Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    ชมภาพขนาดเต็มคลิกที่นี่

    24 ต.ค. 2557 - ไทยติดอันดับที่ 7 จากการจัดอันดับของ HSBC ซึ่งทำการสำรวจจากชาวต่างชาติ 9,288 คนใน 100 ประเทศ โดยประเด็นที่นำมาพิจารณาประกอบด้วย คุณภาพชีวิต ค่าจ้าง และโอกาสในการเลี้ยงดูเด็กๆ ด้วยคุณภาพชีวิตและการศึกษาที่มีคุณภาพ ส่วนอันดับหนึ่ง ได้แก่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

    รายงานดังกล่าวตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศเอเชียติดอันดับมากขึ้นในปีนี้ เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงอนาคตทางเศรษฐกิจในด้านบวกของประเทศแถบนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณา 3 ปัจจัยที่นำมาวิเคราะห์แล้ว แม้พัฒนาการทางเศรษฐกิจจะคืบหน้า แต่ระดับคุณภาพชีวิตในประเทศแถบเอเชียก็ยังคงตามหลังเศรษฐกิจอยู่

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    24 ต.ค. 2557 สำนักข่าวไทยรายงานว่า พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวถึงกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่ารัฐบาลจะเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ โดยเห็นว่ากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) มีศักยภาพที่จะดำเนินการเรื่องนี้ได้ เพื่อทำงานคู่ขนานไปกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ว่า ปัจจุบันศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ของ กอ.รมน. ยังคงดำเนินการอยู่ในปีงบประมาณ 2558 โดยเน้นให้ตรงกับโรดแมประยะที่ 2 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
     
    โฆษกกอ.รมน. กล่าวว่า พันธกิจส่วนหนึ่งจะส่งเสริมให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมการพัฒนาและปฏิรูปประเทศตามกรอบการปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน ขณะนี้กำลังจัดทำแผนงาน โครงการและกิจกรรม ซึ่งขับเคลื่อนโดยศปป.ภาค 1-4 และประสานความร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล สถานศึกษา และองค์กรวิชาชีพต่างๆ เตรียมจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศในเรื่องต่างๆ ตามกรอบแนวทางปฏิรูป 11 ด้านภายใน 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2558 ระหว่าง พ.ย.2557-มี.ค.2558
     
    “การดำเนินการดังกล่าวเพื่อให้ประชาชนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ขจัดความขัดแย้งภายในชุมชน และตกผลึกแนวความคิดร่วมกัน เพื่อนำเสนอ คสช.และ สปช. ผ่านทางสำนักงานคณะกรรมการปรองดองและการปฏิรูป (สปป.) อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นจะจัดโครงการภายใต้ชื่อว่า “คนไทยหัวใจเดียวกัน” ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนเสนอ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน ต.ค.นี้ และคิดว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน” พ.อ.บรรพต กล่าว
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ชาวบ้าน ‘บ่อแก้ว-โคกยาว’ จ.ชัยภูมิ เฮ หลังนายอำเภอคอนสารสนองนโยบายจากการประชุมระหว่างรัฐบาลกับตัวแทนชาวบ้านเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 57 ให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ชะลอและยุติการดำเนินการใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตอันปกติสุขของประชาชน

    วันนี้ (24 ต.ค. 57 ) ตัวแทนชาวบ้านชุมชนบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร และชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ กว่า 30 คน  เดินทางเข้าพบนายเจนเจตน์ เจนนาวิน นายอำเภอคอนสาร เพื่อยื่นหนังสือให้รับทราบขบวนการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ถึงแนวทางทางแก้ไขปัญหาผลกระทบความเดือดร้อน ให้ชะลอ ยุติการดำเนินการใดๆที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชน เพื่อให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาร่วมกันต่อไป

    นายเด่น คำแหล่ ชาวบ้านชุมชนโคกยาว กล่าวว่า นายอำเภอคอนสาร พร้อมปลัดอาวุโส ได้ลงมารับหนังสือด้วยตนเอง รวมทั้งได้ร่วมประชุมกับพี่น้องถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่าได้รับหนังสือจากทางสำนักงานปลัดนายกรัฐมนตรี และจากจังหวัดชัยภูมิ ถึงผลการประชุมระหว่างรัฐบาลกับตัวแทน ขปส. เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2557 โดยมี หม่อมหลวงปนัดดา  ดิษกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อแจ้งให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ชะลอและยุติการดำเนินการใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตอันปกติสุขของประชาชน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    นายเด่น กล่าวอีกว่า ตามที่นายอำเภอคอนสาร ได้ประชุมวางแผนขอทวงคืนผืนป่าสงวนแห่งชาติภูมิซำผักหนาม อ.คอนสาร เมื่อวันที่ 8 ต.ค.57 และในที่ประชุมมีมติให้ให้ชาวชุมชนโคกยาว และชุมชนบ่อแก้ว รื้อถอนเองภายใน 19 วัน  หากไม่ดำเนินตาม จะเข้ามาดำเนินการรื้อถอนเอง หลังจากวันที่ 25 ต.ค.57 ในวันนี้ตามที่นายอำเภอแจ้งแต่พวกตนในที่ประชุมว่า เข้าใจปัญหาร่วมกันแล้ว พร้อมกับจะดำเนินตามนโยบายร่วมกันต่อไป นอกจากนี้ได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ชย.4 (คอนสาร) แล้วว่าจะไม่ให้มีการไล่รื้อชุมชนทั้งสองพื้นที่แต่อย่างใด เพราะเจ้าหน้าที่หน่วยงานท้องถิ่น ต้องสนองรับทำตามแนวนโยบายตามคำสั่งที่ ให้ชะลอและยุติการดำเนินการใดๆ เป็นการต่อไป

    “มาถึงขณะนี้พวกเราทั้งพี่น้องบ้านบ่อแก้ว ต่างแสดงออกถึงความดีใจกันมาก ที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ รับทราบและเข้าใจถึงปัญหา พร้อมที่จะร่วมกันแก้ไขผลกระทบ ด้วยความเป็นธรรม ถูกต้องและยั่งยืนต่อไปนั้น ความหวาดระแวง ที่ต่างกลัวกันว่าจะถูกกำลังเจ้าหน้าที่เข้ามาไล่รื้อ ก็พอคลายความกังวลลงกันไปบ้าง หลายวันแล้วที่ทำให้นอนไม่ค่อยหลับ จากนี้ไปความปกติสุขของพวกตนก็จะคงคืนกลับมาถึงความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตอีกครั้ง” นายเด่น กล่าว

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    24 ต.ค. 57 ที่รัฐสภา นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ด้านการเมือง กล่าวว่า ขณะนี้มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันในกลุ่มสปช. ในเรื่องการดึงคนนอกเข้ามาเป็นกมธ.ยกร่างฯ  และตนเองไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เนื่องจากขัดต่อหลักการ และต้องการทราบถึงเหตุผลของนำคนนอกเข้ามาเป็นกมธ.ยกร่างฯ พร้อมเสนอว่าการที่จะดึงนักการเมืองมาเป็นกมธ.ยกร่างฯ นั้นถือว่าขัดกับหลักการ เพราะไม่ต้องการให้ผู้มีส่วนได้เสียอย่างนักการเมืองเข้ามามีส่วนร่วม และการเข้ามานั้นถือเป็นนอมินีของพรรคและเป็นเรื่องที่จะทำให้เกิดความแตกแยก

    ไพบูลย์ กล่าวด้วยว่า การประชุมสปช.ครั้งที่ 2 ในวันที่ 27 ต.ค. ซึ่งจะมีวาระสำคัญเร่งด่วนในการเร่งสรรหาบุคคลไปทำหน้าที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 20 คน ตนเห็นว่าสัดส่วน 20 คน ควรมาจากสมาชิก สปช.ทั้งหมด ซึ่งในวันดังกล่าวตนและเพื่อนสมาชิกจะอภิปรายในเรื่องนี้ และจะยื่นญัตติให้มีการลงมติในที่ประชุมใหญ่ ซึ่งตนเชื่อในดุลยพินิจของเพื่อนสมาชิกว่าจะไม่เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าว

    ด้านนายวันชัย สอนศิริ สปช. ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ในฐานะวิปสปช. ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนว่า การเสนอให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นคนในสปช. 15 คน และคนนอก 5 คนนั้น เป็นเพียงกรอบที่เสนอไว้เท่านั้น เพราะต้องการให้เกิดการมีส่วนร่วม เพราะที่ผ่านมาการร่างรัฐธรรมนูญมักจะไม่เป็นที่ยอมรับจากคู่ขัดแข้ง เนื่องจากไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วม เราจึงเปิดโอกาสตรงนี้ไว้ให้ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทย หรือพรรคอื่นๆ กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่ สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ร่วมถึงคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการร่างรัฐธรรมนูญได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วม 

    จึงได้วางแนวทางไว้เช่นนี้ เพื่อให้ที่ประชุมสปช. ได้อภิปรายและลงมติกันว่าจะเห็นด้วยตามที่วิปฯเสนอ หรือไม่ อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวมีสมาชิก สปช.ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ จึงอยากให้มาอภิปรายกันในที่ประชุม แล้วก็ลงมติกัน โดยจะยึดมติตามเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุม

    ที่มา : มติชนออนไลน์, ASTVผู้จัดการออนไลน์

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0



     

    24 ต.ค.2557  เวลาประมาณ 18.00 น. ที่หน้าเรือนจำจังหวัดขอนแก่น ญาติผู้ต้องขังคดีขอนแก่นโมเดล 2 ราย คือ นายดำรงศักดิ์ สุทธิสิน 39 ปี และนายพรหมพัฒน์ ธนกุลพิพัฒน์ 48 ปี มารอรับตัวผู้ต้องขังทั้งสองกลับบ้าน หลังศาลขอนแก่นมีคำสั่งให้ปล่อยชั่วคราวในวันนี้

    ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 ต.ค.เบญจ รัตน์ มีเทียน และ กรกช บุตรสิม ทนายความของผู้ต้องขังทั้งสองได้ยื่นประกันผู้ต้องขังโดยอ้างถึงปัญหาสุขภาพ และโรคประจำตัว พร้อมวางเงินสดรายละ 4 แสนบาทเป็นหลักทรัพย์ ศาลได้เรียกเอกสารใบรับรองแพทย์เพิ่มเติมและมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวในวันนี้

    ทั้งนี้ ผู้ต้องขังคดีดังกล่าวมีทั้งหมด 26 ราย ในจำนวนนี้เป็นหญิง 2 ราย ทั้งหมดถูกคุมขังในเรือนจำจังหวัดขอนแก่นตั้งแต่วันที่ถูกจับกุม ซึ่งส่วนใหญ่ถูกจับกุมวันที่ 23 พ.ค.57 และได้รับประกันตัวในวันนี้ 2 ราย

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เมื่อวันที่ 22 ต.ค.2557 เฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘คืนความจริง’ โพสต์วิดีโอคลิปชื่อ ‘ขอคืนอำนาจให้ข้าราชการ’ ซึ่งเป็นการสนทนากับ นพ.กิติภูมิ จุฑาสมิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูสิงห์ แพทย์ชนบทดีเด่นประจำปี พ.ศ. 2552 ซึ่งเป็นการสนทนาไว้เมื่อ 5 ก.ค. ที่ผ่านมา

    นพ.กิติภูมิ เป็นผู้ทำกิจกรรมนักศึกษาตั้งแต่เป็นนักศึกษาแพทย์ และได้ติดตามและร่วมเคลื่อนไหวทางการเมือง มาตลอดร่วม 3 ทศวรรษ บทสนทนาชิ้นนี้นอกจากการวิเคราะห์ขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองในมุมมอง แพทย์ชนบท คนหนึ่ง แล้วในฐานะข้าราชการของกระทรวงสาธารณสุข นพ.กิติภูมิ ยังได้ให้ความเห็นต่อการที่ ระบบข้าราชการกลับมามีบทบาทสูงขึ้นอีกครั้งและเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557

    นอกจากนี้ นพ.กิติภูมิ จุฑาสมิตยังได้ให้มุมมองต่อมายาคติโดยทั่วไปว่า นักการเมืองโกงกินและนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนจะไม่มีทางมาจากรัฐบาลที่มีนักการเมืองฉ้อฉลได้ ว่าจริงหรือไม่ อีกด้วย

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     

     

     

    เมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2014 ที่ผ่านมาองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ ได้เผยแพร่รายงาน “I Already Bought You” Abuse and Exploitation of Female Migrant Domestic Workers in the United Arab Emiratesซึ่งเรียกร้องให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ปฏิรูประบบการออกวีซ่าที่มีความเข้มงวด และให้สาวใช้สามารถเปลี่ยนงานได้โดยไม่มีความผิด รวมทั้งแก้ไขกฎหมายแรงงานให้เพิ่มการคุ้มครองแก่ผู้ประกอบอาชีพแม่บ้าน รวมทั้งจำกัดชั่วโมงการทำงานไม่ควรเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และมีวันหยุดอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์

    สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีคนทำงานบ้านจากต่างชาติจำนวน 146,000 คน ส่วนใหญ่มาจากฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย อินเดีย บังคลาเทศ ศรีลังกา เนปาล และ เอธิโอเปีย โดยแม่บ้านฟิลิปปินส์รายหนึ่งระบุว่านายจ้างได้ซื้อตัวเธอมาอีกทอดหนึ่ง เธอไม่มีสิทธิ์ปริปากบ่นใดๆ ทั้งสิ้น แต่ละเดือนเธอจะได้รับค่าจ้างเพียง 800 เดอห์แฮม (ประมาณ 218 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งน้อยกว่าในสัญญาว่าจ้างที่ระบุไว้ที่เดือนละ 1,000 เดอห์แฮม (ประมาณ 272 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ส่วนแม่บ้านฟิลิปปินส์อีกรายหนึ่งเปิดเผยว่าเธอถูกแม่ของนายจ้างคนเก่านำเหล็กร้อนมาทาบที่แขน เพียงเพราะปฏิเสธที่จะนำลูกเกดไปตากแดด

    นอกจากนี้ฮิวแมนไรท์วอทช์ยังเรียกร้องให้สถานฑูตของแต่ละประเทศเพิ่มการตรวจสอบ และแจ้งประชาชนให้ทราบถึงสิทธิ และช่องทางการแจ้งเหตุกับสถานฑูตหากเกิดการล่วงละเมิดขึ้น

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    24 ตุลาคม 2557 - บริษัทที่ปรึกษากฎหมายจากกรุงลอนดอน และศูนย์การศึกษากฏหมายเพื่อชุมชน (Community Legal Education Centre ; CLEC) ในนามตัวแทนของชาวบ้านจำนวน 200 ครอบครัวในจังหวัดเกาะกงของกัมพูชาเพื่อดำเนินการทางกฏหมายในข้อพิพาทระหว่างชาวบ้านกับบริษัทอุตสาหกรรมน้ำตาลเกาะกง (Koh Kong Sugar Industry Company) บริษัทสวนป่าเกาะกง (Koh Kong Plantation Company) และเทตแอนด์ไลล์ (Tate & Lyle) บริษัทน้ำตาลยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ ส่งจดหมายถึงบริษัทน้ำตาลเกาะกง เชื้อเชิญให้ทำการพูดคุยอย่างเป็นทางการเพื่อแก้ไขข้อพิพาท
     
    ชาวบ้านกัมพูชา ในขณะนี้กล่าวหาบริษัทน้ำตาลเกาะกงว่าละเมิดกฏหมายกัมพูชาโดยการขับไล่ประชาชนออกจากที่ดินของพวกเขาเอง และกล่าวหาบริษัทเทตแอนด์ไลล์ว่า แสวงหาผลกำไรจากการกระทำอันผิดกฏหมายในการไล่ที่ชาวบ้านโดยผิดกฎหมาย
     
    บริษัทที่ปรึกษากฏหมายที่ตั้งในสหราชอาณาจักร ลี เดย์ (Leigh Day) เป็นตัวแทนชาวบ้านในกัมพูชา ในการดำเนินการกับบริษัทเทตแอนด์ไลล์และบริษัทน้ำตาลทีแอนด์แอล (T&L) ซึ่งตั้งอยู่ในสหราชอาณาจักร ในขณะที่ศูนย์การศึกษากฏหมายเพื่อชุมชน (CLEC) เป็นตัวแทนประชาชน ช่วยเหลือในการดำเนินคดีกับบริษัทน้ำตาลเกาะกงในประเทศกัมพูชา
     
    เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา องค์กรทั้งสองร่วมกันส่งจดหมายเชิญให้บริษัทน้ำตาลเกาะกง เข้ามาพูดคุยไกล่เกลี่ย ซึ่งทั้งสององค์กรเสนอให้จัดขึ้นอย่างเป็นทางการก่อนสิ้นปีนี้ในกัมพูชา และตรวจสอบร่วมกันว่าจะแก้ปัญหร่วมกันได้หรือไม่
     
    ทั้งนี้ ทั้งสองหน่วยงานส่งจดหมายเพื่อตอบสนองกับการที่บริษัทน้ำตาลเกาะกงส่งจดหมายของบริษัทไปก่อนหน้านี้ เชื้อเชิญเอ็นจีโอต่าง ๆ ให้มาเป็นประจักษ์พยานในการจัดงานเพื่อ "ตกลงกันและให้ค่าชดเชย" กับชาวบ้านในวันพรุ่งนี้ (25 ตุลาคม 2557) ทั้งนี้ บริษัทกลับไม่ได้ส่งจดหมายเชิญถึงบรรดาตัวแทนทางกฏหมายของประชาชนทั้งสององค์กรแต่อย่างใด ทั้งนี้จดหมายของบริษัทระบุว่า ในที่ประชุมวันพรุ่งนี้ จะมีการให้เงินจำนวนหนึ่งชาวบ้าน แต่ไม่ได้บอกจำนวนเงินที่แน่นอน และระบุว่าเงินที่บริษัทจะให้ จะใหกับชาวบ้านที่สามารถแสดงให้เห็นว่ามีสิทธิ์จะเรียกร้องค่าชดเชยในที่ดินที่ปัจจุบันกลายเป็นที่ดินของบริษัทอยู่หรือไม่
     
    ด้านนางสาวเทสซา เกรกอรี ทนายความของลีเดย์ระบุว่า
     
    "เรายินดีที่ได้เห็นว่า บริษัทน้ำตาลเกาะกงเริ่มแสดงความมุ่งมั่นในการยุติข้อพิพาดที่ยืดเยื้อมามากกว่า 8 ปี
     
    "อย่างไรก็ตามการเจรจาใด ๆ ที่เกี่ยวกับข้อตกลง ต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและให้ทุกคนที่ได้รับผลกระทบเข้ามามีส่วนร่วม
     
    "ลูกความของเราจะต้องทราบว่าบริษัทเสนออะไรให้พวกเขา และต้องได้เวลา และโอกาสที่จะขอคำแนะนำว่าข้อเสนอดังกล่าวหมายถึงอะไร โดยเฉพาะในขณะนี้ เรื่องกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการตามกฏหมาย”
     
    "เราจึงมีจดหมายถึงบริษัทน้ำตาลเกาะกง, และบริษัทแม่คือบริษัทน้ำตาลขอนแก่น (KSL) และบริษัทเทตแอนด์ไลล์ด้วย เพื่อเชิญใหบริษัทเหล่านี้ให้เข้ามาในที่ประชุมที่พวกเราจะจัดขึ้นเร็ว ๆ นี้อย่างเป็นทางการ เพื่อมาไกล่เกลี่ยกับเราและลูกความ เพื่อพยายามหาข้อยุติความขัดแย้ง"
     
    นายอัน ไฮยา (An Haiya) หนึ่งในตัวแทนชุมชนของประชาชน 200 ครอบครัวในกรณีดังกล่าวแสดงความกังวลเกี่ยวกับวิธีที่บริษัทน้ำตาลเลือกใช้ตามที่เห็นในขณะนี้ โดยกล่าวว่า
     
    "พวกเราประชาชนในชุมชน สู้กันมานานเพื่อร้องขอความยุติธรรมในเรื่องที่พวกเราโดนปล้นที่ดินไป แน่นอนว่าพวกเราก็อยากให้ข้อพิพาทจบลงเสียที แต่มันคงจบไม่ได้จนกว่าบริษัทจะตกลงนั่งลงคุยกับพวกเราชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบทุก ๆ คนอย่างเปิดเผย แล้วหาวิธีที่ดีที่สุดที่จะแก้ไขสถานการณ์ สำหรับพวกเราชาวบ้าน การคุยกันไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่มันเป็นเรื่องของแผ่นดินของเรา
                        
    "เราก็ได้แต่หวังว่า บริษัทน้ำตาลเกาะกง น้ำตาลขอนแก่นและบริษัทเทตแอนด์ไลล์จะฟังคำร้องขอ และตกลงมาพบกับเรากับทีมทนายความ"
     
    นายวิเรียะ เยง (Virek Yeng) ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษากฏหมายเพื่อชุมชน กล่าวว่า
     
    "หลายครอบครัวที่เสียที่ดินไปตั้งแต่ปี 2006 ตอนนี้อยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังจริงๆ แต่พวกเขาก็ยังยืนหยัดเพื่อต่อสู้ในทางกฏหมาย เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นธรรม และได้รับความช่วยเหลือที่ยุติธรรม”
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    รายการคืนความสุขให้คนในชาติ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ระบุเดินหน้าผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน ย้ำสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ คมนาคมเน้นการลงทุนร่วม ทั้งราง รถไฟ การจัดการน้ำ ดันรถไฟทางคู่-รถไฟฟ้า กทม.เสร็จภายใน 8 ปี จะจัดทำเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนทุกประเทศ

     
     
     
    24 ต.ค. 2557 ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ระบุตอนหนึ่งว่าจะผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน พร้อมย้ำสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะการคมนาคมที่จะเน้นการลงทุนร่วม ทั้งราง รถไฟ การจัดการน้ำ และทวาย ดันรถไฟทางคู่-รถไฟฟ้ากทม.เสร็จภายใน 8 ปี ขณะที่จะจัดทำเขตศก.พิเศษบริเวณพื้นที่ชายแดนกับทุกประเทศ และยืนยันความสัมพันธ์กับต่างประเทศราบรื่น โดยเฉพาะบาห์เรนที่จะพร้อมจะสนับสนุนไทยในเวทีโลก ด้านปัญหาหนี้นอกระบบ เตรียมให้เกษตรกรพักชำระหนี้สหกรณ์ 1 ปี และกำลังพิจารณา นาโนไฟแนนซ์ดอกเบี้ยต่ำให้ประชาชนทั่วไป
     
    โดยรายละเอียดทั้งหมดของรายการมีดังต่อไปนี้
     
    รายการคืนความสุขให้คนในชาติ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "คืนความสุขให้คนในชาติ" ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2557 เวลา 20.15 น.
     
    สวัสดีครับพ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน
     
    เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ที่ผ่านมา เป็น “วันปิยะมหาราช” ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคต ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่นานัปการ และทรงเป็นที่รักของพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า
     
    หน่วยงานทุกภาคส่วนทั้งข้าราชการ และภาคเอกชนต่างร่วมวางพวงมาลาสักการะพระบรมราชานุสรณ์ รัชกาลที่ 5 รวมทั้งมีการจัดนิทรรศการเชิงวิชาการเกี่ยวกับพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน ในโอกาสพิเศษนี้ ผมก็ขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยทุกท่าน ได้ร่วมน้อมจิตอธิษฐาน และแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ด้วยการรู้รักสามัคคี มุ่งมั่นปรองดอง และร่วมสร้างอนาคตของชาติให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน ด้วยการร่วมกันในการปฏิรูปประเทศ “เดินหน้าประเทศไทย”  ในบทบาทและหน้าที่ของตนอย่างเหมาะสมต่อไปครับ
     
    ในสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน ได้มีโอกาสให้ผมในฐานะเป็นผู้นำรัฐบาลได้ถวายการต้อนรับเจ้าชายคอลิฟะห์ บิน ซัลมาน อัล คอลิฟะห์ นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน ซึ่งถือว่าเป็นมิตรเก่าแก่และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่สุดของไทย ในกลุ่มประเทศแถบตะวันออกกลาง โดยท่านนายกรัฐมนตรีบาห์เรนเอง ก็ทรงเล่าว่าได้มาเยือนเมืองไทยบ่อยครั้ง และเฝ้าติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง ได้ทรงชื่นชมว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความปลอดภัย ทรงเห็นว่าประชาชนชาวไทยนั้นดำรงชีวิตอย่างมีความสุขเป็นปกติ ทรงให้ความเห็นว่าความปลอดภัย ความมั่นคง เป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ บาห์เรนมีความต้องการที่จะเพิ่มพูนความร่วมมือกับเราในทุกมิติ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ที่บาห์เรนพร้อมจะรับซื้อผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ รวมทั้งข้าวจากไทย โดยเห็นพ้องที่จะสร้างกลไกความร่วมมือในทุกระดับ และจะเร่งดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในเรื่องของอาหารและเกษตรกรรม ในโอกาสเดียวกันนี้ ผมก็ได้เน้นย้ำการให้ความสำคัญ ในการร่วมมือดูแลภาคเกษตรกรรมในภูมิภาคเอเชียให้เข้มแข็ง เพื่อใช้ในการต่อรองทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีบาห์เรนก็ทรงขานรับ ได้ทรงกล่าวว่าบาห์เรนพร้อมเป็นประเทศผู้ประสานงาน ระหว่างไทยกับประเทศอื่น ๆ ในแถบตะวันออกกลาง และสนับสนุนบทบาทของไทยในเวทีโลกอีกด้วยครับ
     
    ในการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 10 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ห้วงวันที่ 16-17 ตุลาคม 2557 ผมและคณะผู้แทนรัฐบาลไทย ได้เดินทางไปเข้าร่วมการประชุม “ผู้นำเอเชีย-ยุโรป (ASEM)” ครั้งที่ 10 ณ นครมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี
     
    การประชุมครั้งนี้ มีผู้นำประเทศและผู้แทนองค์กรภูมิภาค เข้าร่วมการประชุม รวมทั้งสิ้น 53 คณะ โดยผมในฐานะนายกรัฐมนตรีของไทย ก็ได้มีโอกาสกล่าวต่อที่ประชุมถึงความพร้อม และศักยภาพของประเทศไทย ในการที่จะเป็น “ศูนย์กลางแห่งอาเซียน” และได้ผลักดัน ประเด็นสำคัญ 3 ประการ ต่อที่ประชุม ASEM ได้แก่
     
    หลักการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยจะใช้โอกาสที่ไทยจะรับหน้าที่ผู้ประสานความสัมพันธ์อาเซียน – สหภาพยุโรป ปี 2558 – 2561 เพื่อจะผลักดันความสัมพันธ์ระหว่างกัน ไปสู่การเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” และส่งเสริมความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการสร้างประชาคมอาเซียน ในปี 2558 บนพื้นฐานของการลดช่องว่างการพัฒนา การส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างกัน และการให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลภาคเกษตรกรรม และการพยุงราคาสินค้าเกษตร ซึ่งผมได้กล่าวให้ที่ประชุมรับทราบถึงความสำคัญในการจะร่วมมือกันระหว่างสหภาพยุโรปและเอเชีย โดยให้สหภาพยุโรปได้เข้ามาช่วยเหลือดูแลภาคการเกษตรในเอเชียบ้าง และให้เอเชียช่วยผลิตสินค้าเกษตร ทั้งพืชอาหารและพลังงานทดแทนแก่สหภาพยุโรป อันจะช่วยลดปัญหาความยากจนในเอเชีย และลดความขัดแย้งจากการขาดแคลนอาหารและพลังงานที่อาจจะเป็นผลกระทบมาจากการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศโลกได้อีกด้วย
     
    ข้อเสนอต่อไปคือริเริ่มให้มีการประชุม เพื่อวางทิศทางการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านเศรษฐกิจ เช่น การสนับสนุนการลดอุปสรรคทางการค้า ผ่านการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ตลอดจนข้อตกลงทางการค้า การลงทุน ผ่านกรอบความร่วมมือพหุภาคี ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) การระดมทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเอเชีย เช่น โครงการรถไฟทางคู่ และการขยายช่องทางติดต่อชายแดน 5 ช่องทาง เชื่อมต่อประเทศในกลุ่มอาเซียนกับประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย โดยมีประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลาง (HUB)” และ การกระชับความร่วมมือและการสนับสนุนการถ่ายโอนองค์ความรู้ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยให้ความสำคัญในเรื่องเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
     
    ในเรื่องต่อไปคือการบริหารจัดการความเสี่ยงร่วมกัน ซึ่งวันนี้เป็นสิ่งท้าทายระดับโลก ประเทศไทย เอเชีย และอียู  จะต้องร่วมกันขบคิดในประชาคมระหว่างประเทศ เช่น ในเรื่องของโรคระบาดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลา ลัทธิสุดโต่งกับการก่อการร้าย ปัญหายาเสพติด การค้ามนุษย์ และภัยพิบัติทางธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น
     
    นอกจากนี้ ในการเข้าร่วมการประชุม ASEM  ผมได้มีโอกาสพบปะ เพื่อแนะนำตัว และทำความเข้าใจสถานการณ์ในประเทศไทย กับผู้นำหลายท่าน จากประเทศต่าง ๆ ซึ่งก็ได้รับสัญญาณที่ดีกลับมา ผู้นำหลายท่านได้แสดงความเข้าใจ และชื่นชมข้อเสนอเชิงรุกของเราในการพัฒนาร่วมกันอย่างยั่งยืน
     
    อีกทั้งผมได้มีโอกาสเข้าหารือระดับทวิภาคีกับผู้นำหลายประเทศด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้นำประเทศอาเซียน จีน ญี่ปุ่น อินเดีย กัมพูชา สิงคโปร์ และเวียดนาม ซึ่งผลการหารือก็จะเป็นประโยชน์ร่วมกันมากในอนาคต นอกจากนั้นจะนำไปสู่ความร่วมมือที่จะช่วยพัฒนาประเทศร่วมกัน ซึ่งผมได้เน้นย้ำถึงความตั้งใจและความจริงใจ ในการปราบปรามคอรัปชั่นของรัฐบาล ซึ่งผู้นำทุกท่านก็ได้ชื่นชม และให้กำลังใจในการทำงานของพวกเรา อีกทั้งได้มีการพูดคุยหารือกันในหลายเรื่อง เช่น ในเรื่องของการสร้างสภาวะแวดล้อมให้เอื้อต่อการค้าการลงทุน โดยการลดขั้นตอนหรือข้อจำกัดต่าง ๆ เช่น การจัดตั้ง Single Window หรือ One Stop Service เพื่อช่วยให้การดำเนินธุรกิจของนักลงทุนเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งการดูแลนักลงทุน การบังคับใช้กฎระเบียบและสิทธิประโยชน์ของ BOI ที่เหมาะสมกับนักลงทุน ผมได้เชิญชวนนักลงทุนหลายประเทศเข้ามาลงทุนในบ้านเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมการเกษตร และการแปรรูปสินค้าการเกษตร หลาย ๆ ประเทศก็ตอบรับเป็นอย่างดีครับ
     
    ในเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค อันเป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทย กับภูมิภาคอาเซียน ซึ่งผมได้หารือถึงการลงทุนร่วมกันในโครงสร้างพื้นฐานในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งระบบราง รถไฟ และการบริหารจัดการน้ำ เพื่อป้องกันน้ำท่วม และให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอ ในการทำการเกษตร ซึ่งทางญี่ปุ่นและจีน พร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่
     
    นอกจากนี้ยังได้มีการเชิญชวนอินเดียและสิงคโปร์ เข้าร่วมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ซึ่งมีท่าทีตอบรับที่ค่อนข้างดี รวมทั้งหารือความเป็นไปได้ ในการลงทุนร่วมกันในด้านอื่น ๆ อีกหลายประเทศ เช่น ด้านดาวเทียม หรืออะไรก็ตามที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น ด้านพลังงานถ่านหินที่มีคุณภาพ พลังงานสะอาด ด้านเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนาแปรรูปสินค้านวัตกรรม และที่สำคัญคือการลงทุนร่วมกันในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงการค้าการลงทุนในภูมิภาคได้เป็นอย่างดี
     
    การค้าชายแดนและการดูแลแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน  ผมได้เสนอแนวความคิด คือให้ “เส้นเขตแดนนั้นเป็น เส้นแห่งความร่วมมือ” ในทุกมิติ เพื่อจะส่งเสริมการพัฒนาและแสวงประโยชน์ร่วมกัน อย่าให้เขตแดนเป็นอุปสรรค ได้มีการจัดตั้ง “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ให้มีสถานที่อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ทั้งการค้า โรงแรม สถานประกอบการ เช่น ชายแดนที่ติดต่อกับประเทศกัมพูชาตรงข้ามปอยเปต ก็สามารถพัฒนาให้มีโรงงานบริเวณชายแดน เพื่อให้ชาวกัมพูชาสามารถข้ามเข้ามาทำงานได้สะดวก ใกล้บ้าน และทางการกัมพูชาอาจพิจารณาจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในลักษณะเดียวกัน แบบคู่ขนาน – เป็นเมืองคู่แฝด อันนี้ก็คงรอบ ๆ บ้าน ไปทั้งหมดทุกประเทศด้วย
     
    สำหรับในพื้นที่ติดกัน เช่น บริเวณชายแดนประเทศลาว ไทยกับลาวก็จะได้ร่วมมือกันพัฒนาสร้างเส้นทางคมนาคมระหว่างไทย - ลาว เชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค อันจะช่วยส่งเสริมการค้าและการท่องเที่ยวในภูมิภาคอีกทางหนึ่งด้วย ทั้งนี้ ผมต้องขอขอบคุณผู้นำทุก ๆ ประเทศที่ให้เกียรติกับผม ให้เกียรติกับคนไทย ประเทศไทยได้มีโอกาสพบปะหารือและเชิญให้ผมได้ไปเยือนประเทศของท่าน ซึ่งผมคงหาเวลาที่เหมาะสมเพื่อไปเยือนในเร็ววันนี้ เพราะบางครั้งก็ไม่ตรงกัน
     
    เรื่องจากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
     
    ในสัปดาห์นี้ กระทรวงคมนาคมได้เสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ. 2558 – 2565 เป็นแผนยุทธศาสตร์ 8 ปี ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อแบ่งเป็นการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมทั้งหมด 5 ด้าน อันนี้ก็เป็น 8 ปี เราจะทำเมื่อไรอย่างไรก็ว่ากันอีกครั้งหนึ่ง อันนี้ ได้แก่  การพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง
     
    การพัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาจราจร   การพัฒนาโครงข่ายทางหลวงเพื่อเชื่อมโยงฐานการผลิตที่สำคัญและเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน การพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางน้ำ  และการพัฒนาการเพิ่มขีดความสามารถการขนส่งทางอากาศ  ผมขอขยายความเล็กน้อยเพื่อให้พ่อแม่พี่น้องได้เข้าใจพอสังเขป ดังนี้
     
    เรื่องการพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง จะมีการปรับปรุงระบบอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาระบบรถไฟทางคู่ ที่จะแยกเป็นโครงการระยะเร่งด่วน 6 เส้นทาง คิดเป็นระยะทางรวม 903 กิโลเมตร (กม.) คาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในปี 2561 และโครงการระยะที่ 2 ซึ่งคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2560 อีก 8 เส้นทาง คิดเป็นระยะทางรวม 1,626 กม.  นอกจากนั้น จะพัฒนาทางคู่ขนาดมาตรฐาน (Standard Gauge) ขนาด 1.435 เมตร อีก 3 เส้นทาง ที่จะเน้นการขนส่งเชื่อมโยงไปยังเขตอุตสาหกรรมและประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ กรุงเทพฯ - นครราชสีมา - มาบตาพุด กรุงเทพฯ – ระยอง  และ นครราชสีมา – หนองคาย  คิดเป็นระยะทาง 705 กม.
     
    นอกจากนั้น  กระทรวงคมนาคมจะเร่งการก่อสร้างรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพและปริมณฑล เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาจราจรในพื้นที่ ระยะแรกจะเร่งรัดการก่อสร้างใน 4 สาย ได้แก่ สายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อ จะรีบดำเนินการให้เสร็จก่อนปี 2560  สายสีน้ำเงิน บางซื่อ-ท่าพระ หัวลำโพง-บางแค สายสีแดง บางซื่อ-รังสิต จะเร่งให้แล้วเสร็จในปี 2562  สายสีเขียว แบริ่ง-สมุทรปราการ จะให้เสร็จในปี 2563  ทั้งนี้ รัฐบาลจะเร่งกระบวนการประกวดราคา และศึกษารายละเอียดอีก 7 เส้นทางเพิ่มเติม โดยจะพยายามเร่งการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในปี 2564 ทั้งนี้เพื่อช่วยให้การเดินทางของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในเขตปริมณฑลได้สะดวกมากขึ้น  ทั้งนี้ ผมได้สั่งการเพิ่มเติมให้กระทรวงคมนาคมไปศึกษาในเรื่องของรถรางไฟฟ้า ในเขตปริมณฑลที่เชื่อมโยงพื้นที่ทำมาหากินของประชาชน ซึ่งไม่น่าจะใช้เงินลงทุนมาก และจะช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยมีทางเลือกในการสัญจรได้สะดวกยิ่งขึ้น
     
    สำหรับแผนการก่อสร้างและบูรณะขยายช่องการจราจรทางถนน ทั้งในภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคอีสานตอนบน และภาคตะวันออก จะพัฒนาให้เชื่อมโยงไปทุกภูมิภาค และจะเชื่อมต่อไปยังจุดผ่านแดนต่าง ๆ โดยจะเร่งให้ก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2560
     
    ในเรื่องของการพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง ที่ท่าเรือแหลมฉบัง จะให้มีการรองรับเรือได้มากยิ่งขึ้น และจะพัฒนาให้เป็น “ศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ” จะเริ่มดำเนินการในปีหน้าจะให้แล้วเสร็จในปี 2560  นอกจากนี้ รัฐบาลจะเร่งดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางน้ำ จะพัฒนาตลิ่งท่าเทียบเรือและร่องน้ำในเขตแม่น้ำป่าสัก ให้สามารถขนส่งสินค้าทางเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     
    สำหรับการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิจะให้มีพื้นที่ Terminal ลานจอดเครื่องบิน และอุโมงค์เชื่อมต่อทางวิ่งสำรองและอาคารจอดรถที่พักผู้โดยสารเพิ่มเติม ซึ่งจะดำเนินการในปี 2558 นี้  และการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ โดยการสร้างหลุมจอดเครื่องบินเพิ่มอีก 15 หลุม ซึ่งจะให้แล้วเสร็จในปีหน้า และการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารเพิ่มเติมที่มีแผนจะเริ่มดำเนินการในปีหน้าเช่นเดียวกัน
     
    แผนงานด้านโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้นั้น จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทย ช่วยให้การคมนาคมขนส่งสะดวกรวดเร็วขึ้น พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  ทั้งนี้ก็จะเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจในประเทศและเป็นการเชื่อมโยงไปสู่เศรษฐกิจภูมิภาคด้วย  ทั้งนี้ ผมได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การดำเนินงานนั้นต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส การจัดสรรงบประมาณประจำปีต้องทำตามแผนงานและต่อเนื่อง
     
    ในเรื่องของการช่วยเหลือเกษตรกร
     
    ในวันจันทร์ที่ผ่านมานั้น รัฐบาลได้ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ( ธ.ก.ส.) เริ่มดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องชาวนาตามมติที่ ครม.อนุมัติ ก็จะทยอยจ่ายเงินพี่น้องชาวนาให้ทั่วถึง หากท่านใดยังไม่ได้ไปลงทะเบียน ก็ขอให้ไปตรวจสอบลงทะเบียนให้เรียบร้อย หากท่านใดลงทะเบียนแล้วยังไม่ได้รับเงิน ก็ขอให้อดใจรอสักเล็กน้อย เพราะทาง ธ.ก.ส. เองจะทยอยจ่ายเงินให้ท่านให้ครบทุกคนแน่ครับ ก็ขอให้มั่นใจและก็ช่วยกันแก้ไขในเรื่องของการทุจริตต่าง ๆ ด้วยอย่าไปเชื่อใครทั้งสิ้นท่านต้องรับเงินด้วยมือของท่านเอง สำหรับผู้ที่ทำนาจริง
     
    สำหรับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางนั้น รัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ล่าสุด ครม. ได้อนุมัติหลักการให้ความช่วยเหลือชาวสวนยางขั้นต้นตามที่คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) เสนอ ใน 4 โครงการ ได้แก่  โครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชน เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง โดยจะช่วยให้มีการรับซื้อยางในราคาเป้าหมายที่  60 บาท ต่อกิโลกรัม ในชั้นต้น โครงการชดเชยรายได้พี่น้องชาวสวนยางไร่ละ 1,000 บาทต่อไร่ ไม่เกินครอบครัวละ 15 ไร่  โครงการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ชาวสวนยางพารารายย่อย เพื่อประกอบ รายละไม่เกิน 1 แสนบาท และ โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบการยาง  ทั้งนี้ ผมได้สั่งกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดูแล ศึกษารายละเอียดในการให้ความช่วยเหลือ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่น และโปร่งใส  คาดว่าอีกไม่นานนี้ ความช่วยเหลือต่าง ๆ เหล่านั้น คงจะถึงมือพี่น้องชาวสวนยางแน่ ๆ นะครับ
     
    โครงการพักหนี้เกษตรกร หรือปัญหาหนี้นอกระบบนั้น เป็นปัญหาสำคัญสำหรับพี่น้องประชาชนที่มีรายได้น้อยที่มีความจำเป็นต้องกู้ยืมเงิน แต่ก็ไม่สามารถที่จะไปกู้ยืมเงินผ่านธนาคารทั่วไปได้ ผมก็อยากให้ทุกท่านทราบว่า ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่พร้อมให้การสนับสนุนและสามารถช่วยเหลือท่านได้เป็นอย่างดีในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรการเงินชุมชน กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ในพื้นที่  ในสัปดาห์นี้ ครม. ก็ได้มีมติเห็นชอบการจ่ายดอกเบี้ยชดเชยให้กับสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรตามโครงการพักหนี้เกษตรกร รายย่อยและประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่มีหนี้คงค้างต่ำกว่า 500,000 บาท  โครงการนี้ รัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่เป็นลูกหนี้กับสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรในการพักชำระหนี้ในปี 2557 ทั้งนี้ก็เพื่อบรรเทาภาระหนี้ของพี่น้องประชาชน  เราจะใช้งบกลางของปี 2556 จากกรอบวงเงินเดิมที่เหลืออยู่ จำนวน  610  ล้านบาท และงบประมาณปี 2558 ที่ได้รับจัดสรรเพิ่มเติมอีกประมาณ  89.8  ล้านบาท ไปชดเชยดอกเบี้ย  รัฐบาลจะพยายามเต็มที่เพื่อจะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน
     
    ทั้งนี้ ก็อยากจะขอความร่วมมือ ขอให้ระมัดระวังการใช้จ่ายเงินอย่าได้ไปกู้ยืมเงินจากนายทุนนอกระบบไปใช้ในสิ่งที่ไม่จำเป็นนอกจากจะเสียเงินดอกเบี้ยสูงแล้ว รัฐบาลก็ไม่สามารถที่จะเข้าช่วยบรรเทาภาระของท่านได้  ขณะนี้ รัฐบาลโดยฝ่ายเศรษฐกิจก็กำลังเร่งพิจารณารายละเอียดในการจัดตั้ง “นาโนไฟแนนซ์” ซึ่งก็ต้องพิจารณากันว่าจะได้ผลหรือไม่ได้ผลอย่างไร ตรงความต้องการหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนให้พี่น้องประชาชนอีกทางหนึ่ง ซึ่งอัตราดอกเบี้ยนั้น ก็คาดว่าจะถูกกว่าการกู้ยืมนอกระบบมาก พร้อมทั้งการผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การทวงถามหนี้ ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไปแล้วเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วาระที่ 2 แล้ว ก็คาดว่าน่าจะมีผลบังคับใช้ในเร็ว ๆ นี้  ซึ่งหลังจากที่กฎหมายผ่านแล้ว ท่านที่จะทำธุรกิจทวงหนี้ ก็จะต้องมาขึ้นทะเบียนกับกระทรวงการคลัง และหากท่านมีการข่มขู่ หรือใช้ความรุนแรงกับลูกหนี้ หรือมีการทวงหนี้ยามวิกาล มีการระรานไปยังที่ทำงานหรือทวงหนี้กับญาติพี่น้อง ท่านก็อาจจะมีความผิดในทันที บทลงโทษสูงสุดก็
     
    คือการจำคุก ก็ขอเตือนนายทุนนอกระบบทั้งหลายว่ากรุณาอย่าได้ข่มขู่หรือทำการใด ๆ ที่รุนแรงกับลูกหนี้ ให้ความเมตตา ให้ความเข้าใจกับผู้ที่มีรายได้น้อยด้วย อย่าเอาแต่ประโยชน์อย่างเดียว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะฉะนั้นในปัจจุบันเรื่องที่เกี่ยวกับหนี้สินนอกระบบนั้นมีกฎหมายอยู่หลายฉบับ ต่อไปนี้จะใช้อย่างเข้มงวดมากขึ้นด้วย นอกจากกฎหมายใหม่แล้ว สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือว่า วันนี้เราต้องมีชีวิตอยู่อย่างเพียงพอตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีมากใช้มาก มีน้อยใช้น้อย เพราะฉะนั้นทั้งพ่อแม่ ลูกหลาน ก็ต้องช่วยกัน วันนี้หนี้สินส่วนใหญ่เกิดมาจากลูกหลานทั้งสิ้น ไปเรียนหนังสือบ้าง ซื้อของที่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นประโยชน์บ้าง ฉะนั้นถ้าเรามีเงินน้อยเราก็ซื้อของใช้เท่าที่จำเป็น ไม่ต้องทันสมัยมากมายนักหรือเป็นของที่มียี่ห้อ มีชื่อเสียงมากนัก เราต้องเห็นใจพ่อแม่ ถ้าเราเรียกร้องมาก ๆ พ่อแม่ก็ไปเป็นหนี้เป็นสินเขา ถึงเวลาเรียนหนังสือก็ต้องไปกู้เงินมาเรียนหนังสืออีก วันหน้าที่ทางต่าง ๆ ก็ต้องขายหมด เพราะฉะนั้นต้องนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ในการดำรงชีวิตด้วย เมื่อท่านแข็งแรงมีเงินมาก ท่านก็ใช้มากไปไม่มีใครว่าอะไร
     
    สำหรับการจัดระเบียบพื้นที่ทางการเกษตรและอุตสาหกรรม ที่เรียกว่า Zoning นั้น ในที่ประชุม ครม. ผมได้สั่งการให้กระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมมือกันในลักษณะของการบูรณาการ จะต้องแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนใน 2 เรื่อง
     
    ก็คือในเรื่องของการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทางการเกษตร พื้นที่ใด มีสภาพแวดล้อม ดิน น้ำ เหมาะสมกับพืชชนิดใด หน่วยงานของรัฐต้องเข้าไปช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา ให้ความรู้ และการฝึกอบรม อย่ารอให้เกิดปัญหา สิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุดขณะนี้ก็คือพื้นที่ที่แล้งซ้ำซาก น้ำก็น้อย ดินก็ไม่ดี แต่ก็ยังคงต้องเพาะปลูกพื้นที่ทางการเกษตร เช่น ข้าว ก็ไม่ได้ผลทุกปี ฉะนั้นต้องเร่งเข้าไปดำเนินการตั้งแต่การจัดสรรพื้นที่เพาะปลูก ไปจนถึงการดูแลตลาดให้กับเกษตรกรด้วย กรณีที่เปลี่ยนเป็นพืชอย่างอื่น และเราก็ไม่ได้บังคับใครทั้งสิ้น เราเป็นห่วง นอกจากนั้นจะมีการพัฒนาคนหรือชาวนาให้มีอาชีพเสริมแล้ว ยังเป็นการพัฒนาพื้นที่ ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า พื้นที่น้อยผลผลิตมาก อะไรทำนองนี้
     
    การแยกพื้นที่เพาะปลูกกับนิคมอุตสาหกรรมนั้นมีความจำเป็น เพราะบางพื้นที่นั้นไม่เหมาะจะไปตั้งโรงงาน ก็เหมาะจะใช้เป็นพื้นที่ทางการเกษตรมากกว่า มีน้ำ มีดินดี ใกล้การขนส่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นก็ขัดแย้งกันมาตลอด วันนี้ต้องขอความกรุณา ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน สำหรับในส่วนของภาคการผลิตพืชผลทางการเกษตร แหล่งน้ำกินน้ำใช้ สิ่งนี้จะต้องได้รับประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะมีการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมใด ๆ จะต้องไม่กระทบต่อคุณภาพชีวิตในชุมชน ต้องดูแลชุมชนด้วย โครงการพัฒนาต่าง ๆ ในอนาคตนั้น ต้องมองในภาพรวม ต้องพิจารณาเรื่องเส้นทางคมนาคมขนส่งด้วย ทั้งหมดนี้อย่าตื่นตระหนก ไม่ใช่เราจะไปเปลี่ยนอาชีพอะไรของท่าน เพียงแต่จะเข้าไปดูแลท่านให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น และไม่ได้เป็นการบังคับ แล้วแต่ความสมัครใจเพราะฉะนั้นต้องการให้ประชาชนที่เป็นภาคเกษตรกรรมนั้นทราบว่า พื้นที่ใดของประเทศไทยเหมาะสมจะปลูกพืชอะไร ทั้งนี้ก็แล้วแต่ท่าน
     
    เรื่องปัญหาการขาดแคลนน้ำ
     
    ผมต้องขอความร่วมมือและขอทำความเข้าใจกับพี่น้องชาวนาในพื้นที่ภัยแล้งทุกท่าน ตามที่คาดการณ์ว่าปัจจุบันจนถึงกลางปีหน้า เราจะมีปริมาณน้ำน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ไม่เพียงพอต่อการอุปโภค – บริโภค ผลิตน้ำประปา การเกษตร และใช้สำหรับการผลักดันน้ำทะเล เพราะฉะนั้นการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลนั้น จำเป็นต้องสร้างสมดุลในทุกมิติ  แม้ว่าการระงับการส่งน้ำเพื่อการทำนาปรัง ก็มีความจำเป็น รัฐบาลก็พยายามแก้ปัญหา มีมาตรการเสริมอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นส่งเสริมการเพาะปลูกพืชชนิดอื่นที่ใช้น้ำน้อย การประมง ปศุสัตว์ รวมทั้งการจ้างแรงงานในการขุดลอกคูคลอง หรืออะไรก็ได้ที่จะเกิดผลประโยชน์กับประชาชน และการสร้างแหล่งน้ำใหม่ให้มากขึ้น ต้องใช้เวลา ฉะนั้นปีหน้าอยากจะขอความร่วมมือตรงนี้ อย่าตื่นตระหนก ปัญหาที่ผมเป็นห่วงก็คือน้ำประปาของเราจะขาด เพราะน้ำทะเลจะเข้ามา น้ำทะเลเข้ามาน้ำก็จะกร่อย การทำน้ำประปาก็มีปัญหา ก็ขอให้ทุกท่านได้เข้าไปใช้บริการ ขอข้อมูล รับคำแนะนำ และความช่วยเหลือในรูปแบบต่าง ๆ ได้ที่ศูนย์ดำรงธรรมได้ทุกแห่ง รวมไปถึงศูนย์อื่น ๆ ด้วย ทั้งการเกษตรก็ได้มีการจัดตั้งศูนย์มา 800 กว่าศูนย์แล้ว
     
    เมื่อวันอังคารที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมานั้น ประธานชมรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนตาบอดแห่งประเทศไทย และคณะได้เดินทางมาพบผมก่อนเข้าประชุม ครม. ได้มอบเข็มที่ระลึก เนื่องใน “วันไม้เท้าขาวสากล” ซึ่งตรงกับวันที่ 15 ตุลาคมของทุกปี โดยขอให้รัฐบาลส่งเสริมและพัฒนาการสร้างความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม และการเคลื่อนไหว เพื่อการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการประเภทความพิการทางการมองเห็น ในที่ประชุม ครม. ผมก็ได้สั่งการให้ทุกกระทรวง ที่มีโครงการใด ๆ ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นระบบขนส่งมวลชน สถานที่ และสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ ต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของผู้ด้อยโอกาสทางร่างกายทุกประเภทด้วยครับ ทั้งนี้เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมของเรา
     
    สำหรับเรื่องในการกีฬา ซึ่งขอให้ทุกคนได้ร่วมกันส่งแรงใจไปกับผมด้วย ไปเชียร์กองทัพนักกีฬาไทย ขอขอบคุณที่สร้างความสุขให้กับคนไทย มีการชิงเหรียญรางวัลมากมาย ก็คงจะนำมาฝากพี่น้องชาวไทยของเราให้ชื่นใจ แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ นักกีฬาทุกท่านนั้น เป็นสัญลักษณ์ของ “ผู้ที่ไม่พ่ายแพ้” กับใครในการกีฬา ก็ขอให้รักษาแนวคิดเหล่านี้ไว้ เพื่อเราจะได้เพิ่มศักยภาพในเรื่องด้านการกีฬาของเรามากขึ้น
     
    มีอีก 2 เรื่อง ผมต้องการจะเพิ่มเติมด้วยความห่วงใย เมื่อเช้าผมติดตามเห็นข่าวออกมาทางสื่อว่า เอกอัครราชทูตหลายประเทศของ EU ได้พูดถึงประเด็นการเสนอข่าวของสื่อไทย ซึ่งบางครั้งก็เป็นการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนในเรื่องส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นของผู้เสียหาย หรือผู้กระทำก็ตาม ที่ผ่านมาผมเห็นมีการพูดคุยกันระหว่างคณะทูตกับผู้แทนของสมาคมผู้สื่อข่าวประเทศไทย ก็ขอให้ระมัดระวัง เพราะเป็นการสร้างการรับรู้ไปยังต่างประเทศ นี้ก็มีผลต่อเนื่องไปหลาย ๆ เรื่องด้วยกัน เช่น ในส่วนของเรื่องการสมัครสมาชิก UN ในเรื่องของสิทธิมนุษยชน ถึงแม้เราจะไม่ได้รับการคัดเลือก ขอให้ทุกคนได้ภูมิใจว่าเราไม่ได้แพ้มากมาย สูงสุดก็ 162 ก่อนหน้าเราก็ 142 ของเราก็ 136 ประเทศสนับสนุน ผมถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ ในสถานการณ์เช่นนี้ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เข้ามาพิจารณาด้วยก็คือ ในส่วนของสถานการณ์ในการเดินหน้าประเทศเราตอนนี้ ก็อาจจะมีประเด็นหลัก ๆ อยู่บ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าสื่อสร้างความเข้าใจในสิ่งที่ดี ในสิ่งที่เคยเป็นปัญหา ในสิ่งที่เราแก้ไข ผมว่าเขาก็เข้าใจได้ สิ่งนี้ผมก็ไม่ไปก้าวล่วงท่าน เพราะฉะนั้นท่านก็ไปพิจารณาว่าท่านควรจะต้องแก้ไขหรือทำอะไรอย่างไรต่อไป เพื่อช่วยประเทศไทยในการเดินหน้า และสร้างความเข้าใจกับต่างประเทศให้เราด้วย อีกเรื่องหนึ่งคือในส่วนของการดำเนินงานต่าง ๆ ของรัฐบาลในเวลานี้ ผมก็เรียนว่าเราก็พยายามเดินหน้าอย่างเต็มที่ในทุก ๆ มิติ ก็ขอให้ทุกคนได้ให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันกับการทำงานของเรา ถ้าเราไม่ร่วมมือกันวันนี้ก็เดินหน้าไปไม่ได้ และเราแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นทุกคนต้องหันหน้ามาพูดคุยกัน และให้คำแนะนำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งใดก็ตามที่เป็นสิ่งที่ยังไม่ดีไม่เข้าใจ ผมยินดีน้อมรับทุกเรื่อง เพื่อจะนำไปสู่การแก้ไข แต่หลาย ๆ อย่างก็คงต้องใช้เวลา ไม่สามารถจะแก้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว อย่างไรก็ตามก็ขอขอบพระคุณในกำลังใจที่ให้กับพวกเราเสมอมา เราก็จะทำหน้าที่ของพวกเราให้ดีที่สุด ขอบคุณ สวัสดีครับ
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    นักกิจกรรมและบล็อกเกอร์ผู้จัดการประท้วงเรียกร้องเกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลาง (CPF) ถูกตำรวจตั้งข้อหา "ก่อกวนความสงบต่อสาธารณะ" จากการประท้วงเมื่อเดือน ก.ย. แม้ว่าเจ้าของสถานที่จะอนุญาตให้พวกเขาจัดการชุมนุมและไม่มีกฎห้ามชูป้ายหรือธงประท้วง

    24 ต.ค. 2557 บทบรรณาธิการเว็บไซต์เดอะเรียลสิงคโปร์ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหาชาวสิงคโปร์ 6 คนรวมถึงบล็อกเกอร์และนักกิจกรรมที่ชื่อฮันฮุยฮุยและรอย เงิง  ด้วยข้อหา "ก่อกวนความสงบต่อสาธารณะ" จากการที่พวกเขาเกี่ยวข้องกับการประท้วง #ReturnOurCPF เมื่อช่วงเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา

    เจ้าหน้าที่ตำรวจสิงคโปร์ออกคำสั่งเรียกให้ชาวสิงค์โปร์ทั้ง 6 คนไปรายงานตัวต่อศาลภายในวันที่ 27 ต.ค. ที่จะถึงนี้เพื่อรับทราบและชี้แจงต่อข้อกล่าวหาและจะมีการออกหมายจับถ้าหากพวกเขาไม่ไปรายงานตัวต่อศาล

    นอกจากนี้ยังมีชาวสิงคโปร์อีก 4 คนที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายเตือนจากการที่พวกเขาให้สัมภาษณ์ต่อสื่อในเรื่องการประท้วง โดยมีการจับกุมตัวพวกเขาก่อนจะปล่อยตัวไปพร้อมคำเตือน

    ตำรวจสิงคโปร์ทำการสืบสวนชาวสิงคโปร์ทั้ง 10 คนเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน รวมถึงฮันฮุยฮุยซึ่งเป็นผู้จัดการประท้วงและรอย เงิง ผู้กล่าวปราศรัยในการชุมนุมและถูกนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นประมาท เจ้าหน้าที่ยังได้สืบสวนเกี่ยวกับผู้เข้าร่วมการชุมนุมเพื่อตั้งข้อหา "ชุมนุมอย่างผิดกฎหมาย"

    เจ้าหน้าที่อ้างว่าชาวสิงคโปร์ 6 คนที่ถูกตั้งข้อหาก่อกวนงานพิธีการขององค์กรวายเอ็มซีเอและสร้างความรบกวนต่อสาธารณะได้กระทำการดังต่อไปนี้คือการเดินขบวนโดยรอบงานพิธีของวายเอ็มซีเอ ตะโกนเสียงดัง กล่าวคำขวัญแบบประสานเสียง โบกธง ถือป้าย เป่านกหวีด และตีกลอง

    ในกฎหมายของสิงคโปร์มาตรา 224 หมวด 268 ระบุว่า "บุคคลที่มีความผิดฐานรบกวนความสงบต่อสาธารณะคือผู้ที่กระทำหรือปล่อยปละละเลยอย่างผิดกฎหมายจนทำให้เกิดการบาดเจ็บ เกิดอันตรายหรือความรำคาญต่อสาธารณะหรือต่อบุคคลที่อาศัยหรือดำรงอยู่ในที่ดินแถบใกล้เคียง รวมถึงผู้ที่อาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บ การขัดขวาง อันตราย หรือการรบกวนต่อบุคคลที่มีโอกาสใช้สิทธิ์สาธารณะ"

    อย่างไรก็ตามอาจจะมีคนตั้งคำถามว่าการใช้สิทธิเพื่อการชุมนุมประท้วงของกลุ่มสปีกเกอร์สคอร์เนอร์มีความเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่อง "ก่อกวนความสงบต่อสาธารณะ" จริงหรือไม่ เนื่องจากตามธรรมชาติของการชุมนุมประท้วงต้องมีการตะโกนประสานเสียงคำขวัญและการถือป้ายกันอยู่แล้ว แต่การกระทำเหล่านี้กลับถูกอ้างเพื่อใช้ตั้งข้อกล่าวหาต่อพวกเขา ซึ่งจริงๆ แล้วในกฎข้อบังคับการใช้พื้นที่ที่พวกเขาประท้วงอนุญาตให้ใช้ป้ายหรือธงได้ ทำให้การตั้งข้อหาของตำรวจในเรื่องการใช้พื้นที่ประท้วงดูขัดแย้งในตัวเอง

    ในบทบรรณาธิการของเดอะเรียลสิงคโปร์ระบุอีกว่าข้อหา 2 ข้อหาที่ตำรวจใช้กล่าวหาผู้ชุมนุมคือ "การชุมนุมอย่างผิดกฎหมาย" และ "การก่อกวนความสงบต่อสาธารณะ" มีความหมายต่างกันโดยในสิงคโปร์การชุมนุมอย่างผิดกฎหมายคือ "การชุมนุมของกลุ่มคน 5 คนขึ้นไป...เพื่อข่มขวัญหรือแสดงกำลังในรูปแบบอาชญากรรม" โดยเดอะเรียลสิงคโปร์ระบุว่าการชุมนุมในวาระ #ReturnOurCPF เป็นการชุมนุมอย่างถูกกฎหมายตำรวจเลยหันมาเล่นงานด้วยอีกข้อหาหนึ่งแทน

    นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสงสัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาคมวายเอ็มซีเอกับพรรครัฐบาลของสิงคโปร์ เนื่องจากการใช้พื้นที่เดียวกันจัดงานแต่เพราะเหตุใดถึงไม่ถือว่างานพิธีของวายเอ็มซีเอรบกวนการประท้วงของ #ReturnOurCPF ทั้งๆ ที่เจ้าของพื้นที่อนุญาตให้มีการจัดงานทั้งสองงานในที่เดียวกันได้

    การประท้วง #ReturnOurCPF เป็นการเรียกร้องเกี่ยวกับ 'กองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลาง' ซึ่งเป็นระบบบังคับให้มีการออมเงินไว้ใช้หลังเกษียณและใช้กับโครงการต่างๆ เช่นการรักษาพยาบาลได้ แต่เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมารัฐบาลสิงคโปร์ประกาศเพิ่มเกณฑ์เงินรายได้ขั้นต่ำ (Minimum Sum) ของผู้มีสิทธิ์ใช้กองทุนร้อยละ 4.7 ทำให้กลุ่มนักกิจกรรมกังวลว่าจะเป้นการผลักคนบางกลุ่มไม่สามารถใช้กองทุนนี้ได้เนื่องจากค่าจ้างโดยเฉลี่ยของชาวสิงคโปร์เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.9 เท่านั้น

    ในการรณรงค์ "Return Our CPF!" หรือ "ทำให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลางกลับมาเป็นของเรา" ภายในเว็บไซต์ change.org ระบุถึงข้อเรียกร้อง 4 ประการเกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลางอีกทั้งยังเรียกร้องให้มีความโปร่งใสและการตรวจสอบการจัดการของกองทุนซึ่งถือเป็นสิทธิของประชาชน


    เรียบเรียงจาก

    HAN HUI HUI, ROY NGERNG AND FOUR OTHERS TO BE CHARGED IN COURT FOR PUBLIC NUISANCE, The Real Singapore
    โครงการรณรงค์ "Return Our CPF!"ใน change.org
    ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลางของสิงคโปร์

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เภสัชกรภาคใต้ มอบดอกไม้ให้กำลังใจ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่ช่วยผลักดันให้ร่าง พ.ร.บ.ยา กลับมายืนบนหลักการคุ้มครองผู้บริโภค

     
     
    เมื่อวานนี้ (24 ต.ค. 2557) ที่โรงแรมหรรษาเจบี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เวลาประมาณ 20.00 น. กลุ่มเภสัชกรภาคใต้ นำโดย เภสัชกรหญิงวนิดา บัวแย้ม หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลมหาราช นครศรีธรรมราช ในฐานะประธานกลุ่มเภสัชกรภาคใต้ ได้เป็นตัวแทนเภสัชกรในภาคใต้ (เครือข่ายเภสัชกรที่มาได้แก่ตัวแทนจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, สำนักวิชาเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, เภสัชกรจาก  รพช. สสจ. ชมรมเภสัชกรชุมชนจังหวัดสงขลา เภสัชกรการตลาดและนักศึกษาเภสัชศาสตร์) มอบดอกไม้แสดงความขอบคุณและให้กำลังใจกับรัฐมนตรี ที่ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่ ให้ยืนบนหลักการของการคุ้มครองผู้บริโภคและหลักความปลอดภัยทางยาอันเป็นหลักสากล
     
    อย่างไรก็ตามแม้ว่าในเบื้องต้น แม้ว่าทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาร่วมกับเครือข่ายวิชาชีพเภสัชกรรม ได้ร่วมปรับแก้ให้ร่างพระราชบัญญัติยาในแปดประเด็นที่เคยนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไปแล้วในระดับหนึ่ง  แต่กลุ่มวิชาชีพเภสัชกรก็ยังมีความห่วงกังวลอยู่ในอีกหลายขั้นตอนต่อไปจากนี้ อันได้แก่การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นอีก 2 เวทีคือ หนึ่ง เวทีกับบริษัทยา ภาคเอกชนและองค์กรพัฒนาเอกชน และสองเวทีรับฟังความเห็นจากสหวิชาชีพ ซึ่งมีข้อห่วงกังวลอยู่บ้างในการทำความเข้าใจร่วมกัน เนื่องจากฉบับที่มีการคัดค้านนั้น ได้เปิดช่องในการร่วมจ่ายยา ผสมยา หรือขายยาได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งเมื่อแก้ไขบนหลักคุ้มครองผู้บริโภคแล้ว การเปิดช่องดังกล่าวก็ลดน้อยลงไป  และหากสามารถทำความเข้าใจกันได้ดีก็จะทำให้ร่างฉบับใหม่นี้มีความสมบูรณ์ ก่อนจะผ่านจากมือกระทรวงสาธารณสุขไป
     
    หลังจากกนั้นร่างจะถูกส่งกลับไปที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและนำเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.ต่อไป ซึ่งขั้นตอนใน กฤษฎีกา และ สนช.นั้น ทางกลุ่มเภสัชกรก็คาดหวังให้เป็นบทบาทของกระทรวงสาธารณสุขในการผลักดันให้มีการแก้ไขที่น้อยที่สุด เพื่อให้ร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่มีความสมบูรณ์มากที่สุดและเป็นความหวังของประชาชนคนไทย ในการมีระบบยาที่ปลอดภัยและยืนบนหลักสากลในการคุ้มครองผู้บริโภค
     
    ซึ่ง ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมต.ว่าการกระทรวสาธารณสุขก็รับปากว่าจะดูแลอย่างเต็มที่ โดยใช้เวลาในการแลกเปลี่ยนข้อมูล สถานการณ์และความเห็นประมาณ 20 นาที
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    อบจ.สุรินทร์ชุ่ย-ร่อนหนังสือโครงการสร้างถนนผิดที่ หลอกให้ชาวบ้าน-นักเรียน ตชด.ชายแดนดีใจไม่พอ ยังนำป้ายชื่อโครงการไปติดตั้งถนนเส้นทางอื่น ชาวบ้านรวมตัวกันเผาประชด พร้อมเรียกร้องหน่วยงานระดับสูงตรวจสอบ เหตุหน่วยงานในพื้นที่ระดับจังหวัดพึ่งพาไม่ได้

     
     
     
     
    24 ต.ค. 2557 ชาวบ้านในพื้นที่ 2 ตำบล ประกอบด้วย ต.เทพรักษา และชาวบ้านภูมินิยมพัฒนา ต.ตาตุม อ.สังขะ จ.สุรินทร์ กว่า 50 คน ได้รวมตัวกันเผาป้ายโครงการสร้างถนนประชด โดยไม่ได้เผาจริงแต่อย่างใด เพื่อทวงคืนถนน โครงการจาก อบจ.สุรินทร์ที่หายไปกว่า 2 ปี ก่อนที่ชาวบ้านจะเห็นป้ายโครงการมาโผล่อีกพื้นที่หนึ่ง โดยป้ายโครงการดังกล่าว เป็นของ อบจ.สุรินทร์ ซึ่งระบุในป้ายว่า “องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์สิ้นสุดโครงการ ซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต โดยวิธี Pavement-Place Recycling สาย บ.ตาแตรว ต.เทพรักษา-บ.ภูมินิยม ต.ตาตุม อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ระยะทาง 3.350 กิโลเมตร” แต่กลับไปซ่อมสร้างถนนและปักป้ายโครงการที่บริเวณบ้านภูมิขนุน ม.8 ต.ดม อ.สังขะ และเป็นจุดสิ้นสุดการซ่อมสร้างถนน โดยจุดเริ่มต้นโครงการอยู่ที่บริเวณ 4 แยกไก่อบ บ.โชคชัยสามัคคี ม.10 ต.ชบ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ และก็มีป้ายโครงการขนาดใหญ่ระบุข้อความเดียวกันอีก ที่จุดเริ่มโครงการซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าป้ายโครงการที่จุดสิ้นสุดโครงการ  และมีการระบุวันเวลาและงบประมาณการสร้างอีกอย่างชัดเจนด้วยว่า” ระยะทาง 3.350 กิโลเมตร ไหล่ทางกว้างข้างละ 1.00 เมตร งบประมาณ 13,215,500  ระยะเวลาดำเนินการ 19 เมษายน 2555 สิ้นสุด 15 ตุลาคม 255” อีกด้วย ซึ่งเป็นคนละพื้นที่ ไม่ใช่เส้นทางหมู่บ้านและตำบลที่ระบุในป้ายแต่อย่างใด
     
    ขณะที่ชาวบ้านต่างระบุว่าป้ายดังกล่าวเหมือนเป็นการตอกย้ำความรู้สึกให้ชาวบ้าน หลังจาก อบจ.สุรินทร์ส่งหนังสือแจ้งดำเนินโครงการเส้นทางที่ระบุในป้าย ด้วยวงเงินค่าก่อสร้าง 13,215,500 บาท (สิบสามล้านสองแสนหนึ่งหมื่นห้าพันห้าร้อยบาทถ้วน) โดยกำหนดระยะเวลาก่อสร้างไว้ 180 วัน เริ่มต้นสัญญาจ้างวันที่ 19 เม.ย.2555 และสิ้นสุดสัญญาวันที่ 15 ต.ค.ซึ่งมีบริษัทรับเหมาแห่งหนึ่งมีชื่อระบุอย่างชัดเจน มายัง อบต.เทพรักษา อ.สังขะ ก่อนที่ อบต.เทพรักษาจะประกาศให้ชาวบ้านทราบว่าจะมีการสร้างถนนตามที่ระบุ และได้สร้างความดีใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป้นอย่างยิ่งและพากันตั้งหน้าตั้งตารอคอยที่จะได้ใช้ถนนสัญจรอย่างสะดวก โดยเฉพาะเด็กนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านตาแตรว ซึ่งมีนักเรียนจากหลายหมู่บ้านที่ต้องใช้เส้นทางดังกล่าวเดินทางมาโรงเรียนอย่างยากลำบาก โดยเฉพาะหน้าฝนที่ถนนถูกตัดขาด บางวันนักเรียนไม่สามารถเดินทางมาเรียนได้และต้องขาดเรียน รวมไปถึงการสัญจรของชาวบ้านและเกษตรกรที่บรรทุกพืชผลทางการเกษตรก็ไม่สามารถสัญจรได้  
     
    ทำให้ที่ผ่านมาชาวบ้านในพื้นที่ 2 ตำบล พยายามร้องเรียนขอความเห็นใจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแล้วหลายปี แต่ก็ไม่ได้รับการเหลียวแล จนชาวบ้านในพื้นที่ทำหนังสือถวายฎีกาต่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งเสด็จมาพระปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่ ร.ร.ตำรวจตระเวนชายแดนบ้านตาแตรว จนต่อมาสำนักราชเลขาธิการ ได้ส่งเรื่องมาให้จังหวัดสุรินทร์ดำเนินการประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาช่วยเหลือราษฎร ถึงแม้พื้นที่ถนนดังกล่าวบางจุดจะเป็นพื้นที่ สปก.ก็ตาม แต่ก็ได้มีการอนุญาตให้มีการสร้างถนนได้เพื่อการช่วยเหลือประชาชนและเด็กนักเรียนที่เดือดร้อนจน อบจ.สุรินทร์ มีโครงการสร้างถนนให้ชาวบ้านและได้ส่งหนังสือประกาศให้ชาวบ้านทราบก่อนที่โครงการจะหายไปกว่า 2 ปีและมาพบสร้างอีกพื้นที่หนึ่งดังกล่าว
     
    อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสุรินทร์ นำโดยนายวรชัย ศรีสุวรรณวัฒนา ป้องกันจังหวัดสุรินทร์ ได้เรียกหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องเพื่อประชุมชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นที่ อบต.เทพรักษา โดยมีตัวแทนจาก อบจ.สุรินทร์ คือนายประพณ นิวัฒน์บรรณหาร นายช่างโยธา อบจ.สุรินทร์ และนายไพทูรย์  ชมชื่น นายช่างโยธา อบจ.สุรินทร์ นางสาวนฤมล เมธาศรี ปลัดอำเภอสังขะ ตัวแทนจากสำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัดสุรินทร์, นายเต็ม  สามสี นายก อบต.เทพรักษา พร้อมด้วยนายสำราญ  เมินดี สมาชิก อบต.เทพรักษา และสมาชิก อบต.เทพรักษาอีกหลายคนรวมถึงตัวแทนชาวบ้าน มาร่วมประชุมกว่า 30 คน
     
    โดยตัวแทนจาก อบจ.สุรินทร์ได้ยอมรับว่า อบจ.สุรินทร์ได้ส่งหนังสือแจ้งดำเนินโครงการไปยัง อบต.เทพรักษาผิดที่ โดยโครงการสร้างถนนที่ส่งไปยัง อบต.เทพรักษาดังกล่าว เป็นโครงการสร้างถนนในพื้นที่ ต.บ้านชบ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ขณะที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสุรินทร์ก็ได้รับปากกับตัวแทนชาวบ้านว่าจะติดตามและตรวจสอบโครงการดังกล่าว จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับคำตอบและเงียบหายไปอีก
     
    ทั้งนี้ชาวบ้านต่างตั้งข้อสังเกตว่า หลังจาก อบจ.สุรินทร์ระบุว่าส่งหนังสือผิดที่กลับไม่มีหน่วยงานระดับจังหวัดเข้าไปตรวจสอบว่ามีการทุจริตหรือไม่อย่างไร อีกทั้ง อบจ.สุรินทร์ ระบุว่าส่งหนังสือโครงการส่งผิดที่นั้น แต่กลับยังมีป้ายโครงการ ซึ่งเป็นชื่อหมู่บ้าน-ตำบล ของชาวบ้านที่เดือดร้อนไปปัก ยังอีกพื้นอีกพื้นที่หนึ่ง  ซึ่งเป็นการแสดงเจตนาหลอกลวงชาวบ้านได้อย่างชัดเจน จึงรวมตัวกันเดินทางไปประท้วงเผาป้ายประชดในครั้งนี้ และต่างฝากถึงหน่วยงานระดับประเทศให้ช่วยลงมาตรวจสอบ เพราะชาวบ้านไม่เชื่อมั่นหน่วยงานในระดับจังหวัดอีกแล้ว
     
    นายสำราญ  เมินดี สมาชิก อบต.บ้านตาไท ต.เทพรักษา อ.สังขะ จ.สุรินทร์ กล่าวว่า ตนได้นำชาวบ้านมาดูเส้นทางและป้ายที่ อบจ.สุรินทร์บอกว่าร่อนเอกสารไปผิดที่มันเป็นยังไง น่าจะมีการโยกโครงการมาทั้งหมด ถ้า อบจ.สุรินทร์ ไม่คิดจะช่วยชาวบ้าน ก็อย่าทำอย่างนี้เลยมันน่าน้อยใจ  ถ้าจะทำถนนที่อื่นก็ใช้ชื่อป้ายโครงการของที่นั่น ไม่น่าจะเอาชื่อป้ายโครงการของ ต.เทพรักษา-ต.ตาตุม มาตั้งไว้แบบนี้ แล้วพื้นที่ที่ตั้งป้ายก็ไม่ใช่พื้นที่ ต.ตาตุม-ต.เทพรักษา เลย มันเป็นเส้นทางระหว่าง ต.ดม กับ ต.ชบ อ.สังขะ ชาวบ้านที่เขาเดือดร้อนจริงๆพอมาเห็นป้ายแล้ว ชาวบ้านน้อยใจแทบจะร้องไห้แล้ว ไม่สร้างก็ไม่ว่า แต่อย่าทำอย่างนี้เลย ขอฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการทุจริตให้ช่วยตรวจสอบว่าการทำแบบนี้เป็นการทุจริตหรือเปล่า พอที่ประชุมที่ผ่านมาก็บอกว่า ไม่ต้องการเจรจาหาคนผิด ซึ่งจริงๆชาวบ้านก็อยากให้หาคนผิดมารับผิดชอบด้วย
     
    นายณเรศ  พูดจางาม  ชาวบ้านภูมินิยม ต.ตาตุม อ.สังขะ จ.สุรินทร์ กล่าวว่าตาอยากจะขอร้องผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะ อบจ.หรือผู้ที่มีอำนาจต่างๆที่เกี่ยวกับถนนเส้นนี้ อยากให้มาดูว่าถนนที่สร้างถูกจุดตรงตามแผนที่หรือไม่ ซึ่งป้ายระบุว่าเป็นถนนระหว่างบ้านตาแตรว ต.เทพรักษา เชื่อมกับบ้านภูมินิยม ต.ตาตุม แต่กลับมาปักไว้อีกพื้นที่  อย่างไรก็ตามอยากให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องรับผิดชอบหรือทำอะไรก็ได้ให้ถนนที่ระบุในป้ายซึ่งเป็นพื้นที่จริง สามารถที่จะสัญจรได้เหมือนที่อื่น ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย ถนนไม่สร้าง จนน้ำเซาะขาด หลุมท่วมหัว อยากขอร้องให้ อบจ.สุรินทร์มาดูแลให้ด้วย  โดยเฉพาะเด็กนักเรียนที่จะต้องเดินทางไปเรียนโรงเรียน ตชด.บ้านตาแตรว ที่เดินทางยากลำบาก บางวันถนนขาดไปไม่ได้ก็ต้องขาดเรียนอีกด้วย
     
    นายเพลิน พะสุรัมย์  อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 136 ม.10 บ้านภูมนิยม ต.ตาตุม อ.สังขะ จ.สุรินทร์ กล่าวว่า ป้ายที่เห็นนั้นปักผิดสถานที่ เคยปักป้ายผิดมาครั้งหนึ่งแล้ว ผิดแล้วผิดเล่าผิดไม่ยอมเลิกยอมลา ถนนที่เดือดร้อนจริงๆในป้าย ชาวบ้าน-นักเรียนเขาเดือดร้อนจริง ก็ยังเอาโครงการมาสร้างซ้ำถนนที่มีอยู่แล้วอีก ให้มาดูป้ายเอาเองว่าป้ายตั้งอยู่ที่ไหน  อยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบ อยากให้นายก อบจ.ลงมาดูป้าย มาดูเส้นทางจริงๆว่าผิดที่และชาวบ้านเดือดร้อนจริงหรือไม่ ไม่ได้แกล้งเอาประชาชนมายืนชี้ ให้ท่านมาดูเอง ถนนเป็นหลุมลึก รถบรรทุกผลผลิตทางการเกษตร ทั้งยางพารา ก็สัญจรผ่านไม่ได้ ยังดีที่เด็กนักเรียนปิดเทอมอยู่
     
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    วีดีโอที่ผู้จัดทำพยายามจะนำเสนอถึงการเคลื่อนไหวและการรณรงค์ของคนในพื้นที่ โดยเฉพาะขบวนการนักศึกษาตั้งแต่ปีที่ 1 จนถึงปีที่ 9 ของการรำลึกถึงวีรชนเหตุการณ์ตากใบ 25 ตุลา

     

     
    เหตุการณ์สลายการชุมนุมตากใบเกิดขึ้นเมื่อมีราษฎรชาย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่อาสาสมัครจำนวน 6 คนถูกจับกุม และมีการเดินขบวนเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวทั้ง 6 คน ดังกล่าวในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมีการเรียกกองกำลังเสริมจากกองทัพทหาร จึงมีการพูดคุยต่อรองกันให้สลายการชุมนุม แต่ด้วยสถานการณ์ที่ตึงเครียด ผู้ชุมนุมไม่ยอมสลายการชุมนุมจนกว่าจะมีการปล่อยตัวทั้ง 6 คน ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจึงใช้แก๊สน้ำตาในการสลายการชุมนุม
     
    หลังจากนั้นประชาชนในพื้นที่หลายร้อยคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ถูกเจ้าหน้าที่จับกุม ถูกถอดเสื้อ ผูกมือไพล่หลังด้วยเสื้อผ้าของเขาเอง ถูกจัดท่าให้นอนราบลงกับพื้น และนำขึ้นบนรถจีเอ็มซีทับกันหลายชั้นออกจากสถานีตำรวจภูธรตากใบ ไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี โดยมีระยะทางไกลถึง 120 กิโลเมตร ส่งผลให้มียอดผู้เสียชีวิตถึง 78 ราย หลังจากถูกยิงเสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ 6 ราย
     
    ทั้งฝ่ายรัฐบาล และทหาร โดย พล.ต.สินชัย นุตสถิตย์ รองแม่ทัพภาคที่ 4 ออกมาชี้แจงพร้อมกับกระทรวงกลาโหมว่า "ไม่มีการวิสามัญฆาตกรรมผู้ชุมนุมแต่อย่างใด แต่การเสียชีวิตของกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นเกิดจากความหิวในช่วงเดือนแห่งการถือศีลอด มีอาการเสียเหงื่อมาก จึงทำให้เกิดอาการช็อก"
     
    ต่อมาคลิปวิดีโอภาพเคลื่อนไหวที่ถูกถ่ายไว้เผยแพร่สู่สาธารณชน ได้แสดงภาพทหารเตะ ทุบตีประชาชนที่ถูกจับมัดไว้เรียบร้อยแล้ว และนอนอยู่บนพื้นโดยไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ต่อมาในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ผู้ที่ถูกจับกุมถูกทหารโยนเข้าไปในรถบรรทุก ซึ่งจะนำไปส่งยังค่ายทหารในจังหวัดปัตตานี ผู้ที่ถูกจับกุมนอนทับกันถึงห้าหรือหกชั้นในรถบรรทุก และเมื่อรถบรรทุกดังกล่าวมาถึงค่ายทหารในอีกสามชั่วโมงถัดมา หลายคนก็เสียชีวิตไปแล้วเนื่องจากขาดอากาศหายใจ
     
    เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้คนในพื้นที่รับไม่ได้กับการกระทำอย่างไร้มนุษยธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงมีการรณรงค์และรำลึกทุกๆปีของวันที่ 25 เดือนตุลาคม เพื่อให้รัฐและสังคมรับรู้ไว้ว่าการแก้ปัญหาด้วยวิธีการใช้ความรุนแรง มันส่งผลเสียมากกว่าผลดีอย่างมหาศาล
     
    ในวีดีโอชิ้นนี้ ผู้จัดทำ พยายามจะนำเสนอถึงการเคลื่อนไหวและการรณรงค์ของคนในพื้นที่ โดยเฉพาะขบวนการนักศึกษาตั้งแต่ปีที่ 1 จนถึงปีที่ 9 ของการรำลึกถึงวีรชนเหตุการณ์ตากใบ 25 ตุลา
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เมื่อวันที่ 22 - 23 ต.ค.57 ณ เทศบาลตำบลคำบ่อ จังหวัดสกลนคร ศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมเครือข่ายไทบ้านผู้ไร้สิทธิสกลนคร จัดเวทีเรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิจัดการทรัพยากรในชุมชนและสิทธิการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม โดยมีชาวบ้านดานเม็ก ต.สำราญ อ.สามชัย จ.กาฬสินธุ์ บ้านจัดระเบียบ ต.หลุบเลา บ้านโนนเจริญ ต.กกปลาซิว อ.ภูพาน จ.สกลนคร รวมทั้งพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมกว่า 60 คน

    นายสมนึก ตุ้มสุภาพ ผู้อำนวยศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า จากปัญหาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและการใช้ประโยชน์ ปัญหาดังกล่าวถูกสั่งสมมายาวนานจนกลายมาเป็นรากเหง้าแห่งปัญหาทางสังคม ทั้งนี้หากพิจารณาตามสภาพปัญหาก็อาจแตกต่างกันไปแต่ละท้องถิ่น แต่ประเด็นที่ควรพิจารณาในหลักธรรมชาติว่าด้วย สิทธิมนุษย์ มักไม่ถูกอธิบายให้เป็นไปในทางธรรมชาติของชุมชนในท้องถิ่น หรือไม่อาจสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงในระบบวิถีชุมชน โดยมักถูกอธิบายแยกส่วนว่าสิทธิเกิดขึ้นได้จากผู้มีอำนาจ จากผู้ปกครองเป็นผู้กำหนดสถานะแห่งสิทธิ เสมือนกลุ่มผู้ด้อยโอกาสหรือชาวบ้านถูกกำหนดว่าไม่มีสถานภาพพอที่จะสามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้

     ผ.อ.ศูนย์ ฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า องค์ประกอบที่สำคัญ คือการสร้างความเข้าใจอย่างถ่องแท้เพื่อเติมเต็มความเป็นธรรมให้แก่สังคม ทางศูนย์ฯ จึงร่วมกับองค์กรชาวบ้านจัดเวทีเรียนรู้เรื่องสิทธิที่ทุกคนต้องมีความเข้าใจในสิทธิโดยธรรมชาติของตนและชุมชนถิ่นฐาน พร้อมกับเติมเต็มกระบวนการเรียนรู้กฎหมาย รวมทั้งเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลในการที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการทางชั้นศาล ด้วยว่าชาวบ้านในพื้นที่ มีข้อพิพาทในเรื่องที่ดินทำกินกับหน่วยงานภาครัฐ ทั้งในขณะนี้ชาวบ้านก็ยังถูกดำเนินคดี

    ด้านนายถนอมศักดิ์ ระวาดชัย ทนายความประจำศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า สถานการณ์ชาวบ้านด่านเม็ก อ.สามชัย จ.กาฬสินธุ์ มีพื้นที่ทับซ้อนกับพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าภูพาน บ้านจัดระเบียบ ต.หลุบเลา อ.ภูพาน จ.สกลนคร มีพื้นที่ทับซ้อนกับพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงชมภูพาน ดงกระเฌอ แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าชุมชนได้ตั้งถิ่นฐานมาก่อนและมีการจัดการทรัพยากรอย่างยังยืน ตลอดมาก็ตาม แต่ยังถูกหน่วยงานของรัฐใช้มาตรการทางกฎหมาย มาดำเนินคดีพี่น้องชาวบ้าน ส่งผลให้ชาวบ้านถูกดำเนินคดีไปแล้วกว่า 40 ราย และยังอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนอีกเป็นจำนวนมาก

    “ อีกทั้งยังถูกหน่วยงานของรัฐ ซึ่งอาศัยอำนาจตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คสช.ที่ 64/57 มีคำสั่งให้ตรวจยึดพื้นที่ ไล่รื้อ และข่มขู่คุกคามชาวบ้านไม่ให้เข้าไปใช้ประโยชน์และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในขณะนี้ กรณีปัญหาที่พิพาทดังกล่าวเริ่มหนักหน่วง ดังนั้น จากปัญหาดังกล่าว ทางศูนย์ ฯ จึงได้จัดเวทีเรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิจัดการทรัพยากรในชุมชนและสิทธิการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ร่วมกับชาวบ้าน และเป็นการสร้างความเข้าใจกับหน่วยงานของรัฐ เพื่อร่วมกันทางออกทาง และเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างยังยืน โดยเน้นการมีส่วนร่วมกับชุมชน และท้องถิ่น” ทนายประจำศูนย์กล่าว

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    “ม.ล.ปนัดดา” ยอมรับผลการตรวจสตอกข้าวรัฐบาลยังไม่สมบูรณ์  สรุปผลยังไม่ได้ ต้องตรวจดีเอ็นเอเพิ่ม แต่จะทำอย่างรวดเร็ว วอนอย่ามองเป็นการจับผิดโครงการรับจำนำข้าว แต่เพื่อความรอบคอบ

     
    25 ต.ค. 2557 สำนักข่าวไทยรายงานว่า ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ ให้สัมภาณ์ ถึงความชัดเจนในการตรวจสอบข้าวในสตอกของรัฐบาลว่า ขณะนี้การตรวจสอบปริมาณข้าวในสตอกที่เก็บอยู่ในโกดังต่างๆ เสร็จสิ้นแล้ว
     
    อย่างไรก็ตาม ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า เพื่อให้ครอบคลุมทุกกระบวนการ และสอดคล้องกับความต้องการของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้การตรวจสอบข้าว มีความสมบูรณ์ครบถ้วน คณะอนุกรรมการจึงขอให้นักวิชาการจากกระทรวงพาณิชย์ และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน  มาตรวจสอบดีเอ็นเอของข้าวด้วย ว่าเป็นข้าวในประเทศไทย หรือ มีการนำข้าวต่างประเทศมาสวนสิทธิ์หรือไม่
     
    ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า  การตรวจสอบเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ดำเนินการด้วยความรอบคอบ จึงต้องให้เวลาเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการ ไม่สามารถกำหนดกรอบหรือเร่งรัดได้ แต่ยืนยันว่าจะดำเนินการด้วยความรวดเร็ว และเมื่อทุกขั้นตอนดำเนินการเสร็จสิ้น จะมีการแถลงอย่างเป็นทางการ
     
    “ตอนนี้การตรวจสอบอยู่นอกเหนืออำนาจของสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและคณะอนุกรรมการแล้ว เป็นขั้นตอนให้นักวิชาการช่วยตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งจะเร่งรัดไม่ได้ แต่จะทำงานอย่างเต็มที่ เพราะจะต้องมีเรื่องที่เกี่ยวกับการส่งออกข้าว และขออย่ามองว่า การตรวจดีเอ็นเอเป็นการจับผิดโครงการรับจำนำข้าว แต่เพื่อให้ครบถ้วนสมบูรณ์เท่านั้น และเมื่อได้ความชัดเจน จะส่งข้อมูลทั้งหมดให้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)” ม.ล.ปนัดดา กล่าว
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai