Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    หนังสือพิมพ์โฟลยา เดอ เซา เปาโล ซึ่งเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ชื่อดังในบราซิลเผยแพร่เอกสารลับที่รั่วไหลระบุว่าการถอดถอนประธานาธิบดีดิลมา รุสเซฟฟ์ นั้นมีการสมคบคิดกันในหมู่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล กองทัพ และผู้บริหารวิสาหกิจน้ำมัน เพื่อตัดตอนการสืบสวนสอบสวนกรณีอื้อฉาวการทุจริตคอร์รัปชันไม่ให้สาวไปถึงตัวพวกเขา ทางสื่อตะวันตกชวนให้เรียกการถอดถอนในครั้งนี้ว่าเป็น 'การรัฐประหาร'

    24 พ.ค. 2559 เอกสารลับดังกล่าวคือสำเนาบทสนทนาทางโทรศัพท์ความยาว 75 นาที ระหว่างโรเมโร ชูกา ผู้ที่ในตอนนั้นเป็นวุฒิสมาชิกและหลังการถอดถอนรุสเซฟฟ์ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีด้านการวางแผน กับ เซอร์จิโอ มาชาโด อดีต ส.ว. ผู้ที่ในปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน 'ทรานส์เปโตร'

    บทสนทนาระหว่างทั้ง 2 คนเกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือน มี.ค. ก่อนหน้าการลงมติถอดถอนรุสเซฟฟ์ ในบทสนทนาเผยให้เห็นว่าทั้งสองคนวางแผนให้มีการถอดถอนรุสเซฟฟ์ซึ่งสำหรับพวกเขาแล้วเป็น "หนทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้การสืบสวนสอบสวนกรณีการทุจริตจบลง" นอกจากนี้ยังมีการสมรู้ร่วมคิดกับสถาบันที่มีอำนาจที่สุดในบราซิลอย่างกองทัพและศาลสูงสุดด้วย

    ก่อนหน้านี้เดวิด มิแรนดา นักกิจกรรมชาวบราซิลผู้ก่อตั้งองค์กรคุ้มครองผู้เปิดโปงชื่อองค์กร 'สโนว์เดนเทรียตตี' เคยตั้งข้อสงสัยว่าการถอดถอนรุสเซฟฟ์อาจจะมีแรงจูงใจดำมืดอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเอกสารที่ถูกเปิดโปงล่าสุดถือเป็นหลักฐานอย่างดีที่พิสูจน์ว่าการถอดถอนประธานาธิบดีในครั้งนี้เป็นการกระทำที่ "ทำลายประชาธิปไตย"

    ไม่เพียงแค่นั้นเอกสารที่ถูกเปิดโปงยังแสดงให้เห็นว่าแผนการที่ชูกาเรียกว่า "ข้อตกลงแห่งชาติ" (A National Pact) ในการร่วมมือกันถอดถอนรุสเซฟฟ์นั้นเป็นไปเพื่อหยุดยั้งไม่ให้มีการสืบสวนการทุจริตที่ผู้นำเหล่านี้มีส่วนพัวพันด้วย โดยชูกากล่าวชัดเจนว่าการถอดถอนประธานาธิบดีเป็นหนทางเดียวที่จะ "หยุดยั้งการกดดันจากสื่อและภาคส่วนอื่นๆ ให้มีการสืบสวนสอบสวนกรณีทุจริต 'คาร์วอช' (Car Wash) ต่อไป"

    สำหรับการทุจริตคาร์วอชเป็นกรณีการฟอกเงินที่มีการสืบสวนสาวไปจนถึงการทุจริตคอร์รัปชันในรัฐวิสาหกิจพลังงานเปโตรบราสที่ผู้บริหารถูกกล่าวหาว่ารับสินบนเพื่อให้สัมปทานแก่บริษัทก่อสร้างในราคาที่สูงขึ้น โดยที่มีผู้บริหารหลายคนและนักการเมืองหลายพรรคในบราซิลถูกสืบสวนและส่วนหนึ่งก็ถูกจับกุมจากการมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตคาร์วอช แต่การถอดถอนรุสเซฟฟ์ก็เป็นไปเพื่อยับยั้งการสืบสวนกรณีคาร์วอชซึ่งไม่ได้ถือเป็นการสนับสนุนการเอาผิดต่อผู้ทุจริตและไม่ได้หยุดยั้งการทุจริตคอร์รัปชันเลย

    สื่อดิอินเตอร์เซฟต์ระบุต่อไปว่ากลุ่มผู้ที่ลงมติถอดถอนประธานาธิบดีบราซิลนั้นไม่ได้ต้องการรัฐบาลที่ใสสะอาดเลย พวกเขาเป็นพวกฝ่ายขวาคณาธิปไตยที่มีวาระเอื้อผลประโยชน์แต่กับตัวเอง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่เคยขึ้นสู่อำนาจด้วยวิถีทางประชาธิปไตยและไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนชาวบราซิล

    การเปิดโปงในครั้งนี้ยังกลายเป็นตัวชี้วัดสำหรับสื่อต่างๆ ว่าควรจะเรียกการถอดถอนรุสเซฟฟ์ว่าเป็น "การรัฐประหาร" เช่นที่ฝ่ายสนับสนุนรุสเซฟฟ์เรียกมาตลอดหรือไม่ โดยในสำเนาบทสนทนามีส่วนหนึ่งที่ชูกากล่าวอ้างว่ากองทัพของบราซิลก็สนับสนุนแผนการในครั้งนี้ เขาอ้างว่าได้พูดคุยกับนายพล ผู้บัญชาการทหาร ซึ่งบอกว่าจะรับรองการถอดถอนในครั้งนี้ นอกจากนี้กองทัพยังคอยจับตามองขบวนการคนงานไร้ที่ดิน (MST) ที่ให้การสนับสนุนนโยบายปฏิรูปที่ดินและการลดความเลื่อมล้ำโดยพรรคแรงงานบราซิลและเป็นกลุ่มที่ออกมาประท้วงการถอดถอนรุสเซฟฟ์ด้วย

    นอกจากกองทัพแล้วผู้พิพากษาหลายคนจากศาลสูงสุดของบราซิลมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยโดยศาลสุงสุดของบราซิลถูกใช้อ้างความชอบธรรมว่าการถอดถอนรุสเซฟฟ์ไม่เป็น "การรัฐประหาร" ชูกาบอกว่ามีผู้พิพากษาอยู่ไม่กี่คนเท่านั้นที่เขาไม่สามารถเข้าถึงได้

    ชูกากล่าวยืนยันว่าสำเนาบทสนทนาดังกล่าวเป็นของจริงแต่ก็บอกว่าเขาต้องแสดงความคิดเห็นนี้โดยที่ไม่ได้อยู่ในบริบทเรื่องของการถูกเปิดโปง

    คอมมอนดรีมส์ระบุว่ามีกลุ่มผู้ประท้วงยังคงปักหลักอยู่หน้าบ้านพักของรักษาการประธานาธิบดีเทเมร์หลังจากที่มีการประท้วงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (22 พ.ค.) จัดโดยกลุ่มขบวนการฝ่ายซ้าย เฟรนเต โปโว เซม เมโด ที่มีผู้ชุมนุมหลายพันคน ทั้งนี้การประกาศปิดกระทรวงวัฒนธรรมจากรัฐบาลรักษาการยังทำให้ศิลปินและผู้ไม่พอใจในเรื่องนี้พากันยึดครองอาคารที่ทำการต่างๆ ทั่วประเทศเพื่อเป็นการประท้วงจนทำให้เทเมร์ต้องยกเลิกการสั่งปิด

    ดิอินเตอร์เซฟต์ยังเรียกร้องให้สื่อต่างๆ เรียกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในบราซิลว่าเป็น "การรัฐประหาร" จากที่เอกสารรั่วไหลฉบับนี้แสดงให้เห็นว่ามีการพยายามขอให้สถาบันทางการเมืองต่างๆ ร่วมมือในการยึดอำนาจผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งโดยทำไปเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง


    เรียบเรียงจาก

    Call It a 'Coup': Leaked Transcripts Detail How Elite Orchestrated Overthrow in Brazil, Common Dreams, 23-05-2016
    http://www.commondreams.org/news/2016/05/23/call-it-coup-leaked-transcripts-detail-how-elite-orchestrated-overthrow-brazil

    New Political Earthquake in Brazil: Is It Now Time for Media Outlets to Call This a “Coup”?, The Intercept, 23-05-2016
    https://theintercept.com/2016/05/23/new-political-earthquake-in-brazil-is-it-now-time-for-media-outlets-to-call-this-a-coup/


    ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
    https://en.wikipedia.org/wiki/Operation_Car_Wash

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    นักข่าวอะซาฮีชิมบุนเขียนถึงเรื่อง 2 ปีหลังการรัฐประหาร เผด็จการทหารใช้อำนาจข่มขู่ปราบปรามประชาชนหนักขึ้นโดยเพาะช่วงใกล้ลงประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ที่ถือเป็นการลงประชามติในสภาพที่ไม่เป็นธรรม ทั้งหมดนี้เป็นความพยายามของชนชั้นนำที่จะขจัดอิทธิพลของทักษิณและบีบเค้นกลุ่มเสื้อแดงเพื่อรักษาอภิสิทธิ์ของตนเองไว้

    นักข่าวหนังสือพิมพ์อะซาฮีชิมบุน เขียนถึงเรื่องครบรอบ 2 ปีการรัฐประหารครั้งล่าสุดในไทยลงบนเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยระบุว่าหลังจากที่มีการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ช่วงสองปีที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้กองทัพทำการลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหนักขึ้นเพื่อจำกัดฝ่ายที่ต่อต้านพวกเขา

    ในข่าวของอะซาฮีชิมบุนระบุถึงเหตุการณืช่วงเปิดเทอมใหม่ของนักเรียนในโรงเรียนอาชีวศึกษาแห่งหนึ่งของจังหวัดมหาสารคาม ในขณะที่นักเรียนกำลังเข้าพิธีปฐมนิเทศในโรงเรียนก็มีทหารสองนายในชุดเครื่องแบบแอบเข้าไปในอาคารแล้วก็ถ่ายรูปด้วยสมาร์ทโฟนก่อนจะออกไป

    สื่อญี่ปุ่นรายงานว่าในภาคอีสานเป็นพื้นที่การเกษตรที่ผู้คนยังคงยากจนและเป็นภูมิภาคสำคัญของกลุ่มคนเสื้อแดง แล้วก็เล่าถึง สุทิน คลังแสง เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนอาชีวศึกษาแห่งนี้และเคยเป็นอดีต ส.ส. พรรคเพื่อไทย เขาถูกกล่าวหาจากรัฐบาลเผด็จการทหารอยู่เสมอนับตั้งแต่เกิดรัฐประหารเมื่อสองปีที่แล้ว เขาเคยถูกจับเข้าค่ายทหารเพื่อ "ปรับทัศนคติ" เป็นเวลา 4 ครั้ง มีทหารคอยไปเยี่ยมเขาที่บ้านแทบทุกอาทิตย์ ไม่ว่าสุทินจะเดินทางภายในจังหวัดหรือไปในส่วนอื่นของประเทศทหารก็จะรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน สุทินให้สัมภาษณ์ว่าในช่วงที่ใกล้มีการลงประชามติรัฐธรรมนูญใหม่เผด็จการทหารก็ลิดรอนเสรีภาพของพวกเขาหนักขึ้น โดยมีการเรียกคนที่ถูกมองว่าน่าจะเข้าข้างกลุ่มเสื้อแดงให้ลงนามว่าจะไม่ขัดขวางกระบวนการประชามติ

    ในข่าวของอะซาฮียังระบุถึงกรณีหมู่บ้านบัวบานที่มีรถฮัมวีของทหารติดอาวุธเต็มรูปแบบเคลื่อนพลไปตามหมู่บ้านทุกวันอาทิตย์เป็นเวลา 2 ปีแล้ว ชาวบ้านอายุ 62 ปี กล่าวให้สัมภาษณ์ว่าทหารพวกนี้กำลังข่มขู่พวกเขาว่ากำลังจับตาดูพวกเขาอยู่ตลอดเวลา

    สื่อญี่ปุ่นยังระบุถึงเรื่องการที่ทักษิณได้รับการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากคนไทยในชนบทที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายของเขา แต่กลุ่มชนชั้นนำอย่างกองทัพ อำมาตย์ และชนชั้นสูงในเมืองมองว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายต่ออภิสิทธิ์ที่พวกเขามี ทำให้มีการรัฐประหารโค่นล้มทักษิณ แต่พรรคฝ่ายทักษิณก้ยังคงชนะการเลือกตั้งได้เสมอมาการรัฐประหารในปี 2557 จึงเป็นความพยายามครั้งสุดท้ายอย่างเด็ดขาดในการขจัดความเป็นทักษิณออกไปจากประเทศ

    เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีตส.ส. และผู้ช่วยศาตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นกล่าวว่าเผด็จการทหารพยายามกดดันแกนนำเสื้อแดงในท้องถิ่นหนักขึ้นเพราะกลัวว่าแกนนำเหล่านี้จะขับเคลื่อนกลุ่มคนรากหญ้าได้ ทั้งการสั่งห้ามกิจกรรม การสั่งปิดวิทยุชุมชน ปิดสำนักงานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) สาขาขอนแก่น สถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่แย่ลงในไทยต่างทำให้สหภาพยุโรป สหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ต่างก็แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ในไทยมากขึ้นไปด้วย

    ผู้สื่อข่าวยังเขียนถึงการที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีการพยายามทำให้อิทธิพลของทักษิณและเสื้อแดงอ่อนแอลงในขณะที่พยายามรักษาอภิสิทธิ์และอำนาจตามจารีตของชนชั้นนำไว้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ถุกวิจารณ์ว่ามีลักษณะไม่เป็นประชาธิปไตยเพราะลดอำนาจของ ส.ส.และคณะรัฐมนตรี เหลืออยู่แค่เล็กน้อยแต่ให้อำนาจกับกลุ่มองค์กรแต่งตั้งอย่างศาลรัฐธรรมนูญมาก ให้อำนาจทหารในการแต่งตั้ง ส.ว. ในช่วง 5 ปีหลังจากการเลือกตั้ง ทำให้กองทัพมีอำนาจทางอ้อมในการแทรกแซงรัฐบาลใหม่ รวมถึงมีการออกพระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเพื่อห้ามรณรงค์สนับสนุนหรือต่อต้านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

    ถึงแม้รัฐบาลเผด็จการทหารจะเชื่อว่าถ้าสามารถทำให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์สงบลงแล้วจะสามารถทำให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้ผ่านประชามติ แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงกลาโหมกล่าวต่ออะซาฮีซิมบุนว่า "ยังคงประชาชนก็อยากจะเลือกตั้ง ถ้าให้เลือกระหว่างเนื้อหาแบบในรัฐธรรมนูญกับการที่รัฐบาลเผด็จการทหารจะคงอยู่ต่อไปพวกเขาคงเลือกอย่างแรก"

    อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวระบุว่าในสถานการณ์ปัจจุบันทำให้ผู้มีสิทธิลงประชามติรับรู้ข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ยากและไม่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อร่างฯ เมื่อการลงประชามติในครั้งนี้ไม่ได้เป็นอิสระและมีความยุติธรรมมันก็อาจจะทำให้ผลลัพธ์ขาดความชอบธรรมได้

    ในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกปกิเสธมันจะกลายเป็นการทำลายความมั่นใจในตัวเองของ คสช. อย่างหนัก ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีการวางขั้นตอนกระบวนการว่าจะทำอย่างไรต่อไปถ้าหากร่างถูกปฏิเสธ ก็มีความเป็นไปได้ที่การเลือกตั้งจะล่าช้าออกไปอีก ถึงแม้ว่าภาคธุรกิจที่สนับสนุนรัฐบาลเผด็จการชุดนี้จะสนับสนุนเพราะอ้างว่ามีบรรยากาศที่สงบขึ้นกว่าช่วงความวุ่นวายทางการเมือง แต่มาตรการที่ คสช. นำมาใช้ในนามของความมั่นคงและความปรองดองนั้นก็มีแต่การนำมาใช้กับฝ่ายสนับสนุนทักษิณเพียงอย่างเดียว ในสองปีที่ผ่านมาความแตกแยกในสังคมและการเผชิญหน้าทางการเมืองมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น

     

    เรียบเรียงจาก

    Two years after, heavier hand on liberties, The Asahi Shimbun, 20-05-201 http://www.asahi.com/articles/DA3S12366334.html

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai



    สวัสดี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีโนบิตะ, เราชื่อโดราเอมอน เรามาจากโลกอนาคต เราดีใจมากที่รู้จักนาย ท่านนายกรัฐมนตรีโนบิตะ จอ.โอชา หากท่านโนบิตะประสงค์ให้ประชาชนดาวอังคารอยู่อย่างมีความสุขตลอดไป เราอยากให้ท่านโนบิตะลองคิดไปถึงอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้า แล้วค่อย ๆ นึกย้อนหลังกลับมาทีละนิดจนถึงเวลาที่เป็นปัจจุบันว่าควรจะเกิดอะไร ควรจะทำอะไร อนาคตที่มีความสุขในอีก 20 ปีข้างหน้าจึงจะเป็นจริง

    ยกตัวอย่างง่าย ๆ เลยนะโนบิตะ ถ้านายอยากให้การไปตั้งถิ่นฐานยังดาวอังคารราบรื่น มีความสุข ในเวลานั้นนายจะต้องมีความใฝ่รู้ช่างสังเกต ตลอดจนมีความรู้เท่าทันเทคโนโลยีทุกชนิดและเลือกใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นได้อย่างชาญฉลาด ในเวลานั้นท่านโนบิตะคงมิได้ห้อยพระเครื่องเป็นพวงมาเป็นเวลานานแล้ว ในฐานะพุุทธศาสนิกผู้ล้ำสมัยเป็นไปได้ว่าอย่างมากนายก็คงห้อยแฟลชไดรฟ์เก๋ ๆ ที่ออกแบบเป็นตัวอักษรคำว่าสติ เพราะนายได้เข้าใจแล้วว่า สติจำต้องปรารถนาในที่ทั้งปวง--ทั้งนี้สมมติว่าสมัยนั้นยังใช้แฟลชไดรฟ์อยู่นะ ส่วนนายจะให้ทีมงานที่ออกแบบสติกเกอร์ไลน์ค่านิยม 12 ประการเป็นคนออกแบบแฟลชไดรฟ์นี้ให้หรือไม่ เราไม่ขอทำนาย

    ขยับใกล้ปัจจุบันเข้ามาอีกหน่อย ก่อนที่นายจะไปถึงจุดที่เข้าใจพุทธธรรมมากขึ้นจนเข้าใจแล้วว่าสติจำต้องปรารถนาในที่ทั้งปวง ก่อนที่นายจะรู้ว่าพก "หลวงพ่อสติ" องค์เดียวก็เพียงพอแก่การบริหารดาวอังคารแล้ว ก่อนจะไปถึงจุดนั้น นายได้ปรับปรุงการห้อยพระเครื่องให้กะทัดรัด เหลือห้อยแค่เพียง 5 องค์

    แม้นายจะเข้าใจแล้วว่าพระเบญจภาคีที่นิยม ๆ กันอยู่ในหมู่นักเลงพระเครื่องนั้นเป็น "ไสยศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง" โดยบรรดาเซียนพระ ไม่เก่าไปกว่าปีพ.ศ. 2456

    (พระสมเด็จวัดระฆัง "องค์ประธานแห่งพระเบญจภาคี" เป็น "ซิกเนเจอร์ โปรดักส์" ของสมเด็จโต พระรอด จ.ลำพูน พบครั้งแรกประมาณต้นรัชกาลที่ 5 พระนางพญา จ.พิษณุโลก ขุดพบสมัยรัชกาลที่ 5 พระผงสุพรรณ จ.สุพรรณบุรี ขุดพบปีพ.ศ.2456 พระซุ้มกอ จ.กำแพงเพชร พบราวปีพ.ศ.2392 concept พระเบญจภาคี จึงเป็นความคิดใหม่ ที่เพิ่งสร้างขึ้นภายหลังจากที่มีการสร้าง/ค้นพบพระเครื่องแต่ละองค์ครบทุกองค์แล้ว)

    แต่ท่านโนบิตะก็เห็นประเด็นว่าการ "จัดทัพ" พระเครื่องให้กระชับ ย่อมเป็นการฉลาดกว่าการห้อยพระเป็นพวง เพราะนั่นย่อมหมายถึงประสิทธิภาพในการจัดการ ไม่ต้องอาศัยพระเครื่องเป็นกองร้อย ก็สามารถทำให้ท่านโน ฯ อุ่นใจได้

    เช่นเดียวกับที่ในเวลานั้นนายค้นพบแล้วว่าการมีนายพลจำนวนมากอยู่ในกองทัพสะท้อนถึงการมีกองทัพที่อุ้ยอ้าย ขาดประสิทธิภาพ ในเวลานั้นนายได้ปฏิรูปลดขนาดกองทัพลดจำนวนนายพลลง แต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกันไปด้วย

    ขยับใกล้ปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ก่อนที่นายจะห้อยพระเพียง 5 องค์ นายได้เริ่มเข้าใจแล้วว่า การห้อยพระเป็นพวง มีอะไรก็ใส่ ๆ เข้ามานั้น อาจเทียบได้กับช่วงเวลาที่ต้องสู้รบเยี่ยงกองโจร ที่มีแต่ความประหวั่นพรั่นพรึง ขาดขวัญ ขาดกำลังใจ ห้อยพระมาก ๆ เข้าไว้ก่อนเป็นดี

    ท่านโน ฯ เริ่มเห็นแล้วว่า ต้อง "จัดทัพ" พระเครื่องให้มีโครงสร้าง ต้องมีการตรวจสอบหน้าที่คุณสมบัติพระเครื่องแต่ละองค์ แล้วคัดสรรค์เฉพาะองค์ที่มีฟังก์ชั่นไม่ซ้ำกัน มารวมกันเป็นทีม กระนั้นนายก็ยังลังเล เลือกองค์นี้ เสียดายองค์นั้น สุดท้ายก็ยังห้อยเป็นพวงอยู่ดี

    แต่อย่างน้อยก็ลดองค์ที่ซ้ำซ้อนลงได้บ้าง

    ในเวลานั้นท่านโน ฯ ได้ปรับปรุงกองทัพ โดยตำแหน่งไหนที่ซ้ำซ้อน หรือไม่มีการหน้าที่ชัดเจน ก็ได้ปรับลดลงบ้างเช่นกัน

    สาเหตุที่ท่านโน ฯ เริ่มคิดถึงโครงสร้าง/การหน้าที่ของพระเครื่องแต่ละองค์ ก็เพราะก่อนหน้านั้น ท่านโน ฯ ได้มีโอกาสอ่านและทำความเข้าใจความหมายของคาถาชินบัญชร มิใช่สักแต่ว่าสวด ๆ ท่อง ๆ หวังแต่ความศักดิ์สิทธิ์ของคาถา โดยไม่มีความรู้เลยว่าคาถาชินบัญชรกล่าวถึงอะไร

    "...สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่บนศีรษะ พระธรรมอยู่ที่ดวงตาทั้งสอง พระสงฆ์ผู้เป็นอากรบ่อเกิดแห่งสรรพคุณอยู่ที่อก"

    "พระอนุรุทธะอยู่ที่ใจ..."

    "พระอานนท์กับพระราหุลอยู่หูขวา พระกัสสปะกับพระมหานามะอยู่ที่หูซ้าย"

    "พระเถระกุมารกัสสปะผู้แสวงบุญทรงคุณอันวิเศษ มีวาทะอันวิจิตรไพเราะอยู่ปากเป็นประจำ"

    "พระรัตนสูตรอยู่เบื้องหน้า พระเมตตาสูตรอยู่เบีื้องขวา พระอังคุลิมาลปริตรอยู่เบื้องซ้าย พระธชัคคะสูตรอยู่เบื้องหลัง"

    สรุปเทียบความง่าย ๆ ในกรณีพระเครื่องก็คือ การห้อยพระเครื่องก็เพื่อเป็นอนุสติน้อมนำเอาคุณสมบัติเด่น ๆ ของพระองค์นั้น ๆ แต่ละองค์มาไว้กับตัวเรา องค์ใดเด่นในหน้าที่ในกิจใด ก็น้อมใจให้ตนปฏิบัติกิจนั้น ๆ โดยมีพระหรือธรรมะองค์นั้น ๆ เป็นแบบอย่าง ห้อมล้อมตนเองไว้ด้วยธรรมะ/ด้วยคุณสมบัติที่พระเครื่ององค์นั้น ๆ มี ที่พระเครื่ององค์ต่าง ๆ จะสามารถคุ้มครองเราได้ ก็ด้วยการที่เราปฏิบัติตามธรรมะที่ประจำอยู่กับพระเครื่ององค์นั้น ๆ มิใช่อยู่ที่เครื่องที่วัตถุที่นำมาสร้างขึ้นเป็นองค์พระ

    เป็นอันว่าการจะไปตั้งถิ่นฐานยังดาวอังคารได้สำเร็จ จุดเริ่มต้นจุดหนึ่งในบรรดาจุดเริ่มต้นหลาย ๆ จุด ก็คือการที่โนบิตะได้เริ่มอ่านและเข้าใจความหมายบางประการของการห้อยพระเครื่อง จากคาถาชินบัญชรนี้เอง

    หากท่านโนบิตะไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางความคิด และดังนั้นจึงยังคงห้อยพระเครื่องเป็นพวงอยู่ เกรงว่าอนาคตของท่านโน ฯ อย่างมากคงไปได้ไกลเพียงการเป็นจิ๊กโก๋คุมปากอุโมงค์หรือปากปล่องทางเข้าออกชุมชนแออัดบนดาวอังคารเท่านั้น

    0000

    อีกตัวอย่างหนึ่ง คือเรื่องการส่งเสริมการปลูกหมามุ่ย ท่านโนบิตะย่อมรู้ดีว่า หากเริ่มต้นด้วยวัฒนธรรมแบบไทย ๆ หากส่งเสริมให้มีการปลูกอะไร โดยไม่มีแผนงานเตรียมเอาไว้ก่อน สุดท้ายพืชเกษตรชนิดนั้น ๆ ก็จะหมดอนาคต ประเดี๋ยวก็จะปลูกตาม ๆ กันทั้งแผ่นดิน จนแทบจะไม่มีราคา

    เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ นายจึงเริ่มจากการใช้แนวคิดอนาคตวิทยาอีกเช่นกัน กล่าวคือในอนาคตที่หมามุ่ยได้เป็นสินค้าเกษตร/สมุนไพรชั้นนำของประเทศนั้น สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นก็คือ ชุมชนไทยบนดาวอังคารได้มีการเปิดรับแนวทางการแพทย์ทางเลือกต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง (เช่นเดียวกับที่การแพทย์แผนจีนได้รับการยอมรับอย่างทัดเทียมกับการแพทย์ตะวันตก) จน แม้แต่ในแผนกการแพทย์ฉุกเฉินก็ยังมีการพัฒนาองค์ความรู้ขึ้นจากการประยุกต์ความรู้สมุนไพรและการแพทย์แผนไทยเข้ากับความรู้เรื่องพลังบำบัดที่เกิดจากความสมดุลย์ของระบบนิเวศน์ ความรู้ในทางชีวฟิสิกส์ ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากสภาพไร้ความโน้มถ่วง ในการเยียวยาความเจ็บป่วยฉุกเฉิน

    ในท่ามกลางความงอกงามของการแพทย์ทางเลือกต่าง ๆ เท่านั้น ที่หมามุ่ยจะเป็นสินค้าเด่นของชุมชนไทยบนดาวอังคารได้

    ก่อนที่จะไปถึงจุดที่การแพทย์ทางเลือกได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางนั้น แน่นอนว่าสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ก็คือการยอมรับและส่งเสริมความหลากหลายทางความคิด ถ้าในจิตใต้สำนึกส่วนลึกของท่านนายกรัฐมนตรีโนบิตะนิยมประเทศถั่งเช่า ท่านก็ต้องระลึกถึงคำพูดของ "บิ๊กเติ้ง" ที่ว่า "แมวสีอะไรก็จับหนูได้" ไม่ว่า "บิ๊กเติ้ง" จะให้ความหมายคำพูดนี้ว่าอย่างไรก็ตาม ท่านโนบิตะต้องคิดต่อไปว่า การจะไปถึงจุดที่แมวสีอะไรก็จับหนูได้นี้ แมวทุกตัวทุกสีต้องได้รับการบำรุงเลี้ยงให้เติบโตทัดเทียมกัน ความคิดต่าง ๆ จึงจะงอกงามได้

    เมื่อนึกย้อนกลับไปก็เป็นอันว่า จุดเริ่มต้นของความสำเร็จของการส่งเสริมการปลูกหมามุ่ยนั้น กลับเป็นการส่งเสริม ยอมรับ และเคารพความแตกต่างหลากหลายทางความคิด ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับหมามุ่ยเลย

    0000

    เพื่อมิให้เรื่องยืดเยื้อจนเกินไป ตัวอย่างสุดท้าย แต่มิใช่สำคัญน้อยที่สุด คงเป็นเรื่องความสมัครสมานของคนในชาติ โดยมีสถาบันกษัตริย์ที่เป็นกลาง เป็นที่รักของคนทั้งชาติ

    เป้าหมายในอนาคตของเราคงเป็นว่า คนทุกเฉดสีมีความรักเคารพในกันและกัน แม้จะมีความแตกต่างในเพศสภาพ วัย หรือความคิดทางการเมือง ในเวลานั้น เพื่อสะท้อนความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ธงชาติอาจมีแถบสีหลากหลายจนเป็นสีรุ้งไปแล้วก็ได้ อย่าลืมว่าในเวลานั้นไทยสยามมิได้อยู่เพียงตามลุ่มน้ำเจ้าพระยา หรือลุ่มน้ำอื่นใดในภูมิภาคต่าง ๆ เท่านั้น หากแต่ไทยสยามได้ไปตั้งถิ่นฐานและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนนานาชาติบนดาวอังคารแล้ว

    ก่อนที่จะไปถึงจุดที่เรามีความสมัครสมานจนมีความยอมรับอย่างทัดเทียมแม้ในเพศสภาพที่แตกต่างกัน สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นก่อนคงจะเป็นเรื่องของการปรองดองกันได้ในระหว่างฝ่าย "เหลือง" กับฝ่าย "แดง" สภาพปรองดองนี้จะเกิดได้อย่างไรคงยังเป็นปริศนาอยู่ในเวลานี้ แต่เมื่อปรองดองกันได้สำเร็จ ธงชาติอาจสะท้อนความสามารถดำรงอยู่ร่วมกันของฝ่าย "เหลือง" และฝ่าย "แดง" ด้วยการเพิ่มสีเหลืองเข้ามาเป็นอีกสีหนึ่งของธงชาติ สะท้อนแนวคิดว่า แม้แตกต่างทางความคิด ทุกสีทุกชีวิตก็เป็นไทยด้วยกัน

    ความสมัครสมานของคนในชาติ อาจจะเกิดจากความรักใคร่กลมเกลียวกันขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน เพราะมีการระงับการฟ้องร้องกันด้วยกฎหมายอาญามาตรา 112 และมีการปล่อยผู้ต้องหา, ผู้ถูกจับกุมคุมขังในคดีนี้ทุกราย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้ก็เช่นเดียวกับที่ในยามที่ญาติอันเป็นที่รักของเราป่วยไข้ ผู้คนก็มักจะหาโอกาสปล่อยวัวปล่อยควาย ปล่อยนกปล่อยปลา เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่ญาติที่เจ็บป่วยนั้น เพื่อให้บุญกุศลนั้นช่วยรักษาญาติอันเป็นที่รักได้หายป่วยไข้โดยพลัน ในกรณีของพระประมุขของประเทศ ไม่มีอะไรจะดีงามไปกว่าการที่รัฐบาลเป็นเจ้าภาพทำบุญด้วยการระงับการใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลโดยพลัน

    แต่เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องมีเหตุบางอย่างเกิดขึ้นก่อน และดูเหมือนว่าสังคมไทยได้ขาดหายสิ่งนี้ไป ซึ่งก็คงไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากการขาดหายไปของพระเถระผู้ใหญ่ ที่มีความกล้าหาญพอที่จะเข้าไปเตือนสติท่านนายกรัฐมนตรีโนบิตะ ให้ตระหนักว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงเป็นเป็นเพียงพุทธมามกะ หากแต่ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ผู้ปรารถนาพุทธภูมิ ก็แหละความเป็นพระโพธิสัตว์นั้น ย่อมทรงประกอบด้วยพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เป็นธรรมประจำใจ พระองค์ทรงประกอบด้วยความเมตตาในพระราชหฤทัยอย่างไม่มีประมาณ ปรารถนาก็แต่จะช่วยให้เวไนยสัตว์พ้นทุกข์

    การบังคับใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 จึงเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับพระมหากษัตริย์ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ปรารถนาพุทธภูมิ

    ในแง่นี้ การที่ประชาชนก็ดี ข้าราชการทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ก็ดี พยายามฟ้องร้องบังคับคดีเอากับบุคคลต่าง ๆ ด้วยกฎหมายอาญามาตรานี้ จึงรังแต่จะทำให้พระบรมเดชานุภาพอันเกิดแต่ความรักในพสกนิกรต้องมัวหมองไป

    0000

    ท่านนายกรัฐมนตรีโนบิตะที่รัก แทนที่ท่านจะดำรงชีวิตอยู่ด้วยความกลัว จนต้องอาศัยพระเครื่องเป็นสรณะ ถือเอาไสยศาสตร์และโหราศาสตร์เป็นที่พึ่ง บางทีการเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ ก้าวข้ามความกลัวมาสู่ความรักในเพื่อนพ้องพี่น้องชาวไทยด้วยกัน ก้าวข้ามการจ่อมจมอยู่กับการใช้ศาสตร์และความเชื่อเก่า ๆ ที่อาจไม่สอดคล้องกับยุคสมัย เปิดกว้างให้ที่ทางแก่ศาสตร์ใหม่อย่างอนาคตวิทยา บางที ท่านอาจจะพบว่าการลงจากหลังเสือเพื่อใช้ชีวิตในบั้นปลายบนดาวอังคารอย่างมีความสุข มิใช่เรื่องยากเลย


    ด้วยรัก จากใจ

    โดราจัง.

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา บีบีซีไทย - BBC Thaiรายงานเรื่องราวของ เอกชัย หงส์กังวาน ผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการจำหน่ายวีซีดีสารคดีเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ของไทย ซึ่งจัดทำเผยแพร่โดยสถานีโทรทัศน์แห่งชาติออสเตรเลีย (ABC) และเอกสารวิกิลีกส์

    เอกชัย ต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน เขาเดินเข้าสู่เรือนจำก่อนที่ประเทศไทยจะมีการรัฐประหาร และกลับออกมาเมื่อมีการรัฐประหารเกิดขึ้นแล้ว โดยพ้นโทษเมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2558

    สภาพชีวิตในที่คุมขังทำให้เขาตั้งใจว่าเมื่อได้รับอิสระจะช่วยเหลือนักโทษคดีความมั่นคงต่อไป โดยให้เหตุผลว่าในสายตาของเขา บุคคลเหล่านี้จำนวนไม่น้อยถูกจองจำเพราะใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ไม่ต่างกับตัวของเขาเองที่ยังยืนยันว่าสิ่งที่ทำไม่น่าจะเป็นความผิด 

    หลังจากมีการปรึกษาหารือกับเครือข่ายนักกิจกรรมซึ่งเขาเพิ่งได้รู้จักสนิทสนมมากขึ้นหลังต้องโทษจำคุก สมาคมเพื่อเพื่อน หรือ For Friends Association ก็ถูกจัดตั้งขึ้นมาโดยจดทะเบียนตามกฎหมาย และกำหนดวัตถุประสงค์ว่า จะดำเนินการช่วยเหลือผู้ต้องขังด้วยการระดมทุนสาธารณะ (crowd funding) เพื่อดูแลเรื่องพื้นฐาน เช่น เครื่องอุปโภคบริโภคและการดูแลด้านสุขภาพ 

    ข้อสังเกตของเอกชัยขณะที่ถูกจองจำคือ นักโทษคดีความมั่นคงหลั่งไหลเข้าสู่เรือนจำเยอะขึ้นมาก ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่สอดคล้องกับสถิติจากโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน ที่เก็บข้อมูลเท่าที่สามารถเข้าถึงได้พบว่า นับจากการรัฐประหารในวันที่ 22 พ.ค. 2557 ถึงวันที่ 21 พ.ค. 2559 มีคนถูกเรียกไปรายงานตัวหรือเยี่ยมบ้าน อย่างน้อย 992 คน, มีคนถูกจับกุมในยุคคสช.อย่างน้อย 527 คน, มีคนถูกตั้งข้อหามาตรา112 อย่างน้อย 67 คน, มีคนถูกตั้งข้อหามาตรา 116 อย่างน้อย 47 คน และพลเรือนขึ้นศาลทหารอย่างน้อย 167 คน

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    25 พ.ค.2559 สำนักข่าวไทยและเดลินิวส์รายงานตรงกันว่า ที่ห้องพิจารณา 805 ศาลอาญา ถ. รัชดาภิเษก เมื่อเวลา 10.00 น. ศาลได้อ่านคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ ในคดีที่ พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 และ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต อายุ 40  ปี อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา

    จากกรณี เมื่อระหว่างวันที่ 19 -21 ก.พ.2555 จำเลยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน หลายแขนง หลายครั้ง ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ทำนองว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  ในขณะนั้น โจทก์ร่วม ไม่เข้าประชุมสภา แต่เอาเวลาไปทำธุรกิจส่วนตัว หารือกับกลุ่มคนย่อย พูดเรื่องสำคัญของประเทศ ที่โรงแรมโฟร์ซีซั่น  ซึ่งล้วนเป็นเท็จ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างยิ่งจึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามความผิดด้วย จำเลยให้การปฏิเสธ

    คดีนี้ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โจทก์ยื่นอุทธรณ์ ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยด้วย

    อย่างไรก็ตามศาลอุทธรณ์ ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า การแถลงข่าวของจำเลยไม่ได้ ยืนยันข้อเท็จจริงว่า  โจทก์ร่วมนำความลับทางราชการไปเปิดเผยแต่อย่างใด  และการแถลงข่าวของจำเลยถือเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ และติชมด้วยความสุจริต จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้องโจทก์  ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ก.แรงงาน เตรียมแผนรองรับ หลัง ขสมก.ปรับโครงสร้างองค์กรเล็งลดพนักงาน 4 พันคน/เอ็นจีโอจี้ รบ.เกลี่ยงบรายหัวรักษาพยาบาล ขรก.เท่าเทียมประชาชน/5 หน่วยงาน ภาครัฐ-เอกชนร่วมเปิดศูนย์แรงงานประมงแห่งแรกของไทย/"กรมสรรพากร" พร้อมลดหย่อนภาษีให้บริษัทเอกชนรับคนเกษียณเข้าทำงาน/เตือนคนที่จะไปทำงานสิงคโปร์ต้องทำสัญญาการจ้างงานกับนายจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร

     
    กฏหมายใหม่ คุมเข้มปั๊มน้ำมันส่งพนักงานอบรมความปลอดภัยภายใน 2 ปี
     
    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ออกกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดคุณสมบัติและการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ 29 พ.ค.นี้ โดยบังคับให้สถานประกอบการปั๊มน้ำมัน ปั๊มก๊าซหุงต้ม (LPG) ปั๊มก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ (NGV) คลังก๊าซ คลังน้ำมัน รถขนส่งน้ำมันและก๊าซ และร้านค้าจำหน่ายLPG จะต้องมีพนักงานคนไทยอย่างน้อย 1 คนที่ได้รับใบอนุญาตเป็นพนักงานปฏิบัติงานประจำในสถานประกอบดังกล่าว
     
    ซึ่งการขอรับใบอนุญาตนี้ จะต้องเข้าฝึกอบรมตามหลักสูตรที่กรมฯกำหนด โดยกรมฯจะให้เวลาสถานประกอบการดังกล่าวเป็นเวลา 2 ปี หรือให้เสร็จภายในเดือน 29 พ.ค. 2561 และหากพ้นกำหนดดังกล่าวสถานประกอบการใดไม่มีพนักงานที่ได้รับใบอนุญาต ทางกรมฯจะไม่พิจารณาต่อใบอนุญาตสถานประกอบการให้ รวมทั้งยังมีโทษตามกฎหมายมาตรา 66 จำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับเงินไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
     
    “ที่ผ่านมาจะพบว่า พนักงานปั๊มน้ำมันบางแห่งละเลยมาตรฐานความปลอดภัย บ้างก็ใช้โทรศัพท์มือถือ บ้างก็ปล่อยให้มีการเติมน้ำมันได้โดยลูกค้าไม่ดับเครื่องยนต์ หรือแม้กระทั่งมีการสูบบุรหรี่ใกล้จุดเติมน้ำมัน เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นอันตรายต่อตัวพนักงานและลูกค้าที่มาใช้บริการ ซึ่งการฝึกอบรมให้ใบอนุญาตนี้จะกำหนดสิ่งที่ไม่ควรทำในการให้บริการลูกค้า เช่น ต่อไปจะเติมน้ำมันได้จะต้องดับเครื่องก่อนเท่านั้น หรือให้ลงจากรถในระหว่างการเติมน้ำมัน เป็นต้น หากไม่ปฏิบัติตามก็ไม่สามารถให้บริการเติมน้ำมันให้ได้ แต่หากพนักงานละเลยก็จะมีความผิดที่ตัวพนักงานเป็นหลัก ในส่วนของลูกค้าแม้จะไม่มีความผิดแต่ก็อยากจะขอความร่วมมือให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรฐานความปลอดภัยด้วย”นายวิฑูรย์ กล่าว
     
    นายวิฑูรย์ กล่าวว่า หากกฎหมายใหม่ดังกล่าวออกแล้ว คาดว่ามีสถานประกอบการต่างๆ ประมาณ 38,000-39,000 แห่งจะต้องส่งพนักงานเข้าร่วมอบรมเพื่อรับใบอนุญาต โดยคาดว่าจะมีพนักงานที่มาอบรมทั้งสิ้น 1 แสนคน ส่วนสถานฝึกอบรมนั้น แต่เดิมมี 7 แห่ง แต่เมื่อกฎหมายใหม่ออกมา สถานฝึกอบรมจะต้องมาขอใบอนุญาตใหม่หมด ซึ่งสถานอบรมนั้นเป็นได้ทั้งนิติบุคคล ผู้ค้ามาตรา7 สถานศึกษา แต่ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ของกรมฯ เท่านั้น
     
    นายสุรพงษ์ พงษ์สุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาเทคนิคพลังงาน กรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้จะครอบคลุมทุกประเภทกิจการน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเดิมกฎหมายยังครอบคลุมเพียงธุรกิจก๊าซปิโตรเลียม และก๊าซธรมชาติบางส่วนเท่านั้น ส่วนที่เพิ่มเติมในกฎหมายฉบับนี้คือ ธุรกิจน้ำมัน และธุรกิจก๊าซ NGV โดยส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายประกอบด้วย ผู้ฝึกอบรม วิทยากร และผู้ปฏิบัติงาน โดยผู้ฝึกอบรมและวิทยากรต้องมีคุณสมบัติตามข้อกำหนด และต้องได้รับใบรับรองจากกรมฯ ส่วนผู้ปฎิบัติงานต้องผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นตามประเภทของกิจการที่ระบุไว้รวม 23 กิจการ ซึ่งจำนวนสถานประกอบการทั่วประเทศต้องมีผู้ปฏิบัติงานรวมกว่า 38,000 แห่ง โดยคาดว่าจะมีผู้ปฏิบัติงานที่ต้องเข้าอบรมกว่า 1 แสนคน
     
     
    คนงาน-ชาวบ้านจี้นายกฯ ทบทวนปิดเหมืองทองคำ
     
    วันที่ 19 พฤษภาคม ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดพิจิตร พนักงานบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด(มหาชน) และประชาชนจาก 29 หมู่บ้านที่อยู่รอบเหมืองแร่ทองคำของบริษัทอัคราฯ กว่า 1,500 คน รวมตัวจัดเวทีเพื่อเรียกร้องรัฐบาลให้ทบทวนการสั่งปิดกิจการเหมืองแร่ทองคำ ซึ่งมีกำหนดที่จะปิดในสิ้นปี 2559 นี้ โดยมีการตั้งเวทีพร้อมติดตั้งเครื่องขยายเสียงพร้อมป้ายข้อความต่างๆ ที่แสดงออกถึงผลกระทบและผลเสียของการปิดกิจการเหมืองทองคำ
     
    พร้อมกับมีการขึ้นแสดงความคิดเห็นของประชาชน พนักงานถึงผลกระทบหากมีกิจการเหมืองทองคำ ระบบเศรษฐกิจรอบเหมือง มีการชี้แจงผลการตรวจสุขภาพ พร้อมกับแสดงผลงานรางวัลต่างๆที่ได้รับจากองค์กรต่างๆเพื่อยืนยันถึงการดำเนินกิจการของเหมืองแร่ทองคำว่าเป็นไปโดยถูกต้อง ท่ามกลางการรักษาความสงบโดยเจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนกว่า 100 นาย 
     
    หลังการรวมตัวกันแสดงความคิดเห็นประชาชนจาก 6 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มชุมชน 29 แห่ง รอบเหมืองทองคำ กลุ่มคู่ค้ากับบริษัทอัคราฯ กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มพนักงานบริษัทอัคราฯ กลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษา และกลุ่มผู้ผลิตสินค้าโอ-ท็อป ได้ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ทบทวนการปิดเหมืองทองคำเนื่องจากมีผลกระทบโดยตรงกับทั้ง 6 กลุ่ม โดยมีนายพิษณุ เสนาวิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เป็นตัวแทนรับหนังสือ และดำเนินการส่งต่อถึงนายกรัฐมนตรีภายในวันนี้ หลังการยื่นหนังสือและมีการรับเรื่องเพื่อส่งต่อยังนายกรัฐมนตรี ตามวัตถุประสงค์ผู้ร่วมชุมนุมต่างแยกย้ายโดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรง
     
    นางกุลจิรา เพ็ชรภักดี อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 197/1 หมู่ 8 ตำบลท้ายดง อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งมีอาชีพค้าขาย กล่าวว่า วันนี้เดินทางมาขอความเมตตาจากนายกรัฐมนตรีให้ทบทวนการปิดเหมืองทอง เนื่องจากหากมีการการปิดเหมืองทองจะได้รับผลกระทบโดยตรงเนื่องจากตนเองและพ่อค้า แม่ค้าอีกกว่า 300 ราย มีอาชีพหลักคือการจำหน่ายสินค้ามีกลุ่มผู้บริโภคหลักคือพนักงานเหมืองทอง และครอบครัว หากเหมืองปิดตัวลงก็จะได้รับผลกระทบโดยตรงไม่สามารถค้าขายได้ จึงขอวอนให้ผู้เกี่ยวข้องทบทวนการปิดเหมืองทองกอีกครั้ง
     
    นายคมสัน ขวัญแก้ว อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 84 หมู่ที่ 3 ตำบลเขาทราย อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร หัวหน้าอาวุโสห้องหลอมทองคำ กล่าวว่า ตนทำงานมา 15 ปี ยังมีสุขภาพแข็งแรง ตนมองว่าเหมืองทองคำสร้างสิ่งดีทั้งความเจริญด้านเศรษฐกิจ การศึกษา ศาสนา หากเหมืองปิดตัวลงก็จะส่งผลกระทบเป็นอย่างมาก ทั้งเศรษฐกิจโดยรอบเหมือง และที่สำคัญคือการว่างงานของพนักงานเหมืองที่มีกว่า 1,000 คน ที่ต้องตกงานซึ่งก็จะส่งผลกระทบโดยตรงกับพนักงานและครอบครัว
     
    ส่วนตนแม้ว่าจะได้รับผลกระทบไม่มากเนื่องจากมีเงินทุนรำรองที่สะสมของบริษัท เพราะทำงานมาเป็นเวลานาน แต่ก็จะตกเป็นผู้ว่างงาน เนื่องจากอายุมากคงไม่มีใครรับทำงาน ส่วนแผนรองรับขณะนี้ยังไม่มีการเตรียมการรับมือว่าหากเหมืองปิดจริงจะทำอย่างไร อีกทั้งตอนนี้ก็อายุมากแล้ว จึงขอให้ผู้เกี่ยวข้องทบทวนการปิดเหมืองทองอีกครั้ง มาวันนี้เพื่อขอให้รัฐบาลมีการทบทวนการปิดเหมืองทองคำ
     
    สำหรับการติดตามแก้ปัญหากรณีเหมืองทองคำของจังหวัดพิจิตรในขณะนี้ มีการดำเนินการระยะเร่งด่วนคือการดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่รอบเหมืองทอง โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งของประชาชน โดยมีการดำเนินการกำชับส่วนงานที่เกี่ยวข้อง ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองทั้งระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน เพื่อป้องกันการกระทบกระทั่งของประชาชน 2 ฝ่าย เพื่อป้องกันปัญหาของความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจนส่งผลกระทบกับประชาชนที่อยู่โดยรอบเหมืองทอง
     
     
    บอร์ดค่าจ้างเลื่อนพิจารณาการปรับขึ้นค่าจ้างไปอีก 2 เดือน พร้อมขอความร่วมมือกระทรวงพาณิชย์ออกบูทจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ช่วงที่ค่าครองชีพสูง
     
    ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) ว่า ที่ประชุมมีมติเลื่อนการพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี 2559 ออกไปอีก 2 เดือน และให้อนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดกลับไปสำรวจตัวเลขสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพในแต่ละพื้นที่ โดยให้เร่งสำรวจและเสนอกลับมายังบอร์ดค่าจ้างภายในเดือนกรกฎาคม เพื่อให้ได้ข้อมูลค่าครองชีพล่าสุด
     
    ทั้งนี้จากข้อมูลตัวเลขที่มีการเสนอมาก่อนหน้านี้นั้น เป็นตัวเลขปี 2558 ซึ่งเป็นตัวเลขเก่าและจากการคำนวณทางวิทยาศาสตร์ พบว่ายังไม่เอื้อให้ปรับขึ้นค่าจ้างทั้งประเทศ แม้จะมี 6 จังหวัดที่เสนอขอปรับค่าจ้างมาก่อนหน้านี้ คือสระบุรี สมุทรปราการ ชลบุรี ภูเก็ต อยุธยาและฉะเชิงเทรา จึงต้องมีการสำรวจใหม่อีกครั้ง
     
    ม.ล.ปุณฑริก กล่าวอีกว่า มติดังกล่าวตัวแทนทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างเห็นด้วย โดยนายจ้างระบุว่าขณะนี้ตัวเลขการส่งออกที่แท้จริงยังคงติดลบ และยังไม่มีความสามารถในการจ่ายค่าจ้างเพิ่ม ส่วนฝ่ายลูกจ้างนั้น ก็ขอ ให้ทบทวนการพิจารณาอีกครั้ง โดยในระหว่างนี้กระทรวงแรงงานจะขอความร่วมมือจากกระทรวงพาณิชย์ ให้ออกบูทจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดเพื่อเป็นการช่วยเหลือแรงงานในช่วงที่ค่าครองชีพสูงขึ้น
     
     
    เตือนคนที่จะไปทำงานสิงคโปร์ต้องทำสัญญาการจ้างงานกับนายจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร
     
    นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางานได้รับแจ้งจากสำนักงานแรงงานในประเทศสิงคโปร์ว่า มีแรงงานไทยที่ทำงานในสถานบันเทิงประเทศสิงคโปร์ ตำแหน่งนักร้องและนักดนตรีร้องทุกข์จากการถูกนายจ้างค้างชำระค่าจ้าง และจ่ายค่าจ้างไม่ตรงตามที่ตกลงกันไว้ เนื่องจากไม่ได้ทำสัญญาการจ้างงานกับนายจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร และปัญหาการไม่มีงานทำ เนื่องจากเดินทางเข้าประเทศสิงคโปร์ในฐานะนักท่องเที่ยว
     
    ดังนั้นเพื่อป้องกันมิให้แรงงานไทยเสี่ยงต่อการถูกเอาเปรียบเรื่องค่าจ้าง สวัสดิการ รวมทั้งเสี่ยงจากการเดินทางไปแล้วไม่มีงานทำ กรมการจัดหางานจึงขอประชาสัมพันธ์ย้ำเตือนคนหางานที่ประสงค์จะไปทำงานในประเทศสิงคโปร์ ต้องไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยควรที่จะมีนายจ้างและได้รับใบอนุญาตการทำงานก่อนที่จะเดินทางไปทำงานที่ประเทศสิงคโปร์ ต้องมีการทำสัญญาการจ้างงานที่เป็นลายลักษณ์อักษร และศึกษารายละเอียดสัญญาการจ้างงานให้ชัดเจน เรียนรู้สภาพสังคม ชีวิตความเป็นอยู่ ค่าครองชีพ และวัฒนธรรมของประเทศสิงคโปร์ด้วย โดยสามารถศึกษาวิธีการเดินทางไปทำงานในประเทศสิงคโปร์ด้วยตนเอง อย่างถูกต้องได้ที่เว็บไซต์ http://www.mol.go.th/anonymouse/foreignlabour/39818 หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ สำนักงานบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน อาคารสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 3 ถนนมิตรไมตรี เขตดินแดง กรุงเทพฯ หรือ สายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694
     
     
    รมว.แรงงาน ย้ำส่งเสริมการมีงานทำของแรงงานนอกระบบในเวทีอาเซียน
     
    พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กล่าวในโอกาสเป็นประธานพบปะสื่อมวลชน พูดคุยถึงผลการเดินทางไปเยือนประเทศกลุ่ม CLMV เพื่อแก้ปัญหาค้ามนุษย์ร่วมกันว่า หลายประเทศให้ความสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านแรงงานในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากแรงงานนอกระบบเข้ามาอยู่ในแรงงานในระบบโดยมุ่งสู่แรงงานที่มีคุณค่า (Decent Work) ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งแรงงานในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบจากกำลังแรงงานที่มีอยู่ทั้งหมดเป็นแรงงานในระบบประกันสังคมราว 10 ล้านคนเศษที่เหลือประมาณ 20 ล้านคนเศษเป็นแรงงานนอกระบบ
     
    ทั้งนี้ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ โดยเฉพาะเน้น การส่งเสริมการมีงานทำให้แรงงานนอกระบบเข้าสู่การทำงานในระบบ โดยให้ความสำคัญในการดำเนินการปรับรูปแบบการทำงานนอกระบบซึ่งมีคณะกรรมการระดับชาติ โดยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการในการดำเนินนโยบายการบริหารจัดการแรงงานนอกระบบ และมีคณะอนุกรรมการโดยปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธานฯ เพื่อประสานงานด้านแผนยุทธศาสตร์ และยังมีคณะอนุกรรมการระดับจังหวัด ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบายและดำเนินการ
     
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาได้ดำเนินการภายใต้ "หลักการ 3 โอกาส" ประกอบด้วย โอกาสในการเริ่มต้น เน้นส่งเสริมให้มีทุนในการประกอบอาชีพ อาทิกองทุนรับงานไปทำที่บ้าน พร้อมกับการฝึกอบรมต่างๆ เพื่อจะได้มีอาชีพ อาทิ การประกอบอาหาร การนวดสปา การขายของทางอินเทอร์เน็ต เป็นต้น และส่วนที่สองคือโอกาสในการพัฒนา ได้มีการกำหนดมาตรวิชาชีพให้ได้รับการรับรองคุณวุฒิเพื่อนำไปประกอบอาชีพ และสุดท้ายคือโอกาสในการได้รับการคุ้มครองโดย การขยายความคุ้มครองไปสู่แรงงานนอกระบบ ซึ่งแนวคิดทั้งสามโอกาสนี้ เป็นแนวทางแบบองค์รวม ที่เน้นย้ำการจัดสรรแหล่งเงินทุนควบคู่การพัฒนาทักษะฝีมือและฝึกอบรม รวมทั้งการคุ้มครองทางสังคม ตลอดจนการพัฒนาด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงานให้แรงงานนอกระบบใด้มีชีวิตที่ดีขึ้น มีความปลอดภัยและมีงานทำอย่างยั่งยืน
     
     
    กอช.เตือนคนแก่สมัครก่อน 25 กันยายนนี้
     
    นายสมพร จิตเป็นธม เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เปิดเผยถึงการเร่งรัดรับสมัครผู้สูงอายุเข้าเป็นสมาชิกกองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. ซึ่งจากหลักเกณฑ์ของกฎหมายตามพระราชบัญญัติการให้สิทธิแก่ผู้สมัครสมาชิก กอช. เป็นบางกรณี ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป สามารถออมได้ 10 ปีเต็มนับจากอายุตัวในวันที่สมัครสมาชิก ซึ่งรวมถึงผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีแล้วด้วยที่ได้รับสิทธิตามกฎหมายนี้โดยไม่จำกัดอายุ โดยจะหมดเขตรับสมัครตามเงื่อนไขนี้ ในวันที่ 25 กันยายน 2559
     
    "เนื่องจากกฎหมายให้สิทธินี้เป็นระยะเวลา 1 ปีนับจากวันที่พ.ร.บ. มีผลใช้บังคับ ดังนั้น ผู้สูงอายุ ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จะสามารถสมัครเป็นสมาชิกกองทุนได้ภายในวันที่ 25 กันยายนนี้เท่านั้น ซึ่งจะครบ 1 ปีนับจากวันที่ประกาศกฎหมายฉบับนี้ ส่วนผู้ที่มีอายุ 50-60 ปี ถ้าสมัครสมาชิกก่อนวันที่ 25 กันยายนก็จะยังได้รับสิทธิออม 10 ปีนับจากอายุตัวในวันที่สมัคร แต่ถ้าเลยวันที่ 25 กันยายนไปแล้วก็สามารถสมัครสมาชิกได้ แต่จะออมได้ถึงอายุ 60 เท่านั้น"
     
    ประเทศไทยอยู่ในช่วงก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมาแล้วเป็นเวลากว่า 10 ปี และจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในอีกไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า คาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุมากถึง 14 ล้านคน รัฐจะมีภาระทางการเงินการคลังเพิ่มมากขึ้นในการดูแลประชากรสูงวัยในทุกด้าน ดังนั้นจำเป็นต้องส่งเสริมผลักดันให้มีการออมเพื่อชีวิตยามเกษียณของตนเองกอช.คือ ส่วนหนึ่งของระบบบำนาญของประเทศไทย ที่ประชากรกลุ่มที่เป็นแรงงานนอกระบบ หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่มีนายจ้างกว่า 25 ล้านคนทั่วประเทศจะได้มีโอกาสรับบำนาญเพื่อเลี้ยงชีพ ตัวเองเมื่อต้องเกษียณอายุและไม่มีรายได้แล้ว
     
    ผู้สนใจโทร.0-2017-0789 กด 0 วันจันทร์ศุกร์ 08.30-17.30 น. และที่ www.nsf.or.th และ facebook/กองทุนการออมแห่งชาติ หรือติดต่อที่หน่วยรับสมัครสมาชิก ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ
     
     
    "กรมสรรพากร" พร้อมลดหย่อนภาษีให้บริษัทเอกชนรับคนเกษียณเข้าทำงาน
     
    นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า หลังจากกระทรวงการคลังมีนโยบายดูแลสังคมผู้สูงอายุผ่านมาตรการต่างๆ ในส่วนของกรมสรรพากรพร้อมดูแลผู้สูงอายุตามนโยบายของกระทรวงการคลัง ด้วยการเปิดทางให้องค์กรที่จ้างผู้สูงอายุนำค่าใช้จ่ายสำหรับจ้างผู้สูงอายุเข้าทำงานหลังเกษียณอายุทำงาน 60 ปี มาหักลดหย่อนได้ถึง 2 เท่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมยกร่างกฎหมาย เพื่อเสนอกระทรวงการคลัง เพื่อช่วยเหลือสังคม เพราะคนอายุ 60 ปี ในปัจจุบันยังแข็งแรง และทำประโยชน์ช่วยเหลือสังคมได้อีกมาก แทนที่จะปล่อยให้ออกไปรับเบี้ยงชราอย่างเดียว เมื่อนำกลับมาใช้งานจะเป็นโยชน์ต่อองค์กร ในช่วง 10-15 ปี ข้างหน้า จะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นจำนวนมาก คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้
     
    นอกจากนี้ กรมสรรพากรเตรียมแยกกลุ่มธุรกิจ ออกเป็น 10-12 กลุ่ม เพื่อสะดวกในการแยกประเภทการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล เบื้องต้นนำร่องจัดกลุ่ม 5 กลุ่ม โดยร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าไทย สมาคมธนาคารไทย และสภาวิชาชีพทางบัญชี เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมการบริการ เพื่อต้องการปรับเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี เช่น กลุ่มผลิตสินค้า มีรายจ่ายบางรายการไม่มีหลักฐานใบเสร็จ ต้องให้คำแนะนำต้องลงบัญชีอย่างไร การกู้เงินจากสถาบันเงินในนามส่วนตัว แต่ได้นำเงินมาใช้ในธุรกิจของบริษัท
     
    จึงต้องแนะนำให้ลงบัญชีอย่างถูกต้อง กรมสรรพากร เตรียมนำมาใช้กับกลุ่มผู้ประกอบการร้านทองในวันที่ 22 พ.ค.นี้ แต่การนำร่อง 5 กลุ่ม จะเร่ิมในเดือนมิถุนายนนี้ เนื่องจากในเดือนพฤษภาคมปีนี้ เป็นปีที่ผู้สอบบัญชีต้องใช้เวลาเปลี่ยนผ่านระบบมาใช้ระบบบัญชีเดียวตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งทรัพย์สินเป็นสินค้าไม่เคยลงบัญชีต้องนำมาลงให้หมด ทั้งลูกหนี้ เจ้าหนี้ หรือบัญชีธนาคารนำมารวมทั้งหมด เมื่อแนวโน้มอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลถูกลงเรื่อย และหากลงบัญชีอย่างถูกต้อง ทำตรงไปตรงมาจะประหยัดภาษีมากว่าในปัจจุบัน
     
     
    ส.อ.ท. มองอุตสาหกรรมสิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม มีทิศทางฟื้นตัว คาด ปี 59 โต 1% มูลค่า 7,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
     
    นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยว่าภาพรวมอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในปี 2559 เริ่มมีทิศทางที่ฟื้นตัวขึ้น ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะเติบโตประมาณร้อยละ 1 มีมูลค่าอยู่ที่ 7,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเฉพาะการส่งออกวัตถุดิบสิ่งทอที่มีสัญญาณบวก หลังจากติดลบมากว่า 12 เดือน ซึ่งได้รับอานิสงส์จากความต้องการของกลุ่มตลาดอาเซียน ทำให้อุตสาหกรรมสิ่งทอในปีนี้จะเติบโตประมาณร้อยละ 1 มีมูลค่าประมาณ 4,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มจะฟื้นตัวขึ้นมาติดลบน้อยลงที่ร้อยละ 1 - 2 มีมูลค่าประมาณ 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยได้รับอานิสงส์จากการส่งออกของนักลงทุนไทยที่ขยายฐานการผลิตไปในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV และอินโดนีเซีย ซึ่งที่จะมีมูลค่าการส่งออกไปยังตลาดหลัก ในอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรป ประมาณ 900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ปัญหาเรื่องแรงงาน เนื่องจากอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มยังต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าว ทำให้ขาดแรงงานที่มีฝืมือ รวมถึงปัญหาภัยแล้งที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจระดับล่าง แต่ทั้งนี้ประเมินว่าภาพรวมอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในปี 2560 จะเติบโตและมีทิศทางที่ดีขึ้น
     
    นอกจากนี้ นายวัลลภ กล่าวว่า สำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกปีนี้ที่ฟื้นตัว มาจากการภาคบริการที่เติบโตขึ้น โดยเฉพาะสินค้า บริการ โรงแรม และการท่องเที่ยว แต่ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยยังต้องขับเคลื่อนด้วยภาคการผลิต การลงทุน โดยเฉพาะสินค้าที่มีนวัตกรรมใหม่ ๆ
     
     
    5 หน่วยงาน ภาครัฐ-เอกชนร่วมเปิดศูนย์แรงงานประมงแห่งแรกของไทย
     
    5 หน่วยงานภาครัฐและเอกชนร่วมมือจัดตั้งศูนย์สวัสดิภาพและธรรมาภิบาลแรงงานประมงสงขลา นับเป็นศูนย์แห่งแรกในประเทศไทย เพื่อเดินหน้าแก้ปัญหาการค้ามนุษย์และการใช้แรงงานผิดกฎหมายเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน คาดดูแลกลุ่มเป้าหมายแรงงานต่างด้าวในจังหวัดสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียงกว่า 25,000 คน
     
    ศูนย์ดังกล่าวก่อตั้งภายใต้บันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือ ศูนย์สวัสดิภาพและธรรมาภิบาลแรงงานประมงสงขลา ซึ่งมีหน่วยงานร่วมก่อตั้ง ประกอบด้วย องค์การสะพานปลา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน, สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย, ศูนย์อภิบาลผู้เดินทางทะเลสงขลา (บ้านสุขสันต์) และบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหารจำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ
     
    ดร.ธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และการใช้แรงงานผิดกฎหมายในอุตสาหกรรมประมงทุกรูปแบบอย่างจริงจังและปราบปรามอย่างเคร่งครัด โดยความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่าง ซีพีเอฟ ขณะเดียวกันการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานโดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวตามหลักมนุษยธรรมและมาตรฐานสากลถือเรื่องที่ต้องปฏิบัติอย่างชัดเจน ซึ่งโครงการดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งของการให้ความคุ้มครองแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายและแรงงานผิดกฎหมายที่ต้องการความช่วยเหลือให้ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม
     
    สำหรับศูนย์สวัสดิภาพและธรรมาภิบาลแรงงานประมงสงขลามีวัตถุประสงค์หลัก 5 ประการ คือ 1. การสร้างเครือข่ายอาสาสมัครแรงงานต่างด้าวและสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีเอื้อต่อการให้บริการ คุ้มครอง ป้องกัน ผู้ที่เสี่ยงหรือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ 2. ร่วมส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายการป้องกันการค้ามนุษย์ ในระดับจังหวัด และระดับท้องถิ่น 3. เป็นศูนย์การเรียนเด็กต่างด้าว แรงงานต่างด้าวและครอบครัวได้เรียนรู้ อบรม และส่งเสริมอาชีพ 4. เป็นศูนย์ให้การดูแล พยาบาล คัดกรองโรคเบื้องต้นและประกอบศาสนกิจแก่กลุ่มแรงงานประมงต่อเนื่องและครอบครัวของแรงงานต่างด้าว 5. เป็นศูนย์ประสานงานรับแจ้งเรื่องร้องทุกข์ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมของแรงงาน
     
    นายสุชาติ จันทลักขณา ผู้จัดการศูนย์สวัสดิภาพและธรรมาภิบาลแรงงานประมงสงขลาและผู้จัดการศูนย์อภิบาลผู้เดินทางทะเลสงขลา กล่าวว่า ศูนย์นี้จะสามารถช่วยพัฒนากลไกในการขับเคลื่อนนโยบายการป้องกันการค้ามนุษย์ ในระดับจังหวัด และระดับท้องถิ่นให้มีประสิทธิผล ขณะเดียวกันยังช่วยยกระดับความเป็นอยู่และสร้างอาชีพให้กับกลุ่มแรงงานประมงและประมงต่อเนื่อง ทั้งสัญชาติ ไทย กัมพูชา พม่า และลาว ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา และอำเภอใกล้เคียง รวมไปถึงกลุ่มเสี่ยงที่จะเข้าสู่วงจรการค้ามนุษย์ กลุ่มเด็กต่างด้าวและครอบครัวสัญชาติ กัมพูชา พม่า และลาว บริเวณท่าเทียบเรือประมงสงขลาและบริเวณใกล้เคียงกว่า 25,000 คน
     
    “ศูนย์สวัสดิภาพและธรรมาภิบาลแรงงานประมงสงขลา จัดตั้งขึ้นเพื่อมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของแรงงานภาคประมงที่ถูกกฎหมายและครอบครัว รวมไปถึงแรงงานผิดกฎหมายที่เดินเข้ามาขอความช่วยเหลือจากเรา ซึ่งศูนย์จะให้คำแนะนำ ความรู้ด้านการคุ้มครองแรงงาน ตลอดจนการสนับสนุนให้สามารถประกอบอาชีพโดยมีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตตามสมควรตามหลักมนุษยธรรม และไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมไปถึงการประชาสัมพันธ์การต่อต้านการค้ามนุษย์” นายสุชาติ กล่าว
     
    ทั้งนี้ ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เริ่มโครงการ ถึง สิ้นสุดโครงการ เป็นเวลา5 ปี (2558-2563) โดยคณะกรรมการศูนย์ฯจะพิจารณาและประเมินผลการดำเนินงานแต่ละโครงการปีต่อปี และมีกลุ่มเป้าหมายหลักในพื้นที่ 5 กลุ่ม ครอบคลุมจำนวนแรงงานและกลุ่มเสี่ยงกว่า 25,000 คน ประกอบด้วยกลุ่มลูกเรือประมง และแรงงานประมงต่อเนื่องจำนวน 3,565 คน, กลุ่มแรงงานที่เสี่ยงต่อการเข้าสู่วงจรการค้ามนุษย์จำนวน 20,000 คน, กลุ่มเด็กต่างด้าวอายุ 4–15 ปี จำนวน 50 คน, กลุ่มแรงงานสตรีจำนวน 1,200 คน และกลุ่มครอบครัวเด็กต่างด้าวจำนวน 320 คน อย่างไรก็ตาม ผลสำเร็จของโครงการนี้จะเป็นต้นแบบในการขยายผลการดำเนินงานไปยังท่าเรืออื่นๆในประเทศไทย
     
    ศูนย์นี้มีการจัดสรรพื้นที่เป็น 4 ส่วน เพื่อให้การดำเนินโครงการมีประสิทธิภาพ คือ ห้องเรียนสำหรับเด็กต่างด้าว,ห้องละหมาด, ห้องพยาบาล, ห้องอเนกประสงค์ซึ่งรวมถึงศูนย์ติดต่อประสานงาน ห้องประชุมและห้องสมุด
     
    นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯ เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาแรงงานซึ่งกระทบต่อภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ ดังนั้นจึงเห็นว่าการจัดตั้งศูนย์ตามคำแนะนำและความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งในภาครัฐและเอกชนจะเป็นก้าวแรกอันสำคัญต่อการเริ่มต้นในการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด โดยการสร้างการตระหนักรู้และการแก้ไขให้เกิดความถูกต้องบนความรับผิดชอบของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และคำนึงถึงหลักพื้นฐานของสิทธิมนุษยชนในระดับสากล อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานประมงที่ดียิ่งขึ้น และยังให้ความสำคัญลงไปถึงครอบครัวแรงงานประมง โดย ซีพีเอฟ มีส่วนสนับสนุนงบประมาณในระยะเริ่มต้นของการจัดตั้งศูนย์ ซึ่งในอนาคตหากการดำเนินการได้ตามเป้าหมาย จะมีการหารือเพื่อให้เกิดแนวทางการสนับสนุนจากเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเพิ่มมากขึ้น
     
     
    เอ็นจีโอจี้ รบ.เกลี่ยงบรายหัวรักษาพยาบาล ขรก.เท่าเทียมประชาชน
     
    จากกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติตามความเห็นของสำนักงบประมาณ เห็นควรงบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปี 2560 จำนวน 167,214,587,300 บาท หรือ 1.67 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2559 กว่า 2 พันล้านบาท แบ่งออกเป็น 1.งบประมาณกองทุนบัตรทอง 165,773,014,400 บาท สำหรับประชาชนผู้มีสิทธิบัตรทองกว่า 48 ล้านคน คิดเป็นอัตราเหมาจ่ายรายหัวคนละ 3,109.87 บาท จะกระจายให้แก่โรงพยาบาลตามสิทธิในสังกัด สธ.เกือบ 14,000 แห่ง และ 2.งบบริหารจัดการในสำนักงานหลักประกันสุขภาพฯ 1,647,397,000 บาท
     
    นางสุรีรัตน์ ตรีมรรคา ผู้ประสานงานกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า งบประมาณดังกล่าวไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก แต่มองว่าเป็นการเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ ตามเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ส่วนการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ใช้งบประมาณส่งเสริมสุขภาพประชาชนอย่างประหยัด ไม่เกินร้อยละ 2 ต่อปี นายกฯควรมองในเรื่องความสำคัญของสุขภาพประชาชน การจัดงบประมาณให้ดูแลสุขภาพประชาชนนั้นถือเป็นเรื่องคุ้มค่าเพราะหาก ประชาชนมีสุขภาพดี คนในสังคมก็จะมีคุณภาพ ส่วนกรณีมีข้อเสนอให้นำงบประมาณในการส่งเสริมสุขภาพประชาชนของ สปสช.ไปให้ สสส.บริหารจัดการเลย เนื่องจากภาระงานตรงตามหน้าที่นั้น องค์กรทั้งสองเป็นคนละส่วนงานกัน สสส.ไม่ใช่องค์กรภาครัฐ มีหน้าที่สนับสนุนส่งเสริมสุขภาพในภาคประชาชน ในเอกชน สปสช.มีหน้าที่รักษาพยายาล ดูแลสุขภาพของประชาชน มีหน่วยบริการรักษาโรค มองว่าไม่ต้องนำงบประมาณมารวมกัน แต่ควรจะวางวิสัยทัศน์ในการทำงานร่วมกัน
     
    "ควรเพิ่มงบประมาณด้านนี้ให้มากกว่านี้ หากจะเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มสักเพียงร้อยละ 1 ก็เก็บเงินเพิ่มได้อีกประมาณแสนล้านบาท ประชาชนจะยินดีให้ขึ้น หากทราบว่าเงินส่วนนั้นจะนำไปสร้างประโยชน์ให้ประชาชน" นางสุรีรัตน์กล่าว และว่า ควรมีคณะกรรมการกลางมาดูแลการทำงานของหน่วยงานทำหน้าที่ดูแลสุขภาพประชาชน ทั้งสามองค์กรคือ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สสส.และ สปสช. อาจเป็นรองนายกฯ เป็นประธาน และให้พิจารณาการทำงานให้ครบวงจร ไม่ใช่ดูแลเฉพาะเรื่องงบประมาณเพียงอย่างเดียว
     
    นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ และอดีตกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า นายกฯ ระบุให้ สสส.และ สปสช.ประหยัดการใช้งบประมาณด้านการส่งเสริมสุขภาพนั้น มองว่าควรจะมองภาพรวมการดำเนินงานของแต่ละกองทุนด้วยว่าเป็นอย่างไรบ้าง หากจะดูงบประมาณก็จะต้องดูทุกกองทุน นายกฯ ควรต้องดูว่าจะเกลี่ยงบประมาณทั้ง 3 กองทุนด้านสุขภาพ คือ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนประกันสังคม และกองทุนรักษาพยาบาลข้าราชการ ให้มีความเท่าเทียมกันได้อย่างไร แม้กระทั่งงบประมาณรายหัวของราชการก็อยู่ที่ 12,000 บาท ขณะที่ประชาชนอยู่ที่ 3,000 บาท มีความเหลื่อมล้ำ อีกทั้งงบประมาณรายหัวนั้นไม่เคยได้ตามความเป็นจริงที่คำนวณและขอไป ส่วนการเสนอให้นำงบประมาณในการส่งเสริมสุขภาพประชาชนของ สปสช. ไปให้ สสส.บริหารจัดการเลย เนื่องจากภาระงานตรงตามหน้าที่นั้น ทั้งสององค์กรมีหน้าที่ต่างกัน คือ สปสช. มีหน้าที่ส่งเสริมป้องกันสุขภาพของบุคคลเป็นรายบุคคลโดยตรง เช่น การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคให้แต่ละบุคคล เป็นต้น ส่วน สสส.เป็นการส่งเสริมสุขภาพในภาพรวม เช่น การรณรงค์ให้ขับขี่ปลอดภัย เป็นต้น จึงไม่สามารถเอารวมกันได้
     
    แหล่งข่าวแวดวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า จริงๆ แล้วงบประมาณที่ได้รับแม้จะเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากเดิมที สปสช.เสนอของบประมาณ 1.73 แสนล้านบาท เนื่องจากปัจจุบันประชาชนผู้มีสิทธิบัตรทองเข้าถึงบริการมากขึ้นถึงร้อยละ 99.92 ขณะที่งบประมาณได้กระจายให้โรงพยาบาลตามสิทธิทั้งสิ้น 13,929 แห่ง การเพิ่มงบประมาณด้านสุขภาพถือว่าจำเป็นมาก เพราะจากข้อมูลปี 2558 มีการใช้บริการผู้ป่วยนอกถึง 159 ล้านครั้ง การใช้บริการผู้ป่วยในจำนวน 5.7 ล้านครั้ง ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ได้รับยาต้านไวรัสสะสมถึง 258,039 ราย มีการใช้บริการบำบัดทดแทนไตถึง 40,429 ราย การใช้บริการผู้ป่วยโรคเรื้อรังได้รับการคัดกรองโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงจำนวน 3,606,930 ราย
     
    แหล่งข่าวกล่าวว่า หากมองผิวเผินเหมือน สปสช.จะได้รับงบเพิ่มมาบริหารกองทุนบัตรทองประมาณ 2.6 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 1.6 แต่จริงๆ แล้ว ได้รับเงินเพิ่มขึ้นจากกองทุนเพียง 456.74 ล้านบาท หรือเพิ่มเพียงร้อยละ 0.37 เท่านั้น ส่วนที่ถูกตัดออกไปนั้นเป็นเงินเดือนของบุคลากรสาธารณสุขเพิ่มขึ้นอีก 2,164.09 ล้านบาท หลายคนไม่เข้าใจจุดนี้ แต่คนในวงการสุขภาพทราบดี
     
    เพราะจริงๆ แล้วงบประมาณด้านสุขภาพถูกจำกัดต่างหาก เนื่องจากหลังจาก สปสช.เสนอของบประมาณหลักประกันสุขภาพไปนั้น สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือด่วนที่สุดที่ นร 0506/12601 ลงวันที่ 7 เมษายน 2559 ระบุว่านายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ สปสช.ไปทบทวนการพิจารณางบประมาณร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงบประมาณ
    "นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้หารือเรื่อง 1.บูรณาการการใช้จ่ายงบประมาณของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ โดยกำหนดเป้าหมายการใช้จ่ายงบประมาณว่าต้องไม่ซ้ำซ้อนกันและให้ใช้จ่ายงบ อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด 2.ให้เพิ่มกรอบวงเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพได้ไม่เกินร้อยละ 2 และ 3.ให้ปรับลดงบประมาณสำหรับบริหารจัดการสำนักงานหลักประกันสุขภาพ เนื่องจากที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นร้อยละ16 จากทั้งหมดจึงทำให้มีการปรับลดงบบัตรทองลง ดังนั้นที่เพิ่มขึ้นจึงเหมือนแทบไม่ได้เพิ่มเลย" แหล่งข่าวกล่าว และว่า ส่วนเรื่องการใช้งบสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคอาจซ้ำซ้อนกับ สสส.นั้น จริงๆ แล้วหากพิจารณาจะพบว่ากรณีนี้น่าจะไปจำกัดการใช้งบประมาณของ สสส.มากกว่าโดยเฉพาะการสนับสนุนโครงการอาจจะซ้ำกับทาง สปสช. ตรงนี้มีคณะทำงานพิจารณาอยู่ ประกอบกับงบสร้างเสริมสุขภาพของ สปสช.จะเน้นเรื่องโครงการตรวจคัดกรองโรคเรื้อรัง โครงการบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรค ที่ผ่านมา สสส.ไม่ได้มุ่งเน้นมาก ตรงนี้ก็มองว่าอาจให้ สสส.มาร่วมและใช้งบของ สสส.ด้วยหรือไม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างร่างแผนการทำงานร่วมระหว่าง สสส.และ สปสช.ให้ร่วมกันบูรณาการการทำงานอย่างแท้จริง
     
    พญ.ประชุมพร บูรณ์เจริญ ตัวแทนประชาคมสาธารณสุข และแพทย์โรงพยาบาลสุรินทร์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องการแก้ปัญหาการใช้งบสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคระหว่าง สปสช. และ สสส. อาจมีความซ้ำซ้อนนั้น ตนมองว่างบประมาณ สปสช.ได้รับเป็นหมื่นล้านบาทสำหรับการสร้างเสริมสุขภาพ ครอบคลุมประชาชนกว่า 60 ล้านคน ไม่เพียงแต่สิทธิบัตรทอง แต่รวมทุกสิทธิ ทั้งประกันสังคมและสิทธิสวัสดิการข้าราชการ เป็นไปได้หรือไม่ให้ สสส.เป็นผู้ดูแล และนำงบก้อนนี้มาใช้ในการบริการให้ผู้ป่วยจะดีกว่า เพราะ สสส.ก็มีงบประมาณกว่า 4 พันล้านบาทอยู่แล้ว และทำหน้าที่นี้โดยตรง จะได้ตรงกับภารกิจของตัวเอง
     
     
    ก.แรงงาน เตรียมแผนรองรับ หลัง ขสมก.ปรับโครงสร้างองค์กรเล็งลดพนักงาน 4 พันคน
     
    รายงานข่าว ระบุว่า ในวันที่ 30 พ.ค. นี้ทางคณะกรรมการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จะมีการประชุมเพื่อพิจารณาแผนฟื้นฟูฉบับที่ปรับปรุงแล้ว ก่อนจะเสนอพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ในเร็วๆนี้ เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูของ ขสมก.
     
    ขณะที่ ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้ประชุมร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนงานรองรับกรณีที่ ขสมก. ประกาศแผนการฟื้นฟูองค์กร และเตรียมแผนรองรับการใช้ระบบตั๋วร่วมกับระบบขนส่งมวลชนสาธารณะอื่นๆ ภายในปี 61 ซึ่งจะมีการลดพนักงานเก็บค่าโดยสาร จำนวน 3,000 คน และพนักงานด้านอื่นอีกประมาณ 1,000 คน
     
    ทั้งนี้กระทรวงฯได้บูรณาการงานกับหน่วยงานในสังกัดทุกพื้นที่ ทั้งในเรื่องการหาตำแหน่งงานว่างรองรับ, การฝึกอาชีพเพื่อปรับเปลี่ยนงานหรือทำอาชีพอิสระ รวมทั้งการดูแลเรื่องค่าจ้าง สวัสดิการ และค่าชดเชย
     
     
    กมธ.ปฏิรูปด้านสังคมสัมมนาปัญหาแรงงาน
     
    คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ร่วมกับ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดสัมมนาเรื่อง “สถานการณ์แรงงานไทยในสายตาประชาคมโลก” ที่อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีหลักการและเหตุผล เนื่องด้วยสังคมไทยเผชิญกับสภาวะการขยายตัวของจำนวนแรงงานมากขึ้น จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อปี 2558 พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนแรงงานรวมทั้งสิ้น 38.4 ล้านคน แบ่งเป็นแรงงานในระบบ 16.3 ล้านคน และแรงงานนอกระบบ 22.1 ล้านคน ทั้งนี้ ส่วนใหญ่แรงงานมีปัญหาการเกิดอุบัติเหตุและโรคจากการทำงาน การเข้าไม่ถึงสิทธิคุ้มครองต่าง ๆ และปัญหาด้านแรงงานสัมพันธ์ ซึ่งสภาพการจ้างงานเป็นผลจากนโยบายการพัฒนาประเทศที่ยังกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ ทำให้แรงงานที่ทำงานอยู่ในภาคการเกษตรในชนบทอพยพเข้ามาทำงานในเมืองมาก
     
    ขึ้น ขณะเดียวกัน การจ้างงานในอุตสาหกรรมประมง โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติ พบว่า มีการละเมิดสิทธิแรงงานจำนวนไม่น้อย ทำให้ประเทศไทยถูกจับตาจากนานาชาติ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ถูกเพ่งเล็ง และการคว่ำบาตรทางการค้า
     
    โดยศาสตราจารย์สุภางค์ ดร.จันทวานิช ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการย้ายถิ่น สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมอภิปรายในงานสัมมนาเรื่อง “สถานการณ์แรงงานไทยในสายตาประชาคมโลก” ว่า สภาพแรงงานบังคับตามตัวชี้วัดของ ILO พบว่า การละเมิดอันเนื่องมาจากความเปราะบาง โดยไม่มีเอกสารถึงร้อย 55.3 นายจ้างไม่พาไปจดทะเบียน ร้อยละ 16.8 การหลอกลวงเกี่ยวกับลักษณะงานที่จะต้องทำร้อยละ 4.9 ส่วนร้อยละ 3.8 ใช้ความรุนแรงต่อร่างกายที่มีการทุบตีขณะอยู่ในเรือ
     
    นอกจากนี้ ยังมีตัวชี้วัดจากการข่มขู่ การค้างจ่ายค่าจ้าง แรงงานขัดหนี้ด้วยการทำงานเพื่อใช้หนี้จากเงินที่รับล่วงหน้า ถูกขาย หรือส่งต่อให้เรือลำอื่นโดยไม่เต็มใจ รวมถึงสภาพการทำงานและสภาพการดำรงชีพที่น้ำดื่ม อาหารไม่เพียงพอ การได้รับอุบัติเหตุบาดเจ็บในเรือ ดังนั้น จึงขอเสนอแนะให้คุ้มครองแรงงานประมงไม่ให้เป็นแรงงานบังคับ ต้องแทรงแซงและจับกุมขบวนการนายหน้า การให้แรงงานร้องเรียนได้ขณะอยู่ในเรือ การให้เรือทุกลำเป็นสมาชิกสมาคมประมงนอกน่านน้ำ และสมาคมประมงแห่งประเทศไทย การกวดขันไม่ให้มีแรงงานเด็ก และตรวจแรงงานประมงโดยกระทรวงแรงงาน
     
     
    รมว.แรงงาน สั่งตรวจเข้มแรงงานต่างด้าวขายสินค้าบริเวณทางเท้า
     
    นายธีรพล ขุนเมือง ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงานในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีมีแรงงานต่างด้าว ขายสินค้าบริเวณทางเท้าทั้งยังจำหน่ายสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานด้วยนั้น ได้สั่งการให้กรมการจัดหางาน ดำเนินการตรวจสอบการทำงานของคนต่างด้าว 3 สัญชาติ (เมียนมา ลาว กัมพูชา) รวมทั้งเวียดนาม ทั่วประเทศ ให้ทำงานตามที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น โดยกิจการที่ได้รับอนุญาตมีเฉพาะงานกรรมกรและผู้รับใช้ในบ้าน และประการสำคัญต้องมีนายจ้างด้วย ซึ่งแรงงานต่างด้าวไม่สามารถที่จะไปประกอบอาชีพอิสระในลักษณะขายสินค้าหาบเร่ แผงลอย บริเวณทางเท้าได้ ดังนั้นหากใครพบเห็นแรงงานต่างด้าวที่ประกอบอาชีพในลักษณะดังกล่าวขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่กรมการจัดหางาน หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หรือโทรแจ้งสายด่วน 1694 เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้การจัดระบบแรงงานต่างด้าวเป็นระเบียบและไม่มีผลกระทบต่อประชาชน ทั้งในแง่ของการทำงานและความปลอดภัยในการบริโภคสินค้า
     
    นายธีรพลกล่าวต่อไปว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้กำชับเพิ่มเติมให้กรมการจัดหางานกำหนดเขตพื้นที่ปลอดการใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และหากพบว่าพื้นที่ใดมีการใช้แรงงานผิดกฎหมายอยู่ จะถือเป็นตัวชี้วัดและประเมินผลการทำงานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานในแต่ละจังหวัดด้วย สำหรับแรงงานต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่2,000 - 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือหากแรงงานต่างด้าวยินยอมเดินทางกลับประเทศภายใน30วันพนักงานสอบสวนก็จะเปรียบเทียบปรับและดำเนินการให้แรงงานต่างด้าวนั้นเดินทางกลับออกนอกราชอาณาจักรต่อไป
     
     
    กรมจัดหางานเผยไต้หวันครองแชมป์แรงงานไทยเดินทางไปทำงานมากสุด
     
    นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า จากสถิติคนงานไทยที่เดินทางไปทำงานในต่างประเทศ โดยผ่านด่านตรวจคนหางานสุวรรณภูมิประจำเดือน เมษายน 2559 พบว่ามีคนหางานไทยไปทำงานใน ต่างประเทศรวมทั้งสิ้นจำนวน 8,061 คน โดยนิยมเดินทาง ไปทำงานที่ไต้หวันมากที่สุด จำนวน 2,778 คน รองลงมาคือ เกาหลีใต้ จำนวน 1,298 คน ญี่ปุ่น จำนวน 643 คน อิสราเอล จำนวน 558 คน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จำนวน 453 คน ตามลำดับ และประเทศที่คนหางานมีพฤติกรรมจะลักลอบไปทำงานมากที่สุดคือ เกาหลีใต้และบาห์เรน ซึ่งการไปทำงานต่างประเทศควรไปอย่างถูกวิธีและถูกต้องตามกฎหมายซึ่งมี 5 วิธี คือ บริษัทจัดหางานจัดส่ง กรมการจัดหางานจัดส่ง เดินทางไปทำงานด้วยตนเอง นายจ้างในประเทศไทยพาลูกจ้างไปทำงานและนายจ้างในประเทศไทยส่งลูกจ้างไปฝึกงานในต่างประเทศ
     
    กรมการจัดหางานจึงขอประชาสัมพันธ์ให้คน หางานไทยที่ต้องการไปทำงานต่างประเทศได้ทราบ หากต้องการ ไปทำงานต่างประเทศ สามารถขอคำปรึกษาแนะนำหรือตรวจสอบข้อมูลกับกรมการจัดหางานก่อนตัดสินใจไปทำงานได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนัก จัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 1-10 สำนักงานบริหารแรงงานไทย ไปต่างประเทศ โทร. 02-2459435 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694
     
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    คดีที่เอกชนฟ้องสุแก้ว ฟุงฟู และชาวบ้านรวม 7 ราย ว่าบุกรุกที่ดินบ้านแพะใต้ จ.ลำพูน ซึ่งเดิมเป็นที่ดินหน้าหมู่ในชุมชนแล้วถูกเอกชนนำไปออกเอกสารสิทธิ์ และที่ดินอยู่ระหว่างไกล่เกลี่ยเพื่อเข้าโครงการนำร่องธนาคารที่ดินตามนโยบายรัฐบาลนั้น ล่าสุดศาลฎีกาอ่านคำตัดสิน โดยยืนตามศาลอุทธรณ์ จำคุก 7 จำเลยเป็นเวลา 1 ปี ไม่รอลงอาญา

    สุแก้ว ฟุงฟู (คนกลางนั่งแถวหน้า) (ที่มาของภาพประกอบ: Landjustice5thai/มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ)

    25 พ.ค. 2559 ที่ศาลจังหวัดลำพูน มีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่บริษัทอินทนนท์การเกษตร โดยนพรัตน์ แซ่เตี๋ยว และยุทธนา แซ่เตี๋ยว เป็นโจทก์ฟ้องคดีชาวบ้านแพะใต้จำนวน 10 คน ประกอบด้วย 1.สุแก้ว ฟุงฟู 2.พิภพ หารุคำจา 3.สองเมือง โปยาพันธ์ 4. วัลลภ ยาวิระ 5.วัลลภ ไววา 6.คำ ซางเลง 7.บัวไร ซางเลง ส่วนจำเลยอีก 3 รายเสียชีวิตไปแล้ว โดยมีการฟ้องในข้อหาร่วมกันบุกรุกยึดถือครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของของผู้อื่น ซึ่งมีการฟ้องร้องดำเนินคดีครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2540

    โดยก่อนหน้านี้เมื่อ 29 ธ.ค. 2558 ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา จนกว่าจะมีการเจรจาไกล่เกลี่ยกันตามการเสนอของฝ่ายจำเลย เนื่องจากกำลังมีการแก้ไขปัญหาโดยสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) (อ่านข่าวก่อนหน้านี้) 

    อย่างไรก็ตามกระบวนการจัดซื้อที่ดินให้ชาวบ้านตามแนวทางของธนาคารที่ดินยังมีความล่าช้า และยังไม่มีการจัดซื้อที่ดินให้ชาวบ้าน และในวันนี้ ศาลจังหวัดลำพูนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา โดยพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ตัดสินให้จำเลยทั้ง 7 ราย ที่ยังมีชีวิตอยู่ ตัดสินจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา

    อนึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 26-27 พ.ย. 2558 สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน หรือ บจธ. นำโดย สถิตย์พงษ์ สุดชูเกียรติ ผู้อำนวยการ บจธ. พร้อมกับที่ปรึกษาและเจ้าหน้าที่สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน เดินทางเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง สำรวจสภาพพื้นที่ และลักษณะทั่วไปของชุมชนตามโครงการนำร่องธนาคารที่ดินพื้นที่นำร่อง 5 ชุมชน ในการลงพื้นที่ครั้งนี้สถิตย์พงษ์ ได้รับทราบปัญหาที่ดินและอีกปัญหาสำคัญคือเรื่องคดีความ

    โดยผู้อำนวยการ บจธ. ได้ชี้แจงต่อชาวบ้านที่มาร่วมฟังเรื่องแนวทางการดำเนินการโครงการนำร่องธนาคารที่ดิน จะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6-8 เดือนหากได้รับการอนุมัติให้ใช้งบประมาณจาก ครม. และเรื่องคดีความทางสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน พร้อมให้ความร่วมมือในการแถลงต่อศาล ให้ทราบถึงแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน โดยขอความเมตตาต่อศาลในการเลื่อนการอ่านคำพิพากษาไปก่อน

    สำหรับคำพิพากษาศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2549 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้ลงโทษจำเลยทั้ง 10  จึงพิพากษายกฟ้อง ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาและศาลอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 พิพากษาแก้เป็นว่า  จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 กับจำเลยที่ 9 และที่ 10  มีความผิดตามมาตรา 356(3) ประกอบมาตรา 362 จำคุกคนละ 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 กับจำเลยที่ 9 และที่ 10 และต่อมาศาลฎีกาก็มีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ดังกล่าว

     

    ความเป็นมาของปัญที่ดินที่ทำกินกรณีชาวบ้านแพะใต้ (ที่มา: สำนักข่าวประชาธรรม)

    ในกรณีของชาวบ้านกลุ่มปัญหาที่ดิน จ.ลำพูน ปัญหาที่ดินบ้านแพะใต้ อ.เวียงหนองล่อง นับเป็นหมู่บ้านแรกๆ ที่ริเริ่มเข้าปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนด้วยแนวคิดที่ว่าที่ดินแปลงเหล่านั้น เป็นที่ดินสาธารณะ และชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันในการ ทำการเพาะปลูกได้ แต่ทว่าเมื่อลงมือปฏิรูปที่ดินกลับมีนายทุนมาแสดงความเป็นเจ้าของ กรณีที่เกิดขึ้นชุมชนบ้านแพะใต้จึงร่วมกันตรวจสอบการถือครองที่ดินเหล่านั้น ของนายทุนและพบว่า กระบวนการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินเหล่านั้นมิชอบด้วยกฎหมาย

    กล่าวคือ ตั้งแต่ปี 2533 กลุ่มนายทุนจาก จ.เชียงใหม่ ได้เข้ามากว้านซื้อที่ดินในพื้นที่ดังกล่าวตามโครงการเร่งรัดออกโฉนดที่ดิน โดยการเดินสำรวจ ทั้งนี้บริษัทอินทนนท์การเกษตรซื้อที่ดิน สค. 1 และ นส.3 จากชาวบ้านบางส่วนประมาณไม่กี่สิบไร่ แต่ฉวยโอกาสนำไปออกโฉนดที่ดินครอบคลุมพื้นที่สาธารณะประโยชน์ของบ้านแพะใต้ ทั้งหมดกว่า 600 ไร่ โดยชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีส่วนรู้เห็นการซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าว

    หลังจากนั้น บริษัทนำพื้นที่ทั้งหมดไปจัดสรรเป็นรีสอร์ท สวนเกษตรขนาดใหญ่เพื่อแบ่งแปลงขาย และยังมีการมอบที่ดินที่กว้านซื้อนี้ให้ก่อตั้งศูนย์ราชการคือ อ.เวียงหนองล่องเพื่อกระตุ้นการซื้อที่ดินในแปลงจัดสรรของบริษัท นอกจากนี้บริษัทอินทนนท์การเกษตรยังนำโฉนดที่ดินเข้าจำนองกับบริษัทเงินทุน หลักทรัพย์ และธนาคารกรุงไทยมูลค่าอย่างน้อย 40 ล้านบาท จนเมื่อเศรษฐกิจอยู่ในสภาวะวิกฤต ที่ดินดังกล่าวก็ถูกปล่อยทิ้งรกร้างว่างเปล่า

    ดังนั้นปี 2540 ชาวบ้านแพะใต้จำนวน 99 ครอบครัวจึงเข้าไปปฏิรูปที่ดินในบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะในพื้นที่บริษัทปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า ไม่ทำประโยชน์ เนื่องจากที่ดินไม่เพียงพอ หลายครอบครัวยากจน และไม่มีที่ดินทำกิน และจากการเข้าทำการปฏิรูปที่ดินครั้งนั้นจึงนำไปสู่การค้นพบกระบวนการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

    ลำดับเหตุการณ์ ในการเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ต่อรัฐบาล

    1.) เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2554 คณะรัฐมนตรีประชุมเห็นชอบให้มีการดำเนินงานโครงการนำร่องแก้ไขปัญหาที่ดินของเกษตรกรรายย่อยไทยเข้มแข็ง ภายใต้นโยบายกองทุนธนาคารที่ดิน และต่อมาคณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2554 ได้พิจารณากรณีโครงการนำร่องธนาคารที่ดินภาคเหนือ 5 หมู่บ้าน ให้ดำเนินโครงการดังกล่าวในกรอบวงเงิน 167 ล้านบาท โดยดำเนินการในพื้นที่ 5 หมู่บ้าน ได้แก่

    1.1) บ้านไร่ดง หมู่ที่ 3 ตำบลน้ำดิบ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน

    1.2) บ้านแม่อาว หมู่ที่ 3 ตำบลนครเจดีย์ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน

    1.3) บ้านแพะใต้ หมู่ที่ 7 ตำบลหนองล่อง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน

    1.4) บ้านท่ากอม่วง หมู่ที่ 3 ตำบลหนองปลาสวาย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน

    1.5) บ้านโป่ง หมู่ที่ 2 ตำบลแม่แฝก อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

    ต่อมา ปี พ.ศ. 2554  ได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินขึ้น ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่มที่ 128 ตอนที่ 33 ก ลงวันที่ 3 พ.ค 2554

    ตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 เป็นต้นมาจะเห็นได้ชัดว่ามีการพยายามแก้ไขปัญหามาโดยตลอด มีคำสั่งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่สาธารณะประโยชน์และที่ดินเอกชนปล่อยทิ้งร้าง ที่ 3/2556 เรื่องการแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีปัญหาที่สาธารณะประโยชน์ทับซ้อนที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของราษฎร และการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินโดยมิชอบของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม 9 คณะ ในส่วนจังหวัดลำพูนอยู่ในคณะทำงานลำดับที่ 1.5 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนเป็นประธาน ได้มีการประชุมและมีการเจรจาตกลงซื้อที่ดินกับกลุ่มเอกชนผู้ถือครองเอกสาร สิทธิ์ ในพื้นที่บ้านไร่ดง หมู่ที่ 3 ตำบลน้ำดิบ อำเภอป่าซาง จำหวัดลำพูน (ปัจจุบันแยกหมู่บ้านเป็นบ้านใหม่ป่าฝาง หมู่ที่ 15 ตำบลน้ำดิบ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน) ใช้งบประมาณในการจัดซื้อที่ดิน น.ส.3 ก. จำนวน 10 แปลง ราคา 3,800,000 บาท คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 8 มี.ค 2554 รับทราบผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่สาธารณประโยชน์ ที่ดินเอกชนปล่อยทิ้งร้างและเหมืองแร่ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายถาวร เสนเนียม) เป็นประธานในคณะอนุกรรมการ ได้เสนอให้มีการจัดซื้อที่ดิน เพื่อดำเนินการเป็นพื้นที่นำร่องในรูปแบบของธนาคารที่ดิน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการ โดยให้การสนับสนุนงบประมาณ เป็นเงินจำนวน 167,960,000 บาท ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2554 อนุมัติงบประมาณรายจ่าย งบกลางรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 งบกลางรายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ "โครงการนำร่องการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกรรายย่อยไทยเข้มแข็งภายใต้ นโยบายกองทุนธนาคารที่ดิน แต่เนื่องจากในขณะนั้นสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินยังไม่มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการบริหารสถาบันฯ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้

    ต่อมาเมื่อ วันที่ 21 พ.ค. 2556 คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษารับทราบและเห็นชอบในหลักการการแก้ไข้ปัญหาของ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม กรณีการดำเนินการโครงการนำร่องธนาคารที่ดิน ในพื้นที่นำร่อง 5 ชุมชน ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ ทั้งนี้ให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เร่งดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมาย โดยประสานรายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณในการดำเนินการกับสำนักงบประมาณแล้วเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

    จนถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีแนวคิดจัดตั้งธนาคารที่ดิน จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหาร, ผู้อำนวยการสถาบัน และบรรจุพนักงานเพื่อดำเนินงานเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2558 โดยมี สถิตย์พงษ์ สุดชูเกียรติ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) (บจธ.)

    เมื่อวันที่ 26-27 พ.ย. 2558 ทางสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน นำโดย สถิตย์พงษ์ สุดชูเกียรติ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) (บจธ.) พร้อมกับที่ปรึกษาและเจ้าหน้าที่สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน เดินทางเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง สำรวจสภาพพื้นที่ และลักษณะทั่วไปของชุมชนตามโครงการนำร่องธนาคารที่ดินพื้นที่นำร่อง 5 ชุมชน ในการลงพื้นที่ครั้งนี้สถิตย์พงษ์ ได้รับทราบปัญหาที่ดินและอีกปัญหาสำคัญคือเรื่องคดีความ โดยสถิตย์พงษ์ ได้ชี้แจงต่อชาวบ้านที่มาร่วมฟังเรื่องแนวทางการดำเนินการโครงการนำร่องธนาคารที่ดิน จะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6-8 เดือนหากได้รับการอนุมัติให้ใช้งบประมาณจาก ครม. และเรื่องคดีความทางสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน พร้อมให้ความร่วมมือในการแถลงต่อศาล ให้ทราบถึงแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ทั้งนี้ขอความเมตตาต่อศาลในการเลื่อนการอ่านคำพิพากษาไปก่อน

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตย ร้องกองทัพบก ชี้แจงปมทหารส่งจม.เตือนนักวิชาการค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ระบุเป็นการคุมคามนักวิชาการ ชวนสังคมจับตาเหตุสุ่มเสี่ยงต่อการไร้ธรรมภิบาลของการบริหารราชการแผ่นดิน

    ที่มาภาพ เพจ Banrasdr Photo 

    25 พ.ค. 2559 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ผ่านมา ที่กองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตย (Young People for Social-Democracy Movement, Thailand (YPD.) ได้เดินทางมายื่นแถลงการณ์ คัดค้านการคุมคามนักวิชาการและต่อต้านความไร้ธรรมาภิบาลทั้งทางสิ่งแวดล้อมและการบริหารราชการแผ่นดิน จากกรณี  พล.ต.วิรัชช์ กมลศิลป์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 42 ได้ออกหนังสือที่ส่งถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เพื่อขอความร่วมมือในการทำความเข้าใจกับบุคลากรของมหาวิทยาลัยที่เคลื่อนไหวและต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

    โดย YPD ได้ เรียกร้องให้สังคมไทยติดตามและตรวจสอบเรื่องดังกล่าวในฐานะที่การกระทำของข้าราชการทหารข้างต้นสุ่มเสี่ยงต่อการไร้ธรรมภิบาลของการบริหารราชการแผ่นดินกล่าวคือ 1. การใช้บันทึกข้อความขอความร่วมมือข้ามหน่วยราชการในประเด็นที่ไม่ใช้หน้าที่และความรับผิดชอบของหน่วยงานตนเอง 2. เป็นที่น่ากังวลอย่างยิ่งเมื่อดูสายการบังคับบัญชาและความทับซ้อนของผลประโยชน์ในเรื่องดังกล่าวเพราะเจ้าของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) โดยที่ผู้ทำหนังสือขอความร่วมมือในพื้นที่คือ ผู้ใต้บังคับบัญชาและกำลังพลของกองทัพบก ซึ่งผู้บริหารระดับสูงของกองทัพบกปัจจุบัน มีตำแหน่งอยู่ในคณะกรรมการบริหารของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยถึง 2 ตำแหน่ง คือ รองผู้บัญชาการทหารบกและผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก 

    "ขอเรียกร้องให้กองทัพบกชี้แจ้งประชาชนในเรื่องดังกล่าว อีกทั้งควรหยุดการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดเสรีภาพทางวิชาการ ละเมิดสิทธิชุมชนของชาวบ้านทุกกรณี" แถลงการณ์ YPD ระบุ
     
    โดยมีรายละเอียดแถลงการณ์ดังนี้ : 
     

    แถลงการณ์ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตย (Young People for Social-Democracy Movement, Thailand (YPD.) คัดค้านการคุมคามนักวิชาการและต่อต้านความไร้ธรรมาภิบาลทั้งทางสิ่งแวดล้อมและการบริหารราชการแผ่นดิน 

    “กรณีผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 42 ทำหนังสือถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ คุกคามอิสรภาพทางวิชาการและคุกคามสิทธิชุนชนของชาวบ้านในพื้นที่”

    ตามหนังสือ กห 0484.63/1113 ลงวันที่ 21 เมษายน 2559 พล.ต.วิรัชช์ กมลศิลป์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 42 ได้ออกหนังสือที่ส่งถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เพื่อขอความร่วมมือในการทำความเข้าใจกับบุคลากรของมหาวิทยาลัยที่เคลื่อนไหวและต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพานั้น

    ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตยมีความเห็นคัดค้านต่อการกระทำดังกล่าว เนื่องจากการทำงานของนักวิชาการนั้นเป็นสิ่งสำคัญต่อการให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่ นักวิชาการควรมีอิสระในการดำเนินการศึกษาผลกระทบ ให้เกิดความตระหนังถึงปัญหาที่จะตามมาของโครงการที่มีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะเกิดขึ้นในพื้นที่ไหนก็ตามทั่วประเทศไทย 

    ตามหลักการของการมีธรรมภิบาลทางสิ่งแวดล้อมที่จะต้องที่เอื้ออำนวยให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วม การคานอำนาจ และการตรวจสอบจากภาคประชาชนอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นหากไร้ซึ่งเสรีภาพทางวิชาการก็ไร้ซึ่งการมีส่วนร่วม นำไปสู่การขาดธรรมภิบาลทางสิ่งแวดล้อมในที่สุด

    ประเด็นสำคัญต่อมา ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตย ขอเรียกร้องให้สังคมไทยติดตามและตรวจสอบเรื่องดังกล่าวในฐานะที่การกระทำของข้าราชการทหารข้างต้นสุ่มเสี่ยงต่อการไร้ธรรมภิบาลของการบริหารราชการแผ่นดินกล่าวคือ 

    1. การใช้บันทึกข้อความขอความร่วมมือข้ามหน่วยราชการในประเด็นที่ไม่ใช้หน้าที่และความรับผิดชอบของหน่วยงานตนเอง

    2. เป็นที่น่ากังวลอย่างยิ่งเมื่อดูสายการบังคับบัญชาและความทับซ้อนของผลประโยชน์ในเรื่องดังกล่าวเพราะเจ้าของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) โดยที่ผู้ทำหนังสือขอความร่วมมือในพื้นที่คือ ผู้ใต้บังคับบัญชาและกำลังพลของกองทัพบก 

    ซึ่งผู้บริหารระดับสูงของกองทัพบกปัจจุบัน มีตำแหน่งอยู่ในคณะกรรมการบริหารของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยถึง 2 ตำแหน่ง คือ รองผู้บัญชาการทหารบกและผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก 

    ด้วยเหตุผลเช่นนี้ ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตยจึงขอเรียกร้องให้สังคมไทยเฝ้าจับตาการกระทำการกระทำดังกล่าว และขอเรียกร้องให้กองทัพบกชี้แจ้งประชาชนในเรื่องดังกล่าว อีกทั้งควรหยุดการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดเสรีภาพทางวิชาการ ละเมิดสิทธิชุมชนของชาวบ้านทุกกรณี
     

    เพื่อประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและประชาธิปไตยทางการเมือง 
    ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตย(YPD.)
    25 พฤษภาคม 2559

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai



    ทุกครั้งที่มีเหตุความรุนแรงเกิดขึ้น เช่น การทำร้ายชายพิการจนเสียชีวิต หรือการฆ่าข่มขืน ฯลฯ ก็จะมีการปลุกกระแสสังคมให้มีการลงโทษประหารชีวิตผู้กระทำผิดอยู่เสมอ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นลงโทษที่สาสมกับการกระทำความผิดนั้นและเชื่อว่าหากมีการลงโทษประหารชีวิตแล้วจะไม่มีการกระทำความผิดเช่นนั้นเกิดขึ้นอีก ทั้งๆที่มีงานวิจัยมากมายจากนานาประเทศได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโทษประหารชีวิตนั้นไม่มีความเชื่อมโยงใดๆกับการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของอาชญากรรมเลย

    จากรายงานฉบับล่าสุดของ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวถึงสถานการณ์โทษประหารชีวิตและการประหารชีวิตทั่วโลกในปี 2558 ชี้ว่าตัวเลขการประหารชีวิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ สถิติสูงสุดในรอบกว่า 25 ปี นอกจากจีนที่ไม่มีตัวเลขอย่างเป็นทางการแล้วสามประเทศที่ประหารชีวิตมากที่สุดคือ อิหร่าน ปากีสถาน และซาอุดิอาระเบีย แต่อย่างไรก็ตามแนวโน้มประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างกำลังหันหลังให้กับโทษประหารชีวิต ปัจจุบันมี 140 ประเทศหรือมากกว่า 2 ใน 3 ของ ประเทศทั่วโลกได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตทั้งในทางกฎหมายหรือในทางปฏิบัติแล้ว โดยที่ 102 ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดอาญาทุกประเภท

    สำหรับประชาคมอาเซียนซึ่งประกอบด้วย 10 ประเทศนั้น กัมพูชาและฟิลิปปินส์ ยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดทางอาญาทุกประเภท ส่วนลาว พม่า และบรูไน ได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ (การที่ยังคงไว้ซึ่งโทษประหารชีวิต แต่ได้ระงับการประหารชีวิตเป็นระยะเวลา 10 ปีติดต่อกัน) ส่วนประเทศไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์และเวียดนามยังคงมีและใช้โทษประหารชีวิตอยู่

    ประเทศไทย เมื่อปีที่แล้วมีการตัดสินลงโทษประหารชีวิตอย่างน้อย 7 คน ปัจจุบันข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2559 มีนักโทษประหาร 420 คน ชาย 368 คน หญิง 52 คน เป็นคดียาเสพติด 195 ราย คดีทั่วไป 225 ราย โดยที่ประเทศไทยมีการประหารชีวิตครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2552 ก้าวเข้าสู่ปีที่เจ็ดที่ไม่มีการประหารชีวิต ซึ่งหากไม่มีการประหารชีวิต 10 ปีติดต่อกัน ทางองค์การสหประชาชาติจะถือว่าเป็นประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติทันที ซึ่งถือเป็นพัฒนาการที่ดีด้านสิทธิมนุษยชนสำหรับประเทศไทยอีกก้าวหนึ่ง


    เหตุผลในการยกเลิกโทษประหารชีวิต

    1) การประหารชีวิตเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์คือสิทธิในการมีชีวิตอยู่ ซึ่งมนุษย์ทุกคนพึงได้รับสิทธินี้เสมอกันโดยไม่คำนึงถึงสถานภาพ ชาติพันธุ์ ศาสนา หรือชาติกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นคนดี หรือคนไม่ดี เป็นสิทธิที่ไม่อาจพรากไปจากบุคคลได้

    2) การประหารชีวิตทุกวิธีก่อให้เกิดความทรมานต่อนักโทษอย่างแสนสาหัส แม้แต่การฉีดยาพิษเข้าสู่ร่างกายก็ตาม

    3) กระบวนการยุติธรรมทางอาญาย่อมมีความเสี่ยงที่จะตัดสินผิดพลาด ไม่มีระบบใดที่จะสามารถตัดสินได้อย่างเป็นธรรม สม่ำเสมอ และโดยไม่มีข้อบกพร่อง ที่สำคัญคือการประหารชีวิตที่เกิดขึ้นแล้วไม่สามารถเรียกชีวิตกลับคืนมาได้ แม้ในภายหลังจะมีการสอบสวนว่าผู้ที่ถูกประหารชีวิตนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ก็ตาม

    4) นักโทษที่ถูกประหารชีวิตส่วนใหญ่ คือ คนยากจน คนด้อยโอกาสซึ่งไม่สามารถว่าจ้างทนายความที่มีความสามารถเพื่อให้ความรู้และแก้ต่างให้กับตนเองได้ จากงานวิจัยเกี่ยวกับนักโทษประหารชีวิตที่ทำโดย สุมณทิพย์ จิตสว่าง ระบุว่า สถานภาพของนักโทษประหารชีวิตในประเทศไทยเป็นบุคคลที่มีฐานะทางสังคมไม่สูงนัก  ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถม  มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาท การตกเป็นนักโทษประหารชีวิตเนื่องจากสภาพแวดล้มที่กดดันหล่อหลอมให้ก่ออาชญากรรม เช่น การคบเพื่อน การเรียนรู้ทางสังคม มีการควบคุมตัวเองต่ำ รวมทั้งการไม่เกรงกลัวโทษประหารชีวิตในขณะกระทำความผิด กล่าวคือ โทษประหารชีวิตไม่สามารถยับยั้งให้พวกเขาก่ออาชญากรรม แต่พวกเขาจะกลัวโทษที่จะได้รับหลังจากกระทำความผิดแล้ว

    5) การประหารชีวิตไม่ได้ยับยั้งอาชญากรรมรุนแรง หรือทำให้สังคมปลอดภัยขึ้น แต่ยังส่งผลกระทบที่เลวร้ายต่อสังคม การที่รัฐอนุญาตให้มีการประหารบุคคลแสดงถึงการสนับสนุนต่อการใช้กำลังและการส่งเสริมวงจรการใช้ความรุนแรง บัน คี มุน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ  กล่าวว่า “ไม่เคยมีใครพิสูจน์ได้เลยว่าโทษประหารชีวิตช่วยยับยั้งอาชญากรรมได้” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบ 2 ประเทศ ที่มีลักษณะคล้ายกัน ทั้งจำนวนประชากร การศึกษา ภาวะเศรษฐกิจ คือ สิงคโปร์ ที่ยังมีโทษประหารชีวิต ลงโทษย่างรุนแรง และฮ่องกง ที่ไม่มีโทษประหารชีวิตแล้ว สถิติการก่ออาชญากรรมแทบไม่ต่างกันเลย ถ้าโทษประหารชีวิตสามารถยับยั้งอาชญากรรมได้จริง ตัวเลขการก่ออาชญากรรมของสิงคโปร์จะต้องน้อยกว่าฮ่องกงใช่หรือไม่


    แล้วจะทำอย่างไรกับผู้กระทำความผิด

    เราควรมีทัศนคติใหม่ต่อผู้ที่กระทำความผิด ไม่ควรคิดว่าพวกเขาเป็นผู้ร้ายที่สมควรได้รับการลงโทษอย่างสาสม แต่ควรคิดว่าพวกเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของผลผลิตทางสังคมเหมือนเช่นเรา และการลงโทษนั้นต้องไม่เป็นไปเพื่อการแก้แค้นทดแทนแต่ต้องเป็นไปเพื่อการแก้ไขเยียวยา เพราะการที่พวกเขากระทำความผิดย่อมหมายถึงบางสิ่งบางอย่างในสังคมของเราทำหน้าที่ผิดเพี้ยนไป สิ่งที่เราควรที่จะคิดกระทำไม่ใช่การกำจัดพวกเขาให้ออกไปจากสังคม แต่เราควรที่จะคิดหาต้นตอของปัญหา ฟันเฟืองที่ทำงานผิดพลาดเพื่อหาวิธีการแก้ไข

    แน่นอนว่าสิ่งที่บุคคลเหล่านั้นกระทำถือว่าเป็นความผิด สิ่งที่รัฐจะต้องกระทำอย่างเร่งด่วนคือ การนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งกระบวนการยุติธรรมจะต้องโปร่งใส รวดเร็ว แม่นยำและเท่าเทียมกัน จะต้องไม่มีการปล่อยคนผิดลอยนวล ยิ่งกระบวนการยุติธรรมเป็นธรรมและรวดเร็วเท่าไรยิ่งถือได้ว่าเป็นการเยียวยาเหยื่อหรือผู้เสียหายได้มากเท่านั้น

    ส่วนการเรียกร้องให้มีการประหารชีวิตบุคคลที่มีพฤติกรรมเลวร้ายเหล่านั้น ขณะเรื่องราวที่ยกตัวอย่างมาในตอนต้นกระแสเริ่มซาลง อยากให้ทุกคนกลับมาใช้สติและเหตุผลในพิจารณาเรื่องนี้ให้มากขึ้นอีกครั้ง แน่นอนทุกคนโกรธและเกลียด บางคนอาจจะขยะแขยงในสิ่งที่คนเหล่านั้นกระทำต่อเหยื่อหรือผู้เสียหาย

    เมื่อเราโกรธและเกลียดในสิ่งที่พวกเขากระทำ เราก็ไม่ควรทำแบบเดียวกับที่พวกเขาทำ เพราะไม่เช่นนั้นเราก็คงไม่ต่างไปจากพวกเขา คือ “การเป็นอาชญากร” ดีๆ นี่เอง  เพียงแต่เราไม่ได้ลงมือฆ่าคนด้วยตนเอง  แต่มอบหมายหน้าที่นั้นให้กับเพชฌฆาตเป็นผู้ทำหน้าที่ “ฆ่า”แทนเราเท่านั้นเอง

     


    หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจ ฉบับประจำวันพุธที่ 25 พ.ค.59
     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    25 พ.ค.2559 สำนักข่าวไทยรายงานว่า พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท. ได้มีการกล่าวโทษ อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต กรณีโพสต์ข้อความทางเฟสบุ๊กส่วนตัว กล่าวหามีการซื้อ-ขายตำแหน่งภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ข้อหา นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบ ความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งจะมีการเรียกตัว อาทิตย์ เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในเร็ว ๆ นี้ และอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาด้วยหรือไม่

    ด้าน พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ไม่ทราบเจตนารมณ์ของ อาทิตย์ ที่โพสข้อความในลักษณะนี้ มองว่าการแสดงความเห็นใด ๆ สามารถทำได้ แต่ต้องไม่ละเมิดผู้อื่น พร้อมย้ำว่ากรณีนี้ไม่เกี่ยวข้องกับกรณีของ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิกสภาขับการปฎิรูปประเทศ หรือ สปท. ที่เคยโพสข้อความในลักษณะเดียวกัน

    อาทิตย์ยันปรารถนาดี

    ด้าน อาทิตย์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว 'Arthit Ourairat' เมื่อ 12.35 น. ที่ผ่านมาว่า เรียนท่านผู้เกี่ยวข้อง ตามที่มีข่าวว่าตนพูดถึงเรื่องการแต่งตั้งตำรวจนั้น ขอเรียนว่า ตนมิได้กล่าวหา หรือกล่าวร้ายต่อตำรวจ ในทางตรงข้าม ถ้าพิจารณาให้ลึกซึ้ง ตนกล่าวด้วยความห่วงใย ปรารถนาดี และสะท้อนให้ทราบว่าสังคมเขาพูดกันว่าอย่างไร สังคมที่ว่านั้น ก็เป็นสังคมของตำรวจเองด้วย

    "ผมตระหนักดีว่า ตำรวจคือกลไกและองค์กรสำคัญมากสำหรับความยุติธรรมและสันติสุขของสังคมและประชาชน ภาระกิจของตำรวจก็มากมายหนักหน่วงอย่างยิ่ง ตำรวจทำงานด้วยความยากลำบาก เงินเดือนสวัสดิการก็น้อยมาก น่าเห็นใจน่าสงสารมาก ตำรวจควรปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความมีเกียรติ ศักดิ์ศรี และสวัสดิการที่เหมาะสม จึงจะยังประโยชน์สุขแก่ประชาชนได้ ดังนั้น ที่ผมกล่าว จึงกล่าวด้วยความห่วงใย เสนอแนะ หวังดี เห็นใจ และเป็นมิตร มิได้กล่าวหา เป็นศัตรู หรือต่อต้าน อยากให้ท่านประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชนเป็นส่วนรวม" อาทิตย์ โพสต์

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    25 พ.ค.2559 ศุภชัย สมเจริญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (ปธ.กกต.) เป็นประธานเปิดงาน “Kick off  7 สิงหาประชามติร่วมใจ ประชาธิปไตยมั่นคง” ที่ห้องวายุภักษ์ ชั้น 4 โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร พร้อมกล่าวว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในโครงการประชาสัมพันธ์การออกเสียงประชามติ ซึ่ง สนง.กกต. ได้กำหนดยุทธศาสตร์ดอกไม้ 65 ล้าน บานสะพรั่ง เพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงมาใช้สิทธิออกเสียงไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 และมีบัตรเสียไม่เกินร้อยละ 3  ขณะเดียวกันได้เชิญหน่วยงานทุกภาคส่วน ร่วมรับฟังการชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับ กฎ ระเบียบ การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมขอความร่วมมือในการสนับสนุนการจัดการออกเสียงประชามติ การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ และสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการ ขั้นตอนการออกเสียงประชามติไปยังประชาชน เพื่อกระตุ้นให้ผู้มีสิทธิเกิดความตื่นตัวและเห็นความสำคัญของการออกมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติในวันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม 2559 โดยการจัดงานครั้งนี้ กกต. ได้มอบร่างรัฐธรรมนูญและสรุปสาระสำคัญให้ผู้แทนหน่วยงานจากทุกภาคส่วนที่มาร่วมงาน พร้อมปล่อยขบวนรถการจัดส่งร่างรัฐธรรมนูญ ณ บริเวณหน้าศูนย์ประชุมวายุภักษ์ อีกด้วย
         
    การจัดกิจกรรมครั้งนี้ ยังมีการเปิดตัวเพลงรณรงค์การออกเสียงประชามติ “7 สิงหา ประชามติร่วมใจ ประชาธิปไตยมั่นคง” ประพันธ์โดย ประยงค์ ชื่นเย็น นักเรียบเรียงเสียงประสานเพลงลูกทุ่ง ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง ขับร้องโดยศิลปินที่มีชื่อเสียงด้วยสำเนียงท้องถิ่นของแต่ละภาค ภาคเหนือขับร้องโดย หลิว อาจารียา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือขับร้องโดย ก้อง ห้วยไร่ ภาคกลางขับร้องโดย เปาวลี และภาคใต้ขับร้องโดย บ่าววี สำหรับเนื้อหาของเพลงแบ่งเป็น 4 ตอน เพื่อสื่อให้คนไทยทุกคนมีส่วนร่วมและร่วมภาคภูมิใจในการจัดการออกเสียงประชามติซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ประเทศไทยในครั้งนี้
     

    กรธ.ปล่อยเพลงรัฐธรรมนูญของคนไทย ชวนร่วมลงประชามติ

    ขณะที่ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้เผยแพร่ เพลงรัฐธรรมนูญของคนไทย เพื่อเป็นช่องทางในการเผยแพร่ไปถึงประชาชน พร้อมกับเชิญชวนให้มาลงประชามติ ในวันที่ 7 สิงหาคมนี้  โดยมีความยาว  4 นาที 46 วินาที ทั้งนี้ กรธ.จะเผยแพร่ในช่องทางต่าง ๆ  อาทิ  สถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์ ทีวีดิจิตอล หอกระจายข่าว เป็นต้น  นอกจากนี้ กรธ.เตรียมจะปล่อยเพลง 4 ภาค จาก 4 ศิลปิน เป็นลำดับต่อไป สำหรับเพลง รัฐธรรมนูญของคนไทย ผลิตโดย บริษัท มาร์มิวสิค จำกัด  ขับร้องโดย นิสิต สุขสุวรรณ
     

    กกต.ระบุยังไม่พบผู้ผิดกม.ประชามติ มั่นใจมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ 80%

    ศุภชัย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่พบผู้กระทำความผิดพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และเชื่อว่าการลงประชามติครั้งนี้จะผ่านไปได้ด้วยดี ส่วนกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งหนังสือให้กกต. ชี้แจงว่าพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ขัดต่อมาตรา4 รัฐธรรมนูญ ชั่วคราวฉบับชั่วคราว 2557 หรือไม่ ศุภชัย กล่าวว่า กกต.กำลังพิจารณาอยู่ คาดว่าจะส่งความเห็นในสัปดาห์หน้า ซึ่งเชื่อว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว หากมีการส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะไม่ทำให้พระราชบัญญัติสะดุดหรือหยุดการบังคับใช้

    ประวิช  รัตนเพียร  กกต. เชื่อว่าการทำประชามติจะมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์กว่าร้อยละ 80 และมั่นใจว่าจะมากกว่าการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่มีประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เพียงร้อยละ 57 เท่านั้น ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่กกต.จะไม่ทำผิดกฎหมายเอง และทุกคนไม่มีสิทธิ์ไปชี้นำหรือรณรงค์ให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

    (ที่มา : เว็บข่าวรัฐสภา)

    มีชัยบอกยังมีคนบิดเบือนเนื้อหาร่าง รธน.

    หลังจาก กกต. คิกออฟส่งเอกสารร่างรัฐธรรมนูญล็อตแรก 100,000 ชุด ถึงรัฐสภาแล้ว โดยมอบให้ กรธ. 50,000 ชุด และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อีก 50,000 ชุด มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า ได้รับเอกสารดังกล่าวแล้ว และส่งมอบให้ไปรษณีย์ ส่งไปตามจังหวัดต่าง ๆ เพื่อแจกจ่ายให้กับครู ก ที่ยังได้ไม่ครบและครู ข หรืออาสาสมัครระดับอำเภอทั่วประเทศ เพื่อใช้เป็นคู่มือก่อนที่จะอบรบครู ค และขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานกับทางรัฐบาล เพื่อของบประมาณเพิ่มเติมให้เป็นสินน้ำใจกับครู ค ซึ่งเป็นอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน ที่เหลืองบประมาณเฉลี่ยคนละ 200 บาท ตลอดการช่วยชี้แจงทำความเข้าใจเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญเป็นเวลากว่า 40 วัน ซึ่งถือว่าน้อยเกินไป และต้องยอมรับว่าอาจจะมีผลกระทบต่อการชี้แจงบ้างเช่นกัน
     
    ประธาน กรธ. กล่าวว่า ยังมีความพยายามบิดเบือนข้อมูลเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ได้รวบรวมเตรียมส่งให้กกต.แล้ว มีกรณีใหญ่ ๆ ที่เข้าข่ายความผิด 2-3 กรณี ที่บิดเบือนเรื่องเนื้อหาเกี่ยวกับการศึกษา ซึ่งอยากจะขอร้องคนที่ทำ ให้เห็นแก่ชาติบ้านเมือง  ส่วนกรณีของน.พ.เหวง โตจิราการ แกนนำนปช. วิพากษ์วิจารณ์เพลงและเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ถือเป็นการบิดเบือน แต่เป็นการกล่าวหาเท็จ เพราะอ่านร่างรัฐธรรมนูญไม่จบเล่ม ดังนั้นควรต้องอ่านให้จบก่อนแล้วค่อยวิจารณ์
     
    นายมีชัย ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการส่งไลน์บิดเบือนเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญว่า ถ้าต้นตอที่ส่งเนื้อเข้าข่ายกระทำผิด คนที่ส่งต่อก็จะผิดด้วย จึงเตือนประชาชนที่ได้รับไลน์ดังกล่าวจะต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนส่งต่อ ไม่เช่นนั้นอาจจะทำผิดโดยไม่รู้ตัว
     

    กกต. สมชัย ระบุ นปช.ตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติได้

    สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผ็จการแห่งชาติ (นปช.) เตรียมตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติว่า เป็นเรื่องที่ดี ที่ประชาชนจะมีส่วนร่วมให้การออกเสียงประชามติครั้งนี้ให้มีความเที่ยงธรรมและเป็นที่ยอมรับ ตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใด กกต.พร้อมให้การสนับสนุน หากกลุ่มการเมืองอื่น ๆ อยากตั้งศูนย์ลักษณะเช่นนี้ก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ขอให้ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด ต้องไม่จงใจให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ หากพบการกระทำผิดเกิดขึ้น กกต. พร้อมดำเนินการ
     
    สมชัย ยังกล่าวถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ว่า ขณะนี้ยังไม่มีความผิด ส่วนการขายเสื้อ หรือการแจกสติ๊กเกอร์ ได้มอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการ กกต. ตรวจสอบว่าเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 61 วรรค 2 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติฯ ว่า เป็นสิ่งของมีมูลค่า จูงใจหรือไม่
     
    กรณีที่ จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน และคณะ ยื่นร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 61 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ สมชัย กล่าวว่า ยังไม่ทราบว่าทางผู้ตรวจการแผ่นดินรอความเห็นจาก กกต. คงต้องสอบถามจากประธาน กกต.เอง
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เปิดบางแง่มุมชีวิต หนุ่มเหนือ-ช่างเชื่อมวัย 28 ปีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองเมื่อปีที่แล้ว เขาถูกจับใน กิจกรรม "ยืนเฉยๆ" พร้อมคนอื่นๆ แต่เป็นคนเดียวที่ไม่ถูกปล่อยตัว เนื่องจากถูกตั้งข้อหา 112 ถึง 2 คดี ปัจจุบันถูกฝากขังผัด 3 อย่างเงียบเชียบ

    ภาพบุรินทร์ อินติน เพิ่งปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์หรือโลกออนไลน์เคียงคู่ สิรวิชญ์ เสรีธิวัตน์ หรือจ่านิว และคนอื่นๆ ในกลุ่มพลเมืองโต้กลับในเหตุการณ์ “ยืนเฉยๆ” ครั้งที่ 3 เมื่อ 27 เม.ย.2559 ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ เพื่อเรียกร้องให้ทหารปล่อยตัว วัฒนา เมืองสุข และประชาชนที่ถูกทหารคุมตัวไปก่อนหน้านั้น

    ผู้คนอาจงุนงงสงสัยว่าเขาคือใคร เนื่องจากเป็นคนธรรมดาที่ไม่ใช่นักกิจกรรมทางการเมือง และไม่ใช่ชาวบ้านขาประจำที่ร่วมกิจกรรมทางการเมืองมายาวนานจนเป็นที่รู้จัก และนั่นทำให้การคุมขังเขาในเรือนจำเป็นไปอย่างเงียบเชียบ

    ย้อนกลับไปที่เหตุการณ์นั้น สมาชิกพลเมืองโต้กลับที่ปรากฏตัวที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ทั้งหมดถูกนำตัวไปสน.พญาไท รวมถึงบุรินทร์ด้วย และในระหว่างการสอบสวนนั้นเอง ทหารได้บุกเข้าควบคุมตัวบุรินทร์ถึงห้องสอบสวนนำขึ้นรถตู้ออกไปโดยไม่รู้ที่หมาย...เพียงคนเดียว ท่ามกลางความสับสนงุนงงของทุกคนที่สถานีตำรวจ เขาอยู่ในความควบคุมของทหาร 1 วัน ก่อนตำรวจจะนำตัวเขามาแถลงข่าวแจ้งข้อกล่าวหา มาตรา 112

    นายทหารยศพันเอกชื่อเดียวกับเขา คือ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ได้ให้ข่าวกับสื่อมวลชนถึงที่มาที่ไปของการจับและแจ้งข้อหานี้ว่า ทหารเฝ้าติดตามพฤติกรรมบุรินทร์ อินตินมาตลอด สายข่าวพบการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ Burin Intin ในลักษณะต่อต้านการบริหารงานของรัฐบาลและ คสช.รวมทั้งมีการแชตพูดคุยกับบุคคลอื่นโดยมีข้อความลักษณะหมิ่นเบื้องสูง เข้าข่ายผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กระทั่งวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา เวลา 12.13 น.นายบุรินทร์โพสต์คลิปวิดีโอความยาวประมาณ 40 นาที พร้อมข้อความ “นู๋อยากโดนอุ้ม#ปล่อยเพื่อนเราที่โดนอุ้ม” ก่อนจะมีบุคคลเข้ามาแสดงความคิดเห็นในคลิปดังกล่าว และนายบุรินทร์ตอบความคิดเห็นในลักษณะหมิ่นเบื้องสูง

    ไม่นานหลังการให้ข่าวนี้ มีการออกหมายจับ ‘แม่จ่านิว’ หรือพัฒน์นรี เสรีธิวัฒน์ ในข้อหาความผิดตามมาตรา 112 โดยตำรวจอ้างถึงการสนทนาส่วนตัวในกล่องข้อความของเฟซบุ๊ก ระหว่าง บุรินทร์ กับ แม่จ่านิว เนื้อหาที่สนทนานั้นไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ทนายความของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่เข้าไปช่วยเหลือทางคดีกับแม่จ่านิวได้ออกมาเปิดเผยว่า ตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาอ้างอิงบทสนทนาที่แม่จ่านิวตอบกลับบุรินทร์เพียงคำว่า “จ้า”

    “จ้า” กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ถูกวิจารณ์อย่างหนัก พร้อมๆ กับคำถามว่าเจ้าหน้าที่เข้าถึงหลักฐานกล่องข้อความส่วนตัวได้อย่างไร จนในที่สุดตำรวจต้องออกมาแถลงข่าวว่าเข้าถึงข้อมูลอย่างถูกกฎหมาย แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด ขณะที่แม่จ่านิวก็ได้รับการประกันตัวในที่สุด

    เวลานี้จึงมีบุรินทร์ อินติน เพียงคนเดียวที่ถูกจำคุกอยู่ เขาไม่มีญาติเยี่ยม และไม่มีเงินประกันตัวจนกระทั่งในการฝากขังผัดที่ 3 เมื่อ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา กลุ่มพลเมืองโต้กลับทำการระดมทุนได้ 300,000 บาทและยื่นประกันตัวบุรินทร์ แต่ศาลทหารปฏิเสธ

    บุรินทร์ อินติน เป็นใคร?

    หนุ่มคนงานช่างเชื่อมเหล็กร่างเล็ก วัย 28 ปี ผู้นี้มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดพะเยา เขาเรียนจบ ม.2 ครึ่ง ไม่ทันจบ ม.3 เพราะช่วงนั้นติดเกมส์อย่างหนัก บุรินทร์เล่าให้ฟังแบบซื่อๆ 

    บุรินทร์เล่าว่า ในคืนวันที่เขาถูกคุมตัวอยู่ที่ มทบ. 11 เจ้าหน้าที่ทหารพยายามที่จะให้เขามอบรหัสเฟซบุ๊กของเขาให้ แต่เขาไม่ยอมและใช้วิธีเงียบและ ไม่โต้เถียง ไม่ให้ข้อมูลแล้วก็ไม่ต่อปากต่อคำ นั่นอาจทำให้ผู้ควบคุมตัวไม่พอใจ ชายร่างใหญ่ในชุดปกติสวมหมวกไหมพรมคลุมศรีษะตบเขาที่บริเวณศรีษะอย่างแรงถึง 4 ครั้ง ขณะที่เจ้าหน้าที่ในห้องสอบสวนข่มขู่เขาว่า “มึงไม่รอดหรอก ไม่ได้ออกไปแน่ ถ้ามึงไม่บอกกู มึงจะโดนพาไปที่ๆ หนักกว่านี้”

    เขายืนยันว่าเขาไม่ได้มอบรหัสเฟซบุ๊กให้เจ้าหน้าที่แต่อย่างใด แต่เจ้าหน้าที่กลับนำสำเนาเอกสารการพูดคุยในกล่องข้อความที่ถูกระบุว่าเป็นของเขา ออกมาประกอบการสอบสวน  ที่สำคัญ เอกสารดังกล่าวปรากฏก่อนที่จะมีการไปยึดคอมพิวเตอร์ที่บ้านเขาเสียอีก อย่างไรก็ตาม ทนายความระบุว่า บุรินทร์เป็นชาวบ้านธรรมดาที่เพิ่งมาสนใจการเมือง ไม่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยีมากนัก เขาเริ่มเล่นเฟซบุ๊กมาได้สักพักใหญ่และตั้งรหัสแบบจำง่ายที่ชาวบ้านร้านตลาดมักทำกัน นั่นคือ หมายเลขโทรศัพท์มือถือของตัวเอง

    หลังการแจ้งข้อกล่าวหาหมิ่นสถาบันกับแม่จ่านิว โดยหลักฐานมาจากการสนทนากับบุรินทร์ ผู้คนในโลกไซเบอร์ต่างวิเคราะห์กันไปต่างๆ นานา จำนวนไม่น้อยสงสัยว่า บุรินทร์คือ “สาย” ของฝ่ายความมั่นคงที่พยายามมาตีสนิทและ “ล่อซื้อ” อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า บุรินทร์นั้นถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 แล้ว 2 คดี คดีแรกจากการตอบคอมเม้นท์หรือโพสต์ในเฟซบุ๊ก ส่วนคดีที่สองที่ตามมาคือ บทสนทนาส่วนตัวกับแม่จ่านิวนั่นเอง

    เมื่อถามเขาว่าเขาเริ่มสนใจการเมืองตั้งแต่เมื่อไร บุรินทร์บอกว่า เขาสนใจการเมืองตั้งแต่อายุ 12 ขวบ เหตุเพราะชอบฟังเพลงเพื่อชีวิตโดยเฉพาะ วงคาราบาว นี่ชอบเป็นพิเศษ

    “เริ่มแรกผมไม่ชอบนักการเมือง แต่ต่อมาผมยึดหลักว่าหากว่าใครที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ผมก็จะช่วยเหลือ” บุรินทร์กล่าว

    เมื่อถามว่าบุรินทร์เป็นเสื้อแดงใช่หรือไม่ บุรินทร์ปฏิเสธและออกตัวว่า “ผมเป็นแค่คนที่เห็นใจคนเสื้อแดงเท่านั้น เพราะจากเหตุการณ์การเมืองที่ผ่านมา คนเสื้อแดงเป็นฝ่ายถูกกระทำ ในบางประเด็นผมก็ไม่เห็นด้วยกับคนเสื้อแดงอย่างเรื่องนิรโทษกรรมเหมาเข่ง เพราะผมคิดถึงคนที่เขาสูญเสียชีวิตหรือสูญเสียคนที่เขารักจากในเหตุการณ์ ถ้าคนที่เป็นผู้สั่งการไม่ต้องรับผิดแล้วพวกเขาจะมีความรู้สึกอย่างไร”

    บุรินทร์เล่าว่าเขาเข้าร่วมกิจกรรมการเมืองครั้งแรกจริงๆ ก็ในช่วงเหตุการณ์ที่นักศึกษาโดนจับที่ สน.ปทุมวัน แม้การร่วมกิจกรรมดังกล่าวอาจถูกมองว่ามีความเสี่ยงในการท้าทายกฎหมาย แต่เขายืนยันว่ามันเป็นการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ชอบธรรม

    บุรินทร์ทิ้งท้ายว่า ต่อให้จับเขามาขัง เขาก็จะยังไม่ยอมแพ้ เขาจะสู้ต่อตามสภาพที่เขาพอจะทำได้ต่อไป

     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เปิดบางแง่มุมชีวิต หนุ่มเหนือ-ช่างเชื่อมวัย 28 ปีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองเมื่อปีที่แล้ว เขาถูกจับใน กิจกรรม "ยืนเฉยๆ" พร้อมคนอื่นๆ แต่เป็นคนเดียวที่ไม่ถูกปล่อยตัว เนื่องจากถูกตั้งข้อหา 112 ถึง 2 คดี ปัจจุบันถูกฝากขังผัด 3 อย่างเงียบเชียบ

    ภาพบุรินทร์ อินติน เพิ่งปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์หรือโลกออนไลน์เคียงคู่ สิรวิชญ์ เสรีธิวัตน์ หรือจ่านิว และคนอื่นๆ ในกลุ่มพลเมืองโต้กลับในเหตุการณ์ “ยืนเฉยๆ” ครั้งที่ 3 เมื่อ 27 เม.ย.2559 ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ เพื่อเรียกร้องให้ทหารปล่อยตัว วัฒนา เมืองสุข และประชาชนที่ถูกทหารคุมตัวไปก่อนหน้านั้น

    ผู้คนอาจงุนงงสงสัยว่าเขาคือใคร เนื่องจากเป็นคนธรรมดาที่ไม่ใช่นักกิจกรรมทางการเมือง และไม่ใช่ชาวบ้านขาประจำที่ร่วมกิจกรรมทางการเมืองมายาวนานจนเป็นที่รู้จัก และนั่นทำให้การคุมขังเขาในเรือนจำเป็นไปอย่างเงียบเชียบ

    ย้อนกลับไปที่เหตุการณ์นั้น สมาชิกพลเมืองโต้กลับที่ปรากฏตัวที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ทั้งหมดถูกนำตัวไปสน.พญาไท รวมถึงบุรินทร์ด้วย และในระหว่างการสอบสวนนั้นเอง ทหารได้บุกเข้าควบคุมตัวบุรินทร์ถึงห้องสอบสวนนำขึ้นรถตู้ออกไปโดยไม่รู้ที่หมาย...เพียงคนเดียว ท่ามกลางความสับสนงุนงงของทุกคนที่สถานีตำรวจ เขาอยู่ในความควบคุมของทหาร 1 วัน ก่อนตำรวจจะนำตัวเขามาแถลงข่าวแจ้งข้อกล่าวหา มาตรา 112

    นายทหารยศพันเอกชื่อเดียวกับเขา คือ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ได้ให้ข่าวกับสื่อมวลชนถึงที่มาที่ไปของการจับและแจ้งข้อหานี้ว่า ทหารเฝ้าติดตามพฤติกรรมบุรินทร์ อินตินมาตลอด สายข่าวพบการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ Burin Intin ในลักษณะต่อต้านการบริหารงานของรัฐบาลและ คสช.รวมทั้งมีการแชตพูดคุยกับบุคคลอื่นโดยมีข้อความลักษณะหมิ่นเบื้องสูง เข้าข่ายผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กระทั่งวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา เวลา 12.13 น.นายบุรินทร์โพสต์คลิปวิดีโอความยาวประมาณ 40 นาที พร้อมข้อความ “นู๋อยากโดนอุ้ม#ปล่อยเพื่อนเราที่โดนอุ้ม” ก่อนจะมีบุคคลเข้ามาแสดงความคิดเห็นในคลิปดังกล่าว และนายบุรินทร์ตอบความคิดเห็นในลักษณะหมิ่นเบื้องสูง

    ไม่นานหลังการให้ข่าวนี้ มีการออกหมายจับ ‘แม่จ่านิว’ หรือพัฒน์นรี เสรีธิวัฒน์ ในข้อหาความผิดตามมาตรา 112 โดยตำรวจอ้างถึงการสนทนาส่วนตัวในกล่องข้อความของเฟซบุ๊ก ระหว่าง บุรินทร์ กับ แม่จ่านิว เนื้อหาที่สนทนานั้นไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ทนายความของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่เข้าไปช่วยเหลือทางคดีกับแม่จ่านิวได้ออกมาเปิดเผยว่า ตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาอ้างอิงบทสนทนาที่แม่จ่านิวตอบกลับบุรินทร์เพียงคำว่า “จ้า”

    “จ้า” กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ถูกวิจารณ์อย่างหนัก พร้อมๆ กับคำถามว่าเจ้าหน้าที่เข้าถึงหลักฐานกล่องข้อความส่วนตัวได้อย่างไร จนในที่สุดตำรวจต้องออกมาแถลงข่าวว่าเข้าถึงข้อมูลอย่างถูกกฎหมาย แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด ขณะที่แม่จ่านิวก็ได้รับการประกันตัวในที่สุด

    เวลานี้จึงมีบุรินทร์ อินติน เพียงคนเดียวที่ถูกจำคุกอยู่ เขาไม่มีญาติเยี่ยม และไม่มีเงินประกันตัวจนกระทั่งในการฝากขังผัดที่ 3 เมื่อ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา กลุ่มพลเมืองโต้กลับทำการระดมทุนได้ 300,000 บาทและยื่นประกันตัวบุรินทร์ แต่ศาลทหารปฏิเสธ

    บุรินทร์ อินติน เป็นใคร?

    หนุ่มคนงานช่างเชื่อมเหล็กร่างเล็ก วัย 28 ปี ผู้นี้มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดพะเยา เขาเรียนจบ ม.2 ครึ่ง ไม่ทันจบ ม.3 เพราะช่วงนั้นติดเกมส์อย่างหนัก บุรินทร์เล่าให้ฟังแบบซื่อๆ 

    บุรินทร์เล่าว่า ในคืนวันที่เขาถูกคุมตัวอยู่ที่ มทบ. 11 เจ้าหน้าที่ทหารพยายามที่จะให้เขามอบรหัสเฟซบุ๊กของเขาให้ แต่เขาไม่ยอมและใช้วิธีเงียบและ ไม่โต้เถียง ไม่ให้ข้อมูลแล้วก็ไม่ต่อปากต่อคำ นั่นอาจทำให้ผู้ควบคุมตัวไม่พอใจ ชายร่างใหญ่ในชุดปกติสวมหมวกไหมพรมคลุมศรีษะตบเขาที่บริเวณศรีษะอย่างแรงถึง 4 ครั้ง ขณะที่เจ้าหน้าที่ในห้องสอบสวนข่มขู่เขาว่า “มึงไม่รอดหรอก ไม่ได้ออกไปแน่ ถ้ามึงไม่บอกกู มึงจะโดนพาไปที่ๆ หนักกว่านี้”

    เขายืนยันว่าเขาไม่ได้มอบรหัสเฟซบุ๊กให้เจ้าหน้าที่แต่อย่างใด แต่เจ้าหน้าที่กลับนำสำเนาเอกสารการพูดคุยในกล่องข้อความที่ถูกระบุว่าเป็นของเขา ออกมาประกอบการสอบสวน  ที่สำคัญ เอกสารดังกล่าวปรากฏก่อนที่จะมีการไปยึดคอมพิวเตอร์ที่บ้านเขาเสียอีก อย่างไรก็ตาม ทนายความระบุว่า บุรินทร์เป็นชาวบ้านธรรมดาที่เพิ่งมาสนใจการเมือง ไม่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยีมากนัก เขาเริ่มเล่นเฟซบุ๊กมาได้สักพักใหญ่และตั้งรหัสแบบจำง่ายที่ชาวบ้านร้านตลาดมักทำกัน นั่นคือ หมายเลขโทรศัพท์มือถือของตัวเอง

    หลังการแจ้งข้อกล่าวหาหมิ่นสถาบันกับแม่จ่านิว โดยหลักฐานมาจากการสนทนากับบุรินทร์ ผู้คนในโลกไซเบอร์ต่างวิเคราะห์กันไปต่างๆ นานา จำนวนไม่น้อยสงสัยว่า บุรินทร์คือ “สาย” ของฝ่ายความมั่นคงที่พยายามมาตีสนิทและ “ล่อซื้อ” อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า บุรินทร์นั้นถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 แล้ว 2 คดี คดีแรกจากการตอบคอมเม้นท์หรือโพสต์ในเฟซบุ๊ก ส่วนคดีที่สองที่ตามมาคือ บทสนทนาส่วนตัวกับแม่จ่านิวนั่นเอง

    เมื่อถามเขาว่าเขาเริ่มสนใจการเมืองตั้งแต่เมื่อไร บุรินทร์บอกว่า เขาสนใจการเมืองตั้งแต่อายุ 12 ขวบ เหตุเพราะชอบฟังเพลงเพื่อชีวิตโดยเฉพาะ วงคาราบาว นี่ชอบเป็นพิเศษ

    “เริ่มแรกผมไม่ชอบนักการเมือง แต่ต่อมาผมยึดหลักว่าหากว่าใครที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ผมก็จะช่วยเหลือ” บุรินทร์กล่าว

    เมื่อถามว่าบุรินทร์เป็นเสื้อแดงใช่หรือไม่ บุรินทร์ปฏิเสธและออกตัวว่า “ผมเป็นแค่คนที่เห็นใจคนเสื้อแดงเท่านั้น เพราะจากเหตุการณ์การเมืองที่ผ่านมา คนเสื้อแดงเป็นฝ่ายถูกกระทำ ในบางประเด็นผมก็ไม่เห็นด้วยกับคนเสื้อแดงอย่างเรื่องนิรโทษกรรมเหมาเข่ง เพราะผมคิดถึงคนที่เขาสูญเสียชีวิตหรือสูญเสียคนที่เขารักจากในเหตุการณ์ ถ้าคนที่เป็นผู้สั่งการไม่ต้องรับผิดแล้วพวกเขาจะมีความรู้สึกอย่างไร”

    บุรินทร์เล่าว่าเขาเข้าร่วมกิจกรรมการเมืองครั้งแรกจริงๆ ก็ในช่วงเหตุการณ์ที่นักศึกษาโดนจับที่ สน.ปทุมวัน แม้การร่วมกิจกรรมดังกล่าวอาจถูกมองว่ามีความเสี่ยงในการท้าทายกฎหมาย แต่เขายืนยันว่ามันเป็นการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ชอบธรรม

    บุรินทร์ทิ้งท้ายว่า ต่อให้จับเขามาขัง เขาก็จะยังไม่ยอมแพ้ เขาจะสู้ต่อตามสภาพที่เขาพอจะทำได้ต่อไป

     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ศิลปินกลุ่ม Guerrilla Boys เยือนหอศิลปะเมืองกวางจู ประเทศเกาหลีใต้ พร้อมโพสต์รูปถือป้ายหน้าผลงานศิลปะยุค กปปส. ของ 'สุธี คุณาวิชยานนท์' โดยในป้ายเขียนข้อความว่า "ผลงานนี้ยังคงรอ 'รัฐบาลทหาร' เนรมิตประชาธิปไตยให้พวกเขา"

    ที่มาของภาพ: เพจ Guerrilla Boys เมื่อ 25 พ.ค. 2559

    25 พ.ค. 2559 วันนี้ในเพจของกลุ่มศิลปิน Guerrilla Boys มีการโพสต์ภาพ คนสวมหน้ากากกอริลลายืนอยู่เบื้องหน้าผลงาน "Thai Uprising/มวลมหาประชาชน" ผลงานศิลปะของสุธี คุณาวิชยานนท์ ที่จัดแสดงในนิทรรศการ ‘The Truth_ to Turn It Over’" ที่หอศิลปะเมืองกวางจู ประเทศเกาหลีใต้ โดยคนสวมหน้ากากกอริลลายังถือกระดาษเขียนข้อความว่า "This work still waiting 'Junta' create democracy for them!!!" หรือ "ผลงานนี้ยังคงรอ 'รัฐบาลทหาร' เนรมิตประชาธิปไตยให้พวกเขา" และลงชื่อ Guerrilllaboys ท้ายข้อความ

    โดยภาพด้านหลังของศิลปินที่เป็นสมาชิก Guerrilla Boys เป็นโปสเตอร์ในงาน "Thai Uprising/มวลมหาประชาชน" ที่สุธีสร้างสรรค์ขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2556 - 2557 และใช้ในช่วงรณรงค์ของ กปปส. โดยในโปสเตอร์เขียนข้อความที่เป็นคำขวัญในช่วงการเคลื่อนไหวของ กปปส. เช่น "Reform Now ปฏิรูปก่อน" "ยึดคืนประเทศไทย" "ไทยอย่าเฉย" ฯลฯ

    ทั้งนี้ในเพจของศิลปินกลุ่ม Guerrilla Boys ระบุว่าโปรเจกต์นี้เกิดขึ้นจากจดหมายฉบับที่ ธนาวิ โชติประดิษฐ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร เขียนจดหมายเปิดผนึกไปยัง ลิม จงยอง เพื่อสอบถามเหตุผลในการคัดเลือกผลงานแสดง โดยในโพสต์มีการอ้างถึงจดหมายฉบับดังกล่าว

    "เนื่องจากการที่เขาสนับสนุนรัฐบาลทหารเป็นสิ่งที่โจ่งแจ้ง ข้าพเจ้าจึงรู้สึกสงสัยที่ท่านในฐานะภัณฑารักษ์ของนิทรศการ 2016 Asian Democracy-Human Rights-Peace จึงเลือกให้เขามีส่วนร่วมกับงานนิทรรศการ ท่านได้ทำการบ้านค้นคว้าเกี่ยวกับศิลปะไทย ศิลปินไทย และความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบันหรือไม่ ทั้งนี้มักจะมีกระบวนการจัดทำนิทรรศการชนิดขี้เกียจที่คู่กันไปกับภัณฑารักษ์ผู้เดินทางไปทั่วโลก แล้วมักจะเลือกศิลปินคนดังจากแต่ละประเทศด้วยความมักง่าย อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าหวังว่ากรณีนี้จะไม่เป็นหนึ่งในนั้น" (อ่านจดหมายฉบับดังกล่าว)

    ที่มาของภาพ: เอื้อเฟื้อภาพโดยเพจ Guerrilla Boys เมื่อ 25 พ.ค. 2559

    และเมื่อถ่ายภาพคู่กับงานศิลปะแล้ว Guerrilla Boys ได้ปริ้นท์รูปที่ถ่ายจากกล้องโพลารอยด์และลักลอบแปะภาพถ่ายในจุดต่างๆ เพื่อส่งสารถึงภัณฑารักษ์ของหอศิลปะเมืองกวางจูด้วย

    อนึ่งสุธี คุณาวิชยานนท์ อาจารย์ประจำคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นำผลงานศิลปะไปแสดงที่หอศิลปะเมืองกวางจู ประเทศเกาหลีใต้ ในเทศกาลประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนและสันติภาพ จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 1980 (พ.ศ. 2523) โดยนิทรรศการซึ่งมีผลงานของศิลปิน 5 ประเทศ มีพิธีเปิดเมื่อ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา และจัดแสดงจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม โดยผลงานส่วนหนึ่งของสุธีเป็นศิลปะในช่วงการชุมนุม กปปส. ระหว่างปี 2556-2557 ซึ่งต่อต้านการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ และปูทางไปสู่การรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 และต่อมามีบุคคลหลายวงการในประเทศไทยลงลายชื่อท้ายจดหมายเปิดผนึกในนาม "กลุ่มนักกิจกรรมวัฒนธรรมเพื่อประชาธิปไตย" หรือ กวป. ทักท้วงลิม จองยัง ภัณฑารักษ์ของนิทรรศการ เพื่อสอบถามเหตุผลในการคัดเลือกผลงานแสดงศิลปะของเขานั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

    ต่อมาในวันที่ 18 พ.ค. สุธี ได้เขียนจดหมายชี้แจงไปถึงภัณฑารักษ์ของนิทรรศการดังกล่าวชี้แจงว่าเขาและคนไทยหลายล้านคนใช้สิทธิทางประชาธิปไตยด้วยการประท้วงบนท้องถนน ต่อต้านการใช้อำนาจบิดเบือนของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งทำให้เกิดรัฐประหารขึ้น กิจกรรมและความเชื่อของเขามีความเที่ยงตรง เทียบเท่ากับความทะเยอทะยานของผู้คนที่เข้าร่วมในการลุกฮือจลาจลกวางจู เมื่อปี 1980 ย้ำคนใส่ร้ายเป็นพวกยิ่งลักษณ์ เป็นกลุ่มคนที่ต้องรับผิดชอบต่อการเกิดรัฐทหารปัจจุบัน (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

    ล่าสุด "กลุ่มนักกิจกรรมวัฒนธรรมเพื่อประชาธิปไตย" ได้ออกจดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 2 ถึงภัณฑารักษ์ชาวเกาหลีใต้ โดยชี้แจงบริบททางการเมืองในประเทศไทย ความร่วมมือระหว่างศิลปินที่จัดกิจกรรมอาร์ตเลนและ กปปส. นอกจากนี้เรียกร้องให้ภัณฑารักษ์และกรรมการบริหารของหอศิลปะเมืองกวางจู กล่าวขอโทษต่อความไม่เข้าใจในเรื่องวิกฤตการณ์ทางการเมืองไทยจนนำไปสู่การเชื้อเชิญสุธี คุณาวิชานนท์เข้าร่วมการรำลึกการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเมืองกวางจู โดยทำเป็นภาษาเกาหลี ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ

    นอกจากนี้ยังเรียกร้องพิมพ์จดหมายเปิดผนึกของ กวป. ติดตั้งคู่กับผลงานแสดงของสุธีที่หอศิลปะเมืองกวางจู และให้จัดพิมพ์จดหมายเปิดผนึก จดหมายโต้ตอบ ทั้งฝ่าย กวป. สุธีและผู้สนับสนุน ตลอดจนจดหมายของภัณฑารักษ์โดยหอศิลปะวัฒนธรรมเมืองกวางจู รวบรวมไว้ในหอจดหมายเหตุ 518 "เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และคนรุ่นหลังจะเป็นผู้ตัดสินการกระทำของเราในวันนี้" (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

    ขณะที่อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ หัวหน้าศิลปินกลุ่ม Art Lane และยังมีตำแหน่งเป็นคณบดีคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้เขียนจดหมายไปถึงภัณฑารักษ์ที่หอศิลปะเมืองกวางจู เพื่อสนับสนุนสุธี โดยมีผู้ร่วมกันลงชื่อท้ายจดหมาย เนื้อความในจดหมายระบุว่าประวัติการทำงานของสุธีนั้น "ไม่มีแนวทางและแนวความคิดในการสนับสนุนเผด็จการทหารแต่อย่างใด รวมทั้งในประวัติการแสดงงานศิลปะของ รศ.สุธี ไม่เคยมีความบกพร่อง รวมทั้งมีผลงานเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้"

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    รมช.พาณิชย์เผย ส่งออกเดือน เม.ย.59 พลิกกลับมาหดตัว 8.0% หลังกระแสการค้าโลกยังเปราะบาง ขณะที่นำเข้าติดลบ 14.92% สภาอุตฯ เผยดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมก็ลด เหตุหยุดยาว

    25 พ.ค. 2559 สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตัวเลขการส่งออกของไทยเดือน เม.ย. 2559 กลับมาหดตัว 8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ตามกระแสการค้าโลกที่ยังมีความเปราะบาง เนื่องจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโลกยังไม่มีความชัดเจน ประกอบกับปัจจัยด้านราคาสินค้าเกษตรและน้ำมันที่หดตัวสูงที่เป็นแรงกดดันให้มูลค่าขยายตัวต่ำกว่าปริมาณส่งออกที่เพิ่มขึ้น อีกทั้ง ประเทศคู่ค้าหลายประเทศชะลอการนำเข้าลง และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกเชิงลบที่ส่งผลต่อมูลค่าการส่งออกไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ดี การส่งออกของไทยมีสถานการณ์ที่ดีกว่าประเทศอื่นๆ มาก แสดงว่าไทยยังคงรักษาส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ในตลาดและสินค้าส่งออกสำคัญไว้ได้ สะท้อนให้เห็นว่าความสามารถทางการแข่งขันของไทยยังอยู่ระดับที่ดี 

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งดำเนินการ เพื่อการขับเคลื่อนการส่งออกของไทย ปี 2559 อย่างต่อเนื่องทั้งในด้านขยายการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน เร่งรัดขยายตลาดส่งออกเชิงรุก แก้ไขปัญหาข้อจำกัดทางการค้าร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน รวมถึงการส่งเสริมการค้าบริการและส่งเสริมผู้ประกอบการไปดำเนินธุรกิจในต่างประเทศเพื่อสร้างโอกาสทางการค้า และความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ 

    ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ เม.ย.ลดลง เหตุหยุดยาว

    ขณะที่ เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน เม.ย.  2559 พบว่าปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 85.0 จากระดับ 86.7 ในเดือนมี.ค. เนื่องจากเดือนเม.ย. มีวันทำงานน้อยมีวันหยุดต่อเนื่องในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทำให้การใช้กำลังการผลิตลดลงโดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น อุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ปูนซีเมนส์ พลาสติก และปิโตรเคมี เป็นต้น

    นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทที่กระทบต่อขีดความสามารถในการส่งออกและปัญหาภัยแล้งทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้น

    ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 97.2 ลดลงจากระดับ 98.3 ในเดือนมีนาคม เนื่องจากผู้ประกอบการยังกังวลต่อกำลังซื้อในภูมิภาคที่ฟื้นตัวช้า จากความรุนแรงของปัญหาภัยแล้ง ราคาน้ำมันในประเทศที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น  ความผันผวนของอัตราแลกเลี่ยน รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะมาตรการที่มิใช่ภาษี  ทั้งนี้ ต้องการให้ผู้ประกอบการเร่งใช้ประโยชน์ในการทำธุรกิจจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) มากขึ้น

    ศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร รองประธาน ส.อ.ท. เปิดเผยถึงปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบกิจการอุตสาหกรรมเดือน เม.ย. 2559 พบว่า ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้นต่อสภาวะเศรษฐกิจโลก  อัตราแลกเปลี่ยน และราคาน้ำมัน ส่วนปัจจัยที่ผู้ประกอบการกังวลลดลง ได้แก่ สถานการณ์การเมืองในประเทศ และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้

     

    ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์และสำนักข่าวไทย

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai