Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    2 ก.ย. 2558 สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ แถลงภายหลังประชุมมอบนโยบายแก่ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ พร้อมทั้งหารือร่วมภาคเอกชน ว่า นายกรัฐมนตรีกำชับ 4 ประเด็น คือ ดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคโดยเฉพาะราคาอาหารและของใช้จำเป็น โดยกำชับให้มีการจัดทีมลงพื้นที่ร่วมกับพาณิชย์จังหวัดและเอกชน มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง หากพบการฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภคให้ดำเนินการทันที พร้อมทั้งจัดทำตลาดกลางสินค้าทุกภูมิภาคและตลาดกลางย่อยแต่ละภูมิภาค เพื่อเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าที่จำเป็นให้ทั่วถึงพื้นที่มากขึ้น โดยเน้นเฉพาะสินค้าจำเป็นเพื่อไม่ให้เป็นการแข่งขันกับภาคเอกชนและให้ดูแลราคาสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา และปาล์ม โดยร่วมกับเอกชนประคองราคาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

    ส่วนแนวทางการขับเคลื่อนการส่งออก เน้นเจาะตลาดเชิงลึกที่มีศักยภาพร่วมกับเอกชนและให้ทำงานร่วมกับกระทรวงต่างประเทศในการออกไปเจรจาการค้าและให้เอกชนจับกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมปัญหาและอุปสรรคเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหา โดยรัฐจะต้องเป็นฝ่ายสนับสนุนให้เอกชนสามารถทำการค้าระหว่างประเทศคล่องตัวมากขึ้น ผลักดันการค้าภาคบริการ รวมทั้งการผลักดันและประชาสัมพันธ์การทำตลาดอี-คอมเมิร์ซร่วมกับภาคเอกชน และการส่งเสริมตลาดในประเทศ โดยร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในการเปิดตลาดในแหล่งท่องเที่ยว สนับสนุนผู้ประกอบการผลิตสินค้าใหม่ ๆ โดยต้องเร่งส่งเสริมสนับสนุนการเสริมสร้างภาคธุรกิจใหม่ ๆ ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะรับหน้าที่ไปปรับแนวทางส่งเสริมอย่างเต็มที่ แม้จะมีปัจจัยภายนอก เช่น ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะเป็นปัญหามาก แต่เชื่อว่าหากสามารถสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศได้ก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาดีได้เช่นกัน และอะไรที่เป็นอุปสรรคต่อภาคการส่งออกภาครัฐพร้อมที่จะแก้ไขและอำนวยความสะดวกให้กับภาคเอกชนไทยอย่างเต็มที่

    โดย อภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมปลัดกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าหลังจากรับมอบนโยบายวันนี้จะเร่งหารือกับผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ในการกำหนดแผนปฏิบัติการ เพื่อให้เห็นผลภายใน 3 เดือน

    กกร.เสนอ 8 มาตรการกระตุ้น ระยะสั้น-กลาง

    บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทย แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบันหรือ กกร. เชื่อว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นและสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมาและช่วยให้เศรษฐกิจสามารถหมุนต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคาดว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะเห็นผลเร็วมาก และช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ดี คาดว่า จะเห็นผลได้ภายใน 3 เดือนหลังการขับเคลื่อนมาตรการ ซี่งกกร.มองผลการขับเคลื่อนว่า ควรนำไปสู่ภาคชุมชนและนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    อย่างไรก็ตาม กกร.เตรียม ข้อเสนอมาตรการทางเศรษฐกิจ ระยะสั้น 4 มาตรการ ประกอบด้วย การเพิ่มศักยภาพ ให้กับ SME ได้แก่

    1.ปรับลดอัตราภาษีเงินได้ให้ SME เพื่อจูงใจให้เข้าสู่ระบบ เพื่อให้สามารถเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือ SME ของภาครัฐ และเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน โดยมีแนวทางการดำเนินการ ดังนี้ ดำเนินการลดอัตราภาษีเงินได้ สนับสนุนให้มีการใช้Software ทางบัญชีที่ได้มาตรฐาน และการฝึกอบรม SME จัดทำบัญชี

    2.การผลักดันการค้าชายแดน โดยกำหนดเป้าหมายการค้าชายแดนที่ 2 ล้านล้านบาท ภายในระยะเวลา 2ปี (ปี 2560)  จากปัจจุบันมูลค่าการค้าชายแดนที่ 1.4 ล้านล้านบาท พร้อมกับขยายบทบาทหน้าที่ของพาณิชย์จังหวัด เพื่อส่งเสริมการค้าชายแดนเข้าสู่ตลาดเป้าหมายและครอบคลุมการค้าข้ามแดนให้ถึงเมืองหลักของประเทศเพื่อนบ้าน และควรจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้า / SME Outlet ในพื้นที่ชายแดนที่มีศักยภาพ

    3.การส่งเสริมการส่งออกและพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยเร่งรัดการทำงานของคณะกรรมการพัฒนาการส่งออก ให้มีการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม นอกจากนี้กกร.ยังเสนอ ให้ตั้ง “ทีมเศรษฐกิจ” ของจังหวัด โดยมีผู้แทนภาคเอกชน3 สถาบัน(กกร.)เพื่อดูแลเรื่องเศรษฐกิจโดยเฉพาะ เนื่องจากจุดแข็งของแต่ละจังหวัดแตกต่างกัน และยังสามารถประสานงานกับส่วนกลางได้อย่างใกล้ชิด

    4.การสร้างกำลังซื้อภายในประเทศโดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร โดยเร่งรัดการระบาย Stock ข้าว  อย่างน้อยร้อยละ 50 เพื่อจะได้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและลดภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐ

    ส่วนข้อเสนอมาตรการทางเศรษฐกิจ ระยะกลาง (6-12 เดือน) เสนอ 4 มาตรการ ประกอบด้วย

    1.การสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์การเกษตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการสนับสนุนเกษตรกร ทั้งด้านการผลิตและการตลาด

    2.การปรับวิธีการสรรหาผู้แทนการค้าไทย โดยให้ กกร. ร่วมในการจัดสรรหา เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้แทนของประเทศในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โดยขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี

    3.สนับสนุนโครงการ Product Champion เพื่อยกระดับธุรกิจ SME ให้มีการบริหารจัดการที่ได้มาตรฐาน  และเติบโตเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ได้ และ

    4. การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการภาครัฐ  โดยการสร้างกลไกในการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยเน้นเรื่อง Ease of Doing Business / การเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ โดย กกร. ยินดีจะเข้าไปร่วมหารือเพื่อการปรับปรุงกระบวนขับเคลื่อนการทำงานที่สำคัญ ต่อเนื่องจากการบังคับใช้  พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกภาครัฐ ที่ได้ออกมาแล้ว

    บัณฑูร ล่ำซำ เชื่ออัดฉีดเงินถึงตำบล ช่วยกระตุ้นการบริโภคได้

    ขณะที่ บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เห็นด้วยกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.3 แสนล้านบาท ของรัฐบาล โดยเฉพาะเงินกองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 5 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นยาแรงที่สุดและสามารถอัดฉีดถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด เพราะในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันต้องมีเงินหัวเชื้อเพื่อกระตุ้นให้ผู้มีรายได้น้อยมีเงินใช้จ่าย กระตุ้นการค้าขายให้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว โดยผ่านทางธนาคารของรัฐซึ่งสามารถรับความเสี่ยงได้สูง

    อย่างไรก็ตามรัฐบาลต้องกำหนดหลักเกณฑ์ในการปล่อยสินเชื่อเพื่อไม่ให้มีการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ รวมทั้งต้องมีการตรวจสอบอย่างรัดกุม เพื่อให้เกิดผลกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งมั่นใจว่ามาตรการนี้จะไม่ทำให้เกิดปัญหาภาระหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเงินดังกล่าวเป็นเงินที่รัฐบาลรับภาระแทนประชาชนไว้ทั้งหมดเพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยอยู่ได้

    “มาตรการนี้ถือเป็นยาแรงที่สุดเพราะฉีดเงินได้ถึงที่ ลงถึงผู้มีรายได้น้อย ในระดับตำบล ซึ่งก็หวังว่าจะสามารถกระตุ้นได้ระดับหนึ่ง หากการใช้เงินไม่ผิดประเภท”  บัณฑูร กล่าว

     

    ที่มา สำนักข่าวไทย

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    2 ก.ย.2558 แกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย และนายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะทำงานติดตามการร่างรัฐธรรมนูญ ร่วมอ่านแถลงการณ์พร้อมทั้งแสดงจุดยืนของพรรคต่อร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในวันที่ 6 ก.ย.นี้

    โดยแถลงการณ์ ระบุว่า ตามที่พรรคเพื่อไทยได้เสนอความคิดเห็นของสมาชิกและวิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญว่าเป็นฉบับกดหัวประชาชน เนื่องจากเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่มิได้ให้ความเคารพในอำนาจของประชาชน อำนาจที่แท้จริงกลับตกอยู่กับองค์กรและกลุ่มบุคคลที่ได้สร้างกลไกเพื่อมุ่งสืบทอดอำนาจและไร้การตรวจสอบ ประชาชนขาดสิทธิและโอกาส เป็นการทำลายหลักการอันดีงามที่ประเทศเคยยึดถือและตกผลึกทางความคิดโดยการยอมรับจากประชาชนแล้ว หากผลของร่างรัฐธรรมนูญจะทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอ่อนแอ ไร้ประสิทธิภาพ บริหารประเทศไม่ได้ เศรษฐกิจของประเทศจะยิ่งตกต่ำ และจะนำพาประเทศไปสู่ความขัดแย้งในทุกระดับ ยากที่จะกลับคืนสู่สันติสุขได้ เป็นที่น่าห่วงใยว่าประเทศชาติจะตกอยู่ในวงจรอุบาทว์อย่างไม่สิ้นสุด

    หลังจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เผยแพร่สู่สาธารณชน มีการวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความเห็นโดยสุจริต ทั้งจากพรรคการเมือง นักวิชาการ สถาบันการศึกษา ประชาชนและสื่อมวลชนโดยทั่วไป ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นอกจากจะไม่มีความเป็นประชาธิปไตยแล้ว ยังมีเนื้อหาที่นำพาประเทศถอยหลังไปจากเดิมจนเป็นการย้อนยุค มีลักษณะเป็นการสืบทอดอำนาจ สร้างรัฐซ้อนรัฐ อำนาจของประชาชนถูกเหยียบย่ำ จึงเป็นที่คาดหมายได้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้ แม้จะผ่านความเห็นชอบของ สปช. ก็มีแนวโน้มที่จะไม่ผ่านประชามติจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจต้องสูญเปล่าทั้งในแง่ของกระบวนการยกร่างและงบประมาณแผ่นดินที่ต้องนำมาใช้ถึงกว่า 3,000 ล้านบาทในการยกร่างและจัดทำประชามติ พรรคเพื่อไทยจึงขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันไตร่ตรอง คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น และหาทางแก้ไข โดยมีข้อเสนอดังต่อไปนี้

    1)  สปช. ซึ่งจะต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในวันที่ 6 กันยายน 2558 ควรแสดงความรับผิดชอบและแสดงบทบาทในวาระสำคัญด้วยวิจารณญาณที่ปรารถนาจะเห็นประโยชน์สุขของประชาชนเป็นที่ตั้ง และเพื่อระงับยับยั้งมิให้ประเทศก้าวไปสู่วิกฤต โดยการลงมติไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสีย ซึ่งจะส่งผลให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่หลายๆ ฝ่ายสามารถที่จะยอมรับได้

    2)  หากกรณีมิได้เป็นไปตามข้อ 1 โดย สปช.ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยเชื่อว่าปัญหารัฐธรรมนูญที่พยายามจะยัดเยียดให้ประชาชนโดยขาดการมีส่วนร่วมอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะร่วมคิดหรือร่วมร่าง จะเป็นต้นเหตุของการนำชาติเข้าสู่ภาวะแห่งความขัดแย้ง นำชาติดำดิ่งสู่วงจรอุบาทว์  รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยจะส่งผลต่อความเชื่อถือของประเทศในสังคมโลก ในที่สุดจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศ

    สำนักข่าวไทยรายงานด้วยว่า  พล.ต.ท.วิโรจน์ กล่าวว่า ตามที่พรรคเพื่อไทยได้เสนอความคิดเห็นของสมาชิกและวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญว่าเป็นฉบับกดหัวประชาชน เนื่องจากเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่มิได้ให้ความเคารพในอำนาจของประชาชน อำนาจที่แท้จริงกลับตกอยู่กับองค์กรและกลุ่มบุคคลที่ได้สร้างกลไกเพื่อมุ่งสืบทอดอำนาจ และไร้การตรวจสอบ ประชาชนขาดสิทธิและโอกาส เป็นการทำลายหลักการอันดีงามที่ประเทศเคยยึดถือและตกผลึกทางความคิดโดยการยอมรับจากประชาชนแล้ว

    เมื่อถามว่า การแถลงข่าวครั้งนี้ได้ขออนุญาต คสช.หรือไม่ สามารถ กล่าวว่า ไม่จำเป็น เราเพียงต้องการแสดงจุดยืนท่าทีของพรรคต่อร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อถามถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศ แถลงสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ จะทำให้เกิดความขัดแย้งหรือไม่ นายสามารถ กล่าวว่า เป็นเรื่องของการแสดงความคิดเห็น ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีสิทธิที่จะแสดงออก

    เมื่อถามถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่าควรมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ถือเป็นการส่งสัญญาณต่อ สปช.ในการพิจารณารับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายสามารถ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีในฐานะคนไทยคนหนึ่งสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ ถือเป็นความเห็นส่วนตัว เพียงแต่ พล.อ.ประยุทธ์ มีตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อพูดแล้วอาจชี้นำได้ ก็เหมือนกับที่พรรคเพื่อไทยมีจุดยืน และยืนหยัดว่าเราไม่เป็นเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า สปช.จะใช้วิจารณญาณในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าผ่านแล้วอะไรจะเกิดขึ้น แต่เสียงที่ก้ำกึ่งของ สปช.แสดงให้เห็นว่า สปช.เริ่มคิดได้แล้ว

    เมื่อถามว่าจะมีการจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ที่มีท่าทีคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายสามารถ กล่าวว่า ต่างคนต่างไป เพราะแต่ละพรรคต่างมีมวลชนและสมาชิกของตนเอง

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    2 ก.ย.2558 พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาควาสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจว่า ศูนย์ติดตามสถานการณ์คณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยระบุว่า เพื่อเป็นการช่วยเหลือการทำงานของเจ้าหน้าที่ จึงขอความร่วมมือให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าบ้านและผู้ประกอบการโรงแรม ห้องพัก หอพักต่างๆ ที่มีคนต่างชาติเข้าพักอาศัย กรุณาแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ที่ทำการตรวจคนเข้าเมือง หรือสถานีตำรวจในพื้นที่ ภายใน 24 ชั่วโมง นับตั้งแต่เวลาที่คนต่างชาติเข้ามาพักอาศัย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พุทธศักราช 2522 และเป็นการสร้างหลักประกันและส่งเสริมความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวได้อีกทางหนึ่ง

    พ.อ.วินธัย ได้สรุปผลการประชุมพิจารณามอบเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมให้กับญาติผู้เสียชีวิต โดยมี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมมีมติให้ใช้เงินกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อจ่ายให้กับญาติผู้เสียชีวิตชาวไทย ซึ่งจะทำให้ได้รับเงินช่วยเหลือในจำนวนเดียวกับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ นอกจากนี้ในส่วนของกรุงเทพมหานครกำลังดำเนินการให้การช่วยเหลือเพิ่มเติม โดยใช้เงินจากโครงการ “รวมกันเราทำได้” หรือ “Together We Can” จ่ายให้กับญาติผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง

    ‘ประยุทธ์’ กำชับตม.ต้องเชื่อมโยงข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลทั่วประเทศ

    พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) พร้อมคณะ เดินทางมายังศูนย์แสดงสินค้าและศูนย์ประชุมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เทศบาลนครแม่สอด จากนั้นได้เยี่ยมชมนิทรรศการสินค้าโอทอป 9 อำเภอของจังหวัดตาก รวมทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการในส่วนสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง(ตม.) พร้อมกล่าวว่า อยากให้เร่งติดตั้งเครื่องตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลจากกายภาพ โดยการสแกนใบหน้า ซึ่งจะทำให้ตรวจสอบบุคคลที่ผ่านเข้า-ออกชายแดนได้รวดเร็วและแม่นยำสูง ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งซื้อและรอการติดตั้ง โดยจะติดตั้งทุกด่านทั่วประเทศและมีความเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังสนใจซักถามถึงพาสปอร์ตใหม่ว่าทาง ตม. ได้พัฒนาระบบการตรวจสอบไปตามเทคโนโลยีใหม่แล้วหรือไม่ และขอให้พัฒนาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อคัดกรองผู้ที่ผ่านเข้า-ออก โดยเฉพาะคนต่างด้าว

    เรียบเรียงจาก สำนักข่าวไทย

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

     

    การคัดค้าน TQF  ของคณาจารย์มหาวิทยาลัยไทย นับได้ว่าเป็นมหากาพย์ที่ยาวนานที่สุดอันหนึ่งของประวัติศาสตร์อุดมศึกษาไทยที่ดำเนินมานานกว่ากึ่งทศวรรษ และไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ  การถกเรื่อง TQF เริ่มต้นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในปี 2552 เมื่อครั้งนโยบายดังกล่าวเริ่มประกาศเป็นครั้งแรก  ในครั้งนั้น นายแพทย์วิจารณ์ พานิช กรรมการ กกอ. และนายแพทย์กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการ สกอ. ได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วย

    ในปีถัดมา ได้มีการจัดประชุมอย่างต่อเนื่องในหมู่นักวิชาการอีกหลายระลอก ทั้งใน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตามลำดับ (โปรดดู รายงาน: สำรวจกระแสค้าน'TQF' ยกเครื่องใหญ่อุดมศึกษารับเปิดเสรี) แม้ในท่ามกลางคำถามและข้อท้วงติงจากคณาจารย์จำนวนมาก สกอ.ก็ยังคงยืนกรานที่จะไม่มีการทบทวนการประกาศใช้ TQF แต่อย่างใด  กระแสการคัดค้าน TQF จึงได้ขยายตัวอย่างกว้างขวาง จนนำไปสู่การออกแถลงการณ์คัดค้าน TQF อย่างเป็นทางการของคณาจารย์กว่า 700 รายชื่อทั่วประเทศ (โปรดดู ข้อเสนอของคณาจารย์ทั่วประเทศต่อแนวทางการปฏิรูปอุดมศึกษาไทย)  และยื่นจดหมายดังกล่าวต่อ นายวรวัจน์   เอื้ออภิญญกุล รมว.กระทรวงศึกษาธิการขณะนั้น ในปี 2554ที่อิมแพค เมืองทองธานี (โปรดดู "วรวัจน์" รับข้อเสนคณาจารย์ยกเลิกทีคิวเอฟ มอบ สกอ.หาแนวทางแก้ปัญหา ) โดยมีเลขาธิการและรองเลขาธิการสกอ. ร่วมอยู่ด้วย

    ในการถกกันถึงปัญหา TQF ขณะนั้น รมว.วรวัจน์ เห็นด้วยว่าควรมีการปรับปรุง  TQF โดยเสนอให้เน้นแต่เพียงการวัดคุณภาพของนักศึกษาที่จบมา มากกว่าที่จะมุ่งควบคุมกำกับการทำงานภายใน ซึ่งแต่ละมหาวิทยาลัยต่างก็มีระบบประกันคุณภาพกันอยู่แล้ว และรองเลขาธิการสกอ.ขณะนั้น ก็เห็นด้วยว่า ระบบการกรอกฟอร์มรายวิชาของมคอ. 3-7 ควรมีการทบทวนและยกเลิก คงไว้แต่มคอ. 2 สำหรับการควบคุมกำกับหลักสูตรเท่านั้น (ทั้งนี้  สกอ.เดินหน้าบังคับใช้ TQF ทั่วประเทศ ทั้งที่มคอ. 1 หรือ กรอบมาตรฐานคุณวุฒิในระดับสาขาวิชา ยังมิได้เสร็จสิ้นแต่อย่างใด)

    สามปีผ่านไป ไม่เพียงแต่จะไม่มีการทบทวน TQF แต่ประดิษฐกรรม สกอ.ที่นำไปสู่การบังคับกรอกฟอร์มมหาศาล กลับเดินหน้าอย่างบ้าระห่ำ ติดตามมาด้วยอุตสาหกรรมการประเมินผล ซึ่งได้ขยายตัวอย่างกว้างขวาง สร้างความวุ่นวายปั่นป่วนไปทั่ววงการอุดมศึกษาไทย

    TQF เป็นสิ่งที่นักครุศาสตร์ไทยไปลอกเลียนแบบมาจาก Australian Qualifcation Framework (AQF) ของออสเตรเลีย โมเดล AQF ของออสเตรเลีย เป็นผลผลิตของกระแสการแพร่ระบาดของกรอบคุณวุฒิการศึกษาแห่งชาติ (National Qualification Framework--NQF) ที่เริ่มต้นในทศวรรษที่ 1990 ในอังกฤษ สก๊อตแลนด์ ก่อนจะขยายตัวไปในประเทศต่างๆทั่วโลก กว่า 120 ประเทศ ปัจจุบัน มีประเทศจำนวนหนึ่งที่ไม่ใช้ NQF ในการสร้างกรอบคุณวุฒิมาตรฐานทางการศึกษา และหนึ่งในนั้นคือ สหรัฐอเมริกา

    ในโลกตะวันตก การเกิดขึ้นของ NQF ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาที่สร้างผลสะเทือนอย่างกว้างขวางในหลายประการด้วยกัน ประการแรก NQF ได้เปิดโอกาสให้ตลาดเสรีนิยมใหม่เข้ามาควบคุมกำกับระบบการศึกษาอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการแทนที่ระบบการสร้างและประเมินความรู้ที่เคยมีอยู่อย่างหลากหลายและแตกต่างกันไปของแต่ละสถาบันการศึกษาและสาขาวิชา ให้เข้าสู่แบบแผนที่เหมือนกัน ด้วยมาตรฐานเดียวที่หดแคบลง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานเท่านั้น

    ประการที่สอง  การเกิดขึ้นของ NQF ยังได้ก่อให้เกิดการดึงอำนาจ และเสรีภาพในการสร้างและพัฒนาความรู้ จากมือของผู้สอนและมหาวิทยาลัย ไปอยู่ในมือของเทคโนแครตการศึกษาภายนอกมหาวิทยาลัย ผู้นำเสนอระบบการประสิทธิ์ประสาทความรู้ประเภทใหม่ ที่สามารถชั่งตวงวัดและประเมินผลได้ จะสอนอย่างไร และอะไรคือสิ่งที่ควรถูกเรียนรู้ ไม่ได้อยู่ในอำนาจของผู้สอนอีกต่อไป  หากแต่ได้กลายเป็นปริมณฑลที่ถูกควบคุมกำกับโดยนักประเมินและนักการศึกษาภายนอก

    การเปลี่ยนแปลงประการสำคัญที่เกิดจากน้ำมือของ NQF คือ การเปลี่ยนระบบความรู้ (Body of knowledge)  และลดทอนสถานะความเป็นปรัชญาประวัติศาสตร์ของระบบความรู้ให้เหลือเพียงสิ่งที่เรียกว่า “ผลลัพธ์ในการเรียนรู้” (Learning outcome-based qualification framework หรือ Competency-based framework)  การเน้นเพียงที่ “ผลลัพธ์”และความสามารถของความรู้ ได้ยังผลให้ปรัชญาความรู้อันสลับซับซ้อนถูกบังคับให้ถูกตีค่าประหนึ่งว่าเป็นเพียงข้อมูล (Facts) ที่เป็นรูปธรรมเท่านั้น ที่สามารถนำมาแยกเป็นส่วนๆ สำหรับการวัดและประเมินค่าให้เห็นประโยชน์ของการใช้งานในตลาดแรงงานได้อย่างเชิงประจักษ์ ปัญหาสำคัญที่ตามมาคือ ภายใต้กรอบความรู้ชนิดดังกล่าว ที่ทางของจินตนาการ แรงบันดาลใจ เสรีภาพในการคิดเชิงสร้างสรรค์ อันเป็นจากการเรียนรู้นอกกรอบคิดของความรู้ที่ถูกตีค่าเท่ากับข้อมูล ไม่อาจมีที่ทางหรือถูกนับเข้าเป็นความรู้ได้ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ไม่สามารถถูกนำประเมินผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

    เป็นที่น่าสังเกตว่า ในกรณีของไทย การทำลายระบบความรู้ ยังเกิดขึ้นจากการอุตริกำหนดค่าผลการเรียนรู้ที่ควรที่จะเปิดกว้างและยืดหยุ่น ให้หดแคบลงไปอีกด้วยการสร้างความหมายที่เฉพาะเจาะจงขึ้นเป็นมาตรฐานสากลทั่วไป  ทั้งนี้ในขณะที่ในต่างประเทศได้วางกรอบคิดว่าด้วยผลการเรียนรู้  เอาไว้ภายใต้ สามมิติกว้างๆ คือ ความรู้ (Knowledge) ความสามารถ (Competency) และทักษะ (Skill)  นักครุศาสตร์ไทยกลับเพิ่มความหมายเฉพาะแบบไทยๆของผลการเรียนรู้และขยายออกเป็นถึง 5  มิติด้วยกันคือ คุณธรรม จริยธรรม  ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศ  ความรู้ ทักษะทางปัญญา และทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ในกรอบคิดที่ไม่เหมือนใครในโลกนี้ ความรู้ ได้ถูกแปลงให้เป็นทักษะเชิงประจักษ์ที่ไม่เหลือที่ทางให้ตีความ ในขณะที่ มหาวิทยาลัยถูกเปลี่ยนจากแหล่งสร้างสรรค์ปัญญาและความคิด ให้กลายเป็นโรงงานผลิตสินค้าแรงงานที่มีทักษะเฉพาะอย่างสมบูรณ์

    ประการที่สาม  การรวมศูนย์อำนาจทางการศึกษาไปอยู่ในมือของรัฐ ด้วยการใช้ระบบการประเมินผลการเรียนรู้แบบมาตรฐานเดียว (Unified system)  เข้าควบคุม กำกับสถาบันการศึกษา   และใช้มาตรการดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญในการบังคับควบคุมมหาวิทยาลัย ผ่านอำนาจในการอนุมัติหรือไม่รับรองหลักสูตร  การรวมศูนย์อำนาจทางการศึกษาโดยรัฐผ่านกรอบมาตรฐานคุณวุฒิการศึกษา มีระดับที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ในขณะที่ในโลกตะวันตกมีแนวโน้มที่จะเปิดให้มีการถ่วงดุลย์อำนาจรัฐด้วยสถาบันวิชาการต่างๆมากกว่าประเทศกำลังพัฒนา (Allais 2014) ในกรณีของไทย การรวมศูนย์อำนาจดังกล่าวเป็นไปอย่างเบ็ดเสร็จ และเกิดขึ้นอย่างสวนทางกับนโยบายการผลักดันให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบของรัฐโดยสิ้นเชิง  ทั้งนี้ ในขณะที่มหาวิทยาลัยถูกบีบให้ต้องพึ่งพาตนเองทางด้านการเงินอย่างเป็นอิสระจากรัฐ แต่ในแง่วิชาการและการบริหารหลักสูตรและการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยกลับถูกทำให้เป็น “ราชการ”มากยิ่งขึ้น ผ่านการควบคุมกำกับที่เข้มงวดและรวมศูนย์ของระบบประกันคุณภาพชนิดต่างๆ   ทิศทางที่ย้อนแย้งภายใต้การปกครองของสกอ.ดังกล่าวได้สร้างทั้งภาระทางเศรษฐกิจและภาระงานให้กับมหาวิทยาลัยอย่างท่วมท้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

    ที่สำคัญ การประกาศใช้ TQF ของสกอ.ที่มีผลบังคับใช้กับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ และสร้างผลกระทบมหาศาล กลับดำเนินไปอย่างปราศจากการมีส่วนร่วมของชุมชนวิชาการตั้งแต่เริ่มแรก  คำถามสำคัญคือ เหตุใดจึงเป็นโมเดล NQF แบบออสเตรเลีย?  และการลอกเลียนแบบโมเดลแบบออสเตรเลีย โดยเพิ่ม “ความเป็นไทย” เข้าไปอย่างพละการนี้ ได้มีการศึกษาถึงผลดี ผลเสียของโมเดลดังกล่าวมากน้อยเพียงใด ก่อนนำเอานโยบายดังกล่าวมาประกาศใช้ทั่วประเทศ ?

    งานศึกษาในต่างประเทศจำนวนไม่น้อย เห็นพ้องต้องกันว่า นับตั้งแต่การนำเอา NQF มาใช้ในประเทศต่างๆ ยังไม่เคยมีงานศึกษาชิ้นใดที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า NQF ได้ช่วยพัฒนาระบบการศึกษา โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษาให้ดีขึ้น (Allais 2014, Coles, Keevy, Bateman and Keating 2014)  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนาที่ยากจนที่นำเข้าตัวแบบของ NQF ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสถาบันอุดมศึกษาของตนในระดับโลก

    ในการศึกษาผลกระทบของ NQF ใน 16 ประเทศทั่วโลก Allais ได้ชี้ให้เห็นว่า ในทางปฏิบัติแล้ว NQF ไม่สามารถตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างที่อวดอ้างเสมอไป แต่กลับสร้างปัญหาต่างๆขึ้นมา   Allais ได้ตั้งข้อสังเกตต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนาที่ยากจนเมื่อนำ NQF มาใช้ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้ คือ 1) ความสำเร็จเพียงประการเดียวที่กรอบมาตรฐานคุณวุฒิได้สร้างเอาไว้คือ แบบฟอร์มกระดาษที่บันทึกคุณวุฒิต่างๆจำนวนมาก ที่ไม่เคยถูกนำมาใช้หรือถูกอ่าน แม้ว่าในหลายประเทศ ตัวแทนของธุรกิจ อุตสาหกรรม จะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญในการพัฒนากรอบคุณวุฒิดังกล่าวก็ตามที

    2) ไม่มีหลักฐานใดๆที่แสดงให้เห็นว่ากรอบมาตรฐานคุณวุฒิได้นำไปสู่การปรับปรุงสมรรถนะของสถาบันการศึกษาต่างๆให้ดีขึ้น  และไม่มีหลักฐานใดๆที่ชี้ว่าการควบคุมกำกับโดยรัฐผ่านระบบการประกันคุณภาพได้นำไปสู่การปรับปรุงทั้งในแง่คุณภาพและปริมาณของการศึกษาที่ดีขึ้น ในบางประเทศเช่น อัฟริกาใต้ NQF กลับทำให้คุณภาพของการศึกษาแย่ลง  ทั้งนี้โศกนาฏกรรมของ NQF ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะสถาบันการศึกษามีทรัพยากรที่จำกัด หากแต่เพราะทรัพยากรอันจำกัดที่มีอยู่ แทนที่จะถูกนำไปใช้เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของการศึกษา กลับถูกนำมาพล่าผลาญอย่างเปล่าประโยชน์ด้วยการทำงานเพื่อตอบสนองต่อระบบการประเมินที่สิ้นเปลืองและไร้ประโยชน์

    และ  3) ข้ออ้างของกรอบมาตรฐานคุณวุฒิที่เน้นการวัดผลลัพธ์การเรียนรู้  ว่าจะช่วยให้เกิดการไหลเวียนของแรงงานและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตลาดแรงงานและการศึกษา กลับไม่เคยเกิดขึ้นจริง ในทางตรงข้าม งานศึกษากลับพบว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวกลับอ่อนแอลงภายใต้ NQF ทั้งนี้เนื่องเพราะในขณะที่ตลาดแรงงานและเงื่อนไขทางเศรษฐกิจต่างๆเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อุดมศึกษาภายใต้กรอบมาตรฐานดังกล่าวกลับถูกบังคับให้มีมาตรฐานเดียว แข็งตัวและไม่ยืดหยุ่น จึงยากต่อการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงภายนอกได้ (Allais 2014)

    สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในไทยเช่นเดียวกัน และเป็นที่ตระหนักดีในหมู่ผู้บริหารของ สกอ. แต่นักเทคโนแครตการศึกษาเหล่านั้น กลับเลือกที่จะยึดกุมเครื่องมือที่ไร้คุณภาพและเต็มไปด้วยปัญหาเพียงเพื่อธำรงค์รักษาอำนาจของตนเหนือสถาบันการศึกษาต่างๆ  

    ในยุโรป หลายประเทศที่บังคับใช้ NQF ได้สนับสนุนให้สมาคมวิชาการและวิชาชีพ ได้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนากรอบแนวคิดเชิงคุณวุฒิที่สอดคล้องกับสาขาวิชาการ/วิชาชีพของตน เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับความหลากหลายและแตกต่างทางวิชาการและเป็นการสร้างเสริมบทบาทของสถาบันวิชาการที่มิใช่รัฐในการควบคุมกำกับคุณภาพทางวิชาการของสาขาวิชาการของตน ในสหรัฐอเมริกา ที่ไม่ยอมรับกรอบแนวทางแบบ NQF สมาคมวิชาการและสมาคมวิชาชีพ เป็นชุมชนวิชาการที่สำคัญในการทำหน้าที่ยกระดับและพัฒนาคุณภาพวิชาการในสาขาต่างๆ 

    ในกรณีของไทย ทิศทางกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม  เพราะไม่เพียงความแตกต่างและหลากหลายทางวิชาการจะถูกทำลายและแทนที่ด้วยกรอบคิดอันคับแคบของนักการศึกษาไม่กี่คนแล้ว รัฐกลับไม่เคยสนับสนุนบทบาทของสมาคมวิชาการ/วิชาชีพในการพัฒนาคุณภาพของอุดมศึกษาแต่อย่างใด  อุดมศึกษาไทยได้กลายเป็นหนูทดลองของระบบรวมศูนย์อำนาจทางการศึกษาที่ถอยหลังและไร้ประสิทธิภาพ  ระบบการประกันคุณภาพ การประเมินผลการเรียนรู้ของระบอบ TQF  ไม่เพียงแต่เป็นฝันร้ายประเภทใหม่ของนักวิชาการในยุคนี้ หากแต่ยังเป็นชนวนของวิกฤตอุดมศึกษาไทยที่ยากเกินกว่าจะเยียวยาอีกด้วย


    เอกสารอ้างอิง

    Allais, Stephanie (2014). Selling Out Education: National Qualifications Frameworks 
    and the Neglect of Knowledge, Rotterdam/Boston/Taipei: Sense Publishers.
    Bjornavold, J., & Coles, M. (2008). “Governing education and training; the case of
    qualifications frameworks”. European Journal of Vocational Training, 42–43,
    203–235.
    Brown, A. (2011). “Lessons from policy failure: The demise of a national Qualifications Framework based solely on learning outcomes in England”. Journal of Contemporary Educational Studies, 5, 36.
    Coles, M., Keevy, J., Bateman, A., and Keating, J. (2014)  “Flying Blind: Policy rationales for National Qualifications Frameworks and how they tend to evolve”. International Journal of Continuing Education and Lifelong Learning, 7(1), 17-46.
    Cosser, M. (2001). “The implementation of the National Qualifications Framework and the transformation of education and training in South Africa: A critique”. In A. Kraak, & M. Young (Eds.), Education in retrospect: Policy and implementation since 1990 (pp. 153–167). Pretoria, RZA: Human Sciences Research Council.
    Higgs, P., & Keevy, J. (2009). “The reliability of evidence contained in the National Qualifications Framework Impact Study: A critical reflection”. Perspectives in Education, 25(4), 1–12.
    Lester, S. (2011). “The UK Qualifications and Credit Framework: A critique”. Journal of Vocational Education and Training, 63(2), 205–216.
     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    2 ก.ย.2558 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในระหว่างที่เป็นเป็นประธานประชุมติดตามผลการดำเนินงานเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตาก โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวถึง คอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” โดย ลม เปลี่ยนทิศ ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ที่เขียนวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่า ได้พูดคุยหลายครั้งแล้ว มีการรับปาก แต่ยังคงเขียนโจมตีอยู่ ถ้ายังไม่หยุดก็จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปฟ้องร้องเพื่อเป็นการเอาคืนบ้าง ให้เป็นแบบอย่างว่าการใช้สื่อสร้างความเข้าใจผิดต่อประชาชนเป็นอย่างไร

    “รัฐบาลพยายามทำงานเต็มที่ แต่ยังมีสื่อบางฉบับ อย่างคอลัมน์ลมเปลี่ยนทิศ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามรัฐบาล เขียนวิพากษ์วิจารณ์โจมตีรัฐบาล ทั้งที่เรียกมาตักเตือนหลายครั้งแล้ว ซึ่งทุกครั้งก็รับปากจะไม่ทำอีก แต่ยังคงเขียนโจมตีอยู่ ถ้ายังไม่หยุด ก็จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปฟ้องร้อง เพื่อเป็นการเอาคืนบ้าง ให้เป็นแบบอย่างว่า การใช้สื่อสร้างความเข้าใจผิดต่อประชาชนเป็นอย่างไร” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

    ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์, สำนักข่าวไทยและกรุงเทพธุรกิจ

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    นักข่าวสืบสวนมือรางวัลในอาเซอร์ไบจาน คาดีจา อิสมายิลโลวา ถูกสั่งจำคุกในหลายข้อหาที่ผู้คนจำนวนมากเชื่อว่าถูกสร้างขึ้นเพื่อใส่ร้ายเธอ แต่เธอก็ออกแถลงการณ์ต่อศาลที่มีทั้งการวิพากษ์วิจารณ์คดีนี้ การประกาศเจตนารมณ์ว่าการเปิดโปงความฉ้อฉลของคนระดับสูงในประเทศของเธอจะยังคงดำเนินต่อไปแม้อยู่ในคุก

    คาดีจา อิสมายิลโลวา นักข่าวชาวอาเซอร์ไบจาน (ที่มา: ฮิวแมนไรท์วอทซ์)

    3 ก.ย. 2558 - คาดีจา อิสมายิลโลวา นักข่าวสืบสวนสอบสวนชาวอาเซอร์ไบจานเผยแถลงการณ์ต่อศาลหลังจากถูกพิพากษาจำคุกว่าการลงโทษในครั้งนี้ไม่ทำให้เธอสูญเสียความตั้งใจและงานของเธอจะดำเนินต่อไป นักข่าวมือรางวัลผู้นี้ถูกลงโทษจำคุก 7 ปีครึ่งในข้อหาทางเศรษฐกิจ ซึ่งคนส่วนมากมองว่าเป็นการสร้างเรื่องเท็จเพื่อใส่ความเธอเนื่องจากอัสมายิลโลวาทำข่าวสืบสวนเจาะลึกถึงการทุจริตของผู้นำประเทศ

    อิสมายิลโลวาเขียนแถลงการณ์ฉบับเต็มเกี่ยวกับคดีนี้ไว้ซึ่งมีการเผยแพร่ในเว็บไซต์เรดิโอฟรียุโรป เธอมีแผนการอ่านแถลงการณ์ดังกล่าวนี้ในศาลแต่ก็ถูกศาลห้ามไว้กลางคัน แถลงการณ์ของเธอระบุว่า "แม้ฉันจะอยู่ในคุก แต่งานของฉันก็ยังจะดำเนินต่อไป"

    อิสมายิลโลวาเป็นนักข่าวที่ทำงานให้กับเรดิโอฟรียุโรป งานข่าวสืบสวนสอบสวนของเธอที่ได้รับรางวัลเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทุจริตในวงการผลิตน้ำมันของอาเซอร์ไบจาน นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลในระดับนานาชาติอีกหลายรางวัล อิสมายิลโลวายังคงทำงานข่าวสืบสวนสอบสวนอย่างต่อเนื่องเกี่ยวพันถึงการทุจริตของประธานาธิบดีอาเซอร์ไบจาน ทำให้มีคนเชื่อว่าเธอถูกดำเนินคดีเพราะผู้ฟ้องร้องเธอมีแรงจูงใจทางการเมือง

    นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนประณามการตัดสินของศาลว่าเป็นการดำเนินคดีที่ไม่เป็นธรรมโดยมาจากข้อกล่าวหาที่ถูกสร้างขึ้นอย่างเป็นเท็จ เดนิส คริโวชีฟ จากองค์กรแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าวว่ารัฐบาลอาเซอร์ไบจานมีการปราบปรามกลุ่มผู้ต่อต้านมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนักกิจกรรมทางการเมือง นักข่าว นักสิทธิมนุษยชน หรือใครก็ตามที่กล้าวิจารณ์รัฐบาลต่อหน้าสาธารณะ

    แถลงการณ์ของอิสมายิลโลวามีการวิจารณ์ประธานาธิบดีอิลฮัม อะลีเยฟ ผู้นำอาเซอร์ไบจานว่าเป็น "เครื่องจักรแห่งการกดขี่" อีกทั้งยังมีการประณามการทุจริตของผู้นำในเรื่องสัญญากับบรรษัทต่างชาติ การเลี่ยงภาษี และการนำเงินที่ยักยอกไปฝากไว้ในต่างประเทศ อิสมายิลโลวายังประกาศในแถลงการณ์อีกว่าเธอขอให้นักข่าวและประชาชนต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นในระดับสูงต่อไป

    อิสมายิลโลวาเปิดเผยอีกว่าในคดีของเธอนั้นพยานฝ่ายโจทย์ที่ให้การในชั้นศาลถูกเหมือนจะให้การเพราะถูกข่มขู่หรือมีการบังคับให้พยานอ่านคำให้การซึ่งพวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนอีกทั้งยังมีพยานรายหนึ่งที่รับสินบน เธอระบุด้วยว่าจะใช้โอกาสที่เธอถูกลงโทษในนี้เพื่อเปิดโปงการใช้อำนาจในทางที่ผิดในเรือนจำ

    สำนักข่าวเดอะการ์เดียนรายงานว่าอิสมายิลโลวาถูกจับกุมเมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว เธอเป็นหนึ่งในกลุ่มนักข่าว นักกิจกรรม และผู้วิจารณ์รัฐบาลที่ถูกรัฐบาลใช้อำนาจปราบปราม หลังจากที่เธอถูกจับเธอก็ถูกกุมขังในช่วงก่อนการพิจารณาคดี รัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลชาติตะวันตกต่างเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวเธอ รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์คดีนี้จากคณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าว (CPJ)

    เดอะการ์เดียนรายงานอีกว่ามีตัวแทนจากสถานทูตบางส่วนเท่านั้นทีสามารถเข้าฟังการพิจารณาคดีของอิสมายิลโลวาได้ ขณะที่นักข่าวอิสระและนักกิจกรรมต่างถูกห้ามไม่ให้เข้าฟังการพิจารณาคดีนี้

     

    เรียบเรียงจาก

    Azerbaijan journalist Khadija Ismayilova vows to continue fight from prison, The Guardian, 01-09-2015 http://www.theguardian.com/world/2015/sep/01/azerbaijan-khadija-ismayilova-verdict

    Baku Court Cuts Off Ismayilova's Fiery Final Statement; Verdict Delayed, Radio Free Europe, 02-09-2015 http://www.rferl.org/content/azerbaijan-ismayilova-statement-halted-verdict-delayed/27218157.html

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    หนุ่มนักออกแบบชาวดัตช์คว้ารางวัลงานออกแบบที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นประจำปี 2558 ในสาขางานออกแบบเพื่อชุมชนจากผลงานเครื่องกำจัดขยะพลาสติกในทะเล โดยที่มีเป้าหมายทดลองเครื่องดังกล่าวภายในปีหน้าท่ามกลางข้อกังขาจากนักวิทยาศาสตร์ผู้ศึกษาทางทะเลที่มองว่าปัญหาขยะพลาสติกซับซ้อนเกินกว่าจะแก้ไขได้ด้วยเครื่องนี้

    เครื่องมือทำความสะอาดมหาสมุทร ผลงานของโบยาน สแลต (ที่มา: deignboom.com)

     

    2 ก.ย. 2558 - โบยาน สแลต วัยรุ่นชาวดัตช์อายุ 20 ปี ชนะรางวัล 'อินเด็กซ์ : อวอร์ด' ประจำปี 2558 ซึ่งเป็นรางวัลสำหรับงานออกแบบที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น จากผลงานเครื่องมือทำความสะอาดมหาสมุทร (Ocean cleanup array) ในสาขางานออกแบบเพื่อชุมชน

    ในขณะที่มหาสมุทรกำลังประสบปัญหามีขยะชิ้นส่วนพลาสติกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ราว 8 ล้านตันต่อปี เครื่องมือทำความสะอาดมหาสมุทรของสแลตก็เป็นเครื่องมือชิ้นแรกที่สามารถทำความสะอาดทะเลให้ปราศจากสิ่งปนเปื้อนจำพวกพลาสติกโดยอาศัยวิธีการหมุนเวียนกระแสน้ำตามธรรมชาติ

    โดยแทนที่จะใช้เรือออกไปตามกำจัดขยะ สแลตใช้วิธีวางเครื่องมือแนวดักจับรูปตัววีไปตามกระแสคลื่นของทะเลเมื่อคลื่นน้ำเคลื่อนผ่านแนวดักจับดังกล่าวจะมีการดักเอาเศษพลาสติกเอาไว้ได้เพื่อส่งมันไปสู่ที่เก็บกักและนำไปกำจัดในภายหลัง ในขณะเดียวกันเครื่องมือนี้จะส่งผลต่อกระแสน้ำในระดับตื้นๆ เท่านั้น กระแสน้ำในระดับลึกลงไปจะไหลผ่านเป็นปกติทำให้ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในท้องทะเล

    นอกจากนี้เครื่องมือทำความสะอาดมหาสมุทรของสแลตกมีระบบที่สามารถปฏิบัติการได้ด้วยตัวเองโดยการอาศัยพลังงานจากแสงอาทิตย์และกระแสคลื่น เครื่องมือแต่ละชิ้นยังมีขนาดใหญ่ครอบคลุมหลายล้านตารางกิโลเมตร

    รางวัล 'อินเด็กซ์ : อวอร์ด' ซึ่งเป็นรางวัลจากองค์กรไม่แสวงหากำไรสัญชาติเดนมาร์กระบุว่าที่พวกเขาให้รางวัลแก่ผลงานของสแลตเนื่องจากเล็งเห็นว่าเป็นผลงานออกแบบที่พูดถึงปัญหาที่สำคัญมากของโลก โดยไม่เพียงแค่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมหรือความหลากหลายทางชีวภาพเท่านั้นแต่ยังส่งผลต่อเรื่องการพัฒนาสุขภาวะของมนุษย์โดยการลดสารปนเปื้อนจากพลาสติกด้วย

    โดยการประกาศรางวัลดังกล่าวนี้ เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากผลงานของสแลตแล้วยังมีผลงานที่ได้รับรางวัลในสาขาอื่นๆ เช่น แอพพลิเคชั่นสอนภาษาชื่อ 'ดูโอลิงโก' (Duolingo) ซึ่งได้รางวัลในสาขาการเรียนรู้และการเล่น เครื่องมือทำน้ำสะอาดด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ชื่อ 'เดโซเลเนเตอร์' (Desolenator) ซึ่งชนะรางวัลขวัญใจมหาชน

     

    การวิจารณ์จากนักวิทยาศาสตร์

    อย่างไรก็ตามเครื่องมือดังกล่าวนี้ยังไม่ถูกนำมาใช้จริง สแลตวางแผนจะให้มีการทดลองใช้กับมหาสมุทรแถบคาบสมุทรเกาหลีภายในปี 2559 แต่กลุ่มประชาคมนักวิทยาศาสตร์โดยส่วนใหญ่ยังคงกังขาว่าเครื่องมือนี้จะใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ รวมถึงยังคงกังวลในเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    เคธ อัลเลน ผู้อำนวยการด้านการศึกษามหาสมุทรจากสถาบันวิจัยมหาสมุทรอัลกาลิตากล่าวว่า ความพยายามกำจัดพลาสติกออกจากท้องทะเลเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากจนเป็นการยากที่เครื่องมือประกอบสร้างโดยมนุษย์จะนำมาใช้ได้สำเร็จ เธอเปรียบเทียบว่าความพยายามของสแลตเปรียบเสมือน "การนำเลื่อยไฟฟ้าไปผ่าตัดเนื้องอก"

    อัลเลนคิดว่าเครื่องมือของสแลตจะไม่สามารถดักจับพลาสติกขนาดเล็กมาก (microplastics) ได้และอาจจะไม่สามารถรับมือกับขยะชิ้นใหญ่อย่างทุ่นจับปลาได้ด้วย อีกทั้งยังอาจจะเป็นไปได้ที่เครื่องมือของเขาจะมีสิ่งมีชีวิตอย่างเพรียงทะเลมาติดเว้นแต่จะมีการทางเคลือบเครื่องมือด้วยสิ่งที่กำจัดสารอินทรีย์

     

    เรียบเรียงจาก

    INDEX: award 2015 winners revealed, Designboom, 27-08-2015 http://www.designboom.com/design/index-award-2015-winners-08-27-2015/

    A Dutch Student’s Giant Ocean Cleanup Machine Is Going Into Production, Takepart, 09-06-2015 http://www.takepart.com/article/2015/06/09/pacific-garbage-patch-could-meet-its-match-2016

    ข้อมูลการประกวด INDEX: AWARD 2015 http://designtoimprovelife.dk/category/award2015/

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     

    3 ก.ย.2558 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 11.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่นายเฉลียว (สงวนนามสกุล) อาชีพช่างตัดเสื้อ เป็นจำเลยในคดีมาตรา 112 โดยแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำคุก 3 ปีและให้รอการลงโทษ เป็น ลงโทษจำคุก 5 ปีรับสารภาพลดกึ่งหนึ่ง เหลือ 2 ปี 6 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ (ไม่รอลงอาญา)

    คดีนี้อ่านคำพิพากษาเป็นการลับ มีเพียงทนายความและจำเลยที่ได้เข้าห้องพิจารณาคดี

    เบื้องต้นทนายจำเลยแจ้งว่าครอบครัวจะยื่นประกันตัวโดยใช้หลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินและสลากออมสินมูลค่า 600,000 บาท ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ผ่านมาคดีลักษณะนี้ศาลจะส่งคำร้องขอประกันตัวให้ศาลฎีกาพิจารณาซึ่งใช้เวลาหลายวัน ระหว่างนี้จำเลยจะถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เฉลียว นั้น อายุ 56 ปี ประกอบอาชีพเป็นช่างตัดเสื้อ เขาถูกฟ้องจากกรณีอัพโหลดไฟล์เสียง 'บรรพต' ขึ้น 4Share โดยหลังรัฐประหาร คสช.เรียกรายงานตัว เมื่อเขาเข้ารายงานตัวมีการควบคุมตัวในค่ายทหาร 7 วันก่อนถูกแจ้งข้อหานี้ มีรายงานด้วยว่า เฉลียวถูกสอบสวนหนักและนำตัวเข้าเครื่องจับเท็จหลายครั้งเนื่องจากเจ้าหน้าที่สงสัยว่าเขาอาจเกี่ยวพันกับการทำ 'คลิปบรรพต'

    หลังถูกแจ้งข้อกล่าวหาเขาถูกฝากขังทันทีในชั้นสอบสวนครบ 7 ผัด (84 วัน) โดยไม่ได้รับการประกันตัว ในระหว่างถูกคุมขัง เขายืนยันว่า เขาเป็นเพียงผู้ฟังคลิปเสียงดังกล่าว และเพิ่งหัดเล่นอินเตอร์เน็ตด้วยศึกษาด้วยตัวเอง เมื่ออัพโหลดเป็นจึงอัพโหลดคลิปเสียงเอาไว้ฟัง โดยเขาสนใจเรื่องสุขภาพ สมุนไพร อายุรเวชศาสตร์เป็นพิเศษซึ่งก็มีปรากฏในเนื้อหาคลิปการเมืองนี้ด้วย

    เขารับสารภาพตามข้อกล่าวหาตั้งแต่ชั้นสอบสวน ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 3 ปีรับสารภาพเหลือ 1 ปี 6 เดือนโดยให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี หลังจากนั้นอัยการอุทธรณ์ ให้เหตุผลว่าโทษที่ศาลชั้นต้นลงนั้นไม่สาสมกับการกระทำความผิดที่ทำให้สถาบันเสื่อมเสีย

     

    ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ได้แจ้งผลการยิ่นขอประกันตัวว่า ศาลได้แจ้งกับภรรยาของนายเฉลียว ให้มาฟังผลคำร้องขอประกันตัวในช่วงบ่ายของวันอังคารที่ 7 กันยายน 2558

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ระหว่างรอผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดี 112 ที่สามีของเธอตกเป็นผู้ต้องหา ภรรยาเฉลียว ญาติมิตร และผู้สังเกตการณ์ทั้งหมดต่างต้องนั่งรออยู่หน้าห้องพิจารณาเนื่องจากศาลอ่านเป็นการลับ ผู้สื่อข่าว ‘ประชาไท’ ใช้เวลานี้พูดคุยกับภรรยาของเฉลียวถึงชีวิตที่ผ่านมา 1 ปีพอดีนับจากศาลชั้นต้นพิพากษา

    (สำหรับผลคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ได้เพิ่มโทษโดยแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำคุก 3 ปีและให้รอการลงโทษ เป็น ลงโทษจำคุก 5 ปีรับสารภาพลดกึ่งหนึ่ง เหลือ 2 ปี 6 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ (ไม่รอลงอาญา)  อ่านรายละเอียด)

    นี่นับเป็นครั้งที่ 2 ของการฟังคำพิพากษาที่ “ลับเฉพาะ” สำหรับจำเลยและทนายเท่านั้น เพราะตอนที่เขาถูกขังอยู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อครบฝากขังเจ้าหน้าที่นำตัวเขามาศาล เขารับสารภาพและเข้าฟังคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ห้องเวรชี้ ใต้ถุนศาลอาญา ซึ่งบุคคลอื่นไม่สามารถเข้าไปได้

    ภาพ เฉลียวและภรรยา

    ภรรยาของเฉลียวเล่าให้ฟังว่า หลังจากสามีวัย 56 ปีได้รับการปล่อยตัวเพราะศาลชั้นต้นให้รอลงอาญาเมื่อ 1 ก.ย.57 เขาก็ไปบวช 3 เดือนที่วัดแห่งหนึ่ง จากนั้นจึงกลับไปทำร้านตัดเสื้อที่ย่านบางพลัดเหมือนเดิม แต่กิจการดำเนินไปอย่างไม่ค่อยดีนัก เพราะในช่วงที่เฉลียวติดคุก คนทำงานในร้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นญาติพี่น้องกันต่างก็แยกย้ายกลับไปประกอบอาชีพยังภูมิลำเนา ประกอบกับเฉลียวเองก็ยังคงเป็นกังวลตลอดเวลาหลังทราบว่าอัยการอุทธรณ์คดี ทำให้เขาไม่สามารถทำงานได้เต็มที่นัก เธอบอกว่า พวกเขาวางแผนกันไว้ว่า หากเฉลียวรอดพ้นจากคดีนี้ได้จะไปเปิดร้านค้าเล็กๆ แทน

    เธอเล่าด้วยว่า ตอนนี้สามีของเธอเปลี่ยนไปหลายอย่าง ในทางความคิด ดูเหมือนเขาไม่ได้สนใจการเมืองแล้ว เพราะหันไปเข้าวัดฟังธรรม แต่ยังคงใช้วิชาคอมพิวเตอร์ที่เรียนด้วยตัวเองอัพโหลดคลิปธรรมะขึ้นยูทูบ

    ในทางกายภาพ ภรรยาเล่าว่า เฉลียวผ่ายผอมลงไปมาก แต่ก็พยายามรักษาสุขภาพให้ดีที่สุดและโชคดีที่เขาไม่มีโรคประจำตัว เพราะจากประสบการณ์ในเรือนจำหลายเดือนทำให้รู้ว่าการเจ็บป่วยในเรือนจำเป็นเรื่องลำบากมาก เนื่องจากมีปัญหาการเข้าถึงการรักษาพยาบาล

    เมื่อถามว่า กลัวหรือไม่และเฉลียวเคยคิดหนีไหม เธอตอบว่า เฉลียวไม่คิดที่จะหนี เพราะหากหนีก็คงต้องหนีตลอดชีวิต

    ประสบการณ์พูดคุยกับ ‘เฉลียว’ ขณะถูกคุมขังในชั้นสอบสวน เมื่อปี 2557

    (ส่วนหนึ่งในบทความของวิจักขณ์ พานิช http://www.prachatai.com/journal/2014/06/54149)

    เฉลียวเป็นชายร่างเล็กผิวคล้ำ เขาปรากฏตัวในชุดนักโทษสีน้ำตาล สภาพห้องเยี่ยมที่เราเข้าไปนั้นไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่ โทรศัพท์ที่ใช้สื่อสารระหว่างภายในกับภายนอกไม่ทำงาน ทำให้ต่างฝ่ายต่างต้องคอยย่อตัวเก้ๆ กังๆ ตะโกนผ่านช่องเล็กๆ ย้ำคำถามคำตอบกันไปมาแบบไม่สะดวกนัก

    เฉลียวประกอบอาชีพเป็นช่างตัดสูท ตัดกางเกง แถวสะพานซังฮี้ เป็นประชาชนที่มีความสนใจการเมือง เขาชอบฟังรายการวิทยุของดีเจเสื้อแดงคนหนึ่ง ซึ่งดูจะมีเนื้อหาวิเคราะห์การเมืองที่ค่อนข้างล่อแหลมตรงไปตรงมา เขาชื่นชอบจนถึงกับโหลดคลิปรายการเหล่านั้นมาเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ ทั้งยังอัพโหลดขึ้น 4shared ให้ใครที่สนใจสามารถโหลดเอาไปฟังก็ได้ เมื่อถามว่าดีเจ…เป็นใคร เอาคลิปมาจากไหน เฉลียวตอบว่า "หาไม่ยากเลยครับ ใน google ก็มี"

    หลังจากถูกคสช. เรียกรายงานตัว เฉลียวถูกสอบสวนอย่างหนัก เพราะถูกตั้งข้อสงสัยว่าตัวเขานั่นแหละคือดีเจเสื้อแดงคนนั้น

    …เฉลียวยืนยันว่าเป็นแค่แฟนที่ติดตามรายการ แต่แล้วเขาก็ถูกตั้งข้อหา ทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

    เฉลียวดูเป็นชาวบ้านซื่อๆ ธรรมดาผู้ยอมรับชะตากรรมของตัวเอง เขาตัดสินใจรับสารภาพตั้งแต่ในชั้นสอบสวน ตอนนี้รอขึ้นศาล ฟังคำตัดสิน และเตรียมยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ ตามลำดับ

    "ผมแค่สนใจการเมืองเท่านั้นเอง ผมรับสารภาพเรื่อง upload คลิปบนอินเตอร์เน็ต แต่โทษที่ได้รับมันรุนแรงเกินไป …ตอนนี้ก็ทำใจแล้วว่าคงต้องอยู่ในนี้ไปอีกพักใหญ่"

    ไทม์ไลน์คดี

    1 มิ.ย.2557ปรากฏรายชื่อของเฉลียว และบุคคลอื่นๆ อีกหลายคน ในคำสั่งเรียกรายงานตัวของ คสช. ที่ 44/2557

    3 มิ.ย.2557เฉลียวเดินทางไปรายงารตัวที่หอประชุมทหารบก เทเวศวร์ เขาถูกคุมตัว 7 วัน มีรายงานว่าเฉลียวถูกสอบสวนถึง 3 รอบ รวมทั้งสอบสวนผ่านเครื่องจับเท็จอีก 2 รอบด้วยกัน ในขณะที่ผู้ถูกเรียกเข้ารายงานตัวคนอื่นๆถูกสอบสวนเพียง 1 รอบเท่านั้น

    10 มิ.ย.2557เฉลียวถูกแจ้งข้อกล่าวหาความผิดตามมาตรา 112 จากกรณีอัพโหลดคลิป ‘บรรพต’ ขึ้น 4shareจำนวนมาก เขารับสารภาพ ตำรวจขออำนาจศาลฝากขัง 7 ผัด (84 วัน) เขาถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

    1 ก.ย.2557เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวเฉลียวมาศาล ศาลอ่านคำพิพากษาที่ห้องเวรชี้ ลงโทษจำคุก 3 ปี รับสารภาพลดกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือนและให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี

    3 ก.ย.2558ศาลอุทธรณ์แก้คำพิพากษา เป็น ลงโทษจำคุก 5 ปี รับสารภาพลดกึ่งหนึ่ง เหลือ 2 ปี 6 เดือนและไม่รอการลงโทษ

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    แรงงานอินเดียร่วม 150 ล้านคนประท้วงแผนปฏิรูปแรงงานของรัฐบาล ด้านแรงงานอินโดนีเซียประท้วงรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

     
     
    การประท้วงของกลุ่มสหภาพแรงงานอินเดียที่ Gurgaon เมื่อวันพุธ (2ส.ค.) ที่ผ่านมา (ที่มาภาพ: indianexpress.com)
     
     
    เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2558 ที่ผ่านมา VOAรายงานว่าองค์กรสหภาพแรงงานในอินเดียได้นำแรงงานอินเดียราว ๆ 150 ล้านคนหยุดงานประท้วงกฎหมายปฏิรูปแรงงานทั่วประเทศเมื่อวันพุธ แรงงานเหล่านี้มาจากอุตสาหกรรมต่างๆ รวมทั้ง เหมืองแร่และถ่านหิน การธนาคาร และแท็กซี่ โดยการประท้วงจัดขึ้นโดยสหภาพแรงงานใหญ่ 10 แห่ง ซึ่งกล่าวหาว่ากฎหมายปฏิรูปแรงงานของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี Narendra Modi มุ่งสนับสนุนธุรกิจ และจะส่งผลเสียต่อสวัสดิการและความมั่นคงในการว่าจ้างของแรงงาน ตัวอย่างเช่น ตามกฎหมายใหม่ ธุรกิจที่จ้างแรงงานต่ำกว่า 300 คน จะสามารถปลดคนออกจากงานได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐบาล กฎหมายฉบับปัจจุบันกำหนดจำนวนแรงงานไว้ที่ 100 คน
     
    ทั้งนี้การปฏิรูปแรงงานเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลอินเดีย ที่ต้องการชักจูงให้มีการลงทุนจากต่างประเทศ และปรับเปลี่ยนให้อินเดียกลายมาเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม
     
     
     
    แรงงานอินโดนีเซียประท้วงรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
     
     
    การประท้วงของกลุ่มสหภาพแรงงานในอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา (ที่มาภาพ: thejakartapost.com)
     
    ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา Jakarta Postรายงานว่าสมาชิกสหภาพแรงงานประมาณ 13,000 คน เดินขบวนประท้วงในกรุงจาการ์ตา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมาอย่างต่อเนื่อง และได้กระทบต่อการใช้จ่ายค่าครองชีพของแรงงาน โดยคนงานที่เข้าร่วมชุมนุมประท้วงในครั้งนี้ส่วนใหญ่มาจากภาคอุตสาหกรรมเหล็กจากกว่า 40 สหภาพแรงงาน โดยมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลลดราคาพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วยการสร้างเสถียรภาพให้กับค่าเงินรูเปียะห์ ซึ่งนายจ้างมักจะอ้างปัญหาเศรษฐกิจในการเลิกจ้างแรงงาน
     
    อนึ่งจากการรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศอื่น ๆ ระบุว่านอกจากการประท้วงในกรุงจาการ์ตาแล้วยังมีรายงานว่าอีก 20 จังหวัดทั่วประเทศก็มีการจัดการชุมนุมประท้วงด้วยเช่นกัน ทั้งนี้อินโดนีเซียประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดของภูมิภาคอาเซียน มีอัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 5.81 จากการสำรวจเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่นักวิเคราะห์ระบุว่าตัวเลขนี้ไม่ได้ครอบคลุมภาคเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งตัวเลขอัตราการว่างงานที่แท้จริงของอินโดนีเซียจะสูงกว่านี้มาก ส่วนอัตราการเติบโตรายปีของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย ก็ลดลงอยู่ที่ร้อยละ 4.67 ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้  ซึ่งรัฐบาลอินโดนีเซียเองก็มีแผนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ ซึ่งประกอบไปด้วยมาตรการจูงใจด้านภาษีอากร สำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การกลั่นน้ำมัน หรือการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค เป็นต้น
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เว็บไซต์ศูนย์เทคโนโลยีทางทหารหรือ ศูนย์ไซเบอร์ของกองทัพบก กรมการทหารสื่อสาร กองทัพบก เผยแพร่กำหนดการกิจกรรม ArmyCyber Contest 2015 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 15.00 น. ณ กองบัญชาการกองทัพบก โดยมี พล.อ. อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก มาเป็นประธานในงานดังกล่าว

    โดยผู้ร่วมงานประกอบด้วย กำลังพลจากกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กองบัญชาการกองทัพไทย และกระทรวงกลาโหม ที่สำคัญจะมีการแข่งขันทักษะด้านการปฏิบัติการไซเบอร์ระหว่างเหล่าทัพขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อ เสริมสร้างและพัฒนาขีดความสามารถ ศักยภาพ ทักษะ และประสบการณ์ให้กับกำลังพลให้มีความพร้อมรับมือกับภัยคุกคามด้านไซเบอร์ 

    วิดีโอคลิปประชาสัมพันธ์กิจกรรม

    นอกจากการแข่งขันแล้ว ในงานดังกล่าวยังมีการเสวนาเบื้องต้น เรื่อง “โลกยุคหน้ากับเทคโนโลยีดิจิตอล (ทิศทางและความท้าทาย)” โดย พ.อ.รศ.ดร.เศรษฐพงศ์ มะลิสุวรรณ การบรรยายเรื่อง “แนวคิดการจัดตั้งกองบัญชาการไซเบอร์ (Cyber Command) ภายใต้ศูนย์บัญชาการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (National Cybersecurity)” โดย พล.อ.บรรเจิด เทียนทองดี ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และที่ปรึกษาด้าน ICT Cyber security สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ  

    การบรรยายเรื่อง “ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ กับภารกิจค้นหา Thailand Cybersecurity Got Talent” พล.อ.ภูดิท วีระศักดิ์ ประธานคณะอนุกรรมการความมั่นคงเครือข่าย สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และบรรยายเรื่อง รูปแบบใหม่ของการฝึกอบรมบุคลากรด้านไซเบอร์ ระหว่าง “Role –Based Cyber security Training” และ “Gamafication” โดย ปริญญา หอมอเนก ผู้อำนวยการศูนย์รักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

    รวมทั้ง สาธิตการเจาะระบบโดยผู้เชี่ยวชาญทางไซเบอร์ บริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัลเซ็นเตอร์ จำกัด

    รายละเอียดการแข่งขัน

    นอกจากนี้ เว็บ RTA เรารักกองทัพบกให้รายละเอียดการแข่งขันไว้ด้วยว่า การจัดการแข่งขันฯ จะมีทีมเข้าร่วมการแข่งขันในรอบสุดท้าย จำนวน 8 ทีมๆ ละ 2 – 4 คน โดยแต่ละทีมจะมีการติดตั้ง Server ของฝ่ายตนจำนวน 3 เครื่อง บนระบบปฏิบัติการเครือข่าย ( Network Operation System : NOS ) Windows และ Linux ซึ่งแต่ละทีมจะต้องดำเนินการหามาตรการเชิงรับ ( Defensive ) โดยการป้องกันและขัดขวางการเจาะระบบและการโจมตีของทีมฝ่ายอื่นๆ อีก 7 ทีม ที่จะทำการตรวจสอบช่องโหว่ ( Vulnerability Assessment ; VA ) ของระบบ Server เพื่อทำการหาวิธีการเจาะระบบฯ ให้สำเร็จและได้คะแนนสะสมในแต่ละเครื่องที่สามารถเข้ายึดครอง Server ได้

    แต่ละทีมที่เข้าแข่งขันนอกจากจะต้องคิดค้นหามาตรการเชิงรับ โดยป้องกันการเจาะ การโจมตี Server จำนวน 3 เครื่อง ของฝ่ายตนเอง เพื่อไม่ให้เสียแต้มให้กับทีมอื่นๆ แล้ว ยังจะต้องหามาตรการเชิงรุก ( Offensive ) โดยการเจาะระบบฯ การโจมตีเป้าหมาย Server ของทีมฝ่ายอื่นๆ อีก 7 ทีมๆ ละ 3 เครื่อง รวมทั้งสิ้น 21 เครื่อง เพื่อเก็บคะแนนสะสมให้ได้มากที่สุด ก็จะเป็นทีมที่ชนะเลิศตามลำดับคะแนน

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    3 ก.ย. 2558 เว็บ Pornhub.com เว็บโป๊ชั้นนำ ซึ่งมียอดเข้าชมวิดีโอออนไลน์ 78,900 ล้านครั้งต่อปี ประกาศมอบทุนการศึกษา 25,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 895,537 บาท)

    โดยผู้ที่สนใจสมัครขอรับทุนจะต้องเขียนความเรียง 1,000-1,500 คำ ตอบคำถามว่า "คุณได้พยายามอย่างไรบ้างเพื่อให้ผู้อื่นมีความสุข" พร้อมทั้งส่งคลิปวิดีโอความยาว 2-5 นาที ซึ่งแสดงให้เห็นถึงงานที่คุณทำและคิดว่าดี รวมถึงอะไรก็ตามที่อยากจะบอก

    "เราทำงานหนักเพื่อช่วยให้คนหลายล้านมีความสุขในทุกๆ วัน" บริษัทระบุในเว็บ Pornhub Cares ซึ่งเป็นส่วนมูลนิธิของเว็บ และว่า เพื่อเป็นการตอบแทน อยากจะช่วยสนับสนุนผู้รับทุนการศึกษาของ Pornhub Cares ให้สมดังหวัง

    ขณะที่กลุ่มสตรีนิยมและกลุ่มต่อต้านความรุนแรงทางเพศวิจารณ์การมอบทุนการศึกษานี้ว่าเป็นการทำให้วัยรุ่นหญิงที่ไม่มีเงินเรียนต่อต้องถ่ายวิดีโอโป๊ด้วยตัวเอง

    ดาวน์ ฮาวกินส์ ผู้อำนวยการบริการของศูนย์ต่อต้านการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ กล่าวว่า วัยรุ่นจำนวนมากไม่ตระหนักถึงผลที่จะตามมาและภัยของสื่อลามก วิดีโอเหล่านี้จะตามหลอนพวกเขาไปตลอดชีวิตและจะส่งผลถึงงานและความสัมพันธ์ในอนาคต

    "โชคไม่ดีที่เราบังคับให้เด็กของเราต้องขายเรือนร่างเพื่อแลกกับการศึกษา" ฮาวกินส์บอก

    คอรีย์ ไพรซ์ รองประธาน Pornhub ตอบกรณีนี้ว่า ผู้ที่ต่อต้านสื่อโป๊เปลือยควรจะพิจารณาสมัครทุนนี้

    "คุณไม่ต้องถ่ายหนังโป๊เพื่อจะเป็นผู้ชนะ" ไพรซ์บอก

    สำหรับทุนนี้เปิดให้นักศึกษามหาวิทยาลัยซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี และมีเกรดเฉลี่ยสะสม (GPA) ไม่ต่ำกว่า 3.2 หมดเขต 31 ต.ค.นี้

    อนึ่ง สำหรับประเทศไทย เมื่อลองเข้าถึง Pornhub.com ปรากฏข้อความ “ขออภัยในความไม่สะดวก กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้มีคำสั่งให้ระงับการเผยแพร่เว็บไซด์ที่ท่านต้องการเข้าชม เนื่องจากมีรูปภาพ ข้อความ และ เนื้อหาบางส่วนที่ไม่เหมาะสม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โทร 0 2141 6950”

     

    เรียบเรียงจาก : 

    http://time.com/4020993/pornhub-scholarship/

    http://mashable.com/2015/09/02/pornhub-college-scholarship/

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    หลังจากวานนี้(2 ก.ย.58) มีกระแสข่าวว่า กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการยกเลิกหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ตแบบบุคคลทั่วไป (เล่มสีแดง) ของ จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และอดีต รมว.ศึกษาธิการ ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้ส่งหนังสือเพื่อยื่นคำร้องขอให้กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินงานยกเลิกพาสปอร์ต เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน มีผลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (อ่านรายละเอียด)

    ล่าสุดวันนี้(3 ก.ย.58) เนชั่นและกรุงเทพธุรกิจรายงานตรงกันว่า เสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีการยกเลิกหนังสือเดินทาง หรือพาสปอร์ตของ จาตุรนต์ ฉายแสง ว่า ทาง สตช. ได้มีหนังสือถึงกระทรวงการต่างประเทศ ขอให้พิจารณายกเลิกหนังสือเดินทางของ จาตุรนต์ เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีหมายจับและเดินทางไปต่างประเทศ โดยกระทรวงการต่างประเทศได้พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีดังกล่าวเข้าข่ายที่จะยกเลิกหนังสือเดินทางตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ. 2548ข้อ 23 (2) ประกอบข้อ 21 (2) จึงได้ยกเลิกหนังสือเดินทางของนายจาตุรนต์ ฉายแสง ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2558

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     

    ตลอดสิบปีที่ผ่านมาคนไทยคงยอมรับว่าสังคมไทยอยู่ในวงวันของความขัดแย้งมาตลอด กระทั่งการเข้ามาปกครองประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้การชุมนุมประท้วงบนท้องถนนโดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครเงียบสงบลง

    ทว่าความขัดแย้งที่ผ่านมาสิบปีไม่ได้หายไปไหน ความขัดแย้งที่แบ่งฝั่งคนในสังคมไทยออกเป็นสองกลุ่มใหญ่เป็นอย่างน้อยได้ย้ายพื้นที่ลงไปกระจายตัวในพื้นที่ส่วนบุคคลเสียแทน พื้นที่ส่วนบุคคลในที่นี้คือโซเชียลมีเดีย หรือสื่อออนไลน์ต่างๆ โดยเฉพาะ Facebook ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดียคือการตั้งกลุ่มเฉพาะ หรือการจับกลุ่มเป็นเพื่อนกันเฉพาะ “คนที่คิดเห็นเหมือนกัน” ขณะเดียวกันในกลุ่มคนที่คิดเห็นแบบเดียวกันนี้ก็ยังมีการเข้าไปสอดส่องดูความเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างต่อเนื่อง และเมื่อใดที่อีกฝ่ายแสดงความคิดเห็นต่อความเป็นไปของบ้านเมือง ฝ่ายของตนก็จะตั้งกระทู้ทั้งใน Facebook ส่วนตัว หรือในกลุ่มเฉพาะเพื่อทำการโจมตีความคิดของอีกฝ่ายหนึ่ง หลายครั้งที่มีการแชร์ข้อความของอีกฝ่ายเพื่อประจานและให้บรรดาเพื่อนสมาชิกคนแบบเดียวกันเข้ามาวิพากษ์หรือด่าทอ

    กล่าวได้ว่า Facebook คือพื้นที่การแสดงออกรูปแบบใหม่ของสังคมไทย (และสังคมโลก) ทำให้พวกเราแต่ละคนถูกเปิดเผยตัวตน (expose) ต่อสังคมของเราเอง หรือต่อโลกมากขึ้น ก่อนหน้านี้สองสามปีก็มีประเด็นใน Facebook เรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้กับความเป็นสาธารณะของโซเชียลมีเดียนี้

    การแสดงความเห็นใน Facebook กับความเป็นส่วนตัวก็เรื่องหนึ่ง แต่เรื่องของการแสดงความเห็นทางการเมืองใน Facebook คือหลักฐานสำคัญประการหนึ่งที่บ่งบอกว่า “ความขัดแย้งในสังคมไทยไม่ได้หายไปไหน”

    การจัดแบ่งกลุ่มคนที่แตกต่างจากเราด้วยคำต่างๆ คือตัวอย่างอันดี คำอย่าง “ควายแดง” “ลิเบอร์ร่าน” “ลัทธิตาสว่าง” “สลิ่ม” “คนคลั่งเจ้า” “พวกเป่านกหวีด” หรือแม้กระทั่ง “คนดี” คือคำที่ต่างฝ่ายต่างหยิบยกมาโจมตี ล้อเลียน อ้างถึงอีกฝ่ายไม่หยุดหย่อน

    ความสงบของพื้นที่สาธารณะเกิดขึ้นจากการควบคุมด้วยกำลังอำนาจของ คสช. กับรัฐบาล แต่ความขัดแย้งในพื้นที่สาธารณะออนไลน์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถสกัดยับยั้งได้

    เรื่องนี้นับว่ามีลักษณะที่ย้อนแย้ง (เข้าทำนอง irony) ด้วยว่าผู้คนในสังคมจำนวนมากเรียกร้องหาความสงบ เรียกร้องหาความปรองดอง ความยุติธรรม และการหวนกลับไปเป็นประเทศไทยที่สงบสุขเหมือนเมื่อก่อนสมัยที่จะเกิดชุมนุมทางการเมืองเมื่อสิบปีที่แล้ว แต่คนที่เรียกร้องหาสิ่งเหล่านี้ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีฝ่ายตรงข้ามผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ แม้กระทั่งจะเข้าไปพูดคุยด้วยเหตุผลก็อาจทำไม่ได้ด้วยซ้ำ ทั้งที่พื้นที่สาธารณะออนไลน์อย่าง Facebook หรือ pantip.com ก็สามารถที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่อทำความเข้าใจระหว่างกันได้เหมือนดั่งคำว่า “ปรองดอง” ที่สังคมไทยกำลังถวิลหา

    แต่เอาจริงแล้วพวกเขาส่วนใหญ่กลับทำไม่ได้ พวกเขาไม่สามารถกระทั่งจะเปิดปากพูดคุยกับฝ่ายตรงข้ามอย่างดีๆ ได้ด้วยซ้ำ เรื่องนี้สามารถพบเห็นได้ใน Facebook ของกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ที่เปิดเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับการแลกเปลี่ยน Facebook ของสำนักข่าวต่างๆ และ Facebook ของนักวิชาการหรือผู้นำทางความคิดและทางการเมือง การถกเถียงกันในพื้นที่เหล่านี้หลายครั้งแปรสภาพเป็นการใช้คำหยาบคายด้วยการด่าทอกันอย่างรุนแรง และสุดท้ายก็เกิดสภาวะการแบ่งแยกกลุ่ม เช่น ในเว็บของสำนักข่าวหลายแห่งก็จะเป็นที่รู้กันว่าสำนักข่าวนี้จะมีแต่คนสีแดง อีกเว็บหนึ่งจะมีแต่คนสีเหลืองหรือคนเป่านกหวีดเข้าไปแสดงความเห็นเท่านั้น

    เมื่อเป็นเช่นนี้ “ความปรองดอง” หรือความสงบสันติที่คนในสังคมไทยแสวงหาคงจะเป็นเพียงแค่ความฝันเฟื่องเท่านั้น

    ต้องไม่ลืมว่า Facebook คือพื้นที่สาธารณะที่ใครก็สามารถเข้าไปแสดงความคิดเห็น หรือติดตามดูได้ และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมแต่ละเพจจึงมีคนเข้าไปติดตามมากขึ้น เพราะคนคิดเหมือนกันย่อมดึงดูดพวกเดียวกัน ยิ่งดูดมามากเท่าไหร่ก็ยิ่งเกาะกลุ่มกันเหนียวแน่นขึ้นในทางความคิด การจะเปลี่ยนไปคิดเป็นอีกฝ่ายหนึ่งย่อมทำได้ยากมากขึ้นเรื่อย ๆ

    ยิ่งกว่านั้น สิ่งที่ผู้คนแสดงความเห็นผ่าน Facebook จะถ่ายทอดต่อเนื่องไปยังลูกหลานของสังคม เพราะพวกเขาก็เล่น Facebook และความคิดทางการเมืองที่ขัดแย้งซึ่งกรุ่นถึงขั้นร้อนแรงในโซเชียลมีเดียย่อมส่งผลต่อความคิดของพวกเขาไม่มากก็น้อย นั่นหมายความว่า “รากของความขัดแย้ง” ได้ฝังตัวเองลงในสังคมไทยและจะถ่ายทอดเมล็ดพันธุ์ของความขัดแย้งนี้ไปสู่คนรุ่นต่อไปหากว่าสังคมไม่พยายามแสวงหาความปรองดองกันอย่างแท้จริง

    แต่ความปรองดองที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้อย่างไรในเมื่อกระแสในโซเชียลมีเดียยังคงดำเนินไปในลักษณะนี้

    สังคมไทยจึงยังไม่อาจก้าวข้ามความขัดแย้งนี้ไปได้ แม้จะมีคณะปกครองที่มีกำลังอำนาจจนสามารถสยบการเคลื่อนไหว “ทางกายภาพ” ทางการเมืองลงได้ก็ตาม ทางออกของสังคมในวันนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เชื่อกันว่าจะยับยั้งความขัดแย้งในสังคมได้ เพราะที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ของประเทศก็พิสูจน์แล้วว่าไม่เคยมีฉบับใดประสบความสำเร็จ และก็ไม่ได้อยู่ที่การกำจัดหรือทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามให้หมดสิ้นไปเพราะประวัติศาสตร์ของประเทศก็ผ่านพ้นการปะทะทางกายภาพมาแล้วหลายครั้งแต่สุดท้ายสังคมไทยก็ยังดำเนินมาจนถึงจุดนี้ จุดที่ความขัดแย้งบานปลายจนหาทางถอยไม่ได้แล้ว

    แต่ทางออกคือการเดินไปข้างหน้าสู่การยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง และให้โอกาสแก่ทุกฝ่ายได้แสดงจุดยืนของตน ให้สังคมมวลรวมมีโอกาสออกมาพูดแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาในประเด็นปัญหาเพื่อหาทางออกร่วมกัน เรื่องเช่นนี้คนไทยผู้เล่น Facebook ทุกคนสามารถทำได้หากว่าทุกคนยอมเปิดใจรับฟัง และมีสติตรึกตรองความคิดเห็นของอีกฝ่าย เรื่องนี้ไม่จำเป็นว่าต้องหันหน้ามาจับมือและเป็นเพื่อนกันทุกคน แต่แค่ในพื้นที่ของการอภิปรายหรือดีเบทก็ควรจะเลิกด่าทอ เสียดสีเหน็บแนม หรือกดหัวความเป็นคนของอีกฝ่าย

    อย่างน้อยที่สุดหากว่าแต่ละฝ่ายสามารถโต้เถียงกันด้วยเหตุผลในพื้นที่สาธารณะอย่าง Facebook ได้ นั่นก็คือจุดเริ่มต้นอันดีของการทำความเข้าใจระหว่างกัน และความเข้าใจระหว่างกันก็สามารถนำไปสู่การปรองดองที่สังคมต้องการได้

    เพราะทุกอย่างเริ่มต้นจากความคิดในใจของมนุษย์ หากว่าความคิดต่างๆ ไม่อาจลงรอยกันได้ ความขัดแย้งของสังคมก็ไม่อาจจะสิ้นสุด คงจะไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดถ้าความขัดแย้งทางกายภาพคือการชุมนุมประท้วงหรือการปะทะกันด้วยกำลังอาวุธในเมืองหลวงจะเกิดขึ้นอีกครั้งในอนาคต เพราะฉนวนเหตุได้ฝังตัวอยู่ในสังคมไทยวันนี้เรียบร้อยและอาจนานมากแล้วด้วยซ้ำไป

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ประการที่ 2  ความบกพร่องทางเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ
    ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แบ่งออกเป็น 4 ภาค 285มาตรา ซึ่งมีประเด็นที่ควรต้องพิจารณาดังต่อไปนี้

    ประเด็นที่ 1 สิทธิเสรีภาพ

    ในหมวดสิทธิเสรีภาพ ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 31 จำกัดการดำเนินการของรัฐว่าจะรับรองสิทธิเสรีภาพของบุคคลตามศักยภาพทางการคลังของรัฐเท่านั้น ซึ่งขัดกับหลักทั่วไปที่รัฐมีหน้าที่ต้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน กรณีการรับรองสิทธิและเสรีภาพโดยอาศัยศักยภาพทางการคลังเป็นเพียงหลักการเฉพาะในเรื่องของสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมเท่านั้น ไม่ควรนำมาใช้เป็นหลักทั่วไปในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน

    อีกทั้ง บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย ยังถูกจำกัดสิทธิตามมาตรา 45 ของร่างรัฐธรรมนูญที่บัญญัติว่า “ประชาชนที่ไม่มีสัญชาติไทย แต่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยจะได้รับการคุ้มครองในสิทธิเหล่านี้เพียงเท่าที่กฎหมายบัญญัติหรือตามที่รัฐจัดให้เท่านั้น” ซึ่งถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยอาศัยความแตกต่างทางสัญชาติ

    ด้านเสรีภาพสื่อ ตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 47 กำหนดให้เจ้าของกิจการสื่อมวลชน ต้องเป็นพลเมืองชาวไทยเท่านั้น โดยห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเจ้าของสื่อ รวมทั้งห้ามเป็นเจ้าของกิจการสื่อครอบครองสื่อหลายกิจการอันจะนำไปสู่การการครอบงำการนำเสนอข้อมูลข่าวสารต่อสังคม

    ด้านสิทธิในชีวิตและร่างกาย ตามมาตรา 36 ซึ่งเป็นหลักการคุ้มครองสิทธิในเนื้อตัว ร่างกายของประชาชน รวมถึงการห้ามซ้อมทรมานและบังคับให้สูญหาย ในมาตรานี้ได้ตัดสิทธิเรียกร้องทางศาลออกไป ซึ่งที่ผ่านมาถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ประชาชนอ้างสิทธิตามบทบัญญัติมาตรานี้ในการฟ้องคดีต่อศาล เพื่อนำผู้กระทำผิดมาลงโทษและเรียกค่าเสียหายในทางแพ่ง ซึ่งการตัดส่วนดังกล่าวออกจะสร้างความยากลำบากแก่ประชาชนในด้านกระบวนการเรียกร้องให้รัฐรับผิดในการกระทำที่เกิดขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่วัฒนธรรมลอยนวลผู้กระทำความผิด

    ด้านเสรีภาพในทางวิชาการ ที่ประชาชนจะทำการศึกษา อบรม ทำการเรียนการสอนหรือการวิจัยต่างๆได้เท่าที่ไม่ขัดต่อหน้าที่ของพลเมืองและศีลธรรมอันดีของประชาชนเท่านั้น

    ประเด็นที่ 2 ระบบการบริหารราชการแผ่นดิน
    ในประเด็นระบบการเลือกตั้ง ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่มาตรา 118 กลับกำหนดสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเพียงจังหวัดละ 1 คนและส่วนที่เหลือมาจากการสรรหาผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งฝ่ายพลเรือน 5 คน ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งฝ่ายทหาร จำนวนไม่เกิน 5 คนผู้แทนองค์กรวิชาชีพจำนวนไม่เกิน 15 คนผู้แทนองค์กรต่างๆ จำนวน 5ด้าน ด้านละไม่เกิน 6คนและผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมในด้านต่างๆอีกไม่เกิน 68 คนซึ่งหากแบ่งตามสัดส่วนจะพบว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งจะมีจำนวน 77 คนและสมาชิกวุฒิสมาสรรหาจะมีจำนวน123 คน ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาจะมากกว่าผู้ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งขัดกับหลักการตามระบอบประชาธิปไตยที่ต้องมีการเลือกตั้งในฐานจะตัวแทนของประชาชน

    ในด้านอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 165 ให้อำนาจสภาผู้แทนราษฎรแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีซึ่งจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ก็ได้ แต่หากไม่ใช่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องได้รับมติเห็นชอบไม่น้อยกว่าสองในสามแต่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเวลาเดียวกันไม่ได้ ตามมาตรา 166ในกรณีที่มีการยุบสภา ให้คณะรัฐมนตรีสิ้นสภาพและให้รักษาการต่อจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แต่หากมีเหตุให้รัฐมนตรีพ้นตำแหน่งให้ปลัดกระทรวงรักษาการแทน จนกว่าจะมีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นมาใหม่ทั้งนี้ ตามมาตรา 174

    ด้านการตราพระราชบัญญัติ ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดกระบวนการควบคุมกฎหมายมิให้ขัดรัฐธรรมนูญในมาตรา 157 ว่าให้ร่างพระราชบัญญัติประกอบร่างรัฐธรรมนูญ ต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากศาลรัฐธรรมนูญก่อนทุกฉบับ

    แต่ถ้าเป็นพระราชบัญญัติอื่นๆ ตามมาตรา 158 ไม่จำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบจากศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ดีถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมาชิกหรือวุฒิสภาหรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันมีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เห็นว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อร่างรัฐธรรมนูญ สามารถส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ศาลวินิจฉัยได้

    กระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ในร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดในมาตรา 196 ให้การแต่งตั้ง โยกย้าย ข้าราชการ ให้ใช้ระบบคุณธรรม โดยให้มีคณะกรรมการชุดหนึ่งดำเนินการแต่งตั้ง และให้มีกฎหมายกำหนดองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ขององค์กรนั้นๆทำหน้าที่กลั่นกรองและประธานกรรมการจริยธรรมประจำกระทรวงต่างๆให้ทำหน้าที่พิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายดังกล่าว

    มาตรฐานคุณธรรมสำหรับผู้นำทางการเมือง ตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 74 กำหนดให้จัดทำประมวลจริยธรรมมีมาตรฐานทางจริยธรรมถ้าผู้นำทางการเมืองไม่ปฏิบัติตามจะมีบทลงโทษและอาจถูกถอดถอนหรือตัดสิทธิทางการเมืองได้

    ด้านการปฏิรูปและการปรองดองร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติซึ่งมีที่มาจากประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างๆ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งแต่งตั้งจากผู้เคยดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการปฏิรูปและการปรองดอง จำนวนทั้งหมดไม่เกิน 23 คน ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปดังกล่าวมีสามารถให้ข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ในประเด็นการปฏิรูปประเทศอันได้แก่ด้านกระบวนการยุติธรรม ด้านการศึกษา ด้านเศรษฐกิจและด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาประเทศและลดการเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในด้านต่างๆ โดยเมื่อคณะรัฐมนตรีได้รับข้อเสนอแล้วให้ดำเนินการตามข้อเสนอและสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการ ถ้าคณะรัฐมนตรีไม่สามารถดำเนินการได้ ให้แจ้งให้คณะกรรมการปฏิรูปฯทราบ ถ้าคณะกรรมการปฏิรูปฯยืนยันด้วยมติมากกว่าสามในสี่ ให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการตามมติของคณะกรรมการ

    นอกจากนี้ คณะกรรมการยังมีอำนาจนำเสนอร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิรูปในด้านต่างๆต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยต้องสมาชิกคณะกรรมการปฏิรูปร่วมเป็นกรรมาธิการจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของคณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายนั้นๆ

    อีกทั้ง ตามมาตรา 280 กำหนดว่าในช่วง 5 ปีแรกคณะกรรมการปฏิรูปมีอำนาจกระทำการใดๆทางนิติบัญญัติและบริหาร โดยให้มีผลชอบด้วยกฎหมายและเป็นที่สุด เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

    ซึ่งในหมวดการปฏิรูปและการปรองดองนี้ ตามมาตรา 257 ให้ทั้งหมวดนี้รวมทั้งคณะกรรมการปฏิรูปสิ้นผลลงเมื่อครบ 5 ปีหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ เว้นแต่มีการลงประชามติโดยประชาชนหรือรัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมด ให้หมวดนี้อยู่ต่อไป แต่อยู่ได้เพียงคราวละ 5 ปี

    ในส่วนขององค์กรอิสระ ร่างรัฐธรรมนูญใช้ชื่อว่า องค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  ผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

    การประเมินผลตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 95 กำหนดให้มีคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติเพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและประเมินผลการดำเนินงานขององค์กรอิสระต่างๆ โดยให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการประเมินผลแห่งชาติ ซึ่งจะต้องมีการออกกฎหมายออกไป

    กรณีนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นการลดอำนาจของนักการเมืองทั้งในการแต่งตั้ง โยกย้าย ข้าราชการ โดยให้ผ่านระบบคุณธรรมซึ่งยังมีที่มาและความหมายไม่ชัดเจนนอกจากนี้ยังส่งผลให้ฝ่ายการเมืองไม่สามารถบังคับบัญชาข้าราชการได้ อีกทั้ง ยังมีการเพิ่มอำนาจให้กับองค์กรที่ไม่มีส่วนเชื่อมโยงกับประชาชน เช่น คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ ที่สามารถมีข้อเสนอที่ผูกมัดคณะรัฐมนตรีและมีช่องทางพิเศษในการเสนอกฎหมายผ่านสภาผู้แทนราษฎรประกอบกับการที่วุฒิสภาส่วนใหญ่แล้วมาจากการสรรหาส่งผลให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีส่วนเชื่อมโยงกับประชาชนประเด็นที่ 3การแก้ไขรัฐธรรมธรรมนูญ

    ตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 กำหนดให้คณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกรัฐสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 หรือประชาชนไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคนลงชื่อแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญได้ แต่การแก้ไขส่วนที่เป็นหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ เช่น การมีส่วนร่วมทางการเมือง โครงสร้างสถาบันการเมือง ด้านวินัยทางการคลัง หมวดศาล การปรองดองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 269 ต้องให้รัฐสภาพิจารณาลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ให้ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้พิจารณา จากนั้นจึงส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้ประชาชนลงมติต่อไป

    กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในกรณีนี้ ถือเป็นรัฐธรรมนูญประเภทแก้ไขยาก โดยต้องผ่านทั้งกระบวนการให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาทในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สามารถยับยั้งการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญได้ซึ่งตามหลักประชาธิปไตย ผู้สถาปนารัฐธรรมนูญคือประชาชน ประชาชนย่อมมีสิทธิในการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ การให้องค์กรที่ไม่มีส่วนเชื่อมโยงกับประชาชนยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้จึงขัดกับหลักประชาธิปไตย

    โดยสรุป ความบกพร่องที่สำคัญในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่แสดงออกถึงความพยายามลดทอนอำนาจของประชาชน ผ่านเนื้อหาที่การกำหนดให้นายกรัฐมนตรีสามารถมาจากบุคคลที่ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ เพิ่มจำนวนสมาชิกวุฒิภาที่มาจากการสรรหาให้มากกว่าจำนวนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน รวมถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการโดยระบบคุณธรรมทำให้คณะรัฐมนตรีมีอำนาจลดลงในการบังคับบัญชาข้าราชการให้ปฏิบัติไปตามนโยบาย

     

    ติดตาม “ตอนที่ 3 ร่างรัฐธรรมนูญไม่สอดคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปไตย” พรุ่งนี้ เวลา 20.15 น. ที่ https://tlhr2014.wordpress.com และ Facebook ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน


    หมายเหตุ:
    เผยแพร่ครั้งแรกที่ https://tlhr2014.wordpress.com/2015/09/03/opinion_on_constitution_ep2/

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai