Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    0 0

    อดีตแม่ยาย  'แอนดรูว์ มาร์แชล' เผย ตร.มาพบที่บ้าน พร้อมฝากเตือนแอนดรูว์เลิกโพสต์กระทบสถาบันกษัตริย์ หลังโพสต์เนื้อหาในเอกสารลับของซีไอเอ ที่ถูกเปิดเผยออกมาหลังพ้นช่วงเวลาปกปิดเกี่ยวข้องกับกษัตริย์ ขณะที่นพวรรณโพสต์ยันไม่รู้เรื่องและไม่สามารถไปสั่งให้แอนดรูว์ทำอะไรได้

    ภาพ นพวรรณ พร้อมลูกชายวัย 3 ขวบ ขณะถูกนำตัวไปที่กองบังคับการปราบปราม เมื่อวันที่ 22 ก.ค.59 โดยคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊กหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ในบ้านถูกยึดตามหมายค้น (ที่มา แฟ้มภาพประชาไท)

    เมื่อวันที่ 18 ม.ค. ที่ผ่านมา นพวรรณ บรรลือศิลป์ อดีตภรรยาแอนดรูว์ แม็กเกรเกอร์ มาร์แชล (อดีตผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ประจำประเทศไทย) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงตำรวจไทย และต่อมา แอนดรูว์ นำมาเผยแพร่ต่อผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในลักษณะสาธารณะ 

    โดย นพวรรณ ระบุว่า ขอชี้แจงให้ทุกท่านทราบว่า ตนไม่ได้อยู่เมืองไทยแล้ว และยืนยันอีกครั้งว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานของแอนดรูว์ ไม่เข้าใจว่าวันนี้เจ้าหน้าที่สันติบาลจะไปพบแม่ของตนที่บ้านที่ไทยเพื่ออะไร และบอกอีกด้วยว่าจะกลับมาอีกอาทิตย์หรือสองอาทิตย์

    นพวรรณ ระบุด้วยว่า ทางตำรวจได้สอบสวนตนเมื่อ ก.ค.ปีที่แล้ว พร้อมทั้งยืนยันว่าตนบริสุทธิ์และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับงานของแอนดรูว์ แต่มาวันนี้ยังมีการเคลื่อนไหวและไปขอพบตนที่บ้าน ทั้งๆ ที่รู้ว่าตนไม่ได้อยู่ไทย ตนขอให้พวกท่านยุติการเคลื่อนไหวที่ทำให้ครอบครัวตนกังวลและเดือดร้อน และการที่แอนดรูว์เป็นพ่อของชาลี(ลูกของนพวรรณ)มันก็ไม่ได้หมายความว่าตนต้องมีส่วนรู้เห็นกับสิ่งที่เค้าทำ หรือเห็นด้วยกับสิ่งที่เค้าทำ ซึ่งยืนยันไปแล้ว
     
    "ดิฉันอยากฝากเอาไว้ว่าเราไม่รู้เรื่องและไม่สามารถไปสั่งให้แอนดรูว์ทำอะไรได้ พ่อแม่เค้ายังสั่งเค้าไม่ได้เลย เหนื่อยนะค่ะ
    ถ้าคุณมีปัญหากับแอนดรูว์ กรุณาไปสถานทูตของสหราชอาณาจักร และไปทำการเรียกร้องส่งตัวแอนดรูว์ไปไทย อย่าไปทำให้ครอบครัวของดิฉันที่ไทยต้องมามีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องที่เค้าไม่ได้ทำเถอะค่ะ" นพวรรณ โพสต์
     

    แม่นพวรรณ เผย ตร.ฝากเตือนแอนดรูว์เลิกโพสต์กระทบสถาบันเบื้องสูง

    บีบีซีไทยรายงานด้วยว่า ฤดีวรรณ ล่าทิพย์ มารดาของ นพวรรณ เปิดเผย "บีบีซีไทย" ว่า เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ของวันที่ 18 ม.ค. มีผู้หญิง 2 คน มายืนอยู่หน้าประตูบ้าน จะขอเข้าไปในบ้าน ท่ามกลางเสียงเห่าของสุนัข โดยอ้างว่าเป็น ตำรวจสันติบาลนอกเครื่องแบบ แล้วได้แสดงบัตรตำรวจให้ดู ทราบว่ามียศ ดาบตำรวจ โดยบอกว่า มาหา นพวรรณ แต่เธอบอกให้พูดคุยหน้าบ้าน และบอกว่าลูกสาวอยู่ต่างประเทศ หญิงสองคนจึงบอกว่า นายสั่งให้มาขอความร่วมมือให้ไป "เตือน" แอนดรูว์ มาร์แชล ให้เลิกโพสต์ข้อความที่เป็นที่ระคายเคืองต่อสถาบันเบื้องสูง พร้อมทั้งขอเบอร์โทรศัพท์มือถือไป เพื่อการติดต่อมาเป็นระยะๆในอนาคต
     
    "เขามาแบบสุภาพ พูดดี เขาบอกว่า ฝากคุณแม่ไปเตือนแอนดรูด้วย ชอบไม่ชอบ ให้เก็บไว้ในใจ อย่างมาลงรูปอะไรอีก...อีกหน่อยลูกหลานจะได้กลับมาเมืองไทยได้สบายๆ ไม่ต้องเป็นห่วง" ฤดีวรรณ กล่าวทางโทรศัพท์ พร้อมกล่าวด้วยว่า "แม่ตอบเขาไปว่า แทบไม่เคยคุณกับแอนดรู ส่วนใหญ่เวลาคุยโทรศัพท์กัน ก็มักคุยกับลูกสาวหรือหลาน"
     
    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า ก่อนหน้านี้ ได้โพสต์เนื้อหาในเอกสารลับของสำนักข่าวกรองกลาง ของรัฐบาลสหรัฐฯ (ซีไอเอ) ที่ถูกเปิดเผยออกมาหลังพ้นช่วงเวลาปกปิด ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์กับการเมืองตั้งแต่สมัยจอมพล ป.  พิบูลย์สงคราม ถูกรัฐประหาร ฯลฯ 
     
    ทั้งนี้ นพวรรณ พร้อมลูกชายวัย 3 ขวบ เคยถูกนำตัวไปที่กองบังคับการปราบปราม เมื่อวันที่ 22 ก.ค.59 โดยคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊กหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ในบ้านถูกยึดตามหมายค้น มาแล้วครั้งหนึ่ง โดยในครั้งนั้นนพวรรณระบุว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับงานของสามี และยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาทำ เย็นวันเดียวกัน เธอได้รับการปล่อยตัว มีรายงานด้วยว่า ต่อมานพวรรณและลูกชายได้เดินทางออกจากประเทศไทยไปยังสกอตแลนด์

    หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว 1 เดือน (22 ส.ค. 59) แอนดรูว์เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เขาและภรรยา ได้แยกกันอยู่และตัดสินใจจะหย่ากันแล้ว 

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    19 ม.ค. 2560 จากกรณีเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 59 ระหว่างที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หยุดพักพิจารณาไต่สวนพยาน คดีจำนำข้าว นั้น ม.ล.มิ่งมงคล โสณกุล หรือ หม่อมเต่านา อดีตนักเขียนบทภาพยนตร์เเละผู้กำกับภาพยนตร์ ซึ่งเข้าสังเกตการณ์ ได้แสดงพฤติกรรม อาทิ จ้องตา เขม่น ต่อหน้าพนักงานอัยการ ต่อมาศาลได้มีคำสั่งในคำร้องที่พนักงานอัยการ โจทก์ยื่นคำร้องกรณีถูกคุกคาม โดยองค์คณะได้มีคำสั่งให้ตั้งสำนวนไต่สวนละเมิดอำนาจศาล พร้อมทั้งออกหมายเรียก ม.ล.มิ่งมงคล และผู้ถูกกล่าวหาอีกหนึ่งรายมาไต่สวน

    วันนี้ (19 ม.ค.60) มติชนออนไลน์รายงานว่า เมื่อ 09.00 น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองศาล วิรุฬห์ เเสงเทียน รองประธานศาลฎีกา พร้อมองค์คณะ 3  คน ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำสั่งคดีละเมิดอำนาจศาล ที่พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาฯ ไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีกล่าวหา ม.ล.มิ่งมงคล และ ธรรศ วันพฤหัส อดีตเลขานุการคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา สภาผู้แทนราษฎร มีพฤติการเเสดงท่าทาง จ้องหน้า และเดินตามคณะพนักงานอัยการ ที่ว่าความคดีโครงการรับจำนำข้าว ที่อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 59 เวลา 12.00 น. ระหว่างการหยุดพักพิจารณาคดี ซึ่งอัยการได้ยื่นคำร้องต่อศาลเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2559

    โดยเมื่อวันที่ 17 ม.ค. ที่ผ่านมา องค์คณะได้มีหมายเรียกบุคคลทั้งสองมาสอบถามข้อเท็จจริง ซึ่งทั้งสองรับว่าตามวันเวลาดังกล่าวได้หันไปมองหน้าคณะอัยการจริง ซึ่งศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะวินิจฉัยจริง จึงงดการไต่สวนเเละนัดฟังคำสั่งในวันนี้
     
    โดยในวันนี้ ม.ล.มิ่งมงคล พร้อมด้วยทนายความ และ ธรรศ ได้เดินทางมาฟังคำสั่ง
     
    องค์คณะพิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติการณ์ของ มิ่งมงคล และ ธรรศ เข้าไปยืนระยะประชิด และจ้องหน้าในลักษณะคุกคามพนักงานอัยการ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ในคดีไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องทำในศาล จึงมีคำสั่งว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิด ไม่รักษาความสงบเรียบร้อยในศาล ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 18 วรรคสอง และประมวลกฎหมายพิจารณาแพ่ง มาตรา 31 (1) และมาตรา 33
     
    ส่วน ธรรศ แม้ไม่ยอมรับตามข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยอ้างว่าไม่ได้เดินตามพนักงานอัยการในระยะประชิด และไม่ได้ถ่ายรูปพนักงานอัยการ แต่เห็นว่า ธรรศมาด้วยกันกับ ม.ล.มิ่งมงคล และเดินทางกลับด้วยกัน ตามหลักฐานภาพถ่ายในศาล จึงเชื่อได้ว่าหากมีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้นคงเข้าไปช่วยเหลือ ดังนั้น ธรรศจึงเป็นตัวการร่วมกับ ม.ล.มิ่งมงคล
     
    เเต่เป็นเป็นการกระทำที่ไม่ร้ายแรงให้ ลงโทษสถานเบา สั่งปรับผู้ถูกกล่าวหาคนละ 500 บาท
     
    ภายหลัง ม.ล.มิ่งมงคลกล่าวว่า ศาลมีคำสั่งเเล้วตนจะเขียนข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวให้รออ่าน ส่วนวันนัดไต่สวนคดีจำนำข้าวคงไม่ได้มาให้กำลังใจ ยิ่งลักษณ์ เเต่หากต่อไปมีเวลาว่างก็คงจะมา 
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ธ.ค. ปีที่แล้วพรรคเอเคพีซึ่งเป็นพรรครัฐบาลตุรกีภายใต้การนำของประธานาธิบดี เรเซป ตอยยิบ เออร์โดกัน เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะการปกครองตุรกี ซึ่งทำให้เกิดข้อถกเถียงว่าจะกลายเป็นการทำลายระบบรัฐสภา เพิ่มอำนาจให้ประธานาธิบดีแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่

    19 ม.ค. 2560 เรเซป ตอยยิบ เออร์โดกันเป็นผู้ที่มีอำนาจในตุรกีมากว่า 13 ปี เริ่มต้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและได้เป็นประธานาธิบดีในปี 2557 ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเขาถูกเรียกว่าเป็น "ระบอบประธานาธิบดีสไตล์ตุรกี" เป็นการยกเลิกระบบรัฐสภาแบบเดิม สั่งยุบสำนักนายกรัฐมนตรีไปสู่ระบบประธานาธิบดีเปิดทางให้เออร์โดกันกลายเป็นผู้มีอำนาจบริหารหนึ่งเดียวในประเทศ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังอยู่ในการถกเถียงอภิปรายกันในสภา

    ร่างรัฐธรรมนูญตุรกีฉบับนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาและผ่านการทำประชามติก่อน แต่ถ้าหากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของตุรกีมีผลบังคับใช้ จะทำให้ตุรกีไม่มีคณะรัฐบาลอย่างเป็นทางการแบบเดิมที่จะตอบรับกับรัฐสภา โดยจะเป็นการให้อำนาจประธานาธิบดีในการแต่งตั้งและปลดรัฐมนตรีออก นอกจากนี้ยังให้ประธานาธิบดีอยู่ในตำแหน่งได้ 5 ปี และยังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมืองไปในเวลาเดียวกันได้ การเลือกตั้งสมาชิกสภาในตุรกีก็จะเปลี่ยนมาเลือกกันทุก 5 ปี แทน 4 ปี และต้องเลือกในวันเดียวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดี

    ในแง่ของการจัดสรรอำนาจทางการเมือง รัฐบาลตุรกีมองว่าจะทำให้ประธานาธิบดีมีอำนาจมากขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้มีรัฐบาลผสมที่อ่อนแออีกแบบในอดีต นายกรัฐมนตรี บินาลี ยิลดิริม เคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อในเรื่องนี้ว่ารัฐสภาเองก็จะเข้มแข็งขึ้นด้วยโดยมีอำนาจประธานาธิบดีคอยจัดการฝ่ายบริหารเพื่อระงับความขัดแย้ง

    อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์มองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในตุรกีกลับจะทำให้รัฐสภาอ่อนแอลง ทำลายระบบตรวจสอบถ่วงดุล และอาจจะถึงขั้นทำให้ตุรกีกลายเป็นระบบการปกครองที่ขึ้นอยู่กับคนๆ เดียว จากเดิมที่ฝ่ายต่างๆ ของรัฐบาลได้แก่ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการจะตรวจสอบถ่วงดุลกันเองไม่ให้ใครมีอำนาจมากเกินไป

    ผู้วิจารณ์ในเรื่องนี้คือเบอร์ทิล เอ็มราห์ โอเดอร์  ศาตราจารย์ด้านกฎมายรัฐธรรมนูญจากมหาวิทยาลัยค็อกในอิสตันบูลกล่าวว่าจากข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้ประธานาธิบดียังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคในขณะที่มีการเลือกตั้งรัฐสภาและประธานาธิบดีไปพร้อมๆ กัน ทำให้ผู้ลงสมัครประธานาธิบดีมีอำนาจจะเลือกบัญชีรายชื่อ ส.ส. ได้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภา ส่งผลให้ประธานาธิบดีมีอำนาจควบคุมรัฐสภาและวาระการประชุมของสภา นำไปสู่การทำลายระบบตรวจสอบถ่วงดุล

    เลเวนต์ คอร์คุต ศาตราจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเมดิโปลกล่าวในทำนองเดียวกันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจจะไม่ถึงขั้นทำให้ระบบตรวจสอบถ่วงดุลถูกขจัดโดยสิ้นเชิงแต่จะทำให้ระบบแตกต่างออกไปจากระบบสภาแบบคลาสสิกหรือระบบประธานาธิบดีแบบสหรัฐฯ ที่มีผู้นำพรรคกับผู้สมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นคนละคนกัน ทำให้มีวาระของแต่ละคนต่างกันได้ ทำให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลกันได้ซึ่งระบบใหม่จะไม่มีในเรื่องนี้ คอร์คุตบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขยังขจัดสิทธิในการตั้งกระทู้ถามในสภาออกไป ทำให้ตั้งคำถามกับการกระทำของประธานาธิบดีไม่ได้ด้วย

    อย่างไรก็ตาม ฝ่ายสนับสนุนรัฐธรรมนูญใหม่ตุรกีอย่าง เมห์เหม็ต อุคุม ที่ปรึกษาด้านตุลาการของเออร์โดกันกล่าวว่ารัฐธรรมนูญใหม่ของพวกเขาจะมีระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่ดียิ่งกว่าเดิม โดยอ้างว่าระบบปัจจุบันถ้าฝ่ายบริหารที่เป็นรัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภาก็จะผ่านร่างกฎหมายได้โดยไม่มีการต่อต้าน แต่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญระบุให้มีการแยกฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติออกจากกันมากขึ้น อุคุมอ้างอีกว่าสิทธิในการตั้งกระทู้ถามเป็นเรื่องไม่จำเป็นในระบบที่อำนาจฝ่ายบริหารคือประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งอยู่แล้ว ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ริบอำนาจกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีโดยสภาถ้าหากประธานาธิบดีกระทำความผิด

    อย่างไรก็ตาม ระบบใหม่ของตุรกีจะมีการกระบวนการถอดถอนที่ซับซ้อนมาก โดยเริ่มจากการต้องใช้รายชื่อของผู้แทน 301 ใน 600 ของสภา และหลังจากนั้นต้องตั้งคณะกรรมการจากการโหวตลับโดยผู้แทน 360 เสียง และถ้าหากมีการไต่สวนพิจารณาแล้วว่าต้องส่งตัวประธานาธิบดีไปดำเนินคดีในศาลสูงสุด จะมีการดำเนินคดีกับประธานาธิบดีได้ก็ต่อเมื่อมีการโหวตลงคะแนนลับๆ จากผู้แทนเกิน 400 เสียงเท่านั้น ซึ่งคอร์คุต บอกว่าเป็นระบบที่ทำให้การถอดถอนประธานาธิบดีโดยสภาเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ เพราะต้องอาศัยเสียงข้างมากในสภา 2 ใน 3 ในขณะที่รัฐสภาเต็มไปด้วยคนพรรคเดียวกับของประธานาธิบดี

    โอเดอร์ ยังกล่าวถึงอีกมุมหนึ่งว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่นี้อาจจะทำให้สูญเสียอิสรภาพด้านตุลาการด้วย จากการที่ประธานาธิบดีมีอำนาจกว้างขวางเหนือสภาสูงแห่งผู้พิพากษาและอัยการ ขณะที่อุคุมอ้างว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้ตุลาการ "เป็นอิสระมากขึ้น" จากการที่ "สภาสูงแห่งผู้พิพากษาและอัยการ"

    ต้องดูกันต่อไปว่าถ้าหากร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญตุรกีจะผ่านความเห็นชอบจากสภาหรือไม่ ซึ่งอัลจาซีราระบุว่ามีโอกาสที่ร่างการแก้ไขจะผ่านสูงมากเนื่องจากสองพรรคการเมืองอย่างเอเคพี กับเอ็มเอชพี ที่มีท่าทีสนับสนุนการแก้ไขมีจำนวนในสภามากพอที่จะทำให้ผ่านการลงมติได้ และหลังจากผ่านมติในสภาแล้วก็จะไปสู่ขั้นตอนการลงประชามติจากประชาชนซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะจัดในช่วงเดือน มี.ค. - เม.ย. ที่จะถึงนี้

     

    เรียบเรียงจาก

    Turkey's constitutional reform: All you need to know, Aljazeera, 18-01-2017
    http://www.aljazeera.com/indepth/features/2017/01/turkey-constitutional-reform-170114085009105.html

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    สนง.ประกันสังคม ส่ง จม.ถึงประชาไท แจงกรณี ม. 39 ม.40 คนพิการ และปฏิเสธแรงงานข้ามชาติ โต้บทความ "ย้อนปี 59 กับ 10 แพ็กเกจ ก.แรงงาน “สร้างความทุกข์ สกัดความสุข ไม่หยุดยั้งการละเมิดสิทธิ” 

    19 ม.ค.2560 บรรณาธิการเว็บไซต์ประชาไท ได้รับจดหมายชี้แจงจาก ลักขณา บุญสนอง รองเลขาธิกร รักษาการแทนเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ลงวันที่ 12 ม.ค. 60 เรื่อง ชี้แจงข่าว "ย้อนปี 59 กับ 10 แพ็กเกจ ก.แรงงาน “สร้างความทุกข์ สกัดความสุข ไม่หยุดยั้งการละเมิดสิทธิ” (บทความดังกล่าวเขียนโดย บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ เผยแพร่เมื่อวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา URL http://prachatai.org/journal/2017/01/69480)

    จดหมายชี้แจงของ สนง.ประกันสังคม ระบุว่า ตามที่อ้างถึง เว็บไซต์ประชาไท เสนอข่าวที่มีผลกระทบต่อสำนักงานประกันสังคม ดังนี้ 1. ผู้ประกันตนมาตรา 39 พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ไม่สามารถชำระเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ณ ที่ทำการสำนักงานประกันสังคมต่าง ๆ ได้ 2. ผู้ประกันตนที่เป็นผู้พิการต่อเนื่องจากบาดเจ็บในงานตามมาตรา 33 พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ถูกบังคับให้ย้ายสิทธิไปอยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ผลจากคำสั่ง คสช. ที่ 58/2559

    3. ประโยชน์ทดแทนผู้ประกันตนตามมาตรา 40 พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ถูกละเลยจากกรรมการประกัยสังคมในการพิจารณาปรับสิทธิ์ประโยชน์เพิ่มขึ้น และ 4. สำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครปฐมปฏิเสธแรงงานข้ามชาติเข้าถึงกองทุนเงินทดแทนแม้มีสถานะเป็น “ลูกจ้าง” ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1558/2558

    สำนักงานประกันสังคม ชี้แจ้งข้อเท็จจริง ดังนี้ 1. กรณีผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ไม่สามารถชำระเงินสมทบที่สำนักงานประกันสังคมต่าง ๆ ได้นั้น เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายในการกระจายอำนาจให้ประชาชนเข้าถึงบริการของหน่วยงานภาครัฐเพื่อให้ได้รับความสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย และสอดคล้องตามยุทธศาสตร์กระทรวงแรงงานในการสร้างความโปร่งใส ประกอบกับรองรับการก้าวเข้าสู่การให้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์จึงเพิ่มช่องทางการรับจ่ายเงินเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสำนักงานนายจ้าง ผู้ประกันตน และการดำเนินการจ่ายประโยชน์ทดแทนแก่ผู้ประกันตนโดยได้พัฒนาช่องทางการให้บริการของผู้ประกันตนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมิต้องเดินทางมาติดต่อ ณ สำนักงานประกันสังคม ทั้งนี้ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 สามารถชำระเงินสมทบผ่านธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารธนชาติ โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม พร้อมรับใบเสร็จเงินทันที และช่องทางเคาน์เตอร์เซอร์วิส เคาน์เตอร์ทำการไปรษณีย์ เคาน์เตอร์เซ็นแพทย์ ซึ่งมีร้านสาขาในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล จำนวน 22 สาขา โดยค่าธรรมเนียมเพียงรายการละ 10 บาท

    2. กรณีผู้ประกันตนที่เป็นผู้พิการเนื่องจากบาดเจ็บในงานถูกบังคับให้ย้ายสิทธิไปอยู่ในระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินการตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 58/2559 ลงวันที่ 14 ก.ย. 2559 เรื่องการรับบริการสาธารณสุขของคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ  ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทนสำนักคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนคนพิการ เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหา

    ซึ่งที่ประชุมมีข้อสรุปดังนี้ 1) ปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้พิการสามารถเข้ารักษาในสถานพยาบาลของรัฐได้ทุกแห่งโดยสำนักงานประกันสังคมจะนำเสนอคณะกรรมการแพทย์ และคณะกรรมการประกันสังคม และที่ปรึกษาพิจารณาเพื่อให้เห็นชอบออกประกาศ ฯ มีผลใช้บังคับภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2559 2) กรณีผู้พิการที่เป็นผู้ประกันตนถูกโอนสิทธิไปใช้บัตรทองและไม่ได้รับความสะดวกต้องเขารับบริการในสถานพยาบาลเอกชนเดิมและสถานพยาบาลเอกชนที่อยู่ในระบบประกันสังคมสามารถนำใบเสร็จมายื่นเบิกกับสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขา โดยสำนักงานประกันสังคมจะพิจารณาจ่ายให้ตามเงื่อนไขของประกาศคระกรรมการการแพทย์ ฯ โดยจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ภายใต้บทเฉพาะกาลของประกาศกระทรวงการคลังฯ และ 3) บัญชีประเภทและอัตราค่าอวัยวะและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรคกรณีสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะหรืออวัยวะบางส่วน สำนักงานประกันสังคมได้ปรับรายการและอัตราจาก 31 รายการ เป็น 95 รายการโดยผู้พิการไม่ต้องสำรองเงินจ่ายและให้สถานพยาบาลมายื่นเบิกกับสำนักงานประกันสังคม

    สำนักงานประกันสังคม ชี้แจ้งข้อเท็จจริง เพิ่มเติมว่า 3. กรณีประโยชน์ทดแทนผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ถูกละเลยจากกรรมการประกันสังคมในการพิจารณาเพิ่มขึ้น สำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินการพัฒนาสิทธิประโยชน์ประกันสังคมตามมาตรา 40 โดยมีการพิจารณาเพิ่มขยายสิทธิประโยชน์เงินทดแทนการขาดรายได้ กรณีประสบอันตราหรือเจ็บป่วยเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพ เงินค่าทำศพ เงินบำเหน็จกรณีชราภาพ อัตราเงินสมทบทางเลือกที่ 1 และอัตราเงินสมทบทางเลือกที่ 2 ซึ่งผลการดำเนินการดังกล่าวได้ผ่านพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของกระทรวงแรงงานเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2559 โดยในขั้นตอนต่อไปกระทรวงแรงงานจะต้องเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาฯ เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานลงนามถึงคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นก่อนส่งร่างพระราชกฤษฎีกาฯ ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินการต่อไป

    และ 4. กรณีสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครปฐมปฏิเสธแรงงานข้ามชาติ แม้มีสถานะเป็นลูกจ้างขอชี้แจงว่า กรณีดังกล่าวลูกจ้างเป็นแรงงานต่างดาวสัญชาติเมียนมา ขึ้นทะเบียนตามนโยบายของรัฐบาลไทย มีหนังสือเดินทาง (Passport) และใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) โดยทำงานตำแหน่งลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคลในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่ไม่ได้รับใบอนุญาตให้ทำงานกับสถานประกอบการ ต่อมาประสบอันตรายในพื้นที่จังหวัดนครปฐมสาขาสามพราน มีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามกฎกระทรวงกำหนด จ่ายค่าทดแทนกรณีหยุดพักรักษาตัวและจ่ายค่าทดแทนกรณีสูญเสียอวัยวะ และกรณีดังกล่าวลูกจ้างได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเงินทดแทนของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครปฐม สาขาสามพราน ซึ่งคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีมติว่าลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทน แต่มีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 โดยให้นายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบ ทั้งนี้สำนักงานประกันสังคมปฏิบัติตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 50 เมื่อมีการแจ้งการประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือสูญหาย หรือมีการยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทน หรือความปรากฎแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ว่าลูกจ้างประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือสูญหายให้พนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวน และออกคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิ

         

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    สนช. เห็นชอบพิธีสาร 7 ระบบศุลกากรผ่านแดนและภาคผนวกทางเทคนิค : กฎเกณฑ์และพิธีการว่าด้วยศุลกากรผ่านแดนอาเซียน รับหลักการร่าง พ.ร.บ.รับขนทาง อากาศระหว่างประเทศ และร่าง พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ สร้างทางพิเศษสายบางพลี - สุขสวัสดิ์

     

    19 ม.ค. 2560 ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นชอบพิธีสาร 7 ระบบศุลกากรผ่านแดนและภาคผนวกทางเทคนิค : กฎเกณฑ์และพิธีการว่าด้วยศุลกากรผ่านแดนอาเซียน ด้วยคะแนนเห็นด้วย 196 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี งดออกเสียง 2 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 2 เสียง

    วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจงสาระสำคัญของร่างพิธีสารดังกล่าวว่า เพื่อให้ความตกลงระหว่างประเทศมีผลผูกพันประเทศไทย ในการปฏิบัติพิธีการศุลกากรผ่านแดนโดยประเทศสมาชิกอาเซียน และจะอนุญาตให้ประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นขนส่งสินค้าผ่านแดนของตนเองได้ ยกเว้นสินค้าต้องห้าม ต้องจำกัดที่ได้กำหนดไว้ในพิธีสาร ทั้งนี้ต้องไม่มีการเก็บภาษีใดๆ สำหรับสินค้าที่ขนส่งผ่านแดน โดยศุลกากรของแต่ละประเทศสามารถดำเนินการได้ตามความจำเป็น เพื่อให้สามารถควบคุมการขนส่งผ่านแดนเป็นไปอย่างเหมาะสม ให้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการปฏิบัติพิธีศุลกากรผ่านแดนอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมกำหนดให้ผู้ประกอบการผ่านแดนของประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศวางหลักประกันครั้งเดียว โดยถือว่าหลักประกันดังกล่าวมีความสมบูรณ์ในทุกประเทศและครอบคลุมถึงสินค้าตลอดเส้นทางการขนส่งผ่านแดน กำหนดให้ใช้แบบสำแดงทางศุลกากรที่เหมือนกันทั้งภูมิภาค ในการขนส่งผ่านแดน ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งและกระจายสินค้าในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงยกระดับการพิธีการศุลกากรให้มีความทันสมัยตามมาตรฐานสากล เป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศ
     
    สมาชิก สนช.ได้ให้ความเห็นในหลายประเด็น อาทิ ควรคำนึงถึงการได้ประโยชน์ เสียประโยชน์หรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ความเชื่อมโยงของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ความพร้อมของจุดผ่านแดนต่างๆในทางปฏิบัติ การควบคุม กำกับ ดูแลและการอำนวยความสะดวก

    รับหลักการร่าง พ.ร.บ.รับขนทาง อากาศระหว่างประเทศ 

    สนช. ยังมีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.รับขนทาง อากาศระหว่างประเทศ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ไว้พิจารณา ด้วยคะแนนเห็นด้วย 196 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี งดออกเสียง 2 เสียง กำหนดระยะเวลาแปรญัตติ 7 วัน ระยะเวลาการดำเนินงานของ คณะกรรมาธิการ 30 วัน     
     
    อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า เนื่องจากประเทศไทยจะเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาเพื่อการรวบรวมกฎเกณฑ์บางประการเกี่ยวกับการรับขนระหว่างประเทศทางอากาศ ค.ศ. 1999 (Convention for the Unification of Certain Rules for  International Carriage By Air, 1999) แต่โดยที่พระราชบัญญัติการรับขนทางอากาศระหว่าง ประเทศ พ.ศ. 2558 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีบทบัญญัติที่กำหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การรับขนทาง อากาศระหว่างประเทศยังมี่ครอบคลุมครบถ้วน จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมทบบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวเพื่อให้การเป็นไปตามอนุสัญญา

    รับหลักการร่าง พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ สร้างทางพิเศษสายบางพลี - สุขสวัสดิ์

    นอกจากนี้ สนช. ยังมีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างทางพิเศษสายบางพลี - สุขสวัสดิ์ ในท้องที่อำเภอบางพลี อำเภอเมือง สมุทรปราการ และอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ พ.ศ. .... ไว้พิจารณาด้วยคะแนนเห็นด้วย 198 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง กำหนดระยะเวลาแปรญัตติ 7 วัน ระยะเวลาการดำเนินงาน 30 วัน
     
    อาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงความจำเป็นที่ต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ว่า เนื่องจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้ทำการสำรวจที่ ที่จะต้องเวนคืน เพื่อสร้างทางพิเศษสายบางพลี - สุขสวัสดิ์ ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่ อ.บางพลี อ.เมืองสมุทรปราการ และ อ.พระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ พ.ศ. 2547 เสร็จแล้ว ทั้งนี้เจ้าของที่ดินส่วนใหญ่ตกลงขายที่ดินและยินยอมรับราคาค่าทดแทน ตามที่คณะกรรมการจัดซื้อและกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินได้กำหนดให้ แต่มีเจ้าของที่ดินจำนวน 77 แปลงไม่มาตกลงทำสัญญาซื้อขายและรับเงินค่าทดแทนจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ในการนี้เพื่อให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโอนมาเป็นของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย สมควรเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวต่อไป    
     
    ขณะที่ สมาชิก สนช. ได้ให้ความเห็นและข้อสังเกตต่อร่างดังกล่าวอย่างหลากหลาย อาทิ ยังพบปัญหาในการเวนคืน ในกรณีเวนคืนที่ดินบางแปลงแต่แปลงที่เหลือไม่สามารถทำประโยชน์อื่นต่อได้ ราคาที่ให้ไม่เป็นไปตามท้องตลาดซึ่งเป็นการเอาเปรียบประชาชน จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาและคำนึงถึงความเหมาะสม ความเป็นธรรมในการชดเชย การเยียวยาให้กับประชาชนที่ถูกเวนคืนที่ดิน พร้อมแนะควรให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์พื้นที่ว่างใต้ทางด่วน และฝากกรรมาธิการดูกรณีเจ้าของที่ดิน 77 รายข้างต้นว่า เหตุใดไม่มาทำสัญญาและรับเงินค่าทดแทน จนต้องออกกฎหมายให้เวนคืน เพื่อความถูกต้องเป็นธรรมต่อประชาชน อย่างไรก็ตามเห็นว่า หากจะมีการเวนคืนที่ดินในลักษณะนี้อีกจะต้องมีแผนในการต่อเชื่อมและใช้สถานที่ให้มีประโยชน์ร่วมกัน สามารถเชื่อมต่อระบบจราจรต่างๆ เข้าด้วยกันได้ เพื่อให้ได้ประโยชน์และความคุ้มค่า
     
    เรียบเรียงจากเว็บไซต์วิทยุรัฐสภา
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    พบเดือน ธ.ค. 2559 ผู้ประกันตน ม.33 ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน 141,267 คน ถูกเลิกจ้าง 29,748 คน

     
    19 ม.ค. 2560 สำนักเศรษฐกิจการแรงงาน เปิดเผยตัวเลข  เศรษฐกิจแรงงาน ประจำเดือน ธันวาคม 2559 ระบุว่าภาวะการจ้างงานในตลาดแรงงาน เดือนธันวาคม 2559 การจ้างแรงงานในระบบประกันสังคม มีผู้ประกันตน (มาตรา 33) จานวน 10,511,821 คน มีอัตราการขยายตัว 1.16% (YoY) เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2558 ซึ่งมีผู้ประกันตน จำนวน 10,391,761 คน แสดงให้เห็นว่ามีผู้ใช้แรงงานเข้าสู่การทำงานเพิ่มขึ้นถึง 120,060 คน สำหรับการว่างงานจากตัวเลขผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคม มีจำนวน 141,267 คน มีอัตราขยายตัวอยู่ที่ 14.35 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) และมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 0.33% (MoM) เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน 2559 ที่มีจำนวน 146,168 คน อัตราการว่างงาน อยู่ที่ร้อยละ 1.34 ของผู้ประกันตนมาตรา 33 อัตราการเลิกจ้างลูกจ้างในระบบประกันสังคมมาตรา 33 ผู้ประกันตนที่สำนักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างมีจำนวนทั้งสิ้น 29,748 คน คิดเป็นร้อยละ 0.28 ลดลงจากเดือนพฤศจิกายน 2559 ที่ร้อยละ 0.29
     
    ในด้านสถานการณ์การจ้างงานจากข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2559 มีลูกจ้างที่มีนายจ้างในระบบประกันสังคม (ม.33) จำนวน 10,511,821 คน มีอัตราการขยายตัว 1.16% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (เดือนธันวาคม 2558) ซึ่งมีจำนวน 10,391,761 คน หากพิจารณาอัตราการเปลี่ยนแปลง (YoY) ของเดือนธันวาคม 2559 เทียบกับเดือนพฤศจิกายน 2559 พบว่าในเดือนธันวาคม 2559 มีอัตราการขยายตัว (YoY) อยู่ที่ 1.16% ขยายตัวจากเดือนพฤศจิกายน 2559 (YoY) ซึ่งอยู่ที่ 1.10% สถานการณ์การจ้างงานขยายตัวมากกว่า 1% จึงถือว่าสถานการณ์การจ้างงานอยู่ในภาวะปกติ
     
     
    ในด้านสถานการณ์การว่างงานจากข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2559 มีผู้ว่างงานจำนวน 141,267 คน มีอัตราการขยายตัว (YoY) อยู่ที่ 14.35% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว (เดือนธันวาคม 2558) มีจำนวน 123,536 คน ซึ่งตัวเลขลดลงจากเดือนพฤศจิกายน 2559 เทียบกับเดือนพฤศจิกายน 2558 (YoY) ซึ่งอยู่ที่ 18.61 % และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (พฤศจิกายน 2559) พบว่า มีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 0.33% (MoM) และหากคิดเป็นอัตราการว่างงานจากตัวเลขผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเดือนธันวาคม 2559 อยู่ที่ 1.34% โดยอัตราการว่างงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งอยู่ที่ 0.8 (ธันวาคม 2559)
     
     
    ในด้านสถานการณ์การเลิกจ้างอัตราการเลิกจ้างลูกจ้างในระบบประกันสังคมมาตรา 33 คิดจากจำนวนผู้ประกันตนที่สานักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้าง ต่อจำนวนผู้ประกันตนมาตรา 33เดือนธันวาคม 2559 ผู้ประกันตนที่สำนักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างมีจำนวนทั้งสิ้น 29,748 คน คิดเป็นร้อยละ 0.28 ลดลงจากเดือนพฤศจิกายน 2559 ที่ร้อยละ 0.29 และขยายตัวจากปีที่แล้วที่ร้อยละ 0.26
     
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    เสียงสะท้อน ‘คดีสุภัคสรณ์’ หรือนี่คืออาชญากรรมจากความเกลียดชังผู้มีอัตลักษณ์ทางเพศที่เป็นทอม? ฟ้าสีรุ้งระบุอาชญากรรมที่เกิดกับทอมมีทุกพื้นที่ พบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ ทำกลุ่มหญิงรักหญิงไม่กล้าออกนอกบ้านตอนกลางคืน นักวิชาการชี้ ‘แก้ทอมซ่อมดี้’ เป็นวาทกรรมที่นำสู่ความรุนแรง แนะสังคมไทยเร่งทำความเข้าใจ Hate Crime

    ภาพจาก http://doublethink.us.com/paala/2012/11/27/hate-crime-in-alabama-stand-up-for-love/

    เหตุอาชญากรรมสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างปีถูกเปิดเผยออกมาไม่นานก่อนหน้านี้ ผู้ตายคือสุภัคสรณ์ พลไธสง หรือหญิง ซึ่งมีอัตลักษณ์ทางเพศเป็นทอม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมุ่งไปที่ประเด็นชู้สาวเป็นหลัก ซึ่งคาดว่าสังคมน่าจะรับรู้ที่มาที่ไปของคดีนี้ไปบ้างแล้ว

    แต่ลักษณะการสังหารที่ค่อนข้างทารุณทำให้กรณีนี้เป็นประเด็นที่สังคมชวนตั้งคำถามว่า อาชญากรรมครั้งนี้ ส่วนหนึ่งจะเกิดขึ้นจากความเกลียดชังต่ออัตลักษณ์ทางเพศของผู้ตายหรือไม่ หรือที่เรียกว่า Hate Crime อาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง

    ‘ทอม’ มักตกเป็นเป้าของความเกลียดชังอันเกิดจากอคติ เห็นได้จากความคิดเห็นต่างๆ ที่พรั่งพรูในโลกโซเชียล มีเดีย กรณีสุภัคสรณ์อาจต้องรอการสืบสวนให้มากกว่านี้จึงจะสามารถฟันธงได้ว่า ส่วนผสมของแรงจูงใจในการก่ออาชญากรรมนี้เกิดจากความเกลียดชังด้วยหรือไม่ แต่ผลจากข่าวนี้ก็ทำให้ทอมจำนวนหนึ่งรู้สึกหวาดกลัว หรืออดไม่ได้ที่คนรอบข้างทอมเองจะรู้สึกเป็นห่วง ดังที่พริษฐ์ ชมชื่น นักกิจกรรมเพื่อสิทธิความหลากหลายทางเพศ ทอมทรานส์ กล่าวในวงเสวนาสาธารณะ ‘อุ้ม ซ้อมทรมาน ฆาตกรรม: อาชญากรรมแห่งความเกลียดชัง “ทอม” และความหลากหลายทางเพศ’ ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2560 ที่โรงเรียนเอเชีย ว่า หลังเกิดเหตุการณ์ ทอมจำนวนหนึ่งถูกขอให้ ‘เลิก’ เป็นทอมก่อน เนื่องจากคนในครอบครัวกลัวจะไม่ปลอดภัย

    อาจฟังเป็นเรื่องขำขันเมื่อได้ยินครั้งแรก แต่เมื่อปล่อยให้เนื้อสารตกตะกอนก้องในความนึกคิด มันเป็นเรื่องเศร้าที่สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยยังขาดความเข้าใจต่อความหลากหลายทางเพศในระดับฉุกเฉินเพียงใด และชักพาให้ผิดประเด็น เพราะไม่ว่าจะมีอัตลักษณ์ทางเพศอย่างไรก็ไม่มีผู้ใดมีสิทธิมาทำร้ายได้หรือละเมิดเนื้อตัวร่างกายผู้อื่นได้

    คดีสุภัคสรณ์กลายเป็นข่าวใหญ่เพราะบิดาของผู้ตายเข้าแจ้งความ แล้วตัวผู้ต้องหาก็เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แต่นี่เป็นเพียงปลายยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น ยังมีฐานของภูเขาน้ำแข็งขนาดมหึมาที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำที่ไม่ถูกมองเห็น

    "วาทกรรมแก้ทอมซ่อมดี้ ชายจำนวนหนึ่งเชื่อว่าสามารถซ่อมทอมดี้ได้ ที่น่ากลัวคือทำอยู่บนความเชื่อว่ากำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง...ไม่ได้คิดว่าทำอาชญากรรม สิ่งที่เกิดขึ้นในคดีนี้ สำหรับดิฉันถือเป็นความรุนแรงต่อหญิงที่มีอัตลักษณ์เป็นทอม สังคมไทยเชื่อว่าจู๋สามารถแก้ได้...มันแสดงให้เห็นว่าเรื่องเพศในสังคมไทยนอกจากไม่คุยกันแล้ว ความรู้ความเข้าใจยังอ่อนแอมาก”

    ทิพย์อัปสร ศศิตระกูล ผู้จัดการโครงการลดการตีตรา การเลือกปฏิบัติ การละเมิดสิทธิในหญิงรักหญิง กะเทย สาวประเภทสอง สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย บอกเล่าถึงประสบการณ์การทำงานว่า พบเจอกรณีการทำร้ายร่างกาย ข่มขืน ไปจนถึงการฆ่า ผู้มีอัตลักษณ์ทางเพศเป็นหญิงรักหญิงบ่อยครั้ง บางกรณีเกิดจากคนในครอบครัวเพราะคิดว่าจะสามารถ ‘แก้ทอม ซ่อมดี้’ ได้ด้วยความรุนแรงทางเพศ หรือในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มีกรณีที่ทอมถูกเจ้าหน้าที่รัฐข่มขืนและฆ่า เพียงแต่ไม่ถูกนำเสนอเป็นข่าว หลายกรณีผู้เสียหายเลือกที่จะเงียบเพราะความอับอายและหวาดกลัว

    “จากที่ทำงานลงพื้นที่มาสองปี จะได้ยินเหตุการณ์แบบนี้ปีละครั้งต่อหนึ่งภาค ตัวอย่างที่เราไปทำงานด้วย ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ มันทำให้กลุ่มหญิงรักหญิงในพื้นที่ไม่กล้าไปไหนตอนกลางคืน ต้องหลบๆ ซ่อนๆ นัดเจอกันตามบ้านเพื่อน”

    นอกจากนี้ คดีสุภัคสรณ์ยังดูเหมือนซ้อนทับกับการอุ้มฆ่าโดยเจ้าหน้าที่รัฐด้วย ซึ่งในความเห็นของพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวว่า

    “ในเคสนี้ ในทางสิทธิมนุษยชนเป็นการอุ้มฆ่าหรือไม่ อุ้มหายกับอุ้มฆ่าเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐในฐานที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วย ต้องสืบสวนด้วยว่าเกี่ยวข้องกับหน้าที่การงานหรือไม่ ซึ่งดูเหมือนไม่ใช่สำหรับกรณีนี้ เป็นแค่อาชญากรรมปกติ เพียงแต่ผู้กระทำเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ อยู่ในเครือข่ายเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะการนำศพไปทำลายไม่ใช่เรื่องเล็ก”

    ทั้งหมดนี้ กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า ในกรณีของการอุ้มฆ่า-อุ้มหาย ยังถือเป็นจุดอ่อนของสังคมไทย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจต่อประเด็นนี้และไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง อีกทั้งจุดใหญ่ก็คือเจ้าหน้าที่รัฐอาจกำลังเชื่อว่าการอุ้มฆ่า-อุ้มหายของตนเป็นการกระทำที่ถูกต้อง

    “อย่างวาทกรรมแก้ทอมซ่อมดี้ ชายจำนวนหนึ่งเชื่อว่าสามารถซ่อมทอมดี้ได้ ที่น่ากลัวคือทำอยู่บนความเชื่อว่ากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องเหมือนกับคดีอุ้มฆ่าที่เจ้าหน้าที่รัฐคิดว่าเขาทำถูก ไม่ได้คิดว่าทำอาชญากรรม สิ่งที่เกิดขึ้นในคดีนี้ สำหรับดิฉันถือเป็นความรุนแรงต่อหญิงที่มีอัตลักษณ์เป็นทอม สังคมไทยเชื่อว่าจู๋สามารถแก้ได้ ในสังคมตะวันตกก็เป็น เพราะคิดว่าถ้าเจอของจริงแล้วจะหาย ซึ่งไม่เกี่ยวกันเลย มันแสดงให้เห็นว่าเรื่องเพศในสังคมไทยนอกจากไม่คุยกันแล้ว ความรู้ความเข้าใจยังอ่อนแอมาก”

    กฤตยา เสนอว่า ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องทำความเข้าใจอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง แสวงหาคำนิยาม และวางกฎกติกา เช่นที่ในตะวันตกมีกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ

    ผู้เข้าร่วมฟังเสวนาคนหนึ่งตั้งคำถามว่า เราสามารถสรุปได้แน่ชัดแล้วหรือว่านี่คืออาชญากรรมจากความเกลียดชัง เพราะแรงจูงใจในการก่อเหตุอาจเป็นได้หลายทาง แม้บางคนจะยังไม่มีการฟันธง แต่ข้อสรุปที่ดูจะได้คำตอบชัดเจนก็คือความเกลียดชังผู้ที่มีอัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่างนั้นดำรงอยู่จริง และผู้ที่ก่ออาชญากรรมจากความเกลียดชังมองเห็นความเป็นมนุษย์ในตัวผู้ที่ถูกเกลียดชังนั้นน้อยกว่าตน

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    พล.อ.ประวิตร ระบุแนวคิดสร้างปรองดอง ให้นักการเมืองร่วมพูดคุย อยู่กันอย่างสันติ ยืนยันทหารเป็นตัวกลาง ไม่อยากปฏิวัติ อภิสิทธิ์ เผย ปชป.พร้อมร่วมมือปรองดอง

    พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ (ที่มาภาพ แฟ้มภาพเว็บไซต์ทำเนียบฯ)

    19 ม.ค. 2560 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงแนวคิดการเชิญนักการเมืองมาปรึกษาหารือและมาลงสัตยาบันร่วมกันเพื่อสร้างความปรองดองและยุติความขัดแย้ง ว่า เพราะอยากให้พรรคการเมืองอยู่กันอย่างสันติ

    ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยระบุว่า อยากให้ทหารลงนามเอ็มโอยูด้วยว่าจะไม่รัฐประหารอีก พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ทหารมีความเป็นกลาง ไม่มีความขัดแย้ง เช่นในสมัยของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ทำรัฐประหาร ไม่ได้อยู่ในความขัดแย้ง แต่อยากให้บ้านเมืองสงบ ไม่มีใครอยากจะปฏิวัติ
     
    “ไม่ต้องไปเซ็นหรอก นอกจากบ้านเมืองไปไม่ได้แล้วและเกิดความขัดแย้งเท่านั้น ทหารจึงจะทำ พรรคเพื่อไทยคงคิดไปเองว่าทหารจะออกมาปฏิวัติ ผมอายุ 70 กว่าแล้ว อยู่มาตั้งแต่เด็ก ยืนยันได้ว่าไม่มีใครอยากปฏิวัติ คือถ้าจะปฏิวัติแล้วไม่มีประชาชนเอาด้วยก็ไม่มีทางทำได้เลย แต่ครั้งนี้ประชาชนเห็นชอบว่าเราจะเข้ามาทำให้เกิดความสงบ และเชื่อว่าทหารส่วนใหญ่คิดแบบนี้ ไม่มีใครที่อยากจะมายึดอำนาจ มามีอำนาจ ไม่เห็นมีอะไรดีเลย ใครอยากมาแทนผมก็มาเลยผมไม่ว่า” พล.อ.ประวิตร กล่าว
     
    ส่วนคำถามจะให้ความั่นใจกับนักการเมืองที่จะมาคุยอย่างไร พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ทหารจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย แต่จะทำหน้าที่รวบรวมความคิดเห็นจากพรรคการเมือง เพื่อทำข้อตกลงร่วมกัน ไม่มีระเบียบทางกฏหมายบังคับการคุย ถ้าคุยแล้วจะต้องออกมาเป็นระเบียบกฎหมายหรือพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ค่อยว่ากัน อะไรที่ต้องใช้กฎหมายต้องไปดูและต้องใช้ตามนั้น
     
    “หรืออาจจะออกเป็นมาตรา 44 ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ไม่ใช่ทหารอยากทำอะไรก็ทำ ไม่มีบทลงโทษใด ๆ เพราะเราจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ บทลงโทษมีอยู่แล้วในกฎหมายทั่วไป และไม่ห่วงหากพรรคการเมืองกลับคำ เพราะทุกฝ่ายรับรู้กันอยู่แล้วในข้อตกลงที่คุยกันร่วมกัน” พล.อ.ประวิตร กล่าว
     
    ส่วนกรณีที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูนิธิมวลมหาประชาชน ระบุว่าจะไม่ลงนามสัตยาบันร่วมด้วย พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นเรื่องของอนาคต ต้องไปคุยกันเรื่องข้อตกลงก่อน ส่วนจะลงนามหรือไม่ลงนามเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพื่อให้เกิดความปรองดองและเราจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มองว่ามีความชัดเจนแล้ว
     

    อภิสิทธิ์ เผย ปชป.พร้อมร่วมมือปรองดอง

    ขณะที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลตั้งคณะทำงานมาดูเรื่องปรองดอง ว่า การที่จะให้คณะกรรมการชุดนี้เดินสายพูดคุยกับผู้เกี่ยวข้องแต่ละฝ่าย ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ยินดีที่จะให้ข้อมูลและถือว่าการใช้วิธีการแบบนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ความปรองดองเดินหน้าไปได้ แต่สิ่งสำคัญจะต้องพูดคุยให้ครอบคลุมทุกฝ่าย รวมทั้งภาคสังคมและประชาชน อย่ายึดติดแค่พรรคการเมือง โดยต้องสรุปบทเรียนให้ถูกว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นล่าสุดไม่ได้เกิดจากพรรคการเมือง แต่เกิดจากความพยายามผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ เพราะหากตั้งโจทย์ผิด ก็ไม่สามารถทำให้ความขัดแย้งคลี่คลายได้ ดังนั้นจึงไม่ควรยึดติดกับการให้พรรคการเมืองมาลงนามสัตยาบัน เพราะพรรคการเมืองไม่สามารถตอบแทนประชาชนทุกคนได้ แต่อยากให้รัฐบาลและทุกฝ่ายย้อนกลับไปดูว่าที่มีปัญหาขัดแย้งกันไม่ได้เกิดจากผลการเลือกตั้ง
    อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ที่มาภาพ เพจ Abhisit Vejjajiva)
     
    “ผมไม่ทราบว่าเนื้อหาสาระที่อยากให้ตกลงทำสัตยาบันกันเป็นอย่างไร แต่อยากย้ำว่าเรื่องของการลงนามในเอกสาร ไม่ได้เป็นหลักประกัน เพราะคนที่ไปลงนามกล้ายืนยันหรือไม่ว่าประชาชนจะเห็นด้วยเหมือนกับตัวเอง เพราะแม้กระทั่งพรรคการเมืองก็พูดไม่ได้ ผมจึงอยากให้นำเรื่องความขัดแย้งมาพูดกันแบบเปิดใจ และที่เคยขอความเห็นฝ่ายต่าง ๆ มา ก็ควรนำมาสรุป ซึ่งผมก็พร้อมที่จะให้ข้อมูล และอยากให้ความขัดแย้งมันจบเร็ว ๆ เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี แต่อย่าเอามาผูกติดกับการเลือกตั้ง ถ้าหวังว่าพรรคการเมืองอยากเลือกตั้ง แล้วให้มาตกลงกัน ถ้าไม่ตกลงแล้วจะไม่มีเลือกตั้ง ผมว่ามันก็ไม่จบ ควรว่ากันด้วยเหตุด้วยผล และผมว่าอย่าจับกันเป็นคู่ขัดแย้ง แต่ผมว่าทุกคนที่มีบทบาทในสังคมควรไปรับฟังความเห็นจากเขา” อภิสิทธิ์ กล่าว
     
    อภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า อยากให้คนที่ทำงานด้านความปรองดองคำนึงถึงเนื้อหาสาระและให้นำสิ่งที่คณะทำงานชุดเก่า ๆ เคยศึกษาและสรุปออกมา นำมาประกอบการทำงานสร้างความปรองดอง และสิ่งสำคัญขอยืนยันว่าการทำผิดกฎหมายหรือการใช้ความรุนแรงจะต้องมีความรับผิดชอบ โดยควรปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้าทำงาน หากจะยกเว้น ก็ควรนิรโทษให้เฉพาะกรณีของประชาชนที่มาชุมนุมแล้วทำผิดกฎหมายพิเศษและทำผิดเพียงเล็กน้อย ซึ่งเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีก็พูดมาตลอดว่าต้องรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย จึงอยากให้ยึดหลักการในส่วนนี้ และอยากให้มองไปข้างหน้าว่าขณะนี้โลกเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมการปลุกระดมและสร้างความขัดแย้ง โดยผ่านวิทยุชุมชน แต่ปัจจุบันมีอินเทอร์เน็ตและมีสังคมออนไลน์ที่จะต้องเข้าไปดูแลเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มเติม
     
    ที่มา สำนักข่าวไทย 1, 2
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    "ถ้าจะปฏิวัติแล้วไม่มีประชาชนเอาด้วยก็ไม่มีทางทำได้เลย แต่ครั้งนี้ประชาชนเห็นชอบว่าเราจะเข้ามาทำให้เกิดความสงบ และเชื่อว่าทหารส่วนใหญ่คิดแบบนี้"
     
    รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, 19 ม.ค. 60

    0 0

    เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำไทย เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง รัฐบาลไทยขอให้หนุนกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย

    19 ม.ค. 2560 เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลรายงานว่า เมื่อเวลา 10.30 น. ไบรอัน จอห์น เดวิดสัน เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

    ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ พล.ท วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปสาระสำคัญการหารือดังนี้

    นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีที่ได้พบกับ เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร เป็นโอกาสอันดีที่จะเดินหน้าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศต่อไปในอนาคต และแสดงความขอบคุณที่สหราชอาณาจักรแสดงความเสียใจต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทั้งนี้ออท. สหราชอาณาจักร ย้ำความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทย-สหราชอาณาจักร และมีความสัมพันธ์อันดีในทุกระดับตั้งแต่ราชวงศ์ ไปจนถึงประชาชน การรับตำแหน่งครั้งนี้มุ่งหวังที่จะกระชับความสัมพันธ์และแสวงหาโอกาสความร่วมมือใหม่ๆ ระหว่างกัน
     
    ด้านสถานการณ์ทางเมือง นายกรัฐมนตรีทราบว่าสหราชอาณาจักรมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ทางการเมืองไทย อย่างไรก็ดีไทยกำลังเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อยากให้สหราชอาณาจักรสนับสนุนกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยด้วย ซึ่งเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร สหราชอาณาจักร แสดงความเข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองไทย โดยเห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการเดินหน้าตาม Roadmap เพื่อปฏิรูปด้านต่างๆ และวางรากฐานไปสู่การมีประชาธิปไตยที่ยั่งยืน
     
    นายกรัฐมนตรียินดีที่ทราบว่านายอะล็อก ชาร์มา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ สหราชอาณาจักร จะเดินทางเยือนไทยสัปดาห์หน้า (26-28 มกราคม 2560) และหวังจะได้ต้อนรับนายชาร์มาอีกครั้งในการหารือเชิงยุทธศาสตร์ไทย-สหราชอาณาจักรครั้งที่ 3 ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศของไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในปีนี้ เพื่อหารือถึงประเด็นความร่วมมือที่หลากหลายทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา ความมั่นคง เป็นต้น
     
    ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อความสำเร็จในการจัดการประชุมสภาผู้นำธุรกิจไทย-สหราชอาณาจักร (TUBLC) ครั้งแรก กลไกดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่ดีของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือด้านการค้า การลงทุนที่มีมากขึ้น รวมถึงการแก้ไขปัญหา อุปสรรคต่างๆ ร่วมกัน ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีหวังว่าจะเห็นการขับเคลื่อนความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม จึงขอฝากออท. สหราชอาณาจักรในการร่วมมือกันเพื่อให้เกิดผลโดยเร็ว
     
    ในด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีย้ำความสัมพันธ์ในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านหลัง Brexit ทั้งนี้ออท. สหราชอาณาจักร ยินดีสนับสนุนให้นักธุรกิจสหราชอาณาจักรเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นตามนโยบาย New S-curve และ Thailand 4.0 ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ อาทิ โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ นวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล การบริหารทางการเงิน พลังงานแบบยั่งยืนและสาธารณสุข
     
    ในด้านการศึกษานายกรัฐมนตรีแสดงความขอบคุณที่ สหราชอาณาจักรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษากับไทยเป็นอันดับต้นๆ โดยไทยประสงค์จะเห็นโรงเรียนและมหาวิทยาลัยของสหราชอาณาจักรเข้ามาเปิดกิจการในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งออท.สหราชอาณาจักรเห็นว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ และยินดีที่สหราชอาณาจักรจะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมด้านภาษาอังกฤษ รวมถึงการถ่ายทอดความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยี การสื่อสารโทรคมนาคมซึ่งจะช่วยสนับสนุนโครงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ของไทยด้วย
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0



    เมื่อความยุติธรรม ไร้ความหมาย 

    นี่คือความท้าทาย ของสังคม 

    ชีวิตคนไม่ใช่ของเล่น 

    ใช่จะข่มจะเหง กันอยู่ได้

    เป็นแบบนี้ไม่มีหรอก ประชาธิปไตย

    เอาแต่ใจ คืนความสุขแต่ปาก อ้างทำดี

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    กลุ่มประชากรตัวอย่าง 47.2 % เชื่อมั่นค่อนข้างมาก หากลงนามข้อตกลง แล้วจะสร้างความปรองดอง 72.1% มอง ม.44 ยังจำเป็นอยู่ในการสร้างความสามัคคีปรองดอง 57.9% อยากให้ปฏิรูปให้แล้วเสร็จก่อนมีการเลือกตั้ง 

    20 ม.ค. 2560 กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “ทางออกของความปรองดองในสังคมไทย” โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,216 คน พบว่า  ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 75.2 เห็นด้วยว่าควรให้พรรคการเมืองและคู่ขัดแย้งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาหารือทางออกโดยทำสัจจะวาจาร่วมกัน และให้ลงนามข้อตกลง (MOU) เป็นลายลักษณ์อักษรให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตาม เพื่อสร้างความปรองดองให้แก่สังคม โดยในจำนวนนี้ให้เหตุผลว่า  ประเทศจะเดินหน้าพัฒนาได้เร็วขึ้น (ร้อยละ 59.1) รองลงมาคือ จะได้เดินหน้าสู่การเลือกตั้งได้เร็วยิ่งขึ้น (ร้อยละ 47.1) และจะได้มีหลักฐานชัดเจน ไม่มีใครกล้าละเมิดข้อตกลง (ร้อยละ 43.0) ขณะที่ร้อยละ 20.5 เห็นว่า ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยังไงก็กลับมาขัดแย้งอยู่ดี และร้อยละ 4.3 ไม่แน่ใจ
     
    เมื่อถามต่อว่าเชื่อมั่นมากน้อยเพียงใดว่าการสร้างความปรองดองโดยการทำ MOU ในข้างต้นจะช่วยทำให้สังคมเลิกขัดแย้ง แบ่งฝักฝ่ายได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ส่วนใหญ่ร้อยละ 47.2 เชื่อมั่นค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 43.8 เชื่อมั่นค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด ที่เหลือร้อยละ 9.0 ไม่แน่ใจ
     
    ส่วนข้อคำถามที่ว่า ม.44 ยังจำเป็นหรือไม่กับสังคมไทย หากรัฐบาลต้องการสร้างความสามัคคีปรองดอง ส่วนใหญ่ร้อยละ 72.1 เห็นว่าจำเป็นอยู่ ขณะที่ร้อยละ 19.8 เห็นว่าไม่จำเป็นแล้ว ที่เหลือร้อยละ 8.1 ไม่แน่ใจ
     
    เมื่อถามว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการรีเซ็ตนักการเมืองในปัจจุบัน ให้เว้นวรรคการเมือง 1 สมัย เพื่อให้ผ่านข้อครหาที่เป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง และให้นักการเมืองรุ่นใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทน หากยังไม่สามารถสร้างความปรองดองได้ ส่วนใหญ่ร้อยละ 67.2 ระบุว่า “เห็นด้วย” ขณะที่ร้อยละ 21.9 ระบุว่า “ไม่เห็นด้วย” และร้อยละ 10.9 ยังไม่แน่ใจ
     
    สุดท้ายเมื่อถามว่าควรปฏิรูปสร้างความปรองดองให้แล้วเสร็จก่อนมีการเลือกตั้งหรือเดินหน้าเลือกตั้งเลยตามโรดแมปที่วางไว้ ส่วนใหญ่ร้อยละ 57.9 อยากให้ปฏิรูปให้แล้วเสร็จก่อนมีการเลือกตั้ง ส่วนร้อยละ 35.9 อยากให้มีการเลือกตั้งเลยตามโรดแมปที่วางไว้ และเดินหน้าปฏิรูปต่อไปพร้อมๆ กัน ที่เหลือร้อยละ 6.2 ยังไม่แน่ใจ
     
    รายละเอียดการสำรวจ : 
     
    วัตถุประสงค์การสำรวจ
    1)เพื่อสะท้อนความเห็นถึงแนวทางการปฏิรูปสร้างความปรองดอง ในสังคมไทย
    2)เพื่อสะท้อนความเห็นว่าควรปฏิรูปสร้างความปรองดองให้แล้วเสร็จก่อนการเลือกตั้งหรือเดินหน้าเลือกตั้งเลยตามโรดแมปที่วางไว้
     
    ประชากรที่สนใจศึกษา  การสำรวจใช้การสุ่มตัวอย่างจากประชาชนทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป โดยการสุ่มสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์จากฐานข้อมูลของกรุงเทพโพลล์ ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) แล้วใช้วิธีการถ่วงน้ำหนักด้วยข้อมูลประชากรศาสตร์จากฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
          
    ความคลาดเคลื่อน (Margin of Error) การประมาณการขนาดตัวอย่างมีขอบเขตของความคลาดเคลื่อน  ± 3% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%
     
    วิธีการรวบรวมข้อมูล ใช้การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ (Enumeration by telephone) โดยเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่มีโครงสร้างแน่นอน ประกอบด้วยข้อคำถามแบบเลือกตอบ (Check List Nominal) และได้นำแบบสอบถามทุกชุดมาตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ก่อนบันทึกข้อมูลและประมวลผล
     
    ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล  :  17 – 18 มกราคม 2560
     
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    กระทรวงแรงงานญี่ปุ่นเผยว่าบริษัทร้อยละ 8 เริ่มให้มีวันหยุด 3 วันต่อสัปดาห์ เพิ่มขึ้น 3 เท่าเมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน หลายบริษัทใช้วิธีโปะชั่วโมงทำงาน บางแห่งก็ลดชั่วโมงทำงาน นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ส่วนหลายบริษัทเล็งให้แรงงานฝึกฝนทักษะ หรือมีเวลากลับไปดูแลเด็กและผู้สูงอายุ

    ย่านชิบูยาในกรุงโตเกียว ภาพถ่ายปี 2015 (ที่มา: แฟ้มภาพ/IQRemix/Wikipedia)

    20 ม.ค. 2560 นิเคอิ เอเชียน รีวิว รายงานว่าสถานที่ทำงานของญี่ปุ่นโดยทั่วไปเริ่มมีการให้หยุดงานสัปดาห์ละ 3 วันกันมากขึ้น หลังจากที่กลุ่มคนทำงานเรียกร้องให้มีความสมดุลระหว่างการทำงานกับการใช้ชีวิตซึ่งเป็นไปในแนวทางเดียวกับที่รัฐบาลญี่ปุ่นเรียกร้องให้มีการปฏิรูปแรงงาน

    กระทรวงแรงงานของญี่ปุ่นสำรวจในปี 2558 พบว่ามีบริษัทร้อยละ 8 ของทั้งหมดที่อนุญาตให้มีวันหยุด 3 วันหรือมากกว่านั้นต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มมากขึ้น 3 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า 10 ปีที่แล้ว นิคเคอิระบุว่านี้เป็นการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่ให้หยุด 2 วันเป็นต้นไปเพื่อให้คนมีเวลาเลี้ยงดูลูกหรือคนชราในบ้านมากขึ้นซึ่งจะเป็นการบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานในด้านนี้

    หนึ่งในบริษัทใหญ่ที่เริ่มให้มีการหยุดงานเพิ่มขึ้นคือ เคเอฟซี โฮลด์ดิง เจแปน โดยในปีงบประมาณที่ 2559 เคเอฟซีญี่ปุ่นปรับลดเวลางานของลูกจ้างลงเหลือ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และให้พนักงานเลือกได้ว่าจะหยุดงานวันใดบ้างเป็นเวลา 3 วันในแต่ละสัปดาห์ โดยที่ทางบริษัทหวังว่าจะทำให้พนักงานยังคงอยู่ทำงานให้บริษัทต่อไป

    อีกบริษัทหนึ่งคือฟาสต์ รีเทลลิง ซึ่งรู้จักกันดีในฐานะเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า Uniqlo ก็มีโครงการให้หยุดสัปดาห์ละ 3 วันเช่นกัน ในขณะที่บริษัทยะฮู เจแปน ก็วางเป้าหมายจะให้พนักงานสามารถหยุด 3 วันต่อสัปดาห์ได้ภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

    ไม่เพียงแค่ในใจกลางเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น ธุรกิจบางส่วนที่อยู่นอกเมืองใหญ่อย่างเช่น สถานปฏิบัติการพยาบาลของอุจิยามะโฮลด์ดิงในจังหวัดฟุกุโอกะก็ขยายโครงการหยุด 3 วันต่อสัปดาห์ตามสถานพยาบาลต่างๆ ของพวกเขารวม 81 แห่ง ให้กับคนงานมากกว่า 2,000 คนในช่วงปลายปีงบประมาณ 2559 แต่ของอุจิยามะจะยังคงนโยบายชั่วโมงทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เท่าเดิม นั้นหมายความว่าจะมีการทำงาน 10 ชั่วโมง ใน 4 วัน แทนแบบเดิมคือ 8 ชั่วโมง ใน 5 วัน

    นิเคอิระบุว่าญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคส่วนการดูแลผู้สูงอายุ จึงมีการพยายามปรับสภาพการทำงานโดยหวังว่าการวางกะทำงานแบบใหม่จะดึงดูดคนสมัครงานมากขึ้นและทำให้คนทำงานเดิมยังคงทำงานกับพวกเขาต่อไป

    อีกภาคส่วนหนึ่งคือผู้ผลิตเครื่องมือชื่อบริษัทซาตาเคะ ที่เป็นบริษัทจากฮิโรชิมา จะเริ่มให้พนักงาน 1,200 คนมีวันหยุด 3 วันต่อสัปดาห์ เริ่มจากตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนปีนี้เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีแผนการระยะยาวจะลดชั่วโมงทำงานลงเหลือร้อยละ 20 เหลือแค่ทำงาน 32 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ภายในปี 2561 ด้วยวิธีการตัดการประชุมและงานเอกสารที่ไม่จำเป็นซึ่งถือเป็นความไร้ประสิทธิภาพออกไป ซึ่งการลดชั่วโมงทำงานนี้บริษัทซาตาเคะหวังว่าจะส่งเสริมให้คนมีเวลาฝึกทักษะเพิ่มเติมเช่นการไปเรียนภาษาเพิ่มได้ด้วย

    เท็ตสุ วาชิทานิ ศาตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชูโอกล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีแต่บริษัทใหญ่ๆ เท่านั้นที่ให้มีวันหยุด 3 วันต่อสัปดาห์ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีบริษัทที่อยู่นอกเมืองใหม่ใช้ระบบหยุด 3 วันต่อสัปดาห์เพิ่มมากขึ้น โดยถ้าหากทำควบคู่ไปกับการจำกัดให้การไปเพิ่มเวลาทำงานต่อวันน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ก็จะอาจจะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้มากขึ้นด้วย

    เรียบเรียงจาก

    Japan Inc. moving toward 4-day work week, Nikkei Asian Review, 19-01-2017  http://asia.nikkei.com/Business/Trends/Japan-Inc.-moving-toward-4-day-work-week

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    เมื่อวันที่ 19 ม.ค. ที่ผ่านมา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้เผยแพร่รายงานความคืบหน้าในคดีละเมิดสิทธิมนุษยชนอันเกี่ยวเนื่องกับการใช้อำนาจทหาร ในช่วงเดือนธันวาคม 2559 และหมายนัดคดีในเดือนมกราคม 2560 

    ความคืบหน้าคดีประจำเดือนธันวาคม 2559 จำนวน 21 คดี 

     

    ลำดับ

    ชื่อ

    ความสำคัญคดี

    หมายเลขคดี

    ข้อหา

    นัดหมาย

    1

    คดีโพสท์ สิทธิ

    (นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์)

    1พ.ค.2559 กลุ่มพลเมืองโต้กลับ ได้นัดจัดกิจกรรมโพสต์ สิทธิ ที่สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี เพื่อรณรงค์เรื่องเสรีภาพการแสดงออก กิจกรรมนี้มีผู้ถูกดำเนินคดีตามพ.ร.บ.ความสะอาด 2 คนคือ ได้แก่ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์และนางสาวฐิตารีย์ อุทยานนุกูลศิริกุล (คดีนี้แยกฟ้องเป็นคนละคดี)

    หมายเลขคดีที่นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ เป็นจำเลย ได้แก่ คดีหมายเลขดำที่ 1619/2559ศาลแขวงพระนครใต้

     

    พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 10 ,32 (1) ,54 และมาตรา 56

    ศาลพิพากษาปรับจำเลยจำนวน 1000 บาท

    2

    นายธเนตร อนันตวงษ์

    (คำร้องขอปล่อยจากควบคุมตัวมิชอบ)

    ธเนตร อนันตวงษ์ ถูกเจ้าหน้าที่รัฐบุกควบคุมตัว ขณะเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสิรินธร โดยเจ้าหน้าที่ไม่แจ้งข้อกล่าวหา และหมายจับ ไม่แจ้งสิทธิให้ทราบตามกฎหมาย แล้วนำตัวไป มทบ.11และควบคุมตัวนายธเนตรฯไว้เกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

    หมายเลขดำที่ ษ.99/2558

    หมายเลขแดงที่ ษ.99/2558 ศาลอาญา

     

    ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90

    นัดฟังคำสั่งศาลฏีกาในวันที่ 13 ม.ค. 2560 เวลา 09.30 น.

    3

    คดีสมบัติ บุญงามอนงค์

    นายสมบัติ บุญงามอนงค์ถูกคณะรัฐประหารดำเนินคดียุยงปลุกปั่นจากการโพสต์เฟซบุ๊กนัดจัดกิจกรรมต่อต้านรัฐประหารของคสช.

    คดีหมายเลขดำที่ 24 ก./2557

    ศาลทหารกรุงเทพ

    ประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 116 และพรบ.คอมพิวเตอร์

    นัดสืบพยานในวันที่ 17 ม.ค. 2560 

    4

    คดีนางสาวศิริกาญจน์ เจริญศิริ

    (ขัดขืนคำสั่ง)

    ทนายความในคดี 14นักศึกษาประชาธิปไตยใหม่ ถูกตำรวจแจ้งความดำเนินคดี จากเหตุที่ทนายความทำหน้าที่รักษาสิทธิของลูกความ โดยไม่อนุญาตให้ตำรวจค้นรถเพื่อจยึดโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหาโดยไม่มีหมายค้น

    อยู่ระหว่างพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม

    ประมวลกฏหมายกฏหมายอาญา มาตรา 142 และ 368

    นัดส่งตัวให้พนักงานอัยการ

    วันที่ 17 ม.ค. 2560 เวลา 09.30 น. สำนักงานอัยการศาลแขวง 3 (ดุสิต)

    5

    คดี 8แอดมินเพจเรารักประยุทธ

    (คำร้องขอปล่อยตัวจากการควบคุมตัวมิชอบ)

    ทหารเข้าควบคุมตัวทั้ง8 คนไปควบคุมไว้ที่ มทบ.11 โดยไม่มีหมายจับ และไม่ให้ผู้ถูกจับกุมแจ้งให้ญาติหรือทนายทราบว่าตนถูกจับกุม

    หมายเลขดำที่ ษ.34/2559

    หมายเลขแดงที่ ษ.34/2559
    ศาลอาญา

    ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90

    นัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ในวันที่ 18 ม.ค. 2560 เวลา 10.00 น.

    6

    นายอมรโชติซิงห์ (สงวนนามสกุล)

    นายอมรโชติซิงห์ถูกแจ้งความดำเนินคดีในความผิดตามมาตรา 112 จากกการใช้เสื้อผ้าสีชมพู่เดินห้าง สรรพสินค้าแห่งหนึ่งในช่วงภายหลังการสวรรคตของรัชกาลที่ 9

    คดีอยู่ในระหว่างสอบสวน

    ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

    นัดฟังคำสั่งอัยการในวันที่ 18 ม.ค. 2560

    7

    คดีจัดกิจกรรมพูดเพื่อเสรีภาพ

    มหาวิทยาลัยขอนแก่น

    31 ก.ค. 2559 นักศึกษาได้จัดกิจกรรม “พูดเพื่อเสรีภาพ; รัฐธรรมนูญของคนอีสาน” ที่ม.ขอนแก่น เพื่อวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ ภายหลังตำรวจออกหมายเรียกรับทราบข้อหา 11 คน โดยมี 2 คนเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์การจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่เข้าร่วมสังเกตการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนเท่านั้น

     อยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น

    ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3/2558  ข้อ 12  ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คนขึ้นไป

    นัดฟังคำสั่งพนักงานสอบสวนและส่งตัวอัยการ วันที่ 19 ม.ค. 2560 เวลา 10.00 น. สภ.เมืองขอนแก่น

    8

    คดีประชามติ ภูเขียว

    ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง สนธิกำลังเข้าจับกุม 2 นักกิจกรรมขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) อีสาน ได้แก่ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน และนายวศิน  พรหมณี หลังทั้งสองคนทำกิจกรรมแจกเอกสารรณรงค์เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและเอกสารโหวตโนของขบวนการประชาธิปไตยใหม่ที่บริเวณตลาดสดเทศบาลภูเขียว จ.ชัยภูมิ ในวันที่ 6 ส.ค. 2559 ก่อนมีการแจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 วรรคสอง

    คดีหมายเลจดำที่ 1370/2559

    ศาลจังหวัดภูเขียว

    พ.ร.บ.ิว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มาตรา 61(1) วรรคสอง วรรคสาม

    นัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 20 ม.ค. 2560 เวลา 09.00 น.

    9

    นายจือเซง  แซ่โค้วหรือสมอล บัณฑิต อานียา

    นายจือเซง แซ่โค้ว หรือสมอล บัณฑิต อานียา เป็นนักเขียนอิสระถูกดำเนินคดีข้อ ป.อาญา มาตรา 112 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้มาก่อน โดยคดีเดิมศาลฎีกามีคำพิพากษารอลงอาญา เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ป่วยจิตเวช คดีนี้จำเลยได้แสดงความคิดเห็นในที่ประชุมพรรคการเมือง ในลักษณะเป็นการตั้งคำถามต่อสภาพสังคมไทยเท่านั้น

    คดีหมายเลขดำที่ 45 ก./2558

    ศาลทหารกรุงเทพ

    ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

    นัดสืบพยานในวันที่ 20 ม.ค. 2560 เวลา 08.30 น.

    10

    คดีรินดา (สงวนนามสกุล)

    จำเลยถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมฯ แต่เนื่องจากการกระทำของจำเลยเป็นเพียงการโพสต์เฟซบุ๊กที่มีข้อความหมิ่นประมาท พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และภรรยา ทั้งนี้ศาลทหารเห็นว่าเป็นคดีหมิ่นประมาทจึงจำหน่ายคดีออกจากศาล แต่ปอท.ทำความเห็นสั่งฟ้องถึงอัยการศาลอาญาในข้อหาเดิม จากนั้นอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องในข้อหาตาม ม.14 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ 2550

    อยู่ในระหว่างดำเนินการรอฟังคำสั่งอัยการจึงยังไม่มีหมายเลขคดี

    นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ ม.14พ.ร.บ.คอมฯ 2550

    นัดพร้อมในวันที่ 23 ม.ค. 2560 เวลา 13.30 น.

    11

    คดี มาตรา 112 หมิ่นสมเด็จพระเทพฯ (กำแพงเพชร)

    มีการใช้ป.อาญา ม.112มาใช้กล่าวหาจำเลยว่าได้ร่วมกันกระทำความผิดโดยหมิ่นประมาทสมเด็จพระเทพฯ ซึ่งกฎหมายไม่ครอบคลุมถึง

    คดีดำหมายเลขที่1330/2559

    ศาลจังหวัดกำแพงเพชร

    ประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 112

    นัดพิจารณาคดีในวันที่ 23 และวันที่ 26 ม.ค. 2560 เวลา 09.30 น.

    12

    คดีนักศึกษาฟ้องละเมิดเจ้าหน้าที่ที่สลายการชุมนุมที่หอศิลป์กรุงเทพฯ

    วันที่ 22 พ.ค. 2558

    22 พฤษภาคม 2559 นักศึกษาและนักกิจกรรมได้ทำกิจกรรมรำลึกรัฐประหาร 1 ปี บริเวณหน้าหอศิลป์ฯ กรุงเทพฯ แต่ทหารและตำรวจได้สลายการชุมนุมและจับกุมนักศึกษาและมีการดำเนินคดี 9 คน

    คดีหมายเลขดำที่ พ.992/2559

    ศาลแพ่งกรุงเทพใต้

    ละเมิดเรียกค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทน ตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539

    นัดชี้สองสถาน วันที่ 24 ม.ค. 2560 เวลา 09.00 น.

    13

     

    นายบุรินทร์ (สงวนนามสกุล)

     

    นายบุรินถูกกล่าวหาว่าแชทกับน.พัฒนรี แม่ของนายสิรวิชญ์โดยมีเนื้อหาที่เข้าข่ายผิด ม.112

    ศาลทหาร

    ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

    นัดสอบคำให้การในวันที่ 24 ม.ค. 2560 เวลา 08.30 น.

    14

    นายธเนตร อนันตวงษ์

    (คดีตรวจสอบทุจริตอุทยานราชภักดิ์)

    ประชาชนและนักศึกษาจัดกิจกรรมอย่างสงบและสันติ โดยการนั่งรถไฟไปตรวจสอบการทุจริตอุทยานราชภักดิ์ แต่ถูกทหารจับกุมและแจ้งความดำเนินคดี ต่อมามีการยื่นฟ้องนางสาวชนกนันท์ รวมทรัพย์ภายหลังจากการยื่นฟ้องนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ กับพวก

    คดีหมายเลขดำที่ 256/2559

    ศาลทหารกรุงเทพ

    ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 ข้อ 12  ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คนขึ้นไป

    นัดสอบคำให้การในวันที่ 25 ม.ค. 2560 เวลา 08.30 น.

    15

    คดีป่าไม้ ผลกระทบจากนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดนครพนม

    คดีนี้จำเลยทั้ง 22 คนมีทีดินทำกินอยู่ในเขตที่คสช.ประกาศให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 17/2557

    ต่อมาจำเลยทั้ง 22 คนถูกเจ้าหน้าที่ทหารอาศัยอำนาจตามกฎอัยการเข้าจับกุมและนำตัวไปแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาทำลายป่าไม้ตามพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484

    คดีหมายเลขดำที่ 3737/2557

    ศาลจังหวัดนครพนม

    พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 (30)

    นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 26  ม.ค. 2560

    16

    นายเจริญ (สงวนนามสกุล)

    คดีนี้หลักฐานที่นำมาเอาผิดจำเลยโดยหลักก็มีเพียงคำซัดทอดของผู้ต้องหาอีกคนหนึ่งเท่านั้น ไม่มีประจักษ์พยานที่ชัดเจนแต่อย่างใด และเจ้าหน้าที่รัฐยังพยายามสอบถามจำเลยเพื่อเชื่อมโยงไปถึงขบวนการความรุนแรงทางการเมืองใต้ดินอีกด้วย รวมไปถึงยังมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่จำเลยถูกซ้อมทรมานด้วย

    คดีหมายเลขดำที่ 20 ก./2559

    ศาลทหารกรุงเทพ

    ร่วมกันมีอาวุธระเบิด

    นัดสืบพยานในวันที่ 27 ม.ค. 2560 เวลา 08.30 น.

    17

    คดีนักศึกษาดาวดิน จัดกิจกรรมครบรอบ 1 ปีรัฐประหาร

    นักศึกษาดาวดินถูกจับกุมและดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/58  จากการจัดกิจกรรมครบรอบ 1 ปี รัฐประหารที่จังหวัดขอนแก่นในวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 แต่คดีนี้ไม่มีความคืบหน้าใดๆ

    จนกระทั่งนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน ถูกจับกุมในคดีอันดับที่ 9 และได้ประกันตัวในวันที่ 19 สิงหาคม 2559 ตำรวจจากสภ.เมืองขอนแก่น ได้อายัดตัวและนำตัวส่งให้อัยการทหารยื่นฟ้องต่อศาลมณฑลทหารบกที่ 23ตอนกลางคืน

    คดีหมายเลขดำที่ 61/2559

    ศาลมณฑลทหารบกที่ 23

    ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/58 ข้อ 12 เรื่องชุมนุมทางการเมืองจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

    นัดตรวจพยานหลักฐาน วันที่ 30 ม.ค. 2559 เวลา 8.30 น.

    18

    คดีนางแจ่ม  (นามสมมุติ)

    เป็นกรณีโพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับข่าวการทุจริตคอรัปชั่นการสร้างอุทยานราชภักดิ์ฯ  โดยพาดพิงถึงบุคคลในรัฐบาล

    อยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการศาลจังหวัดพระโขนง

    ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ

    นัดฟังคำสั่งอัยการ วันที่ 30 ม.ค. 2560 สำนักอัยการศาลจังหวัดพระโขนง

    นัดคดีประจำเดือนมกราคม 2560 จำนวน 18 คดี

    ลำดับ

    ชื่อ

    ความสำคัญคดี

    หมายเลขคดี

    ข้อหา

    นัดหมาย

    1

    คดีโพสท์ สิทธิ

    (นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์)

    1พ.ค.2559 กลุ่มพลเมืองโต้กลับ ได้นัดจัดกิจกรรมโพสต์ สิทธิ ที่สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี เพื่อรณรงค์เรื่องเสรีภาพการแสดงออก กิจกรรมนี้มีผู้ถูกดำเนินคดีตามพ.ร.บ.ความสะอาด 2 คนคือ ได้แก่ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์และนางสาวฐิตารีย์ อุทยานนุกูลศิริกุล (คดีนี้แยกฟ้องเป็นคนละคดี)

    หมายเลขคดีที่นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ เป็นจำเลย ได้แก่ คดีหมายเลขดำที่ 1619/2559ศาลแขวงพระนครใต้

     

    พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 10 ,32 (1) ,54 และมาตรา 56

    ศาลพิพากษาปรับจำเลยจำนวน 1000 บาท

    2

    นายธเนตร อนันตวงษ์

    (คำร้องขอปล่อยจากควบคุมตัวมิชอบ)

    ธเนตร อนันตวงษ์ ถูกเจ้าหน้าที่รัฐบุกควบคุมตัว ขณะเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสิรินธร โดยเจ้าหน้าที่ไม่แจ้งข้อกล่าวหา และหมายจับ ไม่แจ้งสิทธิให้ทราบตามกฎหมาย แล้วนำตัวไป มทบ.11และควบคุมตัวนายธเนตรฯไว้เกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

    หมายเลขดำที่ ษ.99/2558

    หมายเลขแดงที่ ษ.99/2558 ศาลอาญา

     

    ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90

    นัดฟังคำสั่งศาลฏีกาในวันที่ 13 ม.ค. 2560 เวลา 09.30 น.

    3

    คดีสมบัติ บุญงามอนงค์

    นายสมบัติ บุญงามอนงค์ถูกคณะรัฐประหารดำเนินคดียุยงปลุกปั่นจากการโพสต์เฟซบุ๊กนัดจัดกิจกรรมต่อต้านรัฐประหารของคสช.

    คดีหมายเลขดำที่ 24 ก./2557

    ศาลทหารกรุงเทพ

    ประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 116 และพรบ.คอมพิวเตอร์

    นัดสืบพยานในวันที่ 17 ม.ค. 2560 

    4

    คดีนางสาวศิริกาญจน์ เจริญศิริ

    (ขัดขืนคำสั่ง)

    ทนายความในคดี 14นักศึกษาประชาธิปไตยใหม่ ถูกตำรวจแจ้งความดำเนินคดี จากเหตุที่ทนายความทำหน้าที่รักษาสิทธิของลูกความ โดยไม่อนุญาตให้ตำรวจค้นรถเพื่อจยึดโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหาโดยไม่มีหมายค้น

    อยู่ระหว่างพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม

    ประมวลกฏหมายกฏหมายอาญา มาตรา 142 และ 368

    นัดส่งตัวให้พนักงานอัยการ

    วันที่ 17 ม.ค. 2560 เวลา 09.30 น. สำนักงานอัยการศาลแขวง 3 (ดุสิต)

    5

    คดี 8แอดมินเพจเรารักประยุทธ

    (คำร้องขอปล่อยตัวจากการควบคุมตัวมิชอบ)

    ทหารเข้าควบคุมตัวทั้ง8 คนไปควบคุมไว้ที่ มทบ.11 โดยไม่มีหมายจับ และไม่ให้ผู้ถูกจับกุมแจ้งให้ญาติหรือทนายทราบว่าตนถูกจับกุม

    หมายเลขดำที่ ษ.34/2559

    หมายเลขแดงที่ ษ.34/2559
    ศาลอาญา

    ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90

    นัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ในวันที่ 18 ม.ค. 2560 เวลา 10.00 น.

    6

    นายอมรโชติซิงห์ (สงวนนามสกุล)

    นายอมรโชติซิงห์ถูกแจ้งความดำเนินคดีในความผิดตามมาตรา 112 จากกการใช้เสื้อผ้าสีชมพู่เดินห้าง สรรพสินค้าแห่งหนึ่งในช่วงภายหลังการสวรรคตของรัชกาลที่ 9

    คดีอยู่ในระหว่างสอบสวน

    ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

    นัดฟังคำสั่งอัยการในวันที่ 18 ม.ค. 2560

    7

    คดีจัดกิจกรรมพูดเพื่อเสรีภาพ

    มหาวิทยาลัยขอนแก่น

    31 ก.ค. 2559 นักศึกษาได้จัดกิจกรรม “พูดเพื่อเสรีภาพ; รัฐธรรมนูญของคนอีสาน” ที่ม.ขอนแก่น เพื่อวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ ภายหลังตำรวจออกหมายเรียกรับทราบข้อหา 11 คน โดยมี 2 คนเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์การจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่เข้าร่วมสังเกตการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนเท่านั้น

     อยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น

    ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3/2558  ข้อ 12  ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คนขึ้นไป

    นัดฟังคำสั่งพนักงานสอบสวนและส่งตัวอัยการ วันที่ 19 ม.ค. 2560 เวลา 10.00 น. สภ.เมืองขอนแก่น

    8

    คดีประชามติ ภูเขียว

    ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง สนธิกำลังเข้าจับกุม 2 นักกิจกรรมขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) อีสาน ได้แก่ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน และนายวศิน  พรหมณี หลังทั้งสองคนทำกิจกรรมแจกเอกสารรณรงค์เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและเอกสารโหวตโนของขบวนการประชาธิปไตยใหม่ที่บริเวณตลาดสดเทศบาลภูเขียว จ.ชัยภูมิ ในวันที่ 6 ส.ค. 2559 ก่อนมีการแจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 วรรคสอง

    คดีหมายเลจดำที่ 1370/2559

    ศาลจังหวัดภูเขียว

    พ.ร.บ.ิว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มาตรา 61(1) วรรคสอง วรรคสาม

    นัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 20 ม.ค. 2560 เวลา 09.00 น.

    9

    นายจือเซง  แซ่โค้วหรือสมอล บัณฑิต อานียา

    นายจือเซง แซ่โค้ว หรือสมอล บัณฑิต อานียา เป็นนักเขียนอิสระถูกดำเนินคดีข้อ ป.อาญา มาตรา 112 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้มาก่อน โดยคดีเดิมศาลฎีกามีคำพิพากษารอลงอาญา เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ป่วยจิตเวช คดีนี้จำเลยได้แสดงความคิดเห็นในที่ประชุมพรรคการเมือง ในลักษณะเป็นการตั้งคำถามต่อสภาพสังคมไทยเท่านั้น

    คดีหมายเลขดำที่ 45 ก./2558

    ศาลทหารกรุงเทพ

    ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

    นัดสืบพยานในวันที่ 20 ม.ค. 2560 เวลา 08.30 น.

    10

    คดีรินดา (สงวนนามสกุล)

    จำเลยถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมฯ แต่เนื่องจากการกระทำของจำเลยเป็นเพียงการโพสต์เฟซบุ๊กที่มีข้อความหมิ่นประมาท พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และภรรยา ทั้งนี้ศาลทหารเห็นว่าเป็นคดีหมิ่นประมาทจึงจำหน่ายคดีออกจากศาล แต่ปอท.ทำความเห็นสั่งฟ้องถึงอัยการศาลอาญาในข้อหาเดิม จากนั้นอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องในข้อหาตาม ม.14 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ 2550

    อยู่ในระหว่างดำเนินการรอฟังคำสั่งอัยการจึงยังไม่มีหมายเลขคดี

    นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ ม.14พ.ร.บ.คอมฯ 2550

    นัดพร้อมในวันที่ 23 ม.ค. 2560 เวลา 13.30 น.

    11

    คดี มาตรา 112 หมิ่นสมเด็จพระเทพฯ (กำแพงเพชร)

    มีการใช้ป.อาญา ม.112มาใช้กล่าวหาจำเลยว่าได้ร่วมกันกระทำความผิดโดยหมิ่นประมาทสมเด็จพระเทพฯ ซึ่งกฎหมายไม่ครอบคลุมถึง

    คดีดำหมายเลขที่1330/2559

    ศาลจังหวัดกำแพงเพชร

    ประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 112

    นัดพิจารณาคดีในวันที่ 23 และวันที่ 26 ม.ค. 2560 เวลา 09.30 น.

    12

    คดีนักศึกษาฟ้องละเมิดเจ้าหน้าที่ที่สลายการชุมนุมที่หอศิลป์กรุงเทพฯ

    วันที่ 22 พ.ค. 2558

    22 พฤษภาคม 2559 นักศึกษาและนักกิจกรรมได้ทำกิจกรรมรำลึกรัฐประหาร 1 ปี บริเวณหน้าหอศิลป์ฯ กรุงเทพฯ แต่ทหารและตำรวจได้สลายการชุมนุมและจับกุมนักศึกษาและมีการดำเนินคดี 9 คน

    คดีหมายเลขดำที่ พ.992/2559

    ศาลแพ่งกรุงเทพใต้

    ละเมิดเรียกค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทน ตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539

    นัดชี้สองสถาน วันที่ 24 ม.ค. 2560 เวลา 09.00 น.

    13

     

    นายบุรินทร์ (สงวนนามสกุล)

     

    นายบุรินถูกกล่าวหาว่าแชทกับน.พัฒนรี แม่ของนายสิรวิชญ์โดยมีเนื้อหาที่เข้าข่ายผิด ม.112

    ศาลทหาร

    ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

    นัดสอบคำให้การในวันที่ 24 ม.ค. 2560 เวลา 08.30 น.

    14

    นายธเนตร อนันตวงษ์

    (คดีตรวจสอบทุจริตอุทยานราชภักดิ์)

    ประชาชนและนักศึกษาจัดกิจกรรมอย่างสงบและสันติ โดยการนั่งรถไฟไปตรวจสอบการทุจริตอุทยานราชภักดิ์ แต่ถูกทหารจับกุมและแจ้งความดำเนินคดี ต่อมามีการยื่นฟ้องนางสาวชนกนันท์ รวมทรัพย์ภายหลังจากการยื่นฟ้องนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ กับพวก

    คดีหมายเลขดำที่ 256/2559

    ศาลทหารกรุงเทพ

    ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 ข้อ 12  ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คนขึ้นไป

    นัดสอบคำให้การในวันที่ 25 ม.ค. 2560 เวลา 08.30 น.

    15

    คดีป่าไม้ ผลกระทบจากนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดนครพนม

    คดีนี้จำเลยทั้ง 22 คนมีทีดินทำกินอยู่ในเขตที่คสช.ประกาศให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 17/2557

    ต่อมาจำเลยทั้ง 22 คนถูกเจ้าหน้าที่ทหารอาศัยอำนาจตามกฎอัยการเข้าจับกุมและนำตัวไปแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาทำลายป่าไม้ตามพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484

    คดีหมายเลขดำที่ 3737/2557

    ศาลจังหวัดนครพนม

    พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 (30)

    นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 26  ม.ค. 2560

    16

    นายเจริญ (สงวนนามสกุล)

    คดีนี้หลักฐานที่นำมาเอาผิดจำเลยโดยหลักก็มีเพียงคำซัดทอดของผู้ต้องหาอีกคนหนึ่งเท่านั้น ไม่มีประจักษ์พยานที่ชัดเจนแต่อย่างใด และเจ้าหน้าที่รัฐยังพยายามสอบถามจำเลยเพื่อเชื่อมโยงไปถึงขบวนการความรุนแรงทางการเมืองใต้ดินอีกด้วย รวมไปถึงยังมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่จำเลยถูกซ้อมทรมานด้วย

    คดีหมายเลขดำที่ 20 ก./2559

    ศาลทหารกรุงเทพ

    ร่วมกันมีอาวุธระเบิด

    นัดสืบพยานในวันที่ 27 ม.ค. 2560 เวลา 08.30 น.

    17

    คดีนักศึกษาดาวดิน จัดกิจกรรมครบรอบ 1 ปีรัฐประหาร

    นักศึกษาดาวดินถูกจับกุมและดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/58  จากการจัดกิจกรรมครบรอบ 1 ปี รัฐประหารที่จังหวัดขอนแก่นในวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 แต่คดีนี้ไม่มีความคืบหน้าใดๆ

    จนกระทั่งนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน ถูกจับกุมในคดีอันดับที่ 9 และได้ประกันตัวในวันที่ 19 สิงหาคม 2559 ตำรวจจากสภ.เมืองขอนแก่น ได้อายัดตัวและนำตัวส่งให้อัยการทหารยื่นฟ้องต่อศาลมณฑลทหารบกที่ 23ตอนกลางคืน

    คดีหมายเลขดำที่ 61/2559

    ศาลมณฑลทหารบกที่ 23

    ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/58 ข้อ 12 เรื่องชุมนุมทางการเมืองจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

    นัดตรวจพยานหลักฐาน วันที่ 30 ม.ค. 2559 เวลา 8.30 น.

    18

    คดีนางแจ่ม  (นามสมมุติ)

    เป็นกรณีโพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับข่าวการทุจริตคอรัปชั่นการสร้างอุทยานราชภักดิ์ฯ  โดยพาดพิงถึงบุคคลในรัฐบาล

    อยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการศาลจังหวัดพระโขนง

    ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ

    นัดฟังคำสั่งอัยการ วันที่ 30 ม.ค. 2560 สำนักอัยการศาลจังหวัดพระโขนง

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ศาลสั่งพิจารณาลับ ฝากขังผัด 5 คดีแชร์บทความบีบีซีไทย 'ไผ่ ดาวดิน' จำเลยแถลงค้านการพิจารณาลับ แต่ไม่เป็นผล จึงขอให้ทนายของตัวเองออกจากห้องพิจารณา ด้าน 'พ่อไผ่' แถลงไม่ได้สู้เรื่องการประกันตัวอีกต่อไปแล้ว แต่ต้องสู้กับกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ

    ส่วนหนึ่งของผู้ที่มาเยี่ยม 'ไผ่ ดาวดิน' และรอฟังผลการพิจารณาคำร้องขอฝากขังผัดที่ 5 ที่ศาลจังหวัดขอนแก่น (จากซ้ายไปขวา) เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล, ปิยบุตร แสงกนกกุล, สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และ วิบูลย์ บุญภัทรรักษา บิดาของไผ่ ดาวดิน 

    20 ม.ค. 2560 เวลาประมาณ 13.15 น. ที่ศาลจังหวัดขอนแก่น ภายหลังจากที่ศาลได้พิจารณาคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น ซึ่งขอให้ศาลฝากขัง จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน นักศึกษา นักกิจกรรม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งถูกจับกุมคุมขัง และถูกเพิกถอนสัญญาการประกันตัว จากฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ จากการแชร์บทความพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 จากเว็บไซต์ BBC Thai

    โดยในวันนี้พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องให้ศาลพิจารณาฝากขังต่อไปเป็นผัดที่ 5 นับตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. – 1 ก.พ. 2560 โดยศาลได้สั่งให้การพิจารณาในวันนี้เป็นการพิจารณาลับและอนุญาติให้เพียงทนายความ และบิดา มารดา เท่านั้นที่สามารถเข้าฟังการพิจารณาคดีได้

    ด้านทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้แถลงข่าวหลังจากศาลมีคำสั่งอนุญาตฝากขังผัด 5 โดยกฤษฎางค์นุตจรัส ทนายความได้แถลงว่า วันนี้ศาลจังหวัดขอนแก่นได้นัดไต่สวนคำร้องของพนักงานสอบสวนว่าจะฝากขังไผ่ต่อในผัดที่ 5 หรือไม่ โดยวันนี้ได้มีญาติพี่น้องเพื่อนฝูง ได้มาร่วมให้กำลังใจกับไผ่ ดาวดิน และคาดหวังว่าจะได้เข้าร่วมฟังการไต่สวนคำร้องในวันนี้ แต่ศาลได้สั่งให้การพิจารณาไต่สวนคำร้องขอฝากขังไผ่วันนี้เป็นการพิจารณาในทางลับ และขอให้ผู้ร่วมเข้าฟังที่ไม่มีส่วนเกียวข้องกับจำเลยให้ออกจากห้องพิจารณาคดี

    กฤษฏางค์ กล่าวด้วยว่า ไผ่ ได้แถลงโต้แย้งคำสั่งพิจารณาลับของศาล เนื่องจากเห็นว่า การพิจารณาคดีในชั้นนี้ เป็นเพียงการพิจารณาว่า ตำรวจควรจะขออำนาจศาลเพื่อฝากขังเขาต่อไปอีก 12 วันหรือไม่ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอผัดฟ้องมาตลอด ตามคำร้องก็ระบุไว้ด้วยว่า สวบสวนเสร็จแล้ว และกำลังเสนอให้คณะทำงานของพนักงานสอบสวนว่าจะส่งฟ้องหรือไม่ ซึ่งไผ่เห็นว่าการพิจารณาตรงนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาในคดี แต่ศาลให้เหตุผลว่าต้องพิจารณาคดีในทางลับ เนื่องจากเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ซึ่งทางทนายความได้คัดค้านแล้วว่า การพิจารณาครั้งนี้ไม่ได้เป็นการพิจารณาที่เนื้อหาของคดี เป็นเพียงการพิจารณาว่าควรจะฝากขังไผ่ต่อไปหรือไม่เท่านั้น ซึ่งควรจะมีการเปิดให้ไต่สวนโดยเปิดเผย เพราะเราถือหลักตามประมวลกฎหมายการพิจารณาคดีอาญา การไต่สวน หรือการพิจารณาคดีอาญาจะต้องมีการพิจารณาโดยเปิดเผยต่อสาธารณชน เพราะนี่คือหลักการประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน

    กฤษฏางค์ กล่าวต่อว่า หลังจากทนายความ และผู้ต้องหาได้คัดค้านการพิจารณาคดีในทางลับ ศาลได้เข้าไปประชุมกับองค์คณะ แล้วออกมายืนยันคำสั่งเดิมว่าให้การพิจารณาคดีเป็นไปในทางลับ และเชิญให้พูดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องออกไปจากห้องพิจารณา แต่ไผ่ ได้แถลงต่อศาลในทันทีว่า หากศาลยืนยันเช่นนั้น เขาก็ไม่ประสงค์ที่จะให้มีทนายความในห้องพิจารณา เพราะในเมื่อมีหรือไม่มีก็ตาม เขาก็ไม่สามารถที่จะขอให้เปิดพิจารณาคดีโดยเปิดเผยได้ ไผ่จึงขอให้ทนายความทั้งหมดของตัวเอง ออกจากห้องพิจารณาคดี โดยมีเพียงไผ่ กับวิบูลย์ บุญภัทรรักษา บิดา เท่านั้นที่อยู่ในห้องพิจารณาคดี และสุดท้ายศาลได้สั่งให้ขังไผ่ เป็นผัดที่ 5 ทั้งหมด 12 วัน

    กฤษฏางค์ กล่าวต่อไปว่า การที่ไผ่ ขอให้ทนายความออกจากห้องพิจารณาคดีเป็นเพราะเขาเห็นว่า การพิจารณาคดีในวันนี้ไม่ได้เป็นตามหลักการการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยตามที่เขาได้เรียนมา และเขาเองก็ไม่ยอมรับกระบวนการพิจารณาไต่สวนคำร้องขอฝากขังในวันนี้ จากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่มาถามว่าทนายความจะเซ็นชื่อในเอกสารกระบวนการพิจารณาคดีในวันนี้หรือไม่ เราบอกว่า คงไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ เพราะเราไม่ได้อยู่ในกระบวนการพิจารณา เราไม่ทราบว่าไต่สวนอะไรไปบ้าง

    “คุณไผ่ เขาก็บอกว่า เขาแทบไม่มีสิทธิเสรีภาพในการต่อสู้คดีอะไรอีกต่อไปแล้ว เขาจะทำอะไรก็ให้ทำไปเถอะ” กฤษฏางค์ กล่าว

    ด้าน วิบูลย์ บุญภัทรรักษา บิดาของไผ่ ดาวดิน ระบุว่า ไผ่ได้กล่าวกับตนเองว่า การพิจารณาคดี ไต่สวนคำร้องของฝากขังของศาลในวันนี้ไม่เป็นธรรมสำหรับเขา เพราะเขาต้องการให้สาธารณชนได้เห็นว่ากระบวนของศาลเป็นอย่างไร แต่ศาลก็ระบุว่า ศาลได้ให้ความเป็นธรรมกับผู้ต้องหาอยู่แล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องให้สาธารณชนเข้าฟังการพิจารณาคดี เพราะสามารถไปอ่านจากคำสั่งของศาลภายหลังได้ ด้านไผ่ก็ได้แถลงต่อศาลว่า สิ่งที่ผ่านมานั้นทั้งในรายงาน หรือคำสั่งของศาลไม่สามารถที่ที่จะเห็นกระบวนการพิจารณา และอากัปกิริยาของศาล ของพนักงานสอบสวน เช่นเวลาเบิกความพนักงานสอบสวนตอบคำถามอย่างติดๆ ขัดๆ หรือกรณีตัวอย่างคือกระบวนการพิจารณาฝากขังที่ศาลไปทำกับเขาในผัดที่ 3 ตัวไผ่เองยังไม่รู้เลยว่าศาลได้พิจารณาฝากขัง แต่กลับมีการยืนยันจากศาลว่าได้มีการแจ้งกับไผ่ และไผ่ได้เซ็นชื่อว่าไม่คัดค้านการฝากขัง

    “เขา (หมายถึงไผ่) เห็นกระบวนการอย่างนี้มาตลอด เขาเลยต้องการให้คนอื่นเข้ามาช่วยกันดู ว่าจริงๆและกระบวนการพิจารณาเป็นอย่างไร ไม่ใช่เห็นเพียงแต่คำสั่ง ศาลก็ไม่ยอม ไผ่จึงไม่ต้องการทนายอีกต่อ เพราะเขาเห็นว่าไม่มีประโยชน์แล้ว ในเมื่อเริ่มต้นหรือที่ผ่านมาทั้งหมดไม่มีอะไรที่จะเป็นหลักประกันในกระบวนการยุติธรรม สำหรับเขาเลย ฉะนั้นการมีทนายหรือไม่มีทนายความก็ไม่มีความหมาย” วิบูลย์ผู้เป็นบิดากล่าว และยังกล่าวต่อว่า วันนี้ไผ่ ได้ทำหน้าที่ทุกอย่างเอง ทั้งการซักค้าน และการแถลงต่อศาล ในกระบวนการไต่สวนคำร้องของฝากขังของศาล

    “วันนี้เขารู้ว่าสู้แล้วก็จะแพ้ แต่เขาทำ ซักค้านพนักงานสอบสวน ถามอะไรก็ตอบไม่ได้ พูดโยงนู่นโยงนี่ แล้วบางประโยคที่ไผ่ถามพนักงานสอบสวนใช้เวลากว่า 5 นาทีถึงจะตอบ ไผ่ก็บอกให้ศาลบันทึกไว้ด้วยว่าก่อนจะตอบคำถามใช้เวลานาน”

    วิบูลย์ กล่าวต่อว่า ในกระบวนการพิจารณาฝากขัง ศาลได้ระบุว่า เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนที่สามารถขออำนาจฝากขังผู้ต้องหาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ทางไผ่ก็แถลงต่อศาลว่าตนเข้าใจข้อกฎหมายดี แต่การพิจารณาของศาลก็ควรที่จะคำนึงถือสิทธิของผู้ต้องหาด้วย หากไม่คำนึงถึงหลักการในข้อนี้ ศาลก็ไม่ควรที่จะนำตัวจำเลยมา และควรแก้กฎหมายเสียใหม่ว่าไม่ ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงสิทธิของผู้ต้องหา ให้เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนเพียงอย่างเดียว และสุดท้ายศาลก็ได้มีคำสั่งอนุญาตฝากขังในผัดที่ 5 ออกมา

    วิบูลย์แถลงต่อว่า เรื่องการประกันตัวไผ่นั้น ต้องมาดูกันต้องว่าจะทำอย่างไรกับสถานการณ์กระบวนการยุติธรรมในปัจจุบัน แต่สิ่งที่รู้สึกว่าจะต้องต่อสู้กันต่อไปในเวลานี้ ไม่ใช่เรื่องการเรียกร้องสิทธิประกันตัว ไม่ใช่เรื่องการคัดค้านการฝากขัง แต่มองว่าเรากำลังต่อสู้กับกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ

    “เราก็ต้องมาคิดกันว่า ถ้าปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับไผ่ เป็นอย่างนี้ต่อไปสังคมจะเป็นอย่างไร เรื่องนี้ต้องกลับมาคิดกันต่อ แต่ตอนนี้ยืนยันได้เลยว่า เราไม่ได้สู้เรื่องการประกัน ไม่ได้สู้เรื่องคัดค้านการฝากขัง ไม่ได้สู้เรื่องว่าเรียนจบหรือไม่จบ แต่เรากำลังต่อสู้เรื่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศชาติ” วิบูลย์กล่าว 

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai