Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    23 มิ.ย. 2559 นพดล หลาวทอง  ทนายความ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาที่ศาลอาญารัชดา เพื่อยื่นอุทธรณ์ โต้แย้งคำพิพากษาศาลอาญาที่ยกฟ้องคดีกรณี ยิ่งลักษณ์เป็นโจทก์ฟ้อง จิรชัย มูลทองโร่ย ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าวฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา157 ไปเมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา

    โดย นพดล ระบุ เป็นการยื่นอุทธรณ์ เพื่อขอความเป็นธรรม เนื่องจากศาลอาญาได้สั่งคำร้องและดำเนินกระบวนการพิจารณาที่ไม่เป็นปกติ มีการให้จิรชัย ที่เป็นจำเลย แถลงโต้แย้งคำฟ้องโจทก์ได้และศาลสั่งรับไว้พิจารณา และยกฟ้องทั้งที่ยังไม่มีการสั่งฟ้องก่อน

    ฎีกายกฟ้องอดีตรองโฆษกเพื่อไทยหมิ่นอภิสิทธิ์

    ขณะที่วันเดียวกัน ศาลอาญา รัชดา นัดฟังคำพิพากษา ศาลฎีกา ในคดีที่ เกียรติ สิทธิอมร  คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)  และประธานผู้แทนหอการค้าไทยเป็นโจทก์ฟ้อง ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ฯ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทยเป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาท จากกรณีระหว่างวันที่ 6 – 7 มี.ค. 54 จำเลย ในฐานะหัวหน้าทีมอภิปราย ได้แถลงข่าวที่พรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับการไม่ไว้วางใจ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น โดยมีการพาดพิงมาถึงโจทก์ทำนองว่าโจทก์เป็นบุคคลที่วิ่งเต้น แทรกแซงคดี ของบริษัทฟิลิป มอร์ริสฯ ซึ่งแสดงราคานำเข้าบุหรี่จากต่างประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี โดยโจทก์อาจได้ผลประโยชน์จากต่างประเทศ ซึ่งล้วนเป็นเท็จทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ เห็นว่าจำเลยกระทำผิดจริง ให้จำคุก 3 เดือน ปรับ 4 หมื่นบาท พร้อมโฆษณาคำพิพากษาใน หนังสือรายวัน โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา

    ทั้งนี้ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่ากรณี ที่จำเลยได้ให้ข่าวกับสื่อมวลชนเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็น โดยสุจริตเป็นการนำข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงภาษีบุหรี่ ของ บริษัท ฟิลิปมอริส มาเปิดเผยความคืบหน้าต่อสื่อมวลชน ซึ่งเป็นการเฝ้าระวังผลประโยชน์ของประเทศชาติ และทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้าน ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ฎีกาฟังไม่ขึ้น การกระทำของจำเลยในวันที่ 6 มีนาคม 2554 จึงไม่มีพฤติการณ์กระทำความผิด พิพากษายกฟ้องตามศาลชั้นต้น
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2559 เวลาประมาณ 09.30 น. ที่ศาลทหารกรุงเทพมีการสืบพยานคดีหมายเลขดำที่ 6 ก./2557 ที่อัยการศาลทหารกรุงเทพ เป็นโจทก์ฟ้องพรรณมณี ชูเชาวน์ จำเลยที่ 1 และนายสมบัติ โกมัยพันธ์ จำเลยที่ 2 ความผิดทางอาญาข้อหาฝ่าฝืนประกาศ คสช. ที่ 7/2557 ทำลายทรัพย์สินทางราชการ ต่อสู้และทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ โดยในวันนี้เป็นวันนัดสืบพยานโจกท์ซึ่งเป็นทหารที่อยู่ในเหตุการณ์วันที่ 28 พ.ค.2557 หรือการชุมนุมประท้วงรัฐประหารของประชาชนที่ไปรวมตัวกันที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

    ทั้งนี้ ศาลทหารนัดสืบพยานโจทก์ครั้งต่อไปในวันที่ 27 ก.ย.2559

    พรรณมณี ชูเชาวน์ จำเลยที่1 อายุ  42 ปีเป็นข้าราชการอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวตามหมายจับศาลทหารเมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2557 เธอยอมรับว่าได้พ่นสีสเปรย์รถทหาร ขณะมีการชุมนุมต้านรัฐประหารที่อนุสาวรีย์ชัยฯ จริงแต่ทำไปโดยไม่ทราบว่าเป็นความผิด และยืนยันว่าไม่มีใครจ้างวาน วันที่ 31 พ.ค. 2557 หลังพรรณมณีถูกควบคุมตัวนำฝากขัง เธอได้รับการประกันตัวโดยวางหลักทรัพย์เป็นเงินสด 40,000 บาท พร้อมปฏิเสธว่าไม่ได้ต่อสู้และทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ ส่วนสมบัติ โกมัยพันธ์ วัย 43 ปีถูกจับกุมและควบคุมตัววันที่ 2 มิ.ย.2557ตามหมายจับศาลทหาร เขายอมรับว่าได้ไปร่วมการชุมนุมต้านรัฐประหารที่อนุเสาวรีย์ชัยฯ แต่ไม่ได้ปล่อยยางลมรถทหารส่วนที่นำมือวางตรงจุกเติมลมยางรถของทหารเพราะนึกสนุกแต่มีคนถ่ายรูปไว้ พร้อมปฏิเสธว่าไม่ได้ต่อสู้และทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ ต่อมา 3 มิ.ย.2557 สมบัติได้รับการประกันตัว โดยวางหลักทรัพย์เป็นเงินสด 40,000 บาท อย่างไรก็ตามตั้งแต่ได้รับการประกันตัวเมื่อปี 2557 ถึงปัจจุบันทั้งคู่ยังถูกห้ามชุมนุมและแสดงความคิดเห็นใดๆ ทางการเมือง และห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

    พรรณมณีกล่าวว่า การถูกกำจัดสิทธิเสรีภาพไม่ให้ร่วมชุมนุมหรือแสดงความเห็นทางการเมืองใดๆ นั้นส่งกระทบต่อเธอเพราะเดิมอยู่ในกลุ่มทำกิจกรรมทางการเมืองอยู่แล้ว ซึ่งเธอมองว่าเป็นการห้ามที่ผิดแปลกไปจากหลักการทั่วไป

    ด้านสมบัติบอกว่าไม่ได้หวังสิ่งใดมากนัก เพราะคู่ความคือเป็นทหารแล้วต้องมาขึ้นศาลทหารอีก นอกจากนี้แม้ว่าจำเลยได้รับการประกันตัว แต่การต่อสู้คดีที่ยาวนานมรวมถึงก่อนหน้านี้ได้ร้องขอต่อศาลแล้วว่าไม่ขอสืบพยานที่ไม่มีความสำคัญแต่ศาลไม่อนุญาตนั้นส่งผลกระทบต่อสมบัติที่ต้องลางานเพื่อมาศาลบ่อยครั้ง

    ในการสืบพยานโจทก์ในครั้งนี้ พยานเป็นเจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่ในที่เกิดเหตุ โดยพยานเบิกความว่า ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าชุดคุ้มครองความปลอดภัยให้กับกองทัพปฏิบัติการจิตวิทยา หรือ พัน ปจว. เพื่อประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจให้กับประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯ ปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ประมาณ 15.00 น.-18.00 น. โดยช่วงแรกสถานการณ์ปกติแต่ เมื่อเวลา 17.00 น. ผู้ชุมนุมราว 50 คน เริ่มทยอยเข้ามาตรงเกาะกลางอนุสาวรีย์ชัยฯ เจ้าหน้าที่พูดให้ผู้ชุมนุมยกเลิกการชุมนุม แต่ผู้ชุมนุมเริ่มมีการใช้คำพูดด่าและขว้างปาสิ่งของใส่สห. ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง สุดท้ายจึงให้ตำรวจมาล้อมพาชุดปฏิบัติหน้าที่ของพยานโจทก์ออกไปอยู่ที่เกาะราชวิถีโดยรถต้นแบบยังอยู่ที่เดิม ผู้ใต้บังคับบัญชาของพยานโจทก์บาดเจ็บบริเวณเท้า ขา แข้ง ประมาณ 2-3 ราย และจำไม่ได้ว่าผู้ชุมนุมคนใดทำอะไรกับเจ้าหน้าที่บ้าง เพราะสถานการณ์คับขันและผู้ชุมนุมมีจำนวนมาก โดยชุดปฏิบัติหน้าที่ของพยานโจทก์ได้รับการเน้นย้ำจากผู้บังคับบัญชาว่าหากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นให้ใช้เพียงโล่กันภัยเท่านั้นและพยานไจทก์ไม่ได้โต้กลับทั้งไม่รู้จักผู้ร่วมชุมนุมมาก่อน

    พยานตอบทนายความถามค้านว่า อย่างไรก็ตามผู้ชุมนุมนั้นมีลักษณะเดินผ่านไปมา และสิ่งที่ได้ยินชัดเจนจากผู้ชุมนุมคือ “ทหารออกไป” แต่ไม่มีผู้ชุมนุมมาด่าโดยตรงและส่วนโล่กันภัยนั้นมีความยาวคลุมลงมาจนถึงเข่า ส่วนผู้ใต้บังคับบัญชาถูกทำร้ายที่บริเวณขาจากการใช้แผงเหล็กนั้นระบุไม่ได้ว่าเป็นใคร และไม่มีใบรับรองแพทย์มายืนยันในการเบิกความ

    พยานโจทก์เบิกความต่อว่า ขณะเกิดเหตุถ้าประชาชนออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยโดยการประท้วงถือว่าผิดกฎหมาย แต่ถ้าออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยโดยไม่ประท้วงไม่ผิดกฎหมาย และไม่ทราบถึงสิทธิตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ที่มาภาพ เฟซบุ๊ก Somsak Jeamteerasakul 

    เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันได้ลี้ภัยทางการเมืองอยู่ประเทศฝรั่งเศส ภายหลังการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดย สมศักดิ์ โพสต์ข้อความและภาพผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในลักษณะสาธารณะ เล่าถึง การเดินทางออกจากประเทศไทย ที่ต้องผ่านป่าเขาเป็นเวลา 6 ชั่วโมง

    สมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ตั้งแต่ต้นปี 2554 ที่ทหารมุ่งจะเล่นงานตน ทำให้ตนต้องหลบไปนอนบ้านคนอื่นหลายคืน โดยเฉพาะช่วงต้นปี 2557 ที่ถูกมือปืนไปยิงถล่มถึงบ้าน จนต้องออกจากบ้านโดยไม่ได้กลับเข้าไปอีก จนเมื่อเกิดรัฐประหารครั้งนี้ จนถึงบัดนี้ ในฐานะปุถุชน บางครั้ง นานๆ ที ตนก็ถามตัวเองเหมือนกันว่า "เราเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงมากไปหรือเปล่า" สมศักดิ์ ระบุว่าในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ความจริง ตนรู้ว่าสามารถที่จะใช้ชีวิตที่ปกติกว่านี้ได้ ต่อให้สมมุติแตะเรื่องสถาบันกษัตริย์ ถ้าเพียงจำกัดตัวเองไว้ที่แค่เสนอเรื่องแก้หรือเลิกกฎหมาย 112 ต่อให้ถูกเพ่งเล็งอย่างไร ก็ไม่เดือดร้อน ตกเป็นเป้าเล่นงานของทหารถึงระดับนี้ ยังไงก็สามารถใช้ชีวิตในเมืองไทย ทำราชการไปจนเกษียณอายุแน่ๆ  แต่การที่ไม่จำกัดตัวเองแค่นั้น แต่พูดเขียนถึงเรื่องบทบาทสถานะของสถาบันกษัตริย์ในด้านต่างๆ และพยายามผลักดันให้มีการแก้ปัญหาสถาบันกษัตริย์ทั้งเรื่องการเมือง เรื่องวัฒนธรรม ฯลฯ และทีสำคัญยังทำในลักษณะที่เรียกว่าออกมาเคลื่อนไหวสาธารณะทางโลกออนไลน์อย่างเต็มที่ มันมีความเสี่ยงที่พอรู้ๆ อยู่

    "ในปีหลังๆ โดยเฉพาะใน 2 ปีที่ผ่านมา ที่ต้องมาอยู่ไกลบ้านขนาดนี้ มีความลำบากกว่าอยู่บ้านเยอะ และมีความเป็นไปได้ว่าชีวิตนี้อาจจะไม่ได้กลับไปอีกเลยก็ได้ บางครั้ง ก็นึกแวบๆ ขึ้นมาในใจเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้คิดมากหรือนานอะไร เป็นเพียงมู้ดชั่วคราวที่ผ่านมาแล้วผ่านไป" สมศักดิ์ กล่าว

    ที่มาภาพ เฟซบุ๊ก Somsak Jeamteerasakul 

    "...จึ่งพลัดมาไกล ทิ้งไว้โรยรา..."

    ต้นเดือนมิถุนายนนี้ เป็นวันครบ 2 ปี ที่ผมเดินออกจากประเทศไทย

    ผมใช้คำว่า "เดิน" (ไม่ใช่ "เดินทาง") อย่างจงใจ เพราะวันนั้น ผมใช้เวลาราว 6 ชั่วโมง เดินขึ้นๆ ลงๆ บนยอดของเทือกเขาแห่งหนึ่งออกจากประเทศไทย เป็นการเดินที่เหนือยที่สุดในชีวิต ถึงตอนท้ายเมื่อใกล้จุดหมาย ขาผมเกือบไม่เหลือแรงจะยืนหรือเดินต่อเลย...

    ระหว่างทางเดิน ก็พยายามบอกตัวเองแบบขำๆ ว่า สมัยหนุ่มหลัง 6 ตุลา ผมไม่ได้เข้าป่า เพราะติดคุก เพิ่งมามีโอกาสเข้าป่าเดินเขาตอนแก่นี่เอง

    ในระหว่าง 6 ชั่วโมงนั้น มีบางช่วงฝนตกพรำๆ ลงมา ทำให้ทางเดินลำบากขึ้นอีก ผมลื่นไถล ล้มหลายครั้ง จนเนื้อตัวเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนดินโคลนไปหมด หลายช่วงของเส้นทาง เป็นทางเดินแคบๆขอบเขา ผมก็นึกขำๆ กับตัวเองว่า ถ้าผมบังเอิญพลัดตกไป คอหักตาย ก็คงน่าสนใจพิลึก (คิดจริงๆ คือมันเหนื่อยมากน่ะ ก็พยายามคิดอะไรตลกๆ กับตัวเองแก้เหนื่อย)

    ตลอด 6 ชั่วโมงบนยอดเขา แทบไม่มีช่วงที่เป็นพื้นราบเลย มีแต่จังหวะชันขึ้น หรือชันลง (จังหวะชันลงนี่ไม่ใช่เดินง่าย กลับยากกว่าอีก เพราะต้องคอยเกร็งขา จิกพื้นไว้ ไม่ให้ลื่นไถลพรวดลงมา)

    บางช่วง มีปลิงลอดเสื้อผ้าเข้ามาเกาะกินเลือดตามตัว (แม้จะพยายามระวังแล้ว) เสื้อเชิ้ตตัวที่ผมใส่วันนั้น ทุกวันนี้ ยังพอเห็นรอยคราบเลือดเป็นหย่อมๆ เพราะซักไม่ออก เนื่องจากมีช่วงหนึ่ง ปลิก 3-4 ตัวมุดเข้ามาถึงกลางหลัง ดูดเลือดผมสักพักใหญ่กว่าผมจะรู้สึกตัว มีเลือดซึมเสื้อเปียกฝนเปียกเหงื่อเป็นดวงแล้ว ....

    2 ปีที่ผ่านมา - หรือถ้าจะว่าไปจริงๆ ตั้งแต่ต้นปี 2554 ที่ทหารมุ่งจะเล่นงานผมแน่ ทำให้ผมต้องหลบไปนอนบ้านคนอื่นหลายคืน ผ่านมาถึงช่วงต้นปี 2557 ที่ถูกมือปืนไปยิงถล่มถึงบ้าน จนต้องออกจากบ้านโดยไม่ได้กลับเข้าไปอีก จนเมื่อเกิดรัฐประหารครั้งนี้ จนถึงบัดนี้ - ในฐานะปุถุชน บางครั้ง นานๆที ผมก็ถามตัวเองเหมือนกันว่า เราเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงมากไปหรือเปล่า ... ในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ความจริง ผมรู้ว่าผมสามารถที่จะใช้ชีวิตที่ปกติกว่านี้ได้ ต่อให้สมมุติผมแตะเรื่องสถาบันกษัตริย์ ถ้าผมเพียงจำกัดตัวเองไว้ทีแค่เสนอเรื่องแก้หรือเลิกกฎหมาย 112 ต่อให้ถูกเพ่งเล็งอย่างไร ก็ไม่เดือดร้อน ตกเป็นเป้าเล่นงานของทหารถึงระดับนี้ ยังไงก็สามารถใช้ชีวิตในเมืองไทย ทำราชการไปจนเกษียณอายุแน่ๆ การที่เราไม่จำกัดตัวเองแค่นั้น แต่พูดเขียนถึงเรื่องบทบาทสถานะของสถาบันกษัตริย์ในด้านต่างๆ (จากกรณีสวรรคตถึง 6 ตุลา ฯลฯ) และพยายามผลักดันให้มีการแก้ปัญหาสถาบันกษัตริย์ทั้งเรื่องการเมือง เรื่องวัฒนธรรม ฯลฯ และทีสำคัญยังทำในลักษณะที่เรียกว่าออกมาเคลื่อนไหวสาธารณะทางโลกออนไลน์อย่างเต็มที่ มันมีความเสี่ยงที่พอรู้ๆอยู่ ... ในปีหลังๆ โดยเฉพาะใน 2 ปีที่ผ่านมา ที่ต้องมาอยู่ไกลบ้านขนาดนี้ มีความลำบากกว่าอยู่บ้านเยอะ และมีความเป็นไปได้ว่าชีวิตนี้อาจจะไม่ได้กลับไปอีกเลยก็ได้ .. บางครั้ง ก็นึกแวบๆขึ้นมาในใจเหมือนกัน ... แต่ก็ไม่ได้คิดมากหรือนานอะไร เป็นเพียงมู้ดชั่วคราวที่ผ่านมาแล้วผ่านไป.....

    .............

    ความจริง คิดๆเตรียมๆจะเขียนอะไรมากกว่านี้ เช่นจะเขียนเล่าว่าความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นจาก 6 ตุลา มันเหมือนเป็นอะไรที่เผาอยู่ในตัวเรามากว่า 30 ปี และคอยผลักให้เราทำในสิ่งทีทำในหลายปีนี้อย่างไร .... แต่เขียนๆไปชักรู้สึกไม่อยากเขียนเท่าไรนัก ผมเป็นคนไม่ถนัดและไม่ค่อยชอบเขียนเรื่องตัวเองเท่าไรอยู่แล้ว ... ไว้โอกาสอื่นก็แล้วกัน

    ปารีส
    เวลา 01:52 น
    22 มิถุนายน 2016(2559)

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    พล.อ.ประยุทธ์ ระบุไม่ยอมให้แผ่นดินนี้มันต่ำไปกว่านี้อีกแล้ว ขอบคุณสมาชิก สนช.ที่รับหลักการ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560 ซึ่งดําเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุล โดยวางกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จํานวน 390,000 ล้านบาท 

     
    23 มิ.ย. 2559 สำนักข่าวไทยรายงานว่า ภายหลังที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ใช้เวลา 8 ชั่วโมง พิจารณาร่าง พ.ร.บ.บัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560 วงเงิน 2.733 ล้านล้านบาท ที่ประชุม สนช.มีมติเอกฉันท์ รับหลักการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560 ในวาระแรก ด้วยคะแนน 189 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว จำนวน 50 คน แปรญัตติ 15 วัน ระยะเวลาดำเนินการ 90 วัน
     
    โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวขอบคุณสมาชิก สนช.ที่รับหลักการ และได้เสนอแนะความเห็นต่าง ๆ ซึ่งในวันนี้รู้สึกมีกำลังใจมากขึ้น เพราะสิ่งที่คิดไม่ได้มุ่งให้เกิดความขัดแย้ง และต้องการทำให้ประชาชนเกิดความพอใจ พร้อมทั้งขอบคุณรัฐมนตรีที่ช่วยชี้แจงให้สมาชิก สนช.เกิดความเข้าใจ ซึ่งการจัดทำงบประมาณครั้งนี้ มีการปรับปรุงแก้ไขให้ตรงกับความต้องการ โดยนำทุกปัญหาและความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมาเตรียมความพร้อม และเพื่อให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฎิรูปประเทศและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
     
    “รัฐบาลให้ความสำคัญในการปรับโครงสร้าง โดยเฉพาะเรื่องของข้าราชการ ต้องบูรณาการข้ามกระทรวง รวมถึงเรื่องข้อกฎหมายที่ สนช.ต้องเตรียมการ ให้มีความยั่งยืน ทันสมัย เอื้อประโยชน์ต่อการค้าและการลงทุน และต้องนำไปสู่การปฎิบัติให้เกิดขึ้นจริง และอยากให้ทุกคนช่วยสร้างความเข้าใจกับประชาชนและสังคม เพื่อหาจุดลงตัวให้ได้ อีกทั้งต้องช่วยกันสร้างประเทศไทยให้เกิดความเข้มแข็ง กระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นมากขึ้น ทั้งเรื่องเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว รวมถึงการผลิตคนและการศึกษา เพื่อให้คนกลับสู่บ้าน พัฒนาชุมชนชนบทให้เป็นชุมชนเมือง” พล.อ.ประยุทธ์  กล่าว
     
    สำนักข่าวไทยรายงานด้วยว่า การอภิปรายของสมาชิก สนช.ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการจัดทำงบประมาณฯ ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติในอีก 20 ปีข้างหน้า พร้อมเน้นย้ำให้ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า และต้องการให้ตัดลดงบประมาณที่สิ้นเปลือง เช่น งบฯ ดูงานต่างประเทศ เพื่อนำงบฯ มาพัฒนาโครงการอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ

    ดําเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุล

    จากคําแถลงประกอบงบประมาณรายจ่าย ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2560  ระบุตอนหนึ่งในส่วนของฐานะและนโยบายการคลัง ว่า วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 จํานวน 2,733,000 ล้านบาท เป็นการดําเนินนโยบาย งบประมาณแบบขาดดุล โดยกําหนดรายได้สุทธิจํานวน 2,343,000 ล้านบาท และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จํานวน 390,000 ล้านบาท ปัจจุบันฐานะเงินคงคลัง ณ วันที่ 3 มิ.ย. 2559  มีจํานวนทั้งสิ้น 233,228 ล้านบาท โดยรัฐบาลจะบริหารเงินคงคลังให้อยู่ ในระดับที่เหมาะสม และบริหารรายรับและรายจ่ายของรัฐให้มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป   

    ไม่ยอมให้แผ่นดินนี้มันต่ำไปกว่านี้อีกแล้ว 

    ผู้จัดการออนไลน์ รายงานด้วยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จากการจัดอันดับในเว็บไซต์วิกิพีเดียของนานาชาติในเรื่องต่างๆ ที่เรานำมาพิจารณา สังเคราะห์ เพื่อวางแผนงานของ คสช. พบว่ามีคนอยากเกิดในประเทศไทยเป็นอันดับที่ 50 จาก 80 ประเทศ แต่วันนี้ไม่รู้ว่าจะยังอยากมาเกิดเป็นคนไทยหรือไม่ เพราะคนไทยไม่เหมือนชาติอื่นในโลก ทุกคนรักชาติ มีความหวังดี แต่หาจุดร่วมกันไม่ได้ ร่วมมือกันไม่ได้ มักเอาเรื่องความขัดแย้งหรือปัญหาใหญ่มาพูดกันก็ไปไม่ได้ จึงต้องหาให้ได้ว่าอะไรเป็นปัญหาหลัก และปัญหารอง แล้วนำมาพูดกัน ทุกคนต้องคิดใหม่ทั้งหมด ถ้าคิดแบบเดิมไม่มีวันสำเร็จ
           
    "เรื่องงบประมาณฯ รัฐบาลมีข้อจำกัดมากขึ้น เพราะมีรายจ่ายงบประมาณแผ่นดินเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ ขณะที่การขึ้นภาษีทำได้ยาก รัฐบาลพยายามทำทุกอย่าง หากจะมาบอกว่าทุจริตหรือโกง ก็ให้ไปสอบมา รัฐบาลทำทุกอย่างให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม วันนี้สังคมตื่นตัวเรื่องประชามติ ผมก็ไม่ขัดแย้ง การเมืองก็เป็นอย่างนี้ ผลโพลออกมาว่าประชาชนมีกี่คนที่เข้าใจรัฐธรรมนูญ แล้วจะให้ทำอย่างไรถ้าความขัดแย้งยังเป็นเช่นนี้ ผมไม่ใช่ศัตรูใคร และประเทศไทยไม่เป็นภาระของโลก ไม่เป็นภาระยูเอ็น แต่มีบางคนชอบไปสร้างภาระให้ยูเอ็น ผมไม่เข้าใจ ที่ไปร้องเรียนกันนั้นเป็นคนไทยหรือไม่ ยืนยันว่ากฎหมายต้องเป็นกฎหมายไม่เช่นนั้นก็อยู่กันเช่นนี้ ถึงอย่างไรรัฐบาลโดนด่าอยู่แล้ว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
     
    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สิ่งที่ตนพูดเพิ่มเติม ต้องกราบขอโทษพวกพี่ๆ ด้วย มันเป็นตัวตน ไม่ว่ากี่ปีกี่เดือนกี่วันก็เป็นแบบนี้ หลายคนบอกว่านายกฯ ต้องไม่เป็นแบบนี้ ตนพยายามทุกวัน นอนตื่นมาก็เตือนตัวเองว่า อย่าเป็น พอก้าวแรกออกมาจากบ้านก็เริ่มเหมือนเดิม เพราะปัญหามันเข้ามาแล้ว เข้ามาตลอด เดี๋ยวตรงนั้นเดี๋ยวตรงนี้ ทุกอย่างจะแก้ไขไม่ได้เลยหากทุกคนยังติดกับดักตัวเอง ติดอัตตาตัวเอง ดังนั้น ต้องปรับปรุงทั้งหมด ตนเองก็ต้องปรับปรุง ต้องปฏิรูปตัวตนเอง มันใช้อย่างอื่นไม่ได้เลย ต้องใช้หัวใจและสมอง หาช่องทางความร่วมมือกันให้ได้
           
    “วันนี้ผมยอมทุกอย่าง เพราะมันคือชีวิตผม ชีวิตพวกผมที่เสี่ยงทุกวันนี้ ถ้าผมทำไม่สำเร็จมันก็อยู่กันไม่ได้ ผมจะไม่ยอมให้แผ่นดินนี้มันต่ำไปกว่านี้อีกแล้ว จะเกิดอะไรก็เกิด ผมก็สู้ทุกอย่าง แต่ให้ถูกวิธีแล้วกัน ไม่ใช่ตะโกนบอกอยู่ต่อๆ โดนทุกวัน มันต้องเป็นไปตามกระบวนการของมัน โรดแมปมันมีของมันอยู่” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
     
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    Yes! Magazine นำเสนอเรื่อง การจัดตั้งทีมนักกีฬาโอลิมปิกจากผู้ลี้ภัยเป็นครั้งแรกในกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2016 ที่บราซิล จากที่ในโลกตอนนี้มีผู้ลี้ภัยมากถึง 20 ล้านคน ทำให้คณะกรรมการโอลิมปิกสากลที่ต้องการให้เกิดการมีส่วนร่วมมากขึ้นจึงประกาศตั้งทีมใหม่ให้กับนักกีฬาที่เป็นผู้ลี้ภัยโดยเฉพาะ

    ในบทความของ Yes! ระบุถึงเรื่องราวของผู้ลี้ภัยชาวซีเรีย 2 พี่น้อง คือ ยุสรา และซาราห์ มาร์ดินี โดยที่ทั้งสองคนต่างก็หนีตายจากสงครามกลางเมืองในซีเรีย เดินทางโดยสารภาคพื้นดินผ่านประเทศเลบานอนและตุรกี จนกระทั่งขึ้นเรือร่วมกับผู้ลี้ภัยอื่นๆ อีก 18 คนและประสบภัยกลางทะเลอีเจียนเพื่อเครื่องยนตร์เรือขัดข้อง พี่น้องมาร์ดินีและผู้ลี้ภัยหญิงอีกคนหนึ่งกระโดดลงน้ำแล้วช่วยกันผลักเรือไปจนถึงเกาะเลสโบสภายในเวลา 3 ชั่วโมง

    มาร์ดินีมีแผนการจะกล่าวในที่ประชุมแถลงข่าวที่กรุงเบอร์ลินว่ามันคงน่าอดสูถ้าหากเธอจมน้ำตายไปตั้งแต่ตอนนั้น มีผู้ลี้ภัยจำนวนมากจมน้ำเสียชีวิตในการพยายามเดินทางไปถึงยุโรปอย่างปลอดภัย ในปีนี้ก็ปาเข้าไป 2,500 รายแล้ว แต่ความอดสูที่มาร์ดินีหมายถึง คือการที่เธอเป็นนักกีฬาแข่งขันว่ายน้ำ และเธอได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งใน 10 นักกีฬาโอลิมปิกสังกัดทีมผู้ลี้ภัยในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคปี 2559 ที่ริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล สำหรับผู้คนที่สูญเสียถิ่นฐานบ้านเกิดและสูญเสียสัญชาติของตัวเองไป การกีฬากลายเป็นสิ่งที่คืนส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ให้กับพวกเธอ

    ก่อนหน้าที่จะมีการจัดทีมให้แก่ผู้ลี้ภัยมาร์ดินีและเพื่อนร่วมทีมของเธอคงกลายเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการเข้าร่วมโอลิมปิก แต่การที่พวกเธอไม่สามารถเข้าร่วมได้ก็ถือเป็นสิ่งที่ขัดต่อกฎบัตรโอลิมปิกเองที่ระบุไว้ว่าการเล่นกีฬาถือเป็นสิทธิมนุษยชน มนุษย์ทุกคนต้องมีโอกาสฝึกฝนการกีฬาโดยไม่ถูกแบ่งแยกกีดกันด้วยอะไรก็ตาม

    ข้อความในกฎบัตรดังกล่าวถือแนวคิดที่มีคุณค่า แต่ก้ทำให้เกิดปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งคือการที่โอลิมปิกเป็นงานแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศ แม้ว่าทุกคนจะมีสิทธิเข้าแข่งกีฬาแต่ว่าไม่ใช่นักกีฬาทุกคนที่จะมีสังกัดประเทศ คณะกรรมการโอลิมปิกสากลจึงสร้างทีมโอลิมปิคผู้ลี้ภัยขึ้นเพื่อหวังว่าจะช่วงแก้ปัญหานี้

    ทีมของผ้ลี้ภัยประกอบด้วยนักกีฬา 10 คน ทุกคนคือผู้ที่สหรัฐฯ ให้สถานะว่าเป็นผู้ลี้ภัย นอกจากมาร์ดินีแล้วยังมีนักว่ายน้ำรายอื่นๆ อีกที่มาจากซีเรียได้แก่ รามี อนิส มีนักยูโดสองรายที่มาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกคือ โปโปล มิเซนกา และ โยลานด์ บุกาซา มาบิกา นักวิ่งมาราธอนที่มาจากเอธิโอเปีย โยนาส ไคนด์ และนักวิ่งอีก 5 คนจากประเทศเซาท์ซูดาน ได้แก่ เจมส์ เนียง เชียงเจียก, ยีช เพอ เบียล, เปาโล อโมตุน โลโคโร, โรส นาทิเก โลโคเนียน, แองเจลินา นาดา โลฮาลิธ ผู้คนเหล่านี้ประกอบขึ้นเป็นทีมนักกีฬาโอลิมปิกผู้ลี้ภัย (ROA)

    โทมัส บาค ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกนานาชาติกล่าวว่าการจัดตั้งทีมกีฬานี้จะเป็นสัญลักษณ์ของความหวังให้กับผู้ลี้ภัยในโลกของเราและทำให้เกิดความตระหนักรู้ถึงผลกระทบวิกฤตผู้ลี้ภัย เขายังกล่าวในการประกาศการคัดเลือกทีมนักกีฬาต่อไปปว่าการตัดสินใจครั้งนี้ยังถือเป็นการส่งสัญญาณต่อประชาคมโลกว่าผู้ลี้ภัยคือเพื่อนร่วมโลกที่มีส่วนในการเติมเต็มสังคม ทีมผู้ลี้ภัยเหล่านี้ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากโครงการโอลิมปิกโซลิแดริตีที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยเหลือคณะกรรมการแต่ละชาติที่ต้องการงบประมาณองค์กรหรือการสนับสนุนด้านการฝึกซ้อม

    สำหรับในแง่พิธีการต่างๆ นั้นทีมผู้ลี้ภัยจะเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้สู่พิธีเปิดในฐานะผู้ที่ไม่ได้เป็นตัวแทนของชาติใดโดยเฉพาะและจะถือธงของโอลิมปิกแทนธงชาติ อย่างไรก็ตามนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักกีฬาไม่สังกัดประเทศใดได้ลงเล่นในกีฬาโอลิมปิก บิล มัลลอน นักประวัติศาสตร์โอลิมปิกและผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมนักประวัติศาสตร์โอลิมปิกนานาชาติกล่าวว่าเคยมีคนที่ลงแข่งโดยไม่สังกัดสัญชาติใดมาก่อนเนื่องจากภาวะสงครามหรือการการคว่ำบาตรทางการเมืองในประเทศของพวกเขา เช่นในปี 2535 นักกีฬาชาวยูโกสลาเวียคนหนึ่งผู้ที่ประเทศเขาถูกสั่งแบนเพราะความเกี่ยวข้องกับสงครามบอลข่านยังได้รับอนุญาตให้ลงแขงในฐานะ "นักกีฬาโอลิมปิกอิสระ"

    อย่างไรก็ตาม Yes! ชี้ว่าการอนุญาตให้ผู้ลี้ภัย 10 คน เข้าร่วมแข่งขันก็ม่ได้หมายความว่าคนทุกคนจะสามารถเข้าถึงการร่วมแข่งขันได้ยังมีคนบางกลุ่มที่อยู่ในสถานะทางการเมืองที่ถูกบีบคั้นจนไม่สามารถส่งนักกีฬาไปร่วมงานโอลิมปิกได้ เช่น ชาวทิเบตผู้อยู่ภายใต้การยึดครองของจีนแผ่นดินใหญ่พวกเขาต้องลงแข่งภายใต้ธงชาติสาธารณรัฐประชาชนจีนไม่เช่นนั้นก็จะลงแข่งไม่ได้เลย แต่การที่จัดตั้งทีมผู้ลี้ภัยขึ้นทำให้มีความหวังถึงการแข่งขันที่มีส่วนร่วมมากขึ้นในอนาคต เทนซิง เชรัป ผู้จัดการโครงการมูลนิธิชาวทิเบตอเมริกันแห่งรัฐมินนิโซตากล่าวชื่นชมคณะกรรมการโอลิมปิกที่ได้สร้างพื้นที่ให้กับผู้ลี้ภัยและยอมรับเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องเกี่ยวกับกีฬาแต่อย่างเดียวแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการใฝ่หาเสรีภาพด้วย

    ในขณะที่ข่าวคราวของผู้ลี้ภัยมักจะเน้นไปในเรื่องความยากลำบากและโศกนาฏกรรม ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเป็นหมู่คณะเสี่ยงอันตราย หรือค่ายผู้ลี้ภัยที่ทรุดโทรม บิลล์ แคนนี ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายงานบริการผู้อพยพและผู้ลี้ภัยของสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งสหรัฐฯ กล่าวว่าการนำเสนอภาพข่าวเช่นนี้เป็นการทำให้เรื่องราวของผู้ลี้ภัยขาดแง่มุมความเป็นมนุษย์ และเขาหวังว่าโอลิมปิคจะสามารถทำให้ผู้ลี้ภัยสามารถเล่าเรื่องราวส่วนตัวเกี่ยวกับครอบครัวของพวกเขาได้ทำให้ผู้คนสามารถเล็งเห็นได้ว่าผู้ลี้ภัยเหล่านี้แทบไม่แตกต่างจากเราเลย

    การที่มีผู้ชมจำนวนมากในกีฬาโอลิมปิกที่ ริโอ เดอจาเนโร ถือเป็นโอกาสที่จะทำให้วิกฤตผู้ลี้ภัยดีขึ้น จากที่มีสถิติระบุถึงจำนวนผู้ชมกีฬาโอลิมปิกผ่านทางโทรทัศน์อย่างล้นหลาม มันเป็นเรื่องสำคัญในช่วงที่ผู้คนทั่วโลกมีมุมมองทางลบต่อผู้ลี้ภัย แม้แต่เรื่องราวของผู้ลี้ภัยที่เป็นนักกีฬาก็เต็มไปด้วยความวิบากแต่ก็สมควรต้องมีคนรับรู้อย่างมิเซนกากับมาบิกา นักยูโดจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกผู้หนีออกจากความโหดร้ายในประเทศตัวเองแล้วลงทะเบียนเป็นผู้ลี้ภัยในช่วงปี 2556 ที่มีการแข่งขันยูโดชิงแชมป์ในริโอ

    มิเซนกาหนีออกจากประเทศหลังจากที่แม่ของเขาถูกสังหารและพี่ชายเขาหายตัวไป เขาบอกว่า "ผมเห็นสงครามมามากเกินไป เห็นการเสียชีวิตมากเกินไปแล้ว" เรื่องราวของมาบิกาก็คล้ายๆ กัน เธอสูญเสียครอบครัวให้กับการสู้รบในคองโก ทั้งสองคนต่างก็หันเข้าสู่หนทางแห่งยูโดเพื่อเป็นทางออก มาบิกาบอกว่า "ยูโดเป็นชีวิตของฉัน มันช่วยให้ฉันหนีจากสงครามแล้วเดินไปยังเส้นทางอื่นได้"

    แคนนีกล่าวว่าถ้าผู้คนได้เข้าใจว่าผู้ลี้ภัยเป็นใครและต้องผ่านอะไรมาบ้าง ก็น่าจะทำให้คนในประเทศของแคนนีคือสหรัฐฯ ยอมรับพวกเขาให้ได้ใช้ชีวิตใหม่ในประเทศได้มากขึ้น

    ในขณะเดียวกันนักกีฬาก็ได้รับการฝึกซ้อมในประเทศที่พวกเขาขอลี้ภัย เช่น นักวิ่งจากเซาท์ซูดานได้รับการฝึกซ้อมในกรุงไนโรบี ประเทศเคนยา ผู้ฝึกสอนพวกเขาคือ เตกลา โลรูเป เธอเป็นคนชนะเลิศการแข่งมาราธอนสองครั้งและเคยลงแข่งโอลิมปิกสามครั้ง เธอบอกว่าเมื่อเธอหรือใครก็ตามได้มองไปที่พวกเขาแล้วก็จะเห็นได้ว่าผู้คนไม่ได้เลือกอยากจะเป็นผู้ลี้ภัย พวกเราเองก็อาจจะกลายเป็นผู้ลี้ภัยเมื่อไหร่ก็ได้

    ยุสรา มาดินี ฝึกซ้อมโดยได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติเยอรมนี ไมเคิล เชิร์ป รองหัวหน้าฝ่ายสื่อของคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติเยอรมนีกล่าวว่าเยอรมนีภูมิใจที่ได้สนับสนุนยุสราและส่งเสริมความพยายามในการแข่งขันกีฬาโอลิมิกของเธอ และสองพี่น้องมาดินีเป้นตัวอย่างที่น่าประทับใจของประชากรผู้ลี้ภัยในเยอรมนีที่มีเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 ล้านคนในช่วง 15 เดือน ที่ผ่านมา เชิร์ปบอกอีกว่าการที่ผู้ลี้ภัยเล่านี้สูญเสียบ้านเกิดและทนทุกข์จากการเดินทางที่เลวร้ายทำให้พวกเขาให้แรงบันดาลใจแก่ชาวเยอรมันได้

    มาดินีมองเห็นว่าเรื่องราวส่วนตัวของเธอเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้จากการแถลงข่าวในกรุงเบอร์ลินเมื่อเดือน ก.พ.เธอกล่าวว่า "ปัญหาในซีเรียทำให้ฉันมายืนอยู่ตรงนี้และเป้นเหตุผลว่าทำไมฉันถึงแข็งแกร่งยิ่งขึ้นและฉันต้องการไปให้ถึงเป้าหมายของตัวเอง" มาดินีกล่าวอีกว่าเธอต้องการเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกคน ให้พวกเขาเชื่อพวกเขาสามารถทำในสิ่งที่ใจตัวเองเชื่อได้

    ผู้คนทั่วโลกจะได้รับฟังเรื่องราวของทีมโอลิมปิกผู้ลี้ภัยภายในปีนี้ คนหายพันล้านจะได้เห็นผู้ลี้ภัยลงแข่งขันทัดเทียมกับคนอื่นๆ ในขณะที่กีฬาโอลิมปิกดำเนินตามกฎบัตรของตัวเองในแง่ที่จะไม่มีการแบ่งแยกกีดกันผู้คนที่จะลงแข่ง

     

    เรียบเรียงจาก

    Olympians Without Nations: First-Ever Team of Refugees Heads to Summer Games, Yes! Magazine, 09-06-2016 http://www.yesmagazine.org/people-power/olympians-without-nations-first-ever-team-of-refugees-heads-to-summer-games-20160609

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ และ 3 รัฐมนตรีพม่า เยือนไทยในฐานะแขกรัฐบาล วันแรกเยี่ยมแรงงานพม่าที่สมุทรสาคร ศุกร์ปาฐกถาบัวแก้ว-หารือประยุทธ์-ลงนามความตกลง เสาร์ยกเลิกแผนเยือนค่ายผู้อพยพบ้านถ้ำหินเนื่องจากสภาพอากาศ - ตลอดการเยือนงดสัมภาษณ์-ตอบคำถามสื่อ ขณะที่ตำรวจเข้มห้ามแถลงข่าวเรื่องโรฮิงญาที่ FCCT ทำได้แค่ชี้แจงสั้นๆ

    ออง ซาน ซูจี (ซ้าย) ที่ปรึกษาแห่งรัฐ ของรัฐบาลพม่า และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ขวา) นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.

    ออง ซาน ซูจี และคณะรัฐมนตรี เดินทางมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2559 โดยมีสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีให้การต้อนรับ (ที่มา: กระทรวงการต่างประเทศ)

    23 มิ.ย. 2559 ข่าวสารนิเทศ ของกระทรวงการต่างประเทศเปิดเผยว่า ออง ซาน ซูจี ในฐานะที่ปรึกษาแห่งรัฐ ของรัฐบาลพม่า มีกำหนดเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล ตามคำเชิญของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 23-25 มิถุนายน 2559 พร้อมด้วยรัฐมนตรีสำคัญ ประกอบด้วยนายเต็ง ส่วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตรวจคนเข้าเมือง และประชากร นายจ่อ วิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวางแผนและการคลัง และนายจ่อ ติน รัฐมนตรีด้านกิจการต่างประเทศพม่า

    ทั้งนี้ออง ซาน ซูจี และคณะเดินทางมาถึงเมื่อเวลา 11.00 น. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีให้การต้อนรับ จากนั้นในเวลา 16.00 น. ออง ซาน ซูจีและคณะ เดินทางไปพบปะแรงงานพม่าที่ตลาดทะเลไทย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

    ขณะที่ในวันที่ 24 มิ.ย. ออง ซาน ซูจี มีกำหนดจะเข้าเยี่ยมคารวะเข้าพบหารือข้อราชการกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยประเด็นสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายจะหยิบยกขึ้นหารือในครั้งนี้ ได้แก่ ความร่วมมือด้านแรงงาน ความร่วมมือด้านการพัฒนาและความเชื่อมโยง เป็นต้น ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายมีกำหนดจะลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน ความตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงาน และความตกลงว่าด้วยการข้ามแดน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของภาคเอกชนไทยและแรงงานพม่าที่ทำงานในไทยด้วย

    โอกาสนี้ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะให้การต้อนรับนางออง ซาน ซู จี ซึ่งจะเดินทางไปกล่าวปาฐกถาพิเศษกับนิสิตนักศึกษาไทยในหัวข้อ “Myanmar, ASEAN and the World: The Way Forward” ที่กระทรวงการต่างประเทศ

    ในวันที่ 25 มิ.ย. ตามกำหนดการเดิมในช่วงเช้า ออง ซาน ซูจี จะเดินทางเยือนพื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบที่บ้านถ้ำหิน จ.ราชบุรี อย่างไรก็ตาม ในรายงานของสำนักข่าวไทยเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า มีการยกเลิกกำหนดการเดินทางไปเยี่ยมที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากพม่า ที่บ้านถ้ำหิน จ.ราชบุรี เนื่องจากปัญหาทางด้านสภาพอากาศที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง

    ทั้งนี้ในกำหนดการสำหรับสื่อมวลชนที่เผยแพร่โดยกรมสารนิเทศ ตลอดการเยือนของออง ซาน ซูจี จะกำหนดสถานที่และเวลาให้สื่อมวลชนถ่ายภาพ และไม่มีการให้ตั้งคำถามหรือสัมภาษณ์ ออง ซาน ซูจี

    การเดินทางเยือนประเทศไทยครั้งนี้ ถือเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนครั้งแรกของนางออง ซาน ซูจี ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องภายหลังจากการเดินทางเยือนพม่าของนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8-9 พฤษภาคม 2559

    ขณะเดียวกัน เช้าวันนี้ เมื่อเวลา 10.30 น. ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลุมพินี ไม่อนุญาตให้เครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐจัดเสวนา ได้แก่ นายศิววงศ์ สุขทวี ผู้ประสานงานเครือข่าย พุทธนี กางกั้น เจ้าหน้าที่จาก Asylum Access Thailand และนายฮาจิ อิสมาอิล เลขาธิการกลุ่มโรฮิงญาในประเทศไทย

    โดยหลังตกลงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เครือข่ายจึงแถลงสั้นๆ ถึงสาเหตุที่ถูกยุติการจัดแถลงข่าว โดยเจ้าหน้าที่อนุญาตให้ผู้อภิปรายอ่านแถลงการณ์ข้อเรียกร้องและงดตอบคำถามสื่อมวลชน โดยทางเครือข่ายมีข้อเสนอต่อออง ซาน ซูจี เพื่อพิจารณาในการพัฒนาแนวทางจัดการกลุ่มชาติพันธุ์ชาวโรฮิงญา และให้ทบทวน พ.ร.บ.สัญชาติ ที่ออกสมัยรัฐบาลทหารพม่าเมื่อ ค.ศ. 1982 ที่ทำให้ชาวโรฮิงญากลายเป็นบุคคลไร้สัญชาติ

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ไทยพีบีเอสโพสต์ชวนประชาชน ร่วมตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครกรรมการนโยบาย 5 ตำแหน่ง ระบุส่งข้อมูล ภายใน 27 มิ.ย. นี้

     

    23 มิ.ย. 2559 วานนี้ (22 มิ.ย.) เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส โพสต์รายชื่อผู้สมัครกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส พร้อมระบุเชิญชวนประชาชน ร่วมตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครฯ โดยระบุว่าสามารถส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องไปที่ ประธานกรรมการสรรหากรรมการนโยบายไทยพีบีเอส สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เลขที่ 145 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210 หรือที่อีเมล BOGSelection@thaipbs.or.th ภายในวันที่ 27 มิ.ย. 2559

    สำหรับการสรรหาคณะกรรมการนโยบายครั้งนี้ เป็นการสรรหากรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ที่ว่างลงจำนวน 5 ตำแหน่ง คือ ด้านการบริหารจัดการองค์กร 2 ตำแหน่ง และด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย การพัฒนาชุนชนหรือท้องถิ่น การเรียนรู้และการศึกษา การคุ้มครองและพัฒนาเด็กเยาวชนหรือครอบครัว หรือการส่งเสริมสิทธิของผู้ด้อยโอกาสทางสังคม 3 ตำแหน่ง

    ด้านการบริหารจัดการองค์กร มีผู้สมัคร 30 ราย อาทิ นพ.วิชัย โชควิวัฒน อดีตกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ประธานกรรมการนโยบาย ส.ส.ท.

    ด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย การพัฒนาชุนชนหรือท้องถิ่นฯ มีผู้สมัคร 42 ราย อาทิ วิทยากร เชียงกูล อมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ไพโรจน์ พลเพชร จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน

    ดูรายชื่อที่ http://event.thaipbs.or.th/bog/news/?id=429

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ทหารนาวิกโยธินรวบ โรมและสมาชิก NDM นักศึกษาจากหลายสถาบัน พร้อมคนงานไทรอัมพ์รวม 13 คน ขณะแจกเอกสารรณรงค์ประชามติร่างรธน.ย่านนิคมบางพลี โดนตั้งข้อหาขัดคำสั่ง คสช.ชุมนุมเกิน 5 คน ยอมประกันตัว 6 คน ขณะนศ.7 คนไม่ประกัน ยืนยันไม่ได้ทำสิ่งได้ผิด นอนห้องขังสถานีตำรวจ เตรียมฝากขังศาลทหาร

    23 มิ.ย. 2559 เมื่อราว 17.30 น. ขณะที่สมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่แจกเอกสารรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่หน้านิคมอุตสาหกรรมบางพลี จ.สมุทรปราการ เจ้าหน้าที่ทหารนาวิกโยธินได้เข้ามาเจรจากับรังสิมันต์ โรม สมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ให้หยุดทำกิจกรรม จากนั้นไม่นานก็มีการอุ้มรังสิมันต์และเพื่อนขึ้นรถกระบะไปโดยอ้างว่าจะนำตัวไปพบนายอำเภอ

    เวลา 18.50 น. ที่ สภ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ มีนักกิจกรรมคาดว่าราว 13 คนถูกควบคุมตัวมายังสถานีตำรวจ โดยในจำนวนนี้เป็นคนงานซึ่งเป็นกรรมการสหภาพแรงงานไทรอัมพ์รวมอยู่ด้วย 3 คนเนื่องจากมาร่วมช่วยแจกเอกสารแจ้งข่าวเรื่องการลงทะเบียนใช้สิทธินอกเขตให้แก่คนงานด้วย

    ขณะนี้ทนายกำลังเดินทางไปยังสถานีตำรวจแต่ยังไม่ถึงที่หมาย อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดถูกนำตัวเข้าไปรอในห้องสอบสวนไปแล้วราวครึ่ง ชม. โดยรังสิมันต์ โรม นักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ และ นันทพงศ์ ปานมาศ นักศึกษารามคำแหง ถูกควบคุมตัวไปที่ว่าการอำเภอก่อนจะนำตัวมาที่สถานีตำรวจ ขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาใดๆ

    เวลา 22.40 น. ภาวิณี ชุมศรี ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ให้สัมภาษณ์ว่า ล่าสุด ตร. สภ.บางเสาธง แจ้งบันทึกจับกุมแก่ นักศึกษาขบวนการประชาธิปไตยใหม่และกรรมการสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ รวม 13 คน ด้วยข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 เรื่องการชุมนุมเกิน 5 คน โดยทั้ง13 คน ยืนยันไม่ลงชื่อในบันทึกจับกุม จากนั้นคาดว่าจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำโดยพนักงานสอบสวน เบื้องต้นผู้ถูกจับกุมจำนวนหนึ่งยืนยันจะไม่ประกันตัว และจะถูกควบคุมตัวไว้ที่ สภ.บางเสาธง ก่อนจะนำตัวฝากขังศาลทหาร กรุงเทพฯ ในวันพรุ่งนี้ (24 มิ.ย.)

    ต่อมา เพจศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ล่าสุดมีนักกิจกรรม 6 คนจะขอยื่นประกันตัวรวมถึงพนักงานจากจากกลุ่มแรงงานไทรอัพท์ ส่วนนักกิจกรรมจาก NDM อีก 7 คนยืนยันจะไม่ประกันตัวเพราะเห็นว่าไม่ควรเสียหลักทรัพย์หรือเงินเพื่อให้ได้รับเสรีภาพที่ถูกพรากไปโดยเจ้าหน้าที่ พร้อมยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิดใด ๆ

    เวลาประมาณ 22.45 น. องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) โพสต์ในเพจเฟซบุ๊กแสดงความไม่เห็นด้วยกับเจ้าหน้าที่พร้อมข้อเรียกร้อง

    "องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้คำนึงถึงสิทธิเเละเสรีภาพในการเเสดงออกของทุกฝ่าย โดยมีข้อคิดเห็นดังนี้
    1. ขอแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการเข้าควบคุมตัวด้วยวิธีการที่รุนแรง ไม่เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย
    2. ขอให้มีการตรวจสอบการควบคุมที่ตัวเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่
    3. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ที่ถูกควบคุมตัวจะได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสและเที่ยงธรรม"

    เวลา 23.51 น. ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ออกแถลงการณ์ เรียกร้องปล่อยตัวผู้จัดกิจกรรมทั้งหมด พร้อมยืนยันการรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญเป็นเสรีภาพที่ประชาชนพึงกระทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ หรือรณรงค์ให้ไม่ร่วมลงประชามติก็ตาม นอกจากนี้ ระบุด้วยว่า ในการทำกิจกรรมเมื่อช่วงเย็นมีการแจกเอกสารลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตจังหวัด เนื่องจากที่ผ่านมามีผู้ลงทะเบียนน้อยกว่าที่เคย การจัดกิจกรรมครั้งนี้จึงเป็นการพิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชนโดยตรง ชี้การกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารในครั้งนี้ผิด ทั้งในแง่ของการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และการบ่อนทำลายผลประโยชน์ของประชาชน

    รายชื่อทั้ง 13 คน ได้แก่
    1. นายรังสิมันต์ โรม
    2. นายนันทพงศ์ ปารมาศ
    3. นายกรกช แสงเย็นพันธ์
    4. นายวรวุฒิ บุตรมาตร
    5. นางสาวกรชนก ชนะคูณ
    6. นางสาวเตือนใจ แวงคำ
    7. ปีใหม่ รัฐวงษา
    8. นายสมสกุล ทองสุกใส
    9. นายอนันต์ โลเกตุ
    10. นางสาวพรรทิพย์ แสงอาทิตย์
    11. นายธีรยุทธ นาบนารำ
    12. นายยุทธนา ดาศรี
    13. นายรักษ์ชาติ วงศ์อธิชาติ

     

    แถลงการณ์ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (New Democracy Movement - NDM)
    เรื่อง การจับกุมตัวผู้จัดกิจกรรมแจกเอกสารรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญและเอกสารลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตจังหวัด
    ตามที่เมื่อเวลาประมาณ 17.30 น. ของวันที่ 23 มิถุนายน 2559 เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าจับกุมตัวสมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่และประชาชนรวม 13 คน ที่จัดกิจกรรมแจกเอกสารรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญและเอกสารลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตจังหวัด ที่ตลาดเคหะบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยนำตัวมาที่สถานีตำรวจภูธรบางเสาธง พร้อมทั้งแจ้งข้อหาชุมนุมทางการเมืองเป็นจำนวน 5 คนขึ้นไปตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 และเตรียมนำตัวไปพิจารณาคดีที่ศาลทหารในวันรุ่งขึ้นนั้น
    ขบวนการประชาธิปไตยใหม่มีความเห็นว่าการรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญเป็นเสรีภาพที่ประชาชนพึงกระทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ หรือรณรงค์ให้ไม่ร่วมลงประชามติก็ตาม เพราะการให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจะทำให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วน และตัดสินใจลงประชามติได้อย่างตรงตามความต้องการของพวกเขาอย่างแท้จริง

    อีกทั้งในครั้งนี้ ผู้จัดกิจกรรมยังได้แจกเอกสารลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตจังหวัด ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ลงทะเบียนเป็นจำนวนน้อยกว่าที่เคยมีในการเลือกตั้งที่ผ่านมามาก อันสะท้อนถึงความไม่มีประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐ การจัดกิจกรรมครั้งนี้จึงเป็นการช่วยให้ประชาชนรับทราบถึงสิทธิและการรักษาสิทธิของพวกเขา เป็นการพิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชนโดยตรง

    การกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารในครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่ผิด ทั้งในแง่ของการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และการบ่อนทำลายผลประโยชน์ของประชาชน

    ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ขอประณามการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารและ คสช. และขอเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้จัดกิจกรรมทั้งหมดโดยปราศจากเงื่อนไข

    สุดท้ายนี้ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ขอให้ประชาชนทั้งหลายลองทบทวนถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาในช่วงเวลานี้ ว่าประชามติครั้งนี้มีความเป็นธรรมหรือไม่ และร่างรัฐธรรมนูญนี้มีเพื่อผลประโยชน์ของใครกันแน่

    ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (New Democracy Movement - NDM)
    23 มิถุนายน 2559

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ส.ส.พรรคเดโมแครตในสหรัฐฯ พากันประท้วงเรียกร้องให้มีการอภิปรายและลงมติกันในระเด็นกฎหมายควบคมอาวุธปืนที่เข้งวดขึ้นเพื่อหวังป้องกันเหตุกราดยิงในสหรัฐฯ ที่เกิดเหตุบ่อยครั้งขึ้น พวกเขาประท้วงด้วยการนั่งปักหลักบนพื้นห้องของที่ประชุมสภาในขณะที่การอภิปรายในเรื่องอื่นๆ ยังดำเนินต่อไป เมื่อผ่านไป 26 ชั่วโมง พวกเขาจึงยุติการนั่งประท้วงดังกล่าว

    ส.ส.พรรคเดโมแรต ปักหลักประท้วงในสภาคองเกรสเป็นเวลา 26 ชั่วโมง เรียกร้องให้มีการลงมติกฎหมายป้องกันการแพร่หลายของเหตุความรุนแรงจากอาวุธปืน (ที่มาของภาพประกอบ: VOA)

    23 มิ.ย. 2559 กลุ่ม ส.ส. พรรคเดโมแครต ของสหรัฐอเมริกา พากันนั่งปักหลักประท้วงในสภาคองเกรส เพื่อเรียกร้องให้มีการโหวตลงมติร่างกฎหมายป้องกันการแพร่หลายของเหตุความรุนแรงจากอาวุธปืน เช่น การขยายการตรวจสอบภูมิหลังของผู้ซื้ออาวุธปืนรวมถึงการซื้อแบบออนไลน์เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎป้องกันไม่ให้ผู้อยู่ในรายชื่อผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นผู้ก่อการร้ายของเอฟบีไอสามารถซื้อปืนได้

    ส.ส.เดโมแครตนั่งปักหลักประท้วงกันตั้งแต่ช่วงกลางวันของวันที่ 22 และยังคงปักหลักประท้วงอย่างต่อเนื่องมาจนถึงช่วงเช้าของวันที่ 23 การประท้วงในครั้งนี้นำโดย จอห์น ลูอิซ ส.ส. ผู้เคยทำงานด้านสิทธิพลเมือง ลูอิซกล่าวว่าจะต้องมีพ่อแม่ของคนอีกกี่คนต้องหลั่งน้ำตาแห่งความเจ้บปวดก่อนที่เราจะทำอะไรสักอย่าง พวกเขาต้องไม่แสร้งทำเป็นละเลยความจริงที่ว่ามีเหตุรุนแรงจากอาวุธปืนเกิดขึ้นในประเทศพวกเขา

    เดอะการ์เดียนรายงานว่าในช่วงเย็นจนถึงเที่ยงคืนของวันพุธในขณะที่การนั่งปักหลักประท้วงกำลังดำเนินต่อไปนั้นผู้ปักหลักประท้วงก็พยายามตะโกน เปล่งคำขวัญ หรือร้องเพลง เพื่อก่อกวนกระบวนการของโฆษกสภา มีการด่าทอกันกับ ส.ส.พรรคริพับริกัน จนเกรงว่าจะขยายเป็นเหตุรุนแรงอยู่บางช่วง พวกเขานั่งปักหลักประท้วงไปเรื่อยๆ แม้จะเป็นช่วงที่มีการอภิปรายในประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องอาวุธปืน ส.ส.พรรคเดโมแครตยังคงผลัดกันหมุนเวียนเข้าออกพื้นที่ประท้วงกับที่นั่งในสภาเพื่อร่วมโหวตในประเด็นอื่นๆ โดยที่ยังคงพื้นที่ประท้วงไว้ได้

    ในบางช่วงผู้นั่งปักหลักประท้วงก็ร่วมกันร้องเพลงประท้วงยอดนิยมของการเรียกร้องสิทธิพลเมืองอย่างเพลง "We Shall Overcome" หรือ "พวกเราต้องฝ่าฟันไปให้ได้" และหลังจากที่มีการโหวตนประเด็นอื่นๆ เสร็จสิ้นกลุ่ม ส.ส.เดโมแครตก็พากันตะโกนว่า "ให้พวกเราได้โหวต ให้พวกเราได้โหวต ให้พวกเราได้โหวต" ก่อนที่จะมีการพักประชุมสภาฯ

    ส.ส.เดโมแครตพากันประท้วงในเรื่องนี้หลังจากที่มีเหตุกราดยิงผู้คนจำนวนมากในสถานบันเทิงของคนรักเพศเดียวกันในเมืองออร์แลนโดช่วงสัปดาห์ที่แล้ว  อย่างไรก็ตาม ส.ส.จากพรรคริพับลิกันจากเท็กซัสก็ยืนประจัญหน้ากับส.ส.จากออร์แลนโดแล้วตะโกนใส่ว่า "กลุ่มอิสลามหัวรุนแรงเป็นผู้สังหารประชาชนเหล่านี้" ส.ส.ริพับลิกันรายนี้อ้างว่าเขาโมโหที่พรรคเดโมแครตพยายามจะทำให้ประเด็นการสังหารประชาชนในสถานบันเทิงเป็นประเด็นเรื่องการควบคุมอาวุธปืนแต่อย่างเดียว

    ลูอิซ และส.ส.พรรคเดโมแครตรายอื่นๆ ยังส่งจดหมายเปิดผนึกให้กับโฆษกสภาเพื่อเรียกร้องเรื่องการออกกฎหมายควบคุมอาวุธปืน โดยระบุถึงปัญหาอาวุธปืนที่ตลอดช่วง 12 ปีที่ผ่านมาได้คร่าชีวิตผู้คนในสหรัฐฯ มากกว่าโรคเอดส์ สงคราม และการใช้ยาเสพติดเกินขนาดแต่รัฐสภาไม่มีมาตรการใดๆ เลยในการป้องกันความเสียหายเหล่านี้ พวกเขาจึงขอเป็นตัวแทนครอบครัวผู้ที่เป็นห่วงในเรื่องอาวุธปืนปักหลักประท้วงจนกว่าจะมีการอภิปรายและลงมติในเรื่องนี้อย่างจริงจัง

    ล่าสุดหลังดำเนินการประท้วงมาเป็นเวลาเกือบ 26 ชั่วโมง ส.ส.พรรคเดโมแครต กลุ่มดังกล่าวได้ยุติการประท้วง โดยรายงานของ VOAจอห์น ลูอิซ กล่าวว่า "การต่อสู้ยังไม่จบ นี่เป็นขั้นตอนหนึ่ง"

     

    เรียบเรียงจาก

    BREAKING: Democrats Just Staged a Sit-In to Demand Gun Reform Vote, US Uncut, 22-06-2016 http://usuncut.com/politics/democrats-sit-in-house-gun-control/

    Democrats continue House sit-in demanding vote on gun control, The Guardian, 23-06-2016 https://www.theguardian.com/us-news/2016/jun/22/house-democrats-stage-sit-vote-gun-control

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2559 ที่ศาลทหาร มีนัดสอบคำให้การเงินคูณ หนึ่งในจำเลยที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่ใน ‘เครือข่ายบรรพต’ โดยเงินคูณรับสารภาพและศาลพิพากษาจำคุก 10 ปี รับสารภาพลดกึ่งหนึ่ง คงเหลือโทษจำคุก 5 ปี

    “ผมอยากต่อสู้คดี เพราะรู้สึกว่าโดนพ่วงมาแบบไม่น่าจะเป็นประเด็นได้เลย แต่ตอนนี้มันก็ผ่านมาปีกว่าแล้ว สถานการณ์บ้านเมืองก็ไม่น่าจะคลี่คลายโดยเร็ว ผมประเมินว่าอีกหลายปีกว่าจะมีเลือกตั้ง แล้วผมก็ต้องถูกขังค้างเติ่งอย่างนี้ ผมพยายามสู้แล้วไม่ใช่ไม่สู้ โดยยื่นเรื่องว่าควรต้องพิจารณาคดีที่ศาลอาญา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ ตอนยื่นเรื่องศาลบอกขอเวลา 15 วัน หลังจากนั้น 8   เดือนผมไม่ถูกเบิกตัวมาศาลอีกเลย 15 วันกับ 8 เดือนมันคนละเรื่อง ผมจึงคิดว่าผมควรยอมรับสภาพและรู้แน่ชัดว่าตัวเองต้องติดกี่ปี” เงินคูณกล่าว

    ทั้งเงินคูณและศิวาพร เป็น 2 คนในจำนวน 12 คนที่ขอต่อสู้คดี จึงถูกแยกคดีออกมาฟ้องใหม่ (สำหรับคดีของ 10 คนที่เหลืออ่านที่นี่) จากนั้นจำเลยทั้งสองส่งให้ศาลตีความว่าคดีดังกล่าวควรจะอยู่ในอำนาจศาลอาญาหรือไม่ ซึ่งทั้งศาลอาญาและศาลทหารเห็นตรงกันว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลทหาร ต่อมาเงินคูณกลับคำให้การเป็นรับสารภาพ ขณะที่ศิวาพรยังคงยืนยันขอต่อสู้คดี ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าว่าจะนัดคดีเมื่อใดเนื่องจากอัยการต้องทำคำฟ้องใหม่อีกครั้ง

    นอกจากนี้ยังมีจำเลยในเครือข่ายบรรพตที่ถูกแยกฟ้องคดีตั้งแต่แรกอีก 2 คนคือ อัญชัญ และธารา คดีของทั้งคู่ยังอยู่ระหว่างการสืบพยานในศาลทหาร ทั้งเงินคูณ ศิวาพร อัญชัญ และธารา ถูกคุมขังในเรือนจำตั้งแต่วันจับกุมเมื่อราวเดือนม.ค.-มี.ค.2558

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    สุเทพ เทือกสุบรรณ โพสต์ว่าจะไปลงประชามติรับรัฐธรรมนูญ และตั้งแต่ศุกร์นี้จะพูดเรื่องรัฐธรรมนูญทุกวันในเวลา 14.00 น. ทางเฟซบุ๊ก Live

    23 มิ.ย. 2559 สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กว่า "ตั้งแต่ 24 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป ผมจะพูดเรื่องรัฐธรรมนูญทุกวัน ตอนบ่ายสองโมง" ทั้งนี้จะเป็นการถ่ายทอดสดผ่าน https://www.facebook.com/suthep.fb

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    23 มิ.ย.2559 สำนักข่าวไทยรายงานว่า ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) นำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พร้อมด้วยนางธิดา ถาวรเศรษฐ พร้อมสมาชิกกลุ่มมายื่นหนังสือต่อกรรมการสิทธิมนุษยชน(กสม.) มีนางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิฯ เป็นผู้รับเรื่อง โดยกลุ่มนปช.ขอให้ตรวจสอบกรณีรัฐบาลขัดขวางการตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ ซึ่งถือว่าเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ

    “ก่อนที่นปช.จะเปิดศูนย์ปราบโกงฯ วันที่ 5 มิถุนายนไม่มีฝ่ายไหนขัดขวาง แม้แต่นายกรัฐมนตรี หรือกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ก็สนับสนุน แต่มามีปัญหา 2 วันก่อนจะเปิดศูนย์ฯ ในภูมิภาควันที่ 19 มิถุนายน โดยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าทำไม่ได้ และมีเจ้าหน้าตำรวจมาปิดล้อมและไม่ให้เปิด จนเมื่อวานนี้ (22 มิ.ย.) ได้มีหมายเรียกแกนนำนปช. 19 คน โดยไม่รระบุข้อหาว่าทำผิด พ.ร.บ.ประชามติ แต่กลับระบุว่ามีความผิดตามประกาศ คสช.ที่ 3/2558 ชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ทั้งที่การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ กฎหมายสูงสุดของประเทศ ควรเปิดให้แสดงความคิดเห็นของทั้งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้าน ขนาดประเทศอังกฤษจะทำประชามติแยกอังกฤษออกจากอียู ยังให้ประชาชนแสดงความเห็นได้เต็มที่ แต่ของประเทศไทยการแสดงความเห็นของประชาชนอยู่ในบรรยากาศความกลัว” นายจตุพร กล่าว

    นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า สิทธิมนุษยชนของคนไทยอยู่ในขั้นวิกฤติแล้ว บรรยากาศการออกเสียงประชามติ การแสดงความเห็นต่าง ควรได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ แต่ขณะนี้การแสดงความเห็นของประชาชนถูกควบคุม ลิดรอน จำกัดสิทธิ ทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ถูกยัดเยียดข้อกล่าวหา เป็นผู้ต้องหา เป็นจำเลย เป็นผู้ต้องขัง ซึ่งวิกฤตินี้ กรรมการสิทธิมีบทบาทอย่างไรบ้างในการทำหน้าที่ท่ามกลางรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร

    “ขณะนี้ครู ก.และครู ข.ยัดเยียดให้ครู ค. ที่เป็นอาสาสมัครที่ได้รับมอบหมายไปทำหน้าที่ชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญกับประชาชน ถูกคุกคามละเมิดสิทธิอย่างร้ายแรง เพราะถูกยัดเยียดเนื้อหาให้ไปพูดสนับสนุนให้รับร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ครูค.บางคนอาจจะไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ จึงค่อนข้างแน่ใจว่าใกล้วันประชามติจะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างอยุติธรรมกับคนที่เห็นต่างมากขึ้น แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกผม ในวันที่ 30 มิถุนายนที่ออกหมายเรียกจะมีการปฎิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ขอยืนยันว่าว่าสิ่งที่พวกผมทำไม่มีความผิด ผมพร้อมจะเอาชีวิตและอิสรภาพเดินไปข้างหน้าอย่างไม่ลังเล นี่ไม่ใช่การท้าทาย แต่ต้องวัดหัวใจกัน” นายณัฐวุฒิ กล่าว

    นางธิดา เรียกร้องให้กรรมการสิทธิกู้เกียรติภูมิ เพราะกรรมการสิทธิชุดเก่าก็เข้าข้างกับฝ่ายละเมิดสิทธิ ขอให้กรรมการสิทธิชุดนี้แสดงท่าทีเรื่องดังกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตุว่าการที่นายกรัฐมนตรีโทรศัพท์คุยกับนายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ เชื่อว่าเลขาฯ ยูเอ็นคงพูดเพียงสั้นๆ และเห็นว่าการที่นายกรัฐมนตรีโทรศัพท์ไปหาถือว่ายิ่งกว่าไปฟ้อง นินทาพรรคการเมือง ซึ่งไม่ควรเอาเรื่องในประเทศไปฟ้องใคร ที่ผ่านมาเราร้องเรียนแต่เรื่องสิทธิมนุษยชน แต่ต่อไปจะไปร้องเกี่ยวกับการเลือกตั้งและประชามติ

    ด้านนางอังคณา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้กรรมการสิทธิได้แสดงความห่วงใยต่อเนื้อหาของประกาศกกต.ที่กำหนดอะไรทำได้ไม่ได้ เนื่องจากเห็นว่ามีความเคร่งครัดมาก ไม่เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ ส่วนที่มาร้องเรียนก็จะรับไว้พิจารณา จะพยายามเร่งดำเนินการ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่ทางกลุ่ม นปช.จะมา ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล 2 หรือ บก.น.2 ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ จำนวน 1 หมวด หรือ 48 นาย มาดูแลความเรียบร้อย เนื่องจากทางการข่าวได้รับรายงานว่ากลุ่มนปช.จะเดินทางมาจำนวนมาก จึงเกรงว่าจะเกิดปัญหามือที่สาม

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้มที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ FCCT ห้ามเครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐจัดเสวนาแนวทางแก้ปัญหาไร้รัฐของชาวโรฮิงญา โดยให้อ่านข้อเสนอ 15 นาทีแล้วปิดงาน ห้ามสื่อซักถาม เครือข่ายเรียกร้อง 'ออง ซาน ซูจี' ทบทวนกฎหมายยุครัฐบาลทหารพม่า พ.ร.บ.สัญชาติ ค.ศ. 1982 ที่มีผลเพิกถอนสัญชาติชาวโรฮิงญา ให้หน่วยงานระหว่างประเทศมีส่วนแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ผู้อพยพ และช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

    23 มิ.ย. 2559 10.30 น. ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ แห่งประเทศไทย หรือ FCCT มีการจัดแถลงยื่นข้อเสนอการแก้ไขปัญหาผู้อพยพย้ายถิ่นชาวโรฮิงยาจากประเทศพม่า เพื่อเสนอต่อ ออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ ซึ่งเดินทางเยือนประเทศไทยในช่วงวันที่ 23-25 มิ.ย. 2559 นี้

    ในการแถลงข่าวซึ่งจัดโดยเครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ (CRSP) และ Asylum Access Thailand (AAT) สามารถจัดได้ไม่เกิน 15 นาทีเท่านั้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน. ลุมพินี เข้ามาควบคุมพื้นที่ FCCT และขอให้ผู้จัดงานยกเลิกการแถลงข่าว โดยอ้างว่าเข้าข่ายความผิดในมาตรา 116 ตามประมวลกฎหมายอาญา และการแถลงข่าวอาจส่งผลกระทบต่อรายงานเรื่องบัญชีการค้ามนุษย์ที่ไทยอยู่ในบัญชีที่ 3 (Tier 3) หรือกลุ่มประเทศที่มีสถานการณ์ค้ามนุษย์เลวร้าย ติดต่อกัน 2 ปี และสหรัฐอเมริกากำลังจะเผยแพร่รายงานออกมาเร็วๆ นี้

    ทั้งนี้ ผู้แถลงข่าวได้ทำการเจรจาต่อรอง จนทางเจ้าหน้าที่อนุญาตให้จัดกิจกรรมเพียงแค่อ่านแถลงการณ์อย่างเดียวเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ตั้งวงเสวนาหรือ ถาม-ตอบคำถามใดๆ ในขณะเดียวกันภายในงานพบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจกระจายกำลังกันอยู่โดยรอบสถานที่ประมาณ 20 ราย

    โดยพุทธนี กางกั้น เจ้าหน้าที่จาก Fortify Rights ผู้จัดงาน กล่าวว่า เมื่อวานนี้ (22 มิ.ย.)ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจติดต่อผ่านมายังผู้ประสานงานขององค์กรว่า ขอให้ยกเลิกกิจกรรมดังกล่าว แต่ในเช้าวันจัดงานก็ได้มีการเรียกตัวกลุ่มผู้จัดไปพบที่ สน.ลุมพินี ในช่วงเช้า เพื่อเจรจาว่าจะให้กิจกรรมดำเนินไปเพียงแต่อ่านข้อเสนอแต่เพียงเท่านั้น ไม่อนุญาตให้เกิดการสัมภาษณ์หรือตอบคำถามใดๆ จากสื่อมวลชน เนื่องจากเกรงว่าคำถามจะนำไปสู่ประเด็นที่อ่อนไหวได้ นอกจากการเรียกพบกลุ่มผู้จัดในตอนเช้า ยังมีการเรียกพบฮัญจี อิสมาอิล เลขาธิการกลุ่มโรฮิงยาในประเทศไทย ที่บริเวณหน้าโรงแรมอินเตอร์คอนดิเน็นตัล อีกด้วย

    พุทธนี ได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เหตุผลที่ต้องขอให้ยกเลิกการจัดงานเพราะว่าขณะนี้ ออง ซาน ซูจี มีกำหนดการเดินทางมาเยี่ยมประเทศไทย จึงไม่อยากให้เสียความสัมพันธ์อันดี เนื่องจากไทยกับพม่ากำลังจะมีข้อตกลงหลายๆ อย่างร่วมกัน โดยเจ้าหน้าที่ได้เน้นย้ำว่าครั้งนี้เป็นการตักเตือน ไม่ใช่การตั้งข้อหา แต่หากไม่มีการปฏิบัติตามก็จะมีการใช้มาตรการที่เข้มข้นมากขึ้น

    พุทธนี ได้กล่าวทิ้งท้ายถึงสถานการณ์เรื่องผู้อพยพโรฮิงญาในไทยว่า มีความเป็นห่วงต่อกลุ่มผู้อพยพ เนื่องจากหากเจ้าหน้าที่ตำรวจมีความกังวลมากเกินไปต่อหัวข้อดังกล่าวก็อาจจะทำให้กลุ่มชาวโรฮิงญาในไทยได้รับความลำบากในการใช้ชีวิตมากขึ้น จึงอย่าจะขอให้เข้าใจว่าเป้าหมายหลักของการจัดงานจริงๆ แล้ว เพียงต้องการที่จะนำเสนอข้อเสนอของภาคประชาสังคมที่ต้องการจะนำเสนอเรื่องชาวโรฮิงญา ไม่ได้มีเจตนาที่จะไปพูดถึงเรื่องความมั่นคงแต่อย่างใด

    โดยข้อเสนอเพื่อการแก้ไขปัญหาชาวโรฮิงญามีดังนี้

    000

    เรื่อง ข้อเสนอการแก้ไขปัญหาผู้อพยพย้ายถิ่นชาวโรฮิงญาจากประเทศพม่า

    กราบเรียน ฯพณฯ ของ ออง ซาน ซูจี ประธานที่ปรึกษาแห่งรัฐ และรัฐมนตรีต่างประเทศ

    เนื่องในโอกาสที่ท่านมาเยือนประเทศไทย ในวันที่ 23-25 มิถุนายน 2559 เราเครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ (CRSP) ที่ประกอบด้วยสถาบันวิชาการ องค์กรสิทธิมนุษยชน องค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรศาสนาในประเทศไทยเห็นว่า ที่ได้ทำงานช่วยเหลือศึกษากลุ่มผู้อพยพเคลื่อนย้ายในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้อพยพชาวโรฮิงยาทั้งจากประเทศพม่าและบังคลาเทศ จึงเรียกร้องต่อท่านดังนี้

    ให้ทบทวน พ.ร.บ. ความเป็นพลเมือง (สัญชาติ) ค.ศ. 1982 เพื่อยุติการไร้รัฐ ไร้สัญชาติของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวโรฮิงญา รวมถึงให้คืนสถานะสัญชาติให้กับชาวโรฮิงญาที่เคยมีสัญชาติพม่ามาก่อนการบังคับใช้ พ.ร.บ. ความเป็นพลเมืองฉบับดังกล่าว

    ให้รัฐบาลพม่าอนุญาตให้หน่วยงานระหว่างประเทศเข้าถึงและดำเนินกิจกรรมให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์โดยเฉพาะชาวโรฮิงญาในพื้นที่รัฐยะไข่ ที่เข้าไม่ถึงบริการและความช่วยเหลือ

    ให้ยุติการเลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยในรัฐต่างๆ ในประเทศพม่า โดยเฉพาะชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ และให้พิจารณารับรองสนธิสัญญาที่รับรองสิทธิมนุษยชน เช่น CERD และปฏิญญาที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของบุคคลไร้รัฐและปฏิญญาในการลดจำนวนคนไร้รัฐในประเทศ

    ให้จัดตั้งคณะทำงานร่วมกับประเทศที่เกี่ยวข้อง และองค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งประบวนการบาหลี (Bali Process) ในการแก้ไขปัญหาผู้อพยพลี้ภัยและผู้เป็นเหยื่อการค้ามนุษย์จากประเทศพม่าที่รวมถึงชาวโรฮิงญา และให้หลักประกันในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

    ให้รัฐบาลพม่าตั้งคณะทำงานร่วมกันกับประเทศที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมและพิสูจน์สัญชาติในกระบวนการส่งกลับโดยสมัครใจของผู้อพยพตามแนวชายแดนไทย-พม่า โดยการมีส่วนร่วมจากประชาสังคม

    เครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ (CRSP)

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    PERMATAMAS ออกแถลงการณ์เห็นด้วยกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในการยืนยันการเป็นพื้นที่กลาง และยินดีสนับสนุนให้เป็นเจ้าภาพสร้างพื้นที่กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและถกแถลงเพื่อหาทางออกทั้งในประเด็นสิทธิมนุษยชนและโรงไฟฟ้าถ่านหินในเร็ววัน

    23 มิ.ย. 2559 ตูแวดานียา ตูแวแมแง และดิเรก เหมนคร ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนชายแดนใต้ ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ (PERMATAMAS) ออกแถลงการณ์เครือข่าย PERMATAMAS เรื่อง “เห็นด้วยกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในการยืนยันการเป็นพื้นที่กลาง และยินดีสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพสร้างพื้นที่กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและถกแถลงเพื่อหาทางออกทั้งในประเด็นสิทธิมนุษยชนและโรงไฟฟ้าถ่านหินในเร็ววัน”

    โดยแถลงการณ์ ระบุว่า จากการที่เครือข่าย PERMATAMAS ได้มีการจัดเสวนาสาธารณะ “สันติภาพจอมปลอม เมื่อรัฐคุกคามนักสิ่งแวดล้อมและนักสิทธิ” ในวันนี้ 21 มิ.ย.2559 แต่มีเหตุให้ต้องเปลี่ยนสถานที่จัดการเสวนา และทางมหาวิทยาลัยได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2559 “ยืนยันการเป็นพื้นที่กลางเพื่อหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้” นั้น ทางเครือข่ายฯ ขอแสดงความชื่นชมและเห็นด้วยกับจุดยืนของทางมหาวิทยาลัยในการเป็นพื้นที่กลางสำหรับทุกฝ่ายในการร่วมกันแสวงหาทางออกอย่างสร้างสรรค์เพื่อสันติภาพชายแดนใต้

    บทสรุปประการสำคัญของวงเสวนาที่จัดไปแล้วนั้น มีความชัดเจนว่า สังคมชายแดนใต้/ปาตานีที่ยังเป็นพื้นที่ขัดแย้งในหลายประเด็นโดยเฉพาะประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและความรุนแรง รวมทั้งประเด็นความขัดแย้งด้านการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมนั้น ส่วนหนึ่งที่เป็นปัญหาบานปลายและขัดแย้งร้าวลึก เกิดจากที่ผ่านมาเสียงของภาคประชาชนต่อประเด็นปัญหาต่างๆนั้นไม่ได้ถูกใส่ใจจากผู้มีอำนาจเท่าที่ควร และการขาดซึ่งองค์กรที่มาทำหน้าที่เป็นกลไกที่ทุกฝ่ายยอมรับในการสร้างพื้นที่กลางให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งความเป็น “มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์” มีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะมารับภาระหน้าที่นี้

    เครือข่าย PERMATAMAS จึงคาดหวังกับการเกิดขึ้นจริงของพื้นที่กลางตามที่ทางมหาวิทยาลัยได้แถลงไว้ โดยมีทางมหาวิทยาลัยสามารถมีบทบาทอย่างกระตือรือร้น (pro-active) ในการเป็นกลไกการจัดการ อำนายความสะดวก และเป็นเป็นกลไกผลักดันการสร้างฉันทามติและแสวงหาคำตอบที่ดีที่สุดไปทีละประเด็นได้ มหาวิทยาลัยสามารถสร้างให้เกิดกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริง การถกแถลงอย่างสร้างสรรค์ด้วยข้อมูลและหลักวิชาการ รวมทั้งการแสวงหาทางออกด้วยความเข้าใจ ทั้งในประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม และประเด็นอื่นๆ อันจะทำให้เงื่อนปมแห่งความรุนแรงที่มัดแน่นค่อยๆคลายไปทีละปม และหนทางแห่งสันติวิธีค่อยๆเกิดเป็นความหวังของผู้คน

    และเพื่อให้จุดยืน “ในการเป็นพื้นที่กลาง” ดังกล่าวของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ตามที่ได้แถลงไว้ ได้เกิดเป็นรูปธรรมสร้างสรรค์และเป็นส่วนสำคัญแห่งความหวังของสังคมชายแดนใต้ในการหนุนเสริมสันติภาพของชายแดนใต้ได้จริง ทางเครือข่าย PERMATAMAS และนักวิชาการที่เห็นด้วยกับการสร้างรูปธรรม ”การเป็นพื้นที่กลาง” ให้เกิดขึ้นจริง จะขออนุญาตนัดหมายเข้าพบเพื่อหารือกับท่านอธิการบดีในเร็ววันนี้

    "สังคมชายแดนใต้/ปาตานีรอคอยการมีพื้นที่กลางที่มีการจัดการอย่างไม่มีอคติมานานกว่า 12 ปีของสถานการณ์ความไม่สงบ ทางเครือข่ายฯยืนยันว่า จะยินดีร่วมมือและหนุนเสริมกับทางมหาวิทยาลัยสงขานครินทร์ในการสร้างพื้นที่กลางให้เป็นรูปธรรมแห่งความหวังในการสร้างสันติภาพชายแดนใต้อย่างมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนให้เป็นจริงในเร็ววัน"  แถลงการณ์ PERMATAMAS ระบุตอนท้าย

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    23 มิ.ย.2559 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เวลาประมาณ 12.00 น. อัครเดช หรือ เค อดีตนักศึกษาชั้นปี 4 ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งพ้นโทษและได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ โดยมีเพื่อนและเจ้าหน้าที่มูลนิธิเพื่อเพื่อน (FFA) มารอรับ โดยทางมูลนิธิมอบเงินช่วยเหลืออดีตผู้ต้องขังคดีการเมืองรายนี้เป็นเงิน 2,000 บาท  

    อัครเดช ตกเป็นจำเลยในคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ ตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 14 (1) , (2) , (3) , (4) , (5) ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 

    เขาถูกจับกุมเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2557 ขณะอายุ 24 ปี และเป็นนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ กำลังจะขึ้นชั้นปีที่ 4 ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เขาถูกขังตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพ่อของเขายื่นประกันตัวรวม 4 ครั้งแต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันด้วยเหตุว่าเกรงจะหลบหนี

    เขาถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้ใช้นามแฝง “น้าดมก็รักในหลวงนะ” โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก 1 ข้อความในวันที่ 15 มี.ค.57 จากนั้นในช่วงปลายเดือนมีนาคมมีผู้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษเขากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สุทธิสารพร้อมนำหลักฐานเชื่อมโยงมายังตัวอัครเดชมาให้เจ้าหน้าที่ด้วย ขณะที่นายสุรพล พ่อของจำเลยเคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ก่อนหน้าจะถูกจับกุมลูกชายทะเลาะกับคนในเฟซบุ๊กที่มีความคิดทางการเมืองไม่ตรงกัน และโพสต์ข้อความตั้งคำถามไปเพียงแต่มีการพาดพิงสถาบันอันเนื่องมาจากบทสนทนาทางการเมือง

    30 ก.ย.2557 ที่ศาลอาญา มีการนัดสมานฉันท์ในคดีนี้ โดยจำเลยให้การรับสารภาพพร้อมแถลงประกอบรับสารภาพขอให้ศาลรอลงอาญา ผู้พิพากษามีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะประวัติก่อนจะพิพากษา

    4 พ.ย.2557  ศาลอาญาอ่านคำพิพากษา ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง ลงโทษฐานดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นบทหนักสุด จำคุก 5  ปี คำรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลยไว้ 2 ปี  6 เดือน เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ประกอบการกระทำของจำเลยเป็นการเหยียดหยามสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพของประชาชนชาวไทย ทั้งจำเลยกระทำในลักษณะโฆษณา ทำให้ผู้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงและพบเห็นข้อความดังกล่าวได้ นับเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ ริบของกลาง

    ภายหลังได้รับอิสรภาพ อัครเดช ให้สัมภาษณ์ว่า เขายังคงสงสัยอยู่จนปัจจุบันว่าเขาทำสิ่งใดผิด และมีความเป็นห่วงพ่อวัย 53 ปีซึ่งก็ถูกจำคุกอยู่เช่นเดียวกันจากคดีที่เกี่ยวพันกับการเมือง คดีของพ่อต้องขึ้นศาลทหารและยังไม่มีความคืบหน้า ส่วนเรื่องการศึกษานั้นเขาวางแผนว่าจะหาทางเรียนต่ออีกครั้งและหางานทำเลี้ยงชีพ

    “การเรียนเริ่มใหม่เมื่อไรก็ได้ ไม่เสียใจ ไม่จบก็เรียนไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็จบ แล้วจะหางานทำก๊อกๆ แก๊กๆ ปกติตอนเรียนหนังสือก็ไม่ได้ขอตังค์พ่ออยู่แล้ว ขายของในเน็ตบ้าง ซ่อมรถ ทำก่อสร้างไปด้วย หาเงินเลี้ยงตัวเองอยู่แล้ว” อัครเดชกล่าว

    เขากล่าวถึงชีวิตภายในเรือนจำว่า เขามีความประพฤติดี ไม่เกเร และเรียนมหาวิทยาลัย จึงได้รับความไว้วางใจให้ช่วยเหลืองานเจ้าหน้าที่ และเหตุที่ได้ออกจากเรือนจำเร็วกว่ากำหนด ถูกคุมขังเพียง 2 ปี 3 วันเพราะได้รับการลดวันจำคุกจากการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปในวาระโอกาสต่างๆ ขณะที่อยู่ในเรือนจำเขาเล่นดนตรีและร้องเพลง สร้างกิจกรรมนันทนาการให้กับผู้ต้องขังด้วยกัน รวมถึงสอนการเล่นกีตาร์ให้กับผู้ต้องขังที่สนใจ

    เมื่อถามว่าเขารู้สึกอย่างไรในวันที่พ้นโทษ เขาตอบว่า  “มันไม่ได้ต่างกันนักข้างในกับข้างนอก มันอยู่ในกรอบที่จำกัดมากเหมือนกัน การพูดการคิดเหมือนกันเลย ข้างในแย่ยังไงข้างนอกแย่อย่างนั้น บางคนอาจมองว่าคุกนั้นลำบากมาก แต่เอาจริงๆ ถ้าเป็นคนระดับล่างๆ ข้างนอกก็ลำบากแบบเดียวกันนั่นแหละ ในรั้วเรือนจำมันเหมือนเป็นความโหดร้ายที่ชัดเจน มันไม่พรางหน้าเหมือนข้างนอก คนในเมืองอาจไม่เห็นหรอกว่าความโหดร้ายตามตรอกซอกซอย ตามสลัม เป็นยังไง แต่ข้างในมันชัด การมีอยู่ของความโหดร้ายนั้นทั้งข้างในข้างนอกมีเหมือนกัน แต่ข้างนอกมันพรางตาหรือคนทั่วไปอาจไม่ได้มองมัน”  

    เมื่อถามถึงสิ่งที่สะเทือนใจ เศร้าใจ เขาตอบว่า “ที่รู้สึกเสียใจก็คือ นี่มัน พ.ศ.ไหนแล้ว บ้านเมืองเรายังไม่ไปถึงไหนเลย ข้างในก็ยังโหดร้ายขนาดนี้อยู่เลย มัน พ.ศ.ไหนแล้ว เราเป็นประชาธิปไตยมากี่ปีแล้ว ทำไมมันอยู่ตรงนี้”  

    เมื่อถามว่าเขาสนใจการเมืองได้อย่างไร เขาตอบว่า “ผมสนใจการเมืองมานานแล้ว ผมเรียนที่ใต้ พ่ออยู่กรุงเทพฯ ไม่รู้เลยว่าอุดมการณ์ต่างกันหรือเปล่า แต่พอกลับมาคุยกันก็เจอว่าเหมือนกันเฉยเลย ผมมีช่วงเวลาวัยรุ่นน้อย สิบแปดก็โตเลย ทำงานเลย แล้วก็อ่านข่าวตลอด การเมืองมันกระทบกับเราทุกคน”

    เมื่อถามว่าเขามีความฝันหรือไม่ เขาตอบว่า “ตอนอยู่ข้างในคิดเล่นๆ ว่า ซักวันนึงก็อยากเป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมเหมือนกัน จะได้มาเปลี่ยนเรื่องพวกนี้ ราชทัณฑ์จะได้เข้าใจผู้ต้องขังมากขึ้น เราในฐานะผู้ต้องขัง รู้สึกเลยว่า บางทีมันก็เกินไป และโดยเฉพาะผู้ต้องขังที่มาด้วยคดีแบบนี้ด้วย ผมไม่ได้โดนเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ไม่เข้าใจอย่างเดียว ผู้ต้องขังด้วยกันก็ด้วย เขาไม่เข้าใจ พอรู้ว่าหมิ่นผู้ต้องขังที่เกลียดเรื่องพวกนี้ก็กระทืบเลย โดนตั้งแต่วันแรกที่เข้าไป แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะก็เอาตัวรอดได้”

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai