Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    สัมภาษณ์ จันจิรา สมบัติพูนศิริ มุมมองต่อเคลื่อนไหวของขบวนการประชาธิปไตยใหม่ การทำให้การ discredit เป็นเรื่องเหนือจริง ทิศทาง และการเดินหน้าก้าวต่อไป เมื่อการต่อสู้คือการทำให้คนที่ไม่เห็นด้วย กลายเป็นพวกเดียวกัน

    ภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2558 (แฟ้มภาพประชาไท)

    จะว่าไปแล้วหลังจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ในด้านกลับของความพยายามกดสังคมให้เงียบสงบ ย่อมต้องมีการต่อต้าน และส่งเสียงแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยบนท้องถน ทว่ากระแสต่อต้านดังกล่าว กลับถูกทำให้หายไปโดยการเรียกปรับทัศนคติ การสกัดกั้นทุกวิถีทาง เพื่อบรรลุเป้าหมายที่เชื่อกันว่า สังคมควรจะสงบเสียที แม้กระทั่งการจัดงานเสวนาวิชาการบางงานไม่สามารถจัดได้ ผู้จัดและวิทยากรบางรายถูกเรียกเข้าไปพูดคุย หรือการรวมตัวพูดคุยปัญหาปากท้องของชาวบ้านในบางพื้นที่กลายเป็นภัยต่อความมั่นคง

    ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเราไม่เห็นมวลชนจำนวนออกมาประท้วงรัฐบาล เหมือนดังที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ แต่บ่อยครั้งที่เราเห็นกลุ่มคนเล็กๆ ที่ดูจากอายุอานามก็พอจะเรียกได้ว่าเป็น ‘คนรุ่นใหม่’ ออกมายืนยันในสิ่งที่พวกเขาเชื่ออยู่ตลอดว่า การทำรัฐประหารเป็นสิ่งผิด และส่งผลกระทบโดยตรงกับประชาชน

    และที่ทราบกันดีตอนนี้ ‘คนรุ่นใหม่’ ทั้ง 14 คน ถูกฝากขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร หลังจากเปิดหน้าเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันครบรอบหนึ่งปีรัฐประหาร จนถึงวันที่พวกเขาถูกจับกุม(อ่านTimeline การเคลื่อนไหวของขบวนการประชาธิปไตยใหม่)

    การเคลื่อนไหวที่ ‘คนรุ่นใหม่’ เป็นผู้เดินออกหน้า การประกาศอารยะขัดขืน การยอมถูกจับกุม การถูก discredit พร้อมการกับการมองต่อไปข้างหน้า ประชาไทสัมภาษณ์ จันจิรา สมบัติพูนศิริ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าของวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับสันติวิธีและอารมณ์ขันในเซอร์เบียช่วงทศวรรษ 90 เรานั่งคุยกันชั่วโมงกว่า ในร้านกาแฟ ย่านสีลม สถานที่ซึ่งชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ พลุกพล่านมากที่สุดที่หนึ่ง

    ประชาไท : การเคลื่อนไหวในช่วงตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย. หน้า สน.ปทุมวัน ของขบวนการประชาธิปไตยใหม่ จนถึงวันที่ถูกจับกุมตัว มีนัยยะสำคัญอย่างไร

    จันจิรา: อย่างแรก มันเป็น Step การเคลื่อนไหวที่มีมาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ยังไม่มี Message ที่เปลี่ยนแปลงมากนัก ข้อแตกต่างอย่างหนึ่งคือ มันริ่มขยายไปยังกลุ่มที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน และกลุ่มที่ทำงานภาคประชาชนมากขึ้น ทั้งๆ ที่เคยออกมาต่อต้านรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดิฉันมองว่า สิ่งนี้มีนัยยะอย่างสำคัญ

    การเคลื่อนไหวหลายๆ ครั้งที่ผ่านมามันมีภาพลักษณ์ เป็นขบวนการของนักการเมือง หรือเสื้อแดงอย่างปฏิเสธไม่ได้  เพราะฉะนั้นการระดมมวลชนที่ผ่านมาให้ออกมาเยอะได้ เพราะมันมีฐานการเมือง ทีนี้ถามว่าครั้งนี้ต่างออกไปหรือไม่ ค่อนข้างต่าง ในแง่วิธีการระดมมวลชล แต่ในแง่ Message ไม่ต่างมาก การรวมกลุ่มของกลุ่มที่สนับสนุนประชาธิปไตย กับกลุ่มเรื่องสิทธิชาวบ้าน มันมารวมกันได้ เพราะตอนนี้คนได้รับผลกระทบจากรัฐบาลทหารมากขึ้น

    แต่สิ่งต้องทำความเข้าใจคือ ในขบวนการสันติวิถีมันประสบความสำเร็จยาก ถ้ามันไม่สามารถหาคนที่เคยเห็นด้วยกับฝ่ายตรงข้ามมาเป็นพวกเดียวกันได้

    เพราะฉะนั้นเวลาที่เราบอกว่าการเมืองของสันติวิถี เป็นแค่เป็นการเมืองภาคประชาชนหรือเปล่า มันไม่ใช่ เพราะสันติวิถีมันคือการเมือง หมายความว่าการเมืองเป็นการปะทะกันในเรื่องอำนาจของกลุ่มการเมือง เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะสู้ทางอำนาจ คุณต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่าอะไรเป็นฐานความชอบธรรมที่ผดุงอำนาจของอีกฝ่ายอยู่ ถ้าคุณวิเคราะห์ไม่เห็นว่าฐานความชอบธรรมของรัฐบาลทหารคืออะไรบ้าง คุณก็จะสื่อสารกับคนที่จริงๆ แล้วเห็นด้วยกับ message ของคุณอยู่นี้แล้ว ฉะนั้นคุณก็จะได้แต่พวกเดียวกัน และมันจะกลายเป็นแค่การเชียร์มวย

    สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือในเวลาที่คุณส่ง message เดิม ในเรื่องอุดมการณ์ พูดถึงประชาธิปไตยในฐานะบรรทัดฐานบางอย่างที่เป็นสากล คือมันมีคนที่เห็นด้วย แล้วก็มีคนที่ไม่เห็นว่ามันสำคัญตรงไหน ปัญหาก็คือ คนที่เห็นด้วยกับประชาธิปไตยไม่เคยเล่าให้คนที่ไม่เข้าใจว่า ประชาธิปไตยมันสำคัญตรงไหน แล้วมันเกี่ยวข้องกับสังคมอย่างไร เพราะฉะนั้น การรวมตัวกันของภาคประชาชนระดับชาวบ้าน กับกลุ่มเคลื่อนไหวที่เป็นปัญญาชน หรือนักศึกษา อย่างหนึ่งมันทำให้เห็นว่าปัญหาของประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มันเกี่ยวข้องกับปัญหาปากท้องของผู้คน ซึ่งเป็นชาวบ้าน โจทย์ใหญ่คือ คนในกรุงเทพเขาคงไม่สนใจปัญหาเรื่องเหมือง ปัญหาเรื่องที่ทำกิน เพราะฉะนั้นทำยังไงให้ข้อความประชาธิปไตยในแบบของเรามันไปเกี่ยวข้องกับชีวิตของเขาได้

    ขอย้อนกลับมามองถึงวินาทีที่พวกเขาถูกจับกุม คนที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า แต่ละคนไม่ได้มีความรู้สึกหวาดกลัวแต่อย่างใด ตรงนี้สะท้อนให้เห็นอะไรได้บ้าง

    ในการต่อสู้หลายที่ การถูกจับแบบนี้มันเป็นสิ่งที่เรียกว่า trigger event คือมันเป็นการจุดประกายให้กับของที่ใหญ่กว่า เช่นใน ตูนีเซีย ก่อนที่มันจะลุกลามเป็น  Arab Spring มันก็มีการเผาตัวของพ่อค้าขายผลไม้ที่รู้สึกไม่พอใจกับการเป็นอยู่ของชีวิตตัวเอง จุดนี้มันคล้ายๆ การปลุกความโกรธของผู้คน ทำให้ผู้คนรู้สึกว่า เฮ้ยเรามีปัญหาเดียวกัน หากเราปล่อยให้ชีวิตมันแย่ไปกว่านี้ เราก็จะจบลงเหมือนผู้ชายคนนี้ ทีนี้ถ้าถามว่าเหตุการณ์ครั้งนี้มันจะกลายเป็น trigger event ได้ไหม ตอนนี้ยังอยู่ในสภาวะตัดสินใจ ชั่งน้ำหนัก

    หมายความว่าตอนนี้ภาระไม่อยู่กับที่คนในคุก มันมีนัยยะว่าทำไมเขาไม่อยากประกันตัว เราเข้าใจว่าเขาอยากให้มีการเคลื่อนไหวข้างนอก อย่างเป็นระบบ ปัญหาก็คือ มันเป็นปัญหาของภาคประชาสังคมไทยระดับใหญ่ คือว่าเราไม่เคยเคลื่อนอย่างเป็นระบบได้ และความอ่อนแอของประชาชนมันเป็นฐานอำนาจสำคัญของทหาร และทหารเป็นองกรค์ที่การจัดการมากที่สุด มันมี consensus คือมีหัวสั่ง ข้างล่างทำ

    นั่นหมายความว่า เพื่อการต่อสู้แล้ว ตัวขบวนการประชาธิปไตยใหม่เอง ต้องมีลำดับขั้นเหมือนกันอย่างนั้นหรือเปล่า

    ภาพประชาชนที่เราเห็นตอนนี้ อย่างน้อยคุณไม่ต้องเป็นลำดับชั้นก็ได้ เพียงแต่ว่าทำอย่างไรให้มันมี consensus ร่วมกัน คือมีความเห็นรวมกัน คือเราจะมีความเห็นรวมกันได้ว่า ตอนนี้เราต้องการคือ 1.ข้อความปลุกระดม  2.เราต้องการPartner หรือเราต้องการเพื่อนร่วมงานกลุ่มไหนบ้าง 3.mission หรือวิสัยทัศน์ของกระบวนการเป็นอย่างไร เราต้องการเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไร

    ดิฉันคือว่านี้มันเป็นจุดที่ประสานกันของสันติวิธีกับประชาธิปไตย ตอนนี้มีหลายคนไหมที่ลังเลกับทั้งสองฝ่าย ดิฉันว่าเยอะที่ลังเลกับทั้งรัฐบาล คสช. ลังเลกับทั้งฝ่ายที่เคลื่อนไหวก็เยอะ เพียงแต่ว่าความลังเลนั้น ต้องถามก่อนว่ามันมาจากไหน ดิฉันว่ามันมาจากฐานที่ว่าถ้าไม่มี คสช. แล้วยังไงต่อ คนจำนวนมากไม่รู้ คือมันเห็นมาเยอะแล้ว เราไม่ได้อยู่ในสมัย 14 ตุลาคม 6ตุลาคม คือเราไม่เห็นว่าหลังประชาธิปไตยเป็นอย่างไร แต่ว่าคนหลายๆรุ่น รุ่นพ่อรุ่นแม่เราเห็นมาหมดแล้วว่าหลังประชาธิปไตยเป็นอย่างไร แล้วเขาไม่อยากให้กลับไปสู่จุดนั้นไม่ว่าจะด้วยเหตุผลไม่ชอบทักษินเพียงแต่เขารู้สึกว่ารูปแบบประชาธิปไตยแบบนั้นเขาไม่ชอบ

    เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรให้มันมีเวทีร่วมกันว่า ให้คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ หรือคนชนชั้นกลาง คนที่ทำงานหรือพนักงาน office จริงๆ แล้วความหวังทางการเมืองของเขาคืออะไร เป็นหน้าที่ของกระบวนการที่จะต้องถ่ายทอดความหวังของคนเหล่านี้ขึ้นมา พูดง่ายๆ คือรัฐบาลทหารจะอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีชนชั้นกลางสนับสนุน

    เมื่อไรก็ตามที่คนกลุ่มนี้ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาล เมื่อนั้นก็จบละ เช่น ในรัฐบาลเพื่อไทย หรือรัฐบาลปี 35 รัฐบาลเหล่านั้นจบ เพราะว่าคนเหล่านี้ไม่ชอบ คนชนบทจะชี้ว่ารัฐบาลไหนจะมา แต่ว่าคนเหล่านี้จะชี้ว่ารัฐบาลไหนจะไป เราต้องดูว่าทำอย่างไรสองสิ่งนี้จะไปด้วยกันได้ เราไม่ต้องทำวันนี้พรุ่งนี้ก็ได้ เพียงแต่ว่า step ถัดไปจากนี้ ถ้าจะทำให้การถูกขังของนักศึกษา 14 คนมีคุณค่า คุณต้องคิดว่าทำอย่างไรถึงจะขยายฐานสนับสนุนของขบวนการได้

    การเกิดขึ้นของปรากฏการณ์นิ้วกลม เรียกได้ว่าเป็นการขยายฐานสนับสนุนหรือเปล่า

    ใช่ ปรากฏการณ์นิ้วกลม การมีกระบอกเสียงแบบนี้ มันทำให้คนไม่เคยสนใจสิ่งเหล่านี้ลุกขึ้นตั้งคำถาม ทำให้คนสงสัย และเริ่มเอียงมาเข้าข้างฝ่ายที่สนับสนุนประชาธิปไตยได้

    สิ่งที่สำคัญในการขยายฐานการสนับสนุน ดิฉันคิดว่าการหาสัญลักษณ์เป็นเรื่องสำคัญ คือเราต้องมีสัญลักษณ์สื่อสารกับชนชั้นกลางได้ ในส่วนนักศึกษาฉันยังไม่เห็นว่ามันมีสัญลักษณ์ เช่นมันไม่มีแบบว่าไปกินไอติมที่เซเว่นเซนหรือไปเดินสยามอะไรแบบนั้น เพราะฉะนั้นการเคลื่อนไหวมันยังอยู่ในกรอบฝ่ายซ้าย ถามว่าฝ่ายซ้ายมีประโยชน์ไหม ตอบว่ามี เพียงแต่ว่าคุณต้องนึกถึง marketing

    เอาเข้าจริงๆ แล้วตอนนี้ มันมีการทำสิ่งที่เราเรียกว่า political marketing  ก็คือคุณจะทำอย่างไรให้คนซื้อไอเดียคุณ เราต้องไปถึงจุดนั้น ไม่อย่างนั้นเราก็พูด เราก็บ่นกันอยู่ในกลุ่มพวกเราเองมันไม่ได้ออกไปไหน เพราะฉะนั้นมันจึงสำคัญว่ามันยิ่งไปทำให้ฐานอำนาจของรัฐบาลเข้มแข็งขึ้น เพราะว่ารัฐบาลทหารอยู่ได้ ด้วยการบอกว่าอะไรคือภัยคุกคามเพราะว่าตอนนี้ประเทศกำลังอยู่ในช่วงอ่อนไหว แล้วการเคลื่อนไหวที่ไปตอกย้ำข้ออ้างนี้ ยิ่งทำให้ตัวกระบวนการนี้อ่อนกำลัง

    ขณะเดียวกันที่มีการออกมาสนับสนุนขบวนการการประชาธิปไตยใหม่ ก็ยังคงเห็นการ Discredit เกิดขึ้นอยู่ มองเรื่องนี้อย่างไร

    ถ้าเราเข้าใจอำนาจของคำ ภาษาวิชาการเรียกว่า วาทกรรม อันนี้มันคือการช่วงชิงกันอยู่แล้ว หมายความว่า ของพวกนี้มันมีสองทางคือ ผู้ผลิตวาทกรรม และผู้บริโภค ทีนี้ การที่ทหารบอกว่า พวกนี้มีนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง มันก็ผลิตของเดิมๆ ที่คนมันก็เชื่อกันอยู่แล้ว

    คำพูดคำสำคัญพอๆ กับใครพูด พอคนพูดเป็นรัฐบาลมันมีความชอบธรรมบางอย่าง พอเป็นทหารมีความชอบธรรมบางอย่าง อารมณ์ของคนในสังคมโดยเฉพาะคนเมืองคือ มีความกลัวต่อภัยคุกคามเสื้อแดง มันมีความรับรู้ว่าเสื้อแดงคือภัยคุกคาม เพราฉะนั้นเสื้อแดงหมายความว่าอย่างไร เสื้อแดงหมายความว่าทักษิน เสื้อแดงหมายถึงนักการเมืองเพื่อไทย

    คนจำนวนมากไม่เห็นว่าเสื้อแดงคืออะไร ไม่เห็นว่ามันเป็นลู่ทางอันหนึ่งในการลืมตาอ้าปากในทางวัตถุ และก็ในทางศักดิ์ศรี เพราฉะนั้นนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคมันไม่ใช่การให้สวัสดิการในการรักษาเท่านั้น แต่ว่ามันคือรับรู้ว่ามนุษย์มีศักดิ์ศรี คุณไปโรงพยาบาลต่อไปนี้ หมอรักษาคุณ หมอไม่ปฏิเสธคุณ แต่คนในเมืองจะไม่เห็นตรงนี้ว่าคือการรับรู้ว่าคนมีศักดิ์ศรี เขาไม่เข้าใจ เพราะว่าเขาไม่ต้องการ เขามีอยู่แล้ว

    เวลาที่มีการผลิตเรื่องภัยคุกคาม เราจะเห็นได้เลยว่าสังคมที่มีการผลิตภัยคุกคามแบบนี้อยู่เสมอๆ เป็นสังคมที่กองทัพมีอำนาจ เพราะว่ากองทัพมีหน้าที่ปกป้อง หรือให้ความมั่นคงปลอดภัยกับชีวิตคน

    ทีนี้สิ่งที่ตอนแรกบอกว่ามีวาทกรรมสองฝ่าย ฝ่ายผู้ผลิต กับผู้บริโภค  คือบางทีเราเห็นผู้ผลิตคนเดียว เราไม่เห็นผู้บริโภคเต็มร้อยเปอร์เซ็น จริงอยู่มีวิธีการคิดเรื่องภัยเสื้อแดง แต่จะทำอย่างไรให้มันเห็นข้อเท็จจริงอื่น ก็อย่างที่บอกว่านิ้วกลมน่ะสำคัญ ในแง่นี้มันเป็นการทำให้ภาพลักษณ์ภัยคุกคามแบบนี้บรรเทาลง เพราะฉะนั้นต่อจากนี้มันไม่ใช่การปะทะแค่อุดมการณ์แต่มันเป็นการปะทะเรื่องการเล่นคำ เรื่องการช่วงชิงความหมายของคำทางการเมือง อะไรคือภัยคุกคาม อะไรคือความมั่นคง อะไรคือสภาวะอ่อนไหว 

    ดิฉันคิดว่าเวลาก็สำคัญ หมายความว่าตอนนี้พวกเรามีหน้าที่ผลัก ผลักของพวกนี้เข้าไปในสังคมเรื่อยๆ มันจะมีจุดหนึ่งที่มันจะเป็นข้อพิสูจน์สิ่งที่พวกเราพูด เช่น รัฐบาลอาจจะประสบความล้มเหลวในการบริหารบ้านเมือง ณ จุดหนึ่ง คนในสังคมอาจจะได้เห็นความย่ำแย่ของรัฐบาลชุดนี้ ถ้าทางทฤษฏีมันจะได้มี accountability มันจะได้มีการรับผิด คนกันมันจะได้เห็นชัดๆ ว่าใครมีส่วนในการรับผิดชอบปากท้อง

    โดยปกติ เราจัดการกับการ discredit อย่างไรได้บ้าง

    ดิฉันทำเรื่องอารมณ์ขันอยู่นะ function หนึ่งของอารมณ์ขันคือการสู้กับการ discredit หมายความว่าเวลาที่คุณเจอรัฐบาล discredit เช่นบอกว่ามีเบื้องหลัง รับเงินมา แทนที่คุณจะแก้ต่างไปซื่อๆ ว่าเราเปล่า ไม่มีใครอยู่เบื้องหลังเรา อันนี้ไม่มีประโยชน์เลยนะ คุณต้องล้อเลียนกับการ discredit เราต้องให้มันฟังแล้วทุเรศ ฟังแล้วดูเพี้ยน

    เช่นกลุ่มที่ดิฉันศึกษาในเซอร์เบีย เป็นกลุ่มที่โดนข้อหาหนักกว่านี้ คือมองว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย ติดอาวุธ รัฐบาลกระทรวงกลาโหมออกกฎหมายให้กลุ่มเหล่านี้โดยเฉพาะเลย เป็นกลุ่มผิดกฎหมายแล้วก็เป็นกลุ่มติดอาวุธ แล้วก็ตำรวจก็ตามจับพวกนี้ แล้ววิธีที่จะต่อสู้กับการ discredit ของกลุ่มนี้ก็คือพวกนี้ยอมรับกันหมดเลยว่าเราเป็นกลุ่มก่อการร้าย แล้วก็ใส่ชุดหมีแพนด้า ใส่ชุดอะไรๆ ตลกๆ แล้วก็ถือปากกา กระดาษไปวางที่ใต้สะพาน แล้วก็บอกว่า เรามาวางระเบิดอะไรแบบนี้ แล้วก็ทำของพวกนี้อยู่เรื่อยๆ ทำให้เห็นว่าไม่มีภาพของภัยคุกคาม

    การเสียดสีประเภท ใส่ชุดหมี ใส่ชุดอะไรแบบนี้ออกมาเต้นระบำบ้าๆ บอๆ ดิฉันเห็นว่า ดาวดินกำลังทำอยู่ แต่ว่าดาวดินสลัดภาพกระบวนการชาวบ้านฝ่ายซ้ายไม่หลุด ก็เข้าใจได้ เพราะว่าเขาทำงานกับกลุ่มชาวบ้าน แต่ว่าดาวดินเข้ามาอยู่ในกรุงเทพ คุณอย่าลืมว่าคุณกำลังคุยกับคนกรุงเทพ ทำอย่างไรให้สิ่งที่คุณสื่อสารออกไป มันติดตลาด หนูหริ่งทำอย่างหนึ่ง ตอนนี้เสธอ้ายออกมาที่บอกว่าแช่แข็งประเทศไทย หนูหริ่งออกมาใส่เสื้อหนาวออกมา เราต้องหาคนมาคิดไอเดียเหล่านี้

    สิ่งนี้เราต้องรู้ มันมีสิ่งที่เรียกว่าละครเพี้ยนถ้าคุณดูซีรีย์ฝรั่งสมัยก่อน มันก็จะมีแบบ The Office อะไรพวกนี้ ที่มันทำให้สถานการณ์มัน surreal อย่างการก่อการร้ายมันก็จะดูเป็นเรื่องไม่จริง เพี้ยน มันจะกลายเป็นว่าพวกที่กล่าวหาน่ะอยู่นอกโลก อย่างเวลาที่บอกว่ามีคนอยู่เบื้องหลัง สิ่งที่โต้กลับคือมันมีแปะป้ายประชาชนอยู่เบื้องหลัง แต่ดิฉันคิดว่ามันต้องบ้ากว่านั้น 

    ฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้คือการหาแนวร่วม จากคนที่ไม่เห็นด้วยกับขบวนการมาก่อน และพยายามสร้างสัญลักษณ์ใหม่ที่เอื้อให้ทุกคนเข้ามายืนร่วมด้วยได้ แต่จะทำได้จริงหรือ ในสภาวะที่พูดอะไรมากไม่ได้

    ถามว่าประชาธิปไตยมีอยู่ไหมตอนนี้ ตอบว่ามี แต่อย่าหวังว่าจะได้โค่นล่มอะไรอีก สิ่งที่เราต้องทำก็คือเราทำช่วงชิงสัญลักษณ์ที่คุยได้กับชนชั้นกลาง ช่วงชิงความหมายของคำด้านความมั่นคง แล้วหวังว่ามันจะบ่อนเซาะให้ความชอบธรรมของทหารพังมากที่สุด

    อีกประเด็นคือ กองทัพ มีฐานของคนไม่รู้สึกว่ากองทัพทุจริตได้ ซึ่งเป็นเรื่องแปลก แต่ความแปลกนี้สมารถอธิบายได้ เพราะว่ากองทัพไทยไม่เคยแพ้ ถ้าเป็นในญี่ปุ่น เยอรมัน กองทัพเคยมีอำนาจมากแล้วก็แพ้สงคราม แล้วความพ่ายแพ้นี้มันไปทำลายฐานอำนาจความชอบธรรม เพราะฉะนั้นแล้วหลังสงครามกองทัพกลายมาเป็นเป็ดง่อยรัฐบาลเลยมาบอกว่า ถ้าคุณไม่อยากไปสู่สงครามอีก เราต้องไม่ให้กองทัพเข้ามาเล่นการเมือง

    ทำอย่างไรให้ ปรากฏการณ์ครั้งนี้ ให้คนเห็นว่ายิ่งถ้าเขาอยู่ในอำนาจมากเท่าไร มันกลายเป็นความพ่ายแพ้ ทำอย่างไรให้เราเปิดโปร่งการคอรัปชั่นมากที่สุด ทำอย่างไรให้นโยบายที่ทำมา เปิดเผยต่อสังคมว่ามันไม่ประสบความสำเร็จมากที่สุด

    สิ่งที่กองทัพไม่เข้าใจ คือข้อมูลข่าวสารมันออกมาจากหลายที่มาก มันคุมไม่ได้ มันไม่มีความจริงชุดเดียวอีกต่อไป มันเป็นการปะทะกันของความจริง ฉะนั้นยิ่งเขาควบคุมให้เหลือความจริงชุดเดียว ยิ่งฟังดูตลกเพราะฉะนั้นราต้องปล่อยให้เขาทำสิ่งเหล่านี้ไปสักพัก แล้วเราก็เข้าแย่งชิงความหมาย

    การเคลื่อนไหวแบบสันติวิธี จะประสบความสำเร็จ ต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

    มันมีงานวิจัยที่ชี้ออกมาว่าองค์ประกอบสำคัญอักแรกเลยนะ คือ สิ่งที่เราเรียกว่า Deflection คือการเปลี่ยนข้างของหน่วยงานความมั่นคงและข้าราชการ คุณอย่าคิดว่าภายในกองทัพเป็นหนึ่งเดียว อย่าคิดว่าหน่วยงานราชการที่คุณเห็นอยู่เป็นหนึ่งเดียว  พวกนี้มีฝักมีฝ่ายทั้งนั้น สิ่งที่ต้องทำก็คือ ทำให้คนที่ทำงานในหน่วยงานเหล่านี้เริ่มตั้งคำถามว่า คำสั่งในหน่วยงานเหล่านี้ที่พวกเขาทำงานอยู่มันยังชอบธรรมอยู่ไหม

    deflection มันต้องมากับส่วนที่สองก็คือ การขยายวาระ การขยายข้อความ ขยายการเมืองในกลุ่มให้มันกว้างแล้ว inclusive หมายความว่าให้คนทั่วไปรู้สึกว่าเรามีส่วนร่วม อันนี้เป็นความท้าทายอย่างมากเพราะมันมีเหตุผล 2 อย่าง อย่างแรกก็คือ อย่างที่บอกไปว่า ภาคประชาสังคมเราอ่อนแอ ในแง่ที่จะหาฉันทามติร่วมกัน  ประการที่สอง คือสังคมไทยมันแยกเป็นสองเสียง แล้วมันไม่มีการเอาสองอันนี้มาคุยกัน ส่วนหลังนี้ยาก เพราะว่าทุกครั้งที่เอามาคุยกัน มันเหมือนคุยกันคนละภาษา คนที่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตยหรือเสื้อแดง ก็จะพูดถึง ความเป็นธรรม การกระจายรายได้  การศึกษา แล้วอีกฝั่งหนึ่งก็จะบอกว่าเรารู้แล้ว แต่ว่ามันมีคอรรัปชั่น ภาษีเราที่จ่ายไปถูกโกง เพราะฉะนั้นมันเป็น agenda ที่จะทำอย่างไรให้คนที่คุยเรื่องการคอรัปชั่น การจ่ายภาษีอย่างเดียวที่เป็นปัญหาของเขา ให้รู้ว่าอันนี้มันเชื่อมโยงกับประชาธิปไตย อันนี้มันเชื่อมโยงกับการตรวจสอบ แล้วรัฐบาลที่ตรวจสอบได้ก็ไม่ใช่รัฐบาลทหาร แน่นอนว่าการเลือกตั้งไม่ได้เป็นคำตอบ  เราต้องการการเลือกตั้งที่เรียกว่า rule of law หรือหลักนิติรัฐ หมายความว่าการเลือกตั้งต้องมีการตรวจสอบ การเลือกตั้งที่ยอมรับอำนาจของคนแพ้ด้วย การเลือกตั้งที่ไม่กีดกันคนแพ้ออกไปจากสนามการเลือกตั้ง เพราฉะนั้นการออกแบบสังคมการเมืองใหม่ในอนาคตสำคัญ สำคัญมากกว่าการต่อสู้ในปัจจุบัน

    ถ้าพูดกันว่า สันติวิธี คือการต้องสู้ขอผู้ไร้อำนาจ ฉะนั้นถ้าไม่อำนาจอะไรเลย มันสามารถจะกดดันหรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างนั้นเหรอ

    จริงที่สันติวิธี เป็นเครื่องมือขอผู้ไร้อำนาจ แต่ต้องถามก่อนว่า อำนาจมาจากไหน อันนี้ต้องถามคนที่ต่อสู้ ว่าเห็นตรงไหนเป็นอำนาจของตัวเอง ถ้าเทียบกับรัฐบาลหมายถึงอำนาจในตำแหน่ง คือเป็นอำนาจแบบ Authority  ถ้าเป็นอำนาจแบบตำแหน่ง อำนาจเครื่องแบบเราไม่มีอยู่แล้ว แต่ว่าอำนาจมันมีหลายหน้าตา  ความชอบธรรม ทรัพยากรมนุษย์ ฐานทุนทางสังคม ของพวกนี้ พูดให้ง่ายก็คือ เรามีช่องทางสื่อสารกับผู้คนมากน้อยขนาดไหน รัฐบาลอย่างดีก็มี TV แล้วก็มีหน่วยงาน IO ที่ดู Facebook คน แล้วก็สร้าง propaganda เข้าไป ฝ่ายเราจริงๆ ก็ต้องมีอย่างนั้น แล้วก็สร้างของพวกนี้เข้ามา

    กลับไปเรื่องอำนาจ ความชอบธรรมแน่นอนว่าสำคัญต่อสันติวิถีมากที่สุด แน่นอนว่าพวกที่สู้ๆ กันนี้ ถ้าเป็นประชาชนไม่มี Authority ไม่มีอำนาจเคลื่อนไหว ไม่มีบุคคลผู้นำ เพราะเราไม่มีคนอย่างคานที ไม่มีคนอย่าง Martin Luther King

    แล้วอย่างขบวนการประชาธิปไตยใหม่ คิดว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่ต้องการคนขึ้นมานำหรือไม่

    มันจำเป็น และทั้งไม่จำเป็น หมายถึงว่ามันมี leadership เรากำลังพูดถึงผู้นำ leadership มันมีการจัดการอย่างน้อย 2 แบบ หมายความว่ามันเป็นบุคคลก็ได้ แต่มันมีสิ่งที่เรียกว่า collective leadership อยู่ด้วย คุณต้องการคนแบบ 14 คนนี้ ถามว่ามีบทบาทความเป็นแกนนำไหม สำหรับหลายคนที่มองไกลๆ อาจจะมี แต่คุณต้องทำให้มันเป็น collective leadership แล้วต้องไม่ใช่ชื่อคน ไม่ใช่ชื่อบาส ไม่ใช่ชื่อไผ่  มันต้องเป็นกลุ่มแล้วเขาจะใช้ชื่ออะไร ประชาธิปไตยใหม่อะไรก็ว่าไป คือคนอาจจะไม่ต้องรู้ว่าแกนนำชื่ออะไร แต่ว่ามันต้องมีอะไรที่ทำให้คนรู้ว่ามีขบวนการนี้อยู่

    กลับไปที่ถามมาว่ามีองค์ประกอบอะไรบางที่จะทำให้สันติวิธีประสบผลสำเร็จ มันมีปัจจัยรอบตัว มีโครงสร้าง มีเวลา เมื่อไรเราจะพร้อม เมื่อไรจะสุขหงอม แต่ว่ามันมีของสำคัญที่เรียกว่า ยุทธศาสตร์ การออกไปประทวงแบบไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไร แบบคิดกันวันต่อวัน ดิฉันคิดว่ามันอ่อนแอ มันทำให้กระบวนการอ่อนแอ พวกเขามีความกล้า เราชื่นชมตรงนี้ แต่ว่าต่อจากนี้เราจะทำอย่างไรให้ความกล้ามันงอกเงย มันต้องกลายไปเป็นอย่างอื่นได้

    ส่วนเรื่องการจำคุกมันจะเป็น trigger event ไหม เราต้องหาแนวทางร่วมกัน แล้วก็กำหนดยุทธศาสตร์ว่า เราไม่ต้องการแค่การเลือกตั้งนะ เราต้องการอะไรที่มันไกลกว่านั้น เราต้องชี้ให้เห็นถึง สิ่งที่รัฐบาลบอกทุกวันว่า ให้รอก่อน ถ้าทำงานเสร็จจะให้มีการเลือกตั้ง ต้องรออีกเท่าไหร่ แล้วงานที่ทำคืออะไร คือต้องเล่นกับของพวกนี้ หรือต้องมีตัวเลขให้เห็นว่าอีก1 ปีต่อจากนี้เศรษฐกิจประเทศจะเป็นอย่างไร ภายใต้รัฐบาลแบบอย่างนี้ มันต้องสู้กันของแบบนี้ ไม่ใช่ของที่เป็นนามธรรม

    แล้วถ้าคุณอยากเห็นอนาคตเช่น ถ้าไม่ใช่เลือกตั้งอย่างเดียว คุณอยากเห็นประชาธิปไตยมีกลไกอะไรบ้าง อันนี้ไม่ใช่นักศึกษา เราต้องการนักวิชาการ ปัญญาชน NGO คนที่เคลื่อนไหว เพราะทั้งหมดต้องมาด้วยกัน เรามี leadership ผู้นำที่เป็นกลุ่ม ต้องมียุทธศาสตร์ แล้วก็บวกกัน

    ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน เรามีบทเรียนในต่างประเทศที่มีการเคลื่อนไหวด้วยสันติวิธี แล้วประสบความสำเร็จไหม

    มีสองสามประเทศที่เห็นอยู่ล่าสุด หนึ่งคือในประเทศเซอร์เบีย มีการเปลี่ยนรูปแบบกระบวนการเคลื่อนไหว มันกลับกันจากของเรา คือในเซอร์เบียมันเริ่มจากชนชั้นกลางคล้ายๆ ปี 35 และค่อยขยายฐานเสียงไปยังฝั่งที่เห็นด้วยกับรัฐบาลเผด็จการซึ่งอยู่ในชนบท ทีนี้ชนชั้นกลางที่เป็นนักศึกษาทำอย่างไร สิ่งที่เขาทำคือใช้ภาษาชาวบ้าน เพื่อที่จะสื่อสารกับชาวบ้านได้ อันนี้เป็นสิ่งที่ movement ทำ เพราะฉะนั้นการที่ตอนแรกมันเริ่มจากนักศึกษา แล้วขยายกระบวนการไปยังประชาชน ซึ่งอันนี้ใหญ่มาก และกลุ่มเองถึงกับบอกว่าตัวเองเป็น movement ที่ไม่สนใจว่าคนอุดมการณ์ใดจะเข้ามาร่วม movement แค่สนใจว่าเรามีเป้าหมาย มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน แต่ว่าอุดมการณ์ไม่จำเป็นว่าคุณต้องเห็นด้วยกับอุดมการณ์ประชาธิปไตย ไม่จำเป็นว่าคุณต้องเห็นด้วยกับเรื่องสิทธิมนุษยชนร้อยเปอร์เซ็น เพราะฉะนั้นเขาถึงขยายฐานทางการเมืองได้มากพอสมควร

    สองคือในอิยิปต์ มีความซับซ้อนพอสมควร แต่ว่าอิยิปต์มีความใกล้เคียงกับของเรา อิยิปต์มีความใกล้เคียงในแง่ 1.อำนาจ กับ รัฐบาลทหาร  2.ฝ่ายภาคประชาชน ขึ้นมาได้ ด้วยการเปลี่ยนสถานะของชนชั้นล่างเริ่มขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางมากขึ้น  พรรค Muslin Brotherhood เองก็คล้ายๆ เพื่อไทย คือเป็นพรรคมวลชน แต่ของเขาอาศัยแนวคิดเรื่องอิสลาม ดึงดูดความชอบจากประชาชนส่วนใหญ่ของอิยิปต์ที่เป็นมุสลิม และก็เคร่งครัด

    สิ่งที่ทำให้รัฐบาลทหารคืออยู่ในอำนาจได้นานเพราะจริงๆ แล้วมีชนชั้นกลางให้การสนับสนุน แล้วชนชั้นกลางเหล่านี้เห็นว่ารัฐบาลทหารเป็นตัวแทนของความมั่นคง แล้วนำมาซึ่งความเชื่อว่า พอบ้านเมืองมั่นคง เศรษฐกิจดี ตัวเองก็จะมีรายได้ นี้เป็นตรรกะทั่วไป

    แต่ปี 2011 ก็คนมันเริ่มยากจนขึ้น แน่นอนกว่าจะมาถึงจุดที่ชนชั้นกลางรู้สึกว่าเงินในกระเป๋าไม่พอใช้ คนยากคนจนเพิ่มมากขึ้น ผลกระทบมันยากกว่าก่อนหน้านี้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าพอไปถึงจุดที่ชนชั้นกลางในไคโรเริ่มทนไม่ไหว แล้วก็ก่อนหน้านั้นมีวิกฤติอาหารในปี 2008 ทั้งหมดนี้บวกกัน คนก็เลยออกมาประท้วงรัฐบาลร่วมกับ Muslim Brotherhood อันนี้ก็เป็นการผนวกกันทั้งสองฝ่าย แต่ปัญหาคือหลังจากที่โค่นล่ม  ฮอสนี มูบารัก ได้แล้วนี้ อันนี้ก็เลยบอกว่าวิสัยทัศน์ของประเทศนั้นสำคัญ พอโค่นล่มผู้นำได้แล้วประเทศไม่รู้จะไปไหน พอมีการเลือกตั้ง แน่นอนเพราะว่าการเลือกตั้งมันเป็นการให้ชัยชนะ กับพรรคการเมืองที่ดึงดูดเสียงได้มาก ก็เลยต้องใช้การเลือกตั้ง ในการสร้างความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาลปกครองประแทศ เพียงแต่ว่าคนแพ้ มันไม่รู้จะไปยืนอยู่ตรงไหนของ power ของสถานการณ์แบบนี้ได้ในปัจจุบัน

    เพราะฉะนั้นชนชั้นกลางก็เริ่มงง ว่าตกลงเกิดอะไรขึ้น เมื่อสองปีที่ผ่านมา เลยไม่น่าแปลกใจที่ชนชั้นกลางจะออกมาประท้วงครั้งหนึ่ง แล้วก็ล่มรัฐบาล Muslim Brotherhood นำไปสู่การรัฐประหาร แล้วก็นำไปสู่รัฐบาลที่มีทหารลงเลือกตั้ง แล้วก็ชนะการเลือกตั้งอะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นพูดง่ายๆ ก็คือ มันมีสิ่งที่เราเรียกว่า establishment ที่เป็นฐานของคนชั้นนำ กรณีอิยิปต์เหมือนไทย คือชนชั้นกลางเป็นฐาน แล้วเวลาที่มีความขัดแย้งทหารก็เข้ามา โดยที่สังคมไม่ตระหนักว่าจริงๆ ว่าทหารก็คือการเมือง เราคิดว่าทหารคืออะไรที่อยู่นอกการเมือง

    ที่ว่าไปไม่ได้หมายความว่าประชาธิปไตยต้องกำจัดทหาร แต่หมายความว่าจะทำอย่างไรให้กลุ่มประชาธิปไตยนี้เหล่านี้ control  หรือที่เราเรียกว่า civilian control of the military ทำอย่างไรให้เกิดการควบคุมกองทัพไม่ให้ออกไปยุ่งการเมือง  แต่จะควบคุมได้ต้องมีการเจรจาทางอำนาจ ต้องแบ่งอำนาจกัน

    ประเมินสถานการณ์ตอนนี้อย่างไรบ้าง ในขณะที่ 14 คนข้างในเรือนจำตัดสินใจว่าจะไม่ประกันตัว จะมีการลุกฮือขึ้นมาหรือเปล่า

    การไม่ประกันตัว ถือเป็นการแสดงออกทางการเมือง เพื่อให้คนข้างนอกเคลื่อนไหว สิ่งนี้ทำได้ ในต่างประเทศนักสันติวิธีก็ทำ คานธีติดคุก  มาร์ติน ลูเทอร์คิง ติดคุก โซเครติสยังติดคุก  เฮนรี เดวิด ทอโร ติดคุก แล้วพวกนี้ไม่ประกันตัว เพราะจะทำให้เห็นว่า รัฐไม่มีอำนาจมากำหนดว่าจะอยู่หรือไป หรือกำหนดว่าฉันทำอะไรได้ไม่ได้

    ทีนี้เราอยู่ยุคศตวรรษที่ 21 เราต้องมาคิดว่าเราจะทำอย่างไรให้คนที่อยู่ข้างนอกเคลื่อนต่อ ดิฉันได้ยินจาก อาจารย์ที่ไปเยี่ยมนักศึกษา ก็ถามเขาเมื่อเช้าเจอกัน ว่าเด็กถามว่าข้างนอกเคลื่อนไหวอย่างไร และเด็กก็คาดหวังให้มีการลุกฮื่อ แต่มันไม่มีไง แล้วดิฉันก็ไม่เห็นด้วยที่จะระดมพลเป็นหมื่นเป็นล้านอีก อย่างน้อยในรัฐบาลทหาร รัฐบาลทหารนี้ควรจะไปด้วยการหลักขับไล่ของคนในกรุงเทพ มันจะได้เข็ด ดิฉันไม่รู้ว่าเขาเข็ดจากปี 35 ไหม แต่ว่ามันต้องได้เห็นกันชัดๆ แล้วก็การเคลื่อนพลตอนนี้ คิดว่าไม่ได้มาจากเสื้อแดง แล้วก็จะไม่มีการจัดขบวน แล้วก็จะซวยเอา คือรัฐบาลคงไม่เอาปืนมายิง แต่สิ่งที่รัฐบาลทำตอนนี้คือใช้กฎหมาย ทำให้คุณมีชีวิตอยู่อย่างลำบาก เวลาคุณเจอดำเนินคดี มันไม่ใช่แค่ไปคุกนะ หรือไปศาล ไปเรื่อย แล้วคุณไม่สามารถมีอาชีพที่ถาวรได้ ยังไม่รวมถึงมาตรการการระงับบัญชี พอคุณถูกระงับบัญชีปุ๊บ ชีวิตคุณซวยเลยนะ ทำให้คุณเคลื่อนไหวลำบาก

    ดิฉันเห็นว่าสิ่งที่ต้องทำคือ 1.กระตุ้นสติคนในกรุงเทพ ซึ่งต้องใช้เวลา 2.หายุทธศาสตร์ 3.หาวิสัยทัศน์ ในขณะเดียวกันคนที่ติดคุกอยู่ก็ต้องมีจิตใจที่สู้ด้วย ถึงที่สุดพวกที่เชื่อใน propaganda ไม่มีวันจะเชื่ออยู่แบบนั้นต่อไปได้ เพราะการสร้างความจริงตอนนี้มันไม่เบ็ดเสร็จอีกต่อไป จะช้าจะเร็วความจริงมันก็จะปรากฏ

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเปิดเผยคำให้การขบวนการประชาธิปไตยใหม่ "ข้าพเจ้ากระทำโดยสุจริต ตามสิทธิพลเมือง" ขอเลื่อนสอบ "สถานที่ไม่เหมาะสม"

     
     
    5 ก.ค. 2558 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 3 ก.ค. ที่ผ่านมานั้นพนักงานสอบสวน สน. สำราญราษฎร์ได้นัดหมายทนายความของสมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่ทั้ง 14 คนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาและสอบคำให้การ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ประสานกับทางเรือนจำพิเศษกรุงเทพเพื่อขอใช้ห้องประชุมในการให้การแล้ว แต่เมื่อพนักงานสอบสวนมาถึงปรากฏว่าไม่สามารถใช้ห้องได้
     
    โดยนายรังสิมันต์ โรม ผู้ต้องหาที่ 1 เพื่อได้รับทราบข้อกล่าวหาจากพนักงานสอบสวนแล้ว ได้ให้การว่า “ตนประสงค์จะให้การต่อสู้คดีแต่เนื่องจากขณะที่พนักงานสอบสวนมาสอบสวนข้าพเจ้า ณ สถานที่นี้นั้นไม่มีความเหมาะสมเพราะมีอากาศร้อนอบอ้าว ทำให้สภาพจิตใจและร่างกายไม่พร้อมกับการให้การ 
     
    ประกอบกับข้าพเจ้าประสงค์ที่จะรวบรวมพยานหลักฐานประกอบคำให้การ แต่ยังไม่สามารถเตรียมได้ทันเนื่องจากทราบนัดหมายกระทันหัน 
     
    อีกทั้งเพื่อนที่ถูกจับกุมพร้อมกับข้าพเจ้าก็ถูกแยกการคุมขังทำให้ยังไม่สามารถปรึกษาหารือเกี่ยวกับข้อเท็จจริงได้
     
    และห้องซึ่งใช้ในการสอบสวนในวันนี้ทนายความไม่อาจฟังการตอบโต้ระหว่างข้าพเจ้าและพนักงานสอบสวนได้อย่างชัดเจนทำให้ข้าพเจ้าไม่สามารถปรึกษาทนายความได้ จึงไม่ชอบด้วยวิธีการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
     
    ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขอมีการสอบสวนคราวหน้า และขอให้มีห้องสอบสวนที่มีลักษณะเป็นการส่วนตัว เหมาะสมและสามารถให้ทนายความร่วมฟังการสอบสวนได้ตามกฎหมายกำหนด”
     
    ส่วนสมาชิกรายอื่นๆปฏิเสธที่จะให้การในวันนี้เนื่องจากเหตุผลเดียวกัน ประกอบกับความล่าช้าในการเบิกตัวผู้ต้องขังออกมา คือเบิกตัวมาในเวลา 14.30 น.ซึ่งเรือนจำใกล้ปิดทำการ โดยเมื่อถึงเวลา 15.00 น.ทางเรือนจำได้ปิดสัญญาณโทรศัพท์ทำให้ไม่สามารถสื่อสารได้ชัดเจน
     
    ซึ่งสมาชิกรายหนึ่งได้กล่าวว่า “เมื่อศาลทหารยังสามารถเปิดทำการในช่วงเวลา 1.00 น.ได้ เหตุใดจึงไม่สามารถหาห้องสอบสวนที่เป็นการส่วนตัวได้”
     
    อย่างไรก็ตามด้านนางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว มีอาการเจ็บและชาร่างกายซีกซ้าย ซึ่งตอนนี้พักรักษาตัวในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า
     
    “ข้าพจ้าปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ข้าพเจ้าเห็นว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าทำเป็นการกระทำโดยสุจริตตามสิทธิพลเมืองที่ประเทศไทยทำข้อตกลงไว้กับสหประชาชาติ และคณะรักษาความสงบแห่งชาติไม่ใช่รัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายมายึดอำนาจจากประชาชนซึ่งถือว่าเป็นกบฎ”
     
    ทั้งนี้คณะทนายความได้ตั้งข้อสังเกตว่าในห้องเยี่ยมผู้ต้องขังของทนายความนั้นเป็นห้องขนาดเล็ก มีลูกกรงและพลาสติกกั้นระหว่างห้อง สื่อสารกันโดยใช้โทรศัพท์ เมื่อทนายความและพนักงานสอบสวนรวมกันกว่า 20 คนจึงทำให้ห้องยิ่งคับแคบและไม่อาจสื่อสารได้ชัดเจน อีกทั้งห้องดังกล่าวเป็นการใช้ร่วมกันกับทนายความคดีอื่นๆทำให้เกิดความไม่สะดวกในการให้การทั้งคดีของขบวนการประชาธิปไตยใหม่และคดีอื่น ๆ
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    'ทนายความ-นักกฎหมาย' นำโดยสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้สั่งไม่ฟ้องนักศึกษาทั้ง 14 คน เพราะการแสดงความคิดเห็นโดยสงบและสันติไม่ใช่อาชญากรรม

     
    5 ก.ค. 2558 กลุ่มนายความและนักกฎหมายนำโดยสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้สั่งไม่ฟ้องนักศึกษาทั้ง 14 คน เพราะการแสดงความคิดเห็นโดยสงบและสันติไม่ใช่อาชญากรรม โดยมีรายละเอียดทั้งหมดดังต่อไปนี้
     
    แถลงการณ์
    เรื่อง เรียกร้องให้สั่งไม่ฟ้องนักศึกษาทั้ง 14 คน
    เพราะการแสดงความคิดเห็นโดยสงบและสันติไม่ใช่อาชญากรรม
     
    จากกรณีจับกุมกลุ่มนักศึกษา 14 คน เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2558 ในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 และตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ประกอบมาตรา 83 ปัจจุบันนักศึกษาทั้ง 14 คน ถูกฝากขังโดยอำนาจศาลทหารนั้น
     
    สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) เห็นว่านักศึกษาทั้ง 14 คนได้ใช้เสรีภาพในการชุมนุมแสดงความไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับการใช้อำนาจของ คสช. และสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้อำนาจภายหลังการรัฐประหารในระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการชุมนุมแสดงความคิดเห็นโดยสันติวิธี ไม่มีการใช้ความรุนแรง และไม่มีพฤติการณ์หรือการกระทำใดที่จะถือได้ว่ากระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ในทางกลับกัน การกระทำดังกล่าวถือเป็นการสะท้อนปัญหาสังคมและปัญหาปากท้องของชาวบ้านที่นักศึกษาได้รับรู้จากการลงพื้นที่ศึกษาปัญหาด้วยตนเองอย่างจริงจัง เพื่อให้สาธารณชนได้รับรู้ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน สร้างความมั่นคงให้กับประชาชนซึ่งแท้จริงแล้วเป็นสิ่งเดียวกันกับความมั่นคงของรัฐ
     
    สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) นักกฎหมาย ทนายความ และบุคลากรที่ทำงานด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชนเห็นว่า การแสดงความเห็นของนักศึกษาทั้ง 14 คนที่แตกต่างจากรัฐโดยสันติวิธี จึงถือเป็นนักโทษทางการเมืองและนักโทษทางความคิด ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR.) ที่รัฐไทยเป็นภาคี และรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 4 ได้รับรองพันธกรณีดังกล่าวที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติตาม ด้วยเหตุผลดังกล่าว การกระทำของนักศึกษาจึงไม่ถือว่าเป็นความผิด การดำเนินคดีนักศึกษา 14 คนต่อไป ย่อมจะไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือปราบปรามดำเนินคดีกับประชาชนที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาล ลักษณะดังกล่าว ย่อมเป็นการใช้อำนาจโดยปราศจากความเป็นธรรม กระทบต่อความมั่นคงในชีวิต สิทธิเสรีภาพ และหลักประกันสิทธิของประชาชนเสียเอง
     
    สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) องค์กร และบุคคลดังมีรายชื่อท้ายแถลงการณ์ฉบับนี้ จึงขอเรียกร้อง ดังต่อไปนี้
     
    1. ให้พนักงานสอบสวนและ/หรืออัยการศาลทหารมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องนักศึกษาทั้ง 14 คน และปล่อยตัวไป เนื่องจากไม่ได้กระทำความผิด แต่เป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามหลักการสันติวิธี และปราศจากความ รุนแรง 
     
    2. ให้ คสช.ยุติการเจรจาในลักษณะกดดันญาติของนักศึกษา อันอาจถือได้ว่าเป็นการคุกคามสิทธิเสรีภาพของ บุคคลเหล่านั้น อีกทั้งควรยุติให้ข้อมูลข่าวสารที่จะเป็นลดความน่าเชื่อถือ และอาจจะเป็นการสร้างความเกลียดชังต่อนักศึกษา ซึ่งอาจจะนำพาไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น 
     
    ความมั่นคงในสิทธิเสรีภาพของประชาชน คือความมั่นคงของรัฐ
    1. สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)
    2. สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)
    3. มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม
    4. นายแสงชัย รัตนเสรีวงษ์ ทนายความ
    5. นายศราวุฒิ ประทุมราช นักกฎหมาย
    6. นายสุรชัย ตรงงาม ทนายความ
    7. นายสุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความ
    8. นางอำพร สังข์ทอง ทนายความ
    9. นางสาวดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล นักกฎหมาย
    10. นางสาวปรีดา ทองชุมนุม ทนายความ
    11. นายธีรพันธุ์ พันธุ์คีรี ทนายความ
    12. นายสัญญา เอียดจงดี ทนายความ
    13. นายสงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ นักกฎหมาย
    14. นางสาวจันทร์จิรา จันทร์แผ้ว ทนายความ
    15. นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ทนายความ
    16. นางสาวคอรีเยาะ มานุแช ทนายความ
    17. นางสาวคุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ ทนายความ
    18. นางสาวผรัณดา ปานแก้ว ทนายความ
    19. นางสาววราภรณ์ อุทัยรังษี ทนายความ
    20. นายธรธรร การมั่งมี นักกฎหมาย
    21. นายกฤษดา ขุนณรงค์ ทนายความ
    22. นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ทนายความ
    23. นายอัมรินทร์ สายจันทร์ นักกฎหมาย
    24. นางสาวชันษา สุพรรณเมือง นักกฎหมาย
    25. นางสาวมึดา นาวานาถ นักกฎหมาย
    26. นางสาวฐิติวรดา ธรรมพิริยะกุล นักกฎหมาย
    27. นายอิสระพงศ์ เวียงวงษ์ นักกฎหมาย
    28. นางสาวภัทรานิษฐ์ เยาดำ ทนายความ
    29. นายบัณฑิต หอมเกษ นักกฎหมาย
    30. นางสาวเฉลิมศรี ประเสริฐศรี นักกฎหมาย
    31. นางสาวมาซีเต๊าะ หมันหล๊ะ นักกฎหมาย
    32. นายฐิติรัช สร้อยสุวรรณ นักกฎหมาย
    33. นางสาวหนึ่งฤทัย คชสาร นักกฎหมาย
    34. นางสาวสุธาทิพย์ อมปาน นักกฎหมาย
    35. นางสาวคุณัญญา สองสมุทร ทนายความ
    36. นางสาวธันย์ชนก เชาวนทรงธรรม
    37. นายปภพ เสียมหาญ นักกฎหมาย
    38. นางสาวจิรารัตน์ มูลศิริ ทนายความ
    39. นางสาวอรยา ไกรนิรากุล
    40. นางสาวผกามาส คำฉ่ำ
    41. นางเจนจิณณ์ เอมะ
    42. นางสาวสุภาภรณ์ มาลัยลอย
    43. นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ
    44. นายสุทธิเกียรติ คชโส นักกฎหมาย
    45. นายปรีดา นาคผิว ทนายความ
    46. นางสาวศุภดี วนประภาเวช
    47. นางสาวอัญญาณี ไชยชมภู
    48. นายพนม บุตะเขียว ทนายความ
    49. นางสาว ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความ
    50. นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ทนายความ
    51. นางณัฐาศิริ เบิร์กแมน ทนายความ
    52. นายอนุชา วินทะไชย นักสิทธิมนุษยชน
    53. นายวัชระศักดิ์ วิจิตรจันทร์ นักกฎหมาย
    54. นางสาวสุนิดา ปิยกุลพานิช์ นักกฎหมาย
    55. นางสาวยลดา ธนกรสกุล
    56. นางศุกาญจน์ตา สุกไผ่ตา
    57. นางสาวหมวยอู หนั่นต่า
    58. นางสาวชนิดาภา ประกายเพชร ผู้ประสานงานคลินิกกฎหมายแรงงานแม่สอด
    59. นางสาวกรวิไล เทพพันธ์กุลงาม ทนายความอิสระ
    60. นางสาวมนัญญา พูลศิริ นักกฎหมาย
    61. นางสาวมนทนา ดวงประภา นักกฎหมาย
    62. นางสาวอุบลวรรณ บุญรัตนสมัย นักกฎหมาย
    63. นางสาวสุภารัตน์ พระโนเรศ นักพัฒนาองค์กรเอกชน
    64. นางสาวอุลัยรัตน์ ชูด้วง นักพัฒนาองค์กรเอกชน
    65. นางสาวนิภาวรรณ แก้วแสนทิพย์
    66. นางสาววสี ภูเต็มเกียรติ
    67. นางสาวศิวาพร ฝอดสูงเนิน
    68. นางสาวกรกนก วัฒนภูมิ นักกฎหมาย
    69. นางสาวชัชลาวัณย์ เมืองจันทร์ นักกฎหมาย
    70. นางสาวประดิษฐา ปริยแก้วฟ้า ทนายความ
    71. นางสาวปรียาภรณ์ ขันกำเหนิด นักกฎหมาย
    72. นางสาวอชิชญา อ๊อตวงษ์ นักกฎหมาย
    73. นางสาวโสพิศ จ๊ะสุนา ทนายความ
    74. นายกิตติชัย จงไกรจักร นักกฎหมาย
    75. นางสาวหทัยกานต์ เรณูมาศ
    76. นางสาวธัญรัศม์ ขวัญพสุมนต์
    77. นางสาวอัชฌา สงฆ์เจริญ นักกฎหมาย
    78. นางสาวอัจฉรา สุทธิสุนทรินทร์ นักกฎหมาย
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ตั้งแต่ช่วงเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมาในสวีเดนมีการถกเถียงเกี่ยวกับการที่โรงเรียนแห่งหนึ่งสั่งห้ามโบกธงชาติและร้องเพลงชาติในพิธีจบการศึกษาเนื่องจากเป้นชั้นเรียนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและกลัวว่าจะเป็นการแสดงความหวาดกลัวคนนอก แต่ก็มีการโต้ตอบว่าการสั่งห้ามเช่นนี้เป็นเรื่องการวิตกกังวลเกิดกว่าเหตุหรือไม่


    5 ก.ค. 2558 เว็บไซต์ยูโรเปียนการ์เดียนระบุถึงข้อถกเถียงกรณีที่โรงเรียนซันเนอร์โบ ระดับเทียบเท่ามัธยมศึกษาได้การสั่งห้ามนักเรียนร้องเพลงชาติและโบกธงชาติสวีเดนในพิธีจบการศึกษา

    จิมมี นีลซัน ครูใหญ่ของโรงเรียนซันเนอร์โบให้เหตุผลในการสั่งแบนธงชาติและเพลงชาติของสวีเดนในพิธีจบการศึกษาว่า "สัญลักษณ์เช่นนี้อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้" นีลซันกล่าวอีกว่ามันเป้นเรื่องสำคัญที่ต้องหารือกันในเรื่องความเสมอภาคกันของปัจเจกบุคคล

    "พิธีจบการศึกษาเป็นช่วงเวลาที่สนุกสนาน และพวกเราก็แน่ใจในการตัดสินใจเรื่องนี้" นีลซันกล่าว

    มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ชั้นเรียนของโรงเรียนแห่งนี้เล่นเพลงชาติสวีเดนฉบับของ ซลาตัน อีบราฮีมอวิช นักฟุตบอลชาวสวีเดนเชื้อสายบอสเนียและโครเอเชีย เพื่อแสดงให้เห็นว่าชั้นเรียนของพวกเขามีความหลากหลายทางวัฒนธรรม แต่ก็ยังถูกทางโรงเรียนสั่งห้าม

    เว็บไซต์ยูโรเปียนการ์เดียนซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่มีท่าทีสนับสนุนชาตินิยมในยุโรปอ้างว่าการร้องเพลงชาติและโบกธงสวีเดนช่วงพิธีจบการศึกษาเป็นประเพณีที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในสวีเดน เรื่องการแบนเพลงชาตินี้ถึงเป็นเรื่องที่ "ไร้สาระ" ยุโรเปียนการ์เดียนระบุอีกว่าการสั่งแบนเพลงในกรณีเพลงฉบับของอีบราฮีมอวิชถือเป็นเรื่องไม่เคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรมและน่าจะเป็นการแบนเพียงเพราะมัน "ดูไม่ต่อต้านสวีเดนมากพอ"

    นอกจากนี้ยังมีผู้แสดงความคิดเห็นทางอินเทอร์เน็ตบางส่วนแสดงความไม่เห็นด้วยกับครูใหญ่โรงเรียนซันเนอร์ดบด้วยท่าทีในเชิงใช้อารมณ์ เช่น บอกว่ามันเป็นเรื่องอื้อฉาวแล้วเรียกร้องให้ครูใหญ่ลาออก ขณะที่นักการเมืองของพรรคฝ่ายขวากลางของสวีเดนก็อ้างว่า นีลซัน คงเชื่อรายงานของที่ระบุว่าชาวสวีเดนมีความชาตินิยมและมีท่าทีเหยียดเชื้อชาติเพิ่มมากชึ้นหลังจากที่พรรคเดโมแครตสวีเดน (SD) ได้รับความนิยมสูงขึ้น

    อย่างไรก็ตามในสื่อเดอะ โลคัล ของสวีเดนนำเสนอเรื่องนี้ด้วยเนื้อหาที่มีความคิดเห็นจากทั้งสองฝั่ง โดยระบุว่าจิมมี นีลซัน เคยกล่าวให้สัมภาษณ์ในประเด็นการแบนธงเพราะไม่อยากให้มีการแสดงออกในเชิงหวาดกลัวคนนอกอย่างไม่มีเหตุผลและไม่ต้องการให้ใครรู้สึกถูกล่วงละเมิดในวันที่ควรจะมีความสุข แต่ก็มีผุ้เห็นต่างคือทิลดา แรกนาร์สัน หนึ่งในนักเรียนให้สัมภาษณ์ว่าก่อนหน้านี้ธงชาติสวีเดนไม่เคยถูกห้าม แต่ในตอนนี้ดูเหมือนว่ามีอิทธิพลของความหวาดกลัวคนนอกอยู่ในธงนั้นด้วย ชั้นเรียนของแรกนาร์สันยังถูกห้ามเรื่องเพลงชาติซึ่งพวกเธอกล่าวยืนยันว่าไม่ได้มีความหวาดกลัวคนนอกเช่นที่ถูกกล่าวหาแต่พวกเธอก็เคารพการตัดสินใจของครูใหญ่

    อย่างไรก็ตามครูใหญ่นีลซันกล่าวถึงเรื่องการแบนเพลงชาติในพิธีจบการศึกษาว่า ถึงแม้จะใช้เพลงฉบับของอีบราฮีมอวิชแต่ในเนื้อเพลงก็ยังมีคำว่า "ฉันอยากจะอยู่และตายในสวีเดน" ซึ่งอาจจะทำให้เลยเถิดไปสู่เรื่องอื่นที่ชวนให้เกิดการถกเถียง อย่างไรก็ตามในเนื้อเพลงฉบับดังกล่าวยังมีประโยคที่ระบุว่า "ถึงพวกเราตะแตกต่างกัน แต่ก็มีความเหมือนกัน" รวมอยู่ด้วย

    เรียบเรียงจาก

    Swedish flag and national anthem banned from Swedish secondary school, European Guardian, 11-06-2015

    'Multicultural' flag ban at high school graduation, The Local, 10-06-2015
    http://www.thelocal.se/20150610/multicultural-flag-ban-at-student-graduation

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เตือนแรงงานไทยที่ทำงานกับนายจ้างครบ 5 ปีให้ขอรับเงินปิซูอิมหรือค่าชดเชยจากนายจ้างก่อนเดินทางกลับ อย่าหลงเชื่อว่าจะสามารถรับเงินที่ประเทศไทยได้ 

     
     
    ที่มาภาพจาก: jta.org
     
    5 ก.ค. 2558  ฝ่ายแรงงาน ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟแจ้งข่าวว่าแรงงานไทยให้ขอรับเงินปิซูอิม หรือค่าชดเชย จากนายจ้างก่อนเดินทางกลับประเทศไทย เนื่องจากแรงงานไทยที่ทำงานกับนายจ้างติดต่อกันครบ 5 ปี (วีซ่านายจ้างเดียวกัน) จะมีสิทธิ์ได้รับเงินปิซูอิม หรือค่าชดเชยตามกฎหมายจากนายจ้างก่อนเดินทางกลับประเทศไทย ซึ่งหากนายจ้างปฏิเสธไม่จ่ายค่าชดเชยหรือนายจ้างกับแรงงานตกลงกับนายจ้างไม่ได้ แรงงานมีสิทธิ์ฟ้องร้องเรียกค่าชดเชยจากนายจ้างได้ นั้น
     
    ปัจจุบัน ฝ่ายแรงงานฯ ได้รับการสอบถามจากแรงงานไทยในภาคเกษตรและจากนายจ้างอิสราเอลหลายรายว่า มีบริษัทเอกชนของอิสราเอล ได้เชิญชวนให้นายจ้างจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้แก่บริษัท โดยอ้างว่าจะช่วยเหลือนายจ้าง ถ้านายจ้างจ่ายเงินให้บริษัท นายจ้างจะไม่ต้องจ่ายเงินปิซูอิม หรือค่าชดเชย ให้แก่แรงงานไทย รวมถึงบริษัทเอกชนของอิสราเอลดังกล่าวได้มีหุ้นส่วนกับบริษัทที่ประเทศไทย ซึ่งจะติดต่อกับแรงงานไทยที่เรียกร้องเงินปิซูอิม หรือค่าชดเชย จากนายจ้าง ชักจูงให้แรงงานไทยยุติการเรียกร้องหรือฟ้องร้องนายจ้างที่ประเทศอิสราเอล และกลับไปรับเงินปิซูอิม หรือค่าชดเชย ที่ประเทศไทย โดยพบว่ามีหญิงไทยจะโทรศัพท์จากประเทศไทยมาหาแรงงานที่ประเทศอิสราเอล และโน้มน้าวให้เชื่อว่า แรงงานสามารถได้รับเงินปิซูอิม หรือค่าชดเชย เมื่อเดินทางไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งหากแรงงานหลงเชื่อไม่เรียกร้องและขอรับเงินปิซูอิม หรือค่าชดเชย ก่อนเดินทางกลับ แต่เมื่อแรงงานเดินทางไปถึงประเทศไทยแล้ว อาจได้รับเงินเล็กน้อยหรือไม่ได้รับเงินเลย ซึ่งเป็นการกระทำที่หลอกลวงทั้งแรงงานไทยและนายจ้างอิสราเอล เป็นผลทำให้แรงงานเสียสิทธิ์ที่พึงได้รับ เพราะการร้องเรียนเงินปิซูอิมหรือค่าชดเชย จะต้องดำเนินการเรียกร้องหรือฟ้องร้องที่ประเทศอิสราเอลเท่านั้น หากแรงงานกลับประเทศไทยไปแล้วจะไม่สามารถฟ้องร้องได้ เพราะแรงงานต้องมอบอำนาจให้ทนายความอิสราเอลและไปแสดงตนต่อศาลเพื่อเบิกความที่ประเทศอิสราเอล
     
    ฝ่ายแรงงานฯ จึงขอเตือนแรงงานไทยให้ระมัดระวัง อย่าหลงเชื่อว่าจะสามารถรับเงิน ปิซูอิม หรือค่าชดเชยที่ประเทศไทยได้ ที่ถูกต้อง คือ แรงงานต้องเรียกร้องขอรับเงินปิซูอิม หรือค่าชดเชยจากนายจ้างก่อนเดินทางกลับประเทศไทย ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมประการใด ขอให้ติดต่อสอบถามขอคำแนะนำจากฝ่ายแรงงานฯ หมายเลขโทรศัพท์ 09 – 9548431 – 3 วันจันทร์ – วันพฤหัสบดี เวลา 09.00 – 17.00 น. วันศุกร์ เวลา 09.00 – 12.00 น. หรือหมายเลขโทรศัพท์ 054 - 4693476-7
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    “พล.ต.สรรเสริญ” ชี้เป็นเรื่องของนักศึกษา หากไม่ขอประกันตัว ย้ำต้องทำตามกฎหมาย  แจงอธิบายกับสังคมแล้วส่วนใหญ่เข้าใจ  มีเพียงไม่กี่คนไม่พยายามเข้าใจสถานการณ์ของบ้านเมือง ชี้นายกไม่จำเป็นต้องคุยทางลับกับ “พ.ต.ท.ทักษิณ”

     
    5 ก.ค. 2558 สำนักข่าวไทยรายงานว่า พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวไทยถึงการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลของนักศึกษากลุ่มประชาธิปไตยใหม่ว่า จริงๆ แล้วการออกมาเคลื่อนไหวในเวลานี้ ถือว่าผิดกฎหมาย ทุกคนย่อมรู้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างไร เหตุใดคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงเข้ามา และขณะนี้กรอบเวลาในการทำงานของคสช.เพื่อให้มีการปฎิรูปก็มีความชัดเจน และดำเนินไปตามกรอบเวลาที่ประกาศไว้แล้ว
     
    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การบอกว่าออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยอาจจะเป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่ไม่เป็นไปด้วยเหตุและผล เพราะถ้าวันนี้หยุดทุกอย่างแล้วให้มีการเลือกตั้ง ปัญหาเก่าที่นำมาซึ่งความขัดแย้งก็จะกลับมาอีก การออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องตอนนี้จึงเป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับจังหวะเวลา
     
    “ผมเชื่อว่าทุกฝ่ายได้พยายามอธิบายทำความเข้าใจกับสังคมแล้ว และมีคนจำนวนมากที่เข้าใจเหตุและผล  มีเพียงคน ไม่กี่คน ที่ไม่เข้าใจและไม่พยายามเข้าใจสถานการณ์ของบ้านเมือง  คงต้องฝากครูอาจารย์ ครอบครัวพ่อแม่ และตัวนักศึกษา ที่ต้องคิดว่าทำอย่างไรจึงจะเป็นการช่วยประคับประคองบ้านเมืองให้เดินไปข้างหน้าได้ ขอให้เข้าใจข้อเท็จริงที่เป็นความจำเป็นและสิ่งที่คสช.กำลังพยายามแก้ไขปัญหา”พล.ต.สรรเสริญ กล่าว
     
    เมื่อถามถึงกรณีที่นักศึกษาที่ถูกควบคุมตัวทั้ง 14 ราย มีแนวโน้มจะไม่ขอประกันตัว พลตรีสรรเสริญ กล่าวว่า ถ้านักศึกษาจะไม่ขอประกันตัวก็เป็นเรื่องของนักศึกษาคงไม่มีใครไปทำอะไรให้ได้ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย กฎหมายมีไว้ใช้บังคับกับคนทุกคนในสังคม จะมายกเว้นกฏหมายเพื่อคนบางคนก็ไม่ได้ ถ้าเขาไม่อยากประกันก็เรื่องของเขา
     
    ส่วนกรณีที่นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาปฎิรูปแห่งชาติ (สปช.) เสนอให้นายกรัฐมนตรี พูดคุยทางลับกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งนั้น  รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวนายกรัฐมนตรีเคยตอบคำถามสื่อมวลชนไปแล้ว ตนคงไม่พูดอะไร นอกจากจะบอกว่า นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหารประเทศ การจะไปพูดคุยกับใครในทางลับ แล้วเป็นบุคคลที่ผิดกฎหมาย คงไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสม
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

     

     

    หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ พบกับ คำ ผกา และอรรถ บุนนาค คุยกันถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในมิติความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ซึ่งเริ่มเปลี่ยนไปสู่รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ ที่ถูกพัฒนาขึ้นด้วยเทคโนโลยีสมองกลอัจฉริยะ (artificial intelligence) ซึ่งสามารถโต้ตอบและมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ได้ โดยในบางแห่งของญี่ปุ่นและของอเมริกา มีมนุษย์ที่เริ่มใช้ชีวิตคู่ร่วมกับตุ๊กตาหรือหุ่นยนต์ในลักษณะสามี-ภรรยา หรือแม่-ลูก บ้างแล้ว

    คลิกไลค์เพื่อติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของรายการได้ที่ facebook.com/maihetpraphetthai

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ที่หน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีการจัดกิจกรรมโพสต์อิสรภาพ เขียนข้อความให้กำลังใจ และเรียกร้องให้ปล่อยตัว 14 ผู้ถูกดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. และ ม.116 อย่างไม่มีเงื่อนไข ขณะที่ตำรวจ-ทหารควบคุมสถานการณ์รอบพื้นที่

    6 ก.ค. 2558 - เมื่อเวลา 18.00 น. วานนี้ (5 ก.ค.) มีการจัดกิจกรรมโพสต์อิสรภาพปล่อยเพื่อนเราโดยไม่มีเงื่อนไข ที่หน้าประตูมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถ.ห้วยแก้ว มีนักศึกษา นักวิชาการ และประชาชนร่วมกิจกรรม ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร  และเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ ได้เข้ามาประจำบริเวณโดยรอบตั้งแต่เวลา 17.30 น.

    ที่มาของภาพ: เพจสมัชชาเสรีแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย (ชมภาพทั้งหมดที่นี่)

    สำหรับกิจกรรมที่หน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นอกจากการติดกระดาษบันทึกย่อ หรือกระดาษโพสต์อิท เขียนข้อความถึงผู้ถูกควบคุมตัวจากกลุ่ม "ขบวนการประชาธิปไตยใหม่" ทั้ง 14 คน และเรียกร้องให้ปล่อยตัวพวกเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข ยังมีผู้นำบทกวีมาอ่าน รวมทั้งเล่นดนตรี นอกจากนี้ยังมีศิลปินจัดกิจกรรมศิลปะแสดงสด ด้วยการเปลือยร่างกายส่วนบน และนำผ้าผูกตา และหยุดยืนนิ่งเพื่อให้ประชาชนที่มาร่วมกิจกรรมนำกระดาษโพสต์อิทมาติด

    ทั้งนี้มีรายงานว่ามีบุคคลในวงการต่างๆ อาทิ นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ รวมถึงผู้กำกับภาพยนตร์อย่าง อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล เดินทางมาร่วมกิจกรรมด้วย

    ขณะเดียวกัน สมัชชาเสรีแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย กลุ่มแม่โจ้เสรีเพื่อประชาธิปไตย At North และเครือข่ายนักศึกษาภาคเหนือ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมฉบับพิเศษ "ปล่อยเพื่อเราโดยไม่มีเงื่อนไข" โดยตอนหนึ่งของแถลงการณ์ระบุว่า

    "กาลครั้งหนึ่ง การแสดงออกทางการเมืองของนักศึกษาเคยเป็นเรื่องที่น่ายินดีและน่าชื่นชม แต่กาลครั้งนี้ การแสดงออกทางการเมืองของเรากลับเป็นเรื่องที่ทำให้เราต้องกลายเป็นจำเลย และคุมขังในฐานะนักโทษ"

    "มันไม่เกินไปหน่อยหรือ ที่การยืนอยู่ข้างประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนของเพื่อนเราทั้ง 14 คน นำไปสู่การถูกจับกุมและกักขังในเรือนจำ เรารู้สึกเจ็บปวด เมื่อเห็นภาพเจ้าหน้าที่รัฐเข้าจับกุมเพื่อนเราทั้ง 14 คน ความเจ็บปวดเหล่านี้ไม่ได้มาจากความเสียใจที่เพื่อนเราถูกจับและกักขัง เพราะเรารู้ดีว่าเรือนจำ จำได้เฉพาะร่างกาย แต่ไม่สามารถจองจำจิตวิญญาณแห่งอิสรภาพของเพื่อนได้ แต่ความเจ็บปวดเหล่านี้มาจากการที่เห็นเจ้าหน้าที่รัฐๆทย กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนของพลเมืองไทย ปล้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานสากล กระจายอำนาจแห่งเผด็จการกดขี่และสร้างความหวาดกลัวไปทั่วทุกพื้นที่ในการที่จะปิดกั้นไม่ให้มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิ เพื่อที่จะเอื้ออำนวยต่อการเอารัดเอาเปรียบทางสังคมและทรัพยากร"

    "เรา สมัชชาเสรีแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลุ่มแม่โจ้เสรีเพื่อประชาธิปไตย กลุ่ม AT Nort และเครือข่ายนักศึกษาภาคเหนือ เราภาคภูมิใจที่จะประกาศตนกับสังคมว่า เราคือแนวร่วมขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ที่เชื่อมั่นว่าหลักการกำปั้น 5 ข้อ จะนำมาซึ่งความสงบสุขและการพัฒนาชาติที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง อันประกอบไปด้วย"

    "1.หลักประชาธิปไตย ต้องให้พลเมืองทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเสมอหน้าอย่างเท่าเทียมกัน
    2.หลักความยุติธรรม ปราศจากสองมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรม
    3.หลักการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง รัฐบาลต้องคืนอำนาจให้ประชาชน
    4.หลักสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ต้องเคารพและรัฐต้องหยุดละเมิดสิทธิ
    5.หลักสันติวิธี คือการแก้ปัญหาทางการเมือง ต้องปราศจากการใช้ความรุนแรง หรือนำมาสู่เงื่อนไขที่ก่อให้เกิดความรุนแรง"

    "ในฐานะกลุ่มนักศึกษาขบวนการประชาธิปไตยใหม่ เราไม่อาจเพิกเฉยและทนต่อระบบเผด็จการอำนาจนิยมเช่นนี้ได้ แม้ร่างกายของเราจะไม่ได้ถูกกักขัง แต่ตราบใดที่เพื่อนเรายังคงอยู่ในเรือนจำ ก็เหมือนกับกักขังจิตใจเราไปด้วย เราขอเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวเพื่อนเราทั้ง 14 คนอย่างไม่มีเงื่อนไขโดยเร็วที่สุด เพราะเราคือเพื่อนกันและเราจะไม่ทิ้งกัน" แถลงการณ์ดังกล่าวระบุ

    มีรายงานว่า ภายหลังที่กิจกรรมโพสต์อิสรภาพดังกล่าวสิ้นสุดในเวลา 19.00 น. ไม่นานนักมีชายคนหนึ่งเดินมาปลดกระดาษโพสต์อิท ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบนำตัวไปสงบสติอารมณ์

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

     

    นับแต่ย่างเข้าปีที่สองของการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ดูเหมือนสถานการณ์หลายอย่างจะไม่เป็นใจกับคสช. ทั้งตัวเลขการส่งออกที่ลดลง ภาวะภัยแล้ง รวมถึงการจับกุมนักศึกษา 14 คนที่แสดงออกเชิงสัญลักษณ์อย่างสันติตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้ว ขณะที่ผู้นำคสช.และบรรดาโฆษกทั้งหลายต่างไม่ตระหนักถึงสถานการณ์ที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ ยังแสดงท่าทีแข็งกร้าว ราวกับหลังรัฐประหารใหม่ๆ เช่นอ้างว่าต้องบังคับใช้กฎหมายกับนักศึกษาทั้ง 14 คน อย่างเคร่งครัด จึงเป็นที่น่ากังวลว่า คสช. กำลังเลือดเข้าตา และอาจจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดและทำให้สถานการณ์เลวร้ายไปกว่าเดิม

    ด้วยผู้เขียนเป็นนักมานุษยวิทยาที่ถูกฝึกให้พยายามทำความเข้าใจวิธีคิดของผู้อื่นที่ต่างจากเรา ผู้เขียนพยายามที่จะทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน จากมุมที่ คสช. กำลังมองว่า มุมจากมองของพวกเขานั้นพร่ามัวอย่างไร 

    หนึ่ง ผู้นำคสช. พูดอย่างแข็งกร้าวว่า จะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด มิเช่นนั้นจะรักษากฎหมายและความสงบของบ้านเมืองไม่ได้  แต่สิ่งที่คสช. ไม่ได้คิดก็คือ เอาเข้าจริง สิ่งที่นักศึกษาทำผิด ก็คือ ขัดคำสั่ง คสช.ห้ามชุมนุมทางการเมืองของคสช.และถ้าพิจารณาต่อไปว่า คำสั่งคสช. นั้นมีความชอบธรรมมากน้อยเพียงใด จะเกิดปัญหาทันที เพราะเป็นคำสั่งที่ออกโดยคนกลุ่มหนึ่งที่ใช้อาวุธเข้ายึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนุญมาก่อน ดังนั้น คสช. จึงไม่ได้มีความชอบธรรมในการใช้อำนาจหรืออ้างกฎหมายที่หนักแน่นแต่ประการใด คสช.จึงต้องตระหนักว่า คำสั่งที่คสช.ถือว่าเคร่งครัดหนักหนามันไม่มีความชอบธรรมในตัวเอง จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง และอ่านความรู้สึกของสังคมได้ดี สิ่งที่ประชาชน “ยอม” สงบในช่วงปีแรกของการรัฐประหาร ไม่ได้แปลว่า ประชาชนจะ “ยอม” คสช.ตลอดไป คสช. ต้องพิจารณาให้เหมาะสมว่าจะเป็นผู้ผ่อนปรนกฎนี้ด้วยตัวเอง หรือจะให้ประชาชนลุกฮือมาเรียกร้องให้ต้องยกเลิกกฎ เมื่อนั้นคสช. อาจคุมสถานการณ์ได้ยากขึ้น ขณะนี้

    คสช.กำลังอยู่บนทางแพร่งนี้

    สอง ผู้นำคสช. ยอมรับว่าขณะนี้ไม่ได้อยู่ในช่วงสังคมประชาธิปไตย แต่กลับไม่ยอมรับว่า กำลังใช้อำนาจเผด็จการอยู่ ทั้งๆ ที่ สิ่งที่คสช. กำลังปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น สิ่งนี้คือ สิ่งที่ประชาชนเห็นว่า คือการใช้อำนาจเผด็จการที่โจ่งแจ้ง การส่งนักศึกษาที่แสดงออกเชิงสัญลักษณ์อย่างสันติเข้าสู่เรือนจำราวกับว่าพวกเขาเป็น อาชญกรปล้นชิงทรัพย์ นีแลคือการใช้อำนาจเผด็จการ ปิดปากกดหัวประชาชนที่เห็นแตกต่าง ที่ทำให้ความชอบธรรมในการยอมรับอำนาจของคสช. น้อยลงเรื่อยๆ คสช. ควรเรียกรู้ผู้ปกครองที่มีความสามารถคือ ทำให้ผู้คนยอมรับการปกครองไม่ใช่การใช้อำนาจกดบังคับ

    สาม ผู้นำคสช. คิดจากมุมมองของตนว่าต้องรักษาความสงบเรียบร้อย แต่คสช.ผิดพลาดที่ไปเข้าใจว่า การรักษาความสงบเรียบร้อยคือการปิดกั้นไม่ให้ผู้ที่มีความเห็นต่างจากคสช.ได้แสดงออก ภาวะที่ดูเหมือนสงบขณะนี้ จึงเป็นการสงบภายใต้ความรู้สึกอึดอัดที่ประชาชนไม่อาจสื่อสารปัญหาที่เขากำลังประสบอยู่ เพราะรัฐบาลมัวแต่หวาดระแวงว่า ทุกการเคลื่อนไหวมีเบื้องหลัง แทนที่จะมุ่งพิจารณาที่มูลเหตุที่มาของการเคลื่อนไหว ดังเช่น กลุ่มดาวดินที่เคลื่อนไหวสนับสนุนชาวบ้านค้านรัฐบาลและนายทุนมาตั้งแต่ก่อนรัฐประหารกลับถูกผลักให้ไปอยู่ในขั้วอำนาจเก่า คสช. อาจใช้อำนาจรัฐบังคับไม่ให้คนแสดงออกได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่คสช.ไม่อาจบังคับผู้คนให้คิดเหมือนคสช.ได้ ผู้คนยังคงคิดอย่างอิสระและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหยั่งรากลึกในสังคมไทย เกินกว่าที่ คสช.จะรื้อถอนมันออกได้ง่ายๆ

    ภาระและบทบาทที่คสช. ควรทำก็คือ เปิดโอกาสให้คนที่เห็นแตกต่างได้แสดงออกอย่างสันติ บนพื้นฐานของการเคารพความแตกต่างและสิทธิของผู้อื่น สิ่งที่คสช. ควรแสดงความสามารถให้ประจักษ์ว่า เปิดให้คนได้แสดงความเห็นอย่างสันติโดยไม่ตีกันทะเลาะกัน คสช.ควรคืนเสรีภาพให้ประชาชน คืนพื้นที่ทางวิชาการให้มหาวิทยาลัยให้เป็นพื้นที่ในการแสดงออก ทั้งคนที่ชื่นชมและวิพากษ์วิจารณ์คสช.สามารถแสดงออกได้พอๆ กัน นักวิชาการในมหาวิทยาลัยก็เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไปมีทั้งที่สนับสนุนและไม่สนับสนุนคสช. ส่วนที่อยู่เฉยๆ ก็มาก ดังนั้น ความแตกต่างทางความคิดไม่ใช่ปัญหา แต่ประเด็นก็คือ  ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นอย่างสันติ ไม่ลำเส้น ไม่ใช้กำลังความรุนแรง หน้าที่ของคสช.คือควบคุมทั้งสองฝ่ายให้แสดงออกอย่างสันติ อดทนอดกลั้นต่อความคิดเห็นที่แตกต่าง ไม่ใช่เห็นคนแตกต่างแล้วยกพวกไปตีกัน นั่นคือ อนาธิปไตย ไม่ใช่ ประชาธิปไตย

    คสช. อย่าสับสนว่า ความแตกต่างทางความคิด คือ ความแตกแยก สังคมไทยควรมีวุฒิภาวะขึ้นว่า เราแตกต่างกันได้ โดยไม่ต้องแตกแยก  สร้างบรรยากาศ เวทีให้คนที่เห็นแตกต่างได้แลกเปลี่ยนกัน ถ้าคสช.สร้างบรรยากาศเช่นนี้ได้ ทำให้สังคมมีวุฒิภาวะขึ้น เราและท่านจึงจะมีความหวังขึ้นว่า หลังจากมีรัฐธรรมนูญใหม่ มีการเลือกตั้ง สังคมไทยจะมีไม่กลับไปสู่ภาวะไร้ระเบียบดังเดิม

    ขอย้ำว่า คสช. กำลังอยู่บนทางแพร่งว่า จะค่อยๆ เปิดพื้นที่สังคมได้แสดงออก สร้างสังคมที่มีวุฒิภาวะรับฟังความเห็นซึ่งกันและกัน ซึ่งสามารถเริ่มได้จากการเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อนักศึกษาทั้ง 14 คน หรือ คสช. จะเลือกปิดกั้นประชาชนต่อไป ท่องคาถาเช่นเดียวกับรัฐประหารใหม่ๆ ไม่พยายามทำความเข้าใจและฝึกที่จะบริหารความคิดเห็นและความรู้สึกของประชาชนที่แตกต่างกันในสังคม

    คสช. กำลังเดินเข้าสู่ความเสี่ยง.  


     


     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ขอ องค์กรต่างประเทศเข้าใจการเมืองไทย หยุดกดดัน ตอนนี้ประเทศมีเสถียรภาพ และกำลังเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย พร้อมถามกลับ น.ศ. ทำไมไม่ยอมรับกฎหมาย

    6 ก.ค. 2558 มติชนออนไลน์ รายงานว่า พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับกรณีที่องค์กรต่างประเทศหลายแห่งเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปล่อยตัว 14 ศึกษาอย่างไม่มีเงื่อนไขนั้น รัฐบาลมีความเข้าใจในบทบาทขององค์กรเหล่านั้น รัฐบาลไม่ได้มีปัญหากับแนวความคิดของนักศึกษา เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องสื่อสารสร้างความเข้าใจในสถานการณ์ของประเทศ

    ทั้งยังต้องการให้นักศึกษาได้ทราบว่า ขณะนี้ที่มีการรวมกลุ่มกันนั้น ยังมีกลุ่มอื่นๆ ที่แอบแฝงหวังผลประโยชน์กับการเคลื่อนไหวของนักศึกษา เช่น หวังขยายเหตุการณ์ให้เป็นเหมือนกรณี 14 ตุลาคม 2516 เพราะที่ผ่านมานอกจากนักศึกษาแล้ว ยังมีกลุ่มการเมืองและผู้เสียผลประโยชน์ที่มุ่งหวังคอยแอบแฝง

    ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องการองค์การต่างๆ ที่กำลังกดดันรัฐบาลอยู่ขณะนี้ได้พิจารณาอย่างรอบด้าน โดยต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ในไทยและวัตถุประสงค์ของการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างๆ ว่านอกเหนือจากสิ่งที่ปรากฏเป็นข่าวแล้ว ยังมีสิ่งใดแอบแฝงอยู่หรือไม่

    ขณะเดียวกัน นักศึกษาก็มีความพยายามที่จะให้องค์กรเหล่านี้กดดันรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้นักศึกษาจะออกมาด้วยเจตนาบริสุทธิ์ตามความคิดของตัวเอง ในฐานะที่เขาเป็นเด็ก เขาก็คิดได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งสังคมก็ต้องรับฟัง และต้องพยายามสื่อสารทำความเข้าใจสิ่งที่เรียกร้องนั้นเราให้ได้หรือไม่ได้อย่างไร แต่การที่มีบางกลุ่มออกมาแสวงประโยชน์จากความเคลื่อนไหวของเด็กๆนั้น มีนัยยะแน่นอน

    เมื่อถามว่า องค์กรต่างประเทศหลายองค์กรออกมารียกร้องอย่างต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลรู้สึกกดดันหรือไม่ พล.ต.วีรชน กล่าวว่า ไม่อยากจะบอกว่ากดดัน เพราะเรามีมาตรการของในการดูแลสถานการณ์ โดยมีการเจรจาทำความเข้าใจ แต่สิ่งที่กดดันคือหลายองค์กรยังไม่เข้าใจในบริบทของไทยอย่างแท้จริง ซึ่งเราเข้าใจว่าเขาทำหน้าที่ แต่รัฐบาลก็มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง สร้างความรับรู้แล้วเข้าใจให้กับสังคม ดังนั้น ขณะนี้จึงเป็นการทำหน้าที่ของแต่ละคน ซึ่งขณะนี้ก็มีเสียงออกมาต่อต้านนักศึกษาเดียวเช่นกัน แต่เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องสร้างความเข้าใจ และมั่นใจในความตั้งใจ ความบริสุทธิ์ใจของรัฐบาลและ คสช. ซึ่งสังคมส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่าบ้านเมืองจะต้องเดินไปข้างหน้าอย่างไร

    พล.ต.วีรชน กล่าวว่า ส่วนกรณีนักศึกษาไม่ยอมประกันตัวนั้น ก็ต้องการพูดคุยว่ามีเหตุผลอะไร เหตุใดถึงไม่ยอมรับกติกาของสังคม ถึงจะมองว่ากฎหมายที่ใช้อยู่นั้นไม่ถูกต้องชอบธรรม แต่ต้องถามว่าแล้วทำไมคนส่วนใหญ่ถึงได้ยอมรับว่าเป็นมาตรการที่ทำให้ประเทศชาติสงบสุข ประชาชนสามารถทำมาหากิน เศรษฐกิจขับเคลื่อน ทั้งที่ประชาชนต่างมองว่ารัฐบาลไม่ได้เป็นประชาธิปไตย แต่ก็ยอมรับว่าส่งผลให้บ้านเมืองมั่นคง มีเสถียรภาพ เราต้องพูดคุยกันว่านักศึกษาซึ่งถือเป็นอนาคตของชาติ ทำไมไม่ยอมรับกฎหมายที่คนทั้งประเทศก็ยอมรับทั่วกัน ซึ่งการพูดคุยกันจะออกมาอย่างไรก็ต้องรอดู แต่เชื่อว่าไม่สามารถทำให้เหตุการณ์จบลงภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้ได้

    เมื่อถามว่าเมื่อมีองค์กรต่างๆกดดันจะสร้างความลำบากให้นายกรัฐมนตรีเมื่อเดินทางไปต่างประเทศหรือไม่พล.ต.วีรชนกล่าวว่าคิดว่าตรงกันข้าม เพราะต่างประเทศล้วนมองว่าไทยมีเสถียรภาพ ทั้งด้านการเมือง และความมั่นคง แม้ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบเต็มใบ แต่เขารู้ว่าเรากำลังจะก้าวไปสู้ความเป็นประชาธิปไตยที่มีความมั่นคง ยั่งยืน ขณะนี้เราเป็นที่ยอมรับในบทบาทที่ทำ ซึ่งทุกประเทศต่างให้กำลังใจในการทำงาน โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ได้ยืนยันถึงโรดแมป กระบวนการต่างๆ ที่จะนำพาประเทศสู่ความเป็นประชาธิปไตยในวันข้างหน้า

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    กรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนชี้ การละเมิดสิทธิเสรีภาพและสิทธิพลเมืองไม่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความปรองดอง เรียกร้องรัฐบาลปล่อย 14 นักกิจกรรมโดยไม่มีเงื่อนไข

    วันที่ 6 ก.ค. 2558 กป.อพช.ได้แถลงเรียกร้องรัฐบาล คสช. และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในทุกระดับให้ยอมรับว่าการเคลื่อนไหวโดยกลุ่มพลเมืองใดๆก็ตามที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือมาจากความปรารถนาที่จะแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมืองดังที่กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ได้กระทำไปแล้วนั้น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงได้รับการเคารพ

    ทั้งยังอธิบายว่า การเคลื่อนไหวเรียกร้องของกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ อยู่ในกรอบสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่นานาอารยะประเทศให้การยอมรับ ดังที่ตราไว้ใน “กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) 2519” ที่ประเทศไทยเป็นภาคีตั้งแต่ปี 2539 ดังนั้นการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจับกุม คุมขังนักศึกษานักกิจกรรมเหล่านี้ พร้อมตั้งข้อหาที่รุนแรง และดำเนินคดีโดยใช้อำนาจการไต่สวนโดยศาลทหาร จึงเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เข้าข่ายละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และแทรกแซงกระบวนการบยุติธรรม กป.อพช.จึงขอเรียกร้องให้ปล่อยตัวพวกเขาโดยไม่มีเงื่อนไข

    อ่านแถลงการณ์โดยละเอียด

    เรียกร้องปล่อยนักศึกษาและนักกิจกรรม 14 คน โดยไม่มีเงื่อนไข
    การละเมิดสิทธิเสรีภาพและสิทธิพลเมือง
    ไม่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความปรองดอง

    สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารนอกเครื่องแบบได้จับกุมนักศึกษานักกิจกรรมทางสังคมในนามกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2558 ในข้อหาร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด มิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร เป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. 3/2558 นั้น

    คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) เห็นว่าการเคลื่อนไหวเรียกร้องของกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ อยู่ในกรอบสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่นานาอารยะประเทศให้การยอมรับ ดังที่ตราไว้ใน “กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) 2519” ที่ประเทศไทยเป็นภาคีตั้งแต่ปี 2539 ดังนั้นการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจับกุม คุมขังนักศึกษานักกิจกรรมเหล่านี้ พร้อมตั้งข้อหาที่รุนแรง และดำเนินคดีโดยใช้อำนาจการไต่สวนโดยศาลทหาร จึงเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เข้าข่ายละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และแทรกแซงกระบวนการบยุติธรรม กป.อพช.จึงขอเรียกร้องให้ปล่อยตัวพวกเขาโดยไม่มีเงื่อนไข

    ประเทศไทยในภาพรวมประกอบด้วยพลเมืองที่มีจิตสำนึกและความตื่นตัวทางการเมืองในระดับสูง อันเป็นผลพวงของพัฒนาการที่ต่อเนื่องของระบอบประชาธิปไตย ลังจากที่คสช.ยึดอำนาจการบริหารประเทศเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และได้ใช้มาตรการกดข่มความเห็นต่างทางการเมืองในลักษณะเหมารวม ซึ่งจนถึงเวลานี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะยุติลงเมื่อใด ย่อมทำให้ประชาชนหลายกลุ่มเกิดความรู้สึกถูกบีบคั้น กดดันเพราะไม่อาจแสดงความเห็นได้อย่างเป็นอิสระ

    โดยข้อเท็จจริง การเคลื่อนไหวของนักศึกษาในนามกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่มีเจตจำนงปกป้องราษฎรในชนบทห่างไกลที่ถูกข่มเหงรังแกโดยกลุ่มผู้มีอิทธิพล มีบุคคลในเครื่องแบบเกี่ยวข้อง และมุ่งตรวจสอบนโยบายภาครัฐที่ก่อให้เกิดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและฐานอาชีพของชุมชน อันได้ดำเนินมาตั้งแต่ก่อนพฤษภาคม 2557 กป.อพช.เห็นว่ากิจกรรมเช่นนี้ก่อประโยชน์โดยตรงต่อกลุ่มประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิ อีกทั้งยังเกื้อกูลภาครัฐที่จะต้องบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

    กป.อพช.ขอเรียกร้องรัฐบาล คสช. และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในทุกระดับให้ยอมรับว่าการเคลื่อนไหวโดยกลุ่มพลเมืองใดๆก็ตามที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือมาจากความปรารถนาที่จะแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมืองดังที่กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ได้กระทำไปแล้วนั้น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงได้รับการเคารพ

    คสช. รัฐบาล และเจ้าหน้าที่รัฐด้านความมั่นคง พึงยึดหลักขันติธรรม ระมัดระวังที่จะด่วนสรุปว่าการแสดงความเห็นต่างของกลุ่มพลเมืองใดๆมีผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งอาจทำให้การดำเนินนโยบายผิดพลาดยิ่งขึ้นเพราะเข้าใจปัญหาไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจส่งผลให้การนำพาประเทศไทยไปสู่ความปรองดองยิ่งห่างไกลจากความเป็นจริง

    คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน
    6 กรกฎาคม 2558

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    หลังคณะทำงานติดตามสื่อในกองทัพบก ร้องเรียน กสทช. ไทยพีบีเอสเสนอสกู๊ป 14 น.ศ. มีเนื้อหาไม่เหมาะสม ณาตยาแจงเป็นหน้าที่สื่อสาธารณะ ชี้รายงานข่าวด้วยความรอบคอบ เผยมีการตรวจสอบกันเองตลอดการทำงาน สุภิญญา กสทช.ชี้ส่วนตัวไม่เห็นว่าขัดมาตรา 37 แต่ต้องรอมติบอร์ดบ่ายนี้


    คลิกเพื่อชม ที่นี่ไทยพีบีเอส วันที่ 25 มิ.ย. 2558  
     

    สืบเนื่องจากคณะทำงานติดตามสื่อในกองทัพบก ร้องเรียน กสทช. กรณีการออกอากาศรายการ ที่นี่ Thai PBS เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 58 ช่วงสกู๊ปข่าวนักศึกษาที่ถูกออกหมายจับ มีเนื้อหาไม่เหมาะสม

    6 ก.ค. 2558  ณาตยา แวววีรคุปต์ บรรณาธิการข่าวสังคมและนโยบายสาธารณะ ThaiPBS โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงกรณีการทำสกู๊ปดังกล่าว ยืนยันว่า กองบรรณาธิการ และไทยพีบีเอส เห็นร่วมกันว่างานที่ทำเป็นหน้าที่ที่สื่อสาธารณะต้องทำ จึงพร้อมที่จะร่วมกันรับผิดชอบ และร่วมกันพิจารณาจุดบกพร่องด้วยกันอย่างจริงจัง พร้อมเผยมีการตรวจสอบกันเองตลอดขั้นตอนผลิตรายการ

    รายละเอียดมีดังนี้

    ในฐานะบรรณาธิการที่รับผิดชอบการทำสกู๊ปข่าวการเคลื่อนไหวของนศ.ชิ้นที่กำลังจะถูกตัดสินในบอร์ดกสท.ตามคำร้องของคสช. ในวันนี้ ดิฉันสมควรต้องมีส่วนรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยค่ะ

    สกู๊ปข่าวที่ไม่ได้ลงชื่อของนักข่าวหรือทีมข่าวที่ทำ ทำให้ถูกถามว่ากลัวอะไร เป็นเสียงทักจากสื่อมวลชนอาวุโสที่ดิฉันนับถือเป็นอาจารย์และเป็นต้นแบบในการทำงานข่าวโทรทัศน์ท่านหนึ่ง เป็นเสียงทักที่ต้องการส่งเสริมมากกว่าตำหนิแม้ว่าท่านจะเป็นนักสื่อมวลชนที่ปรากฏตัวอยู่บนเวทีการชุมนุมที่ถูกตัดสินว่าเป็นอีกฝ่ายหนึ่งที่ตรงข้ามกับการเคลื่อนไหวของนักศึกษา และด้วยอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญคือการที่สกู๊ปข่าวชิ้นนี้กำลังกระทบต่อกองบรรณาธิการข่าวและไทยพีบีเอสทั้งองค์กร ซึ่งดิฉันอยากจะยืนยันในเบื้องต้นว่า กองบรรณาธิการ และไทยพีบีเอส เห็นร่วมกันว่างานที่ทำเป็นหน้าที่ที่สื่อสาธารณะต้องทำ จึงพร้อมที่จะร่วมกันรับผิดชอบ และร่วมกันพิจารณาจุดบกพร่องด้วยกันอย่างจริงจัง (ไม่มีการพูดเรื่องหักเงินเดือนนักข่าวอย่างที่มีข่าวด้วยค่ะ)

    โดยส่วนตัวดิฉันมีเรื่องอยากพูดถึง อย่างนี้ค่ะ
    ข้อแรก ดิฉันมิได้กลัวที่จะเปิดเผยว่าเป็นคนที่รับผิดชอบการทำข่าวชิ้นนี้

    ข้อที่สอง ดิฉันมีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะหัวหน้าของทีมข่าว โดยทำหน้าที่ ตั้งแต่ขั้นตอนการคัดเลือกประเด็น การมองคุณค่าข่าว การส่งนักข่าวไปทำข่าวภาคสนาม การตรวจและแก้ไขบทข่าว รวมถึงการเสนอประเด็นต่อบรรณาธิการข่าวที่รับผิดชอบข่าวในแต่ละช่วงเวลา (กรณีนี้คือช่วงรายการที่นี่ไทยพีบีเอส) ซึ่งสกู๊ปข่าวชิ้นนั้นมีเนื้อหาการนำเสนอตามนี้ https://www.youtube.com/watch?v=j0kLK2vhC3M

    และสกู๊ปข่าวบางชิ้น ดิฉันเป็นผู้เขียนเรียบเรียงด้วยตัวเอง ดังเช่น สกู๊ปข่าวในวันที่ 2 ที่นศ.ถูกจับ และสังคมกำลังสงสัยว่าพวกเขาเป็นใคร มีที่มาอย่างไร ซึ่งออกอากาศในข่าวภาคค่ำ https://www.youtube.com/watch…

    ข้อที่สาม ในภาพรวมของข่าวไทยพีบีเอสเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีการนำเสนอความเคลื่อนไหวจากฝ่ายอื่นๆ โดยเฉพาะรัฐบาลและคสช. บางวันมีข่าวเรื่องนี้ถึง 4 ชิ้น เพื่อความรอบด้าน ในกองบรรณาธิการมีการพูดคุยกันหนักมากเกี่ยวกับความจำเป็นที่จะต้องมีเนื้อหาข่าวจากฝ่ายตรงข้าม บ่อยครั้งที่เราถกกันว่าแท้ที่จริงแล้วใครคือฝ่ายตรงข้ามกันแน่ ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวหรือ ซึ่งดิฉันคิดว่าไม่ใช่และไม่สมควรที่ข่าวของเราจะจับคู่ให้ประชาชนกลุ่มหนึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง เพราะสังคมไทยได้บทเรียนจากสภาพเช่นนั้นมามากแล้ว และดิฉันเชื่อว่าประชาชนทุกคนมีจุดร่วมของเป้าหมายที่ต้องการอนาคตที่ดีของประเทศ แม้ว่ามีวิธีการที่ต่างกัน ซึ่งทีมงานของเราได้พยายามเสนอแง่มุมของจุดร่วมนี้ในรายการทั้งเสียงประชาชนเปลี่ยนประเทศไทย และรายการเวทีสาธารณะ

    ข้อที่สี่ กระบวนการทำงานในกองบรรณาธิการข่าวมีการถ่วงดุลกันอยู่เองอย่างเต็มที่ ข่าวบางชิ้นที่ทีมของเราทำมาต้องถูกตรวจสอบจากบรรณาธิการที่รับผิดชอบช่วงข่าวอีกขั้นหนึ่ง บางสถานการณ์ไม่ได้รายงานสดตามข้อเสนอของทีมข่าวภาคสนามเพื่อความรอบคอบ สมดุล หลายข่าวต้องออกล่าช้าอีกนิดเพื่อให้มีมุมมองของผู้ถูกพาดพิงอธิบายเพื่อความรอบด้าน

    ข้อห้า การทำข่าวนี้ในสถานการณ์อย่างนี้ไม่ง่ายเลย ทีมข่าวของเราต้องถกกันเยอะ ดิฉันมีโอกาสถกเถียงกับเพื่อนบรรณาธิการคนอื่นๆ เยอะด้วย ซึ่งดิฉันชอบมากเพราะได้ทบทวนความรู้ทางนิเทศศาสตร์วารศาสตร์ที่ได้เรียนมาจนได้ความรู้เพิ่มเติมจากโจทย์จริงด้วย โดยเฉพาะเรื่อง เสรีภาพสื่อ อำนาจ หน้าที่ และการเซ็นเซอร์ตัวเอง ของสื่อ

    ข้อหก จากข้อห้าจะเห็นได้ว่าภายในกองบรรณาธิการมีกระบวนการตรวจสอบควบคุมกันเองอยู่แล้วชั้นหนึ่ง และมากกว่านั้นประเทศไทยยังมีองค์กรวิชาชีพ และสภาวิชาชีพสื่อสารมวลชน ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบกันเอง ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันการใช้อำนาจแทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชน จนอาจถูกครหาให้เสียหายเปลืองตัวได้

    ดิฉันเห็นว่าเป็นโอกาสดีค่ะ ที่แวดวงนิเทศศาสตร์วารสารศาสตร์ และวิชาชีพสื่อสารมวลชน ของไทยจะถกกันถึงปัญหานี้ก่อนที่จะถึงวันที่สถานการณ์สุกงอมกว่านี้แล้วทำอะไรไม่ได้เลย จะรอติดตามผลการพิจารณาของบอร์ด กสท. ในวันนี้ค่ะ

    ยินดีรับคำวิจารณ์ และคำแนะนำนะคะ


    ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 4 ก.ค. สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า วันจันทร์ที่ 6 ก.ค. นี้ การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) ครั้งที่ 22/2558 มีวาระการประชุมสำคัญน่าจับตา ได้แก่ เรื่องร้องเรียนจากหนังสือของคณะทำงานติดตามสื่อในกองทัพบก กรณีการออกอากาศรายการ ที่นี่ Thai PBS มีเนื้อหาไม่เหมาะสม วันที่ 25 มิ.ย. 58 ช่วงสกู๊ปข่าวนักศึกษา กลุ่มดาวดินถูกออกหมายเรียกและทำกิจกรรมบริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรม และนักศึกษาอีกหลายมหาวิทยาลัยที่ถูกออกหมายเรียกจากการทำกิจกรรมวันครบรอบ 1 ปีรัฐประหารจนมีการรวมตัวกันก่อตั้งกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ โดยนักวิชาการที่ติดตามเรื่องวิเคราะห์ว่าสะท้อนความหมายที่มีนัยสำคัญหลากหลายมิติ

    ต่อมา วันที่ 29 มิ.ย. 58 สำนักงาน กสทช.ได้เชิญผู้บริหารช่องไทยพีบีเอสมาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการ ได้มีการพิจารณาและมีมติเสนอ กสท.ว่า การออกอากาศสกู๊ปข่าวดังกล่าวมีลักษณะเป็นการให้ข้อมูลข่าวสารที่ส่อให้เกิดความสับสน ยั่วยุ ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง ก่อให้เกิดความแตกแยก อันเป็นการต้องห้ามตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 97/57 ลงวันที่ 18 ก.ค. 57 และฉบับที่ 103/2557 ลงวันที่ 21 ก.ค. 57 ทั้งนี้ประกาศทั้ง 2 ฉบับมีสถานะเป็นกฎหมายโดยมีเจตนารมณ์เพื่อรักษาไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อย จึงมีผลต่อการออกอากาศที่มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน รวมทั้งต้องห้ามมิให้ออกอากาศตามมาตรา 37 แห่ง พรบ.ประกอบกิจการฯ 2551 จึงเห็นสมควรกำหนดโทษปรับทางปกครองขั้นต่ำ

    นางสาวสุภิญญา กล่าวว่า มติจากอนุกรรมการก็ไม่เอกฉันท์ 4:3:1 ซึ่งไม่ทราบว่ากรณีนี้จะนับการงดออกเสียงรวมเป็นเสียงไม่เห็นด้วยหรือไม่ ตนเห็นว่าเรื่องแบบนี้ในสถานการณ์ปกติตามหลักการคือสื่อควรต้องกำกับดูแลกันเองก่อนเช่นในกรณีนี้ ควรส่งให้กรรมการนโยบายของไทยพีบีเอสที่เขามีหน้าที่ตามกฎหมายได้พิจารณาก่อน เป็นต้น

    แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนว่าไม่ปกติ คือ กสทช.ใช้อำนาจที่มีอยู่ตามกฎหมายเชิญให้ผู้รับใบอนุญาตเข้าชี้แจงหลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนฝ่ายผู้มีอำนาจหรือความมั่นคงโดยส่วนใหญ่พบว่าเป็นเรื่องการเมือง ในขณะที่เมื่อเทียบกับเรื่องร้องเรียนอื่นๆ อย่างเช่นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค การละเมิดสิทธิมนุษยชน กระบวนการก็จะยังเป็นไปตามแบบเดิม เรื่องที่ควรเร่งด่วนในการลงโทษเช่นการโฆษณาผิดกฎหมายอาหารและยากลับไม่เร่งด่วนบ้าง และโทษก็ไม่แรงเหมือนเรื่องเสรีภาพในการเสนอข่าวการเมือง

    ที่ผ่านมามีรายการหมายข่าว ช่อง New TV ถูกร้องเรียนมาเช่นกัน แต่อนุกรรมการและ กสท. ก็ตัดสินว่าไม่ผิด มาตรา 37 ส่วนช่อง Voice TV ไม่มีการตัดสินว่าผิดกฎหมาย แต่ช่องวอยซ์ทีวีก็ถอดรายการไปเอง จากนี้ก็มีอีกหลายช่องที่อยู่ในคิวถูกเรียกมาชี้แจง เช่น PPTV ส่งผลให้เกิดบรรยากาศแห่งความกลัว ความเกร็งในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน

    “ตอนนี้สื่อการเมืองก็ถูกปิดไปแล้ว บางส่วนก็ลดโทนลง สื่อสีก็เบาบางลงแล้ว หากผู้มีอำนาจรัฐจะยกระดับควบคุมเข้มในสื่อฟรีทีวีมากขึ้นซึ่งปกติเขาก็ระวังตัวมากอยู่แล้วก็จะยิ่งทำให้เกร็งซ้ำซ้อน ทำงานกันไปด้วยความกลัว ส่งผลกระทบต่อ พัฒนาดิจิตอลทีวีให้เฉาลงไปอีก  ผลประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับจากการเกิดดิจิตอลทีวีก็จะน้อยลง เพราะจะไม่กล้าเสนอมุมมองที่แตกต่างจากรัฐ

    "ทั้งนี้ กสทช.เป็นองค์กรกำกับดูแลที่อยู่ตรงกลางระหว่างภาครัฐ กับ ผู้รับใบอนุญาตของเรา หากเราไปเห็นชอบไปกับผู้มีอำนาจทางการเมืองทุกเรื่องก็เท่ากับว่าสื่อมวลชนหรือผู้รับใบอนุญาตจะไม่มีที่พึ่ง เพราะ กสทช. มีหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ในการดูแลสิทธิเสรีภาพของผู้รับใบอนุญาต และสิทธิของผู้บริโภคในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายด้วยเช่นกัน ส่วนตัวดิฉันพิจารณาแล้วเห็นว่าข่าวนี้ไม่เข้าข่ายขัดความผิดตามมาตรา 37 แต่อย่างใด แต่คงต้องลุ้นผลการลงมติของบอร์ด กสท.” สุภิญญา กล่าว

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    6 ก.ค. 2558 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร นักวิชาการ และกลุ่มศิลปิน นักเขียน กวี ได้เดินทางไปเยี่ยมนักศึกษา และนักกิจกรรม ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ทั้ง 14 คน ที่จับกุมและฝากขังตั้งแต่วันที่ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งในวันพรุ่งนี้จะครบกำหนดฝากขังผลัดที่ 1

    ประชาไท ได้พูดคุยกับผู้ที่มาเยี่ยม 14 ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ถึงความรู้สึก และเหตุผลที่มาเยี่ยมในวันนี้

    เวียง-วชิระ บัวสนธ์ เปิดเผยก่อนเข้าเยี่ยมว่า มาวันนี้เพื่อมาให้กำลังใจ ตนเองรู้จักกับ แมน ปกรณ์ อารีกุล และหนุ่ย อภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธ์ มาก่อน เพราะเคยไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยบูรพา และช่วงน้ำท่วม แมน และกลุ่มลูกชาวบ้านได้ไปช่วยตนขนย้ายหนังสือด้วย

    ในส่วนประเด็นข้อเรียกร้องของกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ตนเห็นด้วยทั้งหมด การสูญเสียอิสระภาพของพวกเขา ก็เพื่อจะให้คนในสังคมเข้ามาตระหนักถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพ ส่วนในตอนนี้ที่มีการดิสเครดิตนักศึกษา ตนมองว่ามันเป็นเรื่องปกติที่รัฐบาลชุดคสช. กลุ่มคนที่ดิสเครดิตเป็น คนเรียกร้องให้รัฐบาลชุดคสช. เข้ามา ถ้ามีการกระทำการใดที่ทำให้รัฐบาลของเขาไม่สบายใจพวกเขาก็คงออกมาปกป้อง

    สุดท้าย เวียง กล่าวว่า หวังว่าคงจะมีคนอีกจำนวนมากที่จะเห็นใจหัวจิต หัวใจของคนหนุ่มสาวที่เขาต้องการเรียกร้องเสรีภาพ

    ประจักษ์ ก้องกีรติ เผยหลังเยี่ยม ลูกเกด ชลธิชา ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ว่า ตอนนี้ลูกเกดสภาพจิตใจดีมาก ถึงแม้ว่าจะป่วยอยู่ และยังยืนยันในหลักการเดิม จากการที่ได้พูดคุยกับลูกเกด รู้สึกประทับใจในคำพูดของลูกเกดบอกว่า การที่สู้ตอนนี้ไม่ได้สู้เพราะเป็นนักศึกษา แต่สู้ในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง และลูกเกดยังบอกอีกว่า ตอนนี้อยากอ่านหนังสือ เรื่อง เหยืออธรรม, แม่ และ ท๊อปบู้ตทมิฬ

    สฤณี อาชวานันทกุล มารอเยี่ยม นักศึกษาที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เธอเปิดเผยว่ามาวันนี้เพื่อให้กำลังใจ โดยนำหนังสือมาฝากพวกเขาด้วย 30-40 เล่ม เป็นหนังสือนวนิยายที่นำมาจากที่บ้านเพราะทราบมาว่า มีคนนำหนังสือแนวหนักๆ มาให้เยอะแล้ว

    สฤณีเล่าต่อไปว่าใน14 คนที่ถูกฝากขัง เธอรู้จัก แมน ปกรณ์ จากการณรงค์เรื่องกฏหมาย 4 ฉบับเพื่อคนจน และรู้จัก บาส LLTD จากงานเสวนา

    ส่วนในประเด็นการเคลื่อนไหวของขบวนประชาธิปไตยใหม่ สฤณีเห็นด้วยอยู่ 2 ประเด็นคือ 1.การแสดงความคิดเห็นของนักศึกษาเป็นเสรีภาพในการแสดงออกและเป็นวิธีการที่สร้างสรรค์ 2.การเคลื่อนไหวของกลุ่มดาวดินในประเด็นเรื่องสิทธิชุมชน และเรื่องสิ่งแวดล้อม

    ม.ล.มิ่งมงคล โสณกุล (เต่านา) รอเข้าเยี่ยมลูกเกดที่ โรงพยาบาลราชทัณฑ์ เผยว่ามาวันนี้มาในนามตัวเอง และไม่ได้รู้จักลูกเกดมาก่อน ทีแรกไม่รู้ด้วยซ้ำว่า14นักศึกษาที่ถูกจับมีผู้หญิงด้วย แต่มารู้ตอนเห็นข่าวว่าตำรวจไปเยี่ยมบ้านของลูกเกด และเห็นรูปลูกเกดจากในข่าวเป็นผู้หญิงตัวผอมแห้ง ตนจึงชื่นชมในความกล้าของ14 นักศึกษา กล้าหาญที่จะรับผิดชอบในการกระทำและความเชื่อของตัวเอง

    ทั้งนี้ ม.ล.มิ่งมงคล ได้นำหนังสือ ชื่อ The One Thing มาเยี่ยมลูกเกดด้วยซึ่งเนื้อหาในหนังสือจะกล่าวถึง การข้ามเข้าสู้วัยผู้ใหญ่ ด้วยลูกเกดอายุ 22 ปี ตนคิดว่าถ้าเขาได้ออกจากเรือนจำมา หนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่เขา

    สุชาติ สวัสดิ์ศรี เผยอยากให้กวี นักเขียน ศิลปิน มาเยี่ยมนักศึกษาด้วย วันนี้ที่ตนมาเพราะมาในนามนักเขียนศิลปิน เพราะมองว่าคนทำงานในด้านความคิดนี้น่าจะเข้าใจการต่อสู่ของนักศึกษาได้ดี และการที่นักศึกษาโดนข้อหาหนักขนาดนี้ น่าจะเห็นใจกัน ตนอยากเลยอยากให้เพื่อนพ้องในวงการนักเขียนมาเยี่ยมด้วย และยอมรับว่าตนเองยังได้รับพลังจากนักศึกษาด้วย และเชื่อในความบริสุทธิ์ใจของพวกเขา

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังประสบปัญหาวิกฤติศรัทธาในผู้บังคับใช้กฎหมายจากกรณีการใช้กำลังเกินกว่าเหตุของตำรวจกับคนผิวดำหลายกรณี องค์กรด้านวัฒนธรรมในเมืองฮาร์ตฟอร์ดก็ได้ไอเดียจับตำรวจกับเยาวชนผิวดำและผู้มีเชื้อสายฮิสแปนิค เข้าชั้นเรียนดนตรีร่วมกันหวังสร้างความเข้าใจและลดอคติที่มีต่อกัน

    5 ก.ค. 2558 เว็บไซต์นิวยอร์กไทม์รายงานว่า ในนครฮาร์ตฟอร์ด เมืองหลวงของรัฐคอนเนตทิคัต มีโครงการสร้างความเข้าใจกันระหว่างตำรวจกับเยาวชนคนผิวดำและผู้มีเชื้อสายฮิสแปนิคโดยการให้ร่วมร้องเพลงแร็พและเล่นดนตรีร่วมกัน

    โครงการดังกล่าวจัดโดยศูนย์วัฒนธรรมชาร์เตอร์โอ๊คและกรมตำรวจเมืองฮาร์ตฟอร์ด มีการให้เด็กวัยเรียน 20 คน กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ 6 นาย เข้าชั้นเรียนดนตรีร่วมกันเป็นเวลา 12 สัปดาห์ โดยมีการสอนร้องเพลงแร็พและสอนวิธีการเล่นกีตาร์ โดยโครงการนี้ยังมีความต้องการขยายผู้เข้าร่วมเป็นเด็กจำนวน 60 คน และเจ้าหน้าที่ 15 นาย

    โครงการนี้มีชื่อว่า "กู๊ด ไวเบรชั่น" (Good Vibrations) หรือ "แรงสั่นสะเทือนในทางดี" ที่แรบไบ ดอนนา เบอร์มัน ผู้อำนวยการบริหารของศูนย์วัฒนธรรมชาร์เตอร์โอ็คเปิดเผยว่าจัดขึ้นเพื่อลดการเหมารวมและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับเยาวชน

    ก่อนหน้านี้เบอร์มันเคยเป็นผู้ร่วมจัดการประท้วงหลังเกิดกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เครื่องช็อตไฟฟ้ากับวัยรุ่นที่ไม่มีอาวุธในเมืองฮาร์ตฟอร์ดเมื่อปีที่แล้ว แต่หลังจากที่ได้พูดคุยกับเจมส์ โรเวลลา ผู้กำกับการตำรวจเมืองฮาร์ตฟอร์ด เธอก็คลายจากอคติที่เคยมีต่อตำรวจและได้ไอเดียเกี่ยวกับโครงการกู๊ด ไวเบรชั่น

    ไบรอัน โฟลีย์ รองผู้กำกับการตำรวจเมืองฮาร์ตฟอร์ดกล่าวว่าพวกเขามีความกระตือรือร้นจะเข้าร่วมโครงการนี้เพราะเชื่อว่าการสร้างปฏิสัมพันธ์ในทางบวกกับเด็กในเมืองของพวกเขาเองจะช่วยลดภาพลักษณ์ด้านลบที่มาจากแหล่งอื่นได้ โฟลีย์ยอมรับอีกว่าที่ผ่านมาฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ทำได้ไม่ดีพอในการสร้างความเชื่อใจในหมู่ประชาชน

    ในสหรัฐฯ มีเหตุการณ์อื้อฉาวเกี่ยวกับการใช้กำลังเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อคนผิวดำหรือชนกลุ่มน้อยอื่นๆ หลายกรณีจนทำให้มีการประท้วงเรียกร้องให้คำนึงถึงชีวิตของประชาชนเหล่านี้ อีกทั้งยังทำให้ประชาชนเกิดความไม่ไว้วางใจในตัวเจ้าหน้าที่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในฮาร์ตฟอร์ดหลังมีโครงการกู๊ด ไวเบรชั่น คือการที่เด็กชาวฮิสปานิค 2 คนโบกมือทักทายเจ้าหน้าที่ได้ในขณะที่กำลังเดินกลับจากโรงเรียนเนื่องจากพวกเขาเคยร่วมชั้นเรียนดนตรีเดียวกันมาก่อน

    อย่างไรก็ตามมีคนที่ยังตั้งข้อสงสัยว่าโครงการเรียนดนตรีร่วมกันจะช่วยลบอคติที่มีต่อกันได้จริงหรือ เช่น คาลิม เคลลี  ผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็น "กวีแร็พ" ในนามศิลปินคือ "Self Suffice" ได้เข้าร่วมเป็นครูฝึกสอนด้านดนตรีในโครงการแต่ก็ยังสงสัยว่าโครงการนี้จะได้ผลเพราะเขาเคยถูกตำรวจเรียกตัวเพียงเพราะ "เดินแบบคนดำ" หรือ "ขับรถแบบคนดำ" มาก่อน อีกทั้งในชั้นเรียนช่วงที่ยังไม่มีตำรวจเข้าร่วมเด็กในชั้นดูจะพูดเรื่องต่างๆ อย่างอิสระมากกว่าเช่นเรื่องกรณีที่เกิดขึ้นในเมืองเฟอร์กูสัน หรือความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้กำลังเกินกว่าเหตุของตำรวจ แต่กวีแร็พผู้นี้ก็เชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยทำให้ทั้งสองฝ่ายได้เล็งเห็นความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันได้บ้าง

    "ถ้าหากผมมีเพลงที่จะให้เยาวชนในเมืองได้แสดงออกว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญสำหรับพวกเขาและให้ตำรวจเข้ามาร่วมด้วยมันจะไปได้ไกลกว่าให้ผมบอกว่าความคิดส่วนตัวของผมคืออะไร และบางทีเราอาจจะดึงเอาส่วนความเป็นมนุษย์ที่ทั้งสองฝ่ายออกมาได้จากในเพลงเดียวกัน" เคลลีกล่าว

    นิวยอร์กไทม์รายงานอีกว่าในตอนแรกเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าร่วมโครงการมีท่าทีต้องการแค่เข้ามาสังเกตการณ์โดยยืนกอดอกหรือล้วงกระเป๋าดูการดำเนินกิจกรรมโดยไม่ได้เข้าร่วม แต่หลังจากนั้นก็มีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น และต่อมาก็เริ่มร่วมเล่นดนตรีด้วยตามคำขอของเคลลี

    เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าร่วมนายหนึ่งชื่อโอเทโรกล่าวว่าในทีแรกเขาคิดว่าการเข้าร่วมจะช่วยให้พวกเขาแสดงให้เด็กๆ เห็นว่าเจ้าหน้าที่ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเช่นกัน แต่เมื่อเข้าร่วมแล้วมันทำให้เขาเรียนรู้มากกว่านั้น คือเรื่องการปฏิสัมพันธ์ผ่านดนตรีที่ต่างฝ่ายต่างก็สอนกัน เรียนรู้จากกันและกัน

    เบอร์มันบอกว่านอกจากโครงการในเมืองฮาร์ตฟอร์ดแล้ว ตอนนี้เธอกำลังหารือร่วมกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรอื่นๆ ในเมืองบอลติมอร์และเฟอร์กูสันเพื่อเริ่มทำโครงการคล้ายๆ กันในเมืองเหล่านั้น

    หลังจากเข้าชั้นเรียนดนตรีร่วมกัน 10 สัปดาห์พวกเขาก็จัดแสดงคอนเสิร์ตร่วมกันในงานแสดงดนตรีประจำปี แต่เป็นเรื่องน่าย้อนแย้งที่ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ขึ้นแสดงร่วมกับเด็กๆ พวกเขาถูกเรียกไปทำหน้าที่ควบคุมฝูงชนในการชุมนุมของกลุ่ม "ชีวิตคนผิวดำก็มีความหมาย" (Black Lives Matter) ในย่านใจกลางเมืองที่มีคนถูกจับกุม 17 คน ในข้อหากีดขวางการจราจร


    เรียบเรียงจาก

    Hartford Police Officers Rap With Youths to Erode Stereotypes, New York Times, 03-07-2015
    http://www.nytimes.com/2015/07/05/nyregion/hartford-police-officers-rap-with-youths-to-erode-stereotypes.html

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    6 ก.ค.2558 อดีตนักศึกษาชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรามคำแหง 19 คน ร่วมลงชื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัว 14 สมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่ทันทีโดยไม่มีเงื่อนไขและหยุดใช้อำนาจคุกคามคนเห็นต่าง โดยมีรายละเอียดแถลงการณ์ดังนี้

    จากกรณีนักศึกษาและนักกิจกรรมทางสังคมออกมาแสดงความคิดเห็นถึงปัญหาการละเมิดสิทธิของประชาชน อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากนโยบายและการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลหลังการรัฐประหาร  จนนำมาสู่การเข้าจับกุมนักศึกษา 14  คน เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2558  ในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558  และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ประกอบมาตรา 83 ซึ่งปัจจุบันนักศึกษาทั้ง 14 คน ถูกฝากขังโดยอำนาจศาลทหารอยู่นั้น

    พวกเราในนามอดีตนักศึกษาชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเป็นองค์กรนักศึกษาที่ทำกิจกรรมด้านการรณรงค์ให้สังคมเห็นถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ตลอดถึงการติดตามผลกระทบที่เกิดจากโครงการพัฒนาอันล้วนก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิของชุมชนมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา  เราตระหนักดีว่าปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของสังคมไทย คือ การไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมต่อทิศทางการพัฒนาอย่างเสมอภาค  ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ถูกปิดกั้นไม่สามารถเข้าถึงได้ ภาครัฐและกลุ่มทุนอาศัยกฎหมายเป็นเครื่องมือปิดปากคนจนซึ่งได้รับผลกระทบจากนโยบายที่ถูกกำหนดจากรัฐส่วนกลางมาอย่างยาวนาน  ทั้งนี้เราเห็นว่าการออกมาแสดงความคิดเห็นโดยสันติวิธีของกลุ่มนักศึกษา นักกิจกรรมและประชาชนในการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายและการบังคับใช้กฎหมายของรัฐที่กำลังละเมิดสิทธิของประชาชนอย่างกว้างขวางอยู่ในขณะนี้ เป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ตามกฎหมายและถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรต้องส่งเสริมให้เกิดขึ้นในสังคมประชาธิปไตย  การเข้าจับกุมดำเนินคดีและคุมขังนักศึกษาทั้ง 14 คนโดยใช้อำนาจของศาลทหารจึงเป็นการกระทำที่ขาดความชอบธรรม ละเมิดต่อสิทธิของประชาชนอย่างรุนแรง และถือเป็นการดำเนินการที่ตรงข้ามกับข้อกล่าวอ้างของคณะรัฐบาลที่บอกว่าจะเร่งนำประเทศไปสู่การมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์โดยเร็ว ซึ่งเราเห็นว่าการจับกุมดำเนินคดีกับนักศึกษาในครั้งนี้ กลับจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

    ดังนั้นพวกเราในนามอดีตนักศึกษาชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรามคำแหง ตามรายชื่อแนบท้ายนี้  ขอเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักศึกษาทั้ง 14 คนทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข ตลอดถึงขอให้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับเคารพต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ยุติการคุกคามดำเนินคดีต่อผู้ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างจากรัฐบาล  ทั้งนี้เพื่อเป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาและสามารถตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐได้อย่างเต็มที่  อันจะเป็นหนทางที่จะนำพาประเทศเข้าสู่สังคมประชาธิปไตยที่แท้จริงต่อไป

                                                  รายชื่อท้ายแถลงการณ์

    1.     นายสุวิทย์   เมืองสง                     ประธานชมรมปี  2544

    2.     นายเทวฤทธิ์   คำคูณ                   ประธานชมรมปี  2547

    3.     นางสาวเกตุสุดา   ดวงพรม            ประธานชมรมปี   2548

    4.     นายเอกพล   ช่วยชนะ                  ประธานชมรมปี  2550

    5.     นายณัฐพัชร์   ใจศิริ                     ประธานชมรมปี  2556

    6.     นางสาวสิริธร  ไพรลุณ                  ประธานชมรมปี   2557

    7.     นายนิรุตณ์  บัวพา                       รองประธานชมรมปี   2541

    8.     นายทวีศักดิ์   มณีวรรณ์                รองประธานชมรมปี  2542

    9.     นายอรรถพล  เพ็ชรยิ้ม                 รองประธานชมรมปี  2546

    10.  นายกฤษดา   ขุนณรงค์                รองประธานชมรมปี   2548

    11.  นางสาวบุษป์สุคนธ์   ปั้นช้าง          รองประธานชมรมปี   2552

    12.  นายกิตติ   วิสารกาญจน               กรรมการกลางกลุ่มนิเวศน์ , สมาชิกชมรมปี 2551

    13.  นายอรรถวุฒิ   อรรฐาเมศร์            กรรมการชมรมปี   2543

    14.  นางสาวแก้วตา  ธัมอิน                 กรรมการชมรมปี   2545

    15.  นางสาวฐิติมา   หิรัญวงศ์              กรรมการชมรมปี   2551

    16.  นายธนากร   สัมมาสาโก              สมาชิกชมรมปี   2547

    17.  นางสาวมนัชยา  ทองมณี              สมาชิกชมรมปี   2548

    18.  นายธนพล   ใคร่ครวญ                 สมาชิกชมรมปี   2548

    19.  นางสาวเอมอร   บุญกอน              สมาชิกชมรมปี   2548

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai