Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    0 0

    นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกวิป สนช. เผย 5 รายชื่อ สนช. ร่วมเป็นกรรมาธิการพิจารณาข้อโต้แย้งกฎหมายลูกว่าด้วยกกต. พร้อมชี้กรณี เซ็ตซีโร่ กสม. สามารถกลับมาสมัครอีกครั้งได้

    27 มิ.ย. 2560 นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปสนช.) แถลงถึงการตั้งกรรมาธิการร่วม3ฝ่าย เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามที่ กกต.เสนอ 6 ประเด็นโต้แย้งกลับมา อาทิ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของคณะกรรมการสรรหา กกต. คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ กกต. ซึ่งเขียนเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ กฎหมายลูก ไม่ให้อำนาจ กกต.คนเดียวสั่งระงับยับยั้งหรือสั่งเลือกตั้งใหม่ และไม่ให้อำนาจ กกต.จัดเลือกตั้งทั้งระดับประเทศและระดับท้องถิ่น รวมถึงประเด็นการเซตซีโร่ กกต. โดยวันศุกร์ที่ 30 มิ.ย.นี้ จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. 3 ฝ่าย ประกอบด้วยตัวแทน สนช. 5 คน ได้แก่ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. สมชาย แสวงการ ตวง อันทะไชย พล.อ.ศุภวุฒิ อุตมะ และนายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ ทำงานร่วมกับตัวแทน กรธ. 5 คน และประธาน กกต. 1 คน ซึ่งจะประชุมนัดแรกในวันจันทร์ที่ 3 ก.ค. นี้ 

    ทั้งนี้ การพิจารณาเกี่ยวกับประเด็นโต้แย้งจะต้องแล้วเสร็จภายใน 15 วัน โดยพิจารณาร่วมกับ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และประธาน กกต. โดยให้สภาลงมิติ เห็นชอบ หรือ ไม่เห็นชอบ ผลการพิจาณาของคณะกรรมรวม 3 ฝ่าย ถ้าผลไม่เห็นด้วย ก็ต้องใช้เสียงมากกว่า 2 ใน 3 ร่างกฎหมายดังกล่าวก็จะตกไป

    นายแพทย์เจตน์ ยังกล่าวว่าในวันเดียวกัน ที่ประชุม สนช. จะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) วาระแรก ซึ่งสาระสำคัญในมาตรา 60 บัญญัติให้มีการเซ็ตซีโร่ กสม.เช่นเดียวกับ กกต. แต่แตกต่างกันตรงที่กรรมการ กสม.ชุดปัจจุบันสามารถกลับเข้าสมัครเข้ารับการสรรหาได้อีกครั้ง ขณะที่ กกต.ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ระบุว่า กสม. ชุดปัจจุบัน ซึ่งมีที่มาจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ใช่องค์กรอิสระ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมาธิการว่าจะบัญญัติเป็นอย่างอื่นหรือไม่

    ที่มาจาก: สำนักข่าวไทย , ข่าวรัฐสภา

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    สิริพรรณระบุ ทั้งรัฐธรรมนูญ ส.ว. แต่งตั้ง เป็นอุปสรรคประชาธิปไตย จะเปลี่ยนผ่านได้ฝ่ายการเมืองควรร่วมมือกันเพื่อให้กองทัพไม่แทรกแซงทางการเมือง เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยที่ตั้งมั่น นักกฎหมายชี้ สื่อสังคมออนไลน์เป็นพลังใหม่ของการต่อสู้ทางการเมือง ระบบประชาธิปไตยควรสามารถตรวจสอบและถ่วงดุลได้

    ในภาพอาจจะมี 4 คน, สถานที่ในร่ม

    จากซ้ายไปขวา: ปริญญา เทวานฤมิตรกุล  ชาติชาย ณ เชียงใหม่ สิริพรรณ นกสวน สวัสดี มานพ ทิพย์โอสถ

    สืบเนื่องจากงานเสวนา "ราชดำเนินเสวนา: 85 ปี ประชาธิปไตยจะไปไหนดี" ร่วมเสวนาโดย ศ.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ผศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รศ.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการโดย มานพ ทิพย์โอสถ บรรณาธิการหนังสือเบื้องแรกประชาธิปตัย

    ชาติชายกล่าวว่า ประเทศไทยตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ คือ ไม่มั่นใจว่าจะหลุดพ้นออกไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยได้ ซึ่งโครงสร้างวัฒนธรรมเป็นลักษณะรัฐรวมศูนย์ และปัญหาความเฉื่อยจากภาครัฐที่มีอยู่สูงมาก จากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ไม่สามารถลดทอนปัญหาได้ เพราะไม่สามารถเปิดพื้นที่ให้กับภาคประชาชน สังคมยังให้ความสำคัญเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับความสามารถของผู้บริหาร อีกทั้งระบบอุปถันภ์ คือการต้องมีสังกัดว่าต้องเป็นคนของใคร และระบบสืบสถานะอย่างพรรคการเมืองหาคนมีอิทธิพลช่วย

    สิริพรรณ กล่าวว่า ประเทศที่ประสบความสำเร็จในเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยมีปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การผนึกกำลังฝ่ายค้าน พลังฝ่ายค้านต้องร่วมมือกันในสังคม ยกตัวอย่างประเทศโปแลนด์ที่มีการร่วมมือจากสหภาพแรงงาน พรรคศาสนา และพรรคคอมมิวนิสต์ ทั้ง 3 กลุ่มมีอุดมการณ์ ความเชื่อที่แตกต่างกัน แต่มองอนาคตทางการเมืองว่าต้องการประชาธิปไตยที่ตั้งมั่น ละเลยความบาดหมางและจุดยืนทางการเมืองในอดีต

    สิริพรรณ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติล่าสุด ที่สามารถให้มีนายกคนนอกเข้ามาทำหน้าที่ซึ่งการเมืองหากไม่ผนึกกำลังสมาชิกวุฒิสภาที่แต่งตั้งโดย คสช. ทำให้เกิดการพัฒนาประชาธิปไตยยากขึ้น ทางออกที่นำเสนอจากประเทศที่เปลี่ยนผ่านได้สำเร็จมี 2 กรณี ได้แก่ การลุกฮือด้วยพลังประชาสังคมอย่างประเทศเกาหลีใต้ ปัจจัยบทบาทผู้นำทางการเมืองอย่างประเทศอินโดนีเซียที่ซูฮาร์โตปกครองด้วยระบบเผด็จการทหารมากว่า 20 ปี แต่เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำลงก็ถอยออกมาจากการปกครอง เพราะกองทัพเองก็ไม่สามารถบริหารงานทั้งหมดได้

    สิริพรรณยังกล่าวอีกว่า สังคมไทยมีการรวมตัวของชนชั้นกลางส่วนบนและชนชั้นสูงส่งผลให้เกิดระบบการปกครองอำนาจนิยมแบบฟาสซิสม์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ของประเทศอิตาลี เพราะ ชนชั้นกลางมีพลังมากที่สุดในการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจากสาเหตุดังกล่าวทำให้ประชาธิปไตยไทยยังไม่ชับเคลื่อนไปถึงไหน และทุกฝ่ายยอมรับรัฐธรรมนูญเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งในไทยรัฐธรรมนูญไม่ได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง เพราะมีกฎหมายสูงสุดถึง 3 อย่าง ได้แก่ รัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับปี 2557 รัฐธรรมนูญฉบับประชามติปี 2560 และมาตรา 44 ซึ่งการเห็นพ้องตั้งแต่กระบวนการที่ได้มา และเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับนั้นๆ

    สิริพรรณ กล่าวทิ้งท้ายด้วย 2 เงื่อนไข หนึ่ง“กองทัพต้องอยู่ใต้พลเรือน” เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ผู้นำกองทัพต้องยอมรับ ยกตัวอย่างประเทศอินโดนีเซียในการปกครองแบบเผด็จการทหาร เมื่อถึงภาวะวิกฤติ ทางผู้นำกองทัพ กล่าวว่า นี่คือจุดสุดท้ายของรัฐบาลทหาร เพราะการทำงานของทหารเป็นทวิภาระ ต้องจัดการภายในกองทัพและการบริหารประเทศไปพร้อมกันจนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจจนล่มสลายในที่สุด ช่วงเดียวกับวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง สอง ทุกประเทศที่เปลี่ยนผ่านจัดเลือกตั้ง ภายใน 6-13 เดือนด้วยเหตุผลว่าจะทำให้เกิดประชาธิปไตยที่ตั้งมั่น เช่น เกาหลีใต้เลือกตั้งหลังจากเปลี่ยนผ่านเป็นประชาธิปไตย 6 เดือน เป็นต้น

    ปริญญากล่าวว่า ในปี 2557 ที่เกิดการรัฐประหาร ไทยได้รับการจัดลำดับความเป็นประชาธิปไตยอยู่ที่ 63 เกิดจากการเก็บสถิติตั้งแต่ปี 2556 ตามเกณฑ์ถือว่าเป็นกลุ่มปานกลาง ไม่ได้แย่มาก แต่ปัจจุบันอยู่ในกลุ่มเดียวกับเกาหลีเหนือ 

    ปริญญา กล่าวอีกว่าพลังของสื่อสังคมออนไลน์ก็เป็นพลังใหม่ของการต่อสู้ทางการเมือง และกล่าวถึงระบบอำนาจที่สามารถตรวจสอบและถ่วงดุล โดยให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจตรวจสอบศาล และศาลทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร โดยทั้งนิติบัญญัติและบริหารมีการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน จากที่กล่าวมาทั้งหมด แสดงถึงระบบประชาธิปไตยต้องการตรวจสอบและถ่วงดุลตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ครอบครัวคอยแนะนำ ดูแล พร้อมทั้งการรู้ตัวโรคควรบอกตัวเด็กอย่างมีวิธี ผู้พิการชี้ ความพิการก็เหมือนความหลากหลายทางเพศ หรืออื่นๆ เป็นมนุษย์เท่ากัน ควรได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคเหมือนมนุษย์คนอื่นๆ

    ภาพบรรยากาศงานเสวนา (ที่มา: Documentary Club)

    เมื่อ 17 มิ.ย. มีการจัดงานงานเสวนา "Gleason ตราบใดชีวิตที่ยังมีเธอ" วันที่ 17 มิ.ย. 2559 ณ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ เป็นภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่จะเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตออกเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อผู้พิการ จนได้รับการออกกฎหมายสตีฟ กลีสัน ในประเทศสหรัฐอเมริกาในที่สุด

    โดยหลังจากการฉายหนัง มีการเปิดวงพูดคุยกับ ผศ.พญ.อรณี แสนมณีชัย คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กรรมการมูลนิธิโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง, นลัทพร ไกรฤกษ์ กองบรรณาธิการเว็บไซต์ thisAble.me และผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงดำเนินรายการโดย กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ผู้ดำเนินรายการเช้าทันโลก FM 96.5

    อรณี กล่าวว่า โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงมีปัญหาสมองสั่งการส่วนปลายทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ แต่เขาจะมีความสามารถในการคิด ความอยากรู้เท่ากับคนปกติ แต่ไม่สามารถแสดงออกมาได้ กระบวนการของสมองจะสั่งการใน 3 ส่วน ได้แก่ ไขสันหลัง เส้นประสาท และกล้ามเนื้อ ซึ่งหากมีความผิดปกติในการสั่งการก็จะเกิดภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแร

    ด้าน นลัทพร ได้กล่าวถึงตัวโรคของเธอเองว่ารู้โรคที่ตนเองเป็นจริงๆตอนอายุประมาณ 11-12 ปี ซึ่งเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ชนิด SMA (Spinal Muscular Arthopy) เป็นอาการไขสันหลังไม่สั่งการร่างกายให้เคลื่อนไหว เธอเล่าว่าหมอบอกเป็นโรคมาจากพันธุกรรม ตอนนั้นพ่อแม่รู้สึกเศร้า กว่าจะคุยเรื่องโรคอีกทีคือตอนสมัครเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย อายุ 16 ปี

    อรณีกล่าวว่า เด็กที่รับรู้เรื่องโรคเร็วจะเตรียมตัวและสามารถดูแลตัวเองได้ดีขึ้น เด็กไม่สามารถเข้าถึงความรู้สึกของพ่อแม่ที่มีต่อโรค แต่เรื่องนี้เด็กสามารถคุยกับพ่อแม่ได้แต่เด็กไม่กล้าคุย

    ในเรื่องการปรึกษา กรรมการมูลนิธิโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงกล่าวว่า การบอกขั้นแรกคงไม่ได้บอกตรงๆ ขั้นต่อมาค่อยบอกตรงๆ ว่าเราเป็นโรคอะไร ตอนนี้ยังมีงานวิจัยการรักษาและหายารักษาโรค ความสัมพันธ์ระหว่างคนไข้ดีขึ้น เพราะพ่อแม่ดูแลเขามาเรื่อยๆ สมัยก่อนยังไม่มีค่อยมีคนเป็นโรคนี้ และพบว่าเด็กเล็กมากไม่รู้เรื่องโรคของตนเองที่เป็น ซึ่งหลักสำคัญคือ การสะท้อนความคิดและการตั้งคำถามให้เด็กเข้าใจตนเอง

    อรณีย้ำเตือนว่า พ่อแม่ต้องไปบอกเองหากลูกไม่รู้ว่าเป็นโรค ส่วนใหญ่พบว่าเด็กฉลาดและมีความเป็นผู้ใหญ่ แต่ด้วยข้อจำกัดทางร่างกายทำให้สื่อสารลำบาก โดยเด็กเริ่มเข้าใจโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ตอนประมาณอายุ 10 ขวบ จึงควรทำให้เขาเข้าใจกับโรคได้มากที่สุดพร้อมทั้งได้มีความสุขที่สุด ทำให้เขาคิดได้เอง ไม่รู้สึกแย่ที่เป็นโรคนี้

    นลัทพรระบุว่า อยากให้ประเทศไทยยอมรับความเท่าเทียมของมนุษย์ของกลุ่มผู้พิการเพราะผู้พิการก็เหมือนกับความแตกต่างหลากหลายอื่นๆ สังคมเห็นว่าเป็นองค์ประกอบที่แตกต่าง ตอนเรียนก็เหมือนเด็กคนอื่นๆ มีจังหวะชีวิตเหมือนคนอื่นๆที่เขาเป็น

    อรณี กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เริ่มต้นจากการอยากเห็นในสิ่งที่เด็กๆ อยากเป็น อยากให้ปฏิบัติกับเขาเหมือนเป็นคนปกติ เด็กกลุ่มนี้เหมือนคนปกติ ขอให้ดูแลเขาในระดับที่เหมาะสมโดยให้เขาช่วยตัวเองได้ในระดับที่เขาสามารถทำได้

    SMA คืออะไร

    จากนิตยสาร 247 ฉบับที่ 341 ในบทสัมภาษณ์กับนลัทพร ได้กล่าวถึงโรค SMA หรือ Spinal Muscular Atrophy  ไว้ว่า อาการของโรคนี้เกิดจากการที่เส้นประสาทจากกระดูกสันหลังไม่สามารถส่งสัญญาณไปกล้ามเนื้อส่วนต่างๆได้ อันเป็นปัญหาที่เกิดจากแกนเซลล์ประสาทมอเตอร์นิวรอน ซึ่งส่งผลต่อการทำงานต่อร่างกาย ทั้งอวัยวะภายนอกและภายใน เป็นกลุ่มอาการที่ไม่ติดต่อ แต่จะมีโอกาสติดต่อจากการสืบทอดทางพันธุกรรม

     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ศาลให้ฝากขังทนายประเวศ คดี ม.112 ต่อเป็นครั้งที่ 6 จนถึง 9 ก.ค.นี้ แม้ยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขัง อ้างเหตุกระทบสิทธิเสรีภาพและโอกาสต่อสู้คดีของผู้ต้องหา อีกทั้งยังไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐานไม่ได้

     

    27 มิ.ย. 2560 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ศาลอาญาพิจารณาคำร้องฝากขังของพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(ปอท.) ยื่นคำร้องฝากขัง ประเวศ ประภานุกูล อาชีพทนายความ ครั้งที่ 6 ต่อศาลในคดีที่ทนายประเวศถูกแจ้งข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำนวน 10 กรรม, ยุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 จำนวน 3 กรรม, และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3) จากการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว

    ทั้งนี้วานนี้ (26มิ.ย.2560) ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่ได้รับมอบอำนาจให้ยื่นคำร้องคัดค้านฝากขังแทนทนายประเวศ โดยระบุเหตุผลว่าพนักงานสอบสวนได้ถามคำให้การทนายประเวศไปจนเสร็จสิ้นแล้ว หากไม่ถูกขังระหว่างสอบสวนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ ส่วนของกลางในคดีซึ่งเป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พนักงานสอบสวนได้ยึดไว้ในครอบครองหมดแล้วจึงไม่มีทางที่ทนายประเวศจะเข้าไปยุ่งเหยิงได้อีก นอกจากนั้นการตรวจสอบข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์และการตรวจสอบประวัติอาชญากรก็เป็นขั้นตอนติดต่อรับส่งเอกสารระหว่างพนักงานสอบสวนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท้าน ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทนายประเวศอีกด้วย

    อีกทั้งพยานบุคคลอีก 1 ปาก ที่พนักงานสอบสวนระบุว่ายังต้องทำการสอบสวน ทนายประเวศก็ไม่มีทางไปยุ่งเหยิงกับพยานได้แน่นอน

    ตามเหตุผลข้างต้นจึงเห็นว่าหากทนายประเวศต้องถูกขังระหว่างสอบสวนย่อมเป็นการคุมขังเกินจำเป็น นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แล้วยังสร้างภาระเกินจำเป็น กระทบต่อการทำงานทนายความและสิทธิเสรีภาพและโอกาสในการสู้คดีของทนายประเวศเป็นอย่างมาก

    ทนายประเวศ จึงเห็นว่าพนักงานสอบสวนไม่มีเหตุสุดวิสัยหรือความจำเป็นใด ที่จะขอให้ศาลออกหมายขังได้ หากขังไว้จะเกินความจำเป็นตามพฤติการณ์คดีและเพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปตามหลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหา ตามมาตรา 29 ของรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2560 จึงขอให้มีการไต่สวนพนักงานสอบสวนเพื่อให้มีการชี้แจงเหตุจำเป็น โดยแสดงพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องประกอบการไต่สวนด้วยตาม ป.วิ อาญามาตรา 87

    ต่อมาศาลมีคำสั่งว่า พนักงานสอบสวนได้มีการสรุปสำนวนคดีเสร็จสิ้นแล้ว แต่จำเป็นที่จะต้องยื่นเรื่อง เพื่อทำความเห็นทางคดีเสนอผู้บังคับบัญชา สำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อมีคำสั่งต่อไปและยังคงมีการจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาคดีความมั่นคงของ สตช. ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างจัดตั้งคณะกรรมการอยู่ จึงมีความจำเป็นต้องฝากขังต่ออีก 12 วันตั้งแต่วันที่ 28 มิ.ย.- 9ก.ค.2560 ตาม

    คดีนี้ทนายประเวศถูกขังระหว่างการสอบสวนตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค.2560 จนถึงปัจจุบันรวมแล้วเป็นเวลา 55 วัน

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    27 มิ.ย. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคเหนือตอนบน (กป.อพช.) ออกแถลงการณ์ เรื่อง ยุติกระบวนการแก้กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ... ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งประเทศ โดยเรียกร้องถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยุติกระบวนการแก้กฎหมายฉบับนี้ แล้วเริ่มต้นกระบวนการใหม่ ยุติการส่งเจ้าหน้าที่ไปติดตามตรวจสอบประชาชนทุกรูปแบบ แล้วเปิดเวทีรับฟังความเห็นก่อนการเริ่มต้นแก้กฎหมายโดยเฉพาะการมีความเห็นร่วมกันในเรื่องหลักการของกฎหมายก่อน โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการให้ความเห็น การส่งผู้แทนเข้าร่วมเป็นกรรมการแก้กฎหมาย และการเปิดกว้างให้รับรู้กระบวนการขั้นตอนต่างๆอย่างโปร่งใสต่อไป

    รายละเอียดดังนี้ : 

    แถลงการณ์ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคเหนือตอนบน (กป.อพช.)

    เรื่อง ยุติกระบวนการแก้กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ... ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งประเทศ

    26 มิถุนายน 2560

    คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคเหนือตอนบน(กป.อพช.ภาคเหนือบน) ได้พิจารณาเห็นว่ากระบวนการที่รัฐบาลเร่งรัดในการปรับแก้กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่กำลังดำเนินการโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขซึ่งมอบหมายให้นายวรากรณ์ สามโกเศศ เป็นประธานคณะกรรมการยกร่างแก้กฎหมายนั้น มีความเร่งรีบและไม่เปิดกว้างให้ประชาชนรับรู้ เพราะมีการปิดเป็นความลับไม่ให้มีการสื่อสารใดใด กระทั่งเมื่อร่างเสร็จแล้ว ต้องทำตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ จึงได้นำไปรับฟังความเห็น ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแก้กฎหมายฉบับนี้ได้แสดงออกด้วยสัญลักษณ์การไม่ยอมรับกระบวนการแก้กฎหมายและการจัดเวทีรับฟังความเห็น 4 ภาค ทั้งนี้ กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้เมื่อปี พ.ศ.2545 เป็นต้นมา เป็นกฎหมายที่รับรองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคนว่าได้รับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายทุกครั้งที่ไปรับบริการ ยกเว้นการจ่ายค่าธรรมเนียมครั้งละ 30 บาท รัฐบาลทำหน้าที่จัดสรรงบประมาณประจำปีเป็นค่ารักษาให้ประชาชน โดยมีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)ทำหน้าที่บริหารจัดการ มีกระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานดูแลให้โรงพยาบาลปฏิบัติการรักษาประชาชนตามสิทธิที่ควรได้รับตามข้อกำหนดสิทธิประโยชน์ที่ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำหนด กฎหมายฉบับนี้จึงเป็นกฎหมายที่ให้สิทธิและคุ้มครองสิทธิประชาชนด้านสุขภาพโดยแท้จริง

    การดำเนินการแก้กฎหมายครั้งนี้ มุ่งเน้นการแก้เกี่ยวกับหน่วยงานรักษาให้ปฏิบัติงานได้คล่องตัวขึ้น ขณะเดียวกันมีความพยายามแก้ในเชิงที่ขัดแย้งกับหลักการเจตนารมณ์เดิมของกฎหมาย เช่น การเพิ่มจำนวนกรรมการที่มาจากภาคผู้ให้บริการ การเพิ่มสภาวิชาชีพจำนวนมาก ขณะที่คงจำนวนตัวแทนประชาชนและลดจำนวนผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ กรรมการฯเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดจำนวนงบประมาณและสิทธิประโยชน์ของประชาชน ควรมีตัวแทนของประชาชนมากกว่าผู้ให้บริการจึงจะสอดคล้องกับหลักการเป็นผู้สร้างหลักประกันให้ทุกคน ที่สำคัญควรเป็นการแก้เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์และความครอบคลุม โดยเฉพาะกรณีคนไทยที่ตกหล่น คนไทยรอพิสูจน์สถานะบุคคล ชนเผ่าพื้นเมือง ควรมีการแก้กฎหมายให้ครอบคลุมคนเหล่านี้ด้วย รวมถึงการรับประกันว่าประชาชนจะไม่ต้องจ่ายค่าบริการเมื่อไปรับบริการทุกครั้ง ส่วนที่ควรปรับเพิ่มเติมให้ชัดเจนขึ้นคือเรื่องการเพิ่มอำนาจให้กรรมการหลักประกันสุขภาพฯ สามารถจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ จำเป็นราคาสูงด้วยระบบการต่อรองราคาและจัดซื้อระดับประเทศที่ สปสช.ดำเนินการมาโดยตลอดที่สามารถประหยัดงบประมาณจำนวนมาก เป็นเรื่องที่ควรปรับแก้เพื่อรับรองสิทธิประชาชนที่จะได้รับยาจำเป็นโดยเสมอภาคกัน

    การแก้กฎหมายครั้งนี้มี สิ่งที่ควรปรับแก้แต่ไม่ทำ แต่มีการเพิ่มการแก้ไขในสิ่งที่ขัดเจตนารมณ์เดิม เมื่อกลุ่มประชาชนที่เข้าใจระบบหลักประกันสุขภาพได้มีการเคลื่อนไหวแสดงสัญลักษณ์ไม่ยอมรับกระบวนการและเนื้อหาในการแก้กฎหมายที่ขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชนและทุกภาคส่วนนั้น  รัฐบาลยังไม่แสดงท่าทีที่จะพิจารณาทบทวนกระบวนการ นอกจากนี้โฆษกรัฐบาลได้แสดงท่าทีที่มีผลคุกคามโดยการอ้างว่าจะมีการส่งเจ้าหน้าที่ไปติดตามประชาชนที่คัดค้านในพื้นที่ ทั้งนี้การคัดค้านกระบวนการแก้กฎหมายที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นเสรีภาพซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงออกทางความเห็น

    กป.อพช.ภาคเหนือจึงขอให้ นายกรัฐมนตรียุติกระบวนการแก้กฎหมายฉบับนี้ แล้วเริ่มต้นกระบวนการใหม่ ยุติการส่งเจ้าหน้าที่ไปติดตามตรวจสอบประชาชนทุกรูปแบบ แล้วเปิดเวทีรับฟังความเห็นก่อนการเริ่มต้นแก้กฎหมายโดยเฉพาะการมีความเห็นร่วมกันในเรื่องหลักการของกฎหมายก่อน โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการให้ความเห็น การส่งผู้แทนเข้าร่วมเป็นกรรมการแก้กฎหมาย และการเปิดกว้างให้รับรู้กระบวนการขั้นตอนต่างๆอย่างโปร่งใสต่อไป

    27 มิถุนายน 2560

    คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือตอนบน (กป.อพช.เหนือบน)

    กลุ่มเขลางค์เพื่อการพัฒนา ลำปาง

    กลุ่มคนเฒ่าคนแก่ เชียงราย

    กลุ่มดอยหมอกเพื่อการพัฒนา ลำปาง

    กลุ่มรักษ์เชียงของ เชียงราย

    กลุ่มศิลปวัฒนธรรมกระจกเงา เชียงราย

    คณะกรรมการองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ภาคเหนือ(กพอ.ภาคเหนือ)

    เครือข่ายเด็กและเยาวชนภาคเหนือตอนบน

    เครือข่ายทรัพยากรและเกษตรกรรมยั่งยืน น่าน

    เครือข่ายที่ดิน จ.แพร่

    โครงการจัดการลุ่มน้ำปิงตอนบน  พะเยา

    โครงการปฏิรูปการเกษตรและพัฒนาชนบท ลำพูน

    โครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ เชียงใหม่

    โครงการฟื้นฟูชีวิตและวัฒนธรรม แม่ฮ่องสอน

    โครงการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติลุ่มน้ำแม่สอย เชียงใหม่

    โครงการละครชุมชน เชียงใหม่

    โครงการส่งเสริมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน น่าน

    โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายท้องถิ่นและหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อการจัดการลุ่มน้ำอิงอย่างยั่งยืน ภายใต้องค์กรปฏิบัติการ คือ ศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า (รีคอป ประเทศไทย และ สถาบันความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อลุ่มน้ำโขงและอาเซียน (BALAD) พะเยา

    ชมรมคริสเตียนเพื่อการพัฒนาในประเทศไทย เชียงใหม่

    พันธกิจเอดส์ สภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย  เชียงใหม่

    มูลนิธิพะเยาเพื่อการพัฒนา  พะเยา

    มูลนิธิพัฒนาเครือข่ายเอดส์  เชียงใหม่

    มูลนิธิพัฒนาชุมชนในเขตภูเขา เชียงราย

    มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ เชียงใหม่

    มูลนิธิพัฒนาภูมิปัญญาชนเผ่าบนพื้นที่สูง เชียงใหม่

    มูลนิธิพัฒนาสตรีภาคเหนือ เชียงใหม่

    มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือ เชียงใหม่

    มูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดน เชียงใหม่

    มูลนิธิเพื่อสุขภาพและการเรียนรู้ของแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์  เชียงใหม่

    มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์  เชียงใหม่

    มูลนิธิรักษ์ไทย พะเยา

    มูลนิธิวายเอ็มซีเอเพื่อการพัฒนาภาคเหนือ เชียงใหม่

    มูลนิธิไว เอ็ม ซี เอ กรุงเทพฯ สาขาพะเยา

    มูลนิธิศึกษาพัฒนาชนบท  เชียงใหม่

    มูลนิธิสายสัมพันธ์ เชียงใหม่

    มูลนิธิหมอเสม พริ้งพวงแก้ว  เชียงใหม่

    มูลนิธิฮักเมืองน่าน  น่าน

    มูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ  เชียงใหม่

    ศูนย์การเรียนรู้โจโก้ เชียงใหม่

    ศูนย์ปฏิบัติการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชนบนพื้นที่สูง เชียงใหม่

    ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชนจังหวัดพะเยา  พะเยา

    ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน เชียงใหม่

    ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น เชียงใหม่

    สถาบันการจัดการทางสังคม น่าน

    สถาบันชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน  น่าน

    สถาบันพัฒนาและเสริมสร้างการเรียนรู้อย่างยั่งยืน  น่าน

    สถาบันร่วมเรียนรู้  ลำพูน

    สถาบันส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน  เชียงใหม่

    สถาบันอ้อผญา แม่ฮ่องสอน

    สมาคมชีวิตดี ลำปาง

    สมาคมพัฒนาชนบทสมบูรณ์แบบ ลำพูน

    สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต ลำพูน

    สมาคมวาย เอ็ม ซี เอ เชียงใหม่  สาขาลำพูน

    สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย เชียงใหม่

    สมาคมสร้างสรรค์ชีวิตและสิ่งแวดล้อม  เชียงราย

    สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ เชียงราย

    สำนักข่าวเด็กและเยาวชน  พะเยา

    สิทธิชุมชนจังหวัดพะเยา  พะเยา

    โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา  เชียงใหม่

    เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี เอดส์ ภาคเหนือบน  เชียงใหม่

    ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชน เชียงใหม่

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ประยุทธ์ ระบุ รบ.ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปตร.และได้แต่งตั้ง กก.เพื่อทำหน้าที่ปฏิรูป จากบุคคลทุกภาคส่วน ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของฝ่ายกฎหมาย แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ครม.ไฟเขียวงบ 1.8 พันล้าน โครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 60 โดยเพิ่มวงเงินคุ้มครองและลดค่าเบี้ยประกันภัยให้กับประชาชน
     

    28 มิ.ย. 2560 รายงานจากเว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลระบุว่า วานนี้ (27 มิ.ย.60) เมื่อเวลา 13.15 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีถึงกรณีการระงับคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ว่า เป็นเรื่องที่ไม่สมควรกระทำ ถ้าจะระงับคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจทั้งหมด เพราะจะกระทบต่อตำรวจที่ไม่มีปัญหาในการแต่งตั้ง ซึ่งต้องให้ความเป็นธรรม และคุ้มครอง คำนึงถึงสิทธิของผู้ได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายด้วย ส่วนกรณีที่มีปัญหาในการแต่งตั้งต้องไปสอบสวน ดำเนินการแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด ให้ดูเป็นกรณี และต้องแยกแยะให้ออก เพื่อไม่ให้กระทบต่อตำรวจที่ไม่มีปัญหาในการแต่งตั้งโยกย้าย 

    สำหรับการปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญ และได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่ปฏิรูปตำรวจ โดยแต่งตั้งจากบุคคลทุกภาคส่วน ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของฝ่ายกฎหมาย แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ โดยคณะกรรมการที่รัฐบาลแต่งตั้งจะต้องทำงานให้สอดคล้องกับคณะทำงานภายในของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยจะเน้นปฏิรูปองค์กรสำนักงานตำรวจ ปฏิรูปกฎหมาย และปฏิรูปบุคลากร และได้สั่งการให้รองนายกรัฐมนตรีรับไปดำเนินการแล้ว พร้อมกับขอเวลาในการดำเนินการเพื่อความรอบคอบ เพราะจะมีผลกระทบในระยะยาว

    พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้กล่าวถึงเรื่องที่นายกรัฐมนตรีให้แนวทางแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องในการที่จะดำเนินการปฏิรูปตำรวจว่า การดำเนินการดังกล่าวจะต้องมีคณะกรรมการทั้งในส่วนของรัฐบาลและของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งสำนักงานตำรวจฯ มีคณะกรรมการที่แต่งตั้งอยู่แล้ว โดยคณะกรรมการที่จะมาดำเนินการในส่วนของรัฐบาลนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณารายชื่อบุคคลที่เหมาะสม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งนี้ คณะกรรมการทั้ง 2 ส่วนดังกล่าวจะต้องมีแนวทางการทำงานที่มีความสอดคล้องต้องกัน ดังนี้ 1) ให้พิจารณาถึงเรื่องขององค์กร เช่น เรื่องของโครงสร้าง ระบบงาน ภารกิจ บทบาท และอำนาจหน้าที่ จะเป็นอย่างไร   2) กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เช่น กฎ ระเบียบ กติกา การป้องกันการทุจริต ระบบการสอบสวน จะมีแนวทางอย่างไร และ 3) บุคลากร เช่น การเลื่อนตำแหน่ง การแต่งตั้งโยกย้าย การเจริญเติบโตในสายอาชีพ สวัสดิการต่าง ๆ เป็นต้น

    สำหรับการปฏิรูปตำรวจ คณะกรรมการทั้ง 2 คณะจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 ปี ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ประกาศ ซึ่งขณะนี้เหลือเวลาประมาณ 9 เดือน นายกรัฐมนตรีจึงได้กำหนดตารางระยะเวลาดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามแผนและห้วงเวลาที่กำหนดไว้ ดังนี้ 1) จากนี้ไป 2 เดือนแรกให้รวบรวมปัญหาต่าง ๆ และศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นว่ามีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงไปยังปัญหาอื่น ๆ อีกหรือไม่ 2) ระยะเวลา 4 เดือนต่อไปจะเป็นการนำปัญหาที่ศึกษาเรียบร้อยแล้ว มากำหนดวิธีการปฏิบัติและแก้ไขกฎหมาย และในช่วง 3 เดือนสุดท้ายเป็นการสื่อสารทำความเข้าใจกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งเจ้าหน้าที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประชาชนทั่วไป และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับรู้และเกิดความเข้าใจว่าการปฏิรูปดังกล่าวมีความเปลี่ยนแปลงและมีผลดี ตลอดจนสามารถแก้ไขข้อบกพร่องหรือปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตอย่างไร เพื่อให้สังคมเกิดการยอมรับอันจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชนที่มีต่อการขับเคลื่อนกระบวนการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

    ไฟเขียวโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 60 

    วันเดียวกัน (27 มิ.ย.60) กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงว่า ที่ประชุมครม. มีมติอนุมัติงบประมาณ จำนวน 1,841,100,000 บาท สำหรับการดำเนินโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2560 ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ซึ่งโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยต่าง ๆ ให้กับเกษตรกร ได้แก่ น้ำท่วมหรือฝนตกหนัก ภัยแล้ง ฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น ภัยหนาวหรือน้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ ไฟไหม้  ตลอดจนภัยศัตรูพืช และโรคระบาด  โดยมีเป้าหมายพื้นที่รับประกันภัย ขั้นต่ำ 25 ล้านไร่ สูงสุด 30 ล้านไร่ และมีวงเงินคุ้มครอง 1,260 บาทต่อไร่ ตลอดช่วงการเพาะปลูก เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ( ปี พ.ศ.2559 วงเงินคุ้มครอง 1,111 บาทต่อไร่)  ขณะที่ภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาด มีวงเงินคุ้มครอง 630 บาทต่อไร่ ( ปี พ.ศ.2559 วงเงินคุ้มครอง 555 บาทต่อไร่) ซึ่งตามระเบียบของทางราชการกรณีที่ภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาด มีวงเงินคุ้มครองน้อยกว่าภัยประเภทอื่นข้างต้น เนื่องจากพบว่าเมื่อเกิดภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาดความเสียหายอาจจะเกิดประมาณครึ่งของการเพาะปลูกทั้งหมดจึงพิจารณาทดแทนให้ตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

    สำหรับอัตราค่าเบี้ยประกันภัยปี 2560  อัตราเท่ากันทุกพื้นที่การผลิต 97.37 บาทต่อไร่ รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์ หรือคิดเป็น 90 บาทต่อไร่ ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์  (ปี พ.ศ. 2559 อัตราค่าเบี้ยประกัน 107.428 บาทต่อไร่ รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์ ) เกษตรกรจ่าย 36 บาทต่อไร่ ทั้งนี้ รัฐบาลจะอุดหนุนเงินค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัย ในอัตรา 61.37 บาทต่อไร่ (รวมอากรแสตมป์และภาษีมูลค่าเพิ่ม)  ส่วนกรณีที่เป็นลูกค้าสินเชื่อของ ธ.ก.ส.นั้น ธ.ก.ส. จะอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยในส่วนที่เหลืออีก 36 บาทต่อไร่ ส่วนระยะเวลาการขายประกันเริ่มตั้งแต่ฤดูการเพาะปลูก – 31 สิงหาคม 2560 และภาคใต้สามารถดำเนินการได้จนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2560 เนื่องจากฤดูการเพาะปลูกของภาคใต้ช้ากว่าภาคอื่น อีกทั้งปีนี้รัฐบาลยังมีการพิจารณาให้เกษตรกรผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกใช้บริการพร้อมเพย์  (Promptpay)  ในการรับ – โอนค่าเบี้ยประกันภัยและค่าสินไหมทดแทน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนโดยไม่ต้องเดินทางมาจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยและค่าสินไหมด้วยตนเอง ทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางอีกด้วย

    พร้อมกันนี้ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพมหานคร ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการในการตรวจสอบเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายแต่มิได้อยู่ในพื้นที่ที่มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยมิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 เช่นเดียวกับการดำเนินการของโครงการฯ ปีการผลิต 2559 และขอให้จัดส่งข้อมูลให้สมาคม ฯ และ ธ.ก.ส. เพื่อพิจารณาดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาต่อไป

    อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับโครงการฯ และแบ่งเบาภาระด้านงบประมาณของภาครัฐ ให้กระทรวงการคลังพิจารณาปรับปรุงแนวทางการดำเนินโครงการฯ ในอนาคต โดยส่งเสริมให้เกษตรกรได้มีส่วนร่วมในการระบบประกันภัยพืชผลมากยิ่งขึ้น และทยอยให้เกษตรกรเพิ่มการมีส่วนร่วมในการรับภาระค่าเบี้ยประกันภัยด้วย นอกจากนี้ กระทรวงการคลังและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำลังดำเนินการศึกษาแนวทางการให้ความช่วยเหลือด้านการประกันภัยให้ขยายผลครอบคลุมไปถึงพืชผลทางการเกษตรชนิดอื่น ๆ  ซึ่งจะทำให้เกษตรกรทั่วประเทศไทยในอนาคตมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถบรรเทาความเดือนร้อนภาระหนี้สินที่จะเกิดขึ้นหากผลผลิตได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติดังกล่าว

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ครม.อนุมัติให้ยกเว้นโครงการพัฒนาที่ดินราชพัสดุ เพื่อก่อสร้างหอชมเมืองกรุงเทพมหานคร สามารถดำเนินการคัดเลือกเอกชนได้ โดยไม่ใช้วิธีประมูล เนื่องจากจะทำให้มีความล่าช้าและอาจจะส่งผลกระทบต่อโครงการ

    28 มิ.ย. 2560 รายงานข่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา เวลา 13.50 ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.อนุมัติให้ยกเว้นโครงการพัฒนาที่ดินราชพัสดุ เลขที่ทะเบียน กท.3275 เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร เพื่อก่อสร้างหอชมเมืองกรุงเทพมหานคร สามารถดำเนินการคัดเลือกเอกชนได้ โดยไม่ใช้วิธีประมูลตามประกาศของคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ โดยสืบเนื่องจากวันที่ 13 ธ.ค. 2559 ทาง ครม. มีมติเห็นชอบให้โครงการการก่อสร้างหอชมเมือง เป็นโครงการตามนโยบายของรัฐบาล ในวงเงิน 7,621 ล้านบาท ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นต้นแบบในการน้อมนำศาสตร์พระราชามาใช้ดำเนินโครงการ โดยจะจัดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ ที่มีความโดดเด่นของเอกลักษณ์ไทย และเป็นสัญลักษณ์สำคัญแห่งยุคด้วยการบริหารจัดการที่ล้ำสมัย ตามนโยบายของรัฐบาลไทยแลนด์ 4.0 ทั้งนี้จะมีการให้นักเรียนนักศึกษาเข้ามาร่วมเรียนรู้ในขั้นตอนการก่อสร้าง เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาของเยาวชนของคนไทยด้วย

    “สาเหตุที่โครงการนี้ไม่ให้มีการเปิดประมูล เนื่องจากจะทำให้มีความล่าช้าและอาจจะส่งผลกระทบต่อโครงการ และอาจจะไม่มีเอกชนรายใดสนใจดำเนินโครงการเพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่และมีรูปแบบการดำเนินการเชิงสังคม แต่มีเงื่อนไขว่าเอกชนที่ที่มาดำเนินการจะต้องจัดทำแผนบริหารการสัญจร การรักษาสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาชุมชนในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง และให้กรมธนารักษ์และกระทรวงการคลังพิจารณา รวมถึงให้นำรายได้ที่เหลือจากการดำเนินการทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่ายให้นำไปดำเนินการในเชิงสังคมไม่ให้นำมาแบ่งปันกัน นอกจากนี้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้มีความเห็นเพิ่มเติมว่าให้มีการเตรียมการการวางแผนการจัดการจราจร บริเวณพื้นที่ดังกล่าวด้วย เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวนี้มีโครงการใหญ่หลายโครงการซึ่งกำลังก่อสร้าง เพื่อบรรเทาการจราจรติดขัด” พ.อ.อธิสิทธิ์ กล่าว

     

    ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ และไทยพีบีเอส

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    'ประยุทธ์' ยันความพร้อมจัดเตรียมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพเสร็จสมบูรณ์ ก.ย. ถวายรายงาน 'พระเจ้าอยู่หัว' เป็นระยะ ปัดข่าวลือหยุดยาว 5 วันงานพระราชพิธีถวายพระเพลิง แจงหยุด 26 ต.ค. เพียงวันเดียว

    เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'ศูนย์บริการข้อมูลมติคณะรัฐมนตรี' โพสต์ภาพพร้อมข้อความว่า เนื่องจากในขณะนี้ มีการแชร์เรื่อง การจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่าให้มีการประกาศเป็นวันหยุดเป็นเวลา 5 วันนั้น ขอชี้แจงว่า ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงคือ คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาเมื่อวันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา เห็นชอบการกำหนดให้วันพฤหัสบดีที่ 26 ต.ค. 2560 ซึ่งเป็นวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นวันหยุดราชการ คือหนังสือที่ นร 0505/ว 205 ลงวันที่ 26 เม.ย. 2560 

    นอกจากนี้ ผู้จัดการออนไลน์รายงานด้วยว่า ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเป็นประธานการประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเตรียมจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่าล่าสุดสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จมาเป็นองค์ประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงาน พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ครั้งที่ 2 เพื่อเตรียมพร้อมการจัดงานให้สมพระเกียรติ โดยสรุปทุกอย่างจะต้องมีความพร้อมทั้งหมดภายในเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งตามกำหนดการจะมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในเดือน ต.ค. ระหว่างวันที่ 25-29 ด.ค. ซึ่งทุกอย่างมีความก้าวหน้าตั้งแต่ร้อยละ 50-90 แต่ทั้งหมดจะต้องแล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. ในเรื่องการฝึกซ้อมริ้วขบวน และการเตรียมการด้านอื่นๆ มีการเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือน พ.ค.เป็นต้นไป ตั้งแต่การฝึกซ้อมในหน่วยงานต่างๆ เรื่องของริ้วขบวน การเดิน ก็จะมีชุดครูฝึกแยกไปดำเนินการฝึก สาธิตเป็นตัวอย่าง มีการฝึกซ้อมย่อย การฝึกซ้อมใหญ่ ก่อนที่จะมีพระราชพิธีจริง จึงได้มีการประชุมในทุกๆ เรื่อง รวมทั้งได้มีการนำความขึ้นกราบบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาอย่างต่อเนื่อง

    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้ขั้นตอนได้มีการเตรียมแผนซักซ้อมไว้ทั้งหมด จากนี้ไปก็จะเข้าสู่การซักซ้อม โดยต้องฝึกซ้อมตั้งแต่วันนี้ เพราะต้องใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมงในการเดิน ระยทาง 800 กว่าเมตร นอกจากนี้ก็จะต้องมีการซักซ้อมในเรื่องของราชรถ ทั้งการลากการจูง ซึ่งมีรายละเอียดมาก โดยในเดือน ก.ค.เป็นต้นไปจะเริ่มนัดวันซ้อมย่อย ซ้อมใหญ่
           
    “ในส่วนของวันหยุดราชการในช่วงระยะเวลาดังกล่าว เท่าที่ร่างไว้เดิมที่จะเปิดให้คนเดินทางมาถวายพระเพลิง มีเพียงวันเดียว คือ วันที่ 26 ต.ค. และจะไม่มีการเพิ่มวันหยุดอีก ส่วนข่าวลือตามสื่อโซเชียลฯ ที่ระบุว่าจะหยุด 5 วันนั้นไม่เป็นความจริง นี่คือคำยืนยันจากรัฐบาล ซึ่งผมพูดไปนานแล้ว คือกำหนดให้หยุดวันเดียวคือ 26 ต.ค. ที่เหลือทุกคนต้องทำงาน จะหยุดกันไปทำไมพอหยุดมากก็กล่าวหาว่าไม่ทำงาน พอหยุดมากก็บอกว่าคนตายเยอะ เพราะเดินทางบ่อย” นายกฯ กล่าว 

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0



    คนที่ห่วงที่สุดว่าจะมีการเลือกตั้งหลังงานออกพระเมรุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ตามแผนที่วางไว้หรือไม่ น่าจะเป็นคณะทหารที่ทำการยึดอำนาจบ้านเมืองมากว่า 3 ปีมากกว่านักการเมือง เพราะการเลือกตั้งจะเป็นความชอบธรรมเพียงอย่างเดียวที่เหลืออยู่แก่พวกเขา ถึงอย่างไรรัฐธรรมนูญก็เขียนให้การสืบทอดอำนาจโดยตรงหรือโดยแฝงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว

    นับตั้งแต่การรัฐประหารใน 2490 เป็นต้นมา การเลือกตั้งและผลของการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจกำหนดขึ้นเองทั้งนั้น และหากไม่นับรัฐธรรมนูญ 2540 ฉบับเดียว ผู้มีอำนาจย่อมรวมทหารอยู่ด้วยเสมอ และถืออำนาจกำกับผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดบ้าง บางส่วนบ้างเสมอมา ฉะนั้น นายกฯ ทหาร หรือรัฐบาลทหาร จึงไม่เคยลงจากตำแหน่งเพราะแพ้การเลือกตั้งสักที ถึงอย่างไรก็รวบรวมเสียงสนับสนุนในสภาให้พอจัดตั้งรัฐบาลทหารได้เสมอ

    จอมพล ป. พิบูลสงคราม จำเป็นต้องลงเลือกตั้ง ก็ต่อเมื่อทหารทำท่าว่าจะกลับเข้ากรมกองเพื่อเตรียมรบกับตำรวจ แทนที่จะยืนเท้าสะเอวปกป้องรัฐบาลอยู่เบื้องหลังต่อไป เช่นเดียวกับ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ลงเลือกตั้งเพราะไม่มีกองทัพหนุนหลังแล้ว ส่วน พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และ พลเอกสุจินดา คราประยูร ไม่เคยและไม่คิดจะสมัครรับเลือกตั้งเลย

    แน่นอนครับ การได้รับเลือกจากสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้ง (บางส่วนหรือทั้งหมดก็ตาม) ย่อมเป็นความชอบธรรมทางการเมืองอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่เป็นความชอบธรรมที่ไม่แข็งแกร่งเท่ากับได้รับเลือกจากเสียงส่วนใหญ่ของสภา ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกในพรรคของตนเองเกินครึ่ง ยิ่งมากมายท่วมท้นขึ้นไปเท่าไร ก็ยิ่งไม่ต้องอาศัยความชอบธรรมจากทางอื่นมากขึ้นเท่านั้น

    (ลองนึกเถิดว่า ถ้าทักษิณ หรือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผู้นำกองทัพด้วย จะหมดท่ากันไปสักเท่าไรแล้วนี่)

    แปลกดีนะครับ ทหารเองเป็นผู้กำหนดกติกาของการเลือกตั้งและผลของการเลือกตั้งเป็นส่วนใหญ่ แต่กลับไม่กล้าลงเลือกตั้ง หรือพยายามหลีกเลี่ยงการเลือกตั้ง และสืบมาจนถึงทุกวันนี้ กองทัพไม่สามารถสร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้แก่ตนเองได้ ต้องอาศัยความชอบธรรมในการยึดอำนาจจากภายนอกกองทัพเสมอมา

    ไม่ต่างจากกองทัพฟิลิปปินส์ (อาศัยความชอบธรรมจากกลุ่ม cacique หรือเจ้าพ่อท้องถิ่นซึ่งใช้การเลือกตั้งเป็นการจัดสรรอำนาจระหว่างกัน) กองทัพพม่า (ใช้บทบาทการกู้ชาติและรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของสหภาพเป็นความชอบธรรมทางการเมืองของตน แต่เป็นความชอบธรรมที่ไม่แข็งแกร่งนัก เพราะวิธีรักษาเอกภาพของสหภาพที่กองทัพทำอยู่ ไม่บังเกิดผลมากไปกว่าตัวหนังสือในกฎหมาย และทำให้ต้องใช้วิธีบีบบังคับด้วยความรุนแรงสูง)

    แม้ว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นสรวงสวรรค์ของนักการเมืองในคราบทหาร แต่รูปแบบของการถืออำนาจทางการเมืองของกองทัพไม่จำเป็นต้องเหมือนฟิลิปปินส์-พม่า-ไทย (อาศัยความชอบธรรมจากภายนอก) อย่างเดียว กองทัพกัมพูชาและอินโดนีเซียลงเลือกตั้ง และสร้างความชอบธรรม (ส่วนหนึ่งที่ใหญ่พอสมควร) จากผลการเลือกตั้ง สามารถครองอำนาจได้อย่างสืบเนื่องมาอย่างยาวนาน…เกิน 3 ทศวรรษ… ทั้งคู่

    ในกรณีกัมพูชา ความจำเป็นในการจัดเลือกตั้ง อาจมาจากสหประชาชาติ ซึ่งเป็นผู้นำยุติความขัดแย้งในกัมพูชา และร่างรัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่ายซึ่งขัดแย้งกันอยู่ (รวมจีน, ไทย และสหรัฐ ซึ่งไม่อยู่ในสนามรบโดยตรงหรือโดยเปิดเผย) ยอมรับได้ รัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ จึงบังคับให้มีการเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กองทัพกัมพูชาซึ่งประกอบด้วยพลพรรคเขมรแดงทางภาคตะวันออก ซึ่งรอดพ้นจากการกวาดล้างของเขมรแดงฝ่าย พล พต (ซึ่งมีฐานกำลังทางทหารที่ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของตาม็อก) จะถืออำนาจต่อไปในกัมพูชาได้อย่างไร

    ผมอยากให้สังเกตด้วยนะครับว่า การเลือกตั้งในกัมพูชาไม่ได้เพียงให้ความชอบธรรมแก่ผู้ถืออำนาจจากประชาชนกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว ยังได้ความชอบธรรมจากมหาอำนาจที่แทรกแซงกัมพูชาอย่างหนักอยู่ในเวลานั้น โดยเฉพาะสหรัฐและยุโรปตะวันตก ซึ่งเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือหลักแก่การฟื้นฟูกัมพูชา การเลือกตั้งในกัมพูชา ยังทำให้จีนสบายใจขึ้นที่กัมพูชาไม่เป็นต้นเหตุให้เกิดความตึงเครียดในความสัมพันธ์กับตะวันตกด้วย

    การเลือกตั้งจึงดีแก่ทุกฝ่ายมากกว่าที่กองทัพกัมพูชาจะยึดอำนาจแล้วฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งภายใน 1 ปี

    นับเป็นโชคดีของกองทัพกัมพูชา ท่ามกลางความจำเป็นที่การแย่งชิงอำนาจต้องไปอยู่ที่หีบบัตรเลือกตั้ง กองทัพได้ ฮุน เซน เข้ามาเป็นผู้นำ เพราะเขาฉลาดทางการเมือง ตัดสินใจไม่พลาด และกล้าตัดสินใจในยามฉุกเฉินได้ทันท่วงทีเสมอ อันที่จริงแล้ว ฮุน เซน ก็เด่นอยู่เหมือนกันในบรรดากองกำลัง “แนวร่วมเพื่อเพื่อความหลุดพ้นแห่งชาติ” (United Front for National Salvation) แต่ไม่ใช่คนเด่นที่สุด ผู้ที่น่าจะเป็นผู้นำของที่แท้จริงของ “สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา” คือ จันสี (Chan Sy) ซึ่งถึงแก่กรรมอย่างกะทันหัน (จนบัดนี้ก็ไม่มีใครแน่ใจว่าเขาตายตามธรรมชาติหรือไม่) และทำให้ ฮุน เซน ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใน 1985 (2528) สืบมาจนทุกวันนี้

    ผมอยากให้สังเกตตรงนี้ด้วยว่า ผู้นำกองทัพของประเทศที่อยู่ภายใต้เผด็จการทหารเป็นเวลานานๆ นั้น ไม่ได้ขึ้นมาเป็นผู้นำเพราะอยู่ใน “เส้นสาย” ที่ถูกต้อง แต่ต้องผ่านการชิงไหวชิงพริบกันมาในกองทัพอย่างหนัก ฉวยจังหวะได้ทันท่วงที ใช้ความสามารถทางการเมืองและการทหารที่จะทำให้ฝ่ายอื่นกลุ่มอื่นยอมรับหรือต้องยอมรับ จึงสามารถเถลิงอำนาจขึ้นเป็นผู้นำกองทัพได้ เนวินของพม่าก็ใช่ ซูฮาร์โตแห่งอินโดนีเซียก็ใช่ และผมคิดว่า จอมพล ป. พิบูลสงคราม และ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ใช่ (ในระดับหนึ่ง)

    แม้ว่าบนเส้นทางที่พวกเขาขึ้นสู่อำนาจนั้น อาจมีคนบาดเจ็บล้มตาย หรือตกทุกข์ได้ยากอยู่มากบ้างน้อยบ้างก็ตาม แต่กองทัพจะได้ผู้นำที่มี “ฝีมือ” (ด้านดีด้านร้ายหรือทั้งสองด้านก็ตาม) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ฮุน เซน เป็น “เผด็จการ” ที่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งเสมอมา ไม่ใช่ชนะเลือกตั้งเฉยๆ แต่ชนะอย่างท่วมท้นด้วย ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นเมื่อเร็วๆ นี้ พรรคฝ่ายค้านสามารถนำผู้สนับสนุน 50,000 คน เดินขบวนในพนมเปญก่อนวันเลือกตั้งได้ แต่ในวันเดียวกันนั้น ฮุน เซน นำผู้สนับสนุนพรรคประชาชนกัมพูชาของตน 150,000 เดินขบวนไปตามถนนในพนมเปญด้วย เขาไม่เข้ามามีบทบาทในการหาเสียงเลือกตั้งมานานแล้ว แต่เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้อาจชี้ชะตาการเมืองของเขาในการเลือกตั้งใหญ่ปีหน้า เขาจึงต้องแสดงอิทธิฤทธิ์ให้เห็นเสียหน่อย

    พรรคของ ฮุน เซน มีมวลชนครับ แม้เป็นมวลชนจัดตั้ง แต่ก็เป็นมวลชนที่เทคะแนนให้เขาในคูหาเลือกตั้งได้จริง

    ฮุน เซน รู้มาตั้งแต่ต้นแล้วว่า การเลือกตั้งจะเป็นความชอบธรรมที่แข็งแกร่งของเขา ฉะนั้น เขาจะวางนโยบายและดำเนินการทุกอย่างที่จะทำให้วางใจได้ว่า เขาจะชนะการเลือกตั้ง และเพื่อบรรลุเป้าหมาย เขาสร้างระบบความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ที่ใหญ่มาก อันมีตัวเล่นใหญ่ๆ คือข้าราชการ, กองทัพ, ธุรกิจเอกชน และอำนาจท้องถิ่น แต่เขาไม่ได้รอให้พวกเหล่านี้ไปกดขี่บังคับเอาคะแนนเสียงจากประชาชนให้เขา (หากทำเช่นนั้น ป่านนี้เขาคงหมดอำนาจไปนานแล้ว เพราะตัวเล่นใหญ่ๆ ในระบบอุปถัมภ์ย่อมล้มเขาลง เพื่อเอาคนอื่นขึ้น หรือเป็นเสียเอง… แหะๆ ประชารัฐนั้นไม่ให้ความมั่นคงแก่อำนาจทางการเมืองแก่ใครสักเท่าไร) ตัวเขาเองต่างหากที่เป็นผู้ดึงคะแนนเสียงได้

    เพราะ ฮุน เซน วางนโยบายให้เป็นที่ชื่นชมอย่างจริงใจจากประชาชนระดับล่างด้วย รัฐบาล ฮุน เซน ทำนโยบายพัฒนาชนบททั่วประเทศ ดึงเอางบประมาณมาสร้างโรงเรียน, สร้างสะพาน, สร้างถนน, สร้างวัด และสร้างคลองส่งน้ำ อันเป็นนโยบายที่รัฐบาลสีหนุ หรือลอนนอลไม่เคยทำมาก่อน ถึงเขมรแดงทำ ก็ทำในลักษณะที่คนชนบทไม่ได้ประโยชน์โดยตรง นอกจากนี้ พรรคประชาชนกัมพูชายังแจกเงิน, แจกจักรเย็บผ้า และแจกเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ฯลฯ แก่ผู้คนในชนบทอีกด้วย อันเป็นสิ่งที่คนชนบทอยากได้มานานแล้ว แต่ไม่เคยได้มาไว้เป็นของตนสักที – ทุกชิ้นเขียนข้อความว่าเป็น “อำนวย” (ของขวัญ) จากท่านนายกฯ ฮุน เซน

    ฮุน เซน และพรรคของเขาจึงชนะการเลือกตั้งอย่างขาดลอยทุกที ยิ่งชนะก็ยิ่งล้ำเส้นได้มาก เช่น เด็ดหัวหรือเด็ดตัวฝ่ายค้านที่ทำท่าจะมีอนาคตทางการเมืองออกเสียแต่เนิ่นๆ (ระเบิดบ้าง ปืนบ้าง ตั้งข้อหาจับเข้าคุกบ้าง) บางคนอาจจะแย้งว่าเพราะล้ำเส้นต่างหากจึงทำให้ชนะเลือกตั้งขาดลอย ก็อาจเป็นได้ทั้งนั้นนะครับ

    แต่ขอให้สังเกตด้วยว่า พรรคฝ่ายค้านทั้งในอดีตและปัจจุบัน ไม่เคยสามารถวางนโยบายหาเสียงให้แตกต่างจากพรรคของ ฮุน เซน ได้เลย พรรคฝ่ายค้านที่เสนอทางเลือกเชิงนโยบายอันเดียวกับรัฐบาล จะไปเลือกมันทำไมครับ

    สรุปให้เหลือสั้นๆ ก็คือ ฮุน เซน เป็นเผด็จการทหารที่เล่นการเมืองมวลชนเป็นครับ นี่เป็นคุณสมบัติที่มักไม่ค่อยมีคนกล่าวถึง แต่ทำให้เผด็จการทหารกัมพูชาแตกต่างจากเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกัน และมีความสำคัญมาก

    เผด็จการทหารอีกคนหนึ่งที่ “เล่น” หรืออย่างน้อยก็ “จัดการ” กับการเมืองมวลชนเป็นคือนายพลซูฮาร์โต เช่นเดียวกับ ฮุน เซน เขาได้อำนาจเด็ดขาดในช่วงที่ประเทศเพิ่งหลุดพ้นจากภาวะเสื่อมโทรมทางเศรษฐกิจอย่างถึงที่สุด ความช่วยเหลือของอเมริกันที่หลั่งไหลกลับเข้ามา ก็ทำให้โฉมหน้าของอินโดนีเซียเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วแล้ว ยังไม่พูดถึงการลงทุนจากต่างชาติ ที่พากันเข้ามาดูดซับทรัพยากรธรรมชาติหลายอย่างจากอินโดนีเซีย ซ้ำราคาน้ำมันในตลาดโลกยังสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้ผู้นำรัฐบาลมีเงินมากพอจะขยายและพยุงระบบความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ในกองทัพ, ข้าราชการ, นักการเมือง และผู้นำท้องถิ่นได้เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งแรกหลังได้อำนาจใน 1971 (2514) พรรคร่วมโกลคาร์ของซูฮาร์โตจึงได้ชัยชนะ และจะได้ชัยชนะเหนือพรรคอื่นๆ สืบต่อมาอีก 25 ปี

    ซูฮาร์โตทำให้พรรคฝ่ายค้านทั้งหมด ไม่สามารถวางนโยบายที่เป็นทางเลือกให้แก่ประชาชนชาวอินโดนีเซียได้ นโยบายของฝ่ายค้านไม่มีอะไรแตกต่างจากรัฐบาล ยกเว้นประเด็นพิเศษบางอย่างของพรรค เช่น ปกป้องศาสนาอิสลามจากการคุกคามของคนต่างศาสนา หรือขยายเสรีภาพให้แก่ประชาชน ฯลฯ โดยสรุปก็คือ มุ่งเรียกคะแนนเสียงจากคนเพียงบางกลุ่มเป็นพิเศษเท่านั้น

    หากดูเฉพาะตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าซูฮาร์โตประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยเฉพาะเมื่อนำไปเปรียบกับสมัยซูการ์โน แม้ว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเหล่านั้นอาจกระจุกอยู่ในมือของบริษัทบริวาร และนายทุนจีนที่แวดล้อมประธานาธิบดีเพียงหยิบมือเดียว แต่ก็ก่อให้เกิดการจ้างงานและการไหลสะพัดของเงินตราไปถึงมือประชาชนในวงกว้างด้วย แม้เพียงน้อยนิดแต่ก็ดีกว่าไม่มีเสียเลย ที่เลือกพรรคโกลคาร์ตลอดมา ก็เพราะไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านั้น

    จริงอยู่ ควบคู่ไปกับนโยบายที่คนอินโดนีเซียพอใจแล้ว ซูฮาร์โตยังใช้อำนาจกดขี่บังคับไปพร้อมกัน ไม่ต่างจากเผด็จการทหารทั่วไป เช่น ตรวจข่าวหนังสือพิมพ์, ห้ามชุมนุม, จับกุมคุมขังปัญญาชนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ฯลฯ

    แต่ทำทั้งหมดนี้เพื่อช่วงชิงความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่ทำไปโดยไร้จุดมุ่งหมายมากไปกว่ารักษาอำนาจเถื่อนๆ ของตนเอาไว้

    ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเผด็จการทหารที่ไม่กลัวการเลือกตั้งเหมือนกัน เพราะนายพลเหล่านั้นรู้วิธีที่จะจัดการกับการเมืองมวลชน อันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากในโลกปัจจุบันไปเสียแล้ว ซ้ำร้ายการเลือกตั้งยังเป็นความชอบธรรมที่มั่นคงกว่าความชอบธรรมจากทางอื่นใดทั้งสิ้นเสียด้วย

    มีข้อที่น่าสังเกตว่า ทั้ง ฮุน เซน และซูฮาร์โต ต่างเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่มั่งคั่งนัก (หรือถึงยากจนทีเดียว) และแวดล้อมอยู่ในหมู่ชาวบ้านในชนบท ฮุน เซน อาจไม่จนเท่าซูฮาร์โต เพราะปู่ของเขาซึ่งเป็นจีนแต้จิ๋วเป็นเจ้าของที่นาผืนใหญ่ เขาจึงสามารถเข้ามาพนมเปญเพื่อบวชเณรและศึกษาเล่าเรียนได้ตั้งแต่อายุ 13 และเพิ่งเข้าร่วมกับเขมรแดงเมื่อนายพลลอนนอลยึดอำนาจใน 1970 (2513)

    ส่วนซูฮาร์โตเกิดในครอบครัวที่แตกแยก ถึงพ่อรับราชการกับฮอลันดาก็มีตำแหน่งเล็กๆ คือเป็น “แก่ฝาย” ในท้องถิ่น ชีวิตวัยเด็กต้องพเนจรไปรับความอุปถัมภ์จากญาติฝ่ายมารดาบ้าง บิดาบ้าง แต่ก็เรียนหนังสือไปได้ไม่สูงนัก ต้องตัดสินใจไปเป็นทหารให้แก่กองทัพอาณานิคมของฮอลันดา แล้วไต่เต้ามาในอาชีพทหาร

    ผมเชื่อว่า จะหานายทหารที่จบจากโรงเรียนนายร้อยไทยที่มีประวัติพอเทียบเคียงกับสองจอมเผด็จการนี้ไม่ได้ อีกทั้งกองทัพไทยก็ไม่เปิดโอกาสให้ลูกชาวบ้านซึ่งเป็นพลทหารได้ไต่เต้าขึ้นไปสู่ยศตำแหน่งสูงๆ ได้มากนัก (แทบจะไม่มีเอาเลยด้วยซ้ำ) นายทหารในกองทัพที่จะร่วมกันทำรัฐประหารจึงล้วนเป็นคนใน “ชนชั้น” กลาง อันมีแหล่งรายได้ที่ห่างไกลจากวิถีการผลิตทางเกษตรกรรมของชาวบ้าน (ที่จริงผมพูดอย่างนี้กับนักการเมืองไทยเกือบทั้งหมดก็ได้เหมือนกัน) และด้วยเหตุดังนั้น จึงเป็นไปได้ยากมากที่เผด็จการทหารไทยจะหันไปแสวงหาความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง

    หากถูกสถานการณ์บังคับ ก็พอใจจะ “ซื้อ” นักการเมืองมาร่วมพรรค หรือตั้งรัฐบาลผสม มากกว่าตั้งพรรคการเมืองของตนเองแล้วรณรงค์หาเสียงจริงจัง ทำให้ฐานความชอบธรรมยังอยู่ที่นักการเมืองซึ่งได้รับเลือกตั้งมากกว่านายกฯ อำนาจต่อรองของนายกฯ ที่มาจากเผด็จการทหารจึงมีน้อยลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ต้องกลับมาทำรัฐประหารใหม่อีกครั้งหนึ่ง อาศัยความชอบธรรมจากภายนอก แล้วก็ไม่รู้จะเดินต่อไปอย่างไร ดังเช่นรัฐบาลถนอม-ประภาสหลังรัฐประหาร 2514 ซึ่งไม่ได้รับความชอบธรรมจากภายนอก จึงจบเห่

    ตราบเท่าที่ทหารไทยยังกลัวเลือกตั้ง รัฐบาลทหารก็ยังต้องอาศัยความชอบธรรมจากภายนอกกองทัพเสมอไป หากแหล่งภายนอกไม่ให้หรือไม่อาจให้ความชอบธรรมแก่อำนาจล้นเกินของกองทัพได้ เมื่อนั้นก็จะเหลือวิธีรักษาอำนาจอยู่อย่างเดียว นั่นคือความรุนแรง
     

     

    ที่มา: www.matichonweekly.com

    เผยแพร่ครั้งแรกใน: มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 16 - 22 มิถุนายน 2560
     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว ข้าพเจ้าได้รับจดหมายเชิญอย่างเป็นทางการของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยส่งจ่าหัวมาที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ถึงข้าพเจ้า โดยแจ้งว่าข้าพเจ้าเป็นหนึ่งในผู้มีเกียรติประจำปีนี้ที่จะได้เข้าร่วมงานเฉลิมฉลองวันประกาศอิสรภาพครบรอบ 241 ปีของประเทศนั้น ซึ่งงานเฉลิมฉลองจะจัดขึ้นในวันที่ 29 มิถุนายน ณ โรงแรม อินเตอร์คอนติเนล กรุงเทพมหานคร

    สำหรับข้าพเจ้า นักศึกษาธรรมดาคนหนึ่งย่อมเป็นเกียรติอย่างสูง

    อย่างไรก็ดี การถูกเชิญไปก็ทำให้ข้าพเจ้ามีคำถามว่า เหตุที่ข้าพเจ้าได้รับเชิญนั้นเพราะอะไร ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ต่างอะไรกับนิสิตนักศึกษาคนอื่นๆหรอก หากแต่ข้าพเจ้าพยายามคิดให้เป็นตัวของตัวเอง และเมื่อเกิดความคิดเช่นนั้นก็ทำให้รณรงค์ขับเคลื่อนให้เกิดประชาธิปไตยขึ้นในระบบการศึกษาของไทยที่เน่าเฟะ สังคมมหาวิทยาลัย และสังคมระดับประเทศชาติ อันเป็นสิ่งที่พลเมืองพึงจะทำอยู่แล้ว ดังนั้นการได้รับเชิญในครั้งนี้ก็คงจะเป็นเพราะทางสหรัฐอเมริกาเห็นความสำคัญของประชาธิปไตยไทยว่าสำคัญ เห็นว่าเยาวชนและประชาชนที่หวงแหนและต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่สำคัญ สมดังที่บรรดาผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกาก็ได้สร้างประเทศขึ้นบนการถ่วงดุลและแบ่งแยกอำนาจ และสิทธิเสรีภาพในการคิดและแสดงออก ซึ่งจะมีก็เฉพาะในสังคมประชาธิปไตยเท่านั้นที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ ในฐานะที่ได้รณรงค์เคลื่อนไหวมาย่อมปีติยินดีที่ได้รับเชิญ สหรัฐอเมริกามีนักต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองและเสรีภาพจำนวนมากมาย เช่น ตั้งแต่โทมัส เจฟฟอร์สัน โทมัส เพน (ผู้เขียน Rights of Man)จนถึง ยูจีน เดบบ์ (Eugene V. Debs) เอเลนอร์ รูสเวล เฮเลน เคเลอร์ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ และโรซ่า พารค์ ฯลฯ ดังนั้นการที่ได้รับเชิญให้ไปร่วมงานอิสรภาพโดยประเทศที่ก่อเกิดนักคิด นักต่อสู้และผู้นำที่สรรเสริญสิทธิเสรีภาพย่อมทำให้นักศึกษาผู้ศรัทธาในประชาธิปไตยคนนี้ย่อมปีติอย่างหาที่สุดมิได้

    ทว่า เมื่อคิดหลายๆครั้งแล้ว ข้าพเจ้ากลับรู้สึกถึงความขัดแย้งกันเกิดขึ้นของบทบาทสหรัฐอเมริกา 1) สหรัฐอเมริกาเชิญข้าพเจ้าไปในฐานะที่เป็นนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตย เหมือนที่บรรดาผู้ก่อตั้งประเทศของเขาเห็นความสำคัญแล้ว แล้วเหตุใด 2) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัล ทรัมป์ ถึงเชิญพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรัฐประหาร คสช ไปเยี่ยมทำเนียบขาวเล่า มันขัดแย้งกันไหม ถ้าสหรัฐอเมริกาห่วงใยสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยแท้จริงแล้ว จะยินดีจับมือกับผู้นำเผด็จการที่ทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน จับกุมขังคนคิดแตกต่าง ทำลายสิ่งแวดล้อมทรัพยากรในชาติ ทำลายกระบวนการตรวจสอบไม่มีหลักธรรมาภิบาล ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นในสาธารณะของคนที่คิดต่างและในพื้นทีทางวิชาการได้อย่างไร โดยที่การมาของคณะรัฐประหารกว่าสามปีแล้วก็พิสูจน์ว่าได้กัดกร่อนทำลายประชาธิปไตยทั้งในเชิงรูปแบบและเนื้อหาสาระ ทำไมสหรัฐอเมริกาถึงไม่มีท่าทีต่อเรื่องนี้ในสมัยประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ไม่ตักเตือนในสิ่งที่คณะรัฐประหารย่ำยีคนในชาติ ซึ่งสำหรับชาวสหรัฐอเมริกาเองก็คงรู้ว่า สิทธิเสรีภาพมีความหมายกับพวกเขามากแค่ไหน เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาพลเมืองและประเทชาติ (ดังที่มีวลีว่า " (เสรีภาพหรือความตาย) "และในคำประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา) ประชาชนคนไทยก็ไม่ต่างกับคนอเมริกัน ควรได้สิทธิและเสรีภาพนี้

    เมื่อข้าพเจ้าได้รับเลือกให้เป็นประธานสภานิสิตจุฬาฯ ข้าพเจ้าได้แถลงวิสัยทัศน์ไว้ในตอนหนึ่งว่า ข้าพเจ้าจะเป็นประธานสภานิสิต เป็นผู้นำองค์การนักศึกษาที่แตกต่างกับที่แล้วมา ข้าพเจ้าจะกู้ศรัทธาว่า คนที่เล่นการเมืองนั้นสามารถสร้างความหวังได้จริงๆ ข้าพเจ้าจะเป็นผู้นิยมในระบอบประชาธิปไตยและสังคมเสรีอย่างไม่ปิดบัง ข้าพเจ้าจะมีความกล้าหาญทางจริยธรรมในยุคสมัยที่การทำตามๆกันเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด สำหรับข้าพเจ้า การแสดงออกในเรื่องนี้เป็นสิ่งที่พึงกระทำ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการสร้างสังคมประชาธิปไตยให้เกิดขึ้น

    ข้าพเจ้าจะมีความสุขใจได้อย่างไรเมื่อข้าพเจ้าเฉลิมฉลองในขณะที่เพื่อนนักเรียนนักศึกษา และเพื่อนๆคนไทยด้วยกันยังไม่ได้รับความเป็นธรรม และไม่สามารถที่จะแสดงความคิดเห็นได้จริงๆ กรณีการเรียกร้องให้เปิดเผยกรณีรถไฟไทย-จีน น่าจะเป็นตัวอย่างได้ดีถึงความไม่โปร่งใสและความเผด็จการของคณะรัฐประหาร ซึ่งจะทำลายอนาคตทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ของคนไทยในรุ่นปัจจุบันและอนาคต

    ท้ายที่สุด ข้าพเจ้าขอขอบคุณท่านเอกอัครราชทูตกลิน ที เดวีส์ ที่เชิญข้าพเจ้าไปงาน มีจดหมายตอบกลับข้าพเจ้ากรณีเรื่องสนธิสัญญาปารีสโดยจะส่งความเห็นของสภานิสิตไปยังทำเนียบขาว และมีอัธยาศัยไมตรีต่อประเทศไทย หลายครั้งท่านได้แสดงจุดยืนสนับสนุนประชาธิปไตยสิทธิเสรีภาพอย่างแจ้งชัด เจ้าหน้าที่ของสถานทูตอเมริกาท่านอื่นๆด้วย ข้าพเจ้าหวังว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าได้เขียนนี้จะส่งไปถึงท่านประธานาธิบดีประกอบการพิจารณาในการเชิญพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปที่ทำเนียบขาว ข้าพเจ้าไม่มีเจตนาร้ายใดๆต่อสหรัฐอเมริกา ในระบอบประชาธิปไตย เสียงทุกเสียงสำคัญ ข้าพเจ้าคาดหวังว่านี่จะเป็นเสียงหนึ่งที่ท่านจะรับฟังเหตุผลทั้งหมดนี้ที่นิสิตคนหนึ่งจำต้องปฏิเสธที่จะเข้าร่วมในงานฉลองวันประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาด้วยความหวังดี ข้าพเจ้าหวังว่าสหรัฐอเมริกาจะคิดถึงสิทธิเสรีภาพของคนไทยที่ถูกลิดรอน และฟื้นฟูแสดงจุดยืนอย่างแจ้งชัดในการส่งเสริมประชาธิปไตยในประเทศไทย เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน อย่างเสมอบ่าเสมอไหล่ ในการนำสังคมทั้งสองไปสู่สังคมที่ทุกคนมีสิทธิ อิสรภาพและความสุขแห่งชีวิตของแต่ละบุคคล

     

    เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ‘สุธาชัย’ ชี้การกำเนิดของชนชั้นกลางและหนังสือพิมพ์ในสยามเป็นต้นทางการปฏิวัติ 2475 ย้ำกระแสประสวัติศาสตร์โลกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถูกโค่นล้ม การเปลี่ยนแปลงต้องเกิดขึ้นไม่ว่าจะมีคณะราษฎรหรือไม่

    สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ (คนขวา)

    ในโอกาสครบรอบ 85 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชสู่ประชาธิปไตย รายงานการสัมมนาชิ้นนี้คือส่วนหนึ่งของการรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น ในหัวข้อ ‘การเมืองกับประวัติศาสตร์-ประวัติศาสตร์กับการเมือง ตอน การเมืองในชีวิตประจำวัน (Politics of Everyday Life’ จัดโดยภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ณ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ผศ.ดร. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า

    จริงๆ แล้วผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องการลักหมุด ขโมยหมุด แต่ผมกลับคิดว่า มันชี้ว่า 85 ปีที่ผ่านมานี้ประวัติศาสตร์ของคณะราษฎรยังไม่จบ มันอาจจะเชื่อมโยงกับการเมืองในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งผมแปลกใจมากที่ว่ามีพวกอนุรักษ์นิยมที่ไม่ชอบระบบประชาธิปไตยที่มีรัฐสภา มีการเลือกตั้ง มีรัฐธรรมนูญที่เป็นแบบแผน เขาอธิบายว่าระบบนี้ไม่เหมาะสมกับประเทศไทยเพราะชาวบ้านยังไม่พร้อม แต่เขาพอใจมากกว่ากับระบบที่กองทัพยึดอำนาจ แล้วอ้างการปฏิรูปประเทศไปเรื่อยๆ แล้วก็ออกรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งที่ไม่ได้เป็นแบบแผนอะไรเลย เขาเห็นระบบแบบนี้เป็นความชอบธรรม หรืออย่างน้อยที่สุดก็ชอบธรรมกว่าระบบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งและมีรัฐธรรมนูญเป็นแบบแผน แล้ว 85 ปีก็ยังเห็นว่าประชาชนยังไม่พร้อมอยู่นั่นเอง

    “ดังนั้นมันเลยย้อนกลับไปสู่โจทย์เมื่อสักครู่นี้คือ ทำให้คณะราษฎรตกเป็นจำเลย เราคงทราบกันดีว่าคณะราษฎรตกเป็นจำเลยมาเป็นเวลาช้านาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชิงสุกก่อนห่ามทั้งๆ ที่ในหลวงจะพระราชทานอยู่แล้ว แล้วคณะราษฎรก็มายึดอำนาจ แต่ในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมานี้มันบอกเราอยู่อย่างหนึ่งว่าคณะราษฎรเอาระบบการเมืองที่ไม่เหมาะสมนักมาสู่ประเทศไทย เป็นระบบการเมืองที่มันห่วย มันทุเรศ มันนำมาซึ่งนักการเมืองที่ทุจริต คำถามคือ มันจริงอย่างนั้นหรือเปล่า

    “ผมจึงจะขอย้อนกลับไปเมื่อปี 2475 มาตั้งคำถามกันเสียใหม่ว่า ฐานะของการเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือที่เราเรียกว่าการปฏิวัติในปีนั้น มันอยู่ตรงไหน โดยผมจะตั้งคำถามว่า ประเทศสยามเมื่อปี 2475 นั้นอยู่ตรงไหนในระบบการเมืองของโลก ดังนั้น ผมจะมอง 2475 ใหม่ในฐานะกระแสทางการเมืองช่วงหนึ่งที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงในสังคมประเทศไทย การที่จะเข้าใจอย่างนี้ได้ หนึ่งเราต้องเข้าใจกระแสทางการเมืองโลกก่อน

    “ผมคิดว่ากระแสทางการเมืองของโลกในขณะนั้นคือ 2475 ตรงกับปี 1932 ตรงกับกระแสการทำลายระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ทั่วโลก ถ้าย้อนกลับไปก่อนหน้านี้คือก่อนปี 1914 จะพบว่ามันมีสมบูรณาญาสิทธิราชย์อยู่หลายแห่ง แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นต้นมา ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มันถูกโค่นในเยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี ต่อมาของรัสเซียก็ถูกโค่น ต่อมาตุรกีก็ถูกโค่น และการถูกโค่นของกษัตริย์เหล่านี้นำไปสู่สาธารณรัฐทั้งหมด หมายความว่าระบบการเมืองที่เคยเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในยุโรปมันถูกโค่นไปหมดแล้วอย่างน้อยที่สุดปี 1918 และท้ายที่สุดคือตุรกีปี 1923 ยิ่งกว่านั้นก็มีประเทศสเปนในปี 1931 คือก่อนการปฏิวัติ 2475 ในประเทศไทยเพียง 1 ปี

    “ประเทศที่เหลือที่ยังมีระบบกษัตริย์อยู่ก็จะมีระบบสภา ระบบรัฐธรรมนูญ ทั้งในยุโรปและเอเชีย ในเอเชียนั้น ประเทศจีนปฏิวัติโค่นระบบกษัตริย์ไปแล้วตั้งแต่ปี 1911 ประเทศญี่ปุ่นแม้จะยังมีระบบกษัตริย์อยู่ แต่เขามีรัฐธรรมนูญและมีสภา สรุปคือฐานะของประเทศสยามเมื่อปี 2475 ที่มีสมบูรณาญาสิทธิราชย์และไม่มีสภา ไม่มีรัฐธรรมนูญ เป็นประเทศเดียวในโลกที่มีระบบการเมืองแบบนั้นในปีนั้น หมายความว่ามองดูทิศทางของประเทศนั้น สยามเป็นประเทศสุดท้ายที่มีระบบการเมืองล้าหลังที่สุด เป็นประเทศเดียวในโลกที่มีสมบูรณาญาสิทธิราชย์เมื่อปี 1932 อันนี้เป็นข้อที่หนึ่ง

    “ย้อนกลับไปสู่คำถามที่ว่า อะไรเกิดขึ้นในไทยเมื่อปี 2475 ผมก็จะตอบว่า กระแสใหม่หรือกระแสลมประชาธิปไตยจากตะวันตกพัดเข้ามาสู่สังคมไทยแล้ว ดังนั้น ไม่ว่าจะมีคณะราษฎรหรือไม่มีคณะราษฎร การเปลี่ยนแปลงชนิดนี้ก็ยังต้องเกิดขึ้น หรือพูดใหม่ว่าการปฏิวัติแบบนี้ต้องเกิดขึ้นวันยังค่ำตราบที่ชนชั้นนำไทยไม่ตระหนัก"

    “ข้อที่สอง สังคมสยามก่อน 2475 เป็นอย่างไร สังคมสมัยนั้นเป็นแบบชนชั้น มีเจ้านายและขุนนางที่มีอภิสิทธิ์เหนือไพร่ สิทธิของชนชั้นขุนนางและเจ้านายมาจากไหน เราอาจจะนึกไม่ถึงว่ามันมาจากชาติกำเนิด หมายความว่าความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเป็นความเหลื่อมล้ำโดยชาติกำเนิด คือเกิดมาแล้วก็เหลื่อมล้ำเลย คนที่เกิดมาเป็นไพร่กับคนที่เกิดมาในตระกูลขุนนางหรือคนที่เกิดมาในชนชั้นเจ้าก็ไม่เท่ากัน สิทธิของชนชั้นในสยามจึงเป็นสิทธิที่ได้มาโดยชาติกำเนิด แล้วการที่สยามไม่มีระบบตัวแทนเลย ไม่มีระบบผู้แทนที่มาจากชนชั้นอื่นเลย หมายความว่าชนชั้นสูงผูกขาดอำนาจทางการเมืองทั้งหมด ในทางกฎหมาย ชนชั้นสูงก็ผูกขาดอำนาจด้วย พวกเขามีอภิสิทธิ์ในการไม่ต้องเสียภาษี ไม่ต้องถูกดำเนินคดีในศาลยุติธรรม และมีโภคทรัพย์ สรุปแล้วคือเมื่อระบบสังคมมันเหลื่อมล้ำ คำถามของเราคือว่าในเวลานั้นมีประเทศไหนในโลกบ้างที่ยังมีระบบสังคมแบบนี้ คำตอบคือ ไม่มีเลย

    “เหตุการณ์ทั้งหมดน่าจะยังคงดำเนินต่อไปถ้ามันไม่เกิดชนชั้นกลาง ชนชั้นกลางนี้มาจากไหน อันที่หนึ่งคือตั้งแต่สนธิสัญญาเบาว์ริงเป็นต้นมา สยามมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เกิดเป็นเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เกิดชนชั้นพ่อค้า ชนชั้นกลาง นอกจากนั้น ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมามีการปฏิรูประบบราชการ ก็เกิดเป็นข้าราชการสมัยใหม่ขึ้นมา เราจึงพบว่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 สิ่งที่พัฒนาขึ้นมาก็คือเมืองสมัยใหม่ ซึ่งเป็นเมืองที่อาศัยของชนชั้นกลางหรือชนชั้นกรรมาชีพสมัยใหม่ โภคทรัพย์ในสังคมเริ่มกระจายไปอยู่ในมือชนชั้นกลาง แต่ปัญหาคือระบบมันเป็นระบบกึ่งศักดินา ชนชั้นศักดินากุมอำนาจ ชนชั้นกลางไม่มีบทบาททางการเมือง เราก็จะเห็นว่ามันมีแรงกดดันทางสังคม อย่างน้อยที่สุดก็มีการออกนอกอำนาจของชนชั้นกลาง

    “พูดถึงลัทธิชาตินิยม ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่าลัทธิชาตินิยมเกิดขึ้นทั่วเอเชีย มันเป็นชาตินิยมที่เข้าไปต่อสู้และวิพากษ์ระบบอาณานิคม ระบบชาตินิยมในไทยเราอธิบายกันว่าเกิดขึ้นในรัชกาลที่ 6 แต่เราต้องเข้าใจว่าชาตินิยมของรัชกาลที่ 6 เป็นชาตินิยมชนชั้นสูง เป็นชาตินิยมที่เน้นเรื่องความภักดีมากกว่าความรักชาติบ้านเมือง ถ้าถามพระองค์ว่าชาติสยามคืออะไร พระองค์จะตอบว่าคุณลักษณะอันหนึ่งของชาติก็คือความภักดี ยิ่งกว่านั้นชาตินิยมของพระองค์ไม่มีผลกระทบกระจายไปสู่สังคมภายนอก เมื่อรัชกาลที่ 7 ขึ้นครองราชย์ พระองค์เลิกชาตินิยมของรัชกาลที่ 6 ทั้งหมด และไม่มีการรณรงค์เรื่องชาตินิยมใดๆ เลยในสมัยนั้น

    “ปัญหาคือ เราต้องเข้าใจว่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมาชนชั้นนำของเราถูกส่งไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็ก พวกเจ้านายจึงโตขึ้นมากับฝรั่ง ดังนั้น มันจึงไม่เกิดชาตินิยมในหมู่ชนชั้นนำที่ไปเรียนต่อเมืองนอก หรืออย่างน้อยที่สุด ความรู้สึกของชนชั้นนำสยามคือฝรั่งสามารถคุยได้ สามารถเจรจาต่อรองกันได้ ซึ่งอันนี้จะขัดกับหลักชาตินิยมของชนชั้นกลาง เพราะชนชั้นกลางจะต่อต้านฝรั่ง อย่างรัชกาลที่ 7 ที่ทราบกันดีคือพระองค์รู้ภาษาอังกฤษดีกว่าภาษาไทย พระองค์เขียนเป็นภาษาอังกฤษ และชนชั้นเจ้านายนั้นเวลาคุยกันส่วนตัวจะคุยเป็นภาษาอังกฤษบ้าง ภาษาฝรั่งเศสบ้าง ซึ่งอันนี้ขัดแย้งกับกระแสชาตินิยมที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 2470 เป็นต้นมา คือชนชั้นนำของไทยนั้นไม่ชาตินิยมเลย

    “เรื่องทั้งหมดจะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าไม่เกิดหนังสือพิมพ์ เราจะพบว่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา มันเกิดหนังสือพิมพ์ขึ้น หนังสือพิมพ์เป็นพื้นที่ใหม่ที่ชนชั้นนำคุมไว้ได้ ในหนังสือพิมพ์จะเริ่มมีบทความหรือการเสนอความเห็น หรือพูดใหม่ว่าหนังสือพิมพ์เป็นหน้าต่างของชนชั้นกลาง สะท้อนความคิดของชนชั้นกลาง เป็นพื้นที่ที่ชนชั้นกลางจะได้มาเล่าเรื่องของตัวเอง ชนชั้นสูงก็เล่า แต่ชนชั้นสูงก็จะมีหนังสือพิมพ์ของพวกเขา ส่วนหนังสือพิมพ์ที่ออกมาตั้งแต่รัชกาลที่ 6 จนถึงต้นรัชกาลที่ 7 นั้น ส่วนมากเป็นหนังสือพิมพ์ของชนชั้นกลาง หนังสือพิมพ์เหล่านี้จะวิพากษ์ความเหลื่อมล้ำในสังคม เสนอแนวคิดใหม่ เสนอแนวคิดเรื่องรัฐสภา เรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องชาตินิยม เรื่องการปฏิวัติในประเทศจีน แม้กระทั่งเรื่องระบบสาธารณรัฐ มันมากับหนังสือพิมพ์ทั้งนั้น มันจึงพบว่ากระแสเหล่านี้เองที่อยู่มานาน

    “ย้อนกลับไปสู่คำถามที่ว่า อะไรเกิดขึ้นในไทยเมื่อปี 2475 ผมก็จะตอบว่า กระแสใหม่หรือกระแสลมประชาธิปไตยจากตะวันตกพัดเข้ามาสู่สังคมไทยแล้ว ดังนั้น ไม่ว่าจะมีคณะราษฎรหรือไม่มีคณะราษฎร การเปลี่ยนแปลงชนิดนี้ก็ยังต้องเกิดขึ้น หรือพูดใหม่ว่าการปฏิวัติแบบนี้ต้องเกิดขึ้นวันยังค่ำตราบที่ชนชั้นนำไทยไม่ตระหนัก

    “คราวนี้ถามว่าชนชั้นนำไทยตระหนักหรือเปล่า ผมคิดว่าไม่ตระหนักจนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ 7 ชนชั้นนำก็ยังคงคิดว่าระบบที่ดีที่สุดของประเทศไทยคือระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ประชาชนของสยามนั้นไม่พร้อมเรื่อยมา ไม่พร้อมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ถึง 6 แล้วก็ยังไม่พร้อมจนรัชกาลที่ 7 ประชาชนสยามไม่มีการศึกษาหรือมีการศึกษาน้อย ดังนั้น ระบบเก่าที่อำนาจรวมศูนย์อยู่ในมือพระมหากษัตริย์จึงเป็นระบบที่ดีอยู่แล้ว แต่ผมคิดว่าในหมู่ชนชั้นกลางนั้นไม่ใช่ ระบบประชาธิปไตยจึงเกิดขึ้นโดยผ่านกระบวนการปฏิวัติเมื่อปี 2475

    “ผมคิดตามมามากกว่านั้น ก็คือการที่อำนาจทางการเมืองกระจายจากชนชั้นสูงจำนวนน้อยนิดจำนวนหนึ่งไปสู่กลุ่มคนต่างๆ ในสังคมที่กว้างขวางมากขึ้นโดยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ผ่านกระบวนการที่ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วม ระบบกฎหมายที่เคยถูกผูกขาดการตีความหรือการใช้อยู่ในมือคนจำนวนหนึ่งก็ถูกสร้างเป็นระบบรัฐธรรมนูญที่มีการกำหนดกฎเกณฑ์ที่แน่นอนชัดเจนว่าประชาชนอยู่ตรงไหน

    “ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือมันทำลายระบบกึ่งศักดินา ทำลายเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ เราจะพบว่ารัฐบาลหลัง 2475 มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางเศรษฐกิจมากมายที่จะนำมาสู่การวางเงื่อนไขและการพัฒนามาสู่ระบบทุนนิยม อาจจะเหมือนการเกิดรัฐวิสาหกิจ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีการเกิดนโยบายการเงิน การคลัง การตั้งธนาคารชาติ อาจจะรวมถึงสมัยต่อมาที่มีการรวมกลุ่มในปลายสมัยจอมพล ป. ดังนั้น ผมจึงขอสรุปว่าการเมืองในประวัติศาสตร์ยังมีประเด็นต่างๆ ที่เรายังอาจไม่เข้าใจหรืออาจจะตอบไม่ได้อีกจำหนึ่ง และผมคิดว่าคำถามที่ผมอยากเสนอวันนี้ก็คือ เมื่อปี 2475 นั้นสังคมไทยอยู่ตรงไหน”

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0


     

    ในโอกาส 24 มิถุนายน พ.ศ.2560 นี้ จะเป็นวันครบรอบอีกครั้งหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้ประเทศไทยเป็นระบอบรัฐธรรมนูญ แต่เหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ที่มีโจรการเมืองมาลักลอบเปลี่ยนหมุดคณะราษฎร แล้วเอาหมุดหน้าใสไร้สาระมาใส่แทน เป็นการสะท้อนว่า เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ พ.ศ.2475 ในสังคมไทยนั้นยังไม่จบ ระบอบประชาธิปไตยตามความคาดหวังของคณะราษฎร ยังไม่ได้หยั่งรากลึกในกลุ่มอนุรักษ์นิยมไทย แม้ว่าเวลาจะผ่านมาแล้วถึง 85 ปี จนถึงขณะนี้ พวกอนุรักษ์นิยมสลิ่มก็ยังเห็นว่า ระบอบประชาธิปไตยที่มีรัฐสภา มีการเลือกตั้ง และมีรัฐธรรมนูญที่เป็นแบบแผนเหมือนนานาประเทศ เป็นสิ่งไม่เหมาะสม เพราะชาวบ้านไทยยังไมพร้อม ต้องให้กองทัพยึดอำนาจแล้วปฏิรูปการเมืองเสียก่อน จึงค่อยมีประชาธิปไตยตามขั้นตอน ในกรอบความคิดลักษณะนี้ คณะราษฎรจึงตกเป็นจำเลย ถูกโจมตีเสมอมาว่า เอาระบอบการเมืองที่ผิดพลาดมาสู่สังคมไทย ชิงสุกก่อนห่าม เพราะไม่รู้จักรอคอยให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ พระราชทานประชาธิปไตยให้กับประชาชนไทย

    ความจริงแล้ว ในทางประวัติศาสตร์ ยังมีแนวทางการพิจารณาอีกแนวหนึ่ง ที่จะทำให้เข้าใจการปฏิวัติ 2475 ในลักษณะที่กว้างขึ้น นั่นคือ การนำเอาเหตุการณ์ปฏิวัติในสยามไปพิจารณาในบริบทการเมืองของโลก ในกรณีนี้ เราก็จะเห็น “ความจำเป็นทางประวัติศาสตร์”ที่จะต้องเกิดการปฏิวัติ 2475 ไม่ว่าคณะราษฎรจะเป็นผู้ลงมือกระทำการหรือไม่ก็ตาม ซึ่งการที่จะทำความเข้าใจในประเด็นนี้ คงต้องมองการปฏิวัติ 2475 ในฐานะกระแสคลื่นทางการเมืองชุดหนึ่ง จากสังคมระดับโลก และกระทบสู่สังคมไทย

    ประเด็นแรกสุด ที่จะต้องทำความเข้าใจคือ กระแสการเมืองโลกตั้งแต่หลัง พ.ศ.2465 เป็นต้นมา คือการพังทลายของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ทั่วโลก ประเทศมหาอำนาจที่เคยเป็นฝ่ายสมบูรณาญาสิทธิ์ คือ เยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี รุสเซีย และ ตุรกี ระบอบกษัตริย์ถูกโค่นลงแล้วทุกประเทศ สำหรับในประเทศที่เหลือระบอบกษัตริย์ในยุโรป ต่างก็เปลี่ยนรูปเป็นระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ การมีรัฐธรรมนูญ และรัฐสภาจากการเลือกตั้ง กลายเป็นปรากฏการณ์ธรรมดา และในกรณีของเอเชีย ระบอบกษัตริย์ของจีน ก็ถูกปฏิวัติโค่นล้มตั้งแต่ พ.ศ.2454 ในญี่ปุ่น ก็เปลี่ยนเป็นระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญและมีระบอบรัฐสภา ใน พ.ศ.2474 เกิดการปฏิวัติโค่นกษัตริย์ในประเทศสเปน แล้วเปลี่ยนสเปนเป็นสาธารณรัฐ ดังนั้น ประเทศสยามเมื่อ พ.ศ.2475 จึงกลายเป็นประเทศเดียวที่ยังเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่มีรัฐธรรมนูญ และ ไม่มีรัฐสภา จึงถือเป็นประเทศล้าหลังทางการเมืองอย่างที่สุด สถานการณ์ทางการเมืองของสยาม จึงเป็นสถานการณ์ที่รอการเปลี่ยนแปลง แต่ปัญหาคือ ชนชั้นนำของสยามในสมัยนั้น ไม่ตระหนักถึงปัญหานี้ ยังเห็นว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์เหมาะสมกับประเทศสยาม ประชาชนชาวสยามยังไม่พร้อม ต้องใช้ระบอบเก่าไปก่อน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงระบอบได้

    ปัญหาประการต่อมาคือ สังคมสยามสมัยก่อน พ.ศ.2475 ยังเป็นสังคมชนชั้นแบบศักดินา ที่เจ้านายและขุนนาง มีอภิสิทธิ์เหนือประชาชนคนสามัญที่เป็นไพร่ เจ้านายและขุนนางสยามได้รับการยกเว้นจากการถูกเกณฑ์แรง ไม่ต้องถูกบังคับให้รับราชการทหาร โดยเฉพาะเจ้านายเชื้อพระวงศ์ ซึ่งมีอยู่ราว 108 คน ชนชั้นนี้ ประกอบด้วย”สกุลยศ” คือได้ฐานันดรมาโดยชาติกำเนิด ได้มี”วัง”เป็นที่พักอาศัย ได้รับการยกเว้นจากการเสียภาษี ไม่ถูกพิจารณาคดีในศาล และยังได้เบี้ยหวัดเงินปีเป็นเงินเลี้ยงชีพตลอดชีวิต และการที่สังคมไทยไม่มีระบบตัวแทนของชนชั้นอื่น และไม่มีระบบกฎหมายหลัก ทำให้เจ้านายเชื้อพระวงศ์กลายเป็นผู้ผูกขาดอำนาจทางการเมือง และผูกขาดการใช้กฎหมาย ซึ่งในระบบสังคมของประเทศอื่นในโลก ไม่มีระบบเช่นนี้แล้ว

    ตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจแบบใหม่ คือ ระบอบทุนนิยม ที่เน้นการผลิตสินค้าขายออกสู่ตลาดโลก และจากการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงสร้างระบบราชการสมัยใหม่เพื่อรองรับอำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของพระองค์ เงื่อนไขเช่นนี้ ทำให้เกิดชนชั้นกลางสมัยใหม่ ที่พัฒนาขึ้นทั้งในและนอกระบบราชการ สถานที่อาศัยของชนชั้นกลาง ก็คือเมืองที่พัฒนาขึ้นอย่างมาก โภคทรัพย์ในสังคมเมืองจะอยู่ในมือของชนชั้นกลางมากขึ้น แต่ปัญหาคือ ชนชั้นกลางเหล่านี้ไม่มีบทบาททางการเมือง จึงนำมาสู่ความกดดันภายในสังคม

    ปัญหาส่วนหนึ่งยังมาจากการเติบโตของลัทธิชาตินิยมแบบชนชั้นกลาง ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วเอเชีย เท่าที่ผ่านมา มักจะอธิบายกันว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯเป็นผู้ริเริ่มลัทธิชาตินิยมในประเทศสยาม แต่ความจริงชาตินิยมของพระองค์เป็นชาตินิยมชนชั้นสูง ที่เน้นความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ยิ่งกว่าการรักชาติบ้านเมือง และยังเป็นเรื่องรณรงค์ในหมู่ข้าราชบริพารของพระองค์ ไม่ส่งผลต่อคนกลุ่มอื่นในสังคม ยิ่งกว่านั้น เมื่อผ่านมาถึงสมัยรัชกาลที่ 7 พระองค์ก็เลิกนโยบายชาตินิยมแบบรัชกาลที่ 6 และไม่มีการรณรงค์ลัทธิชาตินิยมแบบใดเลย เพราะตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ชนชั้นเจ้านายเชื้อพระวงศ์ที่เป็นชายในสังคมสยาม จะถูกส่งไปศึกษาต่อในประเทศตะวันตกตั้งแต่ยังเล็ก ชนชั้นเจ้านายจึงคุ้นเคยกับฝรั่ง และเมื่อมีประเด็นปัญหาทางการเมือง ก็สามารถต่อรองกับฝรั่งได้ แต่กระแสชาตินิยมในเอเชียขณะนั้น คือ กระแสต่อต้านฝรั่งตะวันตก ซึ่งชนชั้นสูงสยามไม่สามารถจะเข้าใจได้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯเองก็เป็นที่ทราบกันดีว่า ทรงหนังสือเป็นภาษาอังกฤษได้ดีกว่าภาษาไทย ภาษาที่ใช้สนทนาในกลุ่มเจ้านายเชื้อพระวงศ์เป็นภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งไม่เข้ากับสมัยชาตินิยมต่อต้านฝรั่งเป็นอย่างยิ่ง

    ในงานเรื่องการปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475 ของ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ยังชี้ให้เห็นด้วยว่า การขยายตัวของการรู้หนังสือ นำมาสู่ช่องทางใหม่ในการเรียกร้องความเป็นธรรมในระบบ นั่นคือ การเขียนฎีกาและการส่งหนังสือร้องทุกข์ ช่องทางการต่อสู้ลักษณะนี้ ไม่มีความจำเป็นสำหรับชนชั้นสูง เพราะสามารถแสดงออกด้วยช่องทางอื่นที่มีประสิทธิภาพกว่า แต่สำหรับชนชั้นกลาง และประชาชนชั้นล่าง นี่กลายเป็นช่องทางสำคัญในการเล่าความทุกข์ และนำเสมอให้ชนชั้นสูงได้รับรู้ จึงพบหลักฐานว่า มีฎีกาเหล่านี้ หลงเหลืออยู่นับพันฉบับ ซึ่งแสดงให้เห็นปัญหาความไม่เป็นธรรมจำนวนมากที่เกิดขึ้นภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

    ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เกิดการพัฒนาของวิชาชีพหนังสือพิมพ์ ซึ่งกลายเป็นพื้นที่ใหม่ให้กับชนชั้นกลาง ในการเสนอความคิดเห็นต่อสังคม รวมทั้งการวิพากษ์ต่อความเหลื่อมล้ำ และเสนอแนวคิดใหม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ และรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์ยังช่วยในการพัฒนาสำนึกแห่งความเท่าเทียมกัน ทำให้สิทธิที่ได้มาโดยชาติกำเนิด ไม่เป็นที่ยอมรับมากขึ้น และทำให้การปฏิวัติ 2475 ได้รับปฏิกิริยาในเชิงบวกมากกว่าที่เข้าใจ

    จากบริบททั้งหมดที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่ากระแสประชาธิปไตยเป็นลมตะวันตกชุดหนึ่ง ที่หอบเอาความเปลี่ยนแปลงมาสู่สยาม นำประเทศสยามสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งสภาภายใต้ระบบตัวแทน และนำอำนาจการปกครองออกจากกลุ่มเจ้านายเชื้อพระวงศ์ ไปสู่กลุ่มสังคมอื่นที่กว้างขวางมากขึ้น นำเอาลัทธิชาตินิยมไทยมาสู่ประเทศไทย แล้วเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ระบอบทุนนิยม และนี่คือความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นจากการปฏิวัติ 2475




    เผยแพร่ครั้งแรกใน: โลกวันนี้วันสุข ฉบับ 622 วันที่ 24 มิถุนายน 2560

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    28 มิ.ย.2560 รายงานข่าวจากสำนักสื่อสารองค์กร สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)  แจ้งว่า พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ Over The Top (หรือ ผู้ให้บริการแพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต - OTT)กล่าวว่า คณะอนุกรรมการโอทีทีได้เชิญสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อดิจิตอลแห่งประเทศไทย สมาคมโฆษณาดิจิทัลแห่งประเทศไทย และสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาบนบริการ OTT เข้าร่วมประชุมชี้แจงแนวทางการกำกับดูแลการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ หรือให้บริการโครงข่ายในรูปแบบ OTT

    การประชุมของคณะอนุกรรมการโอทีทีในครั้งนี้ ผู้แทนจากสมาคมโฆษณา และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาบนบริการ OTT มีความเข้าใจขั้นตอนและการดำเนินงานของสำนักงาน กสทช. ในการกำหนดให้ผู้ให้บริการโครงข่ายและผู้ให้บริการ OTT มาลงทะเบียน เพื่อให้สามารถให้บริการ OTT ในประเทศไทยต่อไปได้ นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นพ้องว่า การประกอบกิจการ OTT ต้องคำนึงถึงเรื่องบรรษัทภิบาลและธรรมาภิบาลประกอบด้วย พร้อมทั้งยินดีสนับสนุนการให้บริการ OTT ที่ดำเนินการสอดคล้องภายใต้กรอบกฎหมายไทยและมีการประกอบกิจการภายใต้บรรษัทภิบาลและธรรมาภิบาลที่ดี

    “การประกอบกิจการ OTT ในประเทศไทย ผู้ประกอบการทุกรายจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย หากผู้ประกอบการรายใดไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ย่อมถือว่าเป็นการประกอบกิจการที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายไทย ดังนั้น การสนับสนุนการประกอบกิจการที่ไม่ได้อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย จะส่งผลกระทบต่อบรรษัทภิบาลและธรรมาภิบาลของผู้ที่สนับสนุนด้วย” พ.อ.นที กล่าว

    ประชาชาติธุรกิจรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า พ.อ.นที เปิดเผยว่า แนวทางปฏิบัตินี้ไม่ใช่ประเทศไทยริเริ่มเป็นแห่งแรก ประเทศเวียดนามก็นำมาใช้ในการกำกับผู้ให้บริการ OTT เช่นกัน โดยเรียกบริษัทเจ้าของงบโฆษณารายใหญ่มาสั่งการ แต่ของ กสทช. เป็นการดำเนินการตามที่มีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน ขณะที่ล่าสุดทั้ง youtube facebook และ Netflix ยังไม่ได้ติดต่อเข้ามาลงทะเบียนแต่อย่างใด ซึ่งหากพ้นกำหนดวันที่ 22 ก.ค. นี้ยังไม่มาลงทะเบียน ก็จะถือว่าเป็นผู้ให้บริการ OTT ที่ไม่ได้รับอนุญาต 

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ประชาไทรวบรวมข้อมูล 5 อันดับโทษคดี 112 ที่มีการพิพากษาลงโทษสูงสุดในประวัติศาสตร์ พบทั้ง 5 คดีเกิดขึ้นในยุคของ คสช. 4 ใน 5 ถูกตัดสินโดยศาลทหาร และทุกคดีมีมูลเหตุมาจากการโพสต์ แชร์สเตตัสในเฟซบุ๊ก โดยโทษมากสุดจำคุก 70 ปี จำเลยรับสารภาพลดโทษเหลือ 35 ปี จากการโพสต์เฟซบุ๊ก 10 ครั้ง

    ข้อมูลจากโครงการกฎหมายอินเตอร์เน็ตเพื่อประชาชน หรือ iLaw ซึ่งรวบรวมถึงวันที่ 31 พ.ค. 2560 ได้ระบุถึงจำนวนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ว่ามีผู้ตั้งข้อกล่าวในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างน้อย 82 ราย และมีหลายคดีที่มีมูลเหตุตั้งข้อกล่าวหาจากการโพสต์ หรือแชร์สเตตัสในเฟซบุ๊ก

    สำหรับกฎหมายอาญามาตรา 112 บัญญัติไว้ว่า "ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี" โดยกฎหมายดังกล่าวเริ่มมีขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2451 และมีการปรับแก้ไขอีกครั้งหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2519 โดยรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้แก้ไขให้มีอัตราโทษที่เพิ่มสูงขึ้นจากเดิมมีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี เป็นจำคุกต่ำสุด 3 ปี และสูงสุด 15 ปี ซึ่งคดีดังกล่าวถูกจัดอยู่ในประเภทของคดีความมั่นคง และผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่มักจะไม่ได้สิทธิประกันตัว

    ขณะที่หลังการรัฐประหาร 2557 คสช.ได้มีการประกาศให้คดีดังกล่าวถูกพิจารณาโดยศาลทหาร ตามประกาศ คสช. ฉบับที่  37/2557 ก่อนที่จะมีการยกเลิกไปโดย คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 55/2559 แต่ยังมีอีกหลายคดีที่ยังอยู่ภายใต้อำนาจการพิจารณาของศาลทหาร เนื่องจากเป็นคดีที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ยังไม่มีการยกเลิกคำสั่งดังกล่าว และยังไม่มีประกาศใหม่เพื่อการโอนหรือย้ายคดีของพลเรือนที่อยู่ในศาลทหารกลับมาสู่การพิจารณาโดยศาลยุติธรรม

    สำหรับแนวโน้มคำพิพากษาของศาลทหารดูมีทิศทางในการตัดสินคดีความที่กำหนดโทษสูงกว่าศาลยุติธรรม และเมื่อประกอบกับจำนวนกรรมจากการกระทำแล้ว ทำให้อัตราโทษจำคุกสูงเพิ่มขึ้นตามจำนวนกรรม ประชาไทรวบรวม 5 อันดับคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่มีการพิพากษาเป็นที่สุดแล้วจากศูนย์ข้อมูล iLaw พบว่าทั้ง 4 ใน 5 อันดับที่มีการตัดสินลงโทษมากที่สุดเป็นคดีที่พิจารณาโดยศาลทหาร โดยมีโทษสูงสุดที่ 70 ปี จากการโพสต์เนื้อหาในเฟซบุ๊กทั้งหมด 10 ครั้ง จำเลยรับสารภาพจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งเหลือโทษจำคุก 35 ปี นอกจากนี้ทั้ง 5 อันดับคดีที่มีการตัดสินโทษมากที่สุดเกิดจากการโพสต์ หรือแชร์เฟซบุ๊กทั้งสิ้น และทั้งหมดถูกพิพากษาในยุคของ คสช. โดยมีรายละเอียดดังนี้

    5 อันดับโทษคดี 112 ในยุค คสช. (อัพเดท 27 มิ.ย. 2560)

    ชื่อผู้ต้องหา

    ข้อกล่าวหา

    กรรม

    โทษ

    โทษที่ลดลงเพราะรับสารภาพ

    ศาลที่พิจารณาคดี

    วิชัย ชายอายุ 33 ปี

     

    (ถูกควบคุมตัว 22 ธ.ค. 2558- พิพากษา 9 มิ.ย. 2560)

     

    *ไม่ได้รับการประกันตัว

    ถูกกล่าวหาว่าสร้างบัญชีเฟซบุ๊กปลอมด้วยชื่อและภาพคนอื่น พร้อมโพสต์ข้อความเข้าข่ายความผิดตาม ม.112 และ พ.ร.บ.คอมฯ

    10 ครั้ง

    -ม.112 กรรมละ 7 ปี รวมทั้งหมด 70 ปี

    -พ.ร.บ. คอม ยกฟ้อง เพราะศาลเห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องไม่ตรงกับความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับใหม่

    35 ปี

    ศาลทหารกรุงเทพฯ

    'พงษ์ศักดิ์' หรือ Sam Parr ชายอายุ 40 กว่าปี

     

    (ถูกควบคุมตัว 30 ธ.ค. 2557-พิพากษา 7 ส.ค. 2558)

     

    *ไม่ได้รับการประกันตัว

    ถูกกล่าวหาว่าใช้เฟซบุ๊กชื่อบัญชี ‘Sam Parr’ โพสต์ข้อความเข้าข่ายความผิดตาม ม.112

    6 ครั้ง

    ม.112 กรรมละ 10 ปี รวมทั้งหมด 60 ปี

    30 ปี

    ศาลทหารกรุงเทพฯ

    ศศิวิมล หญิงแม่ลูกสอง อายุ 30 ปี

     

    (ถูกจับกุม 13 ก.พ. 2558- พิพากษา 7 ส.ค. 2558)

     

    *ไม่ได้รับการประกันตัว

    ถูกกล่าวหาว่าใช้เฟซบุ๊กชื่อ “รุ่งนภา คำภิชัย” โพสต์ข้อความที่เข้าข่ายความผิดตาม ม.112

    7 ครั้ง

    -ม.112 กรรมละ 8 ปี รวมทั้งหมด 56 ปี

    28 ปี

    ศาลมณฑลทหารบกที่ 33 จังหวัดเชียงใหม่

    เธียรสุธรรม หรือใหญ่แดงเดือด ชายอายุ 60 ปี

     

    (ถูกจับกุม 18 ธ.ค. 2557 – พิพากษา 31 มี.ค.)

     

    *ไม่ได้รับการประกันตัว

    ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “ใหญ่ แดงเดือด” โพสต์วิจารณ์ คสช.และรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมถึงการพาดพิงสถาบันกษัตริย์ฯ เข้าข่ายความผิดตาม ม.112

    5 ครั้ง

    -ม.112 กรรมละ 10 ปี รวมทั้งหมด 50 ปี

    25 ปี

    ศาลทหารกรุงเทพฯ

    จักราวุธ นักดนตรี ชาวจังหวัดอุบลราชธานี

     

    (ถูก คสช.เรียกรายงานตัวเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2557 – พิพากษา 31 ก.ค. 2557)

     

    *ไม่ได้รับการประกันตัว

    ถูกกล่าวหาว่าโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก 3 บัญชี ซึ่งเข้าข่ายความผิดตาม ม.112 และ พ.ร.บ.คอมฯ

    9 ครั้ง

    -ม.112 กรรมละ 3 ปีรวม 27 ปี

    -พ.ร.บ.คอมฯ กรรมละ 4 เดือน รวม 36 เดือน

     

    รวมทั้งสิ้น 30 ปี

    15 ปี

    ศาลจังหวัดอุบลราชธานี

     

    อ่านเรื่องราวของวิชัยได้ที่นี่: ทุบสถิติ จำคุก 70 ปี 'วิชัย' รับสารภาพเหลือ 35 ปี กรณีปลอมเฟซบุ๊กโพสต์ผิด ม.112 , ฐานข้อมูลคดี iLaw

    อ่านเรื่องราวของ'พงษ์ศักดิ์' หรือ Sam Parr ได้ที่นี่: หนักสุดเป็นประวัติการณ์ จำคุก 60 ปี 'พงษ์ศักดิ์' รับสารภาพเหลือ 30 ปี กรณีโพสต์เฟซบุ๊กผิด 112 , รู้จัก ‘แซม พงษ์ศักดิ์’ : จุดเริ่มต้นคือการตั้งคำถาม จุดจบ? คือโทษจำคุก 60 ปี , ฐานข้อมูลคดี iLaw

    อ่านเรื่องราวของ ศศิวิมล ได้ที่นี่: ศาลทหารเชียงใหม่ สั่งจำคุก 28 ปี พนง.โรงแรม โพสต์เฟซบุ๊ก 7 ข้อความผิด 112 , ย้อนดูคดีและชีวิต 'ศศิวิมล' หลังศาลทหารพิพากษาจำคุก 28 ปี , ภาพยนตร์สั้นเรื่อง ศศิวมล ,ฐานข้อมูลคดี ilaw

    อ่านเรื่องราวของ เธียรสุธรรม หรือใหญ่แดงเดือด ได้ที่นี่: คุก 50 ปี! สารภาพลดกึ่งหนึ่ง ศาลทหารพิพากษาคดี 112 'ใหญ่ แดงเดือด' , เปิดใจภรรยา ‘ใหญ่ แดงเดือด’ ผู้ต้องขัง 112 โทษสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ , ฐานข้อมูลคดี iLaw

    อ่านเรื่องราวของ จักราวุธ หรือโอ๋ นักดนตรีชาวอุบลฯ ได้ที่นี่: รายงาน: ชีวิตนักดนตรีหนุ่มชาวอุบล ก่อน-หลังจองจำ 30 ปีคดี 112 , ฐานข้อมูลคดี iLaw

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0