง จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัย แต่ส่วนตัวอยากให้คณะรัฐมนตรีและวุฒิสภา ทำความเข้าใจและได้ข้อสรุปร่วมกัน

    รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ยังกล่าวว่า การขอเปิดประชุมครั้งนี้ เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 132 และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาข้อร้องเรียนการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมยืนยันจะไม่เสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรี มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน และจะทำหน้าที่เป็นกลาง ในการควบคุมการประชุม แต่เป็นสิทธิของสมาชิกวุฒิสภา ที่จะเสนอเรื่องดังกล่าว แต่ต้องได้รับการรับร้องจากที่ประชุม

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    17 เม.ย. 2557 ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถ.แจ้งวัฒนะ นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. พร้อมด้วยรองเลขาธิการและผู้บริหารระดับสูงของ สปสช. แถลงข่าวและตอบข้อซักถามของสื่อมวลชน กรณีปลัดกระทรวงสาธารณสุขยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อมายังบอร์ด สปสช. และให้ตอบภายใน 2 สัปดาห์ โดยปลัด สธ.อ้างถึงกรณีที่ สตง. ทักท้วงการใช้จ่ายเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในส่วนบัญชี 6 ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ในฐานะ สปสช. สาขาจังหวัด และรองปลัด สธ.เสนอให้ยกเลิกการมอบหมายให้ สสจ.เป็นสาขาจังหวัดของ สปสช.เพราะผิดหลักการแยกผู้ซื้อและผู้ให้บริการออกจากกัน

    นพ.วินัย กล่าวว่า ประเด็นที่ สตง.ทักท้วงการใช้จ่ายเงินนั้น ไม่มีประเด็นการทุจริต แต่เป็นการใช้จ่ายเงินไม่ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ตรงตามประกาศ สปสช.

    “เมื่อมีการทักท้วงการบริหารเงินบัญชี 6 ของสาขาจังหวัด จาก สตง.จึงจำเป็นต้องตั้งบุคคลภายนอกที่เป็นกลางร่วมดูข้อเท็จจริงและถ้าเป็นการเข้าใจผิดหรือไม่จงใจให้เกิดความเสียหาย ก็จะได้ชี้แจงกับ สตง.ได้” เลขาธิการ สปสช.

    เลขาธิการ สปสช. กล่าวต่อว่า ปัญหาการทำงานร่วมและความเห็นที่แตกต่างระหว่าง สปสช.และ สธ.ที่เกิดขึ้นตั้งแต่มีกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ต่อเนื่องมาสิบกว่าปี แม้ว่าก่อนหน้านี้หลายอย่างได้คลี่คลายดีขึ้น แต่เมื่อมีการหยิบยกปัญหาขึ้นมาแล้ว ทาง สปสช.ก็ได้ให้ความสำคัญด้วยการตั้งทีมเจรจาไว้แล้วทั้งหมดเป็นผู้บริหารระดับสูง คือ เลขาธิการ รองเลขาธิการและผู้ช่วยเลขาธิการ เพื่อหาข้อสรุปร่วมกับ สธ. และถ้าเป็นประเด็นที่เกินอำนาจหน้าที่ ก็จะเสนอบอร์ด สปสช.พิจารณาต่อไป

    “หลักการทำงานของ สปสช.คือยึดถือประโยชน์ของประชาชนและผู้ป่วย โดยการแสวงหาความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะความร่วมมือจากกระทรวงสาธารณสุขที่ดูแลหน่วยบริการสาธารณสุขกว่า 800 แห่งและเครือข่าย รพ.สต.กว่า 12,000 แห่งทั่วประเทศ” เลขาธิการ สปสช.ย้ำ

    ต่อประเด็นข้อทักท้วงของ สตง. นพ.วีระวัฒน์ พันธ์ครุฑ รองเลขาธิการสปสช. กล่าวว่า สตง.ได้ตรวจสอบการใช้งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติปีงบประมาณ 2555 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการสุ่มตรวจสอบลงไปในระดับจังหวัด ทั้งหมด 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสระบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี ราชบุรี สมุทรสาคร ระยอง จันทบุรี และตราด โดยตรวจพบว่าสาขาจังหวัดมีการใช้เงินในบัญชี  6 ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ หรือไม่มีระเบียบ ประกาศของ สปสช.รองรับ ซึ่งไม่ใช่ประเด็นการทุจริต และเสนอให้ สปสช. และ สธ. ตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยคณะกรรมการชุดนี้ มีองค์ประกอบนอกจาก สปสช. และ สธ. แล้ว ยังมีตัวแทนจากสำนักงานอัยการสูงสุด ตัวแทนกรมบัญชีกลางและตัวแทนจากคณะกรรมการข้าราชการพลเรียน(กพ.) ร่วมด้วย ทั้งนี้จะมีการประชุมครั้งแรกในวันที่ 30 เม.ย.นี้ โดยกระบวนการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้จะทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นที่ สตง.ทักท้วงมา เพื่อเสนอ บอร์ด สปสช.พิจารณาต่อไป

    “การทักท้วงของ สตง. ส่วนใหญ่เกิดจากการตีความในมุมมองของ สตง. แต่หากเป็นคณะกรรมการที่อยู่ในสายงานด้านสาธารณสุข และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก ก็อาจจะมีมุมมองและความเห็นอีกแบบเพื่อไปอธิบายและชี้แจงในสิ่งที่ สตง.ทักท้วงได้” รองเลขาธิการ สปสช.กล่าว

    สำหรับประเด็นที่ปลัด สธ.ยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อ และรองปลัด สธ.ต้องการให้ สสจ.ยุติการทำหน้าที่เป็น สปสช.สาขาจังหวัด เพราะเป็นทั้งผู้ให้บริการและผู้ชื้อบริการ ทำให้ไม่ตรงกับหลักการแยกผู้ซื้อบริการและผู้ให้บริการออกจากกัน หรือที่เรียกว่า Provider Purchaser Spilt นั้น นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า สปสช. ตระหนักถึงปัญหาความทับซ้อนในบทบาทหน้าที่ของ สสจ.ดังกล่าวมาโดยตลอด และเห็นด้วยในหลักการที่ สธ.เสนอให้แยกบทบาทออกจากกัน รวมทั้งให้ยกเลิกประกาศหรือระเบียบการจัดสรรเงินผ่านบัญชี 6  อย่างไรก็ตามประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญที่อาจกระทบต่อหน่วยบริการและประชาชนในพื้นที่ จึงต้องมีเวลาตระเตรียมขยายความพร้อมของ สปสช.เขตพื้นที่ที่มีอยู่แล้ว 13 เขต รวมทั้งแสวงหาความร่วมมือจากภาคีต่างๆ เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และจะนำข้อเสนอทั้งหมดของปลัด สธ.เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในต้นเดือน พค.นี้ เพื่อให้ทันกับการประกาศใช้ ต.ค.ต้นปีงบประมาณ 2558 นี้

    สำหรับข้อเสนอให้ สปสช.ยกเลิกการจ่ายค่าตอบแทนล้างไตหรือค่าตอบแทนอื่นใดที่มีลักษณะเดียวกันนั้น รองเลขาธิการ สปสช. ชี้แจงว่าเป็นการจ่ายตามภาระงานเพื่อกระตุ้นให้ขยายการให้บริการและลดการรอคิวรับบริการของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายและอื่นๆที่ถ้าไม่ได้รับบริการแล้วจะเสียชีวิตหรือพิการ ซึ่งในอดีตมีปัญหาการบริการมีจำกัด และปัจจุบันปัญหาคิวรอรับบริการลดลงอยู่ในระดับปกติแล้ว สปสช. ก็ได้ยกเลิกหรือปรับให้หน่วยบริการเป็นผู้จ่ายค่าภาระงานด้วยตัวเองแล้ว ปี 57 นี้จึงไม่มีการมอบหมายให้ สปสช.สาขาจังหวัดจ่ายค่าภาระงานให้บุคคลากรโดยตรงแล้ว
     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ศาลพิจารณาอนุญาตให้ชุมชนสันติพัฒนาอยู่ในพื้นที่เป็นการชั่วคราวระหว่างการต่อสู้คดีที่ดินกับนายทุนสวนปาล์มสุราษฎร์ วางหลักทรัพย์ค้ำประกันจำนวน 3.7 ล้านบาท นัดพิจารณาหลักทรัพย์วันที่ 27 มิ.ย.57 
     
    17 เม.ย. 2557 ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีพิจารณาคำร้องขออยู่ในพื้นที่เป็นการชั่วคราวของชาวบ้านชุมชนสันติพัฒนา อ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี ในคดีที่บริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ฟ้องนายมนัส กลับชัย และชาวบ้านชุมชนสันติพัฒนารวม 9 คน เป็นจำเลย ในข้อหาร่วมกันบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่ ขณะนี้คดีดังกล่าวอยู่ในชั้นอุทธรณ์ 

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลพิจารณาอนุญาตให้ชุมชนสันติพัฒนาอยู่ในพื้นที่เป็นการชั่วคราวระหว่างการต่อสู้คดี โดยให้วางหลักทรัพย์ค้ำประกันจำนวน 3.7 ล้านบาท และนัดพิจารณาหลักทรัพย์วันที่ 27 มิ.ย. 2557 

    สุรพล สงฆ์รักษ์ ผู้ประสานงานสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) กล่าวว่า การฟ้องร้องคดีนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2552 โดยบริษัทฯ ยื่นฟ้องชาวบ้านโดยอ้างสิทธิ์ครอบครองพื้นที่ 1,486 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ทับซ้อนระหว่างพื้นที่ของ ส.ป.ก.จำนวน 276 ไร่ พื้นที่ นส.3 จำนวน 330 ไร่ และอีกกว่า 800 ไร่เป็นเขตป่าไม้ถาวร แต่เมื่อมีการตรวจสอบสิทธิ์พบว่าบริษัทดังกล่าวครอบครองพื้นที่ ส.ป.ก.โดยมิชอบ ขณะที่ชาวบ้านชุมชนสันติพัฒนายืนยันว่าตั้งชุมชนอยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก.และล่าสุด ส.ป.ก.ได้ส่งมอบพื้นที่ให้กับชุมชนแล้ว ภายหลังจากบริษัทฯ ได้ทำข้อตกลงเพื่อคืนพื้นที่ให้ ส.ป.ก.
     
    ทั้งนี้ ในกรณีที่ดิน 1,486 ไร่ บริษัทฯ ฟ้องร้องดำเนินคดีกับชาวชุมชนสันติพัฒนา แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ คดีอาญาในข้อหาบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น จำนวน 2 คดี และคดีแพ่งในข้อหาละเมิด ขับไล่ เรียกค่าเสียหาย จำนวน 2 คดี รวมค่าเสียหายในส่วนแพ่ง 15 ล้านบาท โดยอาศัยเหตุการณ์ วันเวลา และเนื้อที่พิพาทแปลงเดียวกัน

    สุรพล กล่าวด้วยว่า ระยะเวลา 2 เดือนชาวบ้านต้องหาหลักทรัพย์มาใช้ค้ำประกันเพื่อการอยู่ในพื้นที่จนกว่าการต่อสู้ทางคดีจนถึงที่สุดถือเป็นภาระที่หนักมากสำหรับเกษตรกรธรรมดา ซึ่งขณะนี้คงต้องหวังพึ่งเงินจากกองทุนยุติธรรมให้เข้ามาช่วยเหลือ แต่หากไม่ได้คงต้องมีการประชุมเพื่อจัดกิจกรรมระดมทุนกันต่อไป
     
     
     
    รายละเอียดและความคืบหน้าคดี
     
    1.คดีอาญาดำ 1912, 2131/2552 แดง 3738, 3739/2554 (รวมการพิจารณา 2 คดี)
    ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี โจทก์
    บริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) โจทก์ร่วม
    นายมนัส กลับชัย กับพวกรวม 9 คน จำเลย
    ข้อหา ร่วมกันบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น
     
    ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าจำเลยทั้งเก้ามีความผิดฐานร่วมกันบุกรุกจำคุก 1 ปี 6 เดือน คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษา
     
    2.คดีแพ่งดำ 1243/2551 แดง 138/2555
    ระหว่าง บริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด โจทก์
    นางอรพิน วัชรเฉลิม กับพวกรวม 3 คน จำเลย
    ข้อหา ละเมิด ขับไล่ เรียกค่าเสียหาย 5 ล้านบาท
     
    ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดิน 110 ไร่ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะออกไปจากที่พิพาท และชำระค่าเสียหายเดือนละ 15,000 บาท จนกว่าจะออกไปจากที่ดินพิพาท และชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ 30,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมเฉพาะทุนทรัพย์ที่ชนะคดี คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษา
     
    3.คดีแพ่งดำ 230/2552 แดง 953/2554
    ระหว่าง บริษัท สหอุตสาหกรรน้ำมันปาล์ม จำกัด โจทก์
    นายมนัส กลับชัย กับพวกรวม 12 คน จำเลย
    ข้อหา ละเมิด ขับไล่ เรียกค่าเสียหาย 10 ล้านบาท
     
    ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1, 3, 5-9, 11, 12 รื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดิน 110 ไร่ และชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำนวน 1,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาทจนกว่าจะขนย้ายฯ
     
    คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษาทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย ในส่วนของจำเลยขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ศาลมีคำสั่งอนุญาต และขอทุเลาการบังคับคดี ศาลยังไม่มีคำสั่งต้องรอให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้สั่งเกี่ยวกับการทุเลาการบังคับคดี
     
    ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2555 โจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดประกาศเพื่อจะดำเนินการรื้อถอนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เริ่มดำเนินการรื้อถอน 29 มิ.ย. 2555
     
    อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2555 ตัวแทนชาวบ้านชุมชนสันติพัฒนาได้เข้าประชุมร่วมกับ นายสถิตย์พงษ์ สุดชูเกียรติ รองเลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการสำนักปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมถึงกรณีดังกล่าว ซึ่งทาง สปก.ยืนยันบังคับคดีไม่มีสิทธิ์เข้าไปรื้อถอนชุมชนเพราะเป็นพื้นที่ สปก.และสปก.ได้ส่งมอบพื้นที่ไปแล้ว และมีการทำหนังสือแจ้งไปทางบังคับคดีระงับการรื้อถอน
     
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     

    17 เม.ย.2557 ที่ห้องพิจารณาคดี 406 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ผู้พิพากษานั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ  ที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้อง นาย อ.วัย 65 ปีว่ากระทำความผิดโดยการขายหนังสือกงจักรปีศาจ (The Devil’s Discus) ในที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่สวนลุมพีนีเมื่อ 2 พ.ค.49 โดยศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากยังมีเหตุแห่งความสงสัยว่า นายอ. ซึ่งเป็นเพียงผู้ขายหนังสือในลักษณะเร่ไปยังที่ต่างๆ จะรับทราบถึงข้อความ 6 ข้อความในหนังสือกงจักรปีศาจตามฟ้อง และในทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดของจำเลยอันจะทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยได้รู้ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว


    ภาพจากวิกิพีเดีย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในคำพิพากษาปรากฏการพิจารณาคดีนี้ใน 2 ประเด็น

    ประเด็นแรกเป็นส่วนของเนื้อหาในหนังสือว่าผิดมาตรา 112 หรือไม่ โดยอัยการได้ส่งฟ้อง 6 ข้อความจากหนังสือซึ่งหนากว่า 622 หน้าว่าเป็นข้อความที่เข้าข่ายความผิดมาตรา 112 ประเด็นนี้ศาลได้อ้างถึงคำให้การพยานโจทก์ซึ่งเป็นตำรวจสันติบาล, พยานผู้ให้ความเห็นซึ่งเป็นสมาชิกเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์, ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม พยานโจทก์ทั้งหมดมีความเห็นว่าได้อ่านข้อความตามที่พนักงานสอบสวนสำเนามาให้ โดยไม่ได้อ่านทั้งเล่ม แต่เท่าที่อ่านเห็นว่าเป็นข้อความที่เข้าข่ายมาตรา 112  ส่วนนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ พยานจำเลยซึ่งเป็นพยานรายเดียวที่อ่านหนังสือทั้งเล่มเห็นว่าหนังสือเล่มนี้ไม่เข้าข่ายความผิดและบทสรุปของหนังสือนั้นระบุว่าเหตุแห่งการสวรรคตของรัชกาลที่ 8 นั้นคือการปลงพระชนม์พระองค์เอง ท่ามกลางทฤษฎีต่างๆ ที่มีผู้สงสัย

    ศาลชี้ว่า หากผู้เขียนต้องการพิสูจน์ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลปลงประชนม์พระองค์เองก็สามารถเขียนถึงความเชื่อโดยยกเหตุผลขึ้นมากล่าวอ้างได้โดยไม่ต้องกล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และนำพระองกค์เข้ามาเกี่ยวข้องให้ต้องเสื่อมเสียพระเกียรติยศ อีกทั้งผู้เขียนก็ไม่มีหลักฐานมายืนยันหรือสนับสนุนความเห็นของตนเองด้วย เช่นนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้เขียนมีเจตนาให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง  ส่วนข้ออ้างที่ว่าต้องอ่านหนังสือทั้งเล่มจึงจะบอกได้ว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือไม่นั้น เห็นว่า ข้อความทั้งหกตามฟ้องอ่านแล้วได้ใจความ มีความหมายเข้าใจได้โดยไม่ต้องอ่านหนังสือทั้งเล่ม

    ประเด็นที่สอง จำเลยมีความผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลระบุว่าเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยมีแผงขายของในที่ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งมีสินค้าหลากหลายทั้งเสื้อ หมวก กองหนังสือเก่า ตำรวจนอกเครื่องแบบอยู่บริเวณดังกล่าวในเวลาประมาณ 20.30 น.ของวันที่ 2 พ.ค.49 และเห็นว่าบนกองหนังสือด้านบนมีหนังสือฟ้าเดียวกันฉบับที่ถูกแบน ใต้หนังสือฟ้าเดียวกันมีหนังสือกงจักรปีศาจและหนังสือการเมืองสมัยท้าวสุรนารี จึงได้ซื้อหนังสือกงจักรปีศาจและการเมืองสมัยท้าวสุรนารี ในราคาเล่มละ 500 บาท ส่วนจำเลยระบุ มีอาชีพขายของตามที่ชุมนุม กรณีที่เป็นคดีนี้เพราะมีคนมาฝากขายหนังสือดังกล่าว 2 เล่มจึงรับไว้ โดยไม่ได้เปิดดูและไม่เคยอ่านหนังสือดังกล่าว การฝากขายหนังสือเป็นเรื่องปกติ ผู้ที่มาฝากจะมารับเงินหลังจากงานเลิก อย่างไรก็ตาม จำเลยไม่ใช่ผู้เขียน ผู้แปล การจะฟังว่าจำเลยมีความผิด จำเลยต้องรู้ข้อเท็จจริงว่ามีข้อความทั้ง 6 ข้อความในหนังสือ นอกจากนี้โจทก์ไม่ได้มีพยานยืนยันว่าจำเลยรู้ถึงข้อความในหนังสือมาก่อน ยังมีความสงสัยว่าจำเลยเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นกับ 6 ข้อความตามฟ้อง การที่จำเลยนำหนังสือมาวางขาย ยังถือไม่ได้ว่ามีเจตนากระทำความผิดตามมาตรา 112 คดีอาญา โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้สิ้นสงสัย กรณีนี้ยังมีความสงสัยจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

    พิพากษายกฟ้อง และให้ริบหนังสือกงจักรปีศาจของกลาง  ลงชื่อผู้พิพากษา นายวิรัตน์ กาญจนเลขา, นางสาวกฤษณา จิตวิริยะยิ่งยง


    ภาพทนายและจำเลย (ซ้ายสุด) เดินทางกลับบ้านหลังฟังคำพิพากษา

    นายยิ่งชีพ อัฌชานนท์ หนึ่งในทีมทนายจำเลย ให้สัมภาษณ์ภายหลังฟังคำพิพากษาว่า คำพิพากษาในคดีนี้ได้สร้างบรรทัดฐานบางประการเกี่ยวกับการพิจารณาเนื้อหาใดๆ ว่าอะไรหมิ่นหรือไม่ โดยศาลสั่งว่า แค่ข้อความบางส่วนก็สามารถชี้ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องอ่านข้อเขียนหรือหนังสือนั้นทั้งหมด ในกรณีนี้พยานโจทก์ทั้งหมดไม่มีใครได้อ่านหนังสือทั้งเล่มเลย มีแต่เพียงนายสุลักษณ์ ซึ่งเป็นพยานจำเลยคนเดียว ศาลน่าจะให้น้ำหนักกับปากที่อ่านหนังสือทั้งหมดทั้งภาคไทยและอังกฤษ แต่ศาลกลับชี้ว่าเป็นพยานที่ไม่มีน้ำหนัก ไม่น่าเชื่อถือ พร้อมหยิบยกพยานโจทก์ซึ่งได้อ่านเพียงสำเนาที่พนักงานสอบสวนนำไปให้ 10 กว่าหน้า

    อย่างไรก็ตาม น่ายินดีที่ศาลพิจารณายกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามหลักการทางกฎหมาย เนื่องจากพยานโจทก์ทั้งหมดไม่มีใครนำสืบได้เลยว่าจำเลยรับรู้ถึงเนื้อหามาก่อน และจำเลยก็ได้ปฏิเสธมาตั้งแต่แรกเริ่ม เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่ควรดำเนินคดีจนถึงชั้นพิจารณาคดี

    เขาเห็นว่า แม้จำเลยในคดีนี้จะไม่ต้องติดคุกแต่คำพิพากษาก็ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ต้องการปรามและบอกแก่สาธารณะว่าเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ผิดตามมาตรา 112

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในการฟังคำพิพากษาในวันนี้ จำเลยเดินทางมาศาลเพียงลำพัง พร้อมกับทีมทนายความและจำเลยหลั่งน้ำตาหลังฟังพิพากษาเสร็จสิ้น

    ทั้งนี้ นาย อ. เคยถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 1 คืนหลังอัยการสั่งฟ้องเมื่อ 27 ส.ค.56 โดยในวันรุ่งขึ้นได้รับการประกันตัว ใช้เงินสด 300,000 บาทจากเงินกองทุนยุติธรรมของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

    หนังสือกงจักรปีศาจเคยเป็น ‘หนังสือต้องห้าม’ ตามคำสั่งที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ห้ามการขายหรือจ่ายแจกและให้ยึดสิ่งพิมพ์ โดยเจ้าพนักงานการพิมพ์ ลงวันที่ 31 พ.ค.49 ลงนามโดย พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร.ในขณะนั้น ก่อนจะมีการออก พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ ฉบับใหม่ พ.ศ.2550

    ส่วนข้อมูลจากเว็บไซต์วิกิพีเดียระบุว่า กงจักรปีศาจตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2507 โดยสำนักพิมพ์แคสเซลล์ (Cassell) รัฐบาลไทยได้สั่งห้ามตีพิมพ์ในทันทีและตัวผู้เขียนเองก็ถูกห้ามเข้าประเทศไทยด้วยเช่นกัน จากนั้นหนังสือเล่มนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยโดย ร.อ.ชลิต ชัยสิทธิเวช ในปี พ.ศ. 2517 และมีการหมุนเวียนขายอยู่ในตลาดมืดในประเทศไทย โรงพิมพ์ที่ตีพิมพ์หนังสือฉบับภาษาไทยโดนเผาทำลาย  เนื้อหาของหนังสือเป็นแนวสืบสวนการสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล แบ่งเป็น 4 บท โดยบทท้ายมีข้อสรุปของผู้เขียนที่ว่าคำอธิบายที่น่าพอใจคือทรงกระทำอัตวินิบาตกรรมปลงพระชนม์ตัวพระองค์เอง เขาสนับสนุนทฤษฏีความสัมพันธ์ระหว่างสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลและเพื่อนนักศึกษานิติศาสตร์ แมรีเลน เฟอร์รารี (Marylene Ferrari) ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ได้รับการยอมรับในกลุ่มสนับสนุนสถาบันกษัตริย์ในสยาม

     

    อ่านรายละเอียดคดีได้ http://freedom.ilaw.or.th/case/485#detail

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    พ่อแม่แจ้งจับลูกสาว ผิดมาตรา 112 พร้อมคลิปหลักฐาน 7 คลิป เผยที่ผ่านมาถูกคุกคามต่างๆ นานา ขณะลูกสาวอยู่ลอนดอน ได้สัญชาติอังกฤษแล้ว แจงไม่รู้เห็นด้วย และเคยเตือนแล้วแต่ไม่ฟัง

    17 เม.ย. 2557 เว็บไซต์ไทยโพสต์ รายงานว่า วันนี้ ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายสุรพงศ์ อายุ 67 ปี และ นางสมจินตนา  อายุ 59 ปี เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ บก.ป.เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.ฉัตรวดี หรือ “โรส” อายุ 34 ปี  ซึ่งบุตรสาวคนเล็กของนายสุรพงศ์ และนางสมจินตนาเอง ในความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยนำแผ่นดีวีดีบันทึกภาพและเสียงของ น.ส.ฉัตรวดี ที่มีการกล่าวพาดพิงสถาบันเบื้องสูง รวม 7 คลิป มอบให้พนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐาน

    นายสุรพงศ์ และ นางสมจินตนา เปิดเผยว่า เหตุที่ต้องเข้าแจ้งความดำเนินคดีบุตรสาวตนเอง เป็นเพราะช่วงเวลาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก ถูกต่อว่า ถูกโทรศัพท์มาคุกคามต่างๆ นานา หลังจากบุตรสาวซึ่งไปทำงานเป็นช่างผม หรือแฮร์สไตลิสต์ ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้ถ่ายคลิปวิดีโอคำพูดซึ่งมีการพาดพิงสถาบันเบื้องสูง อันเป็นที่เคารพรักของประชาชนชาวไทย แล้วถูกเผยแพร่ทางเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์

    พ่อและแม่ของ น.ส.ฉัตรวดี เปิดเผยด้วยว่า เรื่องที่เกิดขึ้นพวกตนไม่ได้รู้เห็นเป็นใจกับการกระทำผิดของบุตรสาว จึงต้องเข้าแจ้งความเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน ขณะนี้ก็ยังติดต่อกับบุตรสาวได้บ้างไม่ได้บ้าง เคยบอกเตือนให้หยุดกระทำแบบนี้ แต่บุตรสาวก็ไม่ฟัง เขาก็ไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษ นานแล้วตอนนี้ก็ได้สัญชาติอังกฤษ ลงหลักปักฐานอยู่ที่นั่น พวกตนก็ไม่เคยบังคับอะไรบุตรสาวเลย ก็อยากขอความเห็นใจจากคนในสังคมว่า “ลูกกระทำผิดก็ไม่ใช่ว่าพ่อแม่ต้องผิดไปด้วยเพราะไม่ได้รู้เห็นเป็นใจ”

    ขณะที่ พ.ต.อ.ประสพโชค กล่าวว่า กรณีดังกล่าวตนได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนได้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว หากพบว่าเป็นความผิดจริงแม้จะเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร แต่ถือว่าเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายไทย มีการเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต โดยการสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินคดีนั้นคงต้องทำงานร่วมกับทางอัยการสูงสุดต่อไป

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ทำจดหมายเปิดผนึก ถามจุดยืน อมรา พงศาพิชญ์ กรรมการสิทธิและองค์กรสิทธิไทยและเทศ ถึงจุดยืนต่อไอเดียตั้ง หวั่นหากเกิดองค์กรดังกล่าวจริงอาจนำไปสู่ 6 ตุลา


     เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

    17 เม.ย. 2557 กรณี พลตรี นายแพทย์ เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เสนอไอเดียตั้งองค์กรเก็บขยะแผ่นดิน เพื่อจัดการกับผู้ที่หมิ่นสถาบันกษัตริย์ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนนวมินทราชูทิศ เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง อมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กรรมการ กสม. และ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนทั้งไทยและเทศ เพื่อถามถึงจุดยืนขององค์กรสิทธิมนุษยชนต่อองค์กรเก็บขยะแผ่นดิน

    เนติวิทย์ วิจารณ์ด้วยว่า องค์กรเก็บขยะแผ่นดินดังกล่าว นอกจากจะมีชื่อที่ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แล้ว  เนื้อหาสาระที่นำเสนอมานั้นก็เป็นไปเพื่อกระตุ้นให้เกิดความเกลียดชังกันจากการตั้งรางวัลให้ การมุ่งร้ายกันจากการลงทัณฑ์ทางสังคม และปิดกั้นซึ่งสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน พร้อมชี้ด้วยว่า ในที่สุด หากเกิดองค์กรดังกล่าว จะทำให้สังคมไทยเต็มไปด้วยความหวาดระแวง ตกอับด้านการถกเถียงกันอย่างมีสติปัญญามีเหตุมีผล และอาจนำไปสู่การฆ่าฟัน และซ้ำรอยเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ได้

     

    เนื้อหาจดหมายมีดังนี้

    pridisewa@gmail.com
    17 เมษายน 2557
    เรียน ศาสตราจารย์กิตติคุณ อมรา พงศาพิชญ์ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทุกท่าน และ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนทั้งไทยและเทศ
    เรื่อง แสดงความเห็นและขอทราบจุดยืนขององค์กรสิทธิมนุษยชนต่อองค์กรเก็บขยะแผ่นดิน
       
    อันเนื่องมาจากมีข่าวว่าจะมีการวางแผนจัดตั้ง องค์กรเก็บขยะแผ่นดิน โดยแรกเริ่มมาจากเฟซบุ๊กของ พลตรี นายแพทย์ เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ซึ่งองค์กรดังกล่าวไม่ได้ต้องการเก็บขยะนำไปรีไซเคิล หรืออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอันเป็นสิ่งควรอนุโมทนาแต่อย่างใด หากองค์กรดังกล่าวเป็นไปเพื่อต้องการกวาดล้างเอากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาเล่นงานประชาชน โดยเห็นว่าคนที่คิดต่างจากพวกพ้องของตนเป็นขยะ เป็นสิ่งที่ควรกวาดล้างออกไป เพียงแค่ชื่อองค์กรก็เห็นอย่างชัดเจนถึงการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แล้ว แลเนื้อหาสาระที่เขานำเสนอมานั้นก็เป็นไปเพื่อกระตุ้นให้เกิดความเกลียดชังกัน (ตั้งรางวัลให้) การมุ่งร้ายกัน (การลงทัณฑ์ทางสังคม) และปิดกั้นซึ่งสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน
     
    ในที่สุดถ้าองค์กรดังกล่าวบังเกิดได้ (ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีของสาธารณชนแล้ว) ย่อมทำให้สังคมไทยเต็มไปด้วยความหวาดระแวง ตกอับด้านการถกเถียงกันอย่างมีสติปัญญามีเหตุมีผล และอาจนำไปสู่การฆ่าฟัน โดยอาจจะซ้ำรอยเหตุการณ์สังหารโหด 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ก็ยังได้

    องค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ จะสามารถนิ่งเฉยต่อเรื่องนี้ไปได้ละหรือ หรือจะรอท่าทีอีกอย่างไร สมควรแสดงมติออกมาให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนในการยืนหยัดข้างสิทธิมนุษยชนมิใช่หรือ อย่างน้อยที่สุดก็เป็นเสียงแห่งมโนธรรม เป็นหน้าที่ที่ได้ทำแล้ว

    ข้าพเจ้าเป็นพลเมืองไทย เยาวชนไทยจะนิ่งเฉยให้สังคมดิ่งลงสู่ความมืดมิดได้ละหรือ ไม่เป็นห่วงไม่เป็นกังวลต่อเรื่องดังกล่าวย่อมนี้ไม่ได้ จึงได้เขียนมาด้วยความกังวลใจ และขอให้องค์กรของท่านโปรดแสดงจุดยืนให้ประจักษ์ชัดแจ้ง

    ด้วยความเคารพนับถือ

    (นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล)

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ศอ.รส.ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อฝ่ายต่างๆ เพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย ด้าน ‘ชวนนท์’ เตรียมเอาผิด แถลงการณ์ ศอ.รส.ยกชุด ชี้เข้าข่ายฐานกบฏ 8 ข้อ ล่วงอำนาจตุลาการ จี้ ‘ยิ่งลักษณ์’ เร่งเอาผิด
     
    17 เม.ย. 2557 เว็บไซต์ thaigov.go.thรายงานว่า เวลา 13.00 น.ที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ นายชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รองผู้อำนวยการ ศอ.รส. พร้อมด้วย นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขาธิการ ศอ.รส. และ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ ผกก.ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค 1 รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คณะทำงานเลขาธิการ ศอ.รส. แถลงการณ์ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ฉบับที่ 1 เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อฝ่ายต่าง ๆ เพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย ดังนี้
     
    ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. เป็นหน่วยงานพิเศษที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล โดย ศอ.รส. มีภารกิจสำคัญในการสนธิกำลังทั้งข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ และข้าราชการพลเรือน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงต่างๆ เพื่ออำนวยการและปฏิบัติการให้เกิดความเรียบร้อยในทุกๆ มิติ ทั้งในเขตพื้นที่รับผิดชอบ และสังคมในภาพรวม
     
    ตลอดเวลา 30 วันที่ได้มีการจัดตั้ง ศอ.รส. ให้ทำหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการทั้งปวงให้เกิดความสงบเรียบร้อยได้ตลอดมาในระดับหนึ่งนั้น ขณะนี้มีข้อมูลอย่างเพียงพอที่ได้บ่งชี้ว่าจะเกิดความรุนแรงและเหตุร้ายขึ้นในเขตพื้นที่รับผิดชอบของศอ.รส. โดยเฉพาะการระดมจัดมวลชนให้มีการชุมนุมใหญ่ทั้งของ กปปส. และ นปช. และกลุ่มอื่น ๆ ในลักษณะท้าทายและแข่งขันกัน ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือการวินิจฉัยขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ 2 องค์กร คือคณะกรรมการ ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ
     
    กล่าวคือคณะกรรมการ ป.ป.ช. กำลังจะวินิจฉัยว่านางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ทำให้รัฐเสียหาย กรณีโครงการรับจำนำข้าวหรือไม่ ซึ่งหากวินิจฉัยว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวมีมูลแล้ว นายกรัฐมนตรีต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ซึ่งกรณีเช่นนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงว่านายกรัฐมนตรีจะต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามมาตรา 181 หรือจะให้รองนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเข้าปฏิบัติหน้าที่แทนเพื่อให้คณะรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้โดยไม่เกิดสุญญากาศทางการบริหารประเทศ
     
    ในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญนั้นกำลังจะมีคำวินิจฉัยว่านางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกระทำการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ตามมาตรา 266 แห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายกรัฐมนตรีกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 266 ดังกล่าว รัฐมนตรีทั้งคณะก็จะต้องพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 180 ซึ่งแม้มาตรา 181 จะบัญญัติให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ แต่ก็มีการคาดการณ์ล่วงหน้าแล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญจะได้วินิจฉัยเกินจากรัฐธรรมนูญ คือวินิจฉัยว่าคณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งโดยจะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 181 อีกไม่ได้
     
    ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดสุญญากาศตามที่ กปปส. และกลุ่มเคลื่อนไหวบางกลุ่มต้องการเพื่อนำไปสู่การทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ซึ่งมีการอ้างมาตรา 3 และมาตรา 7 ในขณะที่กลุ่ม นปช. และกลุ่มเคลื่อนไหวบางกลุ่มก็จะไม่ยอมรับการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เกินจากรัฐธรรมนูญเช่นนี้ ตลอดจนการวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ดังกล่าวข้างต้นด้วย ซึ่งขณะนี้ก็ได้ปรากฏเป็นข้อมูลและข้อเท็จจริงของการเผชิญหน้าและการท้าทายที่จะจัดการชุมนุมใหญ่ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย และจะนำไปสู่การปะทะกันและก่อเหตุร้ายต่อกันและกันแล้ว
     
    ศอ.รส. มีความกังวลและห่วงใยต่อสถานการณ์ในขณะนี้เป็นอย่างมากเพราะขณะนี้ความขัดแย้งและการจัดแนวร่วมของแต่ละฝ่ายขยายตัวในวงกว้างมีกลุ่มประชาชนที่สนับสนุนและคัดค้านแต่ละฝ่ายจำนวนมาก และมีการกล่าวหาว่าองค์กรอิสระบางองค์กรเป็นแนวร่วมกับบางกลุ่มด้วย ตลอดจนมีความพยายามจัดการเลือกตั้งให้เนิ่นช้าออกไปเพื่อให้ปัญหาลุกลามและเกิดสุญญากาศตามแนวทางของบางฝ่าย
     
    เพื่อบรรลุภารกิจของ ศอ.รส. ซึ่งเป็นหน่วยงานพิเศษที่รับผิดชอบแก้ไขปัญหาความไม่สงบอันเกิดจากความขัดแย้งอย่างรุนแรงในขณะนี้ ศอ.รส. โดยมติที่ประชุมเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 ซึ่งมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการ ศอ.รส. นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประธานที่ปรึกษา ศอ.รส. นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษา ศอ.รส. นายชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะรองผู้อำนวยการ ศอ.รส. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองผู้อำนวยการ ศอ.รส. พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศอ.รส. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ในฐานะเลขาธิการ ศอ.รส. และหัวหน้าส่วนราชการหรือผู้แทนซึ่งรวมเป็นฝ่ายบริหาร และที่ปรึกษา ศอ.รส. อันประกอบด้วยทหารทุกเหล่าทัพ ตำรวจ พลเรือน และหน่วยงานด้านความมั่นคงทุกหน่วย ซึ่งได้ร่วมประชุมปรึกษากันแล้ว เห็นสมควรออกแถลงการณ์ฉบับนี้เพื่อเรียกร้องต่อองค์กรกลุ่มบุคคล คณะรัฐมนตรี และกลุ่มแกนนำผู้ร่วมชุมนุมตลอดจนพี่น้องประชาชน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างสถานการณ์หรือแก้ไขสถานการณ์ไม่ให้เกิดความรุนแรง หรือรักษาความสงบเรียบร้อยโดยขอให้แต่ละฝ่ายดำเนินการดังต่อไปนี้
     
    1. คณะกรรมการ ป.ป.ช.ด้วยความเคารพต่อองค์กรและเห็นถึงบทบาทอันสำคัญ แต่มีความกังวลในตัวคณะกรรมการบางคน ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาดำเนินคดีและมีคำวินิจฉัยต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในกรณีโครงการรับจำนำข้าวอย่างตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยไม่เลือกปฏิบัติเป็น 2 มาตรฐานที่แตกต่างกันระหว่างคนของพรรคฝ่ายค้านและกับพรรคฝ่ายรัฐบาล โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะต้องปฏิบัติตามจริยธรรมอันเป็นมาตรฐานสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ด้วย
     
    2. ศาลรัฐธรรมนูญด้วยความเคารพต่อองค์กรและเห็นถึงความสำคัญ แต่มีความกังวลในตัวตุลาการบางคน ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาและมีคำวินิจฉัยต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในกรณีการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี อย่างตรงไปตรงมา เพราะเมื่อเป็นการกระทำในอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีแล้วก็ไม่อาจเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงได้ และประการสำคัญอย่างยิ่งศาลรัฐธรรมนูญจะต้องไม่วินิจฉัยเกินเลยไปถึงขนาดว่าหากความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงแล้ว รัฐมนตรีทั้งคณะจะต้องพ้นจากตำแหน่งไปตามมาตรา 180 โดยจะอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ตามมาตรา 181 อีกไม่ได้ ซึ่งจะเป็นการวินิจฉัยเกินกว่ารัฐธรรมนูญ โดยศาลรัฐธรรมนูญจะต้องปฏิบัติตามจริยธรรมและคำถวายสัตย์อันเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องยึดถือในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย
     
    3. คณะรัฐมนตรีศอ.รส. ขอเรียกร้องว่าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกินกว่ารัฐธรรมนูญตามที่กล่าวมาในข้อ 2 แล้ว คณะรัฐมนตรีจะต้องแก้ไขปัญหามิให้เกิดสุญญากาศเพราะเมื่อศาลรัฐธรรมนูญจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญเสียเอง คณะรัฐมนตรีก็ชอบที่จะทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชวินิจฉัยว่าคณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากการอยู่ในตำแหน่งตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกินจากรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะคณะรัฐมนตรีได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง การจะพ้นไปก็สมควรที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พ้นไป มิใช่ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ชี้ขาดเสียเองโดยฝ่าฝืนมาตรา 181 ดังกล่าว โดยในระหว่างทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชวินิจฉัยนั้นให้กราบบังคมทูลด้วยว่าคณะรัฐมนตรีจะคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามมาตรา 181 การทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชวินิจฉัยเช่นนี้ก็เพื่อให้เกิดข้อยุติอันจะนำมาซึ่งความสงบสุขของบ้านเมืองโดยมิต้องเกิดการใช้กำลังของกลุ่มคน 2 กลุ่มเข้าก่อเหตุร้ายต่อกัน และป้องกันมิให้คณะรัฐมนตรีกระทำผิดตามมาตรา 181 ด้วย
     
    ศอ.รส. เห็นว่ามาตรา 181 เป็นหลักการอันสำคัญของการบริหารประเทศที่ป้องกันไม่ให้เกิดสุญญากาศหรือช่องว่างโดยจะไม่มีรัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้เป็นอันขาดในทุก ๆ กรณี ซึ่งในอดีตรัฐธรรมนูญทุกฉบับก็บัญญัติไว้ทำนองเดียวกับมาตรา 181
     
    อนึ่ง ข้อเรียกร้องดังกล่าวข้างต้นนั้นรวมถึงกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะได้วินิจฉัยว่าข้อกล่าวหาต่อนายกรัฐมนตรีมีมูล และนายกรัฐมนตรีต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 272 ด้วย
     
    4. คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ศอ.รส. ขอเรียกร้องให้รับผิดชอบในการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว เพื่อจะได้มีรัฐบาลชุดใหม่เข้าบริหารประเทศ ปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติ และการชุมนุมของกลุ่มต่าง ๆ จะยุติลงทันที และการแสดงพฤติกรรมของ กกต. บางคนที่ประกาศชัดเจนว่าจำเป็นต้องเอนเอียงเข้าข้างบางฝ่ายนั้น เป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรอย่างยิ่งและเข้าข่ายผิดต่อกฎหมายด้วย
     
    5. แกนนำของ กปปส. และ นปช. ศอ.รส. ขอเรียกร้องให้ยุติการชุมนุมและไม่ปลุกระดมเรียกคนเข้าร่วมชุมนุมใหญ่เพราะจะเป็นความเสี่ยงอย่างมากต่อการกระทบกระทั่ง และก่อเหตุร้ายต่อกันและกัน หากแกนนำยังคงฝ่าฝืนจนเกิดเหตุร้าย แกนนำทุกคนทุกกลุ่มจะต้องรับผิดชอบต่อการทำผิดกฎหมายทั้งทางอาญาและทางแพ่งอย่างถึงที่สุด
     
    6. หัวหน้าส่วนราชการ ศอ.รส. ขอเรียกร้องต่อหัวหน้าส่วนราชการระดับสูง อันได้แก่ ปลัดกระทรวง เลขาธิการ อธิบดี และหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออื่น ๆ ได้ปฏิบัติหน้าที่ในราชการอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะการบริหารจัดการให้ส่วนราชการ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ สามารถปฏิบัติงานให้บริการประชาชนได้อย่างดีตามปกติ โดยไม่ถูกบุกรุกหรือปิดล้อมจนไม่สามารถให้บริการได้ รวมถึงการกำชับ ตักเตือน และดูแลให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่หลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกับกิจกรรมใด ๆ ที่อาจเข้าข่ายสนับสนุนแกนนำของกลุ่มเรียกร้องที่กระทำผิดกฎหมายและอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี เช่น กลุ่ม กปปส. และกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งหัวหน้าส่วนราชการจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีและเหมาะสมด้วย
     
    7. พี่น้องประชาชน ศอ.รส. ขอเรียกร้องให้งดเว้นการเข้าร่วมชุมนุมไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม กปปส. และกลุ่ม นปช. หรือกลุ่มอื่นใด เพราะนอกจากจะก่อให้เกิดความขัดแย้งและเหตุร้ายที่จะรุนแรงขึ้นแล้วยังเป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพของผู้เข้าร่วมชุมนุมด้วย และขณะนี้แกนนำของทุกฝ่ายได้พยายามใช้การปลุกระดมในลักษณะสงครามทางจิตวิทยาเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อฝ่ายตนและเพิ่มความเกลียดชังฝ่ายอื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่พี่น้องประชาชนจะต้องมีสติ และใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบให้มากที่สุดก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อตามคำยุยงแล้วกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดลงไป
     
    ผู้สื่อข่าวถามว่า ศอ.รส. มีความมั่นใจอย่างไรว่าแถลงการณ์ฉบับนี้จะลดระดับความร้อนแรงทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ได้ นายชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รองผู้อำนวยการ ศอ.รส. กล่าวว่า คิดว่าตอนนี้ไม่มีใครที่จะตอบได้ว่ามั่นใจแค่ไหน แต่ ศอ.รส. พยายามที่จะทำให้ดีที่สุด การที่มีแถลงการณ์วันนี้เพื่อจะเตือนทุกฝ่ายให้เห็นแก่ประเทศชาติบ้านเมือง ไม่ให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นในบ้านเมือง เรื่องความมั่นใจนั้นยังตอบไม่ได้ แต่จะทำให้ดีที่สุด
     
    ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อเรียกร้องข้อที่ 3 ต่อคณะรัฐมนตรีนั้น รัฐบาลมีความจำเป็นที่ต้องทำตามหรือไม่ นายชัยเกษมกล่าวว่า แถลงการณ์ของ ศอ.รส. ออกมาจากการปรึกษาหารือกันใน ศอ.รส. ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับรัฐบาล เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่รัฐบาล ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่เห็นว่าจะทำให้เกิดความสงบเรียบร้อย ไม่เกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่าย
     
    ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายที่เห็นต่างกับรัฐบาลก็มองว่าเป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจ นายชัยเกษมกล่าวว่า ที่ ศอ.รส. แถลงการณ์ออกมา เป็นการเตือนทุกฝ่ายในส่วนที่ทุกฝ่ายควรจะทำเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยในความคิดเห็นของ ศอ.รส. ฉะนั้นคนที่เห็นต่างย่อมจะมีได้ แล้วแต่จะวิพากษ์วิจารณ์กันไป อยากจะให้ทุกฝ่ายที่ ศอ.รส. ได้กล่าวถึง ได้ทำในสิ่งที่ ศอ.รส. ได้ระดมสมองและแนะนำว่าควรจะเป็นอย่างนี้ เพราะน่าจะเป็นหนทางที่จะช่วยให้มีความสงบเรียบร้อยขึ้นในบ้านเมืองได้
     
    “แนวความคิดของผม ถ้าไม่มีทางที่จะทำอะไรประการอื่นได้ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินนอกกฎหมาย นอกรัฐธรรมนูญ ไม่มีทางใดทำได้เราก็มีอย่างเดียว ต้องพึ่งพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นี่คือแนวความคิด ซึ่ง ศอ.รส. เห็นพ้องด้วยว่าถ้าดำเนินไปอย่างนั้น อย่างน้อยบ้านเมืองก็ไม่เป็นสุญญากาศ และไม่เกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างบุคคลที่ไม่เห็นด้วย” นายชัยเกษมกล่าว
     
     
     
    'ปชป.' จ่อเอาผิด 'ศอ.รส.' ฐานกบฏ ปมแถลง 7 ข้อเรียกร้อง
     
    ในวันเดียวกัน (17 เม.ย. 2557) ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงแถลงการณ์ของ ศอ.รส.ตั้งคำถามว่าเป็นมติของ ศอ.รส.จริงหรือไม่ เนื่องจากเป็นการแถลงก่อนการประชุม โดยมีนายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม กับนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดนายชัยเกษมก่อนหน้านี้ แต่หลายครั้งที่อ้างว่าเป็นมติ ศอ.รส.ที่ผ่านมา เป็นการแอบอ้างว่าที่ประชุมมีมติ เพราะแถลงการณ์ ศอ.รส.ครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำลายประเทศไทยในภาพรวมยับเยิน เพราะพาดพิงการทำงานขององค์กรอิสระ และชี้นำให้กระด้างกระเดื่องสั่งการให้ ครม.ปฏิเสธคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ
     
    รวมทั้งแนะนำให้มีการขอพระบรมราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งขัดกฎหมายถึงเข้าข่ายกบฏ หากกรรมการ ศอ.รส.คนใดมีส่วนร่วมในการออกแถลงการณ์ครั้งนี้ ก็ต้องถูกดำเนินคดีด้วย โดยพรรคจะตรวจสอบจริงจังเพื่อดำเนินคดีกับผู้คิดเป็นกบฏต่อประเทศ และขอให้กำลังใจองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ ถ่วงดุล ทั้งป.ป.ช.และศาลรัฐธรรมนูญ ให้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เพื่อรักษาความถูกต้องให้กับบ้านเมือง
     
    นายชวนนท์ กล่าวต่อว่า แถลงการณ์ของ ศอ.รส.ครั้งนี้ เข้าข่ายผิด 8 ข้อ คือ 1. เป็นการทำงานเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ ศอ.รส. 2. บิดเบือนข้อเท็จจริง ให้ร้ายองค์กรอิสระอย่างไม่เป็นธรรม 3. เป็นการข่มขู่องค์กรถ่วงดุลของระบบตรวจสอบและข่มขู่กระบวนการยุติธรรม 4. ตั้งตนเป็นศาลรัฐธรรมนูญเสียเอง เป็นกระบวนการยุติธรรม วินิจฉัยเองว่าอะไรเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ทั้งก้าวล่วงอำนาจตุลาการอย่างร้ายแรงของฝ่ายบริหาร
     
    5. ปฏิเสธกระบวนการตามรัฐธรรมนูญของประเทศ 6. แถลงการณ์โจมตีโครงสร้างอำนาจอย่างร้ายแรงจึงอาจเข้าข้อหากบฏ ผู้ที่มีส่วนร่วมในการออกแถลงการณ์นี้จึงมีความผิดด้วย ส่วนข้าราชการยังเข้าข่ายผิดวินัยร้ายแรง
     
    ส่วนฝ่ายการเมืองจะมีความผิดตามมาตรา 157 ของกฎหมายอาญา ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งทีมกฎหมายพรรคจะดำเนินคดีต่อไป 7. มีการกดดันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำปัญหาของรัฐบาลไปเป็นภาระของพระองค์ท่านซึ่งไม่บังควรอย่างยิ่ง
     
    และ 8. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.กอ.รมน. ต้องดำเนินคดีกับ กรรมการ ศอ.รส. ที่ปฏิบัติหน้าที่เกินขอบเขตทั้งทางวินัยและอาญา หากไม่ดำเนินการกับบุคคลเหล่านี้ เท่ากับรู้เห็นเป็นใจกับแถลงการณ์นี้ ที่สอดรับกับการขอขยายเวลาในการชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญในคดีการสิ้นสภาพความเป็นนายกรัฐมนตรี กรณีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ออกไปอีก 15 วัน
     
    นายชวนนท์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ ระบุเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ลงเลือกตั้งนั้น ขอให้นายสุรพงษ์ออกมาขอโทษประชาชนก่อน และแถลงการณ์ ศอ.รส. ที่กระด้างกระเดื่องต่อระบบปกครองของประเทศ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้กำลังทำการปฏิวัติเพื่อกระชับตัวเอง โดยการไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรศาล ขอให้ใช้พระบรมราชวินิจฉัยเพื่อเลือกนายกฯ เอง เป็นการปฏิวัติเงียบเพื่อคงสถานะในการอยู่ในอำนาจต่อไป โดยแสดงบทบาทความเป็นรัฏฐาธิปัตย์ชัดเจน ทั้งที่เป็นรัฐบาลรักษาการ ซึ่งหากนายสุรพงษ์มีส่วนร่วมในการออกแถลงการณ์นี้ก็ต้องร่วมรับผิดในทางกฎหมายด้วย
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ประธานเครือข่ายต้านบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์  แจ้งความเอาผิด 'พระ' แต่งหญิง และอั้ม-เนโกะ ฐานดูหมิ่นเหยียดหยามศาสนา

    17 เม.ย. 2557 เดลินิวส์ออนไลน์ รายงานว่า เมื่อเวลา 14.30 น. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลที่ปรากฎตามภาพถ่าย ซึ่งเผยแพร่อยู่ในสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก และที่ปรากฎเป็นข่าวในสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ตามความผิดฐานดูหมิ่นเหยียดหยามศาสนา กระทำด้วยประการใดๆ แก่วัตถุหรือสถานที่อันเป็นที่เคารพในทางศาสนา, ความผิดฐานแต่งกายเลียนแบบภิกษุ สามเณร หรือนักบวชในศาสนาโดยมิชอบ, ความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 206, 208, 341 ประกอบมาตรา 83 และ 86 โดยนำเอกสารและภาพถ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวม 42 ภาพ มามอบไว้เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาดำเนินคดี

    นายสงกานต์ กล่าวว่า ตามที่ได้รับเบาะแสจากสมาชิกเครือข่ายฯ และมีการตรวจสอบภาพถ่ายที่ส่งมาถึงตนตั้งแต่ช่วงต้นปี 57 ที่ผ่านมา เป็นเวลากว่า 3 เดือนเต็ม พบภาพถ่ายพระภิกษุสงฆ์ซึ่งมีพฤติกรรมแต่งกายเป็นหญิง มีการสวมใส่วิกผมยาว โดยนำภาพดังกล่าวเผยแพร่ทางเฟซบุ๊กในชื่อว่า “นู๋ร๊ากผัวเขา ผัวเขาก็ร๊ากนู๋” แสดงภาพ และข้อความต่างๆ แลกเปลี่ยนกันในหมู่สมาชิกในกลุ่มดังกล่าวที่มีกว่า 350 คน อย่างไม่เหมาะสมกับเพศบรรพชิต สร้างความเสื่อมเสียแก่วงการพระพุทธศาสนา ขณะนี้ตนยังพบข้อมูลว่าพระรูปนี้สังกัดวัดดังแห่งหนึ่ง โดยมีพฤติการณ์คือในช่วงกลางวันยังห่มจีวรเป็นพระสงฆ์ แต่เวลากลางคืนจะแต่งกายเป็นหญิงสาวออกไปเที่ยวกลางคืน มีการตั้งฉายาว่า “นาตาลีร้อยหน้า”

    นอกจากนี้ยังมีการสนทนากันถึงพฤติกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ชาย หรือที่ภาษาอีสานเรียกว่า “ซีคาด” ว่าได้มากี่คน พูดคุยกันเรื่องซื้อหวยใต้ดิน ดื่มสุรา เบียร์ในช่วงที่ออกเที่ยวกลางคืน ตบตีกับพระหรือเณร การเดินสายประกวดเทพี ตามเวทีประกวดต่างๆ มาอวดกัน รวมถึงการใช้ถ้อยคำ และนำภาพที่ไม่เหมาะสมมาโพสต์ประกอบ จึงต้องการให้ทาง บก.ป.ดำเนินการใน 4 คดี ประกอบด้วย

    1.กรณีของผู้ที่ใช้ชื่อในเฟซบุ๊ก ว่า “นู๋ร๊ากผัวเขา ผัวเขาก็ร๊ากนู๋” เจ้าของฉายา “นาตาลีร้อยหน้า” 2.กรณีภาพถ่ายชายอายุระหว่าง 17-20 ปี สวมอังสะ ใช้ปากอมอวัยวะเพศ โดยพบเบาะแสว่ามีภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ 3.กรณีภาพถ่ายชายอายุระหว่าง 18-25 ปี สวมอังสะ และภาพการประกวดเทพีตามงานต่างๆ มีภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.สุรินทร์ 4.กรณีที่ นายศรัณย์ ฉุยฉาย หรือ “อั้ม เนโกะ” นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถ่ายภาพในขณะใช้มือโหนพระศอ (คอ) พระพุทธรูปปางห้ามญาติ ด้วยกิริยาไม่เหมาะสม เนื่องจากพระพุทธรูปเสมือนหนึ่งตัวแทนพระพุทธเจ้าที่พุทธศาสนิกชนให้ความเคารพบูชา เหตุเกิดใน กทม. นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวหาสมาคมต่อต้านสิ่งงมงาย ว่าเป็นผู้ให้ข้อมูลเบาะแสต่างๆ เหล่านี้ด้วย

    นายสงกานต์ กล่าวอีกว่า ได้ประสานให้ นางนวรัตน์ พัชราวุธ ผู้ชำนาญการด้านกฎหมายรวบรวมพยานหลักฐานที่ใช้ประกอบการดำเนินคดีและประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดทุกกรณี โดยหากพบข้อเท็จจริงต่างๆ ตามที่ปรากฎ ก็ขอให้พนักงานสอบสวน บก.ป.ดำเนินคดีจนถึงที่สุด

    ด้าน พ.ต.อ.ประสพโชค กล่าวว่า ในเบื้องต้นได้รับเรื่องไว้ตรวจสอบโดยมอบหมายให้พนักงานสอบสวน กก.1 กก.3 และ กก.4 บก.ป.ซึ่งมีพื้นที่รับผิดชอบในส่วนที่เกี่ยวข้อง เร่งสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามที่มีการแจ้งความไว้หรือไม่ รวมทั้งสอบปากคำผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ก่อนนำเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไป โดยยืนยันว่าทาง บก.ป.จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่เกิดขึ้นนั้น พระธรรมสุธี อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ และนายกสมาคมมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ซึ่งมีการระบุข้อมูลของพระฉาว ว่าสังกัดวัดตัวย่อ “ม” กล่าวยืนยันว่า ภาพของพระที่ปรากฎเป็นข่าว น่าจะเป็นพระที่มาใช้สถานที่วัดแห่งนี้เป็นสนามสอบพระปริยัติธรรมเท่านั้น เรื่องนี้ได้ตรวจสอบรายชื่อพระทั้งหมดกว่า 200 รูปแล้ว ซึ่งพระรูปดังกล่าวไม่ได้สังกัดวัดมหาธาตุฯ อย่างแน่นอน

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    17 เม.ย. 2557 เว็บไซต์เนชั่นแชลแนลรายงานว่า นายสุเมธ มโหสถ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กระทรวงแรงงานจัดตั้ง "กองอาเซียน" ขึ้นภายใต้การกำกับดูแลของสำนักประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน โดยกองอาเซียนจะมีหน้าที่ในการจัดทำยุทธศาสตร์ นโยบาย ข้อเสนอแนะ แนวทางการดำเนินงานด้านแรงงานในกรอบอาเซียน และความร่วมมือในกรอบพหุภาคีอื่นๆ รวมทั้งดำเนินการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ทั้งการกำกับ/ดูแล ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงาน ขณะเดียวกันทำหน้าที่ประสาน/สนับสนุนความร่วมมือด้านแรงงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกรอบอาเซียน และความร่วมมือในกรอบพหุภาคีอื่นๆ ทั้งการจัดการประชุม การเข้าร่วมประชุม จัดทำถ้อยแถลง กำกับท่าที และการเจรจาในระดับนานาชาติภายใต้กรอบดังกล่าว พร้อมทั้งทำหน้าที่ศึกษา/วิเคราะห์จัดทำเอกสารทางวิชาการ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นข้อมูลในการดำเนินงานความร่วมมือในกรอบอาเซียน กรอบความร่วมมือในพหุภาคีอื่นๆ รวมถึงทำหน้าที่เป็นตัวแทนกระทรวงแรงงานในคณะกรรมการด้านความร่วมมือในกรอบอาเซียน หรือกรอบความร่วมมือพหุภาคีอื่นๆ และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ปลัดกระทรวงแรงงานมอบหมาย

    รองปลัดกระทรวงแรงงาน ระบุว่า งานแรกในเดือนมิถุนายนนี้ กระทรวงแรงงานจะเป็นเจ้าภาพจัดการการประชุมยกร่างตราสารอาเซียน เพื่อร่วมกันร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานแรงงานต่างด้าว ระดับล่าง ซึ่งจะช่วยให้ทั้งแรงงานต่างด้าวที่มาทำงานในไทยได้รับการคุ้มครอง ขณะเดียวกันแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศก็จะได้รับการคุ้มครองเช่นกัน

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    หลังจากการเปิดเผยเรื่องบั๊กฮาร์ทบลีด (Heartbleed) ที่กลายเป็นช่องโหว่ให้เกิดการล้วงข้อมูลโดยอาชญากรอินเทอร์เน็ตได้ ทางการแคนาดาสามารถจับกุมแฮกเกอร์ผู้อาศัยช่องโหว่นี้ได้รายแรก หลังเกิดเหตุขโมยข้อมูลจากเว็บสรรพากรแคนาดา

    17 เม.ย. 2557 มีการจับกุมตัวแฮกเกอร์ผู้เจาะระบบโดยอาศัยช่องโหว่ฮาร์ทบลีดบั๊ก (Heartbleed) ได้เป็นรายแรกคือชาวแคนาดาอายุ 19 ปี ชื่อ สเตเฟน อาร์เธอโร โซลิส-เรเยส ผู้อาศัยอยู่ในรัฐออนแทรีโอ โดยสำนักงานตำรวจภูธรของแคนาดาแถลงว่า โซลิส-เรเยส ได้แฮกเว็บไซต์สำนักงานสรรพากรแคนาดาเมื่อวันที่ 11 เม.ย. ที่ผ่านมา

    แฮกเกอร์ชาวแคนาดาถูกจับกุมที่บ้านของเขาในเมืองลอนดอนของรัฐออนแทรีโอเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยมีนัดขึ้นศาลในวันพฤหัสฯ เพื่อรับการไต่สวนคดีในข้อหาก่อกวนและใช้คอมพิวเตอร์เพื่อขโมยข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต

    ก่อนหน้านี้สำนักงานสรรพากรแคนาดาแจ้งว่ามีหมายเลขประกันสังคม 900 หมายเลข ถูกขโมยโดยใครบางคนที่อาศัยช่องโหว่จากบั๊กฮาร์ทบลีด ซึ่งหมายเลขประกันสังคมดังกล่าวมีความสำคัญต่อการทำงานและการเข้าถึงสวัสดิการรัฐ

    สำนักงานตำรวจภูธรของแคนาดากล่าวว่ามีการติดตามตัวผู้ต้องสงสัยรายนี้เป็นเวลา 4 วันหลังจากสำนักงานสรรพากรร้องเรียน โดยเจ้าหน้าที่ได้ยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของผู้ต้องสงสัยไว้และในตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนสืบสวน

    ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วมีการเปิดเผยเรื่องบั๊กฮาร์ทบลีด ซึ่งเป็นช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ OpenSSL ที่ใช้เข้ารหัสข้อมูลเพื่อให้มีการส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตได้แบบมีความเป็นส่วนตัว ช่องโหว่ดังกล่าวทำให้แฮกเกอร์สอดแนมข้อมูลการสื่อสาร ขโมยข้อมูล ถอดรหัสข้อมูล รวมถึงปลอมแปลงเว็บไซต์ต่างๆ ได้

    หลังจากทราบข่าวเรื่องฮาร์ทบลีด สำนักงานสรรพากรแคนาดาก็ปิดทำการเป็นเวลาหลายวัน แต่ก็ไม่ทันการเพราะถูกแฮกข้อมูลไปเสียก่อน โดยผู้เชี่ยวชาญบอกว่าอาจจะมีการเปิดเผยกรณีผู้โจมตีทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นเร็วๆ นี้ เนื่องจากบริษัทและรัฐบาลต่างๆ กำลังสำรวจว่าระบบของพวกเขาถูกโจมตีหรือไม่

    อย่างไรก็ตามเว็บไซต์ heartbleed.com ระบุว่า มีเว็บไซต์มากกว่าครึ่งหนึ่งในโลกที่ใช้ซอฟต์แวร์ OpenSSL แต่ไม่ใช่ทุกรุ่นของโปรแกรมที่มีปัญหาช่องโหว่บั๊กฮาร์ทบลีด

     


    เรียบเรียงจาก

    Heartbleed hack case sees first arrest in Canada, BBC, 16-04-2014
    http://www.bbc.com/news/technology-27058143

    Canadian arrested for Heartbleed hacking, Aljazeera, 17-04-2014
    http://www.aljazeera.com/news/americas/2014/04/canadian-arrested-heartbleed-hacking-201441714953794271.html

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    'ปลัด สธ.' ลั่นมีศักดิ์ศรี ชน ศอ.รส.อย่าบีบข้าราชการเลือกข้าง ส่วน 'ปลัด ยธ.' ระบุพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริง หลังออกมาต้อนรับ กปปส.
     
     
    เครือข่าย ‘ยทก.’ จี้ ‘ปลัดสาธารณสุข’ ลาออกรับผิดชอบ วางตัวไม่เหมาะสม
     
    17 เม.ย. 2557 มติชนออนไลน์รายงานว่า นายณธีพัฒน์ อัครบวรสิทธิ์ ปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยประธานเครือข่ายยุวทัศน์ กรุงเทพมหานคร (ยทก.) เปิดเผยว่า ภายหลังการเฝ้าติดตามสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ ที่ผ่านมาสถานการณ์การเมืองนั้นเริ่มมองหาทางออกได้ยากขึ้นเพราะต่างฝ่ายต่างก็แบ่งแยก ไม่รับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน พยายามปฏิบัติตัวเหนือกฎหมายอยู่ตลอด ซึ่งเป็นเหตุให้สถานการณ์การเมืองของประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ปกติ
     
    ส่วนกรณีที่มีข้าราชการระดับสูงอย่าง นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดห้องทำงานต้อนรับแกนนำผู้ชุมนุมนั้น ตนมองว่ากรณีนี้ไม่เหมาะสมอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากตำแหน่งปลัดฯ เป็นตำแหน่งที่มีเกียรติควรปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่าง และต้องวางตัวให้เหมาะสมกับการเป็นข้าราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นข้าราชการทางการแพทย์ด้วยต้องวางตัวให้เหมาะสมกับจรรยาบรรณวิชาชีพ มากกว่าสาขาอาชีพอื่นๆ  10 เท่า เพราะแพทย์เป็นผู้ที่ต้องรับใช้ ดูแล ช่วยเหลือคนทุกกลุ่ม ตั้งแต่เด็กที่อยู่ในท้องจนไปถึงผู้ที่เสียชีวิต หากผู้บริหารระดับสูงอย่างปลัดกระทรวงสาธารณสุขปฏิบัติตัวเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ข้าราชการที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาก็จะหมดความศรัทธาและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของท่านไปในที่สุด
     
    นายเมธชนนท์ ประจวบลาภ หัวหน้าสำนักการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรมและสิทธิมนุษยชน ยทก. กล่าวในฐานะผู้ที่ได้รับผิดชอบประเด็นทางการเมืองจากประธาน ยทก.ว่า การวางตัวของข้าราชการระดับสูงอย่างปลัดกระทรวง ควรวางตัวเป็นกลาง ไม่ควรเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะประเด็นการรับมอบนกหวีดทองคำ จากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรง เพราะเนื่องจากข้าราชการจะรับของจากประชาชนเกิน 3,000 บาท มิได้ 
     
    “ผมคิดว่า นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ต้องรับผิดชอบโดยการลาออกจากตำแหน่ง หากไม่ลาออกในตอนนี้ ในอนาคตเมื่อมีรัฐบาลใหม่ ผมเชื่อว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขคงต้องตั้งกรรมการสอบสวนอยู่ดี นอกจากนี้อยากให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกมาแสดงจุดยืนและชี้แจงแนวทางในการดำเนินการกับสิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าวผ่านสื่อมวลชนด้วย” นายเมธชนนท์ กล่าว
     
     
    ‘สุรพงษ์’ เตือน ‘ปลัด สธ.’ อย่าทำตัวเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี
     
    17 เม.ย. 2557 ครอบครัวข่าว 3รายงานว่า นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. เปิดเผยก่อนประชุมปลัดกระทรวงต่างๆ วันนี้ ว่าการเรียกประชุมครั้งนี้เป็นความคิดของตนเองไม่เกี่ยวข้องกับรักษาการนายกรัฐมนตรี เพราะต้องการจะย้ำเตือนให้ปลัดกระทรวงทราบถึงกฎระเบียบ และ ข้อปฏิบัติของข้าราชการ อีกทั้งจะเปิดคลิปวีดีโอการประกาศตัวเป็นรัฏฐาธิปัตย์ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ที่ประกาศในวันที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมา ในที่ประชุมด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้ปลัดกระทรวงและข้าราชการในกระทรวง เข้าใจถึงการกระทำผิดในข้อหากบฏ ทั้งนี้ ทางศอ.รส.ก็พร้อมรับฟังคำชี้แจงของปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่ประสงค์จะมาชี้แจงเหตุการณ์วันที่ 8 เม.ย. 2557 ในวันประชุมปลัดกระทรวงด้วยเช่นกัน
     
    ส่วนการปฏิเสธการเข้าร่วมประชุมในวันนี้ของปลัดกระทรวงสาธารณสุข ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีของข้าราชการ และจะนำมาพิจารณาว่าผิดกฎระเบียบวินัยข้าราชการหรือไม่ และการที่นายสุเทพ จะนัดมวลชนเคลื่อนไหวครั้งใหญ่วันพรุ่งนี้นั้น ทาง ศอ.รส.ไม่ได้มีความวิตกกังวลแต่อย่างใด เนื่องจากที่ผ่านมานายสุเทพ ทำผิดกฎหมาย และ สร้างความเสียหายให้กับประเทศเป็นอย่างมาก เชื่อว่าประชาชนจะมีวิจารณญาณไตร่ตรองก่อนตัดสินใจมาร่วมชุมนุม
     
    นอกจากนี้ นายสุรพงษ์ ยังกล่าวว่าไม่ได้กังวลกรณีการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นในเร็วนี้ เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินให้รักษาการนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีรักษาการที่เกี่ยวข้องพ้นสภาพนั้น ยังมีรักษาการรองนายกรัฐมนตรีอีกหลายคน ที่สามารถทำหน้าที่รักษาการแทนได้
     
    ส่วนกรณีที่ พล.อ.สายหยุด เกิดผล อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด เสนอให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เสนอร่างพระบรมราชโองการขึ้นทูลเกล้าฯ ให้ทรงลงพระปรมาภิไธยนั้น นายสุรพงษ์ เห็นว่า พลเอกเปรมมีอายุมากแล้ว ขอให้กลับบ้านไปเลี้ยงหลานจะดีกว่า
     
     
    'ปลัด สธ.' ลั่นมีศักดิ์ศรี ชน ศอ.รส.อย่าบีบ ขรก.เลือกข้าง
     
    17 เม.ย. 2557 แนวหน้ารายงานว่า นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 16 เม.ย. ยืนยันที่จะไม่ไปร่วมประชุมกับศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ในวันที่ 17 เม.ย.นี้เพื่อรับทราบแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องหลังเกิดกรณีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ให้การรับรองการไปเยี่ยมเยือนถึงกระทรวงของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.)
     
    “ผมยืนยันว่า จะไม่เข้าร่วมประชุมอย่างแน่นอน เนื่องจากข้าราชการควรรับฟังและร่วมหาทางออกให้กับประเทศ รวมถึงรับฟังความเห็นในเรื่องการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ซึ่งเราได้ทำหน้าที่อย่างเป็นกลางในฐานะข้าราชการประจำ” นพ.ณรงค์ กล่าว
     
    ส่วนกรณีที่หนังสือเชิญของ ศอ.รส.ได้มีการตำหนิการกระทำของปลัดกระทรวงยุติธรรมที่ให้การต้อนรับ กปปส.ว่า เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมลงไปในหนังสือเชิญนั้น นพ.ณรงค์ กล่าวว่า สำหรับตนเห็นว่าการกระทำเช่นนี้ของ ศอ.รส.ก็เป็นเรื่องไม่สมควรเช่นกัน ดังนั้นจึงเห็นว่า การประชุมดังกล่าวจึงไม่เหมาะสม
     
    พร้อมกันนี้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขยังได้เรียกร้องให้ปลัดกระทรวงทุกกระทรวงคำนึงถึงศักดิ์ศรีของข้าราชการประจำด้วย แต่หากศอ.รส.จะดำเนินการคาดโทษภายใต้พระราชบัญญัติความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (พ.ร.บ.ความมั่นคง) นั้น ตนไม่ทราบรายละเอียดในเรื่องกฎหมาย จึงไม่ขอพูดถึงในประเด็นนี้
     
     
    'ปลัด ยธ.' ระบุพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริง หลังออกมาต้อนรับ กปปส.
     
    17 เม.ย. 2557 ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวก่อนเข้าร่วมประชุมกับ ศอ.รส. ว่า พร้อมรับฟังความคิดเห็นและจะชี้แจงข้อเท็จจริงเหตุการณ์ในวันที่ 8 เม.ย. ที่กลุ่ม กปปส. ไปปิดล้อมกระทรวงยุติธรรม ซึ่งตนเองออกมาต้อนรับ พร้อมกันนี้จะถามความเห็นของ ศอ.รส.ว่ามีความกังวลในเรื่องใด แต่ส่วนตัวคิดว่าสถานการณ์ความขัดแย้งทางบ้านเมืองในขณะนี้ ข้าราชการควรรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ
     
    สำหรับบรรยากาศการประชุมหารือกับปลัดกระทรวงต่างๆ เริ่มขึ้นในเวลา 14.00 น. โดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผอ.ศอ.รส. เป็นประธานการประชุม โดยมีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ที่ปรึกษา ศอ.รส. และนายปลอดประสพ สุรัสวดี และผู้เกี่ยวข้องร่วมประชุม 
     
    ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวก่อนเริ่มประชุมว่า ที่เชิญปลัดกระทรวงต่างๆ มาหารือครั้งนี้ ยืนยันไม่ได้ใช้อำนาจของ ศอ.รส. บังคับให้มาแต่อย่างใด แต่เป็นความร่วมมือและอยากทำความเข้าใจให้ตรงกันถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้
     
    ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบพบว่า ปลัดกระทรวงสาธารณสุขไม่ได้มาร่วมประชุมตามที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai